X
    Categories: ทดลองอ่านนิทานรักนักษัตรปีมะเส็งมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นิทานรักนักษัตรปีมะเส็ง บทที่ 8

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 8

 “ท่านแม่ ท่านย่ายืนนานๆ ไม่ได้ รบกวนท่านแม่ช่วยพาท่านย่ากลับห้องทีเถอะ” เนิ่นนานกว่าที่จย่าเป่าอวี้จะยิ้มออกมาได้เหมือนปกติ

หวังฮูหยินได้สติ สีหน้าฉายแววโกรธเกรี้ยวแต่ต้องระงับไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา “ท่านแม่ นี่ก็สายมากแล้ว ข้าพาท่านกลับห้องนะเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าจ้องหน้านางนิ่ง “ก็ดี ข้ามีเรื่องต้องพูดกับเจ้าเหมือนกัน”

พอหวังฮูหยินประคองฮูหยินผู้เฒ่าจย่าจากไปแล้ว เสวี่ยเยี่ยนก็รีบเข้ามาด้านในเพื่อเตรียมหยูกยา พร้อมดึงตัวเสี่ยวหงกับฉิงเหวินออกไปนอกห้องก่อนด้วย

“เจ็บจริง สาวใช้ของท่านป้าสะใภ้รองล้วนเป็นวรยุทธ์ใช่หรือไม่” หลินไต้อวี้กุมแก้มที่ปวดร้าวอย่างน่าสงสาร

จย่าเป่าอวี้ช้อนร่างของนางขึ้นอุ้ม ทำให้หลินไต้อวี้ตกใจจนต้องยึดตัวเขาไว้พลางจ้องหน้าเขาเขม็ง

เด็กสมัยนี้โตเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ ทุกสองสามวันที่นางเจอเขาดูเหมือนจย่าเป่าอวี้จะตัวสูงขึ้น เสียดายที่ใบหน้างามราวหยกนี้ยังคงหวานประดุจบุปผาเหมือนเดิม

“ผู้อื่นตบเหตุใดเจ้าจึงไม่หลบ” จย่าเป่าอวี้วางหลินไต้อวี้ลงบนเตียง ก่อนหยิบยาบนชั้นมาทาหน้านางอย่างแผ่วเบา แม้น้ำเสียงจะห้วน แต่น้ำหนักมือกลับเบาหวิว

“ท่านก็ลองมาหลบดูสิ ไม่รู้หรือว่าสาวใช้ผู้นั้นเหมือนคนเคยฝึกวรยุทธ์มาไม่มีผิด ตบได้แม่นยำยิ่ง หากข้าไม่ขวางหน้าเสี่ยวหง เสี่ยวหงคงถูกตบจนกระเด็นไปไกลลิบแล้ว” หลินไต้อวี้เจ็บจนต้องแยกเขี้ยว นางพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า “เสียดายที่ข้าช่วยฉิงเหวินไว้ไม่ทัน ใบหน้างามดุจจันทร์เพ็ญนั่นต้องบวมเป็นซาลาเปาแล้วแน่ๆ”

“แค่สาวใช้ผู้หนึ่ง มีค่าให้เจ้าเอาร่างกายล้ำค่าพันตำลึงทองของตัวเองไปช่วยหรือ” นางไม่พูดยังพอว่า แต่พอพูดจย่าเป่าอวี้ก็ฉุนขาดจนใบหน้าหล่อเหลาที่ฝืนทำเป็นนิ่งสงบถึงกาลระเบิดตูม

หลินไต้อวี้กะพริบตาปริบๆ “ผู้ใดทำก็ต้องโทษผู้นั้นสิ วันนี้คนที่หาเรื่องเป็นแม่ของท่านนะ ถ้านางไม่หาเรื่องแล้วมีหรือที่ข้าต้องเข้าไปขวาง” นางได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ถ้าหากไม่บีบคั้นกันหนักจริงๆ ไหนเลยหลินไต้อวี้จะยอมหาเรื่องเจ็บตัว นางมิได้ปัญญาทึบเสียหน่อย

“เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว การที่เจ้าให้เสวี่ยเยี่ยนไปหาข้าแสดงว่าที่เจ้ายอมรับตบฉาดนั้นเป็นแผนทรมานสังขาร เพื่อหนึ่ง ทำให้ท่านย่ารู้สึกปวดใจและใช้ท่านย่าไปเล่นงานท่านแม่ของข้า สอง ซื้อใจเสี่ยวหงเพื่อที่ต่อไปเจ้าจะได้กินอาหารได้อย่างวางใจมากขึ้น” จย่าเป่าอวี้พูดหยันเสียงเย็นอย่างไม่ยอมเชื่อ

หลินไต้อวี้จ้องหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อ เจ้าคนสารเลวดุจปีศาจนี่…เหตุใดจึงเดาได้แม่นยำเช่นนี้!

ถูกต้อง นางยอมรับว่านางมีจุดประสงค์ในใจ แต่คนผู้นั้นก็ต้องเป็นสาวใช้ที่นางพอใจด้วยเช่นกัน นางถึงจะยอมทำเช่นนี้ หลินไต้อวี้รู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ฉิงเหวินต้องมาถูกตบเพราะนาง

ไม่ว่าจะมองอย่างไรหลินไต้อวี้ก็เป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ เวลานี้นางไม่สามารถออกหน้าแทนฉิงเหวินและเสี่ยวหง แต่ถ้าได้ท่านยายช่วยคุ้ม อย่างน้อยท่านป้าสะใภ้รองย่อมยอมทิ้งห่างไปสักระยะหนึ่ง หรือถ้าหากอีกฝ่ายยังมาบีบคั้นนางอีก หลินไต้อวี้ก็จะไปร้องไห้กับท่านลุงรองเสียเลย!

คนทุกคนล้วนมีด้านมืด โดยเฉพาะเวลาที่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด

“ฟังนะ ต่อไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น หลบได้ให้หลบ หลีกได้ให้หลีก ขืนเจ้ายังออกหน้าให้ผู้ใดอีก…”

คำเตือนเสียงเย็นของจย่าเป่าอวี้ทำให้หลินไต้อวี้ต้องถลึงตาใส่อย่างไม่ชอบใจ “ข้าพักรักษาตัวอยู่ดีๆ ผู้อื่นก็บุกเข้ามาแล้วจะให้ข้าหลบอย่างไร หรือท่านจะช่วยขุดอุโมงค์ใต้ดินให้ข้าเล่า” ประโยคสุดท้ายนี้จงใจหาเรื่องกันชัดๆ แต่เรื่องนี้ไม่อาจตำหนินาง เมื่อนางโดนตบแล้ว เขาไม่เพียงไม่ปลอบ ยังทำเป็นตวาดปรามอีก อย่างนี้น่ะหรือที่เสี่ยวหงบอกว่าเขามีใจให้นาง…ผายลมแล้ว!

“เจ้าจะสงบปากสงบคำบ้างไม่ได้เชียวหรือ”

“อยากให้ข้าสงบ หรือท่านจะเอาอะไรมาปิดปากข้าล่ะ” แน่จริงก็เอาขนมซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลที่นางเฝ้าคะนึงหามาปิดปากนางสิ!

จย่าเป่าอวี้ถลึงตาใส่หลินไต้อวี้ นัยน์ตาสีดำเปล่งประกายคล้ายมีแสงจ้า ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงมาผนึกริมฝีปากนาง

หลินไต้อวี้ชะงัก ก่อนรับรู้ว่าปลายลิ้นของจย่าเป่าอวี้สอดเข้ามาในปากตน ทำให้นางตกใจจนต้องรีบผลักเขาให้ถอยห่าง

จย่าเป่าอวี้ไม่ได้แข็งขืน เขายิ้มเจ้าเล่ห์ รู้สึกพอใจที่ได้เห็นใบหน้างดงามที่แดงจัดดุจดอกท้อเดือนสามของนาง “เช่นนี้ปิดอยู่หรือไม่”

“สารเลว ผู้ใดอนุญาตให้…” หลินไต้อวี้เหลียวซ้ายแลขวาแล้วคว้าเอาหมอนหยกมาเหวี่ยงใส่ แต่ผู้ใดจะรู้ว่าจย่าเป่าอวี้ชิงหนีออกไปนอกประตูก่อนแล้ว ซ้ำยังหันมาขยิบตาให้นางด้วย

“คราวหน้าถ้ายังดื้ออีก คอยดูนะว่าข้าจะปิดปากเจ้าอย่างไร” จบคำเขาก็จากไปด้วยท่าทีอย่างคนเสเพลที่นางคุ้นเคย

“หากกล้าปิดปากข้าอีก ข้าจะสังหารเสีย!” อายุน้อยแค่นี้ไม่รู้จักร่ำเรียนหนังสือ แต่กลับหัดเป็นพวกเจ้าชู้ไก่แจ้…ถ้าหากหลินไต้อวี้ไม่ได้ตัวเล็ก เปราะบาง นางจะต้องฟาดเขาให้ตายภายในฝ่ามือเดียวแน่ๆ

เสวี่ยเยี่ยนได้ยินเสียงโวยวายก็ยื่นหน้าเข้ามาดูด้านใน “คุณหนู คุณชายรองเป่าปิดอะไรท่านหรือเจ้าคะ คุณหนู ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ เหตุใดถึงหน้าแดงเช่นนี้ คงไม่ได้โดนลมเย็นหรอกนะเจ้าคะ”

“เจ้าวางใจเถอะ ข้าสบายดีมาก ตราบใดที่คนสารเลวนั่นไม่ตาย ข้าตายตาไม่หลับหรอก!” หลินไต้อวี้อยากรู้ว่าเรื่องนี้จะดำเนินต่อไปเช่นใดและจุดจบของเจ้าคนผู้นั้นจะเป็นเช่นใด ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องให้เขาเป็นขอทาน นางจะได้เจียดเวลาไปทำทานและเหยียบย่ำเขาให้หนัก!

มารดามันเถอะ! สอดลิ้นเข้ามาด้วย ครั้งหน้าถ้ากล้าสอดลิ้นเข้ามาอีกนางจะกัดลิ้นเขาให้ขาดแล้วกลืนลงท้องเสีย!

เมื่อเทศกาลต้อนรับปีใหม่มาเยือน หลินไต้อวี้รู้สึกมีความสุขกับช่วงเวลานี้มาก

เพราะจย่าเป่าอวี้ไม่อยู่ และตัวนางที่กำลังอยู่ในช่วงพักฟื้นสามารถกินดื่มได้อย่างเต็มที่ ที่น่าเสียใจคือฮูหยินผู้เฒ่าจย่าเห็นเรือนร่างของหลินไต้อวี้บอบบางประดุจต้นหลิวจึงให้นางบำรุงร่างกายมากๆ กินแต่อาหารเบาๆ ปริมาณน้อย ทำให้ใบหน้าน้อยๆ ของนางยับยุ่งเหมือนซาลาเปาจิ๋ว

แต่ไม่เป็นไร เพราะจย่าหยวนชุนกำลังจะมาเยี่ยมญาติ หลินไต้อวี้จึงเฝ้าคอยซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลที่นางอดกินตอนไปในตอนแรกอยู่

จะว่าไป จย่าหยวนชุนก็เข้าวังไปนานหลายปีแล้ว เริ่มแรกนางเป็นนางข้าหลวงจนปีที่แล้วถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสียนเต๋อเฟย* ถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง คล้ายทำให้ป้ายชุบทองของสกุลจย่าได้เลี่ยมหยกเพิ่มเข้าไปอีก อำนาจบารมีแผ่ไพศาล เพื่อให้จย่าหยวนชุนมีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง คนทั้งสกุลจย่าจึงต้องทำงานกันมือเป็นระวิง

ทันทีที่จย่าหยวนชุนกลับจวนมา ภายในจวนก็เต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ ปิ่นทองคำเต็มศีรษะของจย่าหยวนชุนมองเห็นได้แต่ไกล เสื้อบุซับในสีเขียวมะกอกกับกระโปรงยาวจีบรอบปักลายดอกโบตั๋นขลิบทอง ผู้คนมากมายพากันเข้าไปห้อมล้อมทักทาย แต่หลินไต้อวี้กลับไม่รู้สึกกระตือรือร้น เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกอิจฉาได้คือการที่จย่าหยวนชุนสามารถกินซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลได้ตลอดเวลา

ถ้ารู้อย่างนี้ตอนแรกนางน่าจะเลือกเล่นบทจย่าหยวนชุน…แต่ถึงพูดไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะไม่ว่านางจะเลือกบทใดก็ถูกคนลอบเล่นงานอยู่ดี จนถึงตอนนี้ยังต้องทนลำบาก ทำให้หลินไต้อวี้รู้สึกเสียใจไม่หาย

แน่นอนว่าขนมหวานที่นำออกมาจากวังหลวงไม่มีทางถูกส่งมาที่เรือนของหลินไต้อวี้โดยตรง สิ่งที่นางเฝ้าคอยจึงเป็นเจ้าเด็กจอมลามก หวังว่าเขาจะเอาซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลมาง้อนาง

แน่นอนล่ะ ขอเพียงมีของอร่อยนางย่อมยอมยกโทษให้แก่ความผิดของเขาทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ในวันที่จย่าหยวนชุนเดินทางมาเยี่ยมญาติ หลินไต้อวี้จึงคอยอยู่ในห้องอย่างสงบเสงี่ยมตลอด

“คุณหนูเจ้าคะ”

“คุณชายรองเป่ามาหรือ” หลินไต้อวี้หันไปอย่างดีใจจนออกนอกหน้า

“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นแม่นางเซวียมา” เสวี่ยเยี่ยนส่งสายตาให้นาง

หลินไต้อวี้รีบปั้นหน้ายิ้มประจบเพื่อต้อนรับเซวียเป่าไชที่ไม่ค่อยได้มาคุยกับนางเท่าไรนัก

หลังนั่งลงเรียบร้อย หลินไต้อวี้ก็ได้กลิ่นคุ้นจมูก นางจึงเหลือบไปมองกล่องอาหารที่เซวียเป่าไชถือมาอย่างอดไม่อยู่

“น้องหลิน เมื่อครู่ข้าไปหานายหญิงผู้เฒ่าแล้วบังเอิญเจอหยวนเฟย นางเลยมอบซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลให้ข้า”

น่าชังนัก เป็นจริงด้วย! หลินไต้อวี้พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึก แม้จะไม่ได้กิน แค่ได้กลิ่นหอมๆ นี้ก็ยังดี

“นี่คงเป็นของจากวังหลวงสินะ” น่าหมั่นไส้ พอได้กลิ่นหอมหนอนตะกละของนางก็ร้องกันระงม หากไม่ระวังนางอาจฟาดเซวียเป่าไชให้หมดสติแล้วแย่งซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลของอีกฝ่ายมาเลยก็ได้

“ใช่แล้ว น้องหลินรู้เรื่องไม่น้อยจริงๆ แต่ข้าเคยกินขนมเช่นนี้มาเยอะเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับมันนักหรอก” ทุกอากัปกิริยาของเซวียเป่าไชล้วนมีระเบียบแบบแผนสมเป็นกุลสตรีจากตระกูลใหญ่ ยามยิ้มไม่เห็นฟัน ยามนั่งไม่มีเอนเอียง เคร่งครัดจนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิตมากกว่าจะเป็นมนุษย์ตัวเป็นๆ

แม้จะรู้สึกได้ว่าคำพูดของนางมีนัยแฝงอยู่ แต่หลินไต้อวี้ยังคงคอยฟังวาจาต่อไปของนางอย่างใจจดใจจ่อ

“ถึงข้าจะอยากมอบมันให้น้องสาว แต่นี่เป็นของประทานจากหยวนเฟย ย่อมไม่อาจมอบต่อให้ใคร”

“…พี่เซวียกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”

ไม่ให้? เช่นนั้นก็ควรส่งแขกได้แล้ว

“ครอบครัวของข้าเป็นวาณิชหลวง แม้ศักดิ์ศรีจะเทียบกับน้องสาวไม่ได้ แต่ครอบครัวของข้าก็ไปมาหาสู่กับครอบครัวขุนนางเป็นประจำ ในสายตาข้าของประทานที่ดูล้ำค่าพวกนี้ไม่มีความหมาย แต่กับน้องสาวคงไม่เหมือนกัน ใช่หรือไม่”

ขนตายาวของหลินไต้อวี้หลุบต่ำ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “ใช่เจ้าค่ะพี่เซวีย ข้าเป็นพวกเห็นแก่กิน ไม่ว่าจะเป็นของจากวังหลวงหรือขนมของพวกชาวบ้าน ในสายตาข้าล้วนเป็นของที่ต้องลองลิ้มชิมรสให้จงได้”

“เสียดายที่น้องสาวเป็นกำพร้า ไร้คนหนุนหลัง เกรงว่าต่อให้อยากลองของประทานจากวังหลวงก็คงยาก” เซวียเป่าไชยังคงยิ้มเสแสร้งเหมือนคนใจกว้าง

“พี่เซวียพูดผิดแล้ว แม้ข้าจะเป็นลูกกำพร้า ไร้คนหนุนหลัง แต่ต่อไปข้าย่อมมีสามีเป็นที่พึ่ง เขาย่อมไขว่คว้าบรรดาศักดิ์มาให้ข้า ถึงตอนนั้นหากข้าอยากลองของประทานจากวังหลวงจะมีอะไรยากอีกหรือ” หลินไต้อวี้ยิ้มสดใส รอยยิ้มของนางคล้ายจะขจัดปัดเป่าลมหนาวและละอองฝนให้มลายหายไป ละม้ายดวงจันทร์ที่อวดโฉมออกมาหลังม่านเมฆ “พี่เซวีย ท่านอย่าได้หัวเราะเยาะเป่าอวี้เชียวนะ เขามุ่งมั่นตั้งใจเรียนหนังสือจริงๆ หากปีนี้สอบผ่านเคอซื่อแล้ว ปีหน้าสอบเซียงซื่อได้อีก ย่อมได้ตำแหน่งจวี่เหริน และตำแหน่งก้งซื่อในปีถัดไป พอเข้าสอบเตี้ยนซื่อ ฝ่าบาทย่อมพระราชทานตำแหน่งขุนนาง…อนาคตสดใสไร้ที่สิ้นสุด”

หลินไต้อวี้พิศดูสีหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวขาวของเซวียเป่าไชอย่างอารมณ์ดี

เฮ้อ ว่ากันจริงๆ แล้ววิธีนี้ก็ออกจะต่ำช้าเกินไปหน่อย อาจเพราะเซวียเป่าไชรู้ว่าระยะนี้ท่านป้าสะใภ้รองถูกสั่งห้ามเข้าเรือนข้างของนาง เซวียเป่าไชจึงมาลองหยั่งเชิงและถือโอกาสเหน็บแนมนาง แต่ไม่ได้มีเจตนาท้าทายกันอย่างจริงจัง น่าเบื่อชะมัด

คิดจะแย่งบุรุษกับนางเช่นนั้นหรือ ไปหารือกับจย่าเป่าอวี้ก่อนเถิดนะ

อาจเพราะรู้ว่าตนจุดประเด็นไม่เป็นผล เซวียเป่าไชจึงหมดอารมณ์คุยต่อเลยหิ้วกล่องอาหารจากไปอย่างขัดใจ

หลินไต้อวี้มองตามเงากล่องอาหารไปอย่างแสนอาลัย ไม่รู้ว่าจย่าเป่าอวี้จะเก็บซูเล่าเคี่ยวน้ำตาลไว้ให้นางสักชามหรือไม่ แม้นางจะเป็นคนตะกละ แต่กลับไม่ใช่คนเรื่องมาก ขอเพียงคนทำใส่ความเพียรพยายามลงไปในกระบวนการทำอาหารมากพอ หลินไต้อวี้ย่อมกินด้วยความรู้สึกซาบซึ้งชนิดไม่เหลือไว้แม้แต่ซาก!

ดังนั้นจย่าเป่าอวี้ เจ้ารีบมาเถอะ

นางเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ขอเพียงมีของอร่อยมา ทุกเรื่องย่อมพูดจากันได้

หลินไต้อวี้เกาะกรอบหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย นัยน์ตาฉ่ำชื้นหรี่ลงมองสายฝนที่เพิ่งตกลงมาไม่นานนอกหน้าต่างแล้วพลันตัวสั่นจึงคิดจะปิดหน้าต่าง ทว่ากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างที่ยืนอยู่ข้างประตูทางเข้าชั้นที่สองก่อน เด็กสาวต้องเขม้นมองอยู่นานแล้วอุทานออกมา “เสวี่ยเยี่ยน ร่มอยู่ที่ใด”

“คุณหนูจะเอาร่มไปทำอะไรหรือเจ้าคะ” เสวี่ยเยี่ยนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

“ช่างเถอะ ไม่ต้องแล้ว” หลินไต้อวี้วิ่งตัวปลิวออกไปข้างนอก

เพราะถึงอย่างไรฝนก็ไม่ได้ตกหนักมาก แค่รีบดึงตัวเขาเข้ามาข้างในก็ใช้ได้แล้ว

“จย่าเป่าอวี้ ท่านมายืนทำอะไรตรงนี้!” หลินไต้อวี้ตวาดอย่างอารมณ์ไม่ดีมาแต่ไกล

จย่าเป่าอวี้ชะงัก แววตาเลื่อนลอยเริ่มจับนิ่งอยู่บนร่างแบบบางที่กำลังปรี่เข้ามาหาเช่นเดียวกับแสงจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำ ทำให้แก้วตาสีนิลพลันสว่างสดใสขึ้นมา

“ท่านปัญญาอ่อนไปแล้วหรือ ฝนตกเช่นนี้ท่าน…ตัวเปียกไปหมดแล้ว!” หลินไต้อวี้ผรุสวาทพลางลากจย่าเป่าอวี้เข้าไปในห้อง “เสวี่ยเยี่ยนไปเอาผ้ามาที แล้วดูต้นทางข้างนอกด้วย ถ้ามีใครมาให้รีบร้องบอกล่ะ”

เจ้าปีศาจจอมหาเรื่องตัวนี้ช่างเลือกวันมาทำเพี้ยนใส่นางจริงๆ เพราะวันนี้ฉิงเหวินกับเสี่ยวหงถูกเรียกตัวให้ไปช่วยงานปีใหม่ที่อื่น ส่วนพี่จี้ก็กลับไปคฤหาสน์สกุลหลินที่จินหลิงทำให้ข้างกายหลินไต้อวี้เหลือแค่เสวี่ยเยี่ยนผู้เดียว แค่นี้ก็ยุ่งจนหัวหมุนแล้ว แต่จย่าเป่าอวี้กลับมาเพิ่มเรื่องให้อีก

ทันทีที่เข้ามาในห้อง หลินไต้อวี้ก็รับผ้ามาช่วยเช็ดตัวให้เขาอย่างลวกๆ แต่ลองว่าเสื้อคลุมมีน้ำหยดแล้วเช่นนี้ เช็ดอย่างไรก็ไม่มีทางแห้ง ซ้ำจย่าเป่าอวี้ยังเอาแต่นิ่ง ทำให้นางต้องตวาดใส่

“ถอดออกสิ! ท่านไม่ยอมถอดเสื้อออกเช่นนี้ คิดจะปล่อยให้ตัวเองหนาวตายหรือ เสวี่ยเยี่ยน ไปหาเสื้อผ้าจากห้องคุณชายรองเป่ามาสักหลายๆ ตัวหน่อย”

หางตาของเสวี่ยเยี่ยนกระตุก แต่ต้องเดินออกไปข้างนอกอย่างจำใจ

ผ้าเปียกชุ่มไปหมดทั้งผืนแล้ว หลินไต้อวี้ต้องรีบเปลี่ยนผ้าแห้งผืนใหม่มา แต่ยังไม่ทันจะได้เช็ด ร่างของนางกลับถูกจย่าเป่าอวี้รวบไปกอดไว้ ชั่วขณะนั้นน้ำฝนเย็นจัดพลอยซึมเข้ามาที่เสื้อของนางด้วย ทำให้หลินไต้อวี้ตัวสั่นและต้องออกแรงผลักเขา แต่นั่นกลับเหมือนผลักกำแพงโลหะ ไม่ว่าจะผลักอย่างไรก็ไม่สำเร็จจนนางตกใจว่าเด็กรุ่นนี้โตไวจริงๆ

ใบหน้าของจย่าเป่าอวี้งดงามประดุจบุปผา แต่เรือนร่างกลับสูงใหญ่มากขึ้น หากไม่แหงนหน้า นางคงมองไม่เห็นหน้าเขา

“ท่านเป็นอะไรไปน่ะ” หลินไต้อวี้ถามเสียงอู้อี้

ช่างเถอะ เปียกก็เปียกไปแล้ว แต่ถ้านางป่วยเพราะลมเย็นอีก นางจะซ้อมเขาสักยกหนึ่ง

หลินไต้อวี้ถามย้ำอยู่หลายครั้งแต่จย่าเป่าอวี้กลับไม่ยอมตอบและไม่ยอมขยับ ซ้ำยังกอดนางแน่นจนรู้สึกเจ็บแผ่นหลัง แม้หลินไต้อวี้จะไม่ชอบใจเพราะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกกินเต้าหู้ไปเยอะ แต่พูดกันตามความจริงนับตั้งแต่ที่ได้รู้จักกัน นางยังไม่เคยเห็นจย่าเป่าอวี้มีท่าทีเช่นนี้มาก่อน

“นี่…แผนของท่านมีปัญหาหรือ” นางคิดว่าอาจเพราะเกิดอะไรขึ้นกับแผนทำให้จย่าเป่าอวี้ผิดหวังจนกลายเป็นก้อนเนื้อเดินได้เช่นนี้

นิ่งคอยอยู่พักหนึ่ง ยังไม่เจอเสียงประท้วง และความรู้สึกเย็นๆ บนบ่าเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอุ่นชื้นทำให้หลินไต้อวี้ใจสั่นอย่างรุนแรง

ไม่นะ…ปีศาจร้องไห้ได้ด้วยหรือ

ตกลงมันเกิดเรื่องใหญ่โตมโหฬารอะไรขึ้น ถึงทำให้ปีศาจตนนี้หลั่งน้ำตาออกมา หลินไต้อวี้อยากจะถาม แต่ถ้าซักตอนนี้เกรงว่าจะเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของบุรุษอย่างเขามากกว่า นางจึงได้แต่ปลอบใจเขาด้วยท่าทีของผู้ใหญ่ใจกว้าง

หลินไต้อวี้ตบหลังเขา “ไม่ว่าจะมีเรื่องใหญ่เพียงใด ข้าย่อมอยู่ช่วยรับไว้กับท่านแน่นอน ท่านเล่ามาได้เลย ข้าจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ท่านครึ่งหนึ่ง ท่านจะได้ลำบากน้อยลงครึ่งหนึ่งอย่างไรเล่า”

จย่าเป่าอวี้คลายแขนออกจากนางช้าๆ แล้วจ้องหน้านางอย่างงงงัน “เจ้าเกลียดข้ามากมิใช่หรือ” เขาถามเสียงแหบ เรือนผมสีดำดุจแพรต่วนแนบติดใบหน้าขาวซีด นัยน์ตาดำแวววับดุจดวงดาว แสงสีทองจากเปลวเทียนสะท้อนความฉ่ำชื้นให้มีประกาย ทำให้เขาแลดูเศร้าซึมแต่ทรงเสน่ห์อย่างยิ่ง

“เปล่านี่” นางไม่มีทางร่วมมือกับคนที่ตนเองเกลียดหรอก

“ไม่เกลียดจริงหรือ”

“ถ้าท่านอยากให้ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดท่านก็ได้” เชื่อนางเถอะว่านี่ไม่ใช่เรื่องยากเลย

“ไม่ได้ เจ้าห้ามเกลียดข้า!” จย่าเป่าอวี้แผดเสียงอย่างเอาแต่ใจพร้อมรวบร่างนางเข้าไปกอดแน่นสุดชีวิต

“เดี๋ยวๆๆๆ ข้าจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว!” จะฆ่านางหรืออย่างไร! รู้แล้วว่าเขาแรงดี แต่ไม่ต้องมาประกาศศักดากับเนื้อตัวของนางหรอก ถ้านางตาย เขาก็ไม่ได้อยู่ดีเหมือนกัน แล้วจะทำไปเพื่ออะไร

จย่าเป่าอวี้รีบปล่อยนาง “เจ้าห้ามเกลียดข้า ไม่ว่าข้าจะเป็นคนเช่นใด เจ้าก็ห้ามเกลียดข้าเด็ดขาด” ถ้อยคำของเขาฟังดูเอาแต่ใจอย่างที่สุด ทว่าน้ำเสียงกลับฟังดูอ่อนแออย่างที่สุดและเต็มไปด้วยการวิงวอน ทำให้หลินไต้อวี้รู้สึกปวดศีรษะมากเพราะไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่

“คุณชายรองเป่า ถ้าข้าเกลียดท่านจริง ข้าจะร่วมมือกับท่านได้หรือ ท่านน่าจะรู้ดีนะว่าข้าแยกแยะคนที่ตัวเองเกลียดกับชอบไว้ชัดเจนมาก”

“สรุปคือเจ้าชอบข้า?”

“ไม่” ความจริงใจคือข้อดีตลอดกาลของนาง

“เหตุใดเจ้าจึงไม่ชอบข้า!” นางก็เป็นเช่นนี้! แรกเริ่มก็มองเมินเขา ทั้งที่ทุกคนต่างเห็นเขาเป็นสิ่งล้ำค่า มีเพียงนางคนเดียวที่ไม่เคยมองเขาอย่างจริงจัง มีแต่รับคำไปแบบส่งๆ แต่เพราะอย่างถึงทำให้เขาต้องคอยไล่ตามเงาของนางเสมอและพยายามคิดหาวิธีที่จะรั้งนางไว้ข้างกาย

“เหตุใดข้าจึงต้องชอบท่าน ในเมื่อท่านลงครัวไม่เป็น”

อย่าแกล้งนางให้มากนักนะ เพราะการจะเกลียดเขาเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

จย่าเป่าอวี้มองหลินไต้อวี้อย่างตื่นตะลึง เขาหรี่ตาลงช้าๆ “ความหมายของเจ้าคือหากข้าลงครัวเป็นแล้วเจ้าจะชอบข้า?” แต่ความชอบเช่นนี้เป็นเช่นเดียวกับความชอบฉันชายหญิงหรือ

“น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะใต้หล้านี้คนที่ข้าชอบที่สุดคือพ่อครัว” หลินไต้อวี้บอกตามตรง

จย่าเป่าอวี้ทำหน้าแบบหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก “สาเหตุที่เจ้าชื่นชมพี่จี้ของเจ้าเพียงเพราะเขามีทักษะการครัว?”

“แน่นอน”

จย่าเป่าอวี้กุมขมับ บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าที่ตอนแรกนางอยากแต่งงานกับจี้เฟิ่งปาเป็นเพราะจี้เฟิ่งปามีฝีมือทำครัวอย่างเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาหรืออะไรอย่างอื่นของเขาเลย มิน่าล่ะตอนอยู่เมืองหยางโจว ทุกครั้งที่ไปกินอาหารตามหอสุราแต่ละแห่ง นางเป็นต้องใช้สายตาลุ่มหลงมองพ่อครัวเสมอ

“เลิกคุยเรื่องพวกนี้ได้แล้ว ท่านตัวเปียกไปหมดแล้ว รีบถอดเสื้อที่สวมอยู่แล้วเล่าให้ข้าฟังด้วยว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น” นางเอ่ยเร่ง

“เจ้าเป็นห่วงข้าหรือ”

“เหตุใดข้าจึงต้องเป็นห่วงท่าน”

“เช่นนั้นเจ้าจะสนใจไปไยว่าข้าตัวเปียกหรือไม่”

หลินไต้อวี้ขบฟัน เพลิงโทสะขุมหนึ่งค่อยๆ พวยพุ่งออกมา

“ตามใจ แต่อย่าให้ใครตำหนิข้าว่าทำท่านถูกลมเย็นแล้วกัน” นางคร้านจะสนใจเจ้าเด็กประหลาดผู้นี้แล้ว!

แต่เพิ่งจะออกเดินไปได้แค่สองก้าว เห็นเขายังไม่ยอมขยับตัว หลินไต้อวี้ก็อดไม่อยู่ต้องพุ่งตัวเข้าใส่อย่างเดือดดาลก่อนกระชากคอเสื้อเขา “ข้าบอกให้ท่านถอดเสื้อ ข้าฟังไม่เข้าใจหรืออย่างไร”

จะเอาอย่างไร ชอบให้ใช้ไม้แข็งใช่หรือไม่ ต้องให้นางมีน้ำโหแล้วลงไม้ลงมือ เขาจึงจะพอใจใช่หรือไม่

จย่าเป่าอวี้มองหน้าหลินไต้อวี้แล้วยกมุมปากสูงขึ้นเล็กน้อย

“ท่านยิ้มอะไร” บ้าจริง สมองเขาคงยังไม่พังกระมัง

“เจ้าห่วงข้า”

“ห่วงกับผีน่ะสิ ท่านถอดเสื้อออกเดี๋ยวนี้เลยนะ ถอดให้หมดด้วย!” นางสนเรื่องห่วงหรือไม่ห่วงที่ใดกัน เพียงแต่เห็นเขาตัวเปียกโชกจนน้ำหยด ไม่เหลือท่าทีเย่อหยิ่งยโสอย่างเคยแล้วมันขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก

“คุณหนู ขออภัย…ข้า…ข้า…ข้ารบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เสวี่ยเยี่ยนเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพคุณหนูกลายเป็นคนเถื่อน บังคับปลดเปลื้องเสื้อผ้าคุณชายรองเป่า นี่ช่าง…ใจกล้าเกินไปแล้ว ทำเอานางอดเขินไม่ได้เลย

“คอยเดี๋ยว ทิ้งเสื้อผ้าเอาไว้ด้วย เจ้าจะเอาไปที่ใดน่ะ” หลินไต้อวี้หันไปแย่งเสื้อผ้ามาอย่างฉุนๆ แล้วโยนใส่ศีรษะของจย่าเป่าอวี้ “รีบเปลี่ยนเสีย”

หลินไต้อวี้พูดพลางเอาเสื้อผ้าของตนเองหลบเข้าไปผลัดเปลี่ยนที่หลังฉากกั้น ไหนเลยจะรู้ว่าเพิ่งจะเปลี่ยนเสร็จแค่ครึ่งเดียวก็มีเงาดำวูบเข้ามาใกล้ เมื่อนางเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นจย่าเป่าอวี้ที่มายืนอยู่อีกฝั่ง นัยน์ตาวาววับดุจศิลาเรืองแสงสีนิลจ้องนางตาไม่กะพริบ

คอยเดี๋ยว นางยังใส่เสื้อผ้าไม่เสร็จเลยนะ “คนสารเลว! ท่านมองอะไรน่ะ” มาจ้องร่างที่ยังไม่เติบโตเป็นสาวเช่นนี้คงไม่ใช่ว่าเขาเกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมาหรอกใช่หรือไม่

“ผินผิน เจ้าผอมเกินไปแล้วนะ ข้าชอบแบบอวบอิ่มหน่อยมากกว่า”

“เช่นนั้นก็ไปหาพี่เป่าไชของท่านแทน ดีหรือไม่”

“ไม่เอา ข้าต้องการเพียงเจ้า”

“ท่านอย่าบีบให้ข้าต้องฆ่าสามีทั้งที่ยังไม่ได้ออกเรือนเชียว” ความอดทนของคนมีขีดจำกัด เพราะฉะนั้นอย่าได้บีบคั้นนางมากจนเกินไปนัก หากเขายังจ้องอีกนางคงสะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่ และนั่นย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ใดเลย จริงหรือไม่

“ฆ่าสามี?” จย่าเป่าอวี้หัวเราะเบาๆ “ที่แท้เจ้าก็เห็นข้าเป็นสามีของตัวเองแล้วหรือ”

“ถ้าไม่ล่ะ?” เขาเป็นคนที่ตามตื๊อนางอย่างเอาเป็นเอาตายเองมิใช่หรือ “หลีกทาง!”

ดวงตาวาววับของหลินไต้อวี้ทำให้จย่าเป่าอวี้ยิ้มนุ่มอย่างพึงพอใจเป็นที่สุด “คิดๆ ดูแล้วข้าก็โชคดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยข้าก็ยังมีเจ้าที่จะไม่ทำร้ายหรือปิดบังข้า”

หลินไต้อวี้เลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าการมีนางอยู่ถือเป็นโชคดีเรื่องอะไร ทว่า…นางกลับรู้สึกเบิกบานใจอย่างประหลาด “เช็ดผมให้แห้งสิ ที่นี่ไม่มีผู้ใดเขามาปรนนิบัติท่านหรอกนะ”

“ผินผิน คืนนี้ข้านอนที่นี่ได้หรือไม่”

“ไม่ได้! ข้ายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ท่านห้ามแตะต้องข้า!” หลินไต้อวี้รู้สึกว่าร่างที่ยังเยาว์วัยนี้น่าอับอายอย่างยิ่ง ดังนั้นนางไม่มีทางยอมให้ใครมาเห็นถึงความแห้งแบนของตนเองแน่ๆ

จย่าเป่าอวี้ชะงักก่อนหลุดหัวเราะเสียงดังลั่น “คอยให้เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้าแตะต้องเจ้าได้ใช่หรือไม่”

หลินไต้อวี้ตะลึง ก่อนถลึงตาใส่เขาอย่างโกรธจัด “ไม่ต้องมาเล่นลิ้นเลย ต่อให้ข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่ยอมให้ท่านแตะหรอก เอาล่ะ ตอนนี้ท่านไสศีรษะไปได้แล้ว!”

“รับไว้”

นางรับของที่เขาโยนมาอย่างว่องไว เมื่อแบมือออกดูก็พบว่ามันเป็นป้ายหยกรูปผลท้ออันหนึ่งที่ทำจากหยกมันแพะชั้นเลิศ เป็นป้ายหยกที่ห้อยติดเอวเขาเป็นประจำ

“จากนี้ไป ข้าคงไม่ได้มาหาสักระยะ ขอมอบป้ายหยกนี้ไว้ให้เจ้าเป็นของดูต่างหน้ายามคิดถึงนะ”

“ผู้ใดจะคิดถึงท่านกัน” นางคิดแต่อยากจะให้เขาเอาของอร่อยมาให้มากกว่า “ท่านไปได้แล้ว”

หลินไต้อวี้หนาวมาก อยากสวมเสื้อผ้าให้เสร็จเร็วๆ ไม่อยากโดนลมเย็นจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ น้ำตารินเพราะคิดถึงของอร่อยหรอกนะ

“เสื้อเจ้าร่วงแล้ว” เขาเตือนอย่างมีน้ำใจ

“หา?” นางหลุบตาลงแล้วรีบตะครุบเสื้อผ้าในอ้อมแขนเอาไว้ตามสัญชาตญาณ แต่เพราะป้ายหยกกำลังจะร่วงลงพื้นทำให้นางยกมือขึ้นทาบอกแบนราบของตน…“ว้าย!” หลินไต้อวี้รีบนั่งยองๆ ด้วยความรู้สึกขัดเขิน ข้างหูได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นอย่างลำพองใจของจย่าเป่าอวี้ทำให้นางรู้สึกฉุนขาด

สารเลว นางขอสาบานต่อฟ้าว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปนางจะเลิกเป็นคนดีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนผู้นี้ นางจะไม่สนใจเขาอีก ปล่อยให้เขาเปียกฝนตายไปเลย!

หลินไต้อวี้โมโหจนคันฟัน แต่ในขณะเดียวกันนางกลับรู้สึกว่าการที่เขากลับมาชีวิตชีวาได้อีกครั้งก็ไม่เลว เพียงแต่…น่าชังนัก เขายังไม่เล่าให้นางฟังเลยว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!

 

เป็นอย่างที่จย่าเป่าอวี้บอกไว้คือนับจากวันนั้นเป็นต้นมาเขาต้องเตรียมตัวสอบเคอซื่อทำให้ทั้งสองไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย

แม้แต่วันเกิดของนางที่หลายคนพร้อมใจกันมาเยี่ยมเยียนที่เรือนพัก ถึงหลินไต้อวี้จะได้เห็นหน้าจย่าเป่าอวี้ แต่ทั้งสองคนกลับไม่มีจังหวะได้พูดคุยกัน

เรือนอี๋หงของเขากับเรือนเซียวเซียงซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่ของนางหันหน้าเข้ากัน แต่จย่าเป่าอวี้กลับไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในเรือนเซียวเซียง และหลินไต้อวี้ก็ไม่เคยเข้าไปเรือนอี๋หง ทว่านางกลับมีความสุขขึ้นมากเพราะไม่ต้องคอยระวังตัวเหมือนตอนอยู่ที่เรือนข้างของฮูหยินผู้เฒ่าจย่า สามารถไปปะเหลาะขอของกินจากเรือนของจย่าอิ๋งชุนได้อย่างอิสระ

สำหรับนางแค่มีจย่าอิ๋งชุนกับพี่จี้ที่เป็นสุดยอดพ่อครัวแม่ครัวคู่นี้ หลินไต้อวี้ก็พอใจมากแล้ว

“เสวี่ยเยี่ยน เจ้าว่าอิ๋งชุนกับพี่จี้เหมาะสมกันหรือไม่”

หลินไต้อวี้นั่งอยู่ในศาลานอกครัวเล็กและมองผ่านหน้าต่างห้องครัวเข้าไปเห็นทั้งสองคนกำลังทำงานพลางพูดคุยหัวเราะกันให้บรรยากาศอย่างบุรุษมีใจ สตรีเสน่หา เมื่อมองพิศดูให้ดีจะเห็นว่าพวกเขาเป็นคู่ชายเก่งหญิงงาม เหมาะสมกันเป็นที่สุด

“คุณหนู อย่ากินขนมถั่วแดงกวนใส่เหอเถาอีกเลยเจ้าค่ะ อีกเดี๋ยวต้องกินอาหารแล้ว” เสวี่ยเยี่ยนยกชุดน้ำชามาวางบนโต๊ะแล้วชงชาอย่างคล่องแคล่ว “อีกอย่าง ท่านอย่าผูกด้ายแดงส่งเดชสิเจ้าคะ คุณหนูรองเป็นธิดาสกุลจย่าที่พี่ชายข้าไม่มีทางเอื้อมถึง ท่านก็อย่าเอะอะไปจนทำให้สุดท้ายพวกเขาต้องเสียใจเลยนะเจ้าคะ”

หลินไต้อวี้มองค้อนอย่างอารมณ์ไม่ดี “เจ้าพูดเหมือนข้าจะทำร้ายพวกเขาถึงตาย” คำพูดคำจาฟังดูร้ายแรงเกินไปหน่อยแล้ว

ฉิงเหวินที่เดินออกจากครัวเล็กมาอย่างได้จังหวะเหมาะเม้มปากหัวเราะเบาๆ “แม่นางหลินพูดจาน่าสนใจดีจริง”

“เจ้าอย่าเลียนแบบนางเชียวนะ นางยิ่งเป็นคนไม่อยู่ในระเบียบด้วย” เสวี่ยเยี่ยนรีบรับข้าวปั้นในมือฉิงเหวินมา หัวคิ้วใบหลิวขมวดแน่นอย่างอดไม่อยู่ “เลิกหาของกินมาให้คุณหนูได้แล้ว เกิดคุณหนูปวดท้องขึ้นมา คนที่ต้องโชคร้ายก็คือพวกเรานะ”

“นี่…” นับวันยิ่งไม่รู้จักนายบ่าวกันเสียแล้ว จริงๆ เลย ถึงจะบอกว่าเจ้านายอย่างนางจะมีนิสัยสบายๆ แต่ระยะหลังมานี้หลินไต้อวี้กลับมีความรู้สึกว่านางกับเสวี่ยเยี่ยนเหมือนจะสลับบทบาทนายบ่าวกันแล้ว “ถ้าเจ้าไม่ให้ข้ากินเยอะหน่อย แล้วข้าจะสูงขึ้น มีเนื้อมีหนังมากขึ้นได้อย่างไร”

นางไม่ชอบร่างกายของตนเองมากๆ สมัยอยู่แดนเซียนนางมีรูปโฉมงดงามพริ้งเพรา ทรวงอกอวบอิ่มเย้ายวน ขับเน้นให้เห็นทรวดทรง ไม่รู้ว่ามีเซียนในแดนเซียนจำนวนเท่าไรต้องเอาของกินมาประจบเอาใจนางเพื่อให้นางหันไปส่งยิ้มให้สักครั้ง แต่นางเป็นใคร คิดว่าแค่ของกินนิดหน่อยก็ทำให้นางยิ้มได้หรือ นางมิใช่พวกขายรอยยิ้มเสียหน่อย

แม้หลินไต้อวี้จะไม่ได้คิดถึงวันวานอันหวานชื่นอีก แต่นางไม่อาจปล่อยให้ตนเองมีรูปร่างผอมแบนเช่นนี้ต่อไปได้ ดังนั้นนางจึงต้องขยันกินให้มากๆ เพื่อเพิ่มเนื้อหนังให้ตนเอง

“เพราะรู้ว่ากำหนดงานแต่งใกล้เข้ามาแล้วเลยอยากเพิ่มเนื้อหนังเพื่อจะได้สวมชุดแต่งงานได้งามหรือเจ้าคะ” เสวี่ยเยี่ยนมองด้วยสายตาเยือกเย็น

“จริงด้วย ข้าลืมว่าผู้ดูแลตู้ให้ข้าไปรับชุดแต่งงานของแม่นางหลิน” ฉิงเหวินพูดพลางคารวะหลินไต้อวี้แล้วรีบจากไป

“แต่งงาน?!” จริงด้วย เดือนสี่ก็ต้องแต่งงานแล้ว เมื่อหลายวันก่อนหลี่หมัวมัวมาวัดตัวเพื่อตัดชุดแต่งงานให้ แต่หลินไต้อวี้ห่วงเรื่องกินจนลืม ไม่ได้มีความรู้สึกอย่างคนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวเลยสักนิด

แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือไม่มีใครออกหน้ามาพูดถึงเรื่องนี้เลย ทำให้นางรู้สึกไม่คุ้น คงไม่ใช่ว่าพวกนั้นยอมให้จย่าเป่าอวี้กับนางแต่งงานกันแล้วหรอกนะ

หลินไต้อวี้รู้สึกเสมอว่าป้าสะใภ้รองกับหวังซีเฟิ่งไม่น่าจะยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซวียเป่าไชที่แสดงออกชัดว่าต้องการแย่งคนกับนางก็ไม่น่าจะยอมวางมือง่ายๆ เหมือนกัน

“แม่นางหลิน เสี่ยวหงมีข่าวดีมาบอกเจ้าค่ะ!”

ขณะขบคิดเสียงตะโกนของเสี่ยวหงก็ดังมาให้ได้ยินแต่ไกล เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่านางดึงตัวบุรุษคนหนึ่งมาที่ข้างประตูชั้นใน

ข่าวดี? ต่อให้เป็นข่าวดีจริงก็ไม่น่าจะเป็นของนางนะ หลินไต้อวี้เลิกคิ้วขึ้นอย่างเกียจคร้าน เมื่อหลายวันก่อนนางได้ยินว่าคุณชายรองเป่าปลดสาวใช้ประจำตัวทั้งหมดออกไปและตั้งใจยกฉิงเหวินกับเสี่ยวหงให้นาง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดหวังซีเฟิ่งเกิดถูกตาต้องใจเสี่ยวหงจึงมาขอตัวเสี่ยวหงไปจากเขา

ที่ประหลาดคือ…จย่าเป่าอวี้รับปากหวังซีเฟิ่งไปจริงๆ

คุณชายรองเป่าแห่งสกุลจย่าอย่างเขาน่าจะรู้ดีกว่านางนะว่าเสี่ยวหงไม่ใช่สาวใช้ธรรมดา เนื่องจากบิดาของเสี่ยวหงเป็นพ่อบ้านรองของสกุลจย่า ส่วนมารดาของเขาเป็นบ่าวหญิงอาวุโสที่รับผิดชอบดูแลเรื่องในบ้าน เท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่าเสี่ยวหงมีความลับและข่าวสารวงในมากมาย สมควรให้คนเช่นนี้รั้งอยู่ข้างกาย แต่เขากลับมอบนางให้แก่หวังซีเฟิ่ง ทำให้เดี๋ยวนี้เวลาหลินไต้อวี้เห็นหน้าเสี่ยวหงแล้วต้องรู้สึกสะเทือนใจและรู้สึกว่าฝ่ามือที่ตนรับไว้เมื่อปีก่อนคงต้องสูญเปล่า

“ขอแสดงความยินดีกับแม่นางหลิน คุณชายรองเป่าสอบเคอซื่อผ่านแล้ว และปีหน้าก็จะเข้าร่วมการสอบในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเจ้าค่ะ” เสี่ยวหงพูดด้วยรอยยิ้ม

หลินไต้อวี้รินชาให้นางถ้วยหนึ่ง “เจ้าไปเอาข่าวนี้มาจากที่ใด” นางรู้ว่าผลสอบเคอซื่อน่าจะประกาศออกมาในช่วงสองสามวันนี้และคิดว่าจย่าเป่าอวี้น่าจะสอบผ่าน หลินไต้อวี้รู้สึกแปลกใจแต่ไม่มาก เพราะรู้ว่าจย่าเป่าอวี้เป็นคนหัวดี หาไม่เขาจะรบราฆ่าฟันกับพวกภูตผีปีศาจทั้งบ้านได้หรือ

“สำนักศึกษาหลวงส่งข่าวมาเจ้าค่ะ เขาบอกด้วยว่าอาจารย์ของสำนักศึกษาหลวงให้นำข่าวมาแจ้งนายหญิงผู้เฒ่า นายท่านรอง และนายหญิงรอง” เสี่ยวหงชี้ไปที่ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่อยู่ข้างตัว “เขาคือจย่าอวิ๋น เป็นคนรับใช้ใหม่ของคุณชายรองเจ้าค่ะ”

หลินไต้อวี้ผงกศีรษะให้เขาเล็กน้อยและนึกได้ว่าพี่น้องชุนทั้งสามเล่าให้นางฟังว่าข้างกายจย่าเป่าอวี้ไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติอีกแล้ว เขาจึงเลือกลูกหลานของเครือญาติห่างๆ มาเป็นคนรับใช้ประจำตัวจำนวนสองสามคน ลูกหลานของเครือญาติห่างๆ พวกนี้ไม่ใช่คนมั่งมีจึงไม่ได้เรียนหนังสือและอยากเข้ามาทำงานในคฤหาสน์สกุลจย่ากันทั้งนั้น หากนับญาติกันแล้ว จย่าอวิ๋นก็ต้องเรียกจย่าเป่าอวี้ว่าท่านอา

หลินไต้อวี้ไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ช่วงนี้จย่าเป่าอวี้ถึงได้เกิดรักนวลสงวนตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งที่เมื่อก่อนสาวใช้ที่อยู่ข้างกายต้องมีร่วมแปดถึงสิบคน

จย่าทั่นชุนพูดยิ้มๆ ว่าเป็นเพราะนางแน่ๆ แต่หลินไต้อวี้ยังคงกังขา

“อา…ข้าวปั้นนี้ทำมาจากข้าวมรกตหรือ”

เมื่อเรียกสติกลับมาได้ หลินไต้อวี้ก็เห็นเสี่ยวหงกำลังจ้องข้าวปั้นที่เพิ่งทำเสร็จตาเป็นประกาย หลินไต้อวี้รู้สึกว่าน้ำลายใสๆ ที่เกาะอยู่บนมุมปากของนางนั้นช่างเหมือนจย่าซีชุนเวลานึกอยากกินอะไรขึ้นมาไม่มีผิด

“ใช่แล้ว เจ้าอยากชิมดูสักหน่อยหรือไม่” นางเลื่อนจานเข้าไปให้อีกฝ่าย

นี่เป็นข้าวมรกตที่ท่านอาจี้ให้คนทดลองปลูกเมื่อปีที่แล้ว แต่ได้ยินว่าเดิมข้าวมรกตนี้ปลูกอยู่ที่เมืองจื๋อลี่ เมื่อย้ายมาปลูกที่เมืองจินหลิงเหมือนมันจะไม่ถูกกับน้ำกับดินที่นี่ ทำให้แม้จะปลูกไปแล้วหลายหมู่ แต่ผลผลิตที่ได้จำนวนหนึ่งร้อยตั้น กลับมีสีซีดจาง ทั้งเม็ดข้าวยังไม่อวบอ้วน แต่สำหรับหลินไต้อวี้ ข้าวพวกนี้เป็นของของนาง นางจึงกินได้อย่างมีความสุข

“ได้ยินว่าข้าวมรกตในจวนหมดแล้ว เหตุใดแม่นางหลินจึงมีได้” เสี่ยวหงหยิบข้าวปั้นก้อนหนึ่งไปอย่างไม่เกรงใจและถือโอกาสหยิบส่งให้จย่าอวิ๋นอีกก้อนหนึ่งด้วย เห็นได้ว่าทั้งสองคนสนิทสนมกันดี

“ก่อนหน้านี้ข้าไปเอาจากครัวใหญ่มาไว้ที่ครัวเล็กแล้วค่อยๆ หุง” เนื่องจากหลินไต้อวี้ไม่แน่ใจเรื่องสถานการณ์ปริมาณข้าวในจวน ตอนปีใหม่พอพี่จี้กลับไปที่คฤหาสน์สกุลหลิน เขาเลยช่วยเอากลับมาให้นางไม่น้อย

พี่จี้บอกว่าข้าวจำนวนหนึ่งร้อยตั้นนี้ให้นางโดยเฉพาะ แต่ต่อให้หลินไต้อวี้ตะกละกินมากเพียงใดก็ไม่มีทางกินได้มากถึงเพียงนั้น นางจึงเก็บไว้แค่ครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งแบ่งไปให้ครอบครัวสกุลจี้กับพวกชาวนาในฐานะที่พวกเขาเป็นคนปลูกและดูแลด้วยความยากลำบาก ขอเพียงพวกเขามีความจริงใจต่อนาง เจ้านายอย่างหลินไต้อวี้ก็มีน้ำใจมากพอ

“จริงสิ ท่านอารองเป่าของเจ้ายังไม่กลับอีกหรือ”

“น่าจะเกือบถึงแล้วขอรับ” จย่าอวิ๋นรีบกลืนข้าวปั้นที่อยู่ในปากเพื่อพูดตอบ

หลินไต้อวี้ส่งสายตาบอกเสวี่ยเยี่ยนให้รินชามาถ้วยหนึ่ง เพราะเกิดจย่าอวิ๋นมาข้าวปั้นติดคอตายอยู่ที่ที่พักของนาง หลินไต้อวี้ย่อมต้องมีความผิด

“แม่นางหลิน แย่แล้วเจ้าค่ะ!”

นางเงยหน้าขึ้นเห็นฉิงเหวินวิ่งตะโกนมาอย่างร้อนใจ ไม่เหลือความใจเย็นอย่างที่เคย

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือฉิงเหวิน” สามารถทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดได้เช่นนี้รับรองว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

“ระหว่างที่เดินมาข้าได้ยินพวกหมัวมัวบอกว่าไม่รู้คุณชายรองเป่าไปทำอะไรให้นายท่านโกรธเลยถูกลงโทษด้วยกฎบ้านเจ้าค่ะ” ฉิงเหวินหายใจหายคอไม่ทัน แต่ก็ยังรีบบอกข่าวออกมาให้ทุกคนรู้

หลินไต้อวี้ตะลึง เป็นไปไม่ได้ ท่านลุงรองผู้แสนสุภาพอ่อนโยนของนางผู้นั้นน่ะหรือจะระเบิดโทสะ จย่าเป่าอวี้ไปทำอะไรถึงได้ทำท่านลุงรองโกรธถึงเพียงนั้นได้

“ฉิงเหวิน รีบไปเชิญนายหญิงผู้เฒ่า” หลินไต้อวี้ไม่รอช้า

“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ฉิงเหวินรีบวิ่งจนฝุ่นตลบ

หลินไต้อวี้เป็นคนวิ่งได้ไม่เร็วแต่ยังอุตส่าห์ยกกระโปรงขึ้นวิ่งตามไป เพราะรู้ดีว่าเวลาคนโกรธยากโกรธขึ้นมาแล้วย่อมไม่เหมือนกับคนทั่วไป หากไม่รีบห้ามไว้ สวรรค์รู้ดีว่านางอาจไม่ได้ออกเรือนแต่ต้องครองตัวเป็นม่ายแทน

หรือไม่ก็ต้องปลิดชีพเพื่อแลกกับป้ายสดุดีภรรยาผู้ซื่อสัตย์ อย่างนั้นยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีก!

 

(ติดตามต่อได้ในเล่ม)

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

Jamsai Editor: