X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักรำพันรักหมอยา

ทดลองอ่าน รำพันรักหมอยา บทที่หนึ่ง-บทที่สอง

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่หนึ่ง

รัชศกเทียนฉี่ปีที่เจ็ด ปลายเหมันต์ต้นวสันต์ ดวงอาทิตย์ที่ถูกบดบังด้วยหมอกเบาบางทอแสงแดดอ่อนมัว อากาศแจ่มใสกำลังดี

“ ‘เทียนซู’ เดิมหมายถึงดาวเทียนซู ดวงดาวลำดับที่หนึ่งในกลุ่มดาวเป่ยโต่ว หากลากเส้นต่อไปทางซ้ายเป็นดวงดาวลำดับที่สอง ‘ดาวเทียนเสวียน’ ลากไปทางขวาเป็นดวงดาวลำดับที่สี่ ‘ดาวเทียนเฉวียน’ ในร่างกายมนุษย์ ‘จุดเทียนซู’ เป็นจุดชีพจรบนเส้นลมปราณเท้าหยางหมิงกระเพาะอาหาร อยู่ข้างสะดือห่างออกไปสองชุ่น ตั้งชื่อว่าเทียนซูเพื่อให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า และเพราะโดยทั่วไปจุดนี้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกับดาวเทียนซู จึงไม่เพียงมีกระแสเลือดลมของเส้นลมปราณกระเพาะไหลเวียน ยังขับระบายเลือดลมในเส้นลมปราณมือหยางหมิงลำไส้ใหญ่” กลางตรอกเล็กในเจียงหนาน หากบังเอิญได้ยินเสียงหญิงสาวติดสำเนียงทางเหนือนี้เข้า ไม่ว่าผู้ใดล้วนอดไม่ได้ต้องหยุดเท้าสดับฟัง

อีกด้านของกำแพงสูงคือสวนด้านหลังของสำนักซิ่งหลิน ในสวนมีแปลงสมุนไพรแปลงหนึ่ง สมุนไพรที่ปลูกอยู่เพิ่งแตกยอดอ่อน สีเขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่วพื้น ข้างแปลงสมุนไพรมีโต๊ะหินหนึ่งตัว ด้านบนมี ‘คัมภีร์หลิงซู’ วางอยู่ บนเก้าอี้เตี้ยข้างโต๊ะหิน เด็กชายอายุสิบขวบกำลังฟังศิษย์พี่รองอธิบายอย่างตั้งใจ

ศิษย์พี่ของเขานามว่า ‘อ้ายจื่อจิน’ อันที่จริงอายุก็ไม่น้อย ยี่สิบเจ็ดปีแล้ว แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย เกล้าผมทรงสตรีออกเรือน ปักปิ่นไม้สลักลายดอกไม้เพียงอันเดียว ใต้แสงอรุโณทัยประหนึ่งดอกเหมยสีขาวมีหิมะแรกเหมันต์ปกคลุม

“ศิษย์พี่ จุดเทียนซูใช้รักษาอะไรหรือ” เด็กชายถามขึ้นเสียงอู้อี้

“จุดเทียนซูเป็นจุดที่อยู่เหนือเส้นลมปราณกระเพาะ ย่อมช่วยรักษาโรคที่กระเพาะอาหารและม้าม หากท้องร่วง ท้องอืด ท้องผูก ฝังเข็มที่จุดนี้ล้วนดียิ่ง”

“เหตุใดท้องร่วงใช้ได้ ท้องผูกก็ยังใช้ได้เล่า” เด็กชายถามอีก

“ฉวนเฉิง เจ้าต้องรู้ว่าเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มในร่างกายคนเราล้วนมีไว้ใช้ลำเลียงเลือดลมประดุจทางน้ำ หมออย่างพวกเราต้องเป็นคนปรับสมดุลเลือดลมภายในทางน้ำเหล่านี้ ด้วยการขุดลอกกำจัดตะกอนเลน เมื่อทางน้ำโล่ง น้ำก็ไหลสะดวก ไม่กลายเป็นน้ำขัง อีกทั้งไม่เอ่อล้นจนก่อให้เกิดภัยพิบัติ ด้วยหลักการเดียวกันนี้ หากเลือดลมในเส้นลมปราณไหลเวียนคล่องตัว ไม่ว่าท้องร่วงหรือท้องผูกก็จะหายไปได้เอง”

“ข้าเข้าใจแล้ว!” เด็กชายที่ชื่อว่า ‘ฉวนเฉิง’ กระจ่างแจ้งในบัดดล ร้องอย่างลิงโลด “รักษาด้วยการฝังเข็มรมยา คือการทำให้น้ำในทางน้ำภายในร่างกายไหลได้อย่างสะดวก เมื่อเลือดลมติดขัดก็จะมีบางคนแสดงอาการท้องร่วงออกมา บางคนก็ท้องผูก”

หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ

“แต่ศิษย์พี่จื่อเฟยบอกว่าการฝังเข็มรมยาให้ผลดีสู้กินยาไม่ได้” ฉวนเฉิงมุ่นหัวคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ว่าฝังเข็ม รมยา กินยา หรือออกกำลังตามวิถีแห่งเต๋าล้วนแต่เป็นแขนงหนึ่งของการรักษาด้านการแพทย์ ไม่แบ่งแยกดีเลว หากฝังเข็มรมยารักษาหายได้ ไหนเลยจะต้องกินยา”

“เมื่อใดข้าจะได้เรียนวิชาฝังเข็มรมยาจริงๆ เล่า” ฉวนเฉิงท้อแท้อยู่บ้าง ใบหน้าเล็กมุ่ยเป็นรูปอักษร ‘ชวน’

สีหน้ากลัดกลุ้มที่ดูแล้วน่าขบขันของเด็กน้อยช่างชวนให้หญิงสาวฉีกริมฝีปากออกเป็นรูปผลอิงเถาน้อยๆ ทว่าเพียงพริบตารอยยิ้มนี้ก็อันตรธานไป นางลูบผมฉวนเฉิงอย่างเอ็นดู “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ ฝึกฝังเข็มและท่องทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่มีประโยชน์อะไร ยังจำเป็นต้องฝึกกำลังข้อมือและทักษะมือด้วย อีกทั้งการฝึกลมปราณก็สำคัญยิ่ง หมอฝังเข็มจำเป็นต้องมีจิตใจที่จดจ่ออย่างเต็มที่ หากสามารถถ่ายทอดลมปราณของตนเองเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยผ่านเข็ม และช่วยขจัดพิษออกไปได้ เช่นนี้จึงจะนับว่าฝึกฝนจนล้ำเลิศอย่างแท้จริง”

“ศิษย์พี่หมายถึงการฝังลมปราณหรือขอรับ แต่ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดใช้มาก่อน ใต้หล้านี้มีการฝังลมปราณจริงหรือ”

“มีแน่นอน” แววตาของอ้ายจื่อจินนิ่งงัน คล้ายมองทะลุฉวนเฉิงไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง หมอกเบาบางถูกสายลมพัดหายไป แสงอาทิตย์สายหนึ่งส่องลงมาสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาสีดำสนิทของนาง ราวกับอาบย้อมนัยน์ตาคู่นั้นด้วยแผ่นทองชิ้นบางชั้นหนึ่ง

“ศิษย์น้องจื่อจิน” มีเสียงเรียกดังขึ้นจากประตูเรือน อ้ายจื่อจินหลุดจากภวังค์ เห็นศิษย์พี่ตู้จื่อเฟยมีสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนเช่นเดิม “อาจารย์จะออกตรวจแล้ว”

อาจารย์ของนางคือหมอเลื่องชื่อหลินเต๋ออี ผู้สืบทอดรุ่นที่สามของสำนักซิ่งหลิน ตั้งแต่หลินเต๋ออีเริ่มออกตรวจรักษาผู้ป่วยมาก็เป็นเวลาสามสิบปีแล้ว สำนักซิ่งหลินแห่งนี้คือโรงแพทย์ที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้จยาจิ้ง จวบจนบัดนี้มีอายุร้อยกว่าปีแล้ว ด้วยทุกสมัยให้กำเนิดหมอเลื่องชื่อ มิหนำซ้ำหมอในโรงแพทย์ท้องถิ่นส่วนใหญ่ล้วนมาจากสำนักซิ่งหลิน ที่นี่จึงได้รับความเคารพจากชาวบ้านในแถบเจ้อตงอย่างมาก หลินเต๋ออีมีใบหน้าเมตตาอารีโดยกำเนิด เคราสีขาวโพลนจัดแต่งอย่างสะอาดเรียบร้อย ยามหลับตาจับชีพจรที่ข้อมือคนไข้ท่าทางเสมือนหมอเทวดาผู้มาสงเคราะห์ผู้คน เนื่องจากไร้บุตรธิดา ปัจจุบันที่อยู่ข้างกายจึงล้วนแต่เป็นลูกศิษย์วัยหนุ่มสาวที่เพิ่งรับเข้ามาไม่กี่ปีนี้ ซึ่งยังเรียนวิชาแพทย์ไม่สำเร็จ

อ้ายจื่อจินเดินไปตรงหน้าตู้ยาในห้องโถงสำนักซิ่งหลินเหมือนที่ผ่านมา เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างกำลังยุ่งง่วน นางย่อกายเล็กน้อยคารวะหลินเต๋ออี และเริ่มจัดระเบียบใบสั่งยาที่หน้าตู้ยา ใบสั่งยาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นใบสั่งยาเก่า มีบ้างที่หลินเต๋ออีจะเพิ่มหรือลดสมุนไพรสองสามชนิด บ้างก็ให้กินต่อจากใบสั่งยาเดิม ตามปกติผู้ป่วยเก่าแก่เหล่านี้ล้วนมากันแต่เช้าตรู่ หลังจากนั้นหลินเต๋ออีถึงค่อยรับรองผู้ป่วยที่มารักษาเป็นครั้งแรก

เพียงไม่นานก็พ้นเที่ยงวันไปแล้ว ทว่าด้านในโรงแพทย์กลับไม่เห็นสภาพเกียจคร้านหลังเที่ยงเลยแม้แต่น้อย ชายชราผู้หนึ่งเดินงกๆ เงิ่นๆ ผ่านประตูใหญ่ของสำนักซิ่งหลินตรงมาที่หน้าหลินเต๋ออี ยามนี้หลินเต๋ออีเพิ่งตรวจคนไข้เสร็จไปคนหนึ่ง กำลังเติมหมึกลงบนจานฝนหมึก พอเห็นชายชราเข้ามา เขาก็เหลือบตาขึ้นมองสำรวจอย่างละเอียด ผลักหมอนจับชีพจรไปข้างหน้า ยิ้มเป็นเชิงให้เขานั่งลง

ชายชราวางมือลงบนหมอนจับชีพจรด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม หลินเต๋ออียื่นมือขวาออกมา งอสามนิ้ววางบนชีพจรมือซ้ายของชายชราที่น่าจะอายุเกินแปดสิบผู้นี้ อีกมือลูบเคราขึ้นลงตามความเคยชิน ไม่เกินราวครึ่งก้านธูป เขาก็วางนิ้วบนชีพจรมือขวาของชายชรา จากนั้นสั่งให้ชายชราแลบลิ้น เห็นฝ้าน้ำลายบางๆ ชั้นหนึ่งปกคลุมแผ่นลิ้นสีค่อนข้างอ่อน ด้านข้างลิ้นสองข้างยังเห็นรอยฟันขบตื้นๆ ได้รำไร หลินเต๋ออีมุ่นคิ้วเล็กน้อย ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนถามว่า “รู้สึกไม่สบายที่ใด”

“ร้อนน่ะสิ ข้าขยับนิดขยับหน่อยก็เหงื่อออก แต่พอลมพัดมากลับหนาว ครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด”

หลินเต๋ออีทางหนึ่งฟัง อีกทางหนึ่งก็กวาดตามองลูกศิษย์ที่ติดตามตรวจและกำลังเขียนใบสั่งยาอยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ ลูกศิษย์ทั้งหมดขมวดคิ้วนิ่วหน้า มีเพียงศิษย์คนโตอย่างตู้จื่อเฟยที่กำลังสังเกตใบหน้าชายชราอย่างใจจดใจจ่อ ชายชราใบหน้าขาวซีด ปากเริ่มเขียวเล็กน้อย จิตใจไม่สดชื่นแจ่มใส

หลินเต๋ออีเห็นตู้จื่อเฟยมีท่าทางมั่นอกมั่นใจก็พยักหน้าให้เขา

ตู้จื่อเฟยเห็นหลินเต๋ออีอนุญาตก็ถามชายชรา “ก่อนหน้านี้ท่านลุงเคยป่วยหนักใช่หรือไม่”

“จะป่วยอะไรได้ ก็แค่ไอบ้างช่วงเปลี่ยนฤดูเท่านั้น จะมีก็แต่ก่อนหน้าไม่นานนี้ ดูจะไอรุนแรงกว่าที่แล้วมาสักหน่อย”

“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว” ตู้จื่อเฟยยิ้มน้อยๆ หันไปมองหลินเต๋ออี เห็นอาจารย์ส่งสายตาอนุญาตมาให้แล้ว เขาจึงเอ่ยต่อ “ไอเป็นเวลานานทำให้ลมปราณปอดพร่อง ตามหลักปัญจธาตุปอดคือธาตุทอง ธาตุทองให้กำเนิดธาตุน้ำ หากลมปราณปอดพร่องก็จะส่งผลให้ไตไม่สร้างน้ำ เป็นอาการแม่ป่วยกระทบลูก บัดนี้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เดิมทีลมปราณหยางจะเพิ่มทวี ลมปราณในตับซึ่งเป็นธาตุไม้จะรุ่งเรือง ธาตุทองก็จะทำหน้าที่ข่มธาตุไม้ แต่เมื่อลมปราณปอดพร่องไปเช่นนี้ก็ไม่อาจข่มธาตุไม้ได้ ส่งผลให้ลมปราณตับเพิ่มสูงจนไปข่มม้ามซึ่งเป็นธาตุดิน ลมปราณม้ามจึงพร่อง ด้วยเหตุนี้ ปอด ม้าม ไต ทั้งสามอวัยวะล้วนแต่เกิดภาวะพร่อง พาให้พลังชีวิตลดลงอย่างหนัก ลมปราณหยางถดถอย ลมปราณคุ้มกันไม่มั่นคง ลมปราณบำรุงไม่สมดุล ดังคำกล่าวของหลี่ตงหยวน ‘บอบช้ำภายในกระทบพลังชีวิต ลมปราณหยางลดต่ำ เกิดความร้อนจากภาวะพร่อง’ ใช้ตำรับยาปู่จงอี้ชี่ทัง ใช้ยารสหวานอุ่นขจัดความร้อน”

หลินเต๋ออีลูบเคราด้วยความพอใจ พลางยิ้มเอ่ย “ไม่เลว ไม่เลว มองออกว่าเป็นความร้อนจากลมปราณพร่อง ยังนึกวิธีใช้ยารสหวานอุ่นกำจัดความร้อนได้ หากเสริมสมุนไพรสำหรับปรับสมดุลลมปราณคุ้มกันอีกสักหน่อย ตำรับยานี้ก็เป็นอันสำเร็จ”

“ท่านอาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง หากเอ่ยถึงตำรับยาปรับสมดุลลมปราณคุ้มกันบำรุง ข้าขอเสนอตำรับยากุ้ยจือทัง เป็นอันดับแรกขอรับ” ตู้จื่อเฟยรีบร้อนขานรับ เมื่อหลินเต๋ออีพยักหน้าเห็นชอบ เขาก็เอ่ยกับศิษย์น้องจางอู๋เหร่าที่ตามตรวจอยู่ด้านข้างอย่างถือดี “หวงฉี ชะเอมผัดน้ำผึ้งอย่างละห้าส่วน โสมสามส่วน ตังกุยแช่สุราอังไฟแห้งสองส่วน เปลือกส้ม เซิงหมา ไฉหู ไป๋จู๋อย่างละสามส่วน อบเชย ไป๋เสา ขิงสดอย่างละสามส่วน พุทราแดงสิบสองลูก”

จางอู๋เหร่าเขียนใบสั่งยาเสร็จก็ยื่นให้ตู้จื่อเฟยดู ตู้จื่อเฟยพยักหน้าให้หลินเต๋ออี หลินเต๋ออีถึงเอ่ยกับชายชราผู้นั้นอย่างนุ่มนวล “โรคนี้เกิดจากภูมิต้านทานพร่อง จำต้องดูแลรักษาร่างกายอย่างดี เจ้ากินยาไปก่อนห้าเทียบ เทียบหนึ่งต้มสองหนกินเช้าและเย็น อีกห้าวันค่อยมาตรวจอีกครั้ง” ชายชรารีบร้อนขอบคุณ รับใบสั่งยาก็ไปซื้อยาที่ด้านหน้าตู้ยาด้านข้าง

หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าตู้ยาคืออ้ายจื่อจิน นางรับใบสั่งยามากวาดตามองลวกๆ ก็ดึงลิ้นชักยาออกอย่างคล่องแคล่ว ชั่วประเดี๋ยวนางก็หยิบสมุนไพรออกมาแล้วสิบเอ็ดชนิด จัดหวงฉี ชะเอมผัดน้ำผึ้ง และสมุนไพรอื่นๆ เรียบร้อยแล้วก็ใช้ตาชั่งสมุนไพรชั่งน้ำหนักอย่างละเอียด แล้วค่อยแบ่งออกเป็นห้าส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นเหลือบมองใบสั่งยาอีกแวบ ก่อนหมุนตัวไปเปิดลิ้นชักยาชั้นบนสุดทางซ้ายมือ แต่แล้วก็ชะงักมือกะทันหัน นางเหลียวกลับไปมองชายชราที่รอคอยอย่างกระสับกระส่ายงุ่นง่านอยู่ด้านข้าง คิ้วงามขมวดมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะปิดลิ้นชักนั้นอย่างรวดเร็ว มือขาวเนียนเคลื่อนไปที่ลิ้นชักยาชั้นสองทางขวา เปิดออกแล้วหยิบสมุนไพรกำเล็กๆ ออกมาวางบนตาชั่งอย่างรวดเร็วยิ่ง ชั่งเสร็จก็เทลงบนสมุนไพรซึ่งกองเป็นภูเขาลูกย่อมอยู่แล้ว

นางนำสมุนไพรที่ห่อเรียบร้อยยื่นให้ชายชรา ก่อนจะยิ้มน้อยๆ เอ่ยกำชับว่า “สมุนไพรให้แช่น้ำก่อนเป็นเวลาสองถ้วยชา แล้วค่อยใช้ไฟอ่อนต้มหนึ่งเค่อ ดื่มยาแล้วกินโจ๊กอุ่นสักชาม ให้เหงื่อออกทั่วกายได้ยิ่งดี” หญิงสาวครุ่นคิด ก่อนกล่าวอีก “ท่านยังต้มยาครั้งที่สามได้ ให้ผสมน้ำสมุนไพรกับน้ำร้อนแช่เท้าก่อนนอน หากกากสมุนไพรที่เหลือยังร้อนอยู่ ก็ใช้ผ้าห่อวางไว้ที่ใต้สะดือเป็นเวลาสักหนึ่งถ้วยชา”

ชายชรามองนางอย่างฉงนฉงาย “เช่นนี้ก็ได้หรือ”

อ้ายจื่อจินพยักหน้ายิ้มๆ เสียงแผ่วเบาทว่ามั่นใจยิ่งยวด “ได้เจ้าค่ะ”

พอกล่าวจบ นางพลันสัมผัสได้ถึงสายตาเพ่งพินิจมองตรงมา หันหน้าไปเห็นหลินเต๋ออีคล้ายกำลังมองตรงมาทางตน นางจึงก้มหน้าเล็กน้อย หลินเต๋ออีเพียงปราดมองนางวูบหนึ่ง ก่อนที่สายตาจะเบนไปที่ตู้ยาด้านหลังนาง ด้านนอกลิ้นชักชั้นบนสุดทางซ้ายของตู้ยาใช้สีแดงชาดขีดวาดทีละเส้นไว้ว่า ‘โสม’ ด้านนอกลิ้นชักชั้นสองทางขวาใช้สีเดียวกันขีดวาดทีละเส้นด้วยลายมือเดียวกันว่า ‘โสมไท่จื่อ’

ราตรีดึกสงัด ลมเย็นโชยพัดยอดไม้ที่เพิ่งแตกยอดอ่อนเป็นเสียงซู่ซ่า อ้ายจื่อจินจัดสมุนไพรกองสุดท้ายที่เพิ่งตากแดดมาเสร็จ เก็บสากบดยาเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องยา

เลี้ยวซ้ายเดินต่อไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวขวาก็จะเป็นที่พักของนาง แต่นางกลับหยุดที่มุมทางเลี้ยว ในสวนเงียบสงัดอย่างยิ่ง มีเพียงเสียงฝนของฤดูใบไม้ผลิกับเสียงหายใจแผ่วอ่อนของนาง มือที่ถือโคมสั่นสะท้านเล็กน้อย หันหน้ามองไปทางขวาก็เห็นว่าทางขวามืดสนิท ที่นั่นเป็นฝั่งเรือนที่พักของหลินเต๋ออี หากเขาไม่อนุญาตไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าไปด้านใน ขนาดตู้จื่อเฟยศิษย์เอกที่รับการถ่ายทอดความรู้โดยตรงจากเขาก็ยังเข้าไปจัดเก็บห้องหนังสือแทนเขาได้แค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น ปกติห้องหนังสือของหลินเต๋ออีจะปิดตายตลอดปี กลางวันหากมองจากที่นี่เข้าไปก็เห็นได้เพียงมุมชายคา

นางได้ยินบรรดาศิษย์พี่ที่เข้าสำนักมาก่อนตนเองเคยบอกว่าบรรพบุรุษแต่ละรุ่นของสำนักซิ่งหลินจะจดบันทึกโรคหายากที่ตนเองพบมา แล้วจัดระเบียบเป็นตำราแพทย์ ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นให้เก็บรักษาไว้ในห้องหนังสือที่ปิดตายตลอดปีห้องนั้น บางทีในภายภาคหน้าก็อาจได้รับการสืบทอดต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเช่นเดียวกัน

นางหันกายไปทางขวาเล็กน้อย นิ้วมือที่กุมไม้ถือโคมกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมค่อนข้างแรง หยาดฝนสาดกระทบใบหน้าเป็นหยาดน้ำพราวใส นางตัดสินใจได้ในที่สุด กัดฟันย่างเท้าขวาออกไป

“จื่อจิน” เสียงทุ้มต่ำหยุดยั้งเท้าซ้ายที่เพิ่งจะยกขึ้นของนาง นางหันไปมองเงาร่างที่เดินเข้ามาช้าๆ ท่ามกลางความมืด

ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น อ้ายจื่อจินย่อกายเอ่ยอย่างเคารพนบนอบ “อาจารย์”

ผู้ที่มาคือหลินเต๋ออี เขาลูบเคราสีขาวโพลนพลางถาม “เจ้ามาที่นี่ได้กี่ปีแล้ว”

“ปีกว่าเจ้าค่ะ”

“หนึ่งปีนี้ทำอะไรแล้วบ้าง”

“เก็บสมุนไพร ตากสมุนไพร บ้างก็อ่านตำราแพทย์เจ้าค่ะ”

“อ่านตำราอะไรไปบ้าง”

“คัมภีร์หลิงซู คัมภีร์ซู่เวิ่น คัมภีร์ยาสมุนไพรเสินหนง”

“ไม่เคยอ่านตำราว่าด้วยไข้หวัดและโรคทั้งหลายของหมอเทวดาจางจ้งจิ่ง หรือ”

นางเงยหน้ามองหลินเต๋ออีอย่างสงสัย “จื่อจินเคยอ่านเพียงเล็กน้อย ยังไม่…”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องตื่นเต้น” หลินเต๋ออีตัดบทนางยิ้มๆ “อ่านยอดตำราของปรมาจารย์เหล่านี้ให้มากเป็นเรื่องดี วันนี้เจ้ากำชับให้ชายชราผู้นั้นกินโจ๊กหลังกินยาถือเป็นแก่นหลักของตำรับยากุ้ยจือทัง ใบสั่งยาของจื่อเฟยแม้จะมีตำรับยากุ้ยจือทังก็จริง แต่หากกินโจ๊กหลังกินยาไปด้วยก็จะสามารถบรรลุสรรพคุณเป็นเท่าตัวได้”

“จื่อจินแกว่งขวานหน้าบ้านหลู่ปัน แล้ว”

“แต่ข้ากลับแปลกใจว่าวิธีการแช่เท้ากับประคบร้อนเจ้าไปได้มาจากที่ใด”

ลมหายใจของนางหยุดชะงักด้วยอับจนคำแก้ตัว ก่อนผ่อนคลายลงอย่างไม่ทิ้งร่องรอย เพียงก้มหน้าเล็กน้อยเอ่ย “จื่อจินตัดสินใจโดยพลการ”

“นอกจากนี้ผู้ใดกันสอนให้เจ้าใช้โสมไท่จื่อแทนโสม”

“โสมไม่พอแล้ว จึง…” สีหน้าของนางภายใต้แสงโคมริบหรี่ ครึ่งหนึ่งสว่างไสว ครึ่งหนึ่งเย็นยะเยือก

“อย่างนั้นหรือ” หลินเต๋ออีลูบเครา เอ่ยอย่างราบเรียบธรรมดา “เช่นนั้นคงเป็นข้าดูผิดไป” นิ่งไปอึดใจก็ชายตามองศิษย์หญิงของเขาวูบหนึ่ง “เมื่อครู่ข้าเพิ่งตรวจดูลิ้นชัก เหมือนโสมจะยังเหลืออีกครึ่งลิ้นชัก”

ฝนเม็ดเล็กละเอียดพรมปรอยๆ ลงภายในสวน นางกำมือแน่นอย่างเงียบเชียบ รู้สึกเพียงหัวใจเต้นรัวเร็วราวกับจะกระดอนออกจากอก ลอบสูดหายใจเฮือกหนึ่ง น้ำเสียงใสกระจ่างดุจสายธารไหลเอื่อยในฤดูใบไม้ร่วงเอ่ย “ศิษย์เห็นว่าไม่มีโสมแล้ว ช่วงบ่ายจึงเติมเพิ่มใหม่อีกจำนวนหนึ่งเจ้าค่ะ”

หลินเต๋ออีมองนางวูบหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ชายชราผู้นี้ลมปราณพร่องจึงเกิดความร้อน ใช้ตำรับยาปู่จงอี้ชี่ทังกับกุ้ยจือทังร่วมกันเป็นการใช้ยารสหวานอุ่นระบายร้อนถือว่าแก้จากต้นเหตุ ทว่าในใบสั่งยา หวงฉี ขิงสด อบเชยเป็นสมุนไพรจำพวกรสหวานอุ่นและรสเผ็ดแห้ง เป็นผลให้กระสับกระส่ายง่าย ทั้งยังผลาญของเหลวในร่างกาย ใช้โสมช่วยเสริมบำรุงลมปราณได้ก็จริงแต่ยังค่อนไปทางแห้ง โสมไท่จื่อแม้สรรพคุณจะบำรุงลมปราณสู้โสมไม่ได้ แต่กลับช่วยหล่อเลี้ยงธาตุอิน สร้างของเหลวในร่างกาย”

“ศิษย์ไม่ทราบ เห็นโสมไท่จื่อมีมาก…”

หลินเต๋ออีกลับโบกมือขัดวาจานาง “เจ้าตั้งใจก็ช่าง ไม่ตั้งใจก็แล้วไป ครั้งนี้ไม่นับว่าใช้ยาผิด แต่ผู้เขียนใบสั่งยาใช้ยาตัวใดนั้น ความคุ้นเคยของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน การวิเคราะห์ก็แตกต่างกัน จื่อเฟยมีการวินิจฉัยของเขา ภายหน้าหากต้องการเปลี่ยนยาก็บอกกล่าวให้ผู้เขียนใบสั่งยารู้จะดีกว่า”

“อาจารย์สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว” นางเอ่ยอย่างพินอบพิเทา

หลินเต๋ออีปราดมองนาง “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยเรียนแพทย์จริงหรือ” เห็นนางส่ายหน้า เขาก็ถามอย่างครุ่นคิด “ครั้งนั้นเจ้าบอกว่ามาจากเมืองหลวง สกุลอ้ายในเมืองหลวงไม่ถือเป็นสกุลใหญ่ บังเอิญบ้านเพื่อนสกุลเฉียวของข้าที่เมืองหลวงก็มีสะใภ้สกุลอ้ายอยู่คนหนึ่ง”

“สกุลอ้ายในเมืองหลวงแม้มีไม่มาก แต่ก็มีไม่น้อย ศิษย์ไม่รู้จักฮูหยินสกุลอ้ายผู้นั้นหรอกเจ้าค่ะ”

หลินเต๋ออีมองนางอย่างฉงนครู่หนึ่ง ถอนใจแผ่วเบาและเอ่ย “เพื่อนเก่าจรจากไปแล้ว…แต่ช่างเถิด ดึกมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเสียเถิด” กล่าวจบเขาก็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ทันใดนั้นก็เหลียวกลับมาพูดว่า “พรุ่งนี้ตามข้าไปออกตรวจโรคที่วัดหนานซานด้วย”

อ้ายจื่อจินตกตะลึง “ศิษย์ไม่เคยติดตามท่านออกตรวจ”

“ที่ปรมาจารย์ในอดีตมีตำรับยามากมายก็ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งสิ้น เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ระยะหนึ่ง ควรออกไปเรียนรู้ได้แล้ว” หลินเต๋ออีกล่าว ก่อนเดินไปทางเรือนที่พัก

 

วัดหนานซานตั้งอยู่บนไหล่เขาจินจื่อ ยามนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งสุดสายตา เมฆสีขาวซ้อนเรียงดุจระลอกคลื่นในมหาสมุทรอันเชี่ยวกราก แสงอาทิตย์สายหนึ่งสาดส่องลงบนเขาจินจื่อ เทือกเขาเหยียดยาวสุดลูกหูลูกตาประหนึ่งภาพวาด ท่ามกลางแสงครึ่งสลัวครึ่งสว่าง ขับให้เจดีย์คู่บนยอดเขาซึ่งตั้งอยู่ไกลลิบนั้นยิ่งดูสูงตระหง่าน

ภูเขาทางใต้มีเส้นทางสัญจรมาแต่ไหนแต่ไร หนึ่งผู้ชราพาหนึ่งชายหนุ่มหนึ่งหญิงสาวเดินอยู่บนทางเดินสายเล็กที่ซ่อนเร้นอยู่ในความเขียวขจีของไหล่เขา แสงอาทิตย์ส่องลงบนเคราสีขาวโพลนของผู้ชรา พวกเขาคือหมอเลื่องชื่อหลินเต๋ออีและลูกศิษย์ตู้จื่อเฟยกับอ้ายจื่อจิน

แต่ไรมาหลินเต๋ออีออกตรวจโรคจะพาตู้จื่อเฟยไปแค่คนเดียว ทว่าครั้งนี้กลับเรียกอ้ายจื่อจินผู้ธรรมดาไม่โดดเด่นมาด้วย ชวนให้ตู้จื่อเฟยตกใจไม่น้อย ทั้งยังรู้สึกราวกับถูกแบ่งปันสิ่งของล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวให้ผู้อื่นโดยที่เขาไม่อาจแสดงท่าทีใดได้ ให้อัดอั้นใจยิ่งนัก

“เร็วเข้า! พวกเราออกไปตรวจโรค หาใช่เที่ยวภูเขาชมลำน้ำ! เดินช้าปานนี้เกิดผู้ป่วยรอไม่ไหว รักษาล่าช้าขึ้นมา เจ้ารับผิดชอบไหวหรือ” ตู้จื่อเฟยอดใช้น้ำเสียงของศิษย์พี่ตำหนิอ้ายจื่อจินไม่ได้

อ้ายจื่อจินเข้าใจเจตนาเป็นศัตรูของเขา จึงมิได้โต้แย้ง เพียงสืบเท้าเร็วขึ้นสองสามก้าว ไล่ตามฝีเท้าของทั้งสองไป

“อาจารย์ขอรับ ข้าเห็นว่าจื่อจินทนการออกไปข้างนอกทุกวันเช่นนี้ไม่ได้แน่ อย่างไรก็เป็นสตรีนะขอรับ!” สีหน้าของตู้จื่อเฟยเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่ายอดฝีมืองิ้วเปลี่ยนหน้า เขาประชิดไปตรงหน้าหลินเต๋ออี สังเกตอาการของอีกฝ่ายขณะหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง

หลินเต๋ออียิ้มน้อยๆ และเอ่ย “ไม่เป็นไร ข้าผู้ชราก็เดินช้าเช่นกัน ประจวบเหมาะเดินพร้อมกับจื่อจินได้พอดี”

ตู้จื่อเฟยเห็นหลินเต๋ออีเข้าข้างอ้ายจื่อจิน ในใจยิ่งไม่ยินยอม

หลินเต๋ออีคล้ายอ่านความคิดตู้จื่อเฟยออก เขาเปลี่ยนเรื่องพูดด้วยการชี้ไปยังสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิบนภูเขาแล้วถามขึ้น “ฤดูใบไม้ผลิแสงแดดอบอุ่นพอเหมาะ ทั้งความร้อนกำลังดี เช่นนี้ควรดูแลร่างกายอย่างไร”

ตู้จื่อเฟยใจมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอ้ายจื่อจิน จึงรีบชิงตอบ “ย่อมเป็น ‘นอนดึกตื่นเช้า เดินออกกำลังในบ้าน ปล่อยมวยผมคลายอาภรณ์ ทำใจให้ปลอดโปร่ง’ ในฤดูใบไม้ผลิ ทุกสรรพสิ่งก่อกำเนิดเจริญงอกงาม ลมปราณหยางฟื้นคืน ลมปราณหยางของคนก็เริ่มก่อกำเนิดเช่นกัน หากนอนดึกตื่นเช้า เดินออกกำลังในบ้านให้ร่างกายผ่อนคลายได้ ลมปราณตับก็จะคล่องตัวไม่ติดขัด”

หลินเต๋ออีพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนหันไปถามอ้ายจื่อจิน “จื่อจิน เจ้าลองว่ามา”

อ้ายจื่อจินคิดไม่ถึงว่าหลินเต๋ออีจะขานชื่อตน ในใจตกตะลึงเล็กน้อย เห็นตู้จื่อเฟยส่งสายตามุ่งร้ายเต็มเปี่ยมมาอีก นางจึงก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดชัดถ้อยชัดคำ “ศิษย์พี่ตู้กล่าวหลักสำคัญออกมาแล้ว สำหรับจื่อจินคิดว่าอาจเป็นการเล่นว่าว”

“เล่นว่าว?” ตู้จื่อเฟยหัวเราะหยัน “เจ้ายังคิดว่าตนเองเป็นเด็กอยู่หรือ”

อ้ายจื่อจินไม่อยากจะมีปัญหากับเขา จึงไม่โต้แย้ง “ศิษย์พี่กล่าวถูกต้อง จื่อจินคิดง่ายดายเกินไป”

ตู้จื่อเฟยไหนเลยจะยอมปล่อยนาง แค่นเสียงเฮอะอย่างเย็นชากล่าว “วันหลังอ่านตำราให้มากหน่อย ตรึกตรองให้มาก อย่าได้พูดคำตอบอันไร้แก่นสารส่งเดชตามใจชอบเพื่อหวังตบตาให้ผ่านไป”

ถ้อยคำนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้แก่หลินเต๋ออี เขาปราดมองตู้จื่อเฟยแวบหนึ่งโดยไม่แสดงอาการ เพียงหันไปถามอ้ายจื่อจิน “การเล่นว่าวมีมาแต่โบราณ ข้าคิดไม่ตกว่านอกจากเพราะความสนุกของเด็กแล้ว เหตุใดเจ้าจึงนึกถึงการเล่นว่าว”

อ้ายจื่อจินเห็นหลินเต๋ออีถามตน ในใจตระหนักว่าหากไม่ตอบจะเข้าข่ายโป้ปดเลื่อนลอย ยิ่งจะทำให้ตู้จื่อเฟยเข้าใจผิด นางจึงตอบว่า “เล่นว่าวถือเป็นการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ สอดคล้องกับคำโบราณ ‘เดินออกกำลังในบ้าน’ เวลาคนเล่นว่าวจำเป็นต้องแหงนคอ เช่นนี้เป็นการยืดคลายกระดูกสันหลัง ส่งผลให้เส้นลมปราณตู* บนกระดูกสันหลังขยายตัว เส้นลมปราณตูคือเส้นลมปราณหยางที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ลมปราณหยางไหลเวียนก่อเกิดและแพร่กระจายในเส้นลมปราณตู พ้องรับกับหลักลมปราณหยางก่อกำเนิดในฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ยามเล่นว่าว สองตาจำต้องมองไกลออกไป ดวงตาถือเป็นหน้าต่างของตับ กระทำเช่นนี้ยังช่วยปรับสมดุลให้ลมปราณตับปลอดโปร่ง”

“ไม่เพียงเป็นการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ ยังช่วยปรับสมดุลในเส้นลมปราณตู เห็นทีวันหลังควรออกมาเล่นว่าวให้มากแล้ว” หลินเต๋ออีหัวเราะร่า ดวงตาเปี่ยมแววชื่นชม “ดูท่าเจ้าก็มีความรู้ด้านเส้นลมปราณมากทีเดียว”

“ศาสตร์แห่งเส้นลมปราณครอบคลุมหมื่นพัน จื่อจินรู้เพียงผิวเผิน วันนี้พูดจาเพ้อเจ้อ ขออาจารย์โปรดอภัย” อ้ายจื่อจินฟังความนัยในวาจาหลินเต๋ออีออก จึงกดคางลงต่ำไม่ให้ตนเองประสานสายตากับเขา

“เพียงพูดคุยปกติเท่านั้น ไฉนมีขออภัยไม่ขออภัยด้วยเล่า” หลินเต๋ออีเอ่ยยิ้มๆ หางตากลับปรายมองไปทางตู้จื่อเฟย

ตู้จื่อเฟยสัมผัสถึงแววตาตักเตือนของหลินเต๋ออี ในใจเขาพลันบังเกิดโทสะแต่ไม่อาจระบายออก ได้แต่อาศัยตอนที่หลินเต๋ออีไม่ใส่ใจ ถลึงตาเหี้ยมใส่อ้ายจื่อจินคราหนึ่ง

ในใจอ้ายจื่อจินรู้ว่าตนเองไม่อาจพูดมากได้อีก หลังจากนั้นไม่ว่าหลินเต๋ออีถามอะไรก็ล้วนแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ ซึ่งพอจะทำให้ตู้จื่อเฟยสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

เดินไปราวสามก้านธูป ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงวัดหนานซาน ด้านในวัดตีระฆังย่ำรุ่งพอดี ภิกษุเริ่มทำวัตรเช้า เสียงสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์รื่นหูดุจมีพลังพิเศษบางอย่าง พาให้คนบังเกิดความเคารพนับถืออย่างไม่อาจอธิบายได้ ทั้งสามยืนอยู่หน้าอุโบสถครู่หนึ่งก็มีเณรน้อยออกมาต้อนรับ ก่อนจะนำพวกเขาเข้าไปในห้องหนึ่ง หลวงจีนที่นอนอยู่บนเตียงสีหน้าหมองคล้ำเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นอย่างทรมาน

“กินยามาสามวันแล้ว ผลเป็นอย่างไรบ้าง” หลินเต๋ออีถามพลางเลิกผ้าห่มขึ้น กลิ่นเหม็นเน่าขุมหนึ่งโชยมาปะทะทันที เห็นเพียงตุ่มหนองที่บวมเป็นภูเขาลูกย่อมบนข้อเท้าหนาแข็งแรงของภิกษุรูปนี้กำลังมีเลือดหนองไหลซึมออกมาไม่หยุด ที่แท้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันระหว่างที่หลวงจีนรูปนี้ออกบิณฑบาตได้ถูกแมลงไม่ทราบชื่อกัดที่ข้อเท้าเข้า สามวันก่อนหลินเต๋ออีมาตรวจได้จ่ายยาผงระบายหนองให้เขาไป

“หนองออกมาแล้ว แต่ศิษย์พี่ตัวร้อนจี๋จนลวกคนได้เลย” เณรน้อยเอ่ยอย่างเป็นกังวล

“นี่เป็นอาการตามธรรมชาติ ยามปกติใช้น้ำอุ่นเช็ดตัวเขาให้มากหน่อย” หลินเต๋ออีใคร่ครวญ “การรักษาวันนี้คือดูดหนองของเขาออกมาให้เร็วที่สุด จื่อเฟย เจ้าว่าควรใช้วิธีใด”

ตู้จื่อเฟยเอ่ยอย่างลำบากใจ “อาจารย์ขอรับ พวกเราไม่เคยรักษาคนไข้ประเภทนี้มาก่อน ข้า…”

ในใจอ้ายจื่อจินมีความคิดอันเลือนรางผุดขึ้น ด้วยติดที่ตู้จื่อเฟยจึงกำลังคิดว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่ ขณะที่ลังเลนางก็สัมผัสได้ถึงสายตาไต่ถามจากหลินเต๋ออี จำต้องเงยหน้าตอบเสียงเบา “อาจใช้วิธีครอบกระบอก ได้เจ้าค่ะ”

“วิธีครอบกระบอก?” หลินเต๋ออีดวงตาเป็นประกาย “เจ้ารู้จักวิธีนี้รึ เคยทำหรือไม่”

ระฆังเตือนภัยในใจอ้ายจื่อจินดังก้อง นางรีบร้อนส่ายหน้า “ข้าเพียงเคยอ่านจากตำราแพทย์ ใน ‘ตำรารักษาโรคฉุกเฉิน’ มีวิธีดูดฝีหนองออกด้วยเขาสัตว์” กล่าวจบนางก็รีบก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตาสืบหาความจริงของหลินเต๋ออี

หลินเต๋ออีมองนางอย่างมีความในใจ พลางลูบเครากล่าว “ในเมื่อเจ้าเคยอ่านตำราก็มาช่วยข้า”

อ้ายจื่อจินเห็นตู้จื่อเฟยหน้าบึ้งตึงเพราะประโยคนี้อย่างที่คิดไว้ ในใจก็ถอนใจไม่หยุด แต่เมื่อหลินเต๋ออีลั่นคำแล้ว นางก็บ่ายเบี่ยงลำบาก ทั้งเห็นภิกษุรูปนั้นเจ็บปวดทรมานยากทานทนอย่างแท้จริง ในใจก็รู้ว่าไม่อาจรักษาล่าช้าเพราะเรื่องเล็กน้อย นางจึงขยับเข้าไปสั่งเณรน้อยให้หาลำไผ่อ่อนสดใหม่ยาวราวเจ็ดชุ่นมาปล้องหนึ่ง สั่งให้เหลือข้อไผ่อ่อนด้านหนึ่งไว้ ใช้ขวานจามข้ออีกด้านหนึ่งทิ้ง เปิดส่วนด้านในปล้องให้โล่ง ใช้กริชกรีดผิวสีเขียวออกจนเหลือแต่เนื้อในสีขาวไว้อย่างละครึ่ง เจาะรูเล็กๆ รูหนึ่งที่ฝั่งข้อไผ่แล้วใช้ก้านไม้อุดแน่น จากนั้นนางก็ใส่เชียงหัว ตู๋หัว งาม่อน ใบอ้ายเฉ่า ชางผูสด ชะเอม โกฐสออย่างละห้าเฉียน ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ ใช้ต้นหอมติดรากยัดปากกระบอกเอาไว้ แล้วค่อยสั่งให้คนนำน้ำสะอาดสิบชามเทใส่หม้อ วางกระบอกยาที่บรรจุสมุนไพรแล้วลงน้ำ ใช้หินก้อนหนึ่งถ่วงไว้ป้องกันมิให้กระบอกยาลอยขึ้นมา สุดท้ายจึงจุดเตาไฟ ใช้ไฟอ่อนต้มน้ำสะอาดในหม้อจนเดือด

หลินเต๋ออีเห็นอ้ายจื่อจินฝีมือคล่องแคล่วเช่นนี้ก็คลายใจลงได้ เขาสั่งให้ตู้จื่อเฟยหยิบกระเป๋าเข็มมา ในกระเป๋าเข็มมีเข็มเงินยาวบ้างสั้นบ้างอยู่สิบกว่าเล่ม หลินเต๋ออีเลือกหยิบเข็มกรีด ออกมาเล่มหนึ่ง เข็มกรีดเป็นหนึ่งในเข็มโบราณเก้าชนิด หนาราวสองเฟิน ครึ่งยาวสี่ชุ่นกว่า กล่าวกันว่าคิดค้นโดยฝูซีซื่อ เช่นเดียวกับเข็มอีกแปดชนิดที่เหลือ ในคัมภีร์หลิงซูบันทึกไว้ว่าเข็มกรีดเป็นเครื่องมือกำจัดฝีหนองและแผลเปื่อยร้ายแรงที่ดีที่สุด

เห็นเพียงหลินเต๋ออีใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งขวาจับตรงบริเวณที่ห่างจากปลายเข็มมาครึ่งชุ่น นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ซ้ายถ่างผิวหนังที่เป็นจ้ำแดงบริเวณข้อเท้าภิกษุรูปนั้นออก กรีดออกเป็นรูเล็กสามรูเป็นรูปอักษร ‘ผิ่น’ บนยอดตุ่มหนองอย่างระมัดระวัง ครั้นเมื่อยาในกระบอกสุกได้ที่แล้ว เขาถึงเรียกให้คนยกหม้อพร้อมกระบอกยามาที่หน้าเตียง เทยาออกจากกระบอก และรีบประกบปากกระบอกกับปากแผลตอนที่ยังร้อนๆ อ้ายจื่อจินประสานกับหลินเต๋ออีรีบใช้มือกดส่วนบนของกระบอกไม้ไผ่ให้กระบอกดูดผิวหนังได้เอง ครู่หนึ่งเมื่อกระบอกไม้ไผ่เปลี่ยนเป็นอุ่นแล้ว อ้ายจื่อจินก็ดึงก้านไม้ที่ยัดตรงข้อไผ่ไว้ตอนแรกออกอย่างเบามือ กระบอกไม้ไผ่เต็มไปด้วยหนองเลือดสีแดงข้นทันที ก่อนที่กระบอกไม้ไผ่จะหลุดออกเอง เมื่อทุกคนเห็นว่าแม้ข้อเท้าของภิกษุรูปนั้นจะยังคงแดงอยู่ แต่ไม่มีหนองเลือดที่ไม่น่าดูออกมาแล้วก็เบาใจลง

จากนั้นอ้ายจื่อจินก็ทำตามคำสั่งหลินเต๋ออี นำลูกกลอนเสี่ยวจินตัน ที่พกติดตัวตลอดออกมา บดละเอียดแล้วโรยรอบปากแผล การรักษาใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อ จากที่ก่อนหน้าปวดทรมานจนแทบพูดไม่ได้ ภิกษุรูปนั้นก็อ้าปากพูดคุยได้แล้ว บรรดาเณรน้อยดีอกดีใจ เอ่ยขอบคุณหลินเต๋ออีไม่หยุด

หลินเต๋ออีมองอ้ายจื่อจินที่ก้มหน้าจัดเก็บกากสมุนไพรด้านข้างแวบหนึ่ง พลางยิ้มเอ่ย “โชคดีที่ศิษย์ข้าผู้นี้รู้วิธีครอบกระบอก หากให้ข้าคนเดียวทำคงจัดการไม่ไหว”

เดิมทีตลอดการรักษาตู้จื่อเฟยก็เป็นได้แค่ผู้ช่วยอ้ายจื่อจิน ทั้งตนเองยังทำเพียงเรื่องจิปาถะเล็กน้อย เขาย่อมกรุ่นโกรธอยู่ในใจ ยามนี้ยังเห็นหลินเต๋ออีชมเชยอ้ายจื่อจินต่อหน้าคนทั้งหลายอีก ไฟริษยาจึงยิ่งลุกโชน เขาทนไม่ได้จนพูดออกมา “อาจารย์ ไม่เห็นท่านเคยใช้วิธีนี้มาก่อน”

หลินเต๋ออีหาได้สนใจท่าทีของตู้จื่อเฟย ตรงกันข้ามกลับใช้วาจากระทบใจทำให้อีกฝ่ายขุ่นมัวมีความรู้สึกซับซ้อนอยู่ในดวงตาทั้งเคารพ เจ็บปวด และรู้สึกผิดพัวพันกันอยู่เลือนราง “ข้าไม่เคยใช้ต่อหน้าเจ้าจริงๆ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้มาจากสหายเก่าคนหนึ่ง เขาเกิดในตระกูลแพทย์ เชี่ยวชาญการครอบกระบอก ฝังเข็ม รมยา และการใช้หินกดจุดเป็นพิเศษ ทว่าน่าเสียดาย…” หลินเต๋ออีเพียงถอนใจครั้งหนึ่งราวกับพริบตาเดียวก็แก่ชราลงไปอย่างรวดเร็ว

ตู้จื่อเฟยเห็นผู้เป็นอาจารย์ไม่ต้องการพูดต่อ จึงไม่กล้าซักไซ้อีก รีบเปลี่ยนหัวข้อถามภิกษุเรื่องแนวทางพุทธะ

หลินเต๋ออีหมุนตัวกลับมาด้วยจิตใจอันหนักอึ้ง ทว่าในพริบตาที่หมุนตัวมา เขาคล้ายสัมผัสได้ถึงแววตาสืบเสาะสายหนึ่งพุ่งตรงมาจากทางด้านขวา จึงอดไม่ได้หันหน้ามองไปทางนั้น อ้ายจื่อจินอยู่ทางด้านขวาของเขา นางก้มหน้าก้มตาเก็บเข็มด้วยท่าทางจดจ่อประหนึ่งหลงลืมทุกสิ่งรอบกาย

 

อ้ายจื่อจินซ้อนเก้าอี้ไม้สองตัวที่กลางห้อง จากนั้นจึงปีนขึ้นไปด้านบนช้าๆ นอกห้องฟ้ามืดแล้ว แสงไฟริบหรี่ในห้องสะท้อนเงาร่างของนางทอดยาวบนผนังสีส้มสลัว นางยืนบนเก้าอี้ไม้ เขย่งปลายเท้าก่อนเอื้อมมือไปสุดแขนจับจันทันไม้ที่อยู่เหนือขื่อ แม้อยู่ติดเพดานห้อง แต่จันทันไม้กลับถูกเช็ดถูสะอาดยิ่ง อ้ายจื่อจินหยิบสมุดคัดด้วยลายมือเล่มหนึ่งจากบนขื่อลงมา และปีนลงอย่างระมัดระวัง

ในสมุดเขียนตำรับยาและประวัติการรักษาไว้จนเต็ม อ้ายจื่อจินพลิกเปิดไปหน้าหนึ่งอย่างระมัดระวัง เปลวไฟของตะเกียงน้ำมันเล็กดุจเม็ดถั่ว แผ่แสงสว่างคลุมหน้ากระดาษสีเหลือง พาให้ตัวอักษรที่เขียนบรรยายอย่างตั้งใจทีละขีดยิ่งดูแข็งแกร่งมีพลัง “ใน ‘ตำราสารัตถะไว่ไถ’ ของหวังเทาสมัยราชวงศ์ถังกล่าวไว้ว่า ‘ใช้กระบอกไม้ไผ่สีเขียวหนาสามชุ่น ยาวเจ็ดชุ่น ปลายหนึ่งเหลือข้อ ด้านที่ไม่มีข้อเหลาบางเช่นกระบี่ ต้มกระบอกไม้ไผ่จนเดือด เมื่อเดือดได้ที่แล้วก็นำกระบอกมาครอบฝีหนอง พักหนึ่งค่อยดึงออก และใช้มีดทะลวงจุดที่ครอบ ต้มกระบอกแล้วครอบอีกครั้ง จะมีของเหลวสีแดงสีเหลืองและสีขาวออกมา แล้วค่อยเป็นหนอง บางครั้งอาจมีแมลงออกมาด้วย ครอบเช่นนี้หลายครั้งจนของเสียออกจนหมดสิ้น เมื่อกำจัดออกไปหมดแล้ว ในวันเดียวกันนี้ดวงตาจะแจ่มใสร่างกายจะเบาสบาย’ ใช้ครอบกระบอกกำจัดหนอง ผลลัพธ์ดียิ่ง”

อ้ายจื่อจินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเขียนเติมบนพื้นที่ว่างในสมุด

‘รัชศกเทียนฉี่ปีที่เจ็ด แถบเจ้อตงมีผู้ป่วยคนหนึ่ง หลังถูกแมลงกัดที่ข้อเท้าเกิดตุ่มหนอง ใช้ยาระบายหนองก่อน สามวันให้หลังใช้เชียงหัว ตู๋หัว งาม่อน ใบอ้ายเฉ่า ชางผูสด ชะเอม โกฐสออย่างละห้าเฉียนยัดใส่กระบอกไม้ไผ่ รักษาด้วยการครอบกระบอก ดูดหนองได้เต็มกระบอกไม้ไผ่ ประมาณสามถ้วย สุดท้ายใช้ลูกกลอนเสี่ยวจินตันบดละเอียดทารอบนอก’

 

จากนั้นนางจึงวางพู่กันลงแล้วปิดสมุด พรูลมหายใจแผ่วเบา เปิดหน้าต่างมองไปด้านนอก รัตติกาลดำมืดดุจน้ำหมึกให้ความรู้สึกหนาวเหน็บอันยากอธิบาย ลมวสันต์กรูเกรียวพัดเส้นผมสีดำทั่วศีรษะนางจนยุ่งเหยิง ปอยผมสองสามปอยตกลงบนปกสมุดสีขาวเก่า ลากผ่านตัวอักษรที่อยู่บนนั้นเบาๆ…บันทึกแพทย์สกุลเฉียว!

อักษรลายมือหวัดนี้แต่ละขีดแต่ละเส้นประหนึ่งต้นสนตระหง่านที่ไม่ย่นย่ออยู่บนหน้าผา แข็งแกร่งซึมทะลุหน้ากระดาษ อ้ายจื่อจินเพียงรู้สึกว่าตัวอักษรนั้นได้โถมปะทะใบหน้าเข้ามาราวกับมีชีวิต กระทั่งอดตะลึงงันไปไม่ได้

ทว่าในเวลาเดียวกันนี้เอง พลันแว่วเสียงสุนัขเห่าจากนอกกำแพงสูงของโรงหมอทางด้านหลัง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าดังขึ้นกะทันหัน อ้ายจื่อจินตระหนกในใจ เร่งเก็บสมุดเดินไปที่เรือนหลัง นอกประตูหลังของโรงหมอมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลืออันแผ่วเบาของเขาได้รางๆ

บทที่สอง

อ้ายจื่อจินรีบร้อนดึงสลักประตูออกตั้งท่าจะเปิดประตู ทันใดนั้นแรงค้ำยันที่ประตูก็หายไป ต่อด้วยเสียงตวาดดังขึ้น “เจ้าโจรกบฏ กล้าหลบหนีรึ! คอยดูว่าข้าจะตีเจ้าตายได้หรือไม่!”

อ้ายจื่อจินลอบแง้มประตู แสงจันทร์ส่องเข้ามาจากปากตรอก ใต้แสงจันทร์สีขาวสลัวเห็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งในชุดทางการ มือถือตะบองยาวกำลังทุบตีชายที่เห็นใบหน้าได้ไม่ชัดคนหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง ในมุมมืดอีกด้านมีบุรุษชุดแพรท่าทางเคร่งขรึมจริงจังยืนหันหลังอยู่ผู้หนึ่ง กำลังหัวเราะอย่างน่าขยะแขยง “หากส่งสมุดรายชื่อมาให้ข้า ก็ยังพอละเว้นชีวิตสุนัขของเจ้าได้บ้าง หาไม่ข้าจะทำให้เจ้าเป็นเช่นหยางเหลี่ยน ผู้นั้น ตะปูขึ้นทั่วตัว!”

มองผ่านช่องประตูออกไป อ้ายจื่อจินเห็นชายผู้นั้นถูกซ้อมเลือดซึมเป็นลายพร้อยทั่วร่าง นางเสียขวัญจนต้องยกมือปิดปาก

ชายที่น่าจะอายุราวสามสิบปีผู้นั้นคลานอยู่บนพื้น ยังคงตะเกียกตะกายไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก รอยเลือดที่ทิ้งไว้ด้านหลังถูกแสงจันทร์ส่องเป็นสีแดงเข้มอันแปลกประหลาด

“ยังจะกล้าหลบหนี?! บอกมาเดี๋ยวนี้ สมุดรายชื่อของพรรคตงหลิน อยู่ที่ใด!” คนในชุดแพรกระชากร่างเขาขึ้น

“จะฆ่าอย่างไรก็ตามใจ! คิดอยากได้สมุดรายชื่อ? ให้ขันทีชั่วแซ่เว่ยผู้นั้นฝันไปเถอะ!” ชายผู้นั้นราวไม่กลัวความตาย ถ่มน้ำลายปนเลือดใส่หน้าคนชุดแพร

“มารดามันเถอะ! กล้าด่าว่าหยามเกียรติพระเก้าพันปี เชียวรึ! ขวัญกล้าเหิมเกริมดีนัก!” คนชุดแพรเช็ดหน้าคราหนึ่ง ความอับอายกลายเป็นโทสะ ฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าเขาติดๆ กันอย่างหนักหน่วง “โทษที่เจ้าถ่มน้ำลายใส่ข้า โทษที่เจ้าถ่มน้ำลายใส่ข้า!”

ชายชุดเทาทรุดลงกับพื้นดุจว่าวสายป่านขาด เลือดกระเซ็นออกมาจากจุดไท่หยางบริเวณขมับ ภายใต้แสงจันทร์ยิ่งดูน่าอกสั่นขวัญแขวน

“ข้าสั่งให้ตี!” คนชุดแพรไม่มีจิตใจสงสารแม้แต่น้อย ตะบองกระหน่ำลงบนร่างคนชุดเทาชุลมุนดุจห่าฝน ทุบตีกระทั่งผิวหนังปริแตกเนื้อตัวแหลกเหลว กระนั้นเขาก็ยังกัดฟันแน่นไม่ร้องแม้สักแอะ

เมฆดำจากที่ใดไม่รู้ค่อยๆ เคลื่อนมาบดบังพระจันทร์ที่สาดแสงเย็นยะเยียบ พื้นดินมืดลงทันใด พาให้ใบหน้าไม่เหลือเค้าเดิมของชายชุดเทามืดลงไปด้วย เผยเพียงฟันขาวน่าสะพรึงดุจภูตผี อาจเพราะคนทั้งหลายนึกถึงผีร้ายคร่าชีวิตในตำนานขึ้นมา ทั้งหมดจึงหยุดมือลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

“หยุดมือทำไมกัน ข้าสั่งให้ตีต่อ!” คนชุดแพรเอ่ยอย่างเหี้ยมโหด คนทั้งหลายจำต้องฟาดไปบนร่างคนผู้นั้นครั้งแล้วครั้งเล่า

คนผู้นั้นยังคงแผดเสียงก่นด่าสุดชีวิต “เว่ยจงเสียนใช้มือเดียวปิดแผ่นฟ้า ใส่ร้ายคนดี สวรรค์ไร้ตาโดยแท้! ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้า เป็นผีก็ไม่…” น้ำเสียงจู่ๆ ก็ขาดห้วง ประจวบกับที่มีตะบองหนึ่งฟาดลงมากลางกระหม่อม ชั่วพริบตาเลือดก็ไหลทะลักออกจากรูหู มุมปาก และรูจมูกของเขา

“เขาตายแล้ว!” มีคนร้องตกใจ ในที่สุดคนทั้งหมดก็หยุดทุบตี

สีหน้าคนชุดแพรคล้ายเปลี่ยนไป ร้องขึ้นว่า “มารดาเถอะ! ตายเร็วปานนี้!”

“ใต้เท้ากัว ยังไม่ได้สมุดรายชื่อจะรายงานต่อเบื้องบนอย่างไรขอรับ”

“รายงานอย่างไร” คนชุดแพรขึงตาใส่คนถามอย่างโมโห “ไปดูที่บ้านมันอีก”

หลังจากนั้นคนทั้งหมดก็จากไป เลือดสดนองทั่วพื้น เกิดเป็นสีอันคลุมเครือในความมืด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วตรอกเล็ก อ้ายจื่อจินที่เห็นทั้งหมดนี้กับตาขวัญเสียจนพูดไม่ออกไปตั้งนานแล้ว เป็นชั่วครู่นางถึงค่อยมีสติ เปิดประตูเดินออกมา และไปคุกเข่าข้างหนึ่งที่ข้างกายชายชุดเทา

บุรุษผู้นี้ใบหน้าติดจะยาวกว่าคนปกติ มุมปากขวามีไฝสีดำหนึ่งที่ อ้ายจื่อจินอึ้งไปชั่วขณะ เอื้อมมือไปตรวจสอบลมหายใจที่จมูกเขา ก่อนจะจับชีพจร สุดท้ายจึงหมอบกับหน้าอกของเขา พลางเงี่ยหูฟังอย่างละเอียด

ตอนนี้เอง เสียงพึมพำอู้อี้ต่ำๆ เสียงหนึ่งก็คล้ายผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของนรก อ้ายจื่อจินชะงักไป พลางถลึงตามองบุรุษเลือดอาบทั่วกายที่นอนอยู่บนพื้นอย่างหวาดกลัว

มือของบุรุษผู้นั้นเริ่มขยับครั้งหนึ่งและอีกครั้ง ใบหน้าบิดเบี้ยวของเขาราวกับเคลื่อนไหวเล็กน้อย กระดูกจมูกที่แหลกละเอียดไปแล้วแต่แรกบังเกิดเสียงดังกรอบแกรบทันใด

“เจ้าว่าอะไรนะ” อ้ายจื่อจินเห็นเขาดูเหมือนต้องการเอ่ยคำจึงรีบร้อนถาม

คนผู้นั้นยังคงขยับริมฝีปาก เปล่งเสียงอ่อนระโหยไม่กี่คำออกมา อ้ายจื่อจินจำต้องแนบหูชิดริมฝีปากเขา

“เขาพูดว่าอะไร!” เสียงตวาดที่ดังขึ้นปุบปับทำให้นางสะดุ้งตกใจ หันหน้าไปเห็นตู้จื่อเฟยมายืนอยู่ด้านหลังแล้ว

“หลีกไป!” ตู้จื่อเฟยผลักนางออก ปราดไปตรงหน้าชายชุดเทา ทว่ากลับเห็นเพียงปากที่อ้าออกเล็กน้อยกับลูกตาขุ่นมัวของเขา

“เขาพูดอะไรกับเจ้า” ตู้จื่อเฟยถามอีก

อ้ายจื่อจินประสานสายตาคมกริบดุจมีดของตู้จื่อเฟย แล้วตอบอย่างสงบ “ข้าฟังไม่ชัด”

“เขาคือคนที่พระเก้าพันปีต้องการตัว!”

อ้ายจื่อจินราวกับไม่ได้ยินคำพูดตู้จื่อเฟย นางกล่าวเสียงดัง “สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ควรเป็นการหาโลงศพก่อน”

“เจ้าจะฝังเขา?”

“ในเมื่อเขาตายแล้ว เรื่องราวยามมีชีวิตอยู่ก็ล้วนไม่เกี่ยวกับเขา บัดนี้เขาคือศพศพหนึ่งเท่านั้น แม้แต่โอกาสที่จะได้ฝังลงดินอย่างสงบก็ยังไม่มีเชียวหรือ”

“โรงแพทย์ของพวกเราช่วยคนเป็น หากเขายังมีลมหายใจอยู่ยังพออ้างหลักการนี้ได้ แต่ในเมื่อตายไปแล้วจะให้เขาสร้างความเดือดร้อนถึงอาจารย์ไม่ได้”

“ศิษย์พี่ ในเมื่อเป็นหมอย่อมต้องมีใจคุณธรรม ไฉนจึงแบ่งเป็นหรือตายเล่า”

ขณะที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องโต้เถียงกันไปมา ก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากทางด้านหลัง ดูอ้างว้างว้าเหว่อย่างที่สุด “จื่อเฟย หาโลงฝังเขาเสีย”

ทั้งสองผงะอึ้ง ต่างหันหลังไปพร้อมกัน หลินเต๋ออียืนอยู่ข้างประตู เงาร่างราวชราภาพลงมากในหนึ่งราตรี ทว่าเพียงพริบตาหลินเต๋ออีก็ดูฟื้นกลับมามีท่าทีปกติ

ตู้จื่อเฟยตั้งสติได้แล้วจึงโพล่งขึ้น “อาจารย์ เขาเป็นคนที่หน่วยตงฉ่าง ต้องการตัว พวกเราฝังเขาเช่นนี้ หากผู้อื่นทราบ…”

“ที่นี่นอกจากเจ้าและข้าแล้วยังมีผู้ใดอีก” หลินเต๋ออีมองตู้จื่อเฟยอย่างเย็นชา ฝ่ายหลังใบหน้าเปลี่ยนสี รีบร้อนก้มหน้า หลินเต๋ออีถอนใจเฮือกหนึ่ง ในรัตติกาลมองไม่เห็นว่าสีหน้าของเขานิ่งขรึมหรือโศกเศร้า “ตามหลักแล้ว ผู้ที่เป็นหมอควรมีจิตใจเมตตา ถึงเขาเป็นนักโทษต้องโทษมหันต์อภัยไม่ได้ แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าข้าล้วนไม่ต่างกับผู้ป่วยธรรมดา ยิ่งกว่านั้นเขาเองก็ตายไปแล้ว”

บนเขาไป๋อวิ๋นทะเลหมอกลอยล่อง อ้ายจื่อจินยืนอยู่บนยอดเขาทอดสายตาไปยังด้านล่าง ในรัศมีหนึ่งร้อยหลี่ ท้องนาดุจก้อนเต้าหู้ ชายคาเก่าคร่ำคร่า และถนนที่ตัดผ่านกันไปมา สะท้อนเข้าสู่ดวงตาที่มีน้ำตาคลอหน่วยของนางเงียบๆ ข้างตัวนางไม่ไกลนักคือหลุมศพใหม่ ป้ายหลุมศพไม่ได้สลักชื่อเอาไว้ เนื่องจากนางไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้น่าสงสารผู้นั้น ซึ่งปรากฏตัวขึ้นตอนกลางดึกที่เรือนหลังของสำนักซิ่งหลิน

ฝังดินถือเป็นความสงบ ไม่ว่าคนผู้นี้ครั้งยังมีชีวิตเคยกระทำสิ่งใด หรือประสบเรื่องราวอะไรมา แต่เมื่อกลับสู่ผืนดินแล้วก็จะได้รับความสงบที่แท้จริง ดินคือแหล่งกำเนิดของโลก เป็นมารดาผู้เกื้อกูลทุกสรรพสิ่ง หวังเพียงให้เขาลืมความเจ็บปวดทุกข์ทรมานในโลกมนุษย์ กลับคืนสู่ความสงบได้อย่างแท้จริง

นางถอนใจแผ่วเบาเสียงหนึ่ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำถามนาง “เจ้าคือคนสุดท้ายที่พบเขา?”

อาจเป็นเพราะเขาพูดติดสำเนียงทางเหนือ นางถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงของบุรุษผู้นี้เป็นพิเศษ หันกายไปก็พบบุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ตรงหน้า มีงอบบนศีรษะปิดบังใบหน้าไว้กว่าครึ่ง มองเห็นได้เพียงหนวดสั้นสีดำบนคางผอมซูบของเขา

ไม่รู้เพราะเหตุใด ทันทีที่บุรุษผู้นั้นเห็นใบหน้าของอ้ายจื่อจินแล้ว เขาก็พลันตัวแข็งทื่อ ลมหายใจคล้ายหยุดชะงัก ทว่าอึดใจเดียวเขาก็กลับมานิ่งสงบ และเดินเข้ามา

อันว่ารูปร่างผอมบางของเขาไม่สมควรก้าวเท้ามั่นคงหนักแน่นเช่นนี้ได้ ทว่าเขากลับเดินอย่างไม่ร้อนรน แต่ละก้าวประดุจเหยียบย่ำอยู่บนหัวใจของอ้ายจื่อจิน นางใจเต้นระรัวโดยไม่ทราบสาเหตุ สองมือกำเป็นหมัดแน่นอยู่ที่หน้าท้อง

เขาหันมองหน้านางอีกหน แม้นางจะมองไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงแววตาเย็นเยือกคู่นั้น นางรับรู้ได้เพียงแผ่นหลังตนเองชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ซ้ำร่างกายราวกับจะอ่อนยวบลงได้ทุกขณะ ทว่านางยังคงรวบรวมความกล้ามองตรงไปยังใบหน้าที่มีงอบปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ราวกับทำเช่นนี้แล้วจะมองเห็นดวงตาเขาได้อย่างไรอย่างนั้น “เจ้าเป็นคนของหน่วยตงฉ่างหรือ”

“กล้าเอ่ยนามจริงของหน่วยตงฉ่างตรงๆ เสียด้วย? ขวัญกล้าไม่เบาทีเดียว”

นอกจากไม่แยแสหน่วยตงฉ่างแล้ว ยังกล่าววาจากระทบกระเทียบนางอีก เขาคงไม่ใช่คนของหน่วยตงฉ่าง บางทีคงจะเป็นสหายของผู้ตาย อ้ายจื่อจินคิดเช่นนี้ หลังตรึกตรองอีกครู่จึงถามว่า “เจ้ารู้จักเขา?”

คนผู้นั้นเดินตรงไปด้านหน้า ตอนเข้าใกล้อ้ายจื่อจินก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนเดินเฉียดไหล่นางผ่านไป คุกเข่าโขกศีรษะที่หน้าหลุมศพ ก่อนจะยืนขึ้นช้าๆ จ้องอ้ายจื่อจินแล้วถามอย่างเย็นชา “เขาอายุราวสามสิบ รูปหน้าค่อนข้างยาว มุมปากขวามีไฝดำเม็ดหนึ่งใช่หรือไม่”

อ้ายจื่อจินพยักหน้า รู้สึกว่าน้ำเสียงของบุรุษผู้นี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน นางชำเลืองมองอีกครู่ พลันรู้สึกว่าที่จริงกรามล่างของเขาก็ดูคุ้นตายิ่งนัก แต่อย่างไรนางก็ยังนึกไม่ออก คล้ายมีของชิ้นหนึ่งถูกนางทอดทิ้งไว้ที่มุมห้อง ยามต้องการขึ้นมา ไม่ว่าจะพยายามค้นหาอย่างไรก็ยังคงหาไม่พบ

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง แม้ดวงตาสองข้างจะถูกกั้นไว้ด้วยงอบ กระนั้นก็ยังประดุจดาบอันคมกริบ

อ้ายจื่อจินรับรู้สายตานั้นได้เช่นกัน ทว่านางไม่รู้ว่าตนเองเคยไปล่วงเกินบุรุษผู้นี้ไว้ตั้งแต่เมื่อใด อาจเพราะสายตาหาญกล้าของตนเช่นนี้เสียมารยาทเกินไปกระมัง

ที่จริงนางหาใช่สตรีที่ชอบชายตาดูบุรุษแปลกหน้าเสียหน่อย อ้ายจื่อจินหน้าแดงอยู่บ้าง เบือนหน้าไปเล็กน้อย

ชายหนุ่มถามนางเสียงเย็น “ก่อนตายเขาพูดอะไรกับเจ้า”

ในใจพลันดิ่งวูบ ขณะที่ใบหน้าอ้ายจื่อจินยังคงเรียบเฉย นางเพียงหมุนตัวและแสร้งทอดตามองไปยังที่ไกลออกไป พลางเอ่ยเนิบช้า “ไม่พูดอะไรทั้งนั้น”

นางรู้ว่าบุรุษผู้นี้ไม่มีทางเชื่อ แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเดินเข้ามา กระทั่งประชิดกับแผ่นหลังของนาง ความเร็วนี้รวดเร็วเกินไปแล้ว ครั้นนางตั้งสติได้ก็รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนของเขาพ่นรดอยู่ที่หลังหูตนเอง นางรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว

“เขาไม่พูดอะไรเลยจริงหรือ”

นี่สมควรเป็นการหยอกเอินกระมัง กระนั้นอ้ายจื่อจินก็ยังรู้สึกคุ้นเคย ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงรู้สึกลนลานเสียได้ ปกตินางที่มักจะสุขุมเยือกเย็นมาแต่ไหนแต่ไร ทว่ายามนี้กลับมีใบหน้าขาวซีดอย่างเหนือความคาดหมายเสียได้

อ้ายจื่อจินถอยร่นไปตามสัญชาตญาณ แต่แล้วเอวก็ถูกอีกฝ่ายโอบเอาไว้ “เจ้าจะทำอะไร”

อ้ายจื่อจินอดรนทนไม่ไหวอีกแล้ว แขนของชายหนุ่มรัดนางแน่นหนาราวกับเปี่ยมด้วยโทสะนับหมื่นพัน นางถูกบังคับให้ต้องเข้าใกล้เขา ยามนี้จึงได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วดุจรัวกลอง นางทั้งอับอายและเดือดดาลกระทั่งเอ่ยคำใดไม่ออก

ในดวงตาเขาคล้ายกับมีเปลวไฟลุกโชนทะลุผ่านปีกงอบออกมาแผดเผาดวงตาของนาง อ้ายจื่อจินยกมือปิดป้องหน้าอกตนเองไว้โดยไม่รู้ตัว และใช้มืออีกข้างขวางกั้นระยะห่างที่ใกล้ขึ้นทุกขณะระหว่างนางกับเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง

เพลิงโทสะของเขาค่อยๆ มอดลงไปทีละน้อย ในที่สุดเพราะการจ้องเขม็งอย่างไม่ยอมอ่อนข้อของอ้ายจื่อจิน ทำให้ท่อนแขนที่โอบเอวนางอยู่พลันคลายออก ร่างนางก็หงายหลังตามไปด้วย อ้ายจื่อจินหวาดกลัวอยู่บ้าง ราวกับได้ยินเสียงท้ายทอยกระแทกพื้นดังสนั่น ทว่าพริบตาที่จะกระแทกกับพื้น มือซึ่งเมื่อครู่จะหักเอวนางก็ยื่นมาอีกครั้ง ทั้งยังประคองนางขึ้นมายืนด้วยท่าทางที่อ่อนโยนยิ่ง หลังจากนั้นบุรุษประหลาดผู้นี้ก็ไม่พูดไม่จา เพียงหมุนตัวเดินลงจากเขาไป

อ้ายจื่อจินอกสั่นขวัญหาย กลัวว่าตนเองจะไปกระตุ้นให้เขากลับมาทำเรื่องประหลาดอีก นางจึงจำใจยืนนิ่งอยู่บนยอดเขา มองเงาหลังอันโดดเดี่ยวนั้นเดินลงเขาไป

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา เสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างร้อนรนก็ลอยขึ้นมาจากด้านล่างของเขา อ้ายจื่อจินฟังแล้วก็รู้ว่านั่นเป็นเสียงของสี่เอ๋อร์ สาวใช้จวนสกุลถังที่มักจะมาซื้อยาที่สำนักซิ่งหลิน นางจึงรีบวิ่งไปยังต้นเสียง พอเดินมาถึงเชิงเขา อ้ายจื่อจินก็มองเห็นสี่เอ๋อร์ยืนกระวนกระวายอยู่ใต้ต้นไป่ได้แต่ไกล

สี่เอ๋อร์เองก็มองเห็นอ้ายจื่อจินแล้วเช่นเดียวกัน นางรีบปรี่มาหาด้วยความดีใจ รีบเอ่ย “แม่นางอ้าย ฮูหยินสี่ล้มป่วย รีบไปช่วยนางด้วยเจ้าค่ะ!”

มองตามนิ้วของสี่เอ๋อร์ไป อ้ายจื่อจินก็เห็นเจิ้งหนานชิงซึ่งเป็นฮูหยินลำดับที่สี่ของเจ้าเมืองสกุลถังกำลังนอนราบอยู่ใต้ต้นไป่ และที่น่าตกใจก็คือข้างกายคนที่นอนอยู่ยังมีบุรุษสวมงอบนั่งยองอยู่อีกด้านหนึ่ง นางเห็นเขาจับแขนเสื้อเจิ้งหนานชิงคล้ายตั้งใจจะเลิกขึ้น ด้วยนึกว่าบุรุษประหลาดที่สวมงอบผู้นี้คิดจะลวนลาม นางจึงรีบปราดเข้าไป ไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากที่ใดไปผลักเขาออก และตะโกนเสียงดัง “เจ้ากำลังทำอะไร!”

“เจ้าคิดว่าข้ากำลังทำอะไรเล่า” บุรุษผู้นั้นชายตามองนางอย่างเยาะหยัน ก่อนก้มหน้าตรวจอาการต่อ

สี่เอ๋อร์ลุกลนแก้ต่าง “จอมยุทธ์ท่านนี้ต้องการช่วยฮูหยินสี่เจ้าค่ะ เมื่อครู่ฮูหยินสี่หลั่งเหงื่อเย็นไม่ขาดสาย แต่พอเขานวดแค่ไม่กี่ครั้ง เหงื่อของฮูหยินสี่ก็น้อยลงมากแล้ว”

ที่แท้ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือนี้จึงเร่งรุดเดินมาถึงเชิงเขา

ในใจอ้ายจื่อจินรู้ว่าเข้าใจเขาผิดไปแล้ว นางอดหน้าร้อนผ่าวไม่ได้ บุรุษผู้สวมงอบเห็นนางไม่กล่าวคำ จึงเอ่ยขึ้นอย่างหยิ่งยโส “อย่าเอาแต่ขวางมือขวางเท้าตรงนี้ มัวอึ้งอยู่ทำไม เหตุใดยังไม่รีบมาช่วยอีก” กล่าวจบก็ล้วงกระเป๋าเข็มออกมาจากอก แล้วโยนก้อนอ้ายหรง ให้อ้ายจื่อจินก้อนหนึ่ง

อ้ายจื่อจินถูกเขาเรียกเช่นนี้พลันได้สติในที่สุด ทางหนึ่งเขาก็แทงเข็มบาง อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วให้เจิ้งหนานชิงที่จุดไท่ชง จุดหางเจียนบริเวณเท้า และจุดจู๋ซานหลี่บริเวณใต้เข่า ทางหนึ่งสั่งอ้ายจื่อจินไปด้วย “รีบรมยาที่จุดกวนหยวนกับจุดชี่ไห่ของนาง”

อ้ายจื่อจินรมยาไปพลางสังเกตการเคลื่อนไหวของเขาไปพลาง เห็นเขามีฝีมือช่ำชอง แทงเข็มถอนเข็มว่องไวดุจวายุพัด มีจุดหลายจุดที่เขาใช้วิธีแทงเข็มคาไว้ มีหลายจุดที่ใช้การฝังและถอนเข็มอย่างรวดเร็วราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าว จากประสบการณ์การเป็นหมอมาหลายปีของอ้ายจื่อจิน บุรุษผู้นี้มีประสบการณ์ในการรักษาอย่างมาก กระทั่งเทียบกับหลินเต๋ออีแล้ว คนผู้นี้ก็ยังอยู่เหนือชั้นยิ่งกว่า หากปราศจากการฝึกฝนหลายสิบปีไม่มีทางบรรลุถึงระดับนี้ได้แน่ แต่ดูจากลักษณะเขาแล้วน่าจะอายุราวสามสิบปีเท่านั้น หากจะฝึกปรือก็คงต้องเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเยาว์ ทว่าผู้ที่จะฝึกฝนการฝังเข็มและการรมยาตั้งแต่ยังเล็กล้วนแต่เกิดในตระกูลแพทย์ หรือไม่ก็คารวะเป็นศิษย์ตระกูลแพทย์ฝังเข็มรมยาสักแห่งตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งตระกูลแพทย์ฝังเข็มรมยาที่นางรู้จักนั้น เห็นจะมีเพียงโรงแพทย์จิงเฉิงที่มีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ในยุคหนึ่งของเมืองหลวง ทว่าโรงแพทย์จิงเฉิงเมื่อเจ็ดปีก่อนได้…

คิดถึงตรงนี้อ้ายจื่อจินพลันสลดใจลงเล็กน้อย ทั้งความสงสัยก็ตามมา อดชำเลืองมองคนผู้นั้นอีกไม่ได้ งอบของเขายังคงกดต่ำยิ่ง มุมปากมุ่งมั่นเม้มเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอ่ยเสียงเย็น “ดูพอหรือยัง”

อ้ายจื่อจินหน้าร้อนผ่าว เลื่อนสายตาหนีอย่างลนลาน

“ฮูหยินสี่ ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว! ขอบคุณฟ้าดิน อมิตาภพุทธ!” เสียงร้องตกใจของสี่เอ๋อร์ช่วยคลี่คลายความเก้อเขินของคนทั้งสองได้พอดี อ้ายจื่อจินหันไปเห็นเจิ้งหนานชิงลืมตาขึ้นช้าๆ

“ที่นี่…คือที่ใด” นางถามอย่างอ่อนแรง

“ที่นี่คือเขาไป๋อวิ๋น” สี่เอ๋อร์ประคองเจิ้งหนานชิงลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ชี้ไปยังบุรุษที่สวมงอบพลางเอ่ย “ผู้กล้าท่านนี้ช่วยท่านเอาไว้เจ้าค่ะ!” นางนิ่งคิดอยู่ชั่วอึดใจก็ชี้ไปทางอ้ายจื่อจินแล้วเอ่ยว่า “อ้อ ยังมีแม่นางอ้ายช่วยด้วยเจ้าค่ะ”

เจิ้งหนานชิงค่อยนึกเรื่องที่ตนเองเป็นลมขึ้นมาได้ ก่อนจะยิ้มขวยเขินให้เขา “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณยิ่งนัก”

“เรื่องเล็กน้อย ฮูหยินอย่าเก็บไปใส่ใจ” เขาตอบอย่างนุ่มนวล เปลี่ยนจากท่าทีเย็นชาตอนสนทนากับอ้ายจื่อจินเมื่อครู่นี้ลิบลับ “ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ ทั้งพบเจอเรื่องน่ากลัวจึงได้หมดสติกะทันหัน”

“ท่านผู้กล้า ท่านช่างเก่งกาจโดยแท้ ฮูหยินสี่ของข้าเห็นเชือกเส้นนั้นเป็นงูถึงได้เป็นลมไป” สี่เอ๋อร์มองชายหนุ่มอย่างเลื่อมใส ชี้ไปที่เชือกป่านเส้นหนึ่งซึ่งแขวนอยู่บนกิ่งไม้ เห็นเพียงเชือกเส้นนั้นผูกปมอยู่สองสามปม แต่ละปมล้วนมีลักษณะที่ประหลาดพิสดาร

ทันทีที่บุรุษผู้สวมงอบเห็นเชือกเส้นนี้ก็ราวกับถูกดึงดูดจิตวิญญาณไป เขานิ่งงันไม่ไหวติง คนที่เหลือเห็นเขามีอาการเช่นนี้ก็ลอบสงสัย

เนิ่นนานเจิ้งหนานชิงจึงเรียกขึ้นเสียงเบา “ผู้มีพระคุณ…”

บุรุษผู้สวมงอบประหนึ่งไม่ได้ยิน เพียงเดินไปทางเชือกเส้นนั้น พลางเอื้อมมือไปลูบปมประหลาดทุกปมบนเชือกป่านอย่างช้าๆ ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยกับการกระทำของเขา จู่ๆ เขาก็หันหน้ากลับมา ท่าทีจริงจังเมื่อครู่นี้ไม่เหลือให้เห็นอีก “ฮ่าๆ มีเชือกเช่นนี้แขวนอยู่ที่นี่ อย่าว่าแต่ฮูหยินเลย แม้แต่ข้าก็คงมองผิด ในเมื่อฮูหยินไม่เป็นอะไรแล้วก็รีบกลับเสียเถิด หากช้ากว่านี้ฝนจะตกลงมาเสียก่อน” ตอนเขากล่าวประโยคนี้ราวกับมองไม่เห็นอ้ายจื่อจินเลยสักนิด สายตาจับจ้องอยู่แค่เจิ้งหนานชิงพร้อมแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น

“ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของผู้มีพระคุณ…”

“ชื่อชาวบ้านชนบท ไหนเลยควรค่าแก่การเอ่ยถึง ขอฮูหยินเชิญกลับเถิด”

“จริงด้วยเจ้าค่ะ ฮูหยินสี่ พวกเรารีบกลับกันเถอะ ป่านนี้เหล่าถังที่รออยู่ที่วัดคงร้อนใจแย่แล้ว หากยังช้าอีกใต้เท้าจะส่งคนมาตามหาเอานะเจ้าคะ” สี่เอ๋อร์เอ่ยเตือนเสียงเบาอยู่ด้านข้าง

เจิ้งหนานชิงยังลังเลอยู่บ้าง พักใหญ่ถึงค่อยเอ่ยอย่างจริงใจ “เช่นนั้น…หนานชิงขอตัวก่อน หากผู้มีพระคุณมีความประสงค์ใด โปรดมาหาข้าที่จวนสกุลถังที่เขาเป่ยกู้ได้” กล่าวไปนางก็ยื่นปิ่นเงินอันหนึ่งใส่มือบุรุษผู้นั้น และหันไปเอ่ยกับอ้ายจื่อจิน “ครั้งนี้ลำบากแม่นางอ้ายด้วยเช่นกัน วันหน้าหนานชิงจะไปเยือนเพื่อขอบคุณถึงที่”

บุรุษผู้สวมงอบได้ยินนางกล่าวว่าตนเองเป็นคนของจวนสกุลถัง เขาก็คาดเดาได้ว่าคนตรงหน้าคงมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเจ้าเมืองจึงรับปิ่นเงินมา และประสานมือเอ่ย “ฮูหยินสี่ รักษาตัวด้วย”

เจิ้งหนานชิงมองชายหนุ่มอย่างลึกซึ้งวูบหนึ่งก็หมุนตัวจากไป ส่วนอ้ายจื่อจินกลับยังไม่ไปไหน นางเพียงยืนมองบุรุษผู้นี้เงียบๆ อยู่ที่ด้านข้าง นัยน์ตาดำสนิทวาววับประหนึ่งมีถ้อยคำหมื่นพันแต่ไม่รู้ควรเริ่มเอ่ยจากที่ใด บุรุษผู้นั้นยังคงทำเป็นมองไม่เห็นนาง

เพียงชั่วพริบตาที่เจิ้งหนานชิงจากไป เขาก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเคร่งขรึมอีกครั้ง และเดินช้าๆ ไปยังเชือกป่านที่มัดเป็นปมอยู่ ก่อนจะยื่นมือไปกระชากเชือกอย่างแรง ปมเชือกแต่เดิมมิใช่เงื่อนตาย ไหนเลยจะทนต่อแรงป่าเถื่อนของเขาได้ หลังเสียงแควกดังขึ้น ปมก็คลายออก ความยาวของเชือกนี้ราวถูกคนวัดมาโดยละเอียด เมื่อปมเชือกคลายออกปลายเชือกก็ร่วงจรดกับพื้นพอดิบพอดีโดยไม่ขาดไม่เกิน

เรือนกายของชายหนุ่มพลันหยัดตรง นิ้วที่งอเล็กน้อยกำแน่น ข้อกระดูกลั่นดังกร๊อบ! พร้อมกันนั้นก็ค่อยๆ ขาวซีด บนหลังมือเขามีเส้นเลือดสีเขียวพลันปูดโปนขึ้น แต่ด้วยงอบปิดบังสายตาอันยากคาดเดาของเขาไว้ ไม่ว่าอ้ายจื่อจินจะพยายามสังเกตอย่างไร ก็สัมผัสได้เพียงกลิ่นอายฮึกเหิม โศกเศร้า และคั่งแค้นที่แผ่ซ่านรอบตัวเขาอย่างเลือนรางเท่านั้น

ฉับพลันเขาก็หันกายมาโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าใดๆ จ้องใบหน้าตกตะลึงของอ้ายจื่อจินอย่างเย็นชา “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอกคำสั่งเสียของคนผู้นั้น ข้าก็จะไม่บังคับ แต่เหตุใดเจ้าต้องฝังเขาไว้ที่เขาไป๋อวิ๋นลูกนี้ด้วย” ชายหนุ่มกล่าวไปพลางรุกประชิดนางไปพลาง ปีกงอบเฉียดผมหน้าม้าของอ้ายจื่อจิน นางได้ยินเสียงอันทุ้มต่ำของเขาผ่านข้างหูประหนึ่งอยู่ในความฝัน “เขาเคยพูดถึงเขาไป๋อวิ๋นกับเจ้าก่อนตายใช่หรือไม่”

อ้ายจื่อจินร่างกายเกร็งค้างไปทันใด สีหน้าแปรเปลี่ยนหมื่นพันในพริบตา

เห็นนางมีสีหน้าเช่นนี้ นึกว่านางยังสงสัยเขาอยู่ จึงกล่าวขึ้นมาว่า “หากข้าเป็นคนของพรรคเยียน จริง ตอนนี้เจ้าคงตายไปแล้ว” หลังจากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าให้เวลาเจ้าคิดหนึ่งราตรี พรุ่งนี้เวลานี้ ข้าจะรอเจ้าที่นี่”

ไม่รอให้อ้ายจื่อจินมีการตอบสนองใดๆ ในพริบตานั้นเขาก็ทะยานร่างสูงโปร่งหายลับไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย บนเขาไป๋อวิ๋นต้นไป่เขียวครึ้ม ทะเลหมอกหนาทึบ ประดุจทุกสิ่งเป็นเพียงความฝันของอ้ายจื่อจิน

ไม่ ไม่ใช่ฝัน!

อ้ายจื่อจินแบมือ ป้ายหยกชิ้นหนึ่งทอดตัวอย่างเงียบเชียบอยู่บนนั้น เป็นป้ายหยกที่นางคว้าได้จากเอวเขาก่อนที่เขาจะจากไป อ้ายจื่อจินค่อยๆ กำมือ นิ้วโป้งลูบไล้อย่างเชื่องช้าไปตามตัวอักษรที่สลักอยู่บนป้ายหยก ในดวงตาประหนึ่งปกคลุมด้วยหมอกบางชั้นหนึ่งที่ค่อยๆ หนาทึบขึ้นทุกที

 

(ติดตามตอนต่อไปวันที่ 5 ก.ย. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
sangdow Marcom: