X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักสามีสกุลดี สตรีมากวาสนา

ทดลองอ่าน สามีสกุลดี สตรีมากวาสนา บทที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 5

หลังเยี่ยเหมยทำให้เยี่ยหย่วนโมโหจนหนีไปด้วยความ ‘ไม่รู้’ ได้สองวัน สกุลเกาก็มีศึกใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ต้นเหตุย่อมมาจากเยี่ยเหมย

วันนั้นหลังจากหมอจับชีพจร เรื่องที่นางตั้งครรภ์ย่อมจะปิดไม่อยู่ เกาต้าเหอกับภรรยาของเขาล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ คิดถึงว่าเยี่ยเหมยช่วยชีวิตเกาซื่อฮวาเอาไว้ อีกทั้งเยี่ยหย่วนยังให้เงินมาอีกสองตำลึง จึงให้การดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารแก่เยี่ยเหมยเป็นพิเศษ ไม่เพียงสองมื้อในหนึ่งวันจะเพิ่มไข่หนึ่งฟองให้นาง แต่ยังเชือดไก่ให้หนึ่งตัวด้วย

เยี่ยเหมยไม่ใช่คนงกกิน จึงมักจะแบ่งให้เกาซื่อฮวากับเกาอู่ฮวาที่ยังเด็กกินด้วย วันเดียวก็ช่างเถอะ แต่กินอย่างนี้สองวันติดกัน ภรรยาเสี่ยวเหอก็กระโดดออกมาหาเรื่องอีก

หลังภรรยาต้าเหอผ่านเหตุการณ์ร้ายของเกาซื่อฮวามาก็ไม่เก็บปากเก็บคำเหมือนก่อนหน้านี้ นางหยิบท่าทีแข็งกร้าวเช่นสมัยก่อนออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เกาต้าเหอเองก็เห็นว่าตนเองมีความผิด จึงยืนเงียบๆ อยู่หลังภรรยา เพียงแต่ขณะบิดามารดาพูดคำว่า ‘แยกบ้าน’ ออกมา ตัวก็สั่นขึ้นมาน้อยๆ

อกตัญญูมีสามประการ หนักหนาที่สุดคือไร้ทายาทสืบสกุล เกาต้าเหอไม่มีบุตรชาย ขณะแยกบ้านจึงได้เพียงแปลงผักไม่ถึงครึ่งหมู่ด้านหลังบ้าน เรือนที่อยู่ก่อนหน้านี้ก็ต้องยอมยกห้องไปห้องหนึ่ง ส่วนพวกเป็ดไก่สัตว์เลี้ยงนั้น ทั้งๆ ที่เป็นของภรรยาต้าเหอและเหล่าบุตรสาวของนาง แต่สุดท้ายกลับได้มาเพียงไก่ตัวผู้ที่ออกไข่ไม่ได้ห้าตัว

ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้นอกเหนือจากความตกตะลึงแล้ว เยี่ยเหมยยังรู้สึกผิดยิ่งยวด ค้นของทั้งหมดในห่อสัมภาระแล้วก็เจอเพียงปิ่นเงินหนึ่งอัน แต่ใครเลยจะรู้ว่าพอยื่นใส่มือภรรยาต้าเหอ นางกลับยืนกรานไม่ยอมรับ

“อาเหมย แค่สองวันนี้เอาเสื้อผ้าเจ้ามาสองชุด ข้าก็แทบอยากขุดหลุมฝังตนเองแล้ว เจ้าก็เห็นว่าบ้านพวกข้าปัญหามากขนาดไหน อันที่จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดแม้แต่น้อย…”

ภรรยาต้าเหอพูดรัวออกมาชุดใหญ่ เยี่ยเหมยเองก็พอจะเข้าใจความหมาย ด้วยสภาพการณ์ของบ้านสกุลเกาในเวลานี้ แยกบ้านแล้วอาจจะดีขึ้น เพียงแต่พอเห็นภรรยาต้าเหอเชือดไก่อย่างคล่องแคล่ว หลังตุ๋นเสร็จยังยกมาให้ถึงมือตน เยี่ยเหมยก็รู้สึกปวดในอกอย่างเลี่ยงไม่ได้

“อาเหมย รีบกินเข้าเถอะ” ภรรยาต้าเหอยิ้มพลางกระตุ้นเยี่ยเหมย แววทุกข์ตรมที่หว่างคิ้วไม่ได้หนักหนาถึงเพียงนั้นแล้ว นางมองเยี่ยเหมยดื่มน้ำแกงพลางรำพึงกับตนเอง “กินไก่อย่างเดียวไม่ได้ วันพรุ่งต้องรีบไปตลาด นำไก่ในบ้านไปขายสักสองตัวแลกเนื้อหมู เกลือ และน้ำมันกลับมา ให้ต้าเหอเข้าเมืองไปดูว่ามีงานเหมาะๆ ให้ทำหรือไม่ ปีกลายจินฮวาก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเอาอย่างไร…”

ภรรยาต้าเหอให้กำเนิดบุตรสาวห้าคน ล้วนมีคำว่า ‘ฮวา’ อยู่ในชื่อ เรียงตามลำดับได้แก่ จินฮวา เอ้อร์ฮวา ซานฮวา ซื่อฮวา อู่ฮวา คนโตสุดอายุสิบหก เล็กสุดอายุหกขวบ ที่ดอกไม้เหล่านี้ใกล้จะออกเรือนอยู่รอมร่อ แต่กลับถูกแยกบ้านออกมา สาเหตุหนึ่งในนั้นย่อมมิแคล้วภรรยาเสี่ยวเหอไม่อยากออกค่าสินเจ้าสาว

เยี่ยเหมยฟังแล้วให้เศร้าใจ ลอบสาบานในใจเงียบๆ ว่าจะต้องคิดหาวิธีทำให้เหล่าดอกไม้มีสินเจ้าสาวให้ได้โดยเร็วที่สุด แน่นอนว่าไม่อาจให้เลือดเนื้อในท้องนางก้อนนี้มีชีวิตอย่างยากจนข้นแค้นเพียงนี้ต่อไปได้เช่นกัน

ต่อมาภายหลังเยี่ยเหมยถึงได้รู้ว่าตลาดที่ภรรยาต้าเหอพูดถึงมีสองแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ทางใต้ของตำบลหยางหลิ่ว อีกแห่งอยู่ทางเหนือของเมืองเซิ่งโจว ตำบลหยางหลิ่วเป็นเมืองเล็ก ซื้อพวกของใช้ในชีวิตประจำวันจะได้ราคาค่อนข้างถูก แต่ถ้าต้องการขายของหรือหางานทำก็ต้องไปเมืองเซิ่งโจวที่เป็นเมืองใหญ่

ตามหลักแล้วหมู่บ้านเกาจยาที่อยู่ติดเมืองใหญ่สมควรจะต้องเจริญคึกคัก แต่กลับดันมีปัญหาที่การสัญจร

ระหว่างหมู่บ้านเกาจยากับเมืองเซิ่งโจวมีทะเลสาบคดเคี้ยวกั้นกลาง ลักษณะพื้นที่ผิวทะเลสาบมีความสลับซับซ้อน ไม่อาจล่องเรือใหญ่ได้โดยสิ้นเชิง อีกทั้งพอถึงฤดูร้อน น้ำในทะเลสาบสูงขึ้นพรวดพราด ก็ไม่มีวิธีเดินทางสัญจรได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้นหลายปีมานี้ในทะเลสาบระหว่างหมู่บ้านเกาจยากับเมืองเซิ่งโจวจึงมีเรือวิ่งเป็นครั้งคราวอยู่เพียงลำเดียว

ส่วนจากเมืองเซิ่งโจวไปตำบลหยางหลิ่วนั้นแม้จะต้องวนอ้อม แต่ผิวถนนราบเรียบและมีรถม้ารับจ้างบรรทุกคนวิ่งอยู่เป็นระยะ ราคาก็ไม่แพง แต่จะว่าไปแล้วครอบครัวชาวนาจะมีใครไปอำเภอไปเมืองใหญ่กันทุกวัน อย่างเก่งก็ไปซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันบางอย่างที่ตำบลเท่านั้น

เกาต้าเหอเป็นคนขยันขันแข็ง นอกจากดูแลพืชผักแล้วก็ยังทำงานเป็นช่างไม้ด้วย เรื่องถ่อเรือยิ่งทำเป็นนานแล้ว พอได้ยินภรรยาบอกว่าจะไปเมืองใหญ่ก็รีบไปยืมเรือจากบ้านท่านสามเกาทันที

ทั้งหมู่บ้านเกาจยามีแค่บ้านท่านสามเกาที่เหลือกินเหลือใช้จนมีเงินซื้อเรือประทุนลำเล็กได้ แต่ก็ได้ใช้น้อยครั้งนัก หากต้องการใช้ต้องมาบอกล่วงหน้า ซ้ำต้องทำการตรวจดูซ่อมแซมก่อนวันสองวันถึงจะนำออกใช้ได้

นับแต่สืบได้ข่าวนี้มา เยี่ยเหมยก็เริ่มนั่งไม่ติดอยู่บ้าง ถึงอย่างไรอยู่ในห้องก็ต้องฟังภรรยาเสี่ยวเหอชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว สู้ออกไปทางเข้าหมู่บ้านคอยมองหาเยี่ยหย่วนที่บอกจะนำค่าใช้จ่ายมาให้แต่ยังไม่มาเสียทียังดีเสียกว่า

ด้านเยี่ยหย่วนมิได้ทำให้เยี่ยเหมยต้องผิดหวัง เขามาถึงในเช้าวันที่เตรียมตัวจะไปเมืองใหญ่พอดี เขาที่เดินทางฝ่าความยากลำบากมา หาได้นำก้อนตำลึงเงินมาไม่ เพียงแต่ให้กระเป๋าที่ใส่เหรียญสำริดไว้หลายสิบเหรียญแก่เยี่ยเหมย บนใบหน้ายังคงทำสีหน้าเดียดฉันท์ “ไฉนท่านถึงยังผอมโกรก พวกเขาไม่ได้ให้ท่านกินเนื้อหรือ”

“อาหย่วน เจ้าไม่ได้เปลี่ยนสักชุดบนตัวมานานเท่าไรแล้ว” เยี่ยเหมยได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวน้อยๆ เมื่อมองดูอย่างละเอียดถึงพบว่าเยี่ยหย่วนดูเหมือนจะยังใส่ชุดเดิมเมื่อห้าวันก่อน บนรองเท้าผ้าสีดำเปื้อนเต็มไปด้วยโคลน

เยี่ยหย่วนมีสีหน้าอึ้งงันไป ก่อนจะเชิดจมูกพูดด้วยสีหน้ารำคาญ “ท่านไม่ต้องยุ่ง!”

“ไม่กี่วันมานี้เจ้าไม่ได้ไปสำนักศึกษาและก็ไม่ได้กลับบ้านเลยใช่หรือไม่” เห็นเขามีท่าทางเช่นนี้ เยี่ยเหมยก็แจ้งใจในฉับพลัน จึงถลึงตากว้าง

“ท่านรู้ได้อย่าง…” หนุ่มน้อยอายุสิบสองสิบสามไหนเลยจะมีความคิดแยบคายอะไร พอได้ยินเช่นนี้ก็ย้อนถามโดยจิตใต้สำนึก ทว่าพูดไปได้ครึ่งเดียวเสียงกลับขาดหายไป เบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วน ไม่กล้ามองสีหน้าของเยี่ยเหมย

“เจ้า…เจ้า…เหตุใดเจ้าจึงทำตัวเช่นนี้ อี๋เหนียงมิใช่บอกว่าเจ้าเรียนดี ปีกลายหลังสอบท่านพ่อยังส่งเจ้าไปศึกษาที่สำนักศึกษาปั้นซานเป็นพิเศษหรือไร แล้วเจ้าจะไม่ไปเรียนได้อย่างไร” เยี่ยเหมยหมุนตัวกลับไปกลับมาอยู่ที่เดิมด้วยความโมโหกระหืดกระหอบ พลันนึกถึงเงินสองตำลึงที่ไม่กี่วันก่อนเขามอบให้ภรรยาต้าเหอขึ้นมาได้ก็ดึงตัวเยี่ยหย่วนมาเผชิญหน้ากับตนเองทันที “สองตำลึงนั้นเป็นค่าเล่าเรียนหรือค่ากินอยู่ของเจ้า?” คิดเทียบตามหน่วยเงินของอาณาจักรต้าฉี่ เงินสองตำลึงก็เท่ากับสองพันอีแปะเข้าไปแล้ว

“ค่ากินอยู่” ถูกดวงตารูปเมล็ดซิ่งอันวาววับของเยี่ยเหมยจ้องมอง เยี่ยหย่วนก็บอกความจริงออกมาโดยไม่รู้ตัว พูดจบก็คิดจะดิ้นให้หลุดจากมือของอีกฝ่าย “ชายหญิงไม่แตะเนื้อต้องตัวกัน ยื้อยุดฉุดดึงเช่นนี้มีอย่างที่ไหน”

“ไม่ได้ เจ้าต้องกลับไปสำนักศึกษา” เยี่ยเหมยใช้เรี่ยวแรงอย่างมากเพื่อจับตัวเยี่ยหย่วนไว้ เขาเองก็ไม่กล้าดิ้นรนอีกด้วยกลัวจะไม่ระวังทำให้นางบาดเจ็บ หากแต่นี่มิได้หมายความว่าเขาต้องยอมเชื่อฟังเยี่ยเหมย

เยี่ยหย่วนส่ายหน้าโดยไม่ต้องคิด “ข้าบอกกับท่านพ่อแล้วว่าถ้าเขาไม่ให้ท่านกลับไป ตัวข้าก็จะไม่กลับเช่นกัน! ท่านวางใจเถอะ ข้าหาเงินได้ พวกเราไม่อดตายหรอก”

“เด็กอย่างเจ้าไฉนจึงไม่รู้ความปานนี้” แม้ปากจะบ่นว่าเยี่ยหย่วน แต่เยี่ยเหมยรู้ว่าน้ำตาของตนไหลลงมาอย่างไม่ได้ความแล้ว นางมีบุญมีวาสนาอะไร พอมาถึงก็ได้ครอบครองร่างผู้อื่น ได้ลูกมาง่ายๆ อีกทั้งยังได้น้องชายที่ชวนให้คนรักใคร่เอ็นดูเพียงนี้มาอีกคน

“ไม่ได้ สำนักศึกษาปั้นซานอยู่ที่ใด ข้าจะส่งเจ้ากลับไป”

“สำนักศึกษาปั้นซานก็อยู่นอกเมืองเซิ่งโจวนั่นอย่างไร” เยี่ยหย่วนพลันงันไป แววตาที่มองเยี่ยเหมยระคนความสงสัยอยู่บ้าง

บางครั้งการอธิบายก็คือการปิดบังอำพราง เยี่ยเหมยจึงทนรับสายตาสงสัยของเยี่ยหย่วนโดยไม่ได้พูดอะไรให้มากความ แต่กลับลากตัวเขาตามภรรยาต้าเหอไปริมฝั่งน้ำ เตรียมตัวข้ามทะเลสาบ

บนสะพานไม้เทียบเรือมีคนหลายคนมารออยู่แล้ว นอกจากท่านสามเกาผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่เยี่ยเหมยเคยพบแล้ว ยังมีสตรีตั้งครรภ์ท้องกลมโตอีกคน รวมไปถึงชายหนุ่มที่ประคองสตรีนางนั้นด้วย ดูท่าทางจะเป็นสามีภรรยากัน

ระหว่างที่เกาต้าเหอทำการตรวจสอบเรือครั้งสุดท้าย ภรรยาต้าเหอก็เอนตัวมาข้างหูเยี่ยเหมย กระซิบบอกสาเหตุที่บุตรชายคนเล็กของท่านสามเกากับภรรยาของเขาจะไปเมืองเซิ่งโจวได้แทบไม่ตกหล่น

ที่แท้ท่านสามเกาสามีภรรยาก็รักใคร่โปรดปรานบุตรชายคนเล็กที่ได้มาเมื่ออายุสี่สิบผู้นี้ที่สุด เลือกเฟ้นภรรยางดงามที่ถูกใจนางนี้ให้เขาอย่างดี ครั้นเห็นว่าภรรยาเกาเสียงตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว ทั้งตัวคนไม่เพียงไม่อ้วนขึ้น แต่กลับผอมลงมาก สีหน้าก็ดูไม่ดีอย่างยิ่ง หมอสองคนจากตำบลหยางหลิ่วตรวจดูอาการก็ยังไม่เขียนใบสั่งยาง่ายๆ

ในยุคสมัยนี้ ถ้าหมอไม่เขียนใบสั่งยาให้ก็เท่ากับยอมรับว่าฝีมือไม่ถึง รักษาคนไข้ผู้นี้ไม่ได้ ทำให้ไม่เพียงเกาเสียงกับภรรยาของเขาตกใจจนสะดุ้ง แต่ทั้งบ้านสกุลเกาก็พลอยอกสั่นขวัญแขวนไปกันหมด กลัวว่านางจะเป็นอะไรไปเฉียบพลันจนแม้แต่เด็กก็จะตายไปด้วย

เพื่อเลี่ยงไม่ให้เรื่องพรรค์นั้นเกิดขึ้น ท่านสามเกาจึงตั้งใจจะพาสะใภ้ไปเมืองเซิ่งโจวเพื่อให้หมอตรวจดูสักหน่อย

“ภรรยาต้าเหอ ไฉนเจ้าจึงพานางมาด้วย” ท่านสามเกาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเกาจยา มีไปมาหาสู่กับผู้ดูแลคฤหาสน์สกุลเยี่ยอยู่บ้าง วันนั้นหลังจากเยี่ยเหมยแสดงฝีมือช่วยชีวิตเกาซื่อฮวา เขายังเคยคิดจะผูกมิตรกับสตรีไม่ธรรมดานางนี้ แต่ไม่คาดว่าหลังจากนั้นจะได้ยินเรื่องที่เยี่ยเหมยถูกถ่วงน้ำเนื่องจากท้องก่อนแต่งแต่ไม่ตาย ซ้ำยังถูกไล่ออกจากบ้าน

เขาเป็นคนเถรตรง ไม่ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น หากแต่ก็ทนรับเรื่องโสมมไม่ได้เช่นกัน การไม่ยุ่งเกี่ยวไม่สนใจนับว่าเป็นการปรานีเยี่ยเหมยอย่างที่สุดของเขาแล้ว แต่เขาไม่คิดจะให้บุตรชายสุดที่รักกับลูกสะใภ้ต้องร่วมโดยสารเรือลำเดียวกับนาง

“ท่านสามเกา ขออภัยด้วย ข้าเพียงแต่อยากไปส่งน้องชายกลับสำนักศึกษาปั้นซานเท่านั้น จากตำบลหยางหลิ่วไปอำเภอแล้ววกไปเมืองเซิ่งโจวต้องเสียเวลามากเกินไป ข้าจึงได้ขอให้อาสะใภ้ต้าเหอพาพวกข้าไปด้วย” เยี่ยเหมยไม่อยากให้เกาต้าเหอสามีภรรยาที่อยู่ในหมู่บ้านมาตลอดต้องถูกต่อว่า จึงเป็นฝ่ายก้าวมาอธิบาย

ท่านสามเกาขมวดคิ้วน้อยๆ คล้ายว่ายังอยากจะพูดอะไร แต่ภรรยาเกาเสียงที่พิงอยู่ในอ้อมแขนเกาเสียง แม้แต่จะยืนยังลำบากนั้นกลับพลันกล่าวกับท่านสามเกา “ท่านพ่อ ช่วยผู้อื่นก็เท่ากับช่วยตนเอง ถึงอย่างไรก็เป็นทางเดียวกัน ช่วยพวกนางสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

ภรรยาเกาเสียงอาการไม่ดีอย่างยิ่ง เคยมีหมอบอกต่อท่านสามเกาเป็นนัยให้เตรียมใจเรื่องหนึ่งศพสองชีวิต เรื่องนี้ทำให้แม้แต่ท่านสามเกาที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางเทพยดามาแต่ไหนแต่ไรยังลอบขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง เมื่อได้ยินลูกสะใภ้ขอร้องแทนผู้อื่นก็คิดว่านางอาจจะมีชีวิตได้อีกไม่นานแล้ว ท่านสามเกาจึงพยักหน้าด้วยสีหน้าเข้ม ซ้ำสั่งเยี่ยเหมยกับเยี่ยหย่วนว่า “พวกเจ้าไปนั่งท้ายเรือ อย่ามาเบียดลูกสะใภ้ข้า”

ถึงท่านสามเกาไม่สั่งเช่นนี้ เยี่ยเหมยก็ย่อมจะระวังอยู่แล้ว เนื่องจากภรรยาเกาเสียงผ่ายผอมอ่อนแอเกินไปจริงๆ ผิวหนังเป็นสีเหลืองซีด อยู่ภายใต้แสงอ่อนๆ ก่อนรุ่งสาง นางยิ่งดูอ่อนแอจนเหมือนจะปลิวจากไปได้ทุกเมื่อ

เรือแล่นบนน้ำได้ราบรื่นมั่นคง ไม่กี่คนที่เพิ่งขึ้นเรือมาต่างนิ่งเงียบ ผ่านไปพักหนึ่งเยี่ยเหมยที่กำลังพิงภรรยาต้าเหอสะลึมสะลือใกล้หลับพลันได้ยินภรรยาเกาเสียงพูดบางอย่างเสียงแผ่วอ่อน เมื่อมองดูดีๆ ก็พบว่านางให้เกาเสียงช่วยบังสายตาคนอื่น ส่วนตนเองก็ยกมือเกาท้อง แต่ทว่าแรงและความถี่ที่เกาทำให้เยี่ยเหมยตกใจ ดูท่าทางภรรยาเกาเสียงจะอดทนมานานแล้ว

“พี่สะใภ้เสียง ท่านคันตัวมานานเท่าใดแล้ว” ท่าทางเกาที่คันของนางทำให้เยี่ยเหมยใจกระตุก พลันนึกถึงโรคที่เกิดกับหญิงมีครรภ์โรคหนึ่งขึ้นได้ เพียงแต่นางยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความลังเล

“ราวหนึ่งเดือนแล้วกระมัง” ภรรยาเกาเสียงยิ้มเก้อกระดากให้เยี่ยเหมย ในแววตาเปี่ยมไปด้วยแววอบอุ่น พลางพูดเสียงเบา “ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เจ้าไม่รู้อะไร ตอนแรกเริ่มคันที่ท้อง ตอนนี้กลายเป็นคันไปทั้งตัว มือเท้าก็แทบจะเกาจนเยินแล้ว ยิ่งตอนกลางคืนยิ่งคันจนนอนไม่หลับทั้งคืน”

เยี่ยเหมยยิ่งสงสัยหนักขึ้น ดูจากเวลาเกิดโรคและอาการโรคของภรรยาเกาเสียงเหมือนเป็นภาวะน้ำดีอุดตันในตับขณะตั้งครรภ์อย่างยิ่ง โรคชนิดนี้ไม่เพียงจะส่งผลต่อการพักผ่อนและการใช้ชีวิตของสตรีมีครรภ์ ยังจะทำให้เกิดอาการตกเลือดและเด็กตัวเหลืองหลังคลอดด้วย

ชาติก่อนตอนเยี่ยเหมยเป็นพี่เลี้ยงเด็กเคยดูแลคุณแม่หลังคลอดและทารกแรกคลอดที่มีอาการเช่นนี้ สมัยศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดซึ่งการแพทย์พัฒนาแล้วยังนับเป็นโรคความเสี่ยงสูงสำหรับสตรีมีครรภ์ มาเกิดขึ้นในยุคสมัยที่การแพทย์ล้าหลังไหนเลยจะมิใช่การตัดสินโทษตายให้ว่าที่มารดาผู้อ่อนโยนนางนี้

ภรรยาเกาเสียงเห็นเยี่ยเหมยอึ้งงันไปก็นึกว่าตนทำให้สตรีงดงามที่มีครรภ์เช่นเดียวกันนางนี้ตกใจเข้าแล้ว จึงยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยน ตบที่นั่งข้างตัวพลางว่า “ท้ายเรือลมแรง น้องเยี่ยมานั่งตรงนี้จะดีกว่า พวกเราสองคนจะได้คุยกันสะดวก จริงสิ พ่อของเด็กเล่า ไฉนจึงไม่ได้มากับเจ้า”

เยี่ยเหมยกับเยี่ยหย่วนไม่ได้บอกเรื่องฐานะของตนต่อคนในหมู่บ้านเกาจยา เพียงแต่บอกว่ามาหาญาติแต่ไม่พบ จึงพักอยู่บ้านเกาต้าเหอชั่วคราว ผู้อื่นแม้จะไม่รู้เรื่องของนาง แต่ส่วนใหญ่กลับมีท่าทางเหมือนภรรยาเสี่ยวเหอ เห็นเยี่ยเหมยก็มักใช้แววตาเหยียดหยามมองนาง กลับเป็นภรรยาเกาเสียงซึ่งเพิ่งได้พบหน้ากันครั้งแรกนี้ที่ในดวงตาไม่มีแววดูหมิ่นใดๆ สักกระผีก มองนางด้วยสายตานุ่มนวลอ่อนโยน คล้ายว่าเป็นการคุยเล่นกันระหว่างสตรีมีครรภ์สองคนเท่านั้น

ก่อนนางจะหาทางออกได้ ยังไม่แน่ว่านางอาจต้องอยู่ที่หมู่บ้านเกาจยาระยะยาวเพื่อลูก เยี่ยเหมยลอบเหลือบมองบุรุษไม่กี่คนที่หัวเรือแวบหนึ่งก่อนคลี่ยิ้มกว้าง ลูบท้องน้อยที่ยังไม่นูนขึ้นมาของตนเองก่อนกล่าวกับภรรยาเกาเสียง ซึ่งนับว่าเป็นการพูดให้ท่านสามเกาฟังด้วยเช่นกัน “พี่สะใภ้เสียง เด็กคนนี้ไม่มีพ่อ”

“ไม่มีพ่อ? เช่นนั้นเจ้าเป็นหญิงตัวคนเดียวจะเลี้ยงลูกอย่างไร” ภรรยาเกาเสียงตะลึงไปเล็กน้อย ไม่ได้ซักถามเรื่องพ่อของเด็กให้มากไปด้วยความอาทรใส่ใจ เปลี่ยนมาแสดงความห่วงกังวลอย่างรวดเร็ว

ความห่วงกังวลเช่นนี้ไม่มีทางทำให้คนรู้สึกต่อต้าน กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นใจด้วยซ้ำไป เยี่ยเหมยพบว่าการทะลุมิติอันน่าเศร้านี้ยังมีเรื่องที่ควรค่าแก่การจดจำมากมาย อย่างน้อยผู้คนที่นางประสบพบเจอก็มิได้เย็นชาเห็นแก่ตัวเกินไป

เยี่ยเหมยยิ้มด้วยท่าทางมั่นใจในตนเอง “คนเรายังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีหนทาง ตราบใดที่ข้ามีกิน เด็กก็ไม่มีทางหิว” พูดจบก็มองเยี่ยหย่วนที่นั่งเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวทางด้านนี้อยู่ท้ายเรือ รอยยิ้มนางยิ่งกดลึก “ยิ่งกว่านั้นข้ายังมีน้องชายคนดีที่มีอนาคตอยู่อีกทั้งคน”

ครั้นพูดจบ แม้เยี่ยหย่วนจะไม่ได้หันหน้ากลับมา แต่กลับยืดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว หูเองก็ขึ้นสีแดงก่ำ

ภรรยาเกาเสียงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างมาก “นั่นสิ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอาหย่วนเรียนที่สำนักศึกษาปั้นซาน แม้แต่ข้าที่ไม่ได้ไปเมืองเซิ่งโจวบ่อยนักก็ยังรู้ว่านั่นเป็นสำนักศึกษาที่ดีอันดับต้นๆ ของที่นั่น คนตั้งมากมายหอบเงินไปให้ยังไม่แน่ว่าจะเข้าเรียนได้ อาหย่วนจะต้องมีอนาคตไกลแน่นอน”

“สำนักศึกษาปั้นซานดีขนาดนั้นจริงๆ หรือ” เยี่ยเหมยพึมพำเสียงเบา สำนักศึกษาที่แม้แต่หญิงชนบทที่อยู่ไกลตัวเมืองเพียงนี้ยังรู้จักชื่อจะต้องไม่ต่างกับโรงเรียนชื่อดังในชาติก่อนของนางแน่นอน การจะเข้าโรงเรียนดังน่าจะต้องใช้เงินไม่น้อยกระมัง

คิดถึงตรงนี้ เยี่ยเหมยก็ไม่รู้จริงๆ ว่าควรด่าเยี่ยหย่วนว่าซื่อหรือบื้อดี ถึงกับพูดว่าจะไม่ไปก็ไม่ไปจริงๆ

เรือไม้ลำไม่นับว่าใหญ่ ต่อให้ภรรยาเกาเสียงกับเยี่ยเหมยลอบกระซิบกระซาบคุยกันก็ยังดังไปเข้าหูท่านสามเกาที่อยู่ไม่ไกลอยู่ดี

ได้ยินเยี่ยเหมยพูดว่าเยี่ยหย่วนเล่าเรียนที่สำนักศึกษาปั้นซานอีกครั้ง หัวคิ้วที่ก่อนหน้านี้ขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออก พอได้ยินเยี่ยเหมยกระซิบพึมพำด้วยความสนเท่ห์ก็ยังยกมุมปากน้อยๆ ก่อนเรียกเยี่ยหย่วนให้มานั่งข้างกาย เอ่ยทดสอบความรู้ของอีกฝ่ายทันที

ภรรยาต้าเหอขยับมากระซิบกลั้วหัวเราะข้างหูเยี่ยเหมย “ท่านสามเกาเป็นซิ่วไฉ แต่หมู่บ้านเกาจยาของพวกเรากลับไม่มีบัณฑิตคนอื่น พอเขาเจอคนเล่าเรียนเหมือนกันจึงอยากจะแลกเปลี่ยนความรู้ด้วย”

ขณะที่พูด ทางด้านท่านสามเกาก็พลันส่งเสียงร้องออกมา ตบบ่าผ่ายผอมบอบบางของเยี่ยหย่วนพลางชมเปาะไม่ขาดปาก “ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาปั้นซาน อายุยังน้อยแต่ความรู้ถึงกับแน่นกว่าอาจารย์ในหมู่บ้านเสียอีก ไม่เลวๆ ไม่แน่นะอาหย่วน เจ้าอาจจะกลายเป็นคุณชายสุยเฟิงคนที่สองของเมืองเซิ่งโจวก็เป็นได้”

เยี่ยหย่วนส่ายหน้าด้วยท่าทีเคร่งครัด “คุณชายสุยเฟิงเป็นอัจฉริยะผู้มากพรสวรรค์ ข้าไหนเลยจะเทียบกับเขาได้” พูดถึงคุณชายสุยเฟิง ใบหน้าเรียบๆ ของเยี่ยหย่วนก็คล้ายว่าเปล่งประกายขึ้นมา แววกระตือรือร้นเลื่อมใสศรัทธาในดวงตาปรากฏขึ้นทันที

“อาหย่วน อย่าดูถูกตนเองจนเกินไป เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่าแม้คุณชายสุยเฟิงจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ตอนอายุสิบสอง เป็นจวี่เหรินได้ตอนสิบห้า เป็นก้งซื่อได้ตอนสิบแปด แต่ก็ถือดีว่าตนเองเก่งกาจจนไปล่วงเกินผู้สูงศักดิ์มากอำนาจในเมืองหลวงเข้า ทำให้พลาดการสอบระดับเตี้ยนซื่อ ต่อมาเลยเดินทางไปศึกษายังแดนไกลด้วยความเสียใจ ไม่กี่ปีมานี้เงียบหายไร้ข่าวคราว บากบั่นเล่าเรียนเป็นสิบปี ถึงเวลากลับตกม้าตาย อาหย่วนอย่าไปเอาอย่างเขา” พูดจบท่านสามเกาก็ตบบ่าเยี่ยหย่วนอีกครั้ง นึกถึงคุณชายสุยเฟิงที่เคยมีชื่อเสียงโจษจันในเมืองเซิ่งโจวเป็นระยะเวลาหนึ่งก็ให้สะทกสะท้อนใจขึ้นมาเช่นกัน

“ความจริงมิใช่เช่นนั้น คุณชายสุยเฟิงเป็นศิษย์ปิดสำนักของอาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาของพวกข้า ตามคำบอกของอาจารย์ใหญ่ ก่อนการสอบระดับเตี้ยนซื่อ คุณชายสุยเฟิงถูกเสนาบดีชีจงใจกลั่นแกล้งถึงทำให้เขาพลาดสอบ ทว่าถึงคุณชายสุยเฟิงจะออกท่องต่างแดน แต่นั่นก็เพียงเพื่อการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น ท่านไม่เคยเห็นภาพวาดอักษรกลอนของเขา ต่อให้เป็นอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาปั้นซานก็ยังต้องอับอายที่สู้ไม่ได้ ในบันทึกอาณาจักรต้าฉี่ที่เขาคัดมามีคำอธิบายอันลึกซึ้งปรุโปร่งเขียนเอาไว้ไม่รู้ตั้งเท่าไร หากเขายังเป็นบัณฑิตที่มีความรู้คับแคบ ไหนเลยจะสามารถเขียนออกมาได้…” เพื่อปกป้องชื่อเสียงบุคคลต้นแบบในความคิด เยี่ยหย่วนที่มีแต่ความหวังดีให้ผู้อื่นตลอดมาก็อดจะเถียงหน้าแดงคอเป็นเอ็นไม่ได้

คราวนี้เยี่ยเหมยถึงได้รู้ว่าหนังสือเล่มที่นางขอมาเป็นแบบจากเยี่ยหย่วนเป็นคุณชายสุยเฟิงคัดลอกและเขียนคำอธิบายด้วยตนเอง อีกทั้งฟังจากคำพูดของพวกเขา คุณชายสุยเฟิงท่านนี้ยังเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนอีกด้วย อีกแค่ก้าวเดียวก็อาจสอบผ่านได้เป็นจิ้นซื่อ แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ทว่าดูเหมือนความคิดจิตใจของคนผู้นี้จะยังใช้ได้ ไม่ได้อ่อนไหวเอาแต่เศร้าเสียใจ กลับออกท่องใต้หล้าศึกษาเล่าเรียนเพื่อเขียนคำอธิบายในตำราของคนรุ่นก่อน

เห็นท่าทางร่ายเหตุผลเข้าสู้เต็มที่ของเยี่ยหย่วน ในห้วงสมองเยี่ยเหมยก็ปรากฏภาพบัณฑิตวัยกลางคนที่มีรูปลักษณ์ประมาณหลี่ไป๋ในความทรงจำ ลูบเครา เอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองภูเขาแม่น้ำ

คิดถึงตรงนี้เยี่ยเหมยก็ตัดสินใจกับตนเองว่าถ้ามีเวลาว่างจะต้องอ่านงานของเขาอย่างละเอียดทุกตัวอักษรให้ได้

พอเยี่ยหย่วนกับท่านสามเกาได้เริ่มคุยกัน การเดินทางก็หายน่าเบื่ออย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งชั่วยามให้หลังเรือไม้ก็อ้อมผ่านหมู่เขาซับซ้อนทอดยาวมาถึงท้องน้ำกว้างใหญ่ในที่สุด บนสะพานที่อยู่ห่างออกไปไกลมีคนเดินเท้าและรถม้าสลับปะปนต่อกันเป็นมังกรตัวยาวมองไม่เห็นปลายหาง มุ่งหน้าไปยังเงาชายคาเลือนรางที่อยู่ไกลออกไป

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 พ.ค. 62

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

Jamsai Editor: