X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักสามีสกุลดี สตรีมากวาสนา

ทดลองอ่าน สามีสกุลดี สตรีมากวาสนา บทที่ 9

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 9

ขณะที่เยี่ยเหมยรอคอยให้รถหัดเดินทำเสร็จออกมาอยู่นี้เอง ในโถงเฟิงเยี่ยที่ใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงของสกุลจั่นก็เกิดภาพยุ่งง่วนไปหมด จั่นอวิ๋นหยางกลับคฤหาสน์มาอย่างหาได้ยากทั้งที ให้ยุ่งกว่านี้ก็ยังต้องจัดงานเลี้ยงในครอบครัวสักครั้ง

เมื่อก่อนสะใภ้ใหญ่จั่นล้วนทำตามธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลใหญ่ แยกที่นั่งหญิงชายเวลากินข้าว วันนี้กลับทำตามธรรมเนียมของคนส่วนมากในเมืองเซิ่งโจวอย่างหาได้ยาก วางโต๊ะกลมตัวใหญ่ตัวหนึ่งไว้กลางลานเรือน

เจ้านายสกุลจั่นมีไม่มาก ภรรยาเอกของจั่นเจียงฉือเสียชีวิตไปแล้ว ข้างกายจึงมีเพียงหลินอี๋เหนียงมารดาของจั่นอวิ๋นเผิงและหลิ่วอี๋เหนียงมารดาจั่นอวิ๋นเฟยที่ปัจจุบันอายุเพิ่งเก้าขวบเพียงสองคน

แม้จั่นอวิ๋นเผิงจะเป็นลูกอนุ แต่มีแววสนใจด้านการค้ามาตั้งแต่เล็ก จึงได้จั่นเจียงฉืออบรมบ่มเพาะไว้ข้างกาย ยิ่งขณะที่คนภายนอกยังไม่รู้ว่าท่านรองจั่นอวิ๋นหยางมีสติปัญญาล้ำเลิศ เขาก็ถูกคนเห็นเป็นว่าที่ประมุขสกุลจั่น จึงได้แต่งกับคุณหนูใหญ่ของบ้านเจ้าเมือง

เพียงแต่น่าเสียดายที่บุตรสองคนของสะใภ้ใหญ่จั่นมีความผิดปกติแต่กำเนิด ถ้ามิใช่เจ้าเมืองอวี๋มีอำนาจอิทธิพลล้นฟ้าในเมืองเซิ่งโจว จั่นอวิ๋นเผิงก็ไม่รู้ว่าจะรับอนุเข้าบ้านมาเท่าไรแล้ว

สกุลจั่นเริ่มสร้างตัวจากการเป็นเจ้าของที่ดิน ครอบครองที่ดินเพาะปลูกนับหมื่นฉิ่ง ไม่เพียงแค่เมืองเซิ่งโจว แต่ในเมืองหน้าด่านชายแดนทั้งสามก็เป็นตระกูลผู้ค้าข้าวชื่อดังเช่นกัน สกุลจั่นยังได้รับแต่งตั้งเป็นพ่อค้าราชสำนักมาตั้งแต่สิบปีก่อน ทุกปีต้องกักตุนข้าวให้ราชสำนักหลายหมื่นชั่ง

สามารถกล่าวได้ว่าที่จั่นอวิ๋นหยางและกู่จวิ้นมาเร่งเสบียงยังเมืองเซิ่งโจวในครั้งนี้มิใช่เร่งเจ้าเมืองเซิ่งโจว แต่เร่งสกุลจั่น ดังนั้นหลังจากจั่นเจียงฉือและจั่นอวิ๋นเผิงได้รับข่าวเมื่อวานก็เรียกรวมผู้ดูแลในที่ต่างๆ ให้จัดการเรื่องนี้โดยตลอด

และก็เพราะเหตุนี้ จั่นอวิ๋นหยางที่กลับมาได้หนึ่งวันแล้วจึงยังไม่ได้พบหน้าบิดาเลย ทว่าจั่นอวิ๋นเผิงก็ช่างเอาใจใส่ รับธุระของจั่นเจียงฉือมาทำแทนทั้งหมดด้วยอยากให้บิดากับน้องรองได้พบหน้าพูดคุยกันดีๆ

ผู้อื่นเข้าใจ แต่หลินอี๋เหนียงผู้เป็นมารดาของจั่นอวิ๋นเผิงกลับโมโหต่อเรื่องนี้อย่างมาก นางไปหาสะใภ้ใหญ่จั่นที่เรือน ทว่าไม่พบคน จึงตามมาที่โถงเฟิงเยี่ยทันที ครั้นเดินมาใกล้แล้วเห็นว่าบนโต๊ะกลมที่รับรองคนได้ถึงสิบสองคนพร้อมกันนั้นมีกับข้าววางละลานตาอยู่เต็มโต๊ะไม่ต่ำกว่าห้าสิบอย่าง ใบหน้าใจจืดใจดำก็บึ้งตึงทันที

“นี่เจ้ากำลังจะรับรองแขกคนสำคัญคนใดหรือ”

ถึงแม้หลินอี๋เหนียงจะได้ชื่อเป็นมารดาของจั่นอวิ๋นเผิง หากแต่จั่นเจียงฉือหาได้มีความคิดจะยกย่องนางไม่ หลังแต่งภรรยาให้จั่นอวิ๋นเผิงก็มอบอำนาจดูแลบ้านให้สะใภ้ใหญ่จั่นเป็นหลัก จึงกลายเป็นทำให้หลินอี๋เหนียงที่หวังอยากได้หน้าที่นี้มานานเจ็บช้ำใจ

“อี๋เหนียงมาแล้วหรือเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่จั่นเห็นหลินอี๋เหนียงกลับมิได้มีท่าทีเคารพนบนอบเสียเท่าไร นางขานรับเรียบๆ เสร็จก็สั่งการสาวใช้ให้เปลี่ยนตำแหน่งวางจานอาหารบนโต๊ะต่อ

หลินอี๋เหนียงโมโหจนกัดฟันกรอดไม่หยุด ก่อนจะพูดเหน็บขึ้นว่า “ช่างดูแลบ้านได้ไม่เลวเลยจริงๆ ท่านรองนานๆ กลับมาที เจ้าถึงกับยังจำได้ว่าเขาชอบกินเป็ดยัดไส้ข้าวเหนียวทอดกรอบกับปลากุ้ยนึ่งที่สุด ตายจริง อาหารตั้งมากขนาดนี้ ไฉนจึงไม่เห็นไก่แปดทรัพย์กับหมูสามชั้นตุ๋นที่อวิ๋นเผิงชอบเลยเล่า”

คำพูดนี้ทำให้ใบหน้าที่เดิมทีขาวผ่องของสะใภ้ใหญ่จั่นแดงเถือกขึ้นมาในชั่วพริบตา

เฝิงหมัวมัวบ่าวคนสนิทที่ข้างกายเห็นสถานการณ์ไม่เข้าทีก็รีบก้าวมาประคองหลินอี๋เหนียงพลางเอ่ยถาม “หลินอี๋เหนียงเดินมาจากที่ใดเจ้าคะ มีข่าวที่ท่านใหญ่ส่งกลับมาบ้างหรือไม่”

อันที่จริงข้างกายจั่นอวิ๋นเผิงกับหลินอี๋เหนียงล้วนมีคนของสะใภ้ใหญ่จั่นอยู่ มีข่าวส่งกลับมาหรือไม่ สะใภ้ใหญ่จั่นย่อมรู้ดีกว่าใคร เฝิงหมัวมัวถามเช่นนี้ก็เพียงเพื่อช่วยนางเท่านั้น

สะใภ้ใหญ่จั่นเองก็รู้ว่าตนเองตื่นเต้นดีใจจนละเลยสามีไปชั่วขณะ ทว่าเนื่องด้วยนิสัยส่วนตัว นางไม่มีทางกล่าวขอโทษใครเด็ดขาด จึงเพียงแต่แค่นเสียงพูดด้วยใบหน้าแข็งทื่อ “โรงครัวตุ๋นหมูสามชั้นให้ท่านใหญ่แล้วเจ้าค่ะ อี๋เหนียงโปรดวางใจ”

“ก็ยังดี ถ้าเจ้าไม่มีแก่ใจจะดูแลอวิ๋นเผิง เช่นนั้นข้าก็จะหาคนที่ถูกใจไปไว้ข้างกายเขาสักสองคน กิจการของสกุลจั่นใหญ่โตเพียงนี้ อวิ๋นเผิงจะมีชิงฮุยเป็นลูกชายคนเดียวไม่ได้ อีกทั้งชิงฮุยกับเยี่ยเอ๋อร์ก็ยัง…เป็นอย่างนั้น แล้วจะรับช่วงกิจการต่อได้อย่างไร” หลินอี๋เหนียงนึกถึงว่าจะอย่างไรเด็กทั้งสองก็เป็นหลานของตนเอง จึงรีบกลืนคำว่า ‘พิการ’ ที่เกือบหลุดปากออกมากลับลงไป

หลินอี๋เหนียงเห็นสะใภ้ใหญ่จั่นไม่กล้าเถียงประหนึ่งว่าถูกกระทุ้งจุดตายก็พอใจแล้ว หลังมองซ้ายขวารอบหนึ่งก็พูดอย่างไม่ได้ดั่งใจ “เจ้าว่าพวกเจ้าสองสามีภรรยาเป็นคนโง่หรือไม่ คนหนึ่งยอมปล่อยโอกาสได้เอาใจนายท่านไป อีกคนก็ทุ่มเทความคิดแรงกายเตรียมงานเลี้ยงครอบครัวเต็มที่ พวกเจ้าลืมไปแล้วใช่หรือไม่ว่าท่านรองเป็นบุตรชายสายตรงของสกุลจั่น เป็นบุตรชายที่นายท่านรักที่สุด” พูดไปพูดมาหลินอี๋เหนียงก็จ้องสะใภ้ใหญ่จั่นด้วยสีหน้าระแวง “หรือว่าข่าวลือเมื่อก่อนเป็นความจริง อันที่จริงเจ้าอยากแต่งให้ท่านรอง…”

“อี๋เหนียง ระวังวาจาด้วย!” สะใภ้ใหญ่จั่นถูกคำพูดของหลินอี๋เหนียงทำให้สะเทือนใจ ใบหน้าที่เมื่อครู่โมโหจนแดงเถือกกลายเป็นซีดขาว “ข้าแต่งให้ท่านใหญ่มาหกปี ทั้งยังให้กำเนิดเลี้ยงดูชิงฮุยและเยี่ยเอ๋อร์ ท่านรองเองก็หมั้นหมายกับญาติผู้น้องจากสกุลหลินแล้ว คำพูดเหลวไหลพรรค์นี้ไม่ควรออกมาจากปากของอี๋เหนียง อี๋เหนียงอยากให้ข้าขอให้พ่อสามีลงโทษท่านใช่หรือไม่”

หลินอี๋เหนียงหน้าเปลี่ยนสีไปหลายรอบ หันหน้ามองรอบข้าง เห็นว่าไม่มีบ่าวไพร่คนอื่นอยู่ก็ลดเสียงลงพูดหยันว่า “อย่านึกว่าตอนนี้เจ้าคุมส่วนในของสกุลจั่นแล้วก็ได้ใจไป นายท่านเคยบอกแล้วว่าขอเพียงท่านรองแต่งงาน เรือนส่วนในก็จะอยู่ในการควบคุมดูแลของสะใภ้รอง อีกทั้งถ้าท่านรองมีบุตรชายที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ก่อน ทรัพย์สมบัติมหาศาลนี้ก็ไม่มีส่วนของ…สองคนนั้นของเจ้าแล้ว ถ้ายังรู้การควรไม่ควร เจ้าก็รีบหาอนุมาให้อวิ๋นเผิงสักสองคน ไม่แน่ว่าอาจจะมีลูกชายสองสามคนออกมานำไปก่อนก็ได้”

“อี๋เหนียง ชิงฮุยกับเยี่ยเอ๋อร์เป็นหลานแท้ๆ ของท่านนะ!” สะใภ้ใหญ่จั่นไม่คิดหวังให้หลินอี๋เหนียงที่มองการณ์ไม่ไกลเข้าใจนางมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าคนเป็นย่าแท้ๆ ถึงแม้หลานจะมีอาการบกพร่องจริงๆ แต่ก็ไม่ควรรังเกียจเดียดฉันท์ปานนี้กระมัง

“หลานที่ใช้การไม่ได้จะมีไปทำไม” หลินอี๋เหนียงเห็นว่าตนเองเป็นต่อในที่สุด ก็ดีใจจนลืมตัวขึ้นมาทันที ไม่รู้สึกตัวเลยว่าวาจาของตนเองเหมาะสมหรือไม่

“ให้ใช้การไม่ได้อย่างไรก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสกุลจั่น! เจ้ามาพูดเหลวไหลไร้สาระอะไรอยู่ตรงนี้”

จั่นเจียงฉือเห็นบุตรชายคนรองที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน ในใจกำลังลิงโลด สองพ่อลูกเดินคุยกันมาตลอดทาง คาดไม่ถึงว่าพอเดินมาถึงปากประตูโถงเฟิงเยี่ยจะได้ยินคำพูดรังเกียจเดียดฉันท์ของหลินอี๋เหนียง จึงอดจะโมโหจนตัวสั่นเทิ้มไม่ได้

จั่นอวิ๋นหยางรีบยื่นมือไปจับบิดาไว้ “ท่านพ่อ อย่าโมโหไปเลย ได้ยินว่าเถียนหนานซิงอดีตผู้ช่วยหัวหน้าสำนักหมอหลวงเชี่ยวชาญด้านการรักษาเด็กที่สุด ไม่นานมานี้ได้ลาตำแหน่งกลับบ้านเกิด พี่สะใภ้ขอให้ใต้เท้าเจ้าเมืองออกหน้าช่วยแล้ว กำลังรักษาเด็กทั้งสองอยู่ คิดว่าไม่นานก็คงจะดีขึ้นได้” เมื่ออยู่ต่อหน้าจั่นเจียงฉือ จั่นอวิ๋นหยางมักปลดสีหน้าท่าทีเคร่งขรึมยามอยู่ต่อหน้าคนนอกลง แสดงสีหน้าท่าทางนุ่มนวลอ่อนโยนออกมา

เนื่องจากความกตัญญูต่อบุพการีอย่างไม่ลืมหูลืมตา จั่นเจียงฉือผู้นี้จึงมีอนุสองคนก่อนแต่งภรรยาเอก ต่อมาไปชอบฉินซื่อ ผู้เป็นภรรยาเอกเข้า ทั้งยังได้จั่นอวิ๋นหยางบุตรชายสายตรงซึ่งเกิดจากภรรยาเอกเพิ่มมา อยู่ต่อหน้าผู้อื่นยังทำเย็นชาได้ แต่อยู่ต่อหน้าแม่ลูกทั้งสองเรียกได้ว่าไม่มีกรอบมีกำหนดใดๆ เช่นเดียวกับยามนี้ที่อยู่ต่อหน้าจั่นอวิ๋นหยาง ในสีหน้าท่าทางกลับมีแต่ความรักใคร่ตามใจ

ได้ยินคำปลอบของจั่นอวิ๋นหยาง อารมณ์ของจั่นเจียงฉือก็ดีขึ้นทันตาเห็น ยกมือขึ้นโบกเหมือนไล่หมาแมว “หลินซื่อ เจ้าไปเรียกหลิ่วซื่อให้พาอวิ๋นเฟยมา อวิ๋นหยางมาหาข้าตอนกลางวัน อยู่ข้างนอกไม่ได้กินอะไรดีๆ พวกเรามากินด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”

“แต่ว่า…อวิ๋นเผิง…” อวิ๋นเผิงยังไม่กลับมาเลย

หลินอี๋เหนียงยังพูดไม่ทันจบ จั่นเจียงฉือก็ถลึงตาพูดเสียงเย็น “ยังไม่รีบไปอีก”

จั่นอวิ๋นหยางไม่ได้มองข้ามแววตาเคียดแค้นชิงชังขณะเดินจากไปของหลินอี๋เหนียง จึงอดไม่ได้ที่จะแววตาเข้มขึ้น นวดหว่างคิ้วน้อยๆ ท่านพ่อของเขาจะสร้างศัตรูให้เขาเก่งเกินไปแล้วจริงๆ

“อวิ๋นหยาง เจ้ากลับมาคราวนี้คงมิใช่คิดจะแต่งงานกระมัง แม้เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่อาจไม่แต่งกับบุตรสาวสกุลหลิน แต่พ่อเห็นว่าสกุลหลินมิใช่ตัวเลือกที่ดี หลินฟางเฟยผู้นั้นก็มิเห็นมีอะไรโดดเด่น ถ้าเจ้าชอบนางจริงๆ รับมาเป็นอนุก่อนจะดีกว่า แล้วพวกเราก็หาบุตรสาวตระกูลใหญ่สักคนมาเป็นภรรยาเอกดีหรือไม่” ไม่กี่เดือนก่อนจั่นอวิ๋นหยางกลับบ้านมากะทันหัน แค่จั่นเจียงฉือนึกถึงคำที่ตอนนั้นเขายืนต่อหน้าตนแล้วพูดออกมาก็ให้กลุ้มใจเหลือประมาณ

วันที่สิบสองเดือนสิบเป็นวันครบรอบวันตายของฉินซื่อ มารดาบังเกิดเกล้าของจั่นอวิ๋นหยาง แม้จะประสบผ่านเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงมามากมาย คฤหาสน์ที่หลายปีก่อนครอบครัวเดิมของฉินซื่อเคยอยู่ได้ค่อยๆ กลายเป็นที่รกร้างเสื่อมโทรมแล้ว แต่ถึงวันครบรอบวันตายของฉินซื่อในแต่ละปี จั่นอวิ๋นหยางก็ยังคงไปประกอบพิธีเซ่นไหว้นางยังคฤหาสน์ที่มารดาของเขามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งหลังนั้น

วันที่สิบสองเดือนสิบเมื่อปีกลาย เขาก็รีบกลับมาจากต่างเมืองไปยังคฤหาสน์หลังนั้นเช่นกัน คาดไม่ถึงว่าวันที่สิบสามเดือนสิบเขาจะกลับเข้าบ้านด้วยท่าทางเย็นชา หลังทิ้งคำพูดบอกจั่นเจียงฉือว่าให้ไปสู่ขอบุตรสาวสกุลหลินเสร็จ ตีให้ตายก็ไม่ยอมพูดอะไรอื่นอีก

กลับเป็นหลินอี๋เหนียงที่ได้ยินแล้วก็กลับไปบ้านเดิมอย่างดีอกดีใจเป็นล้นพ้น พอกลับมาก็เล่าว่าหลินฟางเฟยผู้เป็นหลานสาวเกิดไปเจอเรื่องยุ่งยากระหว่างทางไปจุดธูป ดีที่ได้จั่นอวิ๋นหยางให้ความช่วยเหลือ เป็นไปได้ว่าจั่นอวิ๋นหยางจะถูกตาต้องใจรูปโฉมงดงามล่มเมืองของหลานสาวนางในเวลานั้น

ขณะชื่อของหลินฟางเฟยถูกเอ่ยถึง ในดวงตาของจั่นอวิ๋นหยางมีแววเบื่อหน่ายดูแคลนอย่างเข้มข้นวาบผ่าน แต่ครั้นนึกถึงหยกเขียวลายปลาคู่สมบัติของตกทอดประจำตระกูลที่หายไปหลังคืนนั้น เขาก็ไม่อาจไม่ข่มความหงุดหงิดในใจลง “คราวนี้ข้ากลับมาพักที่คฤหาสน์ราวห้าวัน เรื่องแต่งงานยังไม่ต้องรีบขอรับ กลับมาคราวหน้าข้าค่อยเล่าให้ท่านพ่อฟังอย่างละเอียด”

ไม่รู้ทำไมขณะนึกถึงเรื่องที่หลินฟางเฟยไปคฤหาสน์นอกเมืองเมื่อวันที่สิบสองเดือนสิบปีกลาย ในห้วงสมองจั่นอวิ๋นหยางกลับมีเงาร่างของเยี่ยเหมยปรากฏวาบ เขาตระหนกในใจ พลันสะบัดศีรษะอย่างแรง ไม่ง่ายเลยกว่าจะสลัดภาพเยี่ยเหมยออกไปจากสมองได้

“แค่ราวห้าวัน? อวิ๋นหยาง เจ้าออกท่องเที่ยวศึกษาเล่าเรียนอยู่ข้างนอกมาหลายปีเพียงนี้ยังไม่พออีกหรือ พ่อล่ะเป็นห่วงเจ้าจริงๆ เจ้าจะอยู่ที่บ้านตั้งใจศึกษาเรื่องดูแลจัดการกิจการจากพ่อไม่ได้เชียวหรือ”

“ท่านพ่อ ข้าบอกท่านไปนานแล้วว่าข้าไม่มีความสนใจในด้านค้าขาย ข้างนอกมีโลกใบใหญ่ให้ข้าออกท่องไป แล้วไยต้องจำกัดตนเองอยู่กับอะไรเพียงด้านเดียวด้วย อย่างเมื่อเดือนก่อนข้าก็เพิ่งไปเมืองเจียงโจวที่เป็นดั่งสวรรค์บนดินมา…” จั่นอวิ๋นหยางเปลี่ยนประเด็นด้วยสีหน้าอ่อนใจ ไม่อยากให้บิดาพร่ำบ่นเรื่องจะให้เขากลับมาดูแลกิจการการค้าต่ออีก

ทว่าท่วงท่าสง่าผ่าเผยดั่งต้นสนและเสียงอันทุ้มนุ่มของเขาในยามนี้ ทำให้สะใภ้ใหญ่จั่นที่ยังอยู่ในโถงตัดใจละสายตาจากเขาไม่ได้ นึกถึงคำพูดของจั่นอวิ๋นหยางที่เกี่ยวกับเถียนหนานซิงก่อนหน้านี้ สะใภ้ใหญ่จั่นก็แก้มเห่อแดง ที่แท้เขาก็คอยเอาใจใส่นางอยู่เงียบๆ!

เห็นคุณหนูของตนมีท่าทางเหมือนสาวน้อยอายุสิบห้าสิบหกที่เพิ่งรู้จักความรัก ได้เห็นคนหนุ่มที่ชื่นชมหลงใหล เฝิงหมัวมัวก็อดจะเย็นสันหลังวาบไม่ได้ ถ้ามิใช่ติดที่ฐานะและกาลเทศะ นางจะต้องตบหน้าเรียกสติคุณหนูให้ได้ แต่ตอนนี้นางทำได้เพียงจับข้อมือคุณหนูไว้แน่น แรงนั้นแฝงด้วยการห้ามปรามและตักเตือน!

 

ถึงแม้จั่นเจียงฉือจะบอกว่างานเลี้ยงครอบครัวไม่ต้องรอจั่นอวิ๋นเผิงกลับมาค่อยเริ่มงาน แต่จั่นอวิ๋นหยางก็ยังหาข้ออ้างปลีกตัวเดินออกไปที่สวนดอกไม้เล็กๆ ด้านหลังโถงเฟิงเยี่ย ตั้งใจจะถ่วงเวลาไว้สักสองเค่อ รอจั่นอวิ๋นเผิงกลับมาถึงค่อยเริ่มกินข้าว จะอย่างไรเขาก็จากบ้านไปศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่เล็ก หลังการสอบเคอจวี่ก็ท่องเที่ยวอยู่ข้างนอกมาตลอด ไม่ว่าการค้าของสกุลจั่นหรือสุขภาพร่างกายของบิดาล้วนแต่มีจั่นอวิ๋นเผิงผู้เป็นพี่ใหญ่คอยดูแล

เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าแค่ออกมาเดินชมสวนจะถึงกับเจอสะใภ้ใหญ่จั่นมายืนอยู่กลางแสงโคมและดงต้นไม้ดอกไม้ตามลำพัง

หากกล่าวว่าจั่นอวิ๋นหยางเมื่อไม่กี่ปีก่อนยังเป็นคุณชายสุยเฟิงที่เอาแต่จมกองตำราและไม่ประสีประสาเรื่องทางโลกผู้นั้น เช่นนั้นจั่นอวิ๋นหยางที่บัดนี้อายุยี่สิบกว่าและท่องเที่ยวอยู่ข้างนอกมาหลายปีก็เป็นท่านรองจั่นที่อยู่เหนือความวุ่นวายในโลกและยังไม่เจอคนที่รอคอย อีกทั้งหลายปีมานี้เขาก็ทำงานให้องค์จักรพรรดิและรัชทายาทเป็นการลับมาโดยตลอด จั่นอวิ๋นหยางในสองปีมานี้จึงเปลี่ยนเป็นเย็นชาเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม

พอไม่มีจั่นเจียงฉืออยู่ข้างกายให้ต้องชักจูงหลอกล่อ ผู้ที่สะใภ้ใหญ่จั่นมองเห็นก็คือจั่นอวิ๋นหยางที่ใบหน้าไร้อารมณ์ รอบกายมีกลิ่นอายไม่ต้อนรับคนแปลกหน้ากำจายออกมา สะใภ้ใหญ่จั่นจึงนิ่งงันไปเล็กน้อย แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่านางอุตส่าห์ทำให้เฝิงหมัวมัวกับสาวใช้ข้างกายทั้งสองเฝ้าอยู่ที่ประตูหลังของโถงเฟิงเยี่ยได้ทั้งที โอกาสอยู่ตามลำพังที่ได้มาไม่ง่ายนี้ ยามนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยไปได้

หกปีกว่าแล้ว ตอนนั้นนางอยู่ในห้องหอ พอได้ยินว่าคุณชายสุยเฟิงแต่งกลอนประชดประชันหญิงใจโลเลในงานเลี้ยง นางก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว อยากจะพุ่งออกไปบอกคุณชายสุยเฟิงว่านางถูกสถานการณ์บังคับ แต่นางไม่มีความกล้า

ครั้นถึงเวลาคารวะน้ำชาตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พอนางได้เห็นฉินซื่อฮูหยินของสกุลจั่นที่ป่วยจนแทบลุกไม่ขึ้น รวมถึงท่านรองจั่นที่ข้างกายอีกฝ่าย นางก็ตระหนกตกใจเหลือประมาณ ท่านรองจั่นในเวลานั้นมีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนว่าไม่รู้จักนางโดยสิ้นเชิง

“พี่สะใภ้ มีธุระอันใดหรือ” จั่นอวิ๋นหยางยืนประสานมือค้อมตัวคารวะน้อยๆ อยู่ห่างจากสะใภ้ใหญ่จั่นห้าฉื่อขัดจังหวะการหวนรำลึกอดีตของนาง

มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางกำน้อยๆ หกปีแล้ว หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่วันฉินซื่อฮูหยินสกุลจั่นก็สิ้นใจ พอเสร็จสิ้นงานศพ จั่นอวิ๋นหยางก็เก็บข้าวของออกจากบ้านไป นับแต่นั้นเป็นต้นมากลับบ้านไม่ถึงห้าครั้ง ซ้ำหลังเข้าประตูมาได้ครู่เดียวก็รีบร้อนออกไปคฤหาสน์นอกเมืองอันเป็นบ้านเดิมของฉินซื่อโดยไม่แม้แต่จะเหยียบเข้าเรือนส่วนใน การได้เผชิญหน้ากันตรงๆ เช่นนี้ครั้งสุดท้ายคล้ายว่าจะผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วจริงๆ

จั่นอวิ๋นหยางเห็นสะใภ้ใหญ่จั่นยังไม่มีการตอบสนองใดก็ขมวดคิ้วเอ่ยเตือนอีกครั้ง “พี่สะใภ้โปรดหลบทางด้วย” คะเนเวลาแล้ว เขาเองควรกลับเข้าห้องโถงในยามนี้เช่นกัน เพียงแต่การจะกลับไปห้องโถงทางด้านหน้าจำต้องผ่านระเบียงทางเดินที่สะใภ้ใหญ่จั่นยืนอยู่

“สุยเฟิง ผู้ที่อยู่ที่รุ่ยจี้เมื่อวานคือท่านใช่หรือไม่ เหตุใด…ท่านต้องหลบข้าด้วย” สะใภ้ใหญ่จั่นกัดริมฝีปาก มองไม่เห็นบุคลิกลักษณะเย่อหยิ่งเยือกเย็นของผู้เป็นนายหญิงของบ้านในสายตาคนนอกแม้แต่น้อยนิด

“นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของข้า” ยังไม่เอ่ยถึงฐานะในปัจจุบันของคนทั้งสอง ลำพังแค่ท่าทางเหมือนจะร้องไห้ของสะใภ้ใหญ่จั่นก็ทำให้จั่นอวิ๋นหยางไม่ชอบใจแล้ว แต่ฉับพลันนั้นในสมองของเขากลับนึกถึงเยี่ยเหมยขึ้นมาอีก นัยน์ตาที่แม้ร่างกายจะไม่สบายก็ยังเปล่งประกายมั่นใจในตนเองนั้นช่างแตกต่างจากสตรีทั้งหมดที่เขาเคยเห็น

“แล้วก็อีกเรื่อง สุยเฟิงเป็นชื่อของข้าก็จริง แต่ตามหลักแล้วพี่สะใภ้ไม่ควรเรียกขานข้าเช่นนี้ อีกอย่างหนึ่ง พี่สะใภ้ใช่เข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่” จั่นอวิ๋นหยางขมวดคิ้วอีกครั้ง สีหน้าเย็นชากว่าเดิม กลิ่นอายทารุณบีบคั้นที่จงใจซ่อนไว้เมื่อกลับถึงเมืองเซิ่งโจวค่อยๆ เข้มขึ้นมา

“สุยเฟิง ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านยังแค้นเรื่องที่ตอนนั้นข้าทิ้งท่านมาแต่งให้ท่านใหญ่อยู่ใช่หรือไม่ แต่ว่า…แต่ว่าท่านไม่เคยบอกข้าเลยว่าท่านคือนายน้อยสายตรงของสกุลจั่น มิเช่นนั้นข้าจะทิ้งท่านมาหาเขาได้อย่างไร…”

“เหลวไหลสิ้นดี!” จั่นอวิ๋นหยางถูกคำพูดของสะใภ้ใหญ่จั่นทำเอาสะเทือนไปทั้งตัว เขานวดหว่างคิ้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าในสมองของสตรีเหล่านี้คิดอะไรอยู่กันแน่ ช่างชวนปวดหัวโดยแท้ เขาไม่อยากอยู่ตรงนี้ต่ออีก ครั้นเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สายตาก็ฉายแววเหี้ยมเกรียม “พี่สะใภ้ ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดท่านถึงเกิดความเข้าใจผิดอย่างหนักเช่นนี้ แม้ข้าจั่นอวิ๋นหยางจะไร้ความสามารถ แต่ก็ไม่เคยเกิดความคิดรักชอบใดๆ ต่อท่านแม้แต่กระผีกเดียว ถ้าพี่สะใภ้พูดเรื่องเหลวไหลนี้ออกมาอีกครั้ง ต่อให้ชิงฮุยกับเยี่ยเอ๋อร์จะยังเล็ก ข้าก็มีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะทำให้ท่านออกไปจากสกุลจั่น ข้าจะไม่ยอมให้สกุลจั่นเกิดเรื่องเสียหายแม้แต่น้อย”

ในสมองจั่นอวิ๋นหยางเองก็มีความคิดแล่นไปมา เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวแผนการทั้งทางตรงทางอ้อมก็พากันกรูออกมาหลายแผน ถ้ามิใช่หกปีที่สะใภ้ใหญ่จั่นอยู่ในคฤหาสน์สกุลจั่นไม่เคยทำเรื่องใดที่เป็นภัยต่อสกุลจั่น อีกทั้งนางยังมีบุตรสาวบุตรชายอีกสองคน เขาคงได้คิดว่านางเป็นหมากที่เจ้าเมืองอวี๋ส่งมาสร้างความแตกแยกเพื่อแย่งชิงคฤหาสน์สกุลจั่นแล้วจริงๆ

ภายใต้แววตาเหี้ยมเกรียมของจั่นอวิ๋นหยาง แม้แต่ชายฉกรรจ์อกสามศอกก็ยังเกิดความครั่นคร้าม นับประสาอะไรกับสะใภ้ใหญ่จั่นที่อยู่แต่ในห้องหับมาตลอด นางตัวสั่นขึ้นมาทันที ก้มหน้าไม่กล้ามองตรงๆ

ชั่วพริบตานั้นนางมองออกแล้วจริงๆ ว่าจั่นอวิ๋นหยางไม่ได้มีใจให้นางโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นเรื่องที่นางคิดคำนึงมาหลายปีเป็นเรื่องอะไรกันแน่

“เช่นนั้น…ในงานเลี้ยงแต่งงานของข้า เหตุใดท่านถึงได้แต่งกลอนประชด ถ้าท่านบอกความจริงในใจเร็วสักหน่อยก็คงไม่ถึงขั้นเกิดเรื่องผิดฝาผิดตัวเช่น…”

“ประเดี๋ยวก่อน! ข้าไปทำอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อไร…” จั่นอวิ๋นหยางจับจุดสำคัญในคำพูดนางได้แล้ว พยายามนึกถึง ‘กลอนประชด’ ที่ว่า ผ่านไปครู่ใหญ่ก็หลุดหัวเราะออกมา “ถ้าข้าจำไม่ผิด ในงานเลี้ยงแต่งงานวันนั้นข้าต้องรับรองแขกคณะหนึ่งจากสำนักศึกษาปั้นซาน ดูเหมือนว่าทุกคนล้วนแต่งกลอนกันทั้งนั้น มิหนำซ้ำข้ามิได้แต่งแค่บทเดียวกระมัง แม้ว่าตอนนี้จะนึกไม่ออกแล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง แต่น่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพี่สะใภ้ ท่านเข้าใจผิดแล้ว!”

“ข้า…” สะใภ้ใหญ่จั่นยังคงไม่ยินยอม นางช้อนตาขึ้นคิดจะซักถามต่อ แต่น่าเสียดายที่มีเสียงดังโหวกเหวกดังมาจากในโถงเฟิงเยี่ย เฝิงหมัวมัวกับชุนหลันมาปรากฏตัวร้องเรียกสะใภ้ใหญ่จั่นอยู่ที่ปลายระเบียงด้านนั้น นางจึงได้แต่หันหลังเดินจากไปอย่างจนใจ

กลับกลายเป็นจั่นอวิ๋นหยางยังยืนหน้าเปลี่ยนสีไปมาต่ออีกเป็นนานท่ามกลางราตรีที่ค่อยๆ มืดลง ตั้งแต่หลินฟางเฟยจนมาถึงสะใภ้ใหญ่จั่น สตรีเหล่านี้จะคิดเข้าข้างตนเองเกินไปหน่อยแล้วหรือไม่ เขาอดจะนึกเสียใจไม่ได้อยู่บ้าง ‘รถเข็นเด็ก’ อะไรนั่นที่เขาให้เยี่ยเหมยทำให้จั่นชิงฮุยกับจั่นเยี่ยเอ๋อร์จะทำให้สะใภ้ใหญ่จั่นคิดเหลวไหลอีกหรือไม่ หรือจะกลายเป็นทำให้เยี่ยเหมยเกิดความคิดอยากเกาะติดเขาอีกคนหรือเปล่า

น่าสงสารจั่นอวิ๋นหยางผู้มีเชาวน์ปัญญาสูงลิ่วแต่เชาวน์อารมณ์น่าเป็นห่วงที่ไม่รู้จักว่าอะไรเรียกว่า ‘ใจสตรียากแท้หยั่งถึง’ มิหนำซ้ำเยี่ยเหมยก็มิใช่สตรีอย่างในความคิดเขาโดยสิ้นเชิง

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

Jamsai Editor: