X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน โปรดยิ้มตอบข้าด้วยไมตรี บทที่ 1

หน้าที่แล้ว1 of 15

บทที่ 1

อาหารกลางวันที่หลินฟางโจวกินวันนี้คือชุยปิ่ง เพียงแค่ชิ้นเดียวและน้ำชามใหญ่อีกสองชาม เมื่อชุยปิ่งเจอกับน้ำแล้วก็จะพองขยายอยู่ภายในท้อง นางจึงถือว่าตนเองกินอิ่มไปได้ครึ่งหนึ่ง เพียงแต่ตอนที่ลุกขึ้นจากโต๊ะก็จะรู้สึกว่ามีน้ำกระเพื่อมอยู่ในท้องราวกับนางเป็นถังน้ำเดินได้อย่างไรอย่างนั้น

แค่ชุยปิ่งชิ้นเดียวยังต้องลงบัญชีไว้?

ยามที่หญิงชราขายชุยปิ่งลงบัญชีเอาไว้นั้นท่าทางดูไม่เต็มใจอย่างยิ่งยวด ราวกับเป็นเรื่องที่ฝืนใจทำยิ่งนัก หลินฟางโจวเห็นเช่นนั้นก็โมโห นางถลึงตาพร้อมกับเอ่ยขึ้น “บ้านใกล้เรือนเคียงกันแท้ๆ ต่อให้เงยหน้าไม่เจอก้มหน้าก็ต้องเจอ ข้าจะติดหนี้ท่านสักหนึ่งอีแปะไม่ได้เชียวหรือ”

หญิงชรารีบร้อนชี้แจง “ต้าหลาง อย่าได้โมโห เป็นเพราะเช้าวันนี้ข้าทะเลาะกับตาแก่ที่บ้านไปหนหนึ่ง อะไรๆ ก็เลยดูขวางหูขวางตาไปหมด…ตอนที่แม่เจ้ายังอยู่ก็รู้จักมักคุ้นกับข้าเป็นอย่างดี เพียงแค่ชุยปิ่งชิ้นเดียวนี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องเงินเลย เลี้ยงเจ้าสักชิ้นไม่ถือเป็นเรื่องหนักหนาอะไรหรอก”

เมื่อได้ยินหญิงชราพูดเช่นนี้หลินฟางโจวผู้ชมชอบคำหวานรื่นหูจึงได้มีท่าทีอ่อนลง นางโบกมือไปมาพลางเอ่ย “กินชุยปิ่งของท่านแล้วจะไม่จ่ายเงินได้อย่างไร พรุ่งนี้ข้าจะเอาเงินมาให้แน่นอน!”

 

หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว หลินฟางโจวก็เอามือไพล่หลังพร้อมกับเดินเล่นอยู่บนถนน ยามเที่ยงเช่นนี้บนถนนจะคึกคักอย่างมาก ภายในเพิงขายอาหารริมทางมีคนกำลังกินเกี๊ยวน้ำ หากว่ามีเงินเหลือยังสามารถกินคู่กับเนื้อวัวหมักปรุงรสซึ่งจะหั่นเป็นแผ่นบางๆ ได้อีก

เนื้อวัวหรือ ชิ!

หลินฟางโจวทำท่าเคลิบเคลิ้มเมื่อได้กลิ่นเข้มข้นของซีอิ๊วที่ใช้ปรุงรสเนื้อวัว ก่อนจะสังเกตเห็นคนที่กำลังกินเนื้อวัวคนหนึ่งซึ่งจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมา

หลินฟางโจวรีบเผยยิ้มเต็มใบหน้า นางก้าวไปข้างหน้าพลางประสานมือคารวะ “ที่แท้เป็นคุณชายลั่วนี่เอง ขออภัยที่เสียมารยาท เหตุใดวันนี้จึงออกมาคนเดียวได้เล่า” หน้าตานางหมดจดคมคาย ยามประสานมือคารวะก็แสร้งวางท่าให้ดูสง่าผ่าเผยด้วย

คุณชายลั่วกล่าว “ฟางโจว เจ้านั่งลงสิ ข้ากำลังตามหาเจ้าอยู่พอดี”

หลินฟางโจวรีบดึงเก้าอี้ยาวที่อยู่ตรงข้ามเขาออกมานั่งพลางเอ่ยถาม “คุณชายลั่วมีอะไรจะบอกหรือ”

คุณชายลั่วสังเกตเห็นสหายหนุ่มน้อยผู้ที่แม้ปากกำลังพูดอยู่ ทว่าดวงตากลับจับจ้องเนื้อวัวบนโต๊ะไม่วางตา เขาจึงเอ่ยถาม “เจ้ายังไม่ได้กินอาหารมาหรือ”

หลินฟางโจวลูบท้องของตนเอง สีหน้านางเศร้าหมองเล็กน้อย “วันนี้โชคไม่ดี ข้าเสียเงินไปหมดแล้ว”

คุณชายลั่วเข้าใจจึงกวักมือเรียกเจ้าของร้าน “เอาเกี๊ยวน้ำมาชามหนึ่ง แล้วก็เนื้อวัวอีกจานหนึ่งด้วย”

“ได้ขอรับ!”

หลินฟางโจวรีบตะโกนตามหลังเจ้าของร้านไป “เอาชามใหญ่เลยนะ!”

คุณชายลั่วหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะหยิบพัดบนโต๊ะขึ้นมาเคาะเบาๆ ไปที่ศีรษะของหลินฟางโจว “เจ้านี่มันอันธพาลขี้ขอ!”

หลินฟางโจวเองก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก นางจึงเสเปลี่ยนเรื่องไป “คุณชายลั่ว ที่ท่านตามหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ”

“ฟางโจว ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว”

“ปีนี้ข้าสิบเจ็ด”

“เจ้าควรจะแต่งงานได้แล้ว”

หลินฟางโจวส่งเสียงเฮอะออกมาดังๆ แสดงถึงความไม่แยแสแม้แต่น้อย นางเพียงเอ่ยว่า “แต่งงานมีประโยชน์อะไรเล่า มีแต่เพิ่มอีกหนึ่งปากหนึ่งท้องเข้ามาเป็นภาระเสียมากกว่า อีกทั้งข้าในตอนนี้กระทั่งตัวเองก็ยังเลี้ยงไม่รอดเลย!”

“เจ้าไม่ชมชอบสตรีบ้างเลยหรือ”

หลินฟางโจวเงยหน้าขึ้นมา สบเข้ากับแววตาเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้มของคุณชายลั่ว นางเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบคำถามนี้อย่างไรดี จะบอกอีกฝ่ายไปว่าแท้ที่จริงนางก็เป็นสตรีคนหนึ่งไม่ได้เป็นอันขาด

นางทำได้เพียงแค่ลูบหน้าผากหนหนึ่ง พอเห็นเจ้าของร้านยกเกี๊ยวน้ำที่ปรุงเรียบร้อยเดินตรงมา นางจึงเอ่ยเร่งทันที “เร็วๆ หน่อย!”

คุณชายลั่วเอ่ย “ข้าจะบอกเจ้าว่าบุตรสาวคนหนึ่งของลุงที่เป็นญาติห่างๆ ของข้าเกิดมามีหน้าตาที่น่ารักมาก ทั้งฐานะทางบ้านก็มั่งคั่งยิ่ง ปีนี้นางเพิ่งจะอายุสิบหก ข้าเลยจะมาพูดทาบทาม…เจ้ากินให้ช้าหน่อย เดี๋ยวก็ลวกลิ้นเอาหรอก!”

หลินฟางโจวถูกเกี๊ยวร้อนๆ ลวกลิ้นเข้าแล้ว ใบหน้านางจึงบิดเบี้ยวเล็กน้อย พอเงยหน้าขึ้นมาจากชาม ท่ามกลางไอสีขาวที่ลอยฟุ้งนี้นางได้ยินคุณชายลั่วพูดพล่ามถึงน้องสาวลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของเขาไม่หยุด หลินฟางโจวจึงพูดแทรกเขาขึ้นมา “คุณชายลั่ว ท่านจะแต่งงานแล้วหรือ”

“อย่ามาทำไขสือ ข้ากำลังพูดถึงเจ้าต่างหาก”

“แม่นางแสนดีเช่นนั้น เหตุใดจึงปล่อยมาถึงอันธพาลเช่นข้าได้เล่า ท่านขอนางแต่งให้ตัวเองเถอะ!”

“ข้ายังพูดไม่จบ บ้านท่านลุงข้ามีบุตรสาวคนนี้แค่เพียงคนเดียว จึงรักถนอมนางดั่งไข่มุกในอุ้งมือ พวกเขาทำใจไม่ได้ที่จะให้บุตรสาวแต่งออก จึงคิดจะหาหนุ่มน้อยที่ดูเข้าทีดีสักคนหนึ่ง แม้คนผู้นั้นจะมีฐานะไม่เพียบพร้อมก็ไม่เป็นไร” คุณชายลั่วพูดพลางมองหลินฟางโจวที่เอาแต่ก้มหน้ากินเกี๊ยวและคีบเนื้อบนโต๊ะ เขาคร้านจะพูดอ้อมค้อมอีกจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกเขาอยากหาบุตรเขยสักคนมาแต่งเข้าบ้าน”

หลินฟางโจวกำลังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะหาเหตุผลใดมาปฏิเสธ พอได้ยินคำว่า ‘แต่งเข้า’ สองคำนี้แล้วนางก็พลันหวาดหวั่นขึ้นมาทันที

ทว่าคุณชายลั่วกลับไม่ได้อารมณ์เสียแต่อย่างใด ถึงอย่างไรบุรุษที่ยินยอมแต่งเข้าบ้านสตรีก็มีน้อยนัก นอกจากนั้นหลินฟางโจวยังเป็นบุตรชายและทายาทเพียงคนเดียวของสกุลด้วยแล้ว ยิ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะแต่งเข้าบ้านเจ้าสาว

หลินฟางโจวกินเกี๊ยวน้ำกับเนื้อวัวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอ่ยขอบคุณคุณชายลั่วก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไป

กระทั่งนางเดินไปไกลแล้วลูกค้าในเพิงขายอาหารจึงได้เอ่ยถามเจ้าของร้านเบาๆ “หนุ่มน้อยรูปงามผู้นั้นเป็นลูกหลานบ้านใดหรือ”

เจ้าของร้านตอบด้วยเสียงดังฟังชัด “เป็นบุตรชายของแม่ม่ายแซ่จางที่ถนนฝั่งตะวันออกน่ะ เขามีนามว่าหลินฟางโจว ทุกคนต่างก็เรียกเขาว่าหลินต้าหลาง แม่ม่ายจางไม่ใช่คนในพื้นที่นี้ สิบกว่าปีก่อนลี้ภัยมาถึงที่แห่งนี้ เลี้ยงลูกมาด้วยความยากลำบากแสนสาหัส ปีที่แล้วนางมีไข้สูงฉับพลัน ป่วยได้ไม่นานก็ตาย”

คนฟังทอดถอนใจพลางเอ่ย “เสียดาย ช่างน่าเสียดายนัก ว่าแต่เด็กคนนั้นเคยแต่งงานแล้วหรือไม่”

“ไม่เคย! เขาเป็นเพียงปังเสียน เท่านั้น ไม่มีทั้งทรัพย์สินและที่ดิน ไม่มีกระทั่งงานเป็นหลักแหล่ง จะเอาอะไรไปขอแต่งภรรยากันเล่า”

 

หลินฟางโจวที่กินอาหารอิ่มแล้วนั้น ในที่สุดก็เหลือเวลาให้ความเศร้าหมองได้พุ่งเข้ามาในสมอง

คนทั่วหล้าต่างนึกว่านางเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทว่าแท้ที่จริงนางกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

เรื่องราวทั้งหมดล้วนแต่มีที่มาจากความคิดอันไม่เข้าท่าของมารดา

สิบห้าปีก่อนมารดาได้พานางที่มีอายุเพียงสองขวบลี้ภัยมายังที่นี่ ครอบครัวมีเพียงแม่ม่ายและบุตรสาว ไม่มีบุรุษใดดูแล มารดากลัวว่าพวกนางจะถูกคนรังแกจึงแสร้งบอกว่าหลินฟางโจวเป็นเด็กชาย กระทั่งทะเบียนเรือนก็ลงบันทึกไว้เช่นนี้

เมื่อลงบันทึกแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อีก…

หากตอนนี้นางถูกผู้อื่นล่วงรู้ว่าเป็นหญิงแล้วนำไปแจ้งต่อทางการ ถูกโบยถือเป็นแค่โทษสถานเบา ไม่แน่นางอาจจะถูกเนรเทศให้ไปปลูกแตงโมอยู่ในทะเลทรายที่ไกลออกไปถึงสามพันหลี่

ด้วยร่างเล็กบางของนาง ไม่ว่าจะเป็นการถูกโบยหรือถูกเนรเทศก็ล้วนยากที่จะมีชีวิตรอดทั้งสิ้น

ดังนั้นต่อให้ถูกตีตายนางก็ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ความลับของนางได้

หลังจากกังวลใจอยู่ครู่หนึ่งหลินฟางโจวก็สลัดเรื่องนี้ทิ้งไว้ข้างหลัง ยามนางเดินไปถึงประตูเมืองก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ไม่กี่วันก่อนตอนไปเที่ยวเล่นที่ป่านอกเมืองนางไปเจอรังนกฮว่าเหมย รังหนึ่งเข้า ตอนนั้นนกฮว่าเหมยกำลังออกไข่ คาดว่าตอนนี้นกน้อยน่าจะฟักออกมาจากไข่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หากขโมยนกน้อยมาเลี้ยงจนโตแล้วสอนให้ดีๆ จะต้องขายได้ราคาดีแน่ หรือหากไม่รอเลี้ยงจนโต เพียงแค่นำลูกนกไปขายก็น่าจะได้เงินจำนวนหนึ่งไว้ใช้สำหรับยามจำเป็นแล้ว

หลินฟางโจวอะไรก็ไม่ขาด ขาดก็แต่เงิน หากวันนี้นางยังไม่ออกไปหาเงินอีก เกรงว่าพรุ่งนี้นางคงจะต้องเอากางเกงมากินแทนข้าวแล้ว

ดังนั้นหลินฟางโจวจึงมุ่งหน้าไปทางป่านอกเมือง ระหว่างทางก็พบกับชาวนาที่รู้จักคนหนึ่ง ชาวนาตะโกนบอกกับนางว่า “ต้าหลาง อย่าได้ขึ้นเขาไปเลย ยามนี้บนภูเขามีเสือ มันกินคนไปหลายคนแล้วนะ ตอนนี้ไม่มีคนตัดไม้คนใดกล้าขึ้นไปตัดฟืนบนเขาแล้ว!”

“ขอบคุณท่านลุงมากที่เอ่ยเตือน ข้าไม่ขึ้นไปบนเขาหรอก เพียงจะเที่ยวเล่นอยู่ด้านนอกเท่านั้น”

หลินฟางโจวคิดในใจ เสืออยู่แต่บนเขาลึก ข้าแค่จะไปขโมยลูกนกในป่ารอบนอก ไม่มีทางพบเสือหรอก

เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงเดินเข้าไปในป่า

 

หลินฟางโจวหารังนกนั้นเจอในเวลาอันรวดเร็ว พอปีนต้นไม้ขึ้นไปดูนางก็ต้องผิดหวังยิ่ง ไม่รู้ว่าลูกหลานของเจ้าสารเลวคนใดชิงลงมือก่อน ถึงกับขโมยเอาลูกนกฮว่าเหมยไปหมดแล้ว

ขณะที่นางลงมาจากต้นไม้ก็สบถด่าไปหลายประโยคเพื่อระบายความโกรธ กระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่ามีคนมาคว้าโอกาสนี้ไปก่อนหน้านางได้

ในขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี หลินฟางโจวพลันได้ยินเสียงแมลงร้องขึ้นมา

เป็นเสียงร้องของจิ้งหรีดที่ร้องได้เสียงดังฟังชัดมาก เสียงที่ก้องกังวานเปี่ยมด้วยพลังเช่นนี้คาดว่าขนาดตัวของจิ้งหรีดจะต้องใหญ่มากเป็นแน่

หากนางมีจิ้งหรีดที่เก่งกล้าสักตัวหนึ่งซึ่งไม่ว่าพาไปต่อสู้ที่เมืองไหนก็ไม่มีจิ้งหรีดตัวใดเทียบได้ล่ะก็ นั่นจะเป็นที่น่าเกรงขามเพียงไร และจะได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากมายเท่าใดกัน

จับนกไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ต้องจับจิ้งหรีดตัวนั้นให้ได้!

หลินฟางโจวถลกแขนเสื้อขึ้น มือค่อยๆ แหวกหาตามกอหญ้าบนพื้น ในที่สุดนางก็เจอ

จิ้งหรีดตัวนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เสียด้วย ผิวของมันดำขลับมันวาว เท้าหยัดพื้นอย่างแข็งแรง ตัวใหญ่มาก เกรงว่าจะยาวหลายชุ่น ทั้งท่าทางก็ดูดุร้าย ฤดูนี้ยากมากที่จะเจอจิ้งหรีดที่แข็งแรงเช่นนี้ หลินฟางโจวดีอกดีใจยิ่งนัก นางรวบรวมกำลังหมายจะจับมันมาให้ได้

จิ้งหรีดตัวนั้นไม่ธรรมดาดังคาด มันทั้งกระโดดได้สูงและกระโดดได้เร็วกว่าจิ้งหรีดทั่วไป

จิตใจของหลินฟางโจวพลันสับสน ทางหนึ่งจิ้งหรีดยิ่งแข็งแรงนางก็ยิ่งดีใจ ทว่าอีกทางหนึ่งนั้นเป็นเพราะเจ้าจิ้งหรีดกระโดดเร็วเกินไป นางจึงจับตัวมันได้ยากยิ่ง

ไม่สนหรอก ไม่สน ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องจับมันให้ได้!

นางวิ่งไล่ตามจิ้งหรีดตัวนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด กระทั่งไม่รู้ตัวว่าตนเองได้วิ่งเข้ามาในป่าลึกบนเขาแล้ว

“ฮึ! ในที่สุดก็จับเจ้าได้แล้ว!”

พอหลินฟางโจวหนีบคอของจิ้งหรีดเอาไว้ได้ นางก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ถือตราบัญชาการทัพสั่งการใต้หล้าอย่างไรอย่างนั้น นางรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งยวด

แต่จู่ๆ นางก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดแปลกไป

บริเวณโดยรอบเหมือนจะเงียบสงัดเกินไปแล้ว

นางกวาดตามองไปรอบด้าน สิ่งที่เห็นล้วนแต่เป็นต้นไม้หนาทึบ บนพื้นมีวัชพืชขึ้นอยู่บางตากับเศษใบไม้ที่กองทับถมจนหนา ต้นไม้ที่นี่ล้วนสูงใหญ่กว่ามากเมื่อเทียบกับที่ที่นางไปจับนกเมื่อครู่นี้

ดวงอาทิตย์ถูกบดบัง มีเพียงแสงเส้นบางๆ ส่องลอดลงมา ทั้งผืนป่าพลันดูสลัวมัว

เมื่อนึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับเสือแล้วหลินฟางโจวก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง

ไป! ต้องรีบออกไป!

หลินฟางโจวกำลังจะเดินกลับไปทางเดิม ทว่านางกลับได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบนยอดไม้ที่อยู่ไม่ไกลนี้เสียก่อน ยอดไม้นั้นสั่นเหมือนกับมีอะไรบางอย่างกำลังเขย่าไปมา เดิมทีนางคิดว่าเป็นแค่ลิง แต่พอเงยหน้าขึ้นมองแล้ว เบื้องหน้าสายตากลับมีเงาดำขนาดใหญ่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ระหว่างทางชนเข้ากับกิ่งไม้ไปหลายครั้ง จนสุดท้ายก็ร่วงตกลงมาบนพื้นเสียงดังตุบ!

ลิงน่าจะไม่โง่เช่นนี้หรอกนะ

หรือจะเป็นหมีดำ?

หมีดำก็คงไม่โง่เช่นนี้กระมัง

เอ่อ

หลินฟางโจวเดาไม่ถูกแล้วว่า ‘เจ้าสิ่งนั้น’ เป็นตัวอะไร ตอนนี้นางกลัวอย่างถึงที่สุดแล้วจริงๆ ความหวาดกลัวเช่นนี้หาใช่ความหวาดกลัวตัวสั่นยามที่เผชิญหน้ากับเสือหรือหมีดำไม่ ทว่าเป็นความหวาดกลัวที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดอยู่กันแน่ นางได้แต่ขนลุกซู่อยู่ในใจ

แต่ว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่เล่า!

หลินฟางโจวสงสัยแทบตายแล้ว

ไปลองดูหน่อยเถอะ ดูแค่แวบเดียวก็พอ สิ่งนั้นตกลงบนพื้นแล้วก็แน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่แน่อาจจะเป็นแค่ก้อนหินก็ได้!

หลินฟางโจวเดินไปทางนั้นเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นว่าอีกด้านหนึ่งคือหน้าผาที่สูงนับร้อยจั้ง

มีหินหล่นลงมาสักก้อนสองก้อนก็ถือเป็นเรื่องปกติหรือเปล่านะ

ดังนั้นหลินฟางโจวจึงทำใจกล้าค่อยๆ เดินตรงไปหา ‘เจ้าสิ่งนั้น’ ทีละก้าว

ท่ามกลางแสงสลัวมัวภายในป่า ตอนที่นางเข้าไปใกล้ก็ได้พบว่าสิ่งที่นอนอยู่บนกองเศษใบไม้แห้งหนาๆ ในเวลานี้คือ…คนผู้หนึ่ง

ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นเด็กคนหนึ่ง ใบหน้าครึ่งซีกของเด็กคนนั้นซุกอยู่กับกองใบไม้แห้งกรอบ ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

หากเมื่อครู่ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองคงยากนักที่หลินฟางโจวจะเชื่อว่ามีคนเป็นๆ ตกลงมาจากฟ้าจริงๆ

ไม่สิ บางทีตอนนี้คงไม่อาจนับว่าเป็น ‘คนเป็น’ แล้ว

เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้แล้วหัวใจของหลินฟางโจวก็เต้นกระหน่ำรัวอย่างบ้าคลั่ง นางทำใจกล้าคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะยื่นมือไปทดสอบลมหายใจของเด็กคนนั้น

แม้ลมหายใจอ่อนแรงแต่ก็ยังมีความร้อนอยู่บ้างเล็กน้อย

นางยืดหลังตรงพร้อมกับเงยหน้ามองไปยังต้นไม้ด้านหนึ่ง ภายในป่าไม่มีลมเลยสักนิด ยอดไม้นั้นก็กลับไปนิ่งสงบนานแล้ว หลินฟางโจวลูบคางพลางพูดคนเดียว “เด็กน้อยมาจากที่ใดกัน ไม่มีทางที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้นี้หรอกกระมัง”

หากไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ เช่นนั้นก็ต้องตกลงมาจากที่อื่น มีหน้าผาแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากจุดนี้ไปไม่ไกล เด็กคนนี้คงเล่นอยู่ข้างบนแล้วไม่ทันระวังจนลื่นตกหน้าผาลงมาเป็นแน่

ถือว่าเขายังโชคดีที่ตกลงมาบนยอดไม้นี้พอดี ทำให้มีกิ่งไม้ช่วยลดแรงกระแทกให้เขาหลายหน ท้ายที่สุดก็ไม่ตกลงมากระแทกกับพื้นโดยตรง

นางสังเกตว่าเด็กคนนี้สวมอาภรณ์ค่อนข้างแปลกตา ตลอดทั้งร่างของเขาเป็นชุดทหารและยังสวมเกราะพร้อมด้วยหมวก เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น ทว่าที่แห่งนี้ไม่ได้มีป้อมปราการตั้งอยู่ อีกทั้งสงครามคงไม่ต้องการทหารอายุน้อยเช่นนี้ไปสู้ศึกกระมัง หากให้เขาไปตีกระต่ายยังนับว่าพอได้

หลินฟางโจวไม่เคยพบเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน ชั่วขณะหนึ่งจึงยังนึกอะไรไม่ออก มือหนึ่งของนางหนีบจิ้งหรีดไว้ อีกมือหนึ่งก็เขย่าเขาเบาๆ พลางเอ่ย “วันนี้ข้าจะทำความดีด้วยการช่วยชีวิตเจ้าสักชีวิตหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยชีวิตเจ้าไว้ได้หรือไม่ หากช่วยไม่ได้ เจ้าก็อย่าถือโทษกันเลย อายุขัยของทุกคนล้วนแต่ถูกกำหนดไว้แล้ว พอเจ้าไปถึงยมโลก ไม่อนุญาตให้เจ้าพูดถึงข้าในทางไม่ดีนะ”

ขณะที่พูดหลินฟางโจวก็ดึงเขาไปด้วย ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ยอมทิ้งจิ้งหรีดจึงใช้มือเพียงข้างเดียวที่ว่างอยู่ดึงเขา ทว่านางที่ตัวเล็กเพียงแค่นี้จะใช้มือข้างเดียวดึงเด็กชายคนหนึ่งไหวได้อย่างไรกัน นางออกแรงทั้งหมดจนสุดกำลังพลางกัดฟันแน่น

ฮึบ!

แม้ตัวคนจะถูกนางดึงขึ้นมาได้จริง ทว่า…

“อ๊ากกก! มารดาเจ้าสิ! จิ้งหรีดของข้า เทพสวรรค์ พระโพธิสัตว์ เจ้าตัวเล็ก อ๊ากๆๆๆ!”

มือข้างที่หลินฟางโจวจับจิ้งหรีดอยู่เผลอออกแรงตามมืออีกข้างไปด้วย นางไม่ทันระวังเผลอหนีบจิ้งหรีดที่เพิ่งจับมาได้เมื่อครู่นี้ตายไปเสียแล้ว

หลินฟางโจวเกือบจะปล่อยเด็กคนนี้ทิ้งลงพื้นไปแล้ว แต่สุดท้ายนางก็เกิดขลาดกลัวขึ้นมา กังวลว่าตนเองจะกลายเป็นผู้ร้ายทางอ้อม นางจึงแบกเขาขึ้นบนหลังพลางพูดอย่างโกรธเคือง “เพื่อช่วยเจ้าแล้วข้าต้องสูญเสียกระทั่งแม่ทัพใหญ่แห่งเขาเจิ้นซานของข้าไป เจ้าเป็นปีศาจมาจากที่ใดกัน ช่างเก่งกล้าสามารถยิ่งนัก!”

นางถึงกับตั้งชื่อให้จิ้งหรีดไว้เรียบร้อยแล้วด้วย

‘ปีศาจ’ นอนคว่ำอยู่บนหลังหลินฟางโจวโดยไม่ขยับเขยื้อน

หลินฟางโจวเดินไปพลางสบถด่าเขาไปพลาง ด่าไปได้สักพักความคิดใหม่ก็แวบเข้ามาในสมอง เด็กคนนี้ตกลงมาจากหน้าผา เกรงว่าคนที่บ้านเขาต้องเป็นห่วงมากแน่ ตอนนี้นางช่วยชีวิตเขาแล้ว อย่างไรก็ต้องเรียกค่าตอบแทนสักหน่อย ถึงตอนนั้นนางจะได้เอาเงินไปซื้อแม่ทัพใหญ่แห่งเขาเจิ้นซานสักสิบตัวในคราวเดียวเลย ตัวหนึ่งใช้สู้ศึกที่อำเภอหย่งโจว ส่วนอีกเก้าตัวที่เหลือก็นำมาย่างแกล้มกับสุรา ช่างน่ายินดีอะไรอย่างนี้

หึๆๆ ฮ่าๆๆ…พอคิดเช่นนี้แล้วอารมณ์ของนางก็ดีขึ้นมาในทันที

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงแล้ว เรี่ยวแรงของหลินฟางโจวก็มีอยู่ไม่มาก เพียงแค่แบกเด็กชายคนหนึ่งเดินจากนอกเมืองกลับเข้ามาในเมืองก็ราวกับใช้ไปครึ่งชีวิตแล้ว ตอนที่ใกล้จะถึงประตูเมืองนางจึงเหน็ดเหนื่อยจนมีสภาพหอบฮักไม่ต่างจากสุนัข

ประตูเมืองกำลังจะปิดลงแล้ว

หลินฟางโจวเห็นประตูเล็กๆ ด้านข้างกำลังจะปิดลง นางก็ตะโกนออกไปเสียงดัง “ช้า! ช้าก่อน!”

คนรับหน้าที่เฝ้าประตูเมืองคือผู้เฒ่าสายตาฝ้าฟางคนหนึ่ง ทุกคนต่างเรียกเขาว่า ‘เหล่าเถี่ย’ เหล่าเถี่ยมองหลินฟางโจวซึ่งอยู่ภายใต้แสงยามค่ำคืนอยู่หลายหน ก่อนจะนึกออกว่าอีกฝ่ายเป็นต้าหลางสกุลหลิน ผู้เฒ่าจึงเอ่ยปากถาม “ต้าหลาง เหตุใดถึงได้เที่ยวเล่นจนเพิ่งจะกลับมาป่านนี้เล่า หากเจ้ามาช้าอีกเพียงก้าวเดียว ประตูเมืองก็จะปิดแล้วนะ ถึงตอนนั้นเจ้าก็ได้แต่นอนอยู่นอกเมืองแล้ว ดีไม่ดีอาจจะถูกเสือคาบไปด้วย!”

“เฮ้อ! อย่าพูดถึงเลย”

“บนหลังเจ้าแบกใครไว้น่ะ”

หลินฟางโจวเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว นางไม่อยากสิ้นเปลืองคำพูดมาชี้แจงอะไรอีก คนผู้นี้มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน ไม่แน่ว่าอาจจะถูกทางการเรียกตรวจสอบเมื่อใดก็ได้ อีกทั้งเด็กน้อยจะเป็นหรือตายก็ยังไม่แน่ชัด หากนางไม่ระวังพลั้งปากพูดอะไรออกไปอาจสร้างปัญหาให้ตนเองได้ในภายหลัง

นอกจากนี้นางยังกลัวว่า ‘ผลงานของตนเอง’ จะถูกคนอื่นขโมยไปด้วย

ผ่านไปไม่นานหลังจากที่ขบคิดเล็กน้อยแล้วนางก็พูดปั้นน้ำเป็นตัวออกมา “บุตรชายตัวแสบของบ้านคนขายเนื้อแซ่เฉินน่ะ วันนี้เขาอยากจะไปจับจิ้งหรีดกับข้าที่นอกเมืองให้ได้ แต่ดีเสียจริง! เพียงเที่ยวเล่นได้ครึ่งทางก็เหนื่อยจนผล็อยหลับไป ยังต้องให้ข้าแบกเขากลับมาอีก!”

“เด็กน้อยล้วนขี้เซา”

“ท่านอย่าไปบอกใครเชียวว่าเขาออกไปนอกเมืองกับข้า หากเขาถูกมารดาตี คนขายเนื้อแซ่เฉินจะต้องมาตีข้าด้วยแน่”

“วางใจเถอะ คนแก่หูตาฝ้าฟางเช่นข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ทุกวันนี้ข้างนอกไม่ค่อยสงบสุขเท่าไร ล้วนพูดกันว่ามีเสือปรากฏตัวขึ้นในป่า ต้าหลาง พวกเจ้าอย่าได้ออกไปเที่ยวเล่นกันบ่อยนักเลยนะ”

“ได้เลยๆ ข้ารู้แล้ว!”

 

เมื่อแบกตัวภาระกลับมาถึงบ้าน หลินฟางโจวก็โยนเขาลงไปบนเตียงทันที ก่อนที่มือนางจะคลำไปจุดตะเกียงน้ำมัน

บ้านของนางทรุดโทรม รอบด้านมีแต่รูเล็กรูน้อยให้ลมพัดเข้ามา ตอนนี้เปลวไฟที่มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองในตะเกียงน้ำมันก็วูบไหวไปมาประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวสลัว ส่องสว่างให้เห็นฝุ่นและใยแมงมุมภายในบ้าน ราวกับว่าที่นี่เป็นบ้านผีสิงอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งนางอยู่จนคุ้นชินแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจกับความน่ากลัวนี้เท่าไรนัก

ยามนี้เด็กชายยังไม่รู้สึกตัวตื่น หลินฟางโจวไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาตกลงมาแล้วได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่ นางจึงถอดชุดเกราะแปลกประหลาดชุดนั้นออกจากตัวเขาก่อน แม้ชุดเกราะนั้นจะทำมาจากหนังทั้งหมด แต่นางก็ไม่รู้ว่าทำมาจากหนังอะไร ลูบดูแล้วก็ให้ความรู้สึกนุ่มมืออยู่บ้าง เมื่อยกขึ้นมาวางบนมือก็มีน้ำหนักที่เบายิ่ง เหมาะที่จะให้เด็กสวมใส่ได้พอดี

แม้จะไม่เข้าใจที่มาที่ไปของชุดเกราะนี้นัก แต่หลินฟางโจวก็ยังรู้สึกได้ว่ามันมีราคาไม่น้อยเลย

แต่ว่าน่าเสียดายที่เอาไว้ใช้กับเด็ก เอาออกไปขายก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ

เมื่อโยนชุดเกราะทิ้งลงพื้นแล้วหลินฟางโจวก็เห็นว่าเขาสวมชุดยาวสีขาวไว้ข้างใน นางไม่รู้ว่าชุดนั้นทำมาจากผ้าไหมแบบใดกันแน่ ผิวของผ้าราวกับผิวน้ำที่ใสระยิบระยับ ให้สัมผัสที่นุ่มนวลอ่อนนุ่มจนไม่อยากจะปล่อยมือทีเดียว ตรงขอบชุดยังใช้ด้ายสีเดียวกับลายปักซึ่งทำได้อย่างละเอียดงดงาม ฝีเข็มแต่ละเข็มล้วนประณีตอย่างที่สุด

แค่ชุดนี้ชุดเดียวก็มีค่าถึงหนึ่งตำลึงแล้วกระมัง

หลินฟางโจวกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง สายตานางกวาดมองลงต่ำ ก่อนจะพบว่าที่เอวของเขามีหยกงามห้อยอยู่ชิ้นหนึ่ง

แปลกจริง จะต่อสู้อย่างดุดันและสง่างามไปด้วยหรือไรกัน เด็กน้อยผู้นี้ช่างเข้าใจยากเย็นยิ่งนัก

นางปลดหยกชิ้นนั้นออกแล้วยกขึ้นมามองตรงหน้าพลางอดเอ่ยชมไม่ได้ “หยกดี! หยกดี!”

หยกชิ้นนี้เป็นสีขาวหิมะมันวาวใส แกะสลักเป็นรูปงูบินกินหาง ส่วนหัวที่มีเขางอกออกมากำลังกัดหางของตัวเองจนม้วนกลายเป็นวงกลมวงหนึ่ง

ลายเส้นของหยกทั้งชิ้นดูเรียบง่ายสง่างาม แม้แต่คนที่เกลียดงูเป็นที่สุดอย่างหลินฟางโจวเห็นแล้วก็ยังนึกชอบ

ชุดเกราะหนังถอดออกแล้ว หยกงามก็ปลดออกแล้ว หลินฟางโจวสังเกตโดยละเอียดอยู่หนึ่งรอบจึงค่อยพบว่าเด็กน้อยผู้นี้ไม่ได้มีส่วนใดที่เลือดออกเลย

ชิๆ ตกลงมาจากที่สูงขนาดนั้น รอยแผลสักนิดก็ไม่มี อยากรู้นักว่าชุดเกราะชุดนั้นทำมาจากอะไรกันแน่!

หลินฟางโจวประหลาดใจอยู่บ้าง กระนั้นนางก็ยังเป็นห่วงว่าเด็กน้อยจะมีอาการกระทบกระเทือนภายใน เด็กคนนี้ดูมีฐานะ การที่เขามีชีวิตอยู่ย่อมต้องมีค่ามากกว่าตายอยู่แล้ว…พอนึกถึงตรงนี้หลินฟางโจวก็ถือโคมเดินออกจากประตูไป

หมอหวงอาศัยอยู่ที่ถนนฝั่งตะวันออกนี้เอง ซึ่งห่างจากบ้านของหลินฟางโจวไปไม่ไกลนัก ทว่าคนที่ไปให้เขารักษาโรคนั้นกลับมีอยู่ไม่มาก สาเหตุก็มาจากที่เขาเป็นใบ้

ตอนที่หลินฟางโจวเคาะประตูบ้านหมอหวง เขากำลังบดยาอยู่ กลิ่นยาอบอวลไปทั่วห้อง ภรรยาพาบุตรชายและบุตรสาวสองคนกลับไปอยู่ที่บ้านมารดาตั้งแต่เย็นแล้ว ตอนนี้ภายในบ้านจึงมีเขาอยู่เพียงคนเดียว

หลินฟางโจวบอกเหตุผลที่มาในครั้งนี้อย่างชัดเจน หมอหวงไม่รีรอรีบแบกล่วมยาไว้บนหลังแล้วตามนางกลับไปที่บ้าน

 

เมื่อมาถึงบ้านของหลินฟางโจว หมอหวงก็ตรวจร่างกายเด็กชายหนึ่งรอบ

ข่าวดี…อวัยวะภายในไม่ได้รับการกระทบกระเทือน

ข่าวร้าย…สมองกระทบกระเทือน

หลินฟางโจวเอ่ยถามด้วยความหดหู่ใจอยู่บ้าง “เขาจะมีชีวิตรอดหรือไม่”

หมอหวงยกมือทำท่าทางอยู่รอบหนึ่ง โชคดีที่หลินฟางโจวกับเขาเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายปี ยามสื่อสารจึงไม่ได้ลำบากอะไร นางพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยทวนสิ่งที่เขาจะบอกซ้ำอีกครั้ง “ภายในสามวันได้สติก็คือรอดชีวิต หากไม่ได้สติก็จัดงานศพให้เร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ มิเช่นนั้นจะมีหนอนขึ้น?”

หมอหวงพยักหน้า

หลินฟางโจวโมโหเสียจนกลอกตามองบน “ท่านช่างคิดได้รอบคอบเสียจริง!”

เขายังถามนางว่าเด็กน้อยเป็นเด็กบ้านไหน เหตุใดถึงได้มีสภาพเช่นนี้ นางเป็นคนทำใช่หรือไม่

หลินฟางโจวโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่ข้าแน่นอน ข้าช่วยชีวิตคน…ท่านอย่าได้ถามมั่วๆ เช่นนี้สิ”

สุดท้ายหมอหวงก็ไม่ได้เขียนใบสั่งยาให้นาง ประการแรก สรรพคุณของยาไม่อาจช่วยรักษาอาการกระทบกระเทือนทางสมองได้ ประการที่สอง หลินฟางโจวยากจนเสียจนแทบไม่มีข้าวกิน ได้ยินว่าตอนกลางวันของวันนี้ยังให้หญิงชราขายชุยปิ่งลงบัญชีไว้อยู่เลย หากเขาเขียนใบสั่งยาให้นางไป เกรงว่านางจะต้องให้เขาลงบัญชีไว้เป็นแน่…

หลังจากส่งหมอหวงกลับไปแล้วหลินฟางโจวก็กลับมานั่งลงที่บนเตียง นางมองไปยังเด็กน้อยที่นอนอยู่บนเตียงอย่างคิดไม่ตก “เจ้าจะตายก็ตายไปเสีย หากจะรอดก็จงรอด เหตุใดยังต้องรอให้ถึงสามวันด้วย อีกสามวันข้าจึงจะหาข้าวมาใส่หม้อได้หรือ! ไม่เช่นนั้นข้าเอาเจ้าไปตุ๋นไม่ดีกว่าหรือไร กินได้ไปสิบวัน ไม่ก็ครึ่งเดือนเชียวนะ!”

ช่างเถอะๆ ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือตาย พรุ่งนี้ค่อยไปถามว่ามีเด็กบ้านไหนหายตัวไปก็ได้ หลินฟางโจวทำได้แค่ถอนหายใจ

ถึงอย่างไรเด็กชายคนนี้ก็มีค่ามากกว่าศพแล้วกัน เมื่อคิดได้เช่นนี้หลินฟางโจวก็ตะแคงร่างนอนลงที่บนเตียง

ช่วงเวลามืดค่ำคนในบ้านทุกหลังต่างก็ปิดประตูนอนกันอย่างรวดเร็ว บนถนนเงียบสงัด ได้ยินเสียงแมลงตัวสองตัวร้องอยู่บ้างเป็นครั้งคราว บรรยากาศวังเวงอ้างว้างยิ่งนัก

ยามรักษาการณ์ถือโคมเดินไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นศิลาเขียว ลมพัดมาระลอกหนึ่ง เขากระชับเสื้อผ้าพลางพูดกับตนเอง “พรุ่งนี้เกรงว่าฝนจะตก”

เวลานี้เองยามรักษาการณ์ก็มองเห็นเงาร่างงกๆ เงิ่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลนักกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาจึงเอ่ย “เหล่าเถี่ย นั่นใช่เจ้าหรือไม่”

“เป็นข้าเอง” เหล่าเถี่ยตอบกลับไป

“นี่ก็ยามไฮ่* แล้ว เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ ออกมาข้างนอกเช่นนี้จะไปเป็นเทพท่องราตรีหรือไรกัน”

“เทพท่องราตรีอะไรกัน วันนี้ที่ออกมาเพราะที่ว่าการมีเทพองค์หนึ่งกำลังรอข้าอยู่” เหล่าเถี่ยเดินใกล้เข้ามาอีกเล็กน้อยพลางเอ่ยต่อว่า “เมื่อครู่มีคนจากที่ว่าการมาแจ้งข่าว บอกว่านายอำเภอต้องการพบข้า”

“ดึกดื่นเพียงนี้แล้วนายอำเภอจะตามตัวเจ้าด้วยเรื่องใด”

“ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าก็แค่คนเฝ้าประตูเมือง”

ปีนี้เหล่าเถี่ยอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว หากว่ากันตามจริงอายุขนาดนี้ก็ไม่เหมาะจะให้มาเฝ้าประตูเมืองแล้ว ทว่าอำเภอหย่งโจวแห่งนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่สำคัญอะไร อีกทั้งหลายปีมานี้ใต้หล้าล้วนแต่สงบสุขดี ไม่มีเรื่องราวใหญ่โตใดเกิดขึ้น ประตูเมืองจึงไม่ได้มีความสำคัญเท่าใดนัก เขาก็เป็นแค่ชายชราคนหนึ่ง ทั้งภรรยาและบุตรต่างก็ก้าวสู่ยมโลกเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง พานเหรินเฟิ่งเห็นใจทั้งเรื่องอายุและความยากจนจึงให้งานนี้กับเขา

 

เหล่าเถี่ยมาถึงที่ว่าการและพบว่าพานเหรินเฟิ่งกำลังรอเขาอยู่

“ใต้เท้า ท่านต้องการพบข้าน้อยหรือขอรับ”

“อืม เหล่าเถี่ย ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย วันนี้ตั้งแต่ยามเซิน จนถึงยามซวี เป็นเจ้าที่เฝ้าประตูใช่หรือไม่”

“ตอบใต้เท้า เป็นข้าน้อยเองขอรับ”

“ประตูเมืองปิดเรียบร้อยดีแล้วหรือ”

“ปิดดีแล้วขอรับ ใต้เท้าวางใจได้…ใต้เท้า ท่านต้องการพบข้าน้อยเพราะมีเรื่องสำคัญอะไรจะสั่งหรือขอรับ”

พานเหรินเฟิ่งเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “ที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่ระยะนี้มีข่าวลือหนาหูว่าบนภูเขามีเสือร้าย ข้าซึ่งเป็นผู้ดูแลที่นี่ก็ควรถามไถ่”

“เรื่องนั้น…”

“ข้าขอถามเจ้า ช่วงนี้คนที่เข้าออกประตูเมืองมีมากหรือไม่”

“มีจำนวนน้อยลงไปบ้างขอรับ ต้องเป็นเพราะหวาดกลัวเสือจนไม่กล้าออกจากเมืองกันแน่ๆ”

“อืม พวกผู้ใหญ่คงไม่เป็นไร พวกเขาล้วนดูแลตัวเองกันได้ ที่สำคัญคือพวกเด็กๆ ที่ชอบออกไปเล่นชั่วครู่ชั่วยามต่างหาก ข้ากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับพวกเขา วันนี้ตอนเจ้าทำหน้าที่มีเด็กเข้าออกบ้างหรือไม่”

“ใต้เท้า ข้าน้อยเห็นเพียงภรรยาของหมอหวงพาลูกๆ กลับไปที่บ้านมารดา นอกจากนั้นก็ไม่มีเลยขอรับ”

“เจ้าดูดีแล้วแน่นะ หากมีเด็กหายไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าจะสอบสวนเอาความผิดกับเจ้า”

“ใต้เท้าวางใจได้ ข้าน้อยดูดีแล้วขอรับ คนที่เข้าออกประตูเมืองเดิมทีก็มีไม่มาก”

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เหล่าเถี่ย ต้องลำบากเจ้าแล้ว รอให้ข้าหาคนมากำราบเสือได้เสียก่อน เมื่อความสงบสุขกลับคืนมา ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้า”

“ขอบคุณใต้เท้ามาก! ขอบคุณขอรับ!”

หลังจากเหล่าเถี่ยออกไปแล้ว สีหน้าผ่อนคลายของพานเหรินเฟิ่งก็เปลี่ยนเป็นสำรวมและเต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก เขาหมุนตัวหันไปประสานมือคารวะผู้ที่อยู่ด้านหลังฉากกั้นพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าทั้งสอง…”

พานเหรินเฟิ่งยังพูดไม่ทันจบก็มีชายหนุ่มสองคนเดินออกมาจากหลังฉากกั้นแล้ว

ทั้งสองสวมเสื้อผ้าธรรมดาซึ่งดูมิต่างจากคนทั่วไป ทว่าท่าทางของพวกเขากลับให้ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกอยู่บ้าง

พานเหรินเฟิ่งเอ่ย “ใต้เท้าทั้งสองคงได้ยินแล้ว ไม่มีเด็กแปลกหน้าเข้ามาในเมืองนี้ขอรับ”

ชายหนุ่มที่ดูอายุมากกว่าพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเขานิ่งค้างใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “ค้นหาไปตามโรงหมอและร้านขายยาทุกที่ในเมืองที่สามารถรักษาบาดแผลจากการหกล้ม กระแทก และบาดเจ็บภายใน ต้องค้นหาให้ทั่วโดยละเอียด จงจำไว้ว่าต้องค้นหาอย่างลับๆ ไม่อาจให้ผู้คนทั่วไปล่วงรู้ได้”

พานเหรินเฟิ่งตอบรับ

“ใครก็ตามที่แพร่งพรายความลับนี้ออกไป มันผู้นั้นจะต้องถูกสังหารในทันที!” น้ำเสียงเขาพลันดุดันขึ้นมา

ร่างของพานเหรินเฟิ่งสั่นเทิ้มด้วยความตกใจ เขาปาดเหงื่อไปพลางพูดจาตะกุกตะกักไปพลาง “เรื่องนั้น…ข้าน้อย…ข้าน้อยไม่มีอำนาจไปสั่งประหารคนทำผิด ทุกเรื่องล้วนต้องรายงานต่อทางการ…”

“เจ้าสนใจแค่งานของเจ้าก็พอ” ชายหนุ่มที่ดูอายุมากกว่าพูดแทรกพานเหรินเฟิ่งขึ้นมา “เรื่องสังหารคนพวกข้าจะจัดการเอง”

พอพูดประโยคนี้จบสองคนนั้นก็เดินจากไป ยามที่คนตามหลังเดินผ่านพานเหรินเฟิ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดีสักประโยคหนึ่ง ‘ใครก็ตาม’ ที่พูดถึงก็รวมถึงตัวเจ้าด้วย”

ใบหน้าของพานเหรินเฟิ่งไร้สีเลือดไปทันใด “ขอรับ ข้าน้อยจะจดจำไว้ ขอใต้เท้าทั้งสองเดินทางปลอดภัย…”

รอกระทั่ง ‘เทพสังหาร’ สองคนออกไปแล้ว พานเหรินเฟิ่งก็หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าที่ยังหวาดกลัวไม่หาย เขาพึมพำกับตนเอง “เด็กคนนั้นที่พวกเขาตามหาไปทั่วนี้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่…”

เขาไม่กล้าคิดต่อเลยจริงๆ

 

หลังจากหลินฟางโจวได้นอนหลับจนเต็มอิ่มแล้ว นางก็ตื่นขึ้นในช่วงสายของวันต่อมา

นางเหลือบมองคนที่อยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง เขายังไม่รู้สึกตัว ท่านอนของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อคืนเลยสักนิดราวกับศพอย่างไรอย่างนั้น หลินฟางโจวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปทดสอบลมหายใจของเขา อืม ยังมีลมหายใจอยู่

เมื่อคืนนี้มืดสนิท อีกทั้งนางก็เหนื่อยแทบตายแล้วจึงไม่ได้สังเกตหน้าตาของเด็กนี่เท่าไรนัก เช้านี้พอได้มองอย่างละเอียดก็พบว่าเด็กคนนี้หน้าตาค่อนข้างดีทีเดียว ผิวของเขาขาวผ่องทั้งยังนุ่มนิ่มราวกับก้อนแป้ง

จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังแว่วมาเป็นระยะจากทางนอกหน้าต่าง เป็นเสียงของหญิงชราขายชุยปิ่งนั่นเอง

หลินฟางโจวรู้สึกถึงความหิวโหยในท้องขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วออกจากบ้านไปหาอาหารกิน

 

บุตรชายของคนขายเนื้อแซ่เฉินกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านของเขา ในมือถือไป๋ถังเกา ก้อนหนึ่งแต่ไม่กิน เขาเอาแต่จ้องมองไปที่พื้น หลินฟางโจวเดินเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย พบว่าเขากำลังมองมดอยู่ ก่อนจะเห็นเขาโยนไป๋ถังเกาชิ้นเล็กในมือทิ้งลงบนพื้นแล้วมองมดทั้งหลายมาแย่งไป ซึ่งเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อความสนุกเท่านั้น

หลินฟางโจวกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก

“เฉินเสี่ยวซาน” นางเรียกเขา

เฉินเสี่ยวซานมีพี่ชายสองคน แต่น่าเสียดายที่พี่ชายของเขาต่างก็จากโลกนี้ไปตั้งแต่เขายังเล็ก หากพี่ชายเขายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ก็คงอายุเท่าๆ กับหลินฟางโจวแล้ว

พอได้ยินหลินฟางโจวเอ่ยเรียก เฉินเสี่ยวซานผู้มีรูปร่างท้วมก็เงยใบหน้ากลมยุ้ยขึ้นมา “พี่หลิน…พี่หลินดูสิ ดูมดพวกนี้”

“อืม เสี่ยวซาน ไป๋ถังเกานี้ซื้อมาจากคนขาเป๋แซ่เว่ยใช่หรือไม่”

“อืม ไป๋ถังเกาของคนขาเป๋แซ่เว่ยอร่อยที่สุด”

“เมื่อวานข้าเห็นคนขาเป๋แซ่เว่ยซื้อน้ำตาลพอดี เห็นเขาไม่ระวังทำน้ำตาลหกใส่รังมดเข้า มดมากมายก็เลยออกมาหาน้ำตาลของเขา ตอนนั้นคนขาเป๋แซ่เว่ยรีบร้อนลนลานยิ่งนัก ตอนที่เก็บน้ำตาลจึงได้เก็บมดกลับไปด้วย”

เฉินเสี่ยวซานได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที เขาก้มหน้ามองไป๋ถังเกาในมือด้วยสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

หลินฟางโจวชี้ไปยังขนมในมือเขาพร้อมกับเอ่ย “เจ้าดูนี่ จุดดำนี่ไม่ใช่มดหรอกหรือ”

“ตรงไหนกัน”

“ตรงนี้…มาสิ ข้าจะช่วยเจ้าหยิบออก”

เฉินเสี่ยวซานยื่นไป๋ถังเกาส่งให้หลินฟางโจว นางรับไป๋ถังเกาอันหอมฉุยนั้นมา โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงก็กัดไปคำใหญ่แล้ว

เฉินเสี่ยวซานจึงได้เข้าใจว่าตนเองโดนหลอกเข้าเสียแล้ว เขาร้องไห้โฮทันที

เสียงร้องไห้ดังเสียจนทำให้คนขายเนื้อแซ่เฉินซึ่งกำลังจัดเรียงเนื้อหมูอยู่ในลานบ้านตกใจ เขาถือมีดปังตอวิ่งออกมาพลางพูดด้วยความโมโห “เกิดอะไรขึ้น!”

หลินฟางโจวถือไป๋ถังเกาวิ่งหนีไปไวราวกับควัน วิ่งพลางหัวเราะไปด้วย นางทิ้งเสียงก่นด่าของคนขายเนื้อแซ่เฉินไว้ข้างหลัง

 

หลังจากกินไป๋ถังเกาหมดแล้ว ในท้องก็ถือว่ามีอาหารอยู่เล็กน้อย หลินฟางโจวเดินไปตามถนน นางครุ่นคิดว่าควรจะถามหาเบาะแสของเด็กนั่นอย่างไรดี ด้วยรู้สึกว่าเด็กน้อยผู้นั้นไม่เหมือนกับคนทั่วไป นางจึงไม่อยากหุนหันทำอะไรไปโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี มิเช่นนั้นอาจถูกผู้อื่นมาแย่งความดีความชอบนี้ไปได้

ต่อให้ยามนี้นางอยากจะหาเงินให้ได้มากๆ ก็ควรต้องรู้ถึงความเป็นมาของอีกฝ่ายให้แน่ชัดเสียก่อน นางจะได้รู้ว่าตนเองสามารถเรียกเงินได้มากเท่าไร…

หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายนางก็เดินไปที่ลานพนัน

ในลานพนันมีคนหลากหลายชนชั้นปะปนกัน เป็นที่ที่รวมข่าวสารต่างๆ ไว้มากมายและสามารถกระจายข่าวออกไปได้รวดเร็วที่สุด

หลินฟางโจวปะปนไปกับกลุ่มคนดูไผจิ่ว พอมีคนตะโกนนางก็ส่งเสียงตามไปด้วย ต่อให้ยามนี้จะคันไม้คันมือและคันยุบยิบอยู่ในใจเพียงใด แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่นางไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียวติดตัว นางจึงทำได้เพียงเก็บเกี่ยวความสุขอยู่ที่วงนอกเท่านั้น

หลินฟางโจวทั้งดูไผจิ่วทั้งเงี่ยหูฟังผู้คนรอบๆ พูดคุยกันไปด้วย ฟังไปฟังมาก็มีแต่…แม่นางที่งดงามผู้นั้นอยู่หอคณิกาไหน ระยะนี้บุรุษสกุลใดกำลังมือขึ้น ใครลักลอบเป็นชู้กับหญิงที่มีสามีแล้วจนถูกจับได้คาหนังคาเขา ทว่า…กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องเด็กบ้านไหนหายตัวไปเลย

หลินฟางโจวหรี่ตาลงพลางตัดสินใจเด็ดขาด ในเมื่อคนอื่นไม่พูดถึง ข้าก็พูดถึงเองสิ

นางสะกิดคนผู้หนึ่งที่อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้นมา “เคยได้ยินหรือไม่”

“อะไร”

“ระหว่างทางที่ข้ามาที่นี่ ได้ยินขอทานริมทางพูดว่ามีเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ในบ้านคนขาเป๋แซ่เว่ย” หลินฟางโจวพูดสิ่งที่นางคิดเตรียมไว้ก่อนแล้ว

“คนขาเป๋แซ่เว่ยอยู่ตัวคนเดียว กระทั่งขอภรรยายังไม่มีใครยอมแต่งให้เลย แล้วจะไปมีลูกได้อย่างไรเล่า”

นางตอบอย่างรวดเร็ว “ก็เขาเก็บมาได้”

“แล้วเก็บได้จากที่ใดเล่า คงไม่ใช่ว่าเดินขาเป๋มาเองหรอกนะ คนขาเป๋แซ่เว่ย คนขาเป๋ ฮ่าๆๆ”

“ข้าเองก็ไม่รู้ ไม่แน่อาจเป็นขอทานสักคนที่พูดจาเหลวไหล หิวจนเลอะเลือนไปแล้ว” นางแสร้งทำทีเป็นสับสน

คนที่สนทนากับหลินฟางโจวเริ่มรู้สึกคล้อยตาม “บางทีอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ คนขาเป๋แซ่เว่ยไม่มีภรรยา จึงได้เก็บเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก ให้เลี้ยงดูเขายามแก่เฒ่าไปจนตาย”

ครู่หนึ่งผ่านไปแทบจะทุกคนทั่วทั้งลานพนันต่างก็รู้ว่าคนขาเป๋แซ่เว่ยเก็บเด็กน้อยมา

หลินฟางโจวคิดในใจ…บางทีวันพรุ่งนี้อาจจะมีคนไปหาคนขาเป๋แซ่เว่ยเพื่อตามหาคนก็ได้ ข้าค่อยตามไปดูว่าเป็นคนสกุลไหนแล้วค่อยคิดวางแผน ถึงอย่างไรชีวิตของเด็กนั่นสวรรค์ก็เป็นผู้กำหนด จะตายที่ไหนล้วนเหมือนกัน ไม่แน่ว่าตอนคนที่บ้านเขามาตามหา เขาอาจฟื้นขึ้นมาพอดีก็ได้ ด้วยเหตุนี้ข้าไม่ควรรีบร้อน ช้าสักวันสองวันก็คงไม่มีปัญหา

 

ตอนบ่าย ยามที่คนขาเป๋แซ่เว่ยซึ่งแบกตะกร้าไว้บนหลังเดินผ่านประตูลานพนันเข้ามาก็มีคนเอ่ยถามเขาทันที “คนขาเป๋แซ่เว่ย ได้ยินว่าเจ้าเก็บเด็กได้คนหนึ่งหรือ”

คนขาเป๋แซ่เว่ยนึกว่าอีกฝ่ายเพียงล้อเล่นกับเขาจึงยิ้มเอ่ย “หากข้าเก็บเด็กได้คนหนึ่ง จะต้องพาเขาไปซ่อนเอาไว้ กระทั่งเทพเซียนก็หาไม่เจอแน่!”

ทุกคนหัวเราะแล้วหลับหูหลับตาพูดแสดงความยินดีตามๆ กันไป

หลินฟางโจวอยู่ที่ลานพนันทั้งวันแล้วก็ออกมา เมื่อมองเห็นดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางตะวันตกนางก็ลูบท้อง ท้องของนางยามนี้ร้องครวญครางด้วยความหิวโหยจนยากจะทนไหวแล้ว

เณรน้อยรูปหนึ่งถือบาตรเดินผ่านมาตรงหน้า หลินฟางโจวจึงเอ่ยเรียก “เณรน้อย!”

“ประสกมีอะไรจะชี้แนะอาตมาหรือ”

“ข้าได้ยินคนพุทธกล่าวกันว่าช่วยชีวิตหนึ่งชีวิตได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น วันนี้ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว ท่านให้เงินข้าไปซื้อโจ๊กสักชามได้หรือไม่”

แต่ไหนแต่ไรมายามที่เณรน้อยบิณฑบาตล้วนแต่เป็นผู้อื่นมอบเงินให้เขา วันนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนมาเอ่ยขอเงินก่อน ความหน้าไม่อายของอีกฝ่ายทำให้เณรน้อยตกใจอยู่ชั่วครู่จนไม่สามารถตอบอะไรออกไปได้

หลินฟางโจวยังคงเอ่ยต่อ “ไม่ให้ก็ช่างเถอะ เช่นนั้นข้าก็คงจะหิวตายอยู่บนถนนนี้ ถูกสุนัขจรจัดกินเป็นอาหารก็ช่างเถอะ!”

สุดท้ายเณรน้อยก็ใจอ่อน เขาหยิบเงินออกมาจากบาตรหนึ่งอีแปะพร้อมกับเอ่ย “เป็นเพราะกุศลของอาตมาตื้นเขิน วันนี้จึงบิณฑบาตได้มาเพียงหนึ่งอีแปะ หากประสกต้องการก็นำไปเถอะ”

หลินฟางโจวรับเงินมาพลางพูด “ขอบคุณเณรน้อยมาก! ไว้วันหน้าข้าร่ำรวยขึ้นมา ข้าจะเลี้ยงไก่ย่างท่านนะ!”

สีหน้าเณรน้อยออกอาการตื่นตะลึง เขารีบร้อนเอ่ย “เป็นบาปแล้วๆ”

 

หลินฟางโจวใช้เงินหนึ่งอีแปะนี้ซื้อโจ๊กมาหนึ่งชาม นางยกซดเข้าไปครึ่งชามในอึดใจเดียว ที่เหลืออีกครึ่งชามนั้นนางยังไม่ได้กิน ด้วยนึกไปถึงใบหน้าขาวซีดของคนที่นอนอยู่ในบ้านตนเอง

ชิชะ! ว่ากันว่าความคับแค้นใจของผีที่ตายด้วยความหิวโหยนั้นรุนแรงที่สุดแล้ว

นางตบโต๊ะ “เสี่ยวเอ้อร์!”

“มาแล้ว!” เสี่ยวเอ้อร์วิ่งมา “ต้าหลาง ท่านจะสั่งอะไรอีกหรือ”

“ให้ข้ายืมกล่องใส่อาหารสักกล่องสิ”

สีหน้าเสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนไปทันที เขาเอ่ยหยอกเย้า “สั่งโจ๊กหนึ่งชามยังต้องใช้กล่องใส่อาหารด้วยหรือ ลูกค้าช่างฟุ่มเฟือยยิ่งนัก”

“เสี่ยวเอ้อร์! วันนี้ข้าไม่ว่างมาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ รีบไปเอากล่องใส่อาหารมาเร็วเข้า ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำมาค้าขายอะไรแล้ว”

เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าทำให้อันธพาลเช่นนี้โมโหจริงๆ สุดท้ายคนเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า เขาไปเอากล่องใส่อาหารมาให้หลินฟางโจว แล้วกำชับนางซ้ำๆ ให้เอามาคืนตรงเวลาด้วยและไม่ให้ทำพัง…หลินฟางโจวเทโจ๊กที่เหลืออยู่ครึ่งชามลงในกล่องใส่อาหาร จากนั้นก็เดินถือจากไป

ต้องเป็นเพราะเจ้านั่นยากจนถึงขนาดไม่มีเงินจะกินข้าวเป็นแน่ โจ๊กชามเดียวยังต้องเก็บอีกครึ่งไว้กินพรุ่งนี้เช้าอีก…เสี่ยวเอ้อร์คิดว่าตนเองมองความจริงทะลุปรุโปร่งแล้ว

 

หลินฟางโจวถือกล่องใส่อาหารที่มีโจ๊กอีกครึ่งชามอยู่ในนั้นกลับมาบ้าน เพราะขี้เกียจค้นหาช้อนนางจึงใช้มือข้างหนึ่งบีบแก้มของเด็กน้อยเพื่อบังคับให้เขาอ้าปาก ส่วนมืออีกข้างก็ถือกล่องกรอกโจ๊กใส่ปากให้เขา กรอกเพียงไม่กี่ครั้งโจ๊กทั้งหมดก็ไหลลงไปอยู่ในท้องเขา

ไม่สำลักตายในทันทีก็ถือว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว

หลังจากนั้นหลินฟางโจวก็เข้านอน ยังคงเป็นค่ำคืนที่นอนหลับฝันดีอยู่หรือไม่นั้นนางไม่ขอพูดถึงแล้วกัน

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 ธ.ค. 62

หน้าที่แล้ว1 of 15

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: