X
    Categories: ทดลองอ่านบุพเพอลวนมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย บุพเพอลวน เล่ม 1 บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่ 4 จอมยุทธ์หญิงวิวาห์แทนคุณหนู

 

โรงเตี๊ยมเหิงชางเป็นโรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุดในเมืองหลวง ตั้งอยู่ตรงริมสระหนานฉือ (ทักษิณ) สีเขียวหยกที่ไหลลงสู่ทิศตะวันออก* สระหนานฉือขึ้นชื่อว่าเป็นสระ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ น้ำในทะเลสาบเป็นสีเขียวเข้มดุจหยก ริมฝั่งเย็นครึ้มด้วยร่มเงาของกิ่งหลิว สายลมอ่อนพัดพายเป็นระยะ ทิวทัศน์งดงามตระการตาดุจภาพวาด

ตัวโรงเตี๊ยมยังถูกออกแบบไว้อย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะอาหารเครื่องดื่มหรือที่พักก็ล้วนทำให้ลูกค้าที่มาเยือนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศและความรู้สึกที่พิเศษเฉพาะตัวไปจากโรงเตี๊ยมอื่นในเมืองหลวง

ตอนกลางวันจะมีปัญญาชนในเสื้อคลุมตัวหลวมแขนกว้างมานั่งที่นี่เพื่อกินปลาที่จับจากในทะเลสาบสดๆ เดี๋ยวนั้น รับลมจากผิวน้ำพลาง จิบสุราพลาง บางครั้งยังเกิดอารมณ์สุนทรีย์ขับกลอน ‘ยามต้องทิวาผ่อง ผิวน้ำทองเป็นเลื่อมพราย ยามฝนหล่นโปรยปราย เพียงม่านแพรพรางคีรี’**

เมื่อเข้ายามราตรี หากใครมาอยู่ตรงริมหน้าต่างก็จะได้เห็นแสงไฟจากเรือประมงเป็นจุดเล็กๆ และแสงวะวับจับตาที่กระทบยอดคลื่นในทะเลสาบ บางทียังอาจได้ยินเสียงเพลงลอยแว่วมาจากลำเรือ ชวนให้หัวใจสงบผ่อนคลายยิ่งนัก

โรงเตี๊ยมเช่นนี้ย่อมมีแขกล้นหลามอย่างไม่ต้องสงสัย มิหนำซ้ำโรงเตี๊ยมเหิงชางยังขึ้นชื่อว่าหรูหราที่สุดในเมืองหลวง ใช่ว่าคนทั่วไปจะเข้าพักได้

คืนนี้หน้าประตูโรงเตี๊ยมแขวนโคมไฟขนาดใหญ่ บนโคมเขียนอักษรสั้นๆ ว่า ‘เต็ม’

ทว่าเจียงเสี่ยวเซวียนที่เดินทางรอนแรมมานับพันลี้ บัดนี้ได้เข้าพักในห้องเทียนจื้อของโรงเตี๊ยมเหิงชาง เท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่านางอยู่ในฐานะพิเศษ

ฟ้ามืดเต็มที ลมแรงพัดกระโชกอยู่ด้านนอกเหมือนบ่งบอกว่า ‘พายุใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า’ สายลมเย็นชื่นใจในฤดูร้อนน่าจะทำให้แขกที่เข้าพักในโรงเตี๊ยมหลับสบายไปแล้วเสียส่วนใหญ่

ทว่าเจียงเสี่ยวเซวียนไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย นางมองเปลวเทียนเต้นไหวบนโต๊ะแล้วถอนหายใจเฮือก เร่งมือเก็บข้าวของลงในห่อสัมภาระพลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวด้านนอก

เสียงของสี่เอ๋อร์สาวใช้พลันดังขึ้นตรงหน้าประตู “ท่านหมอกู้ ท่านถือสมุนไพรมาทำอะไรกลางดึกกลางดื่น”

“เอ่อ…” คราวนี้เป็นเสียงประดักประเดิดของกู้ฉางเฟิง “ข้าอยากเข้าพบคุณหนูของเจ้า”

“อะไรนะ จะเข้าพบคุณหนูของข้าในเวลาเช่นนี้น่ะหรือ” สี่เอ๋อร์ทำเสียงตกอกตกใจ “คุณหนูของข้าจะต้อนรับแขกส่งเดชได้อย่างไร”

“ข้าใช่แขกที่ไหนกันเล่า ข้าคือกู้ฉางเฟิง หัวหน้าหมอประจำจวนแม่ทัพจินต่างหาก!”

สี่เอ๋อร์แค่นหัวเราะหยันๆ “ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร คุณหนูก็ไม่มีทางยอมพบท่านแน่”

หมอหนุ่มไม่โกรธเคือง กลับอธิบายให้อีกฝ่ายฟังอย่างใจเย็น “น้องสาว คุณหนูเจียงเดินทางมาจากทางใต้ซึ่งมีอากาศอบอุ่นมาถึงทางเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็นแบบปุบปับ หากร่างกายจะแสดงอาการเพราะปรับตัวไม่ทันก็เป็นเรื่องปกติ แต่พวกเราจะมองข้ามอาการเหล่านี้ไปไม่ได้ ขอเพียงคุณหนูดื่มยาของข้าตามเวลาเพื่อปรับเลือดลม ร่างกายจะต้องแข็งแรงขึ้นแน่…”

“เอาล่ะๆ!” สี่เอ๋อร์ตัดบทอย่างรำคาญเต็มแก่ “ขอเพียงรับยาเอาไว้ ท่านก็จะยอมไปใช่หรือไม่”

* ปัจจุบันคือทะเลหนานไห่ในปักกิ่ง

** ‘ยามต้องทิวาผ่อง ผิวน้ำทองเป็นเลื่อมพราย ยามฝนหล่นโปรยปราย เพียงม่านแพรพรางคีรี’ มาจากท่อนหนึ่งของบทกลอน ‘ชมทิวทัศน์ยามฟ้าใสและฝนตก’ ของซูซื่อ (ค.ศ. 1037-1101) กวีชื่อดังสมัยราชวงศ์ซ่ง เนื้อความกล่าวถึงทัศนียภาพงดงามริมทะเลสาบทั้งในยามท้องฟ้าแจ่มใสปลอดโปร่งและยามฝนตก

“ถูกต้อง!” กู้ฉางเฟิงรับคำเสียงหนักแน่น “ข้าอยากทำหน้าที่หมอให้สุดความสามารถเท่านั้นแหละ การที่ผู้ป่วยดีขึ้นได้เพราะยาที่ตัวเองปรุงถือเป็นความสุขสูงสุดของคนเป็นหมอแล้ว”

“เอ้า! ส่งยามาให้ข้า! แล้วท่านไปได้แล้ว!”

“ขอบใจน้องสาวมาก ข้าเขียนปริมาณกับเวลาที่ต้องดื่มเอาไว้ในนั้นหมดแล้ว เจ้าจะต้องดูแลให้คุณหนูดื่มตรงตามเวลานะ ไว้คุณหนูเจียงขึ้นเป็นนายหญิงที่ควบคุมดูแลสกุลจินเมื่อไร รับรองได้เลยว่าจะต้องสั่งคนทั้งคฤหาสน์ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วยหนักเบาอย่างไร ต้องให้กู้ฉางเฟิงคนนี้รักษาให้ ขอบใจมากๆ”

เจียงเสี่ยวเซวียนที่คอยเงี่ยหูฟังเสียงข้างนอกรีบซุกห่อสัมภาระไว้ใต้ผ้าห่มแล้วนั่งตัวตรงแน่ว

“โรคจิตหรือยังไง…” สี่เอ๋อร์บ่นกระปอดกระแปด พอเปิดประตูเข้ามาข้างในก็โยนห่อยาลงไปในตะกร้าใส่ขยะตรงมุมห้อง

เจียงเสี่ยวเซวียนเห็นแล้วอดถามไม่ได้ “นั่นเจ้าทำอะไร”

สาวใช้หันมาเบะปากตอบ “กู้ฉางเฟิงคนนี้พูดมากน่ารำคาญ ใครจะไปรู้ว่ายาของเขามีปัญหาหรือไม่ คุณหนูอย่ากินสุ่มสี่สุ่มห้านะเจ้าคะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…” หญิงสาวมองยาห่อนั้นด้วยความสงสาร “นี่เป็นน้ำใจของเขานะ”

“หึ! ใครเลยจะรู้ว่าเขาคิดไม่ซื่อหรือไม่” สี่เอ๋อร์บ่นต่อ แล้ววางถาดที่ถือเข้ามาด้วยลงบนโต๊ะ ยกอาหารที่จัดเตรียมอย่างประณีตออกมาวางทีละจาน หนึ่งในนั้นคือหมูสามชั้นน้ำแดงมันย่องส่งกลิ่นหอมฉุย

ผู้เป็นนายมองหมูสามชั้นอย่างไม่พอใจ “เจ้าก็รู้ว่าตอนเย็นข้าไม่กินอะไรมันๆ”

“โธ่เอ๊ย คุณหนู!” สี่เอ๋อร์ที่จัดโต๊ะอาหารเสร็จแล้วโต้ตอบ “พรุ่งนี้ท่านต้องเข้าพิธีแต่งงาน จะไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน สู้รีบบำรุงไว้เสียตั้งแต่คืนนี้ดีกว่า ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้จะทนไหวหรือเจ้าคะ!?”

คำว่าแต่งงานทำให้เจียงเสี่ยวเซวียนอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง นางกัดริมฝีปากมองสาวใช้อย่างขุ่นเคือง

สี่เอ๋อร์เห็นสีหน้านายหญิงก็รู้ได้ว่าเจ้าตัวยังคงกลัดกลุ้มกับเรื่องสมรสพระราชทาน… นางกลอกตาหนึ่งตลบแล้วยอบตัวให้อีกฝ่ายพลางยิ้มระรื่น “ยินดีด้วยเจ้าค่ะ คุณหนู ยินดีด้วย!”

เจียงเสี่ยวเซวียนถามด้วยสีหน้ากังขา “ยินดีอะไรกัน”

“บ่าวได้ยินพวกข้างนอกโรงเตี๊ยมชื่นชมคุณชายจินมาเจ้าค่ะ!” นางเล่าด้วยสีหน้าแจ่มใสเบิกบาน “ทุกคนพูดกันเสียงเดียวว่าคุณชายจินเป็นหนุ่มรูปงามเลื่องชื่อของเมืองหลวง ทั้งยังองอาจผ่าเผย ฉลาดเฉลียวมากปัญญา พอคนอื่นรู้ว่าบ่าวเป็นสาวใช้ประจำตัวคุณหนู ต่างก็ชื่นชมให้บ่าวฟังยกใหญ่ว่าการได้แต่งงานกับคุณชายจินเป็นวาสนาขั้นสูงที่ไม่รู้ต้องสะสมผลบุญมากี่ชาติ!”

คนฟังเฉยชาโดยสิ้นเชิง ไม่แม้แต่จะเลิกคิ้วด้วยซ้ำ “คำคนลือทั้งนั้น”

สี่เอ๋อร์รีบแก้ต่าง “จริงๆ นะเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านป้าคนซักผ้าของโรงเตี๊ยมยังเอ่ยชมกับบ่าวด้วยตัวเอง”

“หึ” เจียงเสี่ยวเซวียนแค่นเสียงหยันเยาะขึ้นจมูก “ในเมื่อคนเหล่านั้นเอ่ยชมจินหยวนเป่าเป็นเสียงเดียว ก็ให้พวกนางแต่งงานกับเขาแล้วกัน”

สาวใช้ฟังแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “คุณหนูก็พูดไปตามแรงอารมณ์เท่านั้น นึกว่าใครก็แต่งงานกับคุณชายจินได้หรือเจ้าคะ ท่านกับคุณชายจินเป็นเนื้อคู่ที่สวรรค์สร้างมาให้คู่กัน ไม่ว่าจะในแง่ใดก็เหมาะสมกันทุกอย่าง บ่าวว่าทั่วทั้งแผ่นดินนี้มีแต่ท่านเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ ที่สมกับคุณชายจิน”

“พอที” เจียงเสี่ยวเซวียนเบือนหน้าไปอีกทาง “ใจข้ามีเจ้าของแล้ว ต่อให้ยังไม่มี ข้าก็ไม่อยากถูกจับคู่กับใครต่อใครง่ายๆ เหมือนย้ายแผ่นอิฐแผ่นกระเบื้อง ถ้าเลือกทางเดินของตัวเองไม่ได้ มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ยังจะมีความหมายอะไรเล่า”

“คุณหนูอย่าทำให้บ่าวกลัวสิเจ้าคะ!” สี่เอ๋อร์สะดุ้งเฮือก “หากท่านไม่ยอมแต่งงานก็เท่ากับผิดต่อบ่าว…เอ๊ย ไม่ใช่ ผิดต่อท่านราชเลขาและฮูหยิน แล้วสกุลเจียงของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

เจียงเสี่ยวเซวียนค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมามองคนที่ปรนนิบัติรับใช้ตนเองมานาน ความรู้สึกผิดแผ่ลามเข้ามาเกาะกุมหัวใจช้าๆ นางถอนหายใจเฮือก “ข้าแค่กระวนกระวายใจเท่านั้น” ว่าพลางจับมือสี่เอ๋อร์เอาไว้ เอ่ยเอื้อนวาจาจากใจจริง “สี่เอ๋อร์ ขอบใจนะที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลข้ามาหลายปี ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ในสกุลเจียงอย่างลูกชัง พลอยทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วยไม่น้อย”

สี่เอ๋อร์นึกประหลาดใจขึ้นมาครามครัน ถูกล่ะว่าปกติคุณหนูดีกับนางมาก แต่ก็ไม่เคยพูดจาเช่นนี้มาก่อน แต่จะประหลาดใจอย่างไร หัวใจก็ยังอุ่นซ่านเมื่อได้ยินอย่างนั้น นางคลี่ยิ้มตอบกลับไปซื่อๆ “คุณหนู อย่าพูดเช่นนี้สิเจ้าคะ คุณหนูดีกับบ่าวเหมือนน้องสาวแท้ๆ บ่าวจะลำบากได้อย่างไร อีกอย่างเดี๋ยวท่านก็จะได้แต่งงานเข้าสกุลจิน กลายเป็นฮูหยินน้อยเพียงหนึ่งเดียวของจวนแม่ทัพ มีฐานะสูงส่ง ต่อไปไม่มีใครหน้าไหนกล้ารังแกบ่าวแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

“ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง…” ผู้เป็นนายพูดเป็นนัย “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เจ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี หาไม่ข้าคงอยู่ไม่เป็นสุขไปชั่วชีวิต”

ได้ยินอย่างนี้สี่เอ๋อร์ชักใจคอไม่ดี จึงรีบซักไซ้ “คุณหนู เหตุใดอยู่ๆ พูดเช่นนี้เล่าเจ้าคะ อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะ…”

“เปล่านะ!” เจียงเสี่ยวเซวียนปฏิเสธทันที “ความจริง…ข้าก็แค่พูดไปตามที่คิด ใครจะรู้ว่าเข้าไปอยู่ในสกุลจินแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

อย่างนี้นี่เอง… สี่เอ๋อร์ถอนหายใจโล่งอก ดูท่าคุณหนูคงเป็นกังวลเรื่องชีวิตคู่ในภายภาคหน้ากระมัง นางยิ้มปลอบอีกฝ่าย “คุณหนู วางใจเถิดเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นธิดาสกุลเจียง แถมนี่ยังเป็นสมรสพระราชทานจากไทเฮา ขอเพียงแต่งเข้าสกุลจิน ทุกอย่างจะต้องราบรื่นแน่”

เจียงเสี่ยวเซวียนคลี่ยิ้มน้อยๆ เพื่อบดบังความหม่นหมองเมื่อครู่ “เอาล่ะ ทำพูดฉอดๆ ราวกับเป็นแม่บ้านก็ไม่ปาน เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะหาคนให้เจ้าแต่งงานด้วยแล้วกัน”

“คุณหนู นี่บ่าวปลอบท่านนะเจ้าคะ กลับมาล้อบ่าวเสียได้” สาวใช้หน้าแดงไปถึงใบหู

“เอาล่ะๆ นี่ก็ค่ำแล้ว ไปเตรียมน้ำอาบให้ข้าเถิดไป ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร วันนี้ต้องนอนหลับให้สนิทไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันอีกที”

“เจ้าค่ะ!” สี่เอ๋อร์ลุกขึ้นยืนอย่างเริงร่า “บ่าวจะไปสั่งโรงครัวให้ต้มน้ำเดี๋ยวนี้!”

เจียงเสี่ยวเซวียนใช้สายตาลึกล้ำมองตามแผ่นหลังคนสนิทที่กระโดดโลดเต้นจากไป จวบจนอีกฝ่ายลับตัวไปตรงเฉลียงทางเดินถึงค่อยปาดน้ำตาเงียบๆ ปิดประตูห้อง เดินกลับมาที่เตียง

นางหยิบกล่องเครื่องประดับมาเปิดออก เลือกเครื่องประดับศีรษะราคาแพงสามสี่ชิ้นใส่เอาไว้ในกล่องเย็บปักที่สี่เอ๋อร์ใช้ประจำอย่างเบามือพลางพึมพำ “สี่เอ๋อร์ ของพวกนี้ข้าให้เจ้า อภัยให้กับความเห็นแก่ตัวของข้าด้วย แต่หากยังมีทางเลือกอื่น ข้าก็จะไม่ทำเช่นนี้หรอก”

 

ราตรีดึกสงัดขึ้นทีละน้อย พร้อมกับที่ลมทวีกำลังแรงขึ้นเป็นลำดับ คล้ายฝนห่าใหญ่จะตกลงมาจริงๆ

ด้านนอกเรือนพัก องครักษ์จากสกุลจินเดินลาดตระเวนรอบโรงเตี๊ยมด้วยฝีเท้าเป็นระเบียบเรียบร้อย พอเดินเลี้ยวไปตรงมุมหนึ่ง ร่างอ้วนและร่างผอมอย่างละร่างก็รีบพรางตัวเข้าไปอยู่ในเงามืดอย่างรวดเร็ว

จวบจนกองลาดตระเวนเดินไปไกลแล้ว ทั้งสองถึงค่อยๆ ย่องออกมา

ทั้งสองสวมชุดพรางตัวในยามรัตติกาล ใช้ผ้าคลุมศีรษะ เว้นส่วนใบหน้าไว้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเสืออ้วนกับอวี้ฉีหลิน

เสืออ้วนมองสหายรักอย่างลังเล “ฉีหลิน องครักษ์ตั้งมากมายขนาดนี้ ข้าว่าเจ้าอย่าเข้าไปเลยดีกว่า”

“ไม่!” หญิงสาวปฏิเสธเฉียบขาด “นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ข้าจะต้องเข้าไปให้ได้!”

“แต่…” เสืออ้วนขมวดคิ้ว “พอเข้าไปแล้ว เจ้าจะแฝงตัวไปกับขบวนเจ้าสาวอย่างไรเล่า”

อวี้ฉีหลินแหงนหน้ามองฟ้า “ก่อนอื่นต้องหาห้องพักคุณหนูเจียงให้เจอเสียก่อน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหากพรุ่งนี้แฝงตัวไปกับพวกนาง จะยังเข้าจวนแม่ทัพไม่ได้อีก! เจ้าไปรอฟังข่าวอยู่ในวัดถู่ตี้ที่เป็นจุดพักแรมของพวกเราก่อนไป แผนการสำเร็จเมื่อไร ข้าค่อยไปพบกับเจ้าที่นั่น”

“ถ้าอย่างนั้น…” เสืออ้วนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอ่ยเตือน “ถ้าอย่างนั้นก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน”

“ไม่ต้องเป็นห่วง!” อวี้ฉีหลินตบบ่าอีกฝ่ายด้วยท่าทางห้าวหาญ “ไม่มีสิ่งใดคณามืออวี้ฉีหลินคนนี้อยู่แล้ว ไปเถิด”

พูดจบก็ดึงผ้าขึ้นคลุมหน้า มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่ารอบตัวปลอดคนดี ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าว ย่อตัวเล็กน้อย ใช้ปลายเท้าเตะผนังกำแพงสูงสองสามทีก็ไต่ข้ามไปได้อย่างง่ายดาย

เสืออ้วนมองตามอย่างเลื่อมใสพลางคิดกับตัวเองในใจ ฝีมือเยี่ยมยุทธ์ขนาดนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรอกกระมัง พอสบายใจแล้วก็เตรียมจะหมุนตัวเดินจากไป แต่เสียงสนทนาพลันดังเข้าหูเสียก่อน เขามองซ้ายมองขวาแล้วรีบมุดเข้าไปแอบในกองฟางข้างกำแพง โผล่มาแต่ลูกตาสองข้าง จากนั้นก็คอยสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง

บุรุษสูงหนึ่งเตี้ยหนึ่งเดินลับๆ ล่อๆ เข้ามาที่กำแพง เสืออ้วนเพ่งตามอง นั่นมันจินหยวนเป่านี่นา ส่วนอีกคนก็บ่าวประจำตัว!?

มาทำอะไรที่นี่ในเวลาแบบนี้ เขาคิดอยู่ในใจด้วยความฉงนสงสัย

“จากที่เดินดูมาหลายรอบ กำแพงตรงนี้เตี้ยที่สุดแล้ว!” จินหยวนเป่าหันไปพยักหน้าหนักแน่นให้บ่าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะยกมุมปากยิ้มอย่างเชื่อมั่นในตัวเอง “ดูข้านี่!”

เขาหรี่ตาประเมินความสูงของกำแพงแล้วถูมือเข้าหากันพลางถอยหลังไปหลายก้าว ถลกแขนเสื้อเตรียมพร้อม เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วก็พุ่งตัวใช้ปลายเท้าถีบกำแพงไต่ขึ้นไปข้างบนจุดเดียวกับที่อวี้ฉีหลินทำเมื่อครู่…

เสียง ‘ตุ้บ!’ หนักๆ ดังขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาแนบไปกับแผ่นอิฐ ร่างสูงเกาะติดกำแพงราวกับเป็นภาพวาด

ที่น่าขันที่สุดก็คือปลายเท้าทั้งสองข้างของเจ้าตัวยังอยู่บนพื้น! อย่าว่าแต่จะกระโดดข้ามยอดกำแพงเลย แม้แต่เชิงกำแพงก็ยังข้ามไม่พ้น

บ่าวประจำตัวเห็นแล้วหัวตากระตุก ก่อนจะรีบเข้าไปถามไถ่อาการ “คุณชาย ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ”

“ไม่เป็นไร! อาฝู! ไปยืนไกลๆ หน่อย!” จินหยวนเป่าผลักอีกฝ่ายออก ถลกแขนเสื้อสูงกว่าเดิม ดวงตาจ้องมองยอดกำแพงอย่างหมายมั่น จากนั้นก็ถอยหลังไปอีกหลายก้าวแล้วพุ่งตัวเข้ามาใหม่!

ผลน่ะหรือ เหมือนครั้งก่อนไม่ผิดเพี้ยน

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ใช้สิ้นหมดทุกวิธี ทั้งปีน ทั้งกระโดด ทั้งเหนี่ยวตัว แต่ผลก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…ยังคงไม่สำเร็จเหมือนเดิม

เมื่อหมดทั้งเรี่ยวแรงและหนทาง ชายหนุ่มก็ได้แต่นั่งตะกุยกำแพงอยู่บนพื้น

“คุณชาย ถ้าอย่างไร…พวกเรากลับกันดีหรือไม่ขอรับ” อาฝูถามอย่างระมัดระวัง

“ไม่!” ผู้เป็นนายปฏิเสธทันควัน ก่อนจะมองเขาพร้อมหัวเราะในคอเหมือนนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ “มานี่ซิ”

รอยยิ้มไม่น่าไว้ใจของคุณชายทำให้อาฝูใจคอไม่ดี “คะ…คุณชายจะทำอะไรขอรับ”

“บอกให้มาก็มาเถิดน่า!” จินหยวนเป่าลากอาฝูเข้ามาใกล้แล้วจับให้นั่งคุกเข่า “คุกเข่าดีๆ อย่าขยับ!”

สิ้นประโยคนั้นปลายเท้าข้างหนึ่งก็ปีนขึ้นมาบนไหล่ เล่นเอาอาฝูเจ็บจนต้องกัดฟันแน่น กลัวคุณชายจะร่วงตกลงมาก็กลัว จึงต้องยกมือขึ้นยันกำแพงไว้อย่างมั่นคง

“เร็ว ลุกขึ้นยืน!” คุณชายจินสั่ง

อาฝูพยายามทำตามคำสั่งของเจ้านาย แต่ไม่สำเร็จ ได้แต่คุกเข่าตัวสั่นริกๆ อยู่ตรงนั้น

“บอกให้ลุกขึ้นยืนอย่างไรเล่า สั่นอะไรของเจ้า!” ชายหนุ่มพูดอย่างมีโมโห

อาฝูกัดฟันออกแรงสุดความสามารถ “คะ…คุณชาย บะ…บ่าวลุกไม่ไหว”

“ลุกไม่ไหวก็ต้องลุกให้ไหว!”

อาฝูรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มียักแย่ยักยันยืนขึ้นมาตามคำสั่ง

อีกนิดเดียวจินหยวนเป่าที่ยืนปีนบ่าคนสนิทก็จะเกาะกำแพงได้แล้ว ทว่าก็ยังสูงไม่พออยู่ดี

“สูงอีกนิด!” เขาสั่งอย่างร้อนใจ

“เอ่อ…” อาฝูสูดหายใจเข้าลึก ทะลึ่งตัวพรวดขึ้นมาตามคำบัญชาแล้วพยายามประคองตัวยืนตรง

จินหยวนเป่าเอื้อมมือขึ้นไปเกาะขอบกำแพงด้วยความปรีดา ทว่ายังไม่ทันได้เกาะให้แน่นๆ อาฝูก็ขาอ่อนยวบจนล้มลงไปกับพื้นเสียก่อน

“อ๊ากกก…อาฝู!” ชายหนุ่มห้อยต่องแต่งอยู่ตรงขอบกำแพงด้วยมือข้างเดียว รู้สึกเหมือนแขนจะฉีกออกจากตัวอยู่รอมร่อ

อาฝูเห็นดังนั้นก็อาสาตัวอย่างกะปลกกะเปลี้ย “คุณชาย…บะ…บ่าวมาช่วยแล้ว!” พูดจบก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น แต่ในขณะนั้นเองจินหยวนเป่าที่เกาะต่อไปไม่ไหวก็ร่วงตกลงมาทับร่างของเขาไว้พอดิบพอดี เล่นเอาอาฝูเจ็บเจียนตาย

“โอ๊ย…”

“อูย…”

สองนายบ่าวเอามือคลำก้นป้อยๆ มองหน้ากันไปมา

เสืออ้วนที่แอบมองจากในกองฟางขบขันเป็นที่สุด จะหัวเราะก็ไม่กล้า ได้แต่กลั้นเอาไว้จนจุก เจ็บอวัยวะภายในไปหมด

จินหยวนเป่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันถลึงตาด้วยความแค้น

เห็นสีหน้าท่าทางเช่นนั้นของเจ้านาย อาฝูก็ใจหายวาบ แล้วรีบชิงอ้อนวอนขอความเมตตาเสียก่อน “คุณชาย คุณชาย บ่าวผิดไปแล้ว! ผิดไปแล้ว! จริงๆ นะ! บ่าวผิดไปแล้วจริงๆ!”

ผู้เป็นนายค่อยๆ เบือนหน้าไปทางอื่นโดยไม่สนใจเขา สงบสติอารมณ์อยู่สักพักก็ลุกจากพื้นช้าๆ แล้วปัดฝุ่นตามตัว

อาฝูสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะลุกตามบ้าง

“หากคืนนี้ข้าลอบเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะจับเจ้าถลกหนังเสีย!” จินหยวนเป่าประกาศเบาๆ

บ่าวคนสนิทแข้งขาสั่นด้วยความกลัวจนแทบล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง แล้วทำหน้าม่อยบ่นงึมงำ “คุณชายกินมากไปน่ะสิ”

“ว่าอย่างไรนะ” จินหยวนเป่าหันขวับมามองอย่างเอาเรื่อง “อยากตายนักใช่หรือไม่ ชายที่รูปร่างได้มาตรฐานอย่างข้า ต่อให้เจ้าหาทั่วทั้งเมืองหลวงก็ไม่มีวันเจอ! นั่งลงไปเดี๋ยวนี้!”

“ฮือ…ขี้ข้ามันไม่ใช่คนจริงๆ…”

“พูดพล่ามอะไรอีก”

“ปะ…เปล่าขอรับ”

อาฝูย่อตัวลงอีกครั้งแต่โดยดี สองนายบ่าวพยายามแล้วพยายามเล่าอยู่หลายรอบจนเหนื่อยปางตาย อาฝูถึงกับนอนแผ่ซบไปกับพื้นไม่กระดิกกระเดี้ย ถึงอย่างนั้นจินหยวนเป่าก็ยังปีนกำแพงไม่สำเร็จอยู่นั่นเอง

ผู้เป็นบ่าวโอดครวญน้ำตานองหน้า “คุณชาย ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็นถึงลูกชายแม่ทัพ ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้คิดจะปีนกำแพงเข้าไปหาว่าที่ภรรยาที่ยังไม่ได้ตบแต่งกันมันไม่งามนะขอรับ! ในเวลานี้ของวันพรุ่ง คุณหนูเจียงก็จะเป็นของท่านแล้ว จะมาใจร้อนอะไรเอาตอนนี้เล่าขอรับ”

จินหยวนเป่ามองคนพูดแล้วหันไปมองโรงเตี๊ยมสูงสง่าด้านหลังกำแพงอย่างเหยียดหยามก่อนจะเอ่ยประชด “เห็นใครต่อใครพูดกันว่าเจียงเสี่ยวเซวียนดีงามเพียบพร้อมนักหนา ข้าอยากเห็นนักว่าโลกเราจะมีคนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติได้อย่างไร!?”

“ได้สิขอรับ!” อาฝูตอบแบบไม่ทันคิด

“อะไรนะ!?” เจ้านายหนุ่มตบหัวบ่าวดังป้าบ “เจ้านี่มันชักเหิมเกริมขึ้นทุกวันแล้วนะ!”

“ไม่ใช่ขอรับ ไม่ใช่!” อาฝูลูบหน้าผากที่เจ็บระบมป้อยๆ แล้วคลี่ยิ้มประจบประแจง “คุณชายนี่แหละที่หล่อเหลาสง่างาม เก่งกล้าสามารถ ฉลาดเฉลียว สติปัญญาเฉียบแหลมไร้ที่เปรียบ…เป็นคนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!”

ถ้อยคำสรรเสริญเยินยอสร้างความรื่นรมย์ใจให้จินหยวนเป่าอย่างมาก หัวคิ้วขมวดมุ่นคลายออก ขณะพูดยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี “เจ้านี่มันช่างประจบนักนะ…เอาล่ะ รีบคิดหาวิธีอื่นซิ!”

เอาอีกแล้ว…

อาฝูพูดไม่ออก ได้แต่ยันตัวขึ้นจากพื้นพลางงึมงำในคอ “ไม่เห็นต้องใจร้อนแบบนี้เลยนี่นา”

“หืม?” จินหยวนเป่าคลี่ยิ้มอบอุ่นดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ “ถ้ายังบ่นไม่เลิก พรุ่งนี้ข้าจะให้เจ้าล้างเวจทั้งคฤหาสน์สกุลจิน”

คนถูกขู่ขนลุกเกรียวขึ้นมาทันทีแล้วพยักหน้า ยอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี

มือปราบหนุ่มเลิกคิ้วมองห้องที่ยังมีไฟสว่างบนยอดสูงสุดของโรงเตี๊ยมตรงหน้า “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะเข้าไปไม่ได้”

“คุณชายขอรับ คุณชาย!” เสียงอาฝูดังมาให้ได้ยิน ฟังดูตื่นเต้นยินดีราวกับค้นพบแผ่นดินใหม่ก็ไม่ปาน

จินหยวนเป่าหันไปตามเสียง แล้วเขม้นตามองรูสกปรกสีดำรูปครึ่งวงกลมตรงเชิงกำแพงสีขาวสะอาด รูเช่นนี้ถูกเรียกว่าสุภาพบุรุษคุกเข่า หรืออีกชื่อหนึ่งคือสามัญชนไม่สู้ แท้ที่จริงแล้ว…ก็คือรูสุนัขลอดดีๆ นี่เอง

ดวงตาคมกระตุกริกๆ ก่อนจะหันไปมองบ่าวคนสนิท “มีปัญญาแค่นี้น่ะหรือ”

“บ่าวหาอยู่ตั้งนาน…” อาฝูทำหน้านิ่ว “แต่หาทางเข้าอื่นไม่เจอจริงๆ ขอรับ

แม้เสี่ยงจะถูกพวกองครักษ์จับได้ จินหยวนเป่าก็ยังไม่ยอมตัดใจ อุตส่าห์เดินวนกำแพงจนครบรอบ เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ทำได้แค่มองรูสุนัขลอดอย่างอับจนหนทาง

สักพักใหญ่ก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าแน่วแน่ “ดูท่าคงมีแต่ตรงนี้จริงๆ สินะ”

คุณชายผู้แต่งตัวเนี้ยบกริบแถมยังเป็นโรครักสะอาดคิดจะลอด…ลอดรูสุนัขอย่างนั้นหรือ!? อาฝูรีบร้องห้ามหน้าตาตื่น “คุณชาย รูสุนัขลอดแบบนี้ แต่ละวันจะมีหมาเล็ก หมาใหญ่ หมาตัวผู้ หมาตัวเมีย ลอดเข้าออกกันเป็นว่าเล่น สกปรกจะตายไป บะ…บ่าวว่าอย่าเลยดีกว่าขอรับ”

“อืม…สกปรกจริงๆ นั่นแหละ” คุณชายพยักหน้าแล้วหรี่ตามองเขา

“คะ…คุณชาย…มองบ่าวเช่นนั้นทำไม” อาฝูฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก

“มันสกปรกเกินไป ดังนั้น…เจ้าต้องลอดเข้าไปก่อน”

“อะไรนะ!?” รอยยิ้มของบ่าวคนสนิทแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

“มัวแต่อึ้งอยู่ทำไม เจ้าพูดเองนี่ว่าสกปรก คลานเข้าไปเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมล่ะ แล้วดูด้วยว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง”

อาฝูรู้สึกว่าตัวเองเป็นบ่าวที่โชคร้ายที่สุดในโลก เขาครางออกมาด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น “คุณชาย…”

“ต้องให้ข้าเชิญหรือไม่” จินหยวนเป่าใช้สายตาเย็นชามองอีกฝ่าย

“ฮือๆ…” อาฝูทำหน้าระทมทุกข์ขณะเดินเข้าไปหารูสุนัขลอด แล้วยกนิ้วหนีบจมูกอย่างรังเกียจกลิ่นขี้หมาที่ลอยคละคลุ้งตรงนั้น ก่อนจะทิ้งตัวนั่งยองๆ ใช้แขนเสื้อเช็ดตามขอบรูอยู่นานจนค่อยสะอาดขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่อยากมุดเข้าไปอยู่ดี!

ที่รูสุนัขลอดถูกเรียกว่าสุภาพบุรุษคุกเข่าก็เพราะสุภาพบุรุษเห็นแล้วยินดีคุกเข่ามากกว่ามุดลอดไปน่ะสิ! ส่วนที่เรียกว่าสามัญชนไม่สู้ เพราะขนาดสามัญชนเจอรูแบบนี้ก็ยังถอย!

จินหยวนเป่ามองบ่าวประจำตัวคุกเข่าอยู่ตรงหน้ารูสุนัขลอดพลางรำพึงรำพัน ไม่ยอมมุดเข้าไปเสียที เขาเงื้อเท้าถีบอีกฝ่ายเข้าไปข้างในทีเดียวครึ่งตัวอย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรม

“คุณชาย เบาหน่อยขอรับ” อาฝูอยากร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตา

“เจ้านั่นแหละเบาหน่อย คิดจะแหกปากให้พวกองครักษ์ได้ยินหรือไร ทำอะไรให้มันเร็วเข้า!” ชายหนุ่มกระซิบเอ็ด

“ขอรับ” อาฝูไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคลานเข้าไปแล้วชะโงกหน้ามอง เมื่อมองจนทั่วดีแล้วก็ค่อยๆ คลานถอยหลังออกมา ตอนที่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ตามเสื้อผ้ามีแต่เศษหญ้า ส่วนใบหน้าและศีรษะมีแต่เศษฝุ่นเศษดิน

“ดูดีหรือยัง”

“ดีแล้วขอรับ” อาฝูยกมือเช็ดหน้าพลางปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า “ทางสะดวก ข้างในมีรถม้าจอดอยู่หลายคัน น่าจะเป็นขบวนรถม้าเจ้าสาว”

“อืม” ผู้เป็นนายพยักหน้าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกมองรูสุนัขลอดรูนั้น

อาฝูมองเจ้านายหนุ่มพร้อมดึงเศษฟางที่ติดอยู่บนหน้าผากออก เน้นย้ำด้วยความปรารถนาดี “คุณชาย มันสกปรกมากนะขอรับ”

คนฟังถอยหลังออกมาสองก้าวด้วยสีหน้ารังเกียจ

ดวงตาของอาฝูพราวระยับด้วยความคาดหวัง ในที่สุดคุณชายก็คิดได้เสียที!

กลับกลายเป็นว่าฝ่ายนั้นถอดเสื้อคลุมออกมาส่งให้อาฝูอย่างคล่องแคล่ว ไร้ซึ่งความลังเล

“รออยู่ตรงนี้ล่ะ” ประโยคนั้นทำให้อาฝูแข็งค้างไปทันที

จินหยวนเป่ามองขอบรูสุนัขลอด เมื่อครู่อาฝูคลานมุดเข้าไป ตอนนี้มันจึงดูสะอาดกว่าตอนแรกมากๆ ทว่ากลิ่นขี้หมาก็ยังอวลหึ่งอยู่นั่นเอง

“แหวะ…” ชายหนุ่มส่งเสียงขย้อนอยู่ในคอแล้วข่มใจทนความรังเกียจ โก่งสะโพกคลานลอดรูสุนัขเข้าไปข้างใน

ทว่าเพิ่งจะโผล่หัวพ้นรูนั้นออกมาอย่างยากลำบาก เขาก็ต้องมีอันตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ

สุนัขสีดำตัวเขื่องกำลังยืนลิ้นห้อยน้ำลายหยดติ๋งๆ มองเขาอยู่ตรงหน้ารูด้วยท่าทางฉงนสงสัย คล้ายกำลังคิดว่าเจ้าตัวที่เพิ่งมุดเข้ามาใหม่นี่มันพันธุ์อะไรกันนะ

ทว่าจินหยวนเป่าอ่านสีหน้าแววตาสุนัขไม่ออก รู้แต่เพียงว่าสุนัขที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ขนาดมหึมาเสียเหลือเกิน ปากที่แลบลิ้นก็เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมวาววับ! อาฝูตัวดี ทำไมถึงไม่บอกกันก่อนนะว่ามีหมา! เดี๋ยวข้าจะเล่นงานเจ้าให้น่าดู!

อาฝูที่ยืนรออยู่ข้างนอกมิได้ล่วงรู้สถานการณ์ด้านในสักนิด พอเห็นองครักษ์กำลังจะเดินลาดตระเวนมาทางนี้ เขาก็รีบเอามือยันก้นเจ้านายเต็มแรง

“อาฝู เจ้าโง่ อย่าผลักสิ” จินหยวนเป่าตวาดเบาๆ ทว่าพยายามรักษาความสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ เผชิญหน้ากับวายร้ายตัวนี้โดยไม่แตกตื่น

กำแพงกันเสียงได้ดีเกินไป อาฝูได้ยินแว่วๆ แค่คำว่า ‘ผลัก’ ดังนั้นจึงออกแรงมากกว่าเดิม

คนหนึ่งผลัก คนหนึ่งคลานถอยหลัง สองนายบ่าวจึงตกอยู่ในสภาพค้างๆ คาๆ อย่างนั้น

แล้วไหนมือปราบหนุ่มยังต้องแบ่งสมาธิคอยมองความเคลื่อนไหวของสุนัขตัวใหญ่สีดำ แววตาของสัตว์ร้ายที่มองตนดูไม่เป็นมิตรขึ้นทุกที เขาชักเริ่มใจคอไม่ดีขณะพูดกับมันว่า “จะบอกอะไรให้นะ หากเจ้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายก้อย รับรองได้เลยว่าพรุ่งนี้เจ้าจะได้ขึ้นไปอยู่บนโต๊ะอาหารแน่ ข้าพูดจริงทำจริงนะ”

แต่เขาคาดคิดไม่ถึงว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันจับความรู้สึกคนเก่งนัก! ประโยคเมื่อครู่เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่จุดไฟโทสะของมันให้ลุกโชน มันแยกเขี้ยว ย่อตัวลง ส่งเสียงคำรามชวนเสียวไส้ ท่าทางใกล้จะกระโจนเข้ามาอยู่รอมร่อ!

จินหยวนเป่ากลืนน้ำลายลงคอ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ ทว่าอาฝูที่ยืนอยู่ข้างนอกก็ยังผลักก้นเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเงื้อเท้าถีบบ่าวหัวทึบเต็มแรงด้วยความโมโห จนฝ่ายนั้นล้มลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น

โดยไม่ทันฉุกใจคิดว่าเมื่อออกแรงเงื้อเท้ายันคนข้างหลัง ร่างของตัวเองที่คาอยู่กลางรูสุนัขลอดจะถลาพุ่งเข้ามาข้างในด้วย

ยังไม่ทันได้ตั้งสติว่าอะไรเป็นอะไร สุนัขดำตัวใหญ่ตัวนั้นก็กระโจนเข้าใส่อย่างไม่เกรงใจจนเขาล้มพรวดหน้าทิ่ม

“อ๊ากกก!!!”

เสียงร้องโหยหวนของคุณชายทำให้อาฝูที่ยังนอนมึนอยู่บนพื้นได้สติลุกพรวดขึ้นมาทันที ทว่าองครักษ์ที่เฝ้ายามอยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงด้วยเช่นกัน จึงได้วิ่งกรูกันเข้าไปในโรงเตี๊ยมทางประตูใหญ่

อาฝูยืนตัวสั่นพั่บๆ อยู่ในเงามืดอย่างขี้ขลาด หวาดกลัวเสียจนไม่กล้าขยับ ได้แต่มองเหล่าองครักษ์ยกพลเข้าไปข้างใน ถึงอย่างไรคนพวกนี้ก็เป็นองครักษ์ของสกุลจิน น่าจะมีสักคนสองคนที่รู้จักคุณชายกระมัง

เขายกมือขึ้นประนมกลางอกพลางขมุบขมิบปากพึมพำ “อมิตาภพุทธ ขอพระโพธิ์สัตว์โปรดช่วยปกป้องคุ้มครองด้วยเถิด!”

ห่างออกไปข้างหลังไม่ไกล เสียงกรนดังลอดออกมาจากกองฟางเบาๆ… เสืออ้วนที่แอบอยู่ในนั้นหลับไปแล้วนั่นเอง

 

‘แต๊ก…แต๊ก…’

เจียงเสี่ยวเซวียนที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่ในห้องผงะไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกระเบื้องลั่นเหนือหลังคา ถัดจากนั้นเสียงแมวร้องก็ตามมาติดๆ นางอดจะหงุดหงิดใจไม่ได้ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว แมวพวกนี้ยังจะออกมาเดินพล่านทำไมอีกนะ

เสียงของสาวใช้สี่เอ๋อร์ดังขึ้นหน้าห้องในจังหวะนั้น “คุณหนู น้ำร้อนมาแล้วเจ้าค่ะ”

หญิงสาวรีบยัดห่อผ้าเข้าไปใต้เตียงแล้วนั่งตัวตรง ถามไปทางประตูด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

“เจ้าค่ะ!” สี่เอ๋อร์ตอบเสียงหวาน “ทางโรงเตี๊ยมตระเตรียมเครื่องหอมเอาไว้อยู่แล้ว พอคุณหนูเรียกใช้จึงรีบยกมาให้ทันที”

“เข้ามาสิ”

เจียงเสี่ยวเซวียนพูดเช่นนั้นแล้วรีบขยับตัวนั่งผินหลังไปทางประตู

สี่เอ๋อร์ผลักประตูเดินเข้ามาข้างใน โดยมีคนของโรงเตี๊ยมตามหลังมาด้วยสองคน ทั้งสองก้มหน้าต่ำอย่างรู้มารยาท พอยกถังน้ำร้อนเข้ามาตั้งไว้กลางห้องก็รีบกลับออกไปโดยไม่กล้าสอดส่ายสายตาวอกแวกแม้แต่นิดเดียว

“เอาล่ะ” เจียงเสี่ยวเซวียนมองสาวใช้ด้วยสีหน้าเยือกเย็นเป็นปกติ “เจ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด ข้าจะอาบเอง”

“ได้อย่างไรกันเจ้าคะ” สี่เอ๋อร์เบิกตากว้างมองอีกฝ่าย “เวลาคุณหนูอาบน้ำ บ่าวก็ต้องอยู่ปรนนิบัติดูแลทุกครั้งนี่นา”

ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ติดหนึบเป็นตังเมเลยนะ ไม่ได้การ ต้องหาทางไล่ไปให้ได้

“อืม” หญิงสาวพยักหน้า ลุกขึ้นเดินแช่มช้าไปที่ถังไม้ ใช้มือวักน้ำในถังเพื่อทดสอบอุณหภูมิ จากนั้นก็ขมวดคิ้วเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “ทำไมถึงไม่มีกลีบกุหลาบสดปลิดใหม่ๆ รีบให้คนไปจัดการซิ เร็วเข้า”

“เรียนคุณหนู บ่าวให้คนไปจัดการเรียบร้อยแล้วล่ะเจ้าค่ะ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เลยทำอะไรได้ช้าหน่อย คุณหนูยังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงหญิงชราคนหนึ่งก็ดังขึ้นตรงหน้าห้อง “แม่นางสี่เอ๋อร์ กลีบกุหลาบที่เจ้าต้องการได้แล้ว”

“เห็นหรือไม่เจ้าคะ มาแล้วล่ะ”

สาวใช้เดินออกไปรับดอกไม้อย่างร่าเริง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาเทกลีบดอกไม้ลงไปในถังอาบน้ำ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกุหลาบฟุ้งตลบไปทั่วห้องทันที

เจียงเสี่ยวเซวียนมองเงาขององครักษ์ที่พาดอยู่บนเตียงแล้วไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากถอดเสื้อผ้าช้าๆ ภายใต้สายตาที่จับจ้องของสี่เอ๋อร์

เมื่อก้าวลงไปนั่งแช่ในถัง ถูกห่อหุ้มร่างไว้ด้วยน้ำอุ่นจัด นางก็ยังส่งเสียงครางขึ้นจมูกเบาๆ อย่างสบายตัวอยู่ดี ทว่าผ่านไปครู่เดียวหัวใจก็หดหู่หม่นหมองยิ่งกว่าเก่า นางมองเงาขององครักษ์ที่พาดเข้ามาทางบานหน้าต่าง แล้วย้ายสายตาไปยังห่อผ้าที่ซุกแอบไว้ใต้เตียง รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

สี่เอ๋อร์ใช้ฝักเจ้าเจี่ยว* ลูบไปตามเรือนผมยาวสลวยของอีกฝ่ายเบาๆ พยายามทำตัวเงียบกริบ ไม่กล้าส่งเสียง เนื่องจากเห็นว่านายสาวอารมณ์ไม่ดี

แต่นางมีนิสัยตรงไปตรงมา เห็นเจ้านายเป็นเช่นนี้ ตัวเองก็เก็บความรู้สึกไว้ในใจไม่อยู่ หลังจากสองจิตสองใจอยู่สักพักก็อดใจไม่ไหว จึงพูดให้อีกฝ่ายได้คิด “คุณหนู ทำใจให้สบายเพื่อรอเป็นเจ้าสาวในวันรุ่งขึ้นดีกว่าเจ้าค่ะ อย่าได้คิดฟุ้งซ่านอีกเลย ท่านผูกใจกับเขา เขาอาจไม่ผูกใจกับท่านก็ได้”

* เจ้าเจี่ยวหรือเจ่ากัก แปลว่าฝักสบู่ หมายถึงฝักของต้น Chinese Honey Locust ซึ่งสมัยโบราณนิยมใช้เป็นสบู่ชะล้างและซักเสื้อผ้า

“พูดบ้าๆ อะไรของเจ้า” เจียงเสี่ยวเซวียนถามอย่างร้อนรนแกมหงุดหงิด

“บ่าวไม่ได้พูดบ้าๆ!” สี่เอ๋อร์ทำปากอูดอย่างขัดใจ “ก็ดูเอาเถิด…ชายแซ่หลี่คนนั้นอยู่ในเมืองหลวงนะเจ้าคะ จะไม่รู้ข่าวเลยหรือว่าพวกเรามา”

คำถามนั้นทำให้ผู้ฟังนิ่งอึ้งไปนาน ก่อนจะกัดริมฝีปากโต้ไปว่า “เขาเป็นบัณฑิต วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่กับศิลปวิทยา จะเอาเวลาที่ไหนมาคอยติดตามข่าวพวกนี้”

“ไม่จริงเสียหน่อย…” สี่เอ๋อร์งึมงำ “บ่าวได้ยินพวกท่านป้าในโรงเตี๊ยมคุยกันว่าทั้งเมืองหลวงเล่าลือเรื่องสมรสพระราชทานจากไทเฮามาร่วมเดือนแล้ว เมื่อสิบวันก่อนสกุลจินสั่งให้คนทำความสะอาดถนนที่ขบวนของเราจะผ่าน แล้วประดับประดาด้วยต้นไม้ดอกไม้กับริ้วสี จัดงานกันใหญ่โตถึงเพียงนี้ ถ้าเขาไม่รู้ข่าวจริงก็แสดงว่าถูกใครใช้แป้งอุดหูเอาไว้แล้วล่ะเจ้าค่ะ”

เจียงเสี่ยวเซวียนรู้สึกกระวนกระวายเมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

สาวใช้เห็นเจ้านายเงียบไปก็นึกว่าคำพูดของตัวเองประสบผลแล้ว จึงรีบพูดต่อโดยไม่รอช้า “หลายวันมานี้คุณหนูพยายามหนีไปหาคนแซ่หลี่นั่นหลายครั้ง หากเขารู้ว่าคุณหนูมาเมืองหลวง ก็น่าจะเป็นฝ่ายมาหาท่านก่อนถึงจะถูก”

ฟังมาถึงตรงนี้เจียงเสี่ยวเซวียนกลับหาเหตุผลมาหักล้างคำพูดของนางได้ เจ้าตัวคลี่ยิ้มน้อยๆ “ตลอดทางที่ผ่านมาใช่ว่าเจ้าจะไม่เห็น มีขุนนางรอต้อนรับไม่รู้เท่าไร เข้าเมืองหลวงมาได้ก็เพิ่มองครักษ์คุ้มกันอย่างแน่นหนา เขาจะเอาปัญญาที่ไหนฝ่ากำแพงองครักษ์เข้ามาหาข้า”

“คุณหนูก็เอาแต่พูดเข้าข้างเขาอย่างเดียว!” สี่เอ๋อร์ค้อนวงใหญ่ “ถึงอย่างไรบ่าวก็คิดว่าหากเขามีคุณหนูอยู่ในใจจริง ต่อให้บุกน้ำลุยไฟก็ต้องมาหากันให้ได้ ถึงจะไม่ทรยศต่อความรักลึกซึ้งที่คุณหนูมีให้เขา”

ข้อเท็จจริงที่เจียงเสี่ยวเซวียนไม่อยากยอมรับมากที่สุดถูกคู่สนทนาตีแผ่ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ความรู้สึกนี้ระคนไว้ด้วยความเจ็บปวด ความหมองเศร้า และความกระอักกระอ่วน

“เอาล่ะๆ เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ”

“คุณหนู…”

“พอที!” ผู้เป็นนายแสร้งทำขุ่นขึ้ง “ข้านั่งแช่น้ำอยู่ในนี้ ยังกลัวว่าข้าจะหนีไปได้อีกหรือ ถ้าอย่างไรก็เอาเสื้อผ้าข้าออกไปด้วยดีหรือไม่เล่า”

สี่เอ๋อร์รีบถอยออกไปทันที “มิกล้าเจ้าค่ะ มิกล้า สี่เอ๋อร์จะออกไปเดี๋ยวนี้ คุณหนูเรียกใช้ได้ทุกเวลาเลยนะเจ้าคะ”

หญิงสาวหลับตาพยักหน้า สี่เอ๋อร์มองเจ้านายอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยยอมเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูตาม

เมื่อสาวใช้ออกไปแล้ว เจียงเสี่ยวเซวียนก็มองออกไปนอกหน้าต่างทันที องครักษ์นายนั้นยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน! นางร้อนใจดังไฟลน แต่ก็ทำได้แค่ฟาดมือลงไปในน้ำด้วยความโมโห หยดน้ำสาดกระจาย กลีบกุหลาบไหวกระเพื่อม

‘แต๊ก…แต๊ก…’

เสียงกระเบื้องลั่นดังขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง นางหลับตาลงด้วยความหงุดหงิด ไม่คิดจะสนใจ โดยไม่รู้เลยว่าเหนือขึ้นไปบนหลังคา มนุษย์ปีนป่ายคนหนึ่งกำลังตามหาตนเองให้วุ่น

คนคนนั้นยกกระเบื้องออกมาแผ่นหนึ่งพลางขมุบขมิบปากพึมพำ “คุณหนูเจียง อยู่ตรงไหนกันนะ อยู่ตรงไหน”

เจ้าตัวแต่งกายด้วยอาภรณ์กลมกลืนกับความมืด ใช้ผ้าดำคลุมหน้าเอาไว้ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากอวี้ฉีหลินที่กระโดดข้ามกำแพงเข้ามาเมื่อครู่ นางแนบตัวไปกับหลังคาเงียบๆ แฝงตัวเป็นหนึ่งเดียวกับรัตติกาลรอบตัว หากไม่เพ่งมองย่อมไม่มีทางเห็น

ลานของโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยขบวนรถม้าที่มาส่งเจ้าสาว ภายในที่พักมีทั้งองครักษ์ของสกุลจินและสกุลเจียง แต่ละคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เดินลาดตระเวนตรวจตราบริเวณโดยรอบกันขวักไขว่

อวี้ฉีหลินยกยิ้มบางๆ ตรงมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกายวาววับเหมือนจิ้งจอกตัวน้อย “นึกหรือว่าองครักษ์แค่นี้จะทำอะไรอวี้ฉีหลินได้” ว่าแต่คุณหนูเจียง เจ้าอยู่ตรงไหนกันแน่

นางหามาสามเรือนแล้ว สองเรือนก่อนหน้าหากไม่มีแต่ห้องเปล่าๆ ก็ต้องเป็นห้องพักของหญิงสูงวัยที่ติดตามขบวนมาส่งตัวเจ้าสาว หรือไม่ก็ห้องของพวกบ่าวไพร่ ยังไม่ได้เห็นตัวคุณหนูเจียงสักที

“เรือนเยอะแยะมากมายเหลือเกิน โรงเตี๊ยมแห่งเดียวใหญ่กว่าหมู่บ้านในเขาเอ๋อเหมยทั้งหมู่บ้านเสียอีก! จะหาอย่างไรเล่า” อวี้ฉีหลินบ่นงึมงำอยู่ในคอพลางเปิดแผ่นกระเบื้องที่อยู่ใต้ฝ่ามือออกดูโดยไม่ตั้งความหวังมากนัก คิดว่าแค่ดูผ่านๆ แล้วก็จะไปต่อ ปรากฏว่าพอเปิดกระเบื้อง กลิ่นหอมตลบอบอวลก็ลอยขึ้นมาทันที

“หอมจริง” อวี้ฉีหลินคู้ตัวลงไปมองลอดช่องว่าง

หญิงงามปานเทพธิดาคนหนึ่งกำลังนั่งแช่น้ำอยู่ข้างล่าง น้ำในถังกรุ่นจรุงไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ มีควันขาวลอยขึ้นมาจางๆ ขับผิวผู้ที่นั่งแช่ให้ยิ่งผุดผ่องดุจหยกน้ำดี

นี่กระมัง คุณหนูเจียง? อวี้ฉีหลินจุปากชมอยู่ในใจ งามหยาดฟ้ามาดินจริงๆ ด้วย! ภาพตรงหน้าเป็นราวกับภาพเทพธิดาลงสรงก็ไม่ปาน!

จังหวะนั้นเองเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้น “อ๊าก…”

อวี้ฉีหลินที่กำลังแอบมองหญิงงามอาบน้ำเพลินๆ สะดุ้งเฮือกกับเสียงนั้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ปลายเท้าลื่นไถลเหยียบได้แต่อากาศเปล่าๆ ที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้นก็คือโรงเตี๊ยมระดับนี้เหมือนมีเจตนาลดต้นทุนกระเบื้อง พอนางเสียหลัก เท้าข้างหนึ่งก็ทิ่มพรวดลงไปในช่องว่างที่ถูกดึงกระเบื้องออกไปแผ่นหนึ่ง เสียงโครมดังขึ้นเมื่อกระเบื้องหลังคาบางส่วนร่วงตกลงไปในถังอาบน้ำที่อยู่ข้างล่าง

‘บุรุษ’ คนหนึ่งลงมาอยู่ในถังอาบน้ำด้วย เจียงเสี่ยวเซวียนย่อมต้องกรีดร้องสุดเสียงอยู่แล้ว!

อวี้ฉีหลินทะลึ่งตัวขึ้นจากในน้ำอย่างทุลักทุเล ยังไม่ทันได้ตั้งสติก็ได้ยินเสียงหวีดแหลมเสียก่อน นางรีบดึงอีกฝ่ายลงมาในน้ำด้วยกันทันที

เจียงเสี่ยวเซวียนดิ้นสุดกำลัง ทว่าเริ่มแรงตกหลังจากกินน้ำเข้าไปหลายอึก อวี้ฉีหลินเห็นอีกฝ่ายอาการไม่ดีก็รีบปล่อยมือด้วยความตกใจ

“แค่กๆๆ…แค่กๆๆ…” เจียงเสี่ยวเซวียนสูดอากาศเฮือกใหญ่ๆ พลางสำลักอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยเมื่อครู่ดื่มน้ำเข้าไปไม่น้อย

อวี้ฉีหลินรู้สึกผิดยิ่งนักเมื่อได้เห็นท่าทางทรมานของนาง “เจ้าไม่เป็นไรนะ?”

เสียงคนแปลกหน้าทำให้เจียงเสี่ยวเซวียนสะบัดมือออกไปทันที ทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าด้วยซ้ำ

อวี้ฉีหลินคว้ามืออีกฝ่ายไว้อย่างว่องไว “มาตบกันทำไม!”

คนถูกเอ็ดทั้งโกรธทั้งอาย “โจรบ้าตัณหา!” นางตวาดแล้วตบตีผู้บุกรุกเป็นพัลวันอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

อวี้ฉีหลินหลบการโจมตีพลางคิดหาทางควบคุมความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย เลยกลายเป็นว่าทั้งคู่ตีกันอุตลุด

สุดท้ายอวี้ฉีหลินที่ทนจนสุดทนก็ใช้วรยุทธ์ดึงหญิงตรงหน้าเข้ามาหาตัว รวบมือที่ยังปัดป่ายไม่หยุดคู่นั้นเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปปิดปากเจ้าตัว

“เงียบเสียที!”

มีหรือเจียงเสี่ยวเซวียนจะยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี นางอ้าปากกัดมือคนแปลกหน้าเต็มรัก อวี้ฉีหลินชักมือออกด้วยความเจ็บ แล้วถูกต่อยดั้งจมูกเข้าเต็มแรง

เจียงเสี่ยวเซวียนฉวยโอกาสนี้ร้องตะโกน “ใครก็ได้…”

อวี้ฉีหลินตะปบปากฝ่ายตรงข้ามเอาไว้อีกครั้ง มืออีกข้างเปิดสาบเสื้อตัวเองอย่างรีบร้อน เผยให้เห็นเอี๊ยมบังทรงสีแดงสดที่อยู่ข้างใน “จะร้องทำไม ข้าก็เป็นหญิงเหมือนกัน!”

เจียงเสี่ยวเซวียนเงียบเสียงไปทันที

ทั้งสองจ้องตากันอยู่พักใหญ่ แต่แม้ผู้บุกรุกจะเป็นหญิง ความหวาดระแวงของเจียงเสี่ยวเซวียนก็ไม่ได้ลดลงเลยสักนิด

“เจ้าคือคุณหนูเจียงสินะ” อวี้ฉีหลินกระชับสาบเสื้อช้าๆ

เจียงเสี่ยวเซวียนมองคนถาม ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ด้วยยังไม่แจ้งว่าคนคนนี้มาดีหรือมาร้าย

ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นว่าเงาขององครักษ์ที่พาดทับบานหน้าต่างหายไปแล้ว! มิหนำซ้ำเวลานี้ด้านนอกยังมีเสียงวุ่นวาย คล้ายกำลังควานหาตัวใครสักคน

จริงสิ! เมื่อครู่มีเสียงร้องนี่นา! ชะรอยจะมีคนร้ายบุกเข้ามา…จะต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ ตอนมาถึงเรือนพัก นางยังเห็นสุนัขสีดำตัวใหญ่อยู่ด้านหลัง คงจะถูกสุนัขกัดเอากระมัง

แสดงว่าตอนนี้พวกองครักษ์ไปหาตัวผู้บุกรุกกันหมด นับเป็นโอกาสดียิ่ง!

ดวงเนตรงามไหวระริก นางลุกพรวดขึ้นมาใช้มือยันไหล่อวี้ฉีหลินตวัดตัวปีนออกจากถังอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ตรงดิ่งเข้าไปหยิบเสื้อผ้าที่เตรียมไว้แล้วมาสวม แต่ก็เผลอปัดเชิงเทียนล้ม

ความมืดเข้าปกคลุมห้องทันที เจียงเสี่ยวเซวียนรีบดึงห่อผ้าออกมาจากใต้เตียงจนมือไม้แทบพันกันแล้วเปิดประตูวิ่งออกไป

อวี้ฉีหลินที่ถูกอีกฝ่ายยันไหล่โดยแรงก็ลื่นพรืด แล้วจมลงไปในน้ำทั้งตัวอีกครั้ง กว่าจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมานั่งได้ก็ต้องปวดหัวเมื่อพบว่าทั้งห้องมืดสนิท ไม่มีใครอื่นนอกจากนาง

“คุณหนูเจียง…คุณ…เอ๊ะ ไปไหนเสียแล้วล่ะ” นางส่งเสียงเรียกพลางลนลานลุกขึ้นจากถังน้ำ แล้วขมวดคิ้วมองเสื้อผ้าเปียกชุ่มของตนเอง “แย่ที่สุด!”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

Jamsai Editor: