X
    Categories: everYทดลองอ่านรัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่

ทดลองอ่านนิยายวาย รัชศกเฉิงฮว่าปีที่สิบสี่ เล่ม 3 บทที่ 2 #นิยายวาย

บทที่ 2

 

เหอหนานเป็นแหล่งรวมพ่อค้าคหบดี เป็นดินแดนวิเศษที่ให้กำเนิดยอดคนมาแต่โบราณกาล จนกระทั่งจักรพรรดิซ่งไท่จู่จ้าวควงอิ้นเลือกสถาปนาที่นี่เป็นเมืองหลวงแรกของต้าซ่ง มณฑลเหอหนานจึงยิ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายในใต้หล้า ปราศจากคู่แข่งทัดเทียมในยามนั้น ทั้งยังเป็นที่ตั้งสุสานเจ็ดจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ

ทว่าเมื่อราชวงศ์ซ่งย้ายลงใต้ เหอหนานก็ค่อยๆ สูญเสียสถานะในอดีต หลังจากชาวจิน* ตามด้วยเผ่ามองโกลที่ควบอาชาบุกยึดที่ราบจงหยวน** ราษฎรชาวจงหยวนก็ประสบภัยสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ขับเคลื่อนเดินหน้า จักรพรรดิหงอู่แห่งต้าหมิงครองแผ่นดินก็เป็นเหตุการณ์ที่ล่วงเลยมาร้อยกว่าปีแล้ว

ยามที่จักรพรรดิหงอู่เดินทางผ่านอำเภอก่งที่เพิ่งสงบจากไฟสงคราม พบว่าสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งอันองอาจน่าเกรงขามในอดีตถูกทำลายจนย่อยยับ สิ่งก่อสร้างพังทลายแทบทั้งหมด พื้นที่รกร้างเกลื่อนไปด้วยซากปรักหักพังไม่เหลือเค้าเดิมแม้แต่น้อย หลังจากราชวงศ์ซ่งใต้ล่มสลาย สุสานจักรพรรดิซ่งเกาจง จักรพรรดิซ่งเซี่ยวจง จักรพรรดิซ่งฮุ่ยจง และจักรพรรดิซ่งชินจงที่อยู่ไกลออกไปก็ถูกขุดทำลายขนานใหญ่ภายใต้การอนุญาตโดยนัยของราชสำนักหยวน อาณาบริเวณที่สายตาทอดมองถึงมีแต่ซากปรักหักพัง น่าหดหู่เวทนา

เล่ากันว่าตอนนั้นมีจักรพรรดิหลายพระองค์ที่แม้กระทั่งกระดูกก็ถูกขุดออกมาเผา สมบัติมากมายนับไม่ถ้วนถูกนำออกมาถวายแด่จักรพรรดิราชวงศ์หยวนฮูปี้เลี่ย* ใช้บูรณะตกแต่งอาราม

ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิหงอู่จึงมีบัญชาให้บูรณะซ่อมแซมสุสานจักรพรรดิที่ถูกขุดอีกครั้ง ห้ามมิให้ราษฎรรุกล้ำพร้อมทั้งสั่งให้ทางการท้องถิ่นจัดเวรยามชาวบ้านคอยตรวจการ ลดภาษีให้กับราษฎรที่ช่วยเฝ้าสุสาน จึงหยุดกระแสการขุดสุสานไปได้

แต่นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อแรกสถาปนาต้าหมิงซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว ในเมื่อสุสานจักรพรรดิตั้งอยู่กับที่จึงมักจะมีหัวขโมยที่ยอมเสี่ยงเพื่อหวังรวยทางลัดในคืนเดียว แม้กระทั่งสุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวงที่ไม่รู้ตำแหน่งที่ตั้งจริงๆ ก็มีคนหมายตา ไม่ต้องกล่าวถึงสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งที่มีตำแหน่งที่ตั้งชัดเจนเลย

และส่วนที่ต้องระบุอย่างละเอียดคือสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งนั้นแตกต่างจากราชวงศ์ที่ผ่านมา ก่อนสมัยราชวงศ์ถังสุสานจักรพรรดิมากมายไม่มีการตั้งป้ายสุสาน ใช้วิธีฝังลึก สร้างสุสานไว้ใต้ดิน สุสานต้นแบบก็คือสุสานจักรพรรดิฉินสื่อหวง

หลังสมัยราชวงศ์ฮั่นเริ่มมีค่านิยมในการสร้างสุสานจักรพรรดิให้ ‘มีขุนเขาเป็นสุสาน ขุดป่าไพรไว้เร้นกาย’ วิธีนี้เริ่มกลายเป็นกฎเกณฑ์ในสมัยราชวงศ์ถัง จักรพรรดิราชวงศ์ถังต่างขุดสุสานของตนเองกลางขุนเขา ซ่อนสุสานไว้กลางป่าลึก หนึ่งคือเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ สองคือสามารถลดโอกาสถูกพวกโจรขุดรื้อสุสานได้ด้วย แน่นอนว่ามนุษย์มักเฟ้นหาวิธีการได้ไม่สิ้นสุด ข้อหลังจึงแทบไร้ประโยชน์

เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ด้วยพิจารณาตามหลักภูมิพยากรณ์ สุสานจักรพรรดิในเวลานั้นจึงมิได้ขุดลึกเข้าไปในขุนเขาป่าลึกอย่างสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ถัง แต่เลือกเนินเขาที่อยู่ตรงข้ามกับภูเขาซงซาน ทิศเหนือติดกับแม่น้ำลั่วเหอ เบื้องหน้าไม่ไกลก็คือแม่น้ำหวงเหอ

กอปรกับสุสานของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือเจ็ดพระองค์ก่อนที่ราชสำนักจะย้ายลงใต้ล้วนอยู่ที่นี่ ตั้งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก สำหรับผู้ที่เจตนาไม่ดีนับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่การขุดอีกด้วย

เพราะฉะนั้นต่อให้มียามชาวบ้านเฝ้าอยู่โดยรอบ แต่เหตุการณ์ลอบขุดสุสานของจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งยังคงเกิดขึ้นประปราย

นอกจากสมัยหยวนแล้ว ราชสำนักที่ครองใต้หล้าแต่ละสมัยต่างค่อนข้างให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุสานของราชวงศ์ก่อนหน้า ราชสำนักปัจจุบันเองก็เช่นเดียวกัน ราชสำนักต้าหมิงออกคำสั่งห้ามขุดสุสาน ทว่าก็ไม่อาจปราบปรามให้หมดสิ้นลงได้ ทางการท้องถิ่นจึงทำได้เพียงพบเห็นการขุดสุสานก็ทำการจับกุมกันไป เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดปัญหาใหญ่หลวงอันใด จึงยังไม่ถึงขั้นแก้ไขรับมือไม่ได้

แต่ระยะนี้เกิดเรื่องประหลาดหนำซ้ำยังน่าสะเทือนขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นในอำเภอก่งซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่ง

เล่ากันว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน ทุกครั้งที่ถึงยามดึกสงัดราษฎรในละแวกนั้นมักได้ยินเสียงประหลาดดังมาจากบริเวณสุสานหย่งโฮ่วและสุสานหย่งเจา เริ่มแรกพวกเขายังคิดว่าเป็นเสียงลม เมื่อเงี่ยหูฟังก็ปรากฏว่าเป็นเสียงร้องไห้

สุสานหย่งโฮ่วเป็นสุสานของจักรพรรดิซ่งอิงจงจ้าวสู่ สุสานหย่งเจาเป็นสุสานของจักรพรรดิซ่งเหรินจงจ้าวเจิน

จ้าวสู่เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ของจ้าวเจิน แต่กลับมิใช่บุตรชายสืบสายโลหิตของเขา เนื่องจากเวลานั้นบุตรชายของจ้าวเจินต่างสิ้นชีพจนหมดจึงต้องเลือกจ้าวสู่จากในวงศ์ตระกูลมาสืบทอดแทน

แต่เรื่องนั้นจะอย่างไรก็ช่าง ปัญหาคือดึกดื่นค่ำมืดเช่นนี้เหตุใดจึงมีเสียงร้องไห้จากสุสานจักรพรรดิได้

เหล่าจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งต่างสวรรคตกันไปนาน ไร้ทายาทสืบสายโลหิตไปแล้ว หรือต่อให้มี เหตุใดจึงเลือกไปร่ำไห้โศกเศร้าอาลัยที่นั่นในยามวิกาล

นั่นก็ประหลาดแล้ว!

ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงมีหน้าที่เฝ้าสุสานอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินเสียงร้องไห้ติดต่อกันหลายคืนจึงมีชาวบ้านหลายคนรุดหน้าไปดูที่สุสานหย่งโฮ่ว

ปรากฏว่าไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย

ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ด้านหนึ่งสั่งให้ชาวบ้านออกตามหาคนที่หายตัวไป อีกด้านก็ส่งสารถึงทางอำเภอก่ง ทางการส่งคนมาตามหาอยู่รอบหนึ่งก็ไม่พบเบาะแสะของคนที่หายตัวไป สุสานจักรพรรดิสร้างอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลั่วเหอ จึงสันนิษฐานว่าคนเหล่านี้ตกลงในแม่น้ำโดยไม่ทันระวังขณะเดินยามค่ำมืด

เมื่อมีข้อสรุป เรื่องนี้จึงจบลงทั้งที่ยังค้างคา

หลังจากนั้นมาก็ไม่มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นอีกเลย หมู่บ้านเหมือนจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง นอกจากชาวบ้านไม่กี่หลังคาเรือนที่สูญเสียคนในครอบครัวไปแล้ว คนอื่นๆ ต่างพากันลืมเรื่องนี้ไป

ทว่าเมื่อครึ่งปีก่อนเสียงร่ำไห้ที่ชวนให้หวาดผวาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หนำซ้ำยังเสียงดังกว่าครั้งก่อน เจือด้วยเสียงฟ้าร้องเลือนราง ผู้ใหญ่บ้านมิกล้าประมาทจึงรีบกระวีกระวาดรายงานต่อเบื้องบน เนื่องจากเหตุการณ์คราวก่อน นายอำเภอก่งเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่เห็นด้วยอย่างมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นสุสานจักรพรรดิจึงให้มือปราบของทางอำเภอพาเจ้าหน้าที่หลายคนไปตรวจดูสถานการณ์ที่หมู่บ้าน

เมื่อไปตรวจสอบก็พบหลุมขุดสองสามแห่งใกล้บริเวณสุสานหย่งโฮ่วและสุสานหย่งเจา คล้ายก่อนหน้านี้มีโจรขุดสุสานหมายตาสุสานของจักรพรรดิสององค์นี้จึงมาเยือนแล้วจากไป

เหตุการณ์เกี่ยวพันถึงสุสานจักรพรรดิถูกลอบขุด นายอำเภอก่งมิกล้าหละหลวม จึงสั่งการให้มือปราบหลายคนกับชายฉกรรจ์อีกหกคนมาเฝ้ายามละแวกสุสาน หวังจะจับโจรขุดสุสานกลุ่มนั้น

แม้ผู้ใหญ่บ้านจะสูงอายุ แต่เขาเป็นผู้นำหมู่บ้าน ไม่อาจเกี่ยงหน้าที่ปัดความรับผิดชอบ จึงเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

วันแรกผ่านไป ละแวกสุสานจักรพรรดิเงียบสงัด แสงจันทร์กระจ่างดุจน้ำใส ด้านข้างเป็นเสียงแม่น้ำลั่วเหอไหลผ่าน นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติ ทุกอย่างสงบเรียบร้อย

วันที่สองผ่านไป เหตุการณ์ก็ปกติเช่นเดิม

วันที่สาม เกิดเรื่องแล้ว

มือปราบสามคน ชาวบ้านหกคน บวกกับผู้ใหญ่บ้าน ขาไปคือสิบคน

ทว่าสุดท้ายกลับมาเพียงสองคน

คนหนึ่งเป็นมือปราบ อีกคนเป็นผู้ใหญ่บ้าน

คนหนึ่งเสียสติ อีกคนไร้สติ

คนที่เสียสติคือมือปราบ ส่วนผู้ใหญ่บ้านหลังจากสติกลับคืนมาครบก็เล่าว่าตนเองกับมือปราบวิ่งเตลิดตามหลังกันกลับมาจากสุสานจักรพรรดิในสภาพคลุ้มคลั่ง เห็นใครก็ใช้กำลังทุบตี ยิ่งมิต้องคิดว่าจะพูดจารู้เรื่อง ผู้ใหญ่บ้านมีสีหน้าหวาดผวา ตัวโชกไปด้วยโลหิต แทบจะเสียสติพร้อมกับมือปราบ

หลังจากหมอตรวจอาการแล้วก็บอกว่ามือปราบคนนั้นตกใจกลัวจนเสียสติ คาดว่าคงเป็นเช่นนี้ทั้งชีวิต รักษาไม่หายแล้ว ส่วนผู้ใหญ่บ้านแม้จะสูงวัย แต่อย่างไรก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ฉะนั้นจึงเข้มแข็งกว่าคนวัยหนุ่มประมาณหนึ่ง พักรักษาตัวระยะหนึ่งสภาพจิตใจก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

ทว่าขอเพียงเอ่ยถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็เอาแต่ปิดปากเงียบ จนกระทั่งเมื่อนายอำเภอก่งมาสอบถามด้วยตนเองเขาจึงพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘ผีหลอก’ ‘มีสัตว์ประหลาด’ ถามมากเพียงใดก็ได้คำตอบแค่นี้ ที่แท้เกิดอะไรขึ้นเขาบอกเล่าต้นสายปลายเหตุมิได้เลย

นายอำเภอจนปัญญาและรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในจึงยื่นเรื่องต่อเบื้องบนขึ้นมาเป็นทอดๆ จนกระทั่งถึงเมืองหลวง

“ผีหลอก? สัตว์ประหลาด?” ภายในสวนเล็กๆ ถังฟั่นขบคิดสองคำนี้พลางเอ่ยถาม “โจรขุดสุสานเล่นแผนตบตากระมัง”

สุยโจวส่ายหน้า “ข้าเองก็เพิ่งได้รับข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ มีเพียงคำให้การของนายอำเภอฝ่ายเดียว ยากจะวิเคราะห์ ต้องไปด้วยตนเองจึงจะรู้ชัด เรื่องนี้เกิดในเขตของเหอหนาน คาดว่าสภาขุนนางจะสั่งการให้กรมอาญาตรวจสอบ ถึงเวลาก็อาจตกเป็นหน้าที่ของกองพลาธิการเหอหนาน”

ถังฟั่นยิ้มเฝื่อน “ดูแล้วก็น่าจะเป็นเช่นนั้น” เขายืดเส้นยืดสาย “ก็ดี อย่างไรข้าก็เป็นพวกชะตาใช้แรงงาน อยู่ว่างไม่ได้ นั่งเฝ้าที่ว่าการจนเมื่อยขบแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากไปสำรวจเสียหน่อยเช่นกัน!”

สุยโจวครุ่นคิด “ข้าเองก็ตั้งใจว่าจะไปด้วย”

ถังฟั่นกล่าวด้วยความประหลาดใจที่ได้รับความสำคัญ “ผู้บังคับการสุยจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่ข้าหรือ เช่นนั้นก็เป็นเกียรติยิ่ง!”

แม้ตอนนี้ตำแหน่งของสุยโจวจะเป็นเพียงนายกองพัน ทว่าในทางปฏิบัติกลับเป็นผู้บังคับการกองปราบฝ่ายเหนือแล้ว เหนือขึ้นไปก็คือหยวนปิน ในแวดวงขุนนางล้วนเคยชินกับการเรียกยกย่อง ทุกคนจึงเรียกเขาว่า ‘ผู้บังคับการสุย’

แน่นอน เมื่อถังฟั่นเป็นคนกล่าวคำนี้ อย่างไรก็มีกลิ่นอายหยอกล้อเล็กน้อย

สุยโจวเอนกายพิงพนักเก้าอี้ รับชาข้าวที่อาตงยื่นมาให้ กล่าวอย่างหย่อนอารมณ์ “ไม่ถึงขั้นเคียงบ่าเคียงไหล่ ในเมื่อเป็นผู้บังคับการกองปราบข้าย่อมต้องดูแลความสงบทั่วทิศเป็นธรรมดา ขุนนางขั้นห้าเล็กๆ อย่างเจ้า ถึงเวลาก็ต้องฟังคำบัญชาของข้า”

แน่นอนว่าวาจานี้มีแววล้อเล่นเสียมากกว่า

ถังฟั่นฟังแล้วหัวเราะครืนใหญ่ “เช่นนั้นข้าก็ต้องถกกับท่านหน่อยแล้ว ต้าหมิงของเรานับตั้งแต่รัชศกเจิ้งถ่ง ขุนนางพลเรือนเป็นฝ่ายบัญชาการขุนนางทหารทั้งนั้น ตามหลักธรรมเนียมขุนนางพลเรือนขั้นห้าสามารถบัญชาขุนนางทหารขั้นสี่ได้ ต่อให้ผู้บัญชาการหยวนของพวกท่านมาเองก็เกรงว่าจะต้องฟังคำบัญชาของข้าเช่นกัน กล่าวไปกล่าวมามือข้าแบกมิได้ บ่าข้าหามไม่อยู่ ไปที่นั่นแล้วท่านคงมิได้จะให้ข้าออกโรงจับคนร้ายด้วยตนเองหรอกใช่หรือไม่” หลังกล่าวยืดยาวจบเขาก็ขยิบตาให้อาตง “เจ้าว่าถูกหรือไม่ น้องรัก”

อาตงพยักหน้า “ถูก”

ถังฟั่นยกขาขึ้นไขว่ห้าง กล่าวกับสุยโจวอย่างลำพองว่า “มีน้องสาวนี่ช่างดีเสียนี่กระไร ดูสิว่าอาตงบ้านข้าเอาใจใส่เพียงใด!”

อาตงแย้ง “ข้าหมายถึงพี่ใหญ่สุยพูดถูก”

ถังฟั่นไม่พอใจ “ไยเจ้าจึงเข้าข้างคนอื่นเล่า!”

อาตงหัวเราะชอบใจ “แน่นอนว่าต้องเข้าข้าง ตอนนี้เงินของท่านล้วนอยู่ในมือของพี่ใหญ่สุยทั้งหมด ถ้าไม่มีเขา เราสองคนก็ไม่มีกินกันพอดี!”

ถังฟั่นอดเถียงมิได้ “ทั้งหมดอะไรกัน! ข้าให้เขาไปแค่ครึ่งเดียว ก็ยังให้เงินค่าอาหารเจ้าได้ทุกเดือนมิใช่หรือ!”

สุยโจวถาม “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาดูว่าตอนนี้เจ้ามีเงินอยู่เท่าใด”

เห็นทั้งสองมองมาเป็นตาเดียว ถังฟั่นก็กล่าวคำโอ้อวดอย่างไร้ยางอาย “เงินเก็บส่วนตัวของบุรุษเป็นความลับ ไม่ควรละลาบละล้วง!”

อาตงหันไปถามสุยโจว “พี่ใหญ่สุย แล้วตอนนี้ท่านมีเงินอยู่เท่าใด”

สุยโจวนั้นมิได้ปรามว่า ‘อย่าละลาบละล้วง’ กลับตอบอย่างเปิดเผยว่า “ปีที่แล้วช่วยเขาเก็บออมได้สามสิบตำลึง รวมก่อนหน้านี้ที่มอบให้ข้าสามร้อยห้าสิบตำลึง ทั้งหมดสามร้อยแปดสิบตำลึง ก่อนนี้ข้าเองก็มีเงินเก็บออมอยู่บ้าง รวมกันแล้วก็ประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึง”

อาตงอุทานระรัว “อา! อา! พี่ใหญ่สุยร่ำรวยยิ่งนัก!”

ถังฟั่นอดแย้งไม่ได้ “ในห้องข้ายังมีภาพวาดของหวังซีเมิ่ง* มีราคากว่าเงินหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึงของเขามาก!”

อาตงกล่าวแทงใจถังฟั่นในคำพูดเดียว “นั่นเป็นของที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้ท่าน จะเอาไปตีราคาได้อย่างไร!”

ถังฟั่นกลบเกลื่อน “วันนี้อากาศดีจริงๆ หมูเนื้อใสจานนั้นถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดายมานาน กำลังรอให้พวกเราลิ้มรส พูดเรื่องเงินอะไรกัน เหม็นกลิ่นเงินนัก!”

อาตงยกมือปิดปากหัวเราะ “ทั้งที่แอบซ่อนเงินค่าเขียนบทประพันธ์ไว้ใต้หมอนแท้ๆ ข้ายังนึกว่าท่านจะซ่อนได้นานเพียงใด ปรากฏว่าเดี๋ยวเดียวก็เอาไปซื้อหนังสือไร้สาระอีกแล้ว!”

ถังฟั่นรู้สึกเสียหน้าจนทนไม่ไหว “หนังสือไร้สาระอะไรกัน นั่นเป็น ‘บันทึกจั่วจ้วนยุคชุนชิว’ เชียวนะ หนังสือฉบับต้าซ่งที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ ข้าหาตั้งนานกว่าจะเจอ!”

อาตงกะพริบตา “ยังมี ‘บันทึกธารน้ำวสันต์’ อีกเล่มหนึ่งด้วย”

สุยโจวย่นคิ้ว “เหตุใดชื่อจึงประหลาดนัก”

ถังฟั่นร้อนตัวเล็กน้อย “นั่นเป็นเรื่องเล่าพิศวงจำพวกภูตผีปีศาจ อย่าคิดอกุศล!”

เขาไม่พูดยังดี ยิ่งพูดกลับยิ่งเหมือนแก้ตัว

สุยโจวกล่าว “ไว้เอามาให้ข้าดูหน่อย”

อาตงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ถังฟั่น “ข้าก็จะดูด้วย!”

ใต้เท้าถังเจ็บปวดรวดร้าว “คราวก่อนท่านเอาต้นฉบับ ‘พงศาวดารจั้นกว๋อ’ ของข้าไปยังไม่ได้คืนข้าเลย!”

แม้ใต้เท้าถังจะเขียนบทประพันธ์เป็นการฆ่าเวลาในยามว่างและได้ค่าประพันธ์ด้วย แต่หากบอกว่าบทประพันธ์ของเขามีแต่บทประพันธ์รักๆ ใคร่ๆ ก็ไม่เป็นธรรมกับเขาจริงๆ อย่าง ‘พงศาวดารจั้นกว๋อ’ ก็คือวรรณกรรมที่เขาเขียนโดยอ้างอิงประวัติศาสตร์ช่วงราชวงศ์โจวตะวันออกในสมัยจั้นกว๋อ เนื่องจากรายละเอียดยิบย่อย อีกทั้งเขามักไม่มีเวลาว่าง จนถึงตอนนี้จึงเขียนไปได้เพียงสองในสามเท่านั้น

สุยโจวกล่าวตาใส “ข้ายังอ่านไม่จบ ไว้อ่านจบแล้วจะคืนเจ้า”

ถังฟั่นเอ่ยถาม “แล้วท่านจะอ่านจบเมื่อใด”

สุยโจวตอบ “เมื่อเจ้ารับปากว่าครั้งหน้าจะไม่แอบนำค่าบทประพันธ์ไปซ่อนอีก”

ใต้เท้าถังเปลี่ยนความโกรธเป็นความกล้า แสดงท่าทีคัดค้านและไม่พอใจกับความไม่เท่าเทียมนี้ “ท่านเองก็มิได้มอบเงินให้ข้านี่นา!”

“แต่ข้าไม่มีนิสัยจับจ่ายฟุ่มเฟือย” ถ้อยคำเดียวของสุยโจวยุติทุกความขัดแย้ง

“…” ถังฟั่นนิ่งอึ้ง

เสียงดังเพล้ง ศักดิ์ศรีของเขาร่วงตกพื้นแตกกระจาย

ตำแหน่งขุนนางเขายิ่งสูง สถานะในเรือนกลับยิ่งต่ำต้อย นี่มันอะไรกัน!

เขาอยากจะหนีออกจากบ้านเหลือเกิน…

เห็นใบหูของเขาเหมือนจะลู่ลงมา ผู้บังคับการสุยจึงลูบศีรษะของสหายสนิทด้วยความเมตตาอย่างหาได้ยาก “ข้าไม่ยึดเงินเจ้าหรอก แค่ช่วยเจ้าเก็บหอมรอมริบเท่านั้น ใครให้เจ้าเห็นหนังสือตำราแล้วมักอดใจไม่อยู่กันเล่า ห้องหนังสือแทบไม่มีที่เก็บแล้ว ต้องหักห้ามใจบ้าง”

ใต้เท้าถังน้ำตาไหลพราก

 

เป็นไปตามที่สุยโจวคาด คดีนี้ถูกส่งมอบไปยังสภาขุนนางก่อนไปถึงจักรพรรดิ แม้จักรพรรดิเฉิงฮว่าจะไม่สนใจว่าราชกิจ แต่พระองค์ไม่เพียงแสดงท่าทีให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ยังขอให้สภาขุนนางส่งคนประสานงานกับหน่วยองครักษ์เสื้อแพรช่วยกันสืบสวน ต้องไขคดีนี้ให้กระจ่างให้ได้ หากมีโจรขุดสุสานขุดรื้อสุสานจักรพรรดิจริงยิ่งต้องจับกุมมาลงโทษอย่างหนัก

หรือโอรสสวรรค์จะเริ่มมีความคิดความอ่านแล้ว? เป็นเพราะเจ็บปวดเศร้าใจกับสิบสี่ชีวิตที่เสียไป?

แน่นอนว่าไม่ใช่ เพียงเพราะทรงเป็นจักรพรรดิเหมือนกัน สุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งเหนือถูกลอบขุด พระองค์จึงรู้สึกเห็นใจด้วยอดนึกถึงตนในภายภาคหน้ามิได้ หากปล่อยเรื่องทิ้งไว้ไม่สนใจจนก่อให้เกิดกระแสขุดสุสาน ถ้าตนตายจากไปแล้วก็ถูกขุดรื้อศพขึ้นมาด้วยบ้างจะทำเช่นไร เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญในการสืบสวนอย่างถึงที่สุด

สภาขุนนางหารือกันแล้วตกลงให้มอบหมายเรื่องนี้แก่กรมอาญา เนื่องจากคดีขุดสุสานนั้นอย่างไรก็ยังอยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของกรมอาญา

เป็นไปตามหลักการ ในฐานะหัวหน้าของกองพลาธิการเหอหนานถังฟั่นไม่อาจเลี่ยงความรับผิดชอบได้

เสนาบดีจางเรียกถังฟั่นเข้าพบแล้วสั่งให้เขาพาคนไปด้วยตนเอง รับผิดชอบสืบสวนคดีร่วมกับองครักษ์เสื้อแพร

นับตั้งแต่ที่ถังฟั่นบาดหมางกับรองเสนาบดีเหลียง เสนาบดีจางก็ดูถูกชะตากับเขาอย่างน่าแปลก แสดงความชื่นชมที่มีต่อถังฟั่นต่อธารกำนัลอย่างไม่ปิดบัง ต่อให้ถังฟั่นรู้ว่านั่นเป็นเพราะเสนาบดีจางไม่ลงรอยกับรองเสนาบดีเหลียงจึงใช้เขาเป็นอาวุธ แต่ก็ใช่ว่าถังฟั่นจะไม่ได้รับประโยชน์ อย่างน้อยเขาก็อาศัยโอกาสนี้สยบใจคนในกองพลาธิการเหอหนาน

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจางอิ๋งจึงเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แน่นอนจางอิ๋งเป็นถึงเสนาบดีกรม ต้องการให้ถังฟั่นทำอะไร ถังฟั่นเองก็ไม่อาจเกี่ยงได้

ด้วยเหตุนี้จางอิ๋งจึงเรียกถังฟั่นไปที่ห้องทำงานของตน ซักถามก่อนพอเป็นพิธีว่าช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีอุปสรรคเรื่องงานหรือไม่ หากมีปัญหาก็ให้บอกกล่าว เรื่องที่เขาช่วยได้เขาจะช่วยเต็มที่ ถังฟั่นย่อมตอบว่าได้ใต้เท้าดูแล ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ดี

ทั้งสองสนทนาสัพเพเหระกันเล็กน้อย จางอิ๋งก็เข้าประเด็น “คดีสุสานจักรพรรดิต้าซ่งถูกลอบขุด เจ้าน่าจะรู้แล้วใช่หรือไม่”

ถังฟั่นพยักหน้า “หนังสือแจ้งถูกส่งถึงกองพลาธิการเหอหนาน ข้าน้อยอ่านสำนวนคดีแล้วขอรับ”

จางอิ๋งเอ่ยถาม “แล้วเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

ถังฟั่นตอบ “ขออภัยที่ข้าน้อยขอเรียนตามตรง…ค่อนข้างตึงมือ”

จางอิ๋งถอนใจแผ่วเบาเฮือกหนึ่ง “นั่นสินะ ชาวบ้านพวกนั้นกับมือปราบของทางการใช่ว่าจะตกแม่น้ำตาย และใช่ว่าจะมีภูตผีปีศาจอาละวาดจริง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถสังหารคนติดต่อกันสิบกว่าชีวิตได้ หากเป็นการกระทำของคนก็คาดว่าน่าจะเป็นคนโฉดชั่วอำมหิต คดีย่อมคลี่คลายไม่ง่าย แต่ว่า…” เขานิ่งไปเล็กน้อย “ไม่ว่าจะตึงมือเพียงใดเจ้าก็ต้องทำให้สุดความสามารถ หากไขคดีนี้ได้ข้าจะรายงานต่อสภาขุนนางเพื่อประเมินความดีความชอบให้เจ้า”

ถังฟั่นรีบละล่ำละลัก “ข้าน้อยย่อมทำสุดความสามารถ มิกล้าอ้างความดีความชอบขอรับ!”

จางอิ๋งเอ่ยถามกะทันหัน “ข้าได้ยินว่าพวกเจ้ามักล้อเลียนข้ากับเสนาบดีอีกห้าคนลับหลังว่าเป็น ‘สามเสนาเสือกระดาษ หกเจ้ากรมหุ่นดินปั้น’ ใช่หรือไม่”

ถังฟั่นแสร้งทำท่าประหลาดใจ “คำเล่าลือนี้มาจากที่ใด ข้าน้อยไม่เคยได้ยินเลยขอรับ!”

จางอิ๋งผุดยิ้มบาง “เจ้าไม่ต้องแกล้งโง่ไปหรอก ข้ามิได้จะถือโทษโกรธเคืองเจ้าเสียหน่อย แค่อยากฟังความจริงบ้างเท่านั้น”

ถังฟั่นกล่าว “คนอื่นข้าน้อยไม่ทราบ ทว่ารัชศกเฉิงฮว่าปีที่สามท่านไปตรวจการที่หนิงซย่าในฐานะรองข้าหลวงตรวจการฝ่ายขวา ด้วยการริเริ่มและสนับสนุนของท่านเมืองหนิงซย่าจึงได้พลิกโฉม เปลี่ยนสิ่งปลูกสร้างจากดินเป็นอิฐหิน ภายหลังท่านยังจัดการระบบทางน้ำด้วยตนเอง ทดน้ำจากแม่น้ำหวงเหอเข้าสู่ไร่นากว่าเจ็ดร้อยฉิ่ง* ในหลิงโจว สร้างคุณประโยชน์แก่ราษฎรมากมาย นโยบายอันดีงามเหล่านี้ยังคงแจ่มชัด ราษฎรหนิงซย่าเห็นท่านเสมือนบุพการี หากท่านเป็นดั่งเสือกระดาษหรือหุ่นดินปั้น เช่นนั้นขุนนางทั่วราชสำนักก็มีขุนนางใหญ่ที่ปฏิบัติงานจริงอยู่ไม่กี่คนแล้ว!”

ถูกต้อง แม้จางอิ๋งจะเป็นหนึ่งในสามเสนาเสือกระดาษ หกเจ้ากรมหุ่นดินปั้น ทว่าเขามิได้เป็นเช่นนี้แต่แรก เขาเองก็เคยมีปณิธานแรงกล้า อยากรับใช้บ้านเมือง ดูแลราษฎร เคยมีผลงานมากมาย ภาคภูมิใจที่ตนเป็นขุนนางมากสามารถ คนมากมายเห็นเสนาบดีจางที่ดื่มชาใช้ชีวิตไปวันๆ ก็นึกว่าเขาเป็นขุนนางที่ใช้ชีวิตอย่างไร้ผลงานมาตลอด

หากมิใช่ว่าถังฟั่นได้อ่านประวัติของจางอิ๋งจากสุยโจวก็ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเสนาบดีจางคนนี้เคยมีด้านที่เก่งกล้าก้าวหน้าเช่นนี้

เป็นไปตามคาด จางอิ๋งมีสีหน้าซาบซึ้ง “เจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”

ถังฟั่นตอบด้วยรอยยิ้ม “ท่านชิวจวิ้นอาจารย์ของข้าน้อยเคยชื่นชมอยู่บ่อยครั้งว่าเสนาบดีจางเป็นขุนนางปราดเปรื่อง หลังจากที่ข้าน้อยมารับตำแหน่งที่กรมอาญาท่านอาจารย์ก็ยังเขียนจดหมายกำชับให้ข้าเรียนรู้จากท่านให้มาก!”

ถังฟั่นกำลังยกความดีความชอบให้อาจารย์ของตนเอง พร้อมถือโอกาสให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับจางอิ๋งด้วย เขาย่อมบอกมิได้ว่าเขาอ่านประวัติของจางอิ๋งจากหน่วยองครักษ์เสื้อแพร

จางอิ๋งตื้นตันใจและรู้สึกละอายใจเล็กน้อย “คิดไม่ถึงว่าชิวจวิ้นจะกล่าวถึงข้าเช่นนี้ น่าเสียดายที่บัดนี้ข้าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ตัวข้าก็มิใช่ตัวข้าในอดีตแล้ว!”

ถังฟั่นกล่าวด้วยท่าทีจริงใจ “ดีหรือชั่ว คำวิจารณ์ของคนในยุคเดียวกันไร้ผล อีกร้อยปีให้หลังคนทั่วหล้าจะต้องให้คำตัดสินที่เป็นธรรมแก่ท่านอย่างแน่นอน!”

จางอิ๋งคลุกคลีอยู่ในแวดวงขุนนางมานาน มิใช่คนที่จะตื้นตันหวั่นไหวง่ายดาย ทว่าถ้อยคำของถังฟั่นวันนี้กลับกล่าวได้อย่างลึกซึ้งกินใจ บัดนี้ใครต่อใครล้วนหลีกเลี่ยงเภทภัย ผ่อนผันได้ก็ผ่อนผัน ยิ่งเขาเป็นขุนนางนานเท่าใดก็ยิ่งพบเห็นมามาก ประสบพบเห็นมามากก็ยิ่งทดท้อหมดกำลังใจ จึงฝังปณิธานอันแรงกล้าในอดีตไปหมดสิ้น และเริ่มเอาอย่างคนอื่นที่ไม่ทำงาน เอาแต่ชมนกชมไม้ไปวันๆ

ปรากฏว่าผู้คนจึงนำเขาไปรวมกับพวกเบาปัญญาอย่างอินเชียนและหลิวเจา ตั้งฉายาว่า ‘สามเสนาเสือกระดาษ หกเจ้ากรมหุ่นดินปั้น’ เหยียดหยันเขา ได้ยินนานเข้าจางอิ๋งก็ชินชาเสียแล้ว

คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีหัวหน้ากองพลาธิการเล็กๆ คนหนึ่งกล่าวความอัดอั้นและน้อยใจที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของเขาออกมา แล้วจะมิให้จางอิ๋งสะเทือนใจได้อย่างไร

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงใกล้ชิดกันมากขึ้นไม่น้อย

จางอิ๋งเอ่ยเรียกนามรองของถังฟั่น “รุ่นชิง เจ้าอย่าเห็นว่าคดีนี้ตึงมือ แต่มันได้ทิ้งนามของเจ้าไว้เบื้องพระพักตร์ของฝ่าบาทแล้ว หากทำได้ดีจะเป็นผลดีกับอนาคตเจ้าอย่างใหญ่หลวง”

เห็นชัดว่าเวลานี้เสนาบดีจางถือว่าถังฟั่นเป็นกึ่ง ‘คนกันเอง’ แล้ว มิฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องชี้แนะเขาเช่นนี้

นั่นไม่เพียงเพราะถังฟั่นเพิ่งกล่าวคำเปิดใจกับอีกฝ่าย แต่เพราะเขาไร้รากฐานที่พึ่งในกรมอาญาอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องบาดหมางกับรองเสนาบดีเหลียง คนเดียวที่เขาพอจะพึ่งพาได้ก็มีเพียงเสนาบดีอย่างตนแล้ว

สำหรับขุนนางอายุน้อยที่ฉลาดรู้จักมองสถานการณ์คนนี้ จางอิ๋งย่อมมีเจตนาอยากอุ้มชู

ถังฟั่นเข้าใจกระจ่างรวดเร็วตามคาด เขาขอบคุณหนักแน่น “ขอบคุณใต้เท้าที่ชี้แนะ ข้าน้อยจะสืบคดีนี้อย่างสุดกำลัง!”

จางอิ๋งพยักหน้าพึงพอใจ “เรื่องเดียวที่ไม่สะดวกก็คือสืบคดีร่วมกับองครักษ์เสื้อแพร ได้ยินว่าหนนี้ผู้บังคับการกองปราบฝ่ายเหนือก็จะลงพื้นที่ด้วยตนเอง บัญชาของสภาขุนนางคือให้เจ้าเป็นใหญ่ เขาเป็นรอง พวกเจ้าทั้งสองเป็นผู้แทนราชสำนัก หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยงานพิเศษ ใช่ว่าจะยอมทำตามบัญชาของเจ้าเสียทุกเรื่อง แต่ในเมื่อเจ้าสามารถให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรช่วยเจ้าตรวจสอบคดีที่ผ่านมืออิ่นหยวนฮว่าครั้งก่อนได้ แสดงว่าพวกเจ้าน่าจะคุ้นเคยกัน ข้าก็ไม่ต้องกังวลใจแทนเจ้าแล้ว”

ถังฟั่นกระดากเล็กน้อย “ครั้งก่อนล้วนเป็นเพราะข้าน้อยวู่วาม ทั้งยังสร้างปัญหาให้ใต้เท้า ขอใต้เท้าโปรดอภัย”

จางอิ๋งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เหลียงเหวินหวาคนนั้นมีนิสัยหยิ่งทะนง คิดว่าตนเองมีสิทธิ์ขาดในกรมอาญา ควรมีคนกำราบความผยองของเขาบ้าง แต่อย่างไรพวกเจ้าก็มีขั้นยศต่างกัน ยามเจ้าเผชิญหน้ากับเขาก็ต้องระวังรอบคอบไว้ อย่าให้คนอื่นจับจุดอ่อนได้”

ถังฟั่นย่อมรับคำชี้แนะ

เรื่องนี้ต้องดำเนินการให้เร็ว มิควรชักช้า ถังฟั่นมอบหมายภารกิจให้ไต้หงหมิงดูแลกองพลาธิการเหอหนานแทนในระยะนี้ และจัดแจงเจ้าหน้าที่สองคนไว้ให้เขาเรียกใช้ ส่วนตนก็พาอิ่นหยวนฮว่า เฉิงเหวิน และเถียนเซวียนเดินทางไปยังเหอหนานพร้อมกับคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร

ตามธรรมเนียมแล้วอิ่นหยวนฮว่าไม่จำเป็นต้องติดตามไปด้วย ในฐานะผู้ช่วยของถังฟั่น เวลาถังฟั่นไม่อยู่ควรเป็นเขาที่รับหน้าที่ดูแลกองพลาธิการเหอหนานแทน แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรถึงยื่นเรื่องขอไปกับถังฟั่นด้วย รองเสนาบดีเหลียงเองก็เอ่ยปากว่าคดีนี้ใหญ่หลวง หัวหน้าและรองหัวหน้ากองพลาธิการเหอหนานควรไปด้วยกัน เป็นการแสดงท่าทีว่าให้ความสำคัญ

เมื่อเป็นเช่นนี้กลับเป็นไต้หงหมิงที่ได้ประโยชน์ เขาใช้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดการรักษาการแทนหัวหน้า และดูแลกองพลาธิการเหอหนานทั้งหมด

สิ้นเดือนห้า พวกถังฟั่นก็เดินทางออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่อำเภอก่งในเหอหนาน

 

ต้าหมิงมีสองเมืองหลวง สิบสามมณฑล สองเมืองหลวงคือเป่ยจิงและหนานจิง สิบสามมณฑลก็คือสิบสามเขตบริหารปกครอง

เพื่อเลี่ยงมิให้เหมือนสมัยราชวงศ์หยวนจึงไม่ใช้คำว่ามณฑล แต่ให้เรียกว่าเขตบริหารปกครอง ทว่าชื่อเรียกที่ทั้งยาวและเรียกยากไม่เป็นที่นิยมของราษฎร ฉะนั้นทุกคนจึงยังคงใช้คำว่ามณฑลในการแบ่งแยกเช่นเดิม

เหอหนานเป็นเพียงหนึ่งในเมืองมากมายใต้เขตปกครองเหอหนาน โดยเหอหนานยังมีสิบสามอำเภออยู่ใต้การปกครอง อำเภอก่งก็คือหนึ่งในนั้น

แต่เนื่องจากอำเภอเล็กๆ แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสุสานจักรพรรดิทั้งเจ็ดแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ จึงเป็นดินแดนที่มีความพิเศษ

ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงตัวอำเภอจึงมีหน้าที่เฝ้าสุสานด้วย สำหรับพวกเขา จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ก่อนหน้าตั้งสุสานที่นั่น เท่ากับบ่งบอกว่าที่นั่นมีราศีดินเป็นเลิศ ฉะนั้นชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างภาคภูมิใจ

แม้ในหมู่พวกเขาจะมีคนอ่านเขียนไม่ได้อยู่มาก ทว่ากลับเหมือนมีความรู้มากกว่าราษฎรของที่อื่นบ้าง กระทั่งเฒ่าชราอายุเจ็ดสิบแปดสิบก็ยังชี้สถานที่แห่งหนึ่งแล้วบอกบุตรหลานว่าที่นั่นเป็นสุสานของจักรพรรดิองค์ใดถูก “พวกเจ้าอย่าเห็นว่าตอนนี้ไม่มีแม้แต่ป้ายหลุมศพ นั่นเพราะว่าเคยถูกชาวหยวนขุดรื้อขโมยจนเกลี้ยงแล้ว เดิมทีมิได้เป็นเช่นนี้”

บุตรหลานก็จะเล่าสู่บุตรหลานของพวกเขา เกร็ดพงศาวดารแห่งสุสานจักรพรรดิจึงถูกเล่าขานต่อกันมารุ่นสู่รุ่นเช่นนี้

ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เวลานี้ยามคนในพื้นที่เอ่ยถึงสุสานจักรพรรดิราชวงศ์ซ่งเหนือ ท่าทีแรกเริ่มมิใช่ความภูมิใจ แต่เป็นความหวาดกลัวอย่างอธิบายมิได้

พวกถังฟั่นเดินทางทางบกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่เมืองเหอหนาน

สุยโจวให้เซวียหลิงอยู่ดูแลที่กองปราบฝ่ายเหนือ ส่วนเขาพาผางฉีและเหล่าองครักษ์รวมทั้งหมดสิบสองคนเดินทางสู่ทางใต้ในฐานะผู้แทนราชสำนักพร้อมกับพวกถังฟั่น

แม้คดีนี้จะมิได้เร่งด่วน แต่ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเกี่ยวข้องกับสุสานจักรพรรดิถูกลอบขุดอีกด้วย ชักช้าไม่ได้ เริ่มแรกทุกคนเดินทางด้วยการขี่ม้า ทว่าเร่งเดินทางอยู่สองวัน ความแตกต่างก็เริ่มเด่นชัด

องครักษ์เสื้อแพรล้วนเป็นชายฉกรรจ์ บึกบึนแข็งแรง ทั้งยังผ่านการฝึกสุดโหดของสุยโจวมา จึงถูกเคี่ยวกรำจนหนังเหนียวกระดูกเหล็กไปแล้ว แต่ว่าไปแล้วต่อให้ไม่มีการฝึกอันเข้มงวดของสุยโจว สำหรับขุนนางทหารอย่างพวกเขาการขี่ม้าเร่งเดินทางก็ยังนับว่าเป็นเรื่องเล็ก

แต่เหล่าขุนนางพลเรือนของกรมอาญากลับมิใช่ ทุกคนล้วนเอาแต่นั่งทำงานในที่ว่าการทั้งวัน งานใช้แรงที่หนักที่สุดก็เพียงยกน้ำชาเท่านั้น ปุบปับก็ต้องขี่ม้าติดต่อกันถึงสองวัน เรียกได้ว่ากระดูกแทบหลุดจากกัน หนำซ้ำเรื่องที่ยากจะเอ่ยปากก็คือต้นขาส่วนในทั้งสองข้างของทุกคนต่างถูกเสียดสีจนเกิดตุ่มพอง บางคนถึงขั้นถลอกจนเลือดซิบ ปวดแสบปวดร้อน

ถังฟั่นในฐานะผู้แทนหลักของราชสำนักย่อมต้องมีความเป็นผู้นำ ไม่ว่าอย่างไรก็กัดฟันอดทนได้ กลับเป็นสุยโจวที่สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าขุนนางพลเรือนกลุ่มนี้ไม่เอาไหน จึงสั่งให้เหล่าองครักษ์เสื้อแพรผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง ทั้งยังนำยาออกมาให้พวกถังฟั่นทาแผล

เมื่อผู้บังคับบัญชาทนได้ เจ้าหน้าที่อีกสองคนก็ไม่อาจโอดครวญ กลับเป็นอิ่นหยวนฮว่าที่เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมขี่ม้าอีก จะนั่งรถม้าให้ได้

องครักษ์เสื้อแพรรู้สึกขัดหูขัดตากับขุนนางพลเรือนกลุ่มนี้แต่แรก ทว่าพวกเขาเองก็รู้ว่าสุยโจวสนิทกับถังฟั่นเป็นการส่วนตัว เล่ากันว่าผู้แทนราชสำนักคนนี้อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับสุยโจวด้วยซ้ำ ประกอบกับอิ่นหยวนฮว่าเอ่ยวาจาขัดคอกับถังฟั่นทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดทาง ชัดเจนว่าทั้งสองไม่ใช่พวกเดียวกัน พวกเขาไม่กล้าหัวเราะเยาะผู้แทนราชสำนัก จึงโยนระเบิดทั้งหมดไปที่อิ่นหยวนฮว่า

คนหนึ่งยักคิ้วหลิ่วตา “โธ่เอ๊ย มีคนคิดว่าตนเองออกมาท่องเที่ยวทัศนาจรหรืออย่างไร ยังจะนั่งรถม้า ให้ติดม่านลูกปัดเอาไว้เลิกชมทิวทัศน์ด้วยหรือไม่ เหมือนพวกดรุณีแรกรุ่นกับสะใภ้น้อย ดั่งคำที่ว่าบังโฉมครึ่งหน้า มิทันเอ่ยคำคนก็อายเสียก่อนอะไรนั่น!”

อีกคนแสยะยิ้มมีเลศนัย “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนเขามิใช่สะใภ้น้อย หรือว่าเจ้าเคยเห็นตอนที่คนเขาไม่ใส่เสื้อผ้ากัน”

ยามนั้นพวกเขาผ่านเรือนพัก จึงแวะพักผ่อนให้หายเหนื่อย ถังฟั่นกับสุยโจวเป็นผู้แทนราชสำนัก คิดได้ว่าทุกคนคงอยากทำตัวตามสบาย ไม่อยากต้องร่วมโต๊ะกับผู้บังคับบัญชาแม้กระทั่งเวลากินข้าว ฉะนั้นจึงแยกโต๊ะออกมาสองคน อิ่นหยวนฮว่าร่วมโต๊ะกับเจ้าหน้าที่อีกสองคน ส่วนองครักษ์เสื้อแพรคนอื่นๆ แยกย้ายกันนั่ง วาจานี้จึงลอยมาเข้าโสตประสาทของอิ่นหยวนฮว่าอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นกำลังพูดถึงเขา โทสะเดือดดาลทันที กระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะ ลุกพรวดขึ้น “พวกเจ้าว่าใคร!”

ไม่ยืนยังดี พอยืนพรวดต้นขาก็ปวดหนึบ อิ่นหยวนฮว่าสีหน้าเหยเก เหล่าองครักษ์เสื้อแพรจึงหัวเราะครืนใหญ่

แม้ถังฟั่นจะไม่ชอบอิ่นหยวนฮว่า ทว่าการเดินทางครั้งนี้เขาเป็นผู้แทนหลักของราชสำนัก ทั้งยังเป็นหัวหน้าของอิ่นหยวนฮว่า เป็นหัวหน้าก็ต้องมีบารมีของหัวหน้า มิอาจนั่งมองอิ่นหยวนฮว่าถูกหยอกล้อขบขันเช่นนี้ได้ จึงใช้ปลายตะเกียบอีกด้านกระทุ้งแขนของสุยโจว

สุยโจวกระแอมเสียงเบา สายตาคมกริบเจิดจ้าดุจสายฟ้ากวาดมองผู้ใต้บัญชาทั้งกลุ่ม ฝ่ายหลังหยุดหัวเราะพร้อมกัน รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวทันที

หลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้วอิ่นหยวนฮว่าก็ตัดสินใจไม่ยอมขี่ม้า จะนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังเหอหนานเท่านั้น

เจ้าหน้าที่สองคนก็ทุกข์จนพูดไม่ออก มองถังฟั่นด้วยแววตาวิงวอนน่าสงสาร

ถังฟั่นเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย “พวกท่านจะนั่งรถม้าจริงหรือ”

เหล่าเจ้าหน้าที่ยังไม่กล้าตอบ อิ่นหยวนฮว่าก็ชิงตอบ “ต้องนั่งรถม้าเท่านั้น ข้าไม่เหมือนใต้เท้า ไม่มีสถานะผู้แทนราชสำนักต้องแบกรับ สุขสบายเหลือแสน!”

เขายังถือโอกาสเหน็บแนมถังฟั่นที่ห่วงหน้าตาจนต้องยอมลำบาก

ถังฟั่นกล่าว “ไม่แน่ว่าที่เรือนพักจุดต่อไปจะมีม้าเพียงพอหรือไม่ พวกท่านเปลี่ยนไปนั่งรถม้า ต่อให้รู้สึกเสียดายภายหลังก็ต้องนั่งรถม้าตลอดทางจนกว่าจะถึงเหอหนาน”

ยิ่งเขากล่าวเช่นนี้อิ่นหยวนฮว่าก็ยิ่งรู้สึกว่าถังฟั่นจงใจกลั่นแกล้งตน จึงดึงดันจะนั่งรถม้าให้ได้

เมื่อถังฟั่นเตือนด้วยความเป็นมิตรแล้วพวกเขาไม่ฟัง เช่นนั้นก็ตามใจพวกเขา เขาจึงให้เจ้าหน้าที่ของเรือนพักเตรียมรถม้า

ตัวรถม้านับว่ากว้างขวางเพียงพอให้อิ่นหยวนฮว่ากับเจ้าหน้าที่อีกสองคนเข้าไปนั่ง เจ้าหน้าที่เรือนพักยังหาคนขับรถม้าให้พวกเขาอีกคน เมื่อรถม้าถึงปลายทางค่อยให้คนขับรถม้าควบย้อนกลับมา

ทั้งสามเห็นว่าในรถม้ามีเบาะนุ่ม นั่งสบายกว่าขี่ม้าเป็นไหนๆ จึงขึ้นรถม้าด้วยความยินดี

กลายเป็นว่าเพิ่งเดินทางออกมาไม่กี่สิบลี้ พวกอิ่นหยวนฮว่าก็รู้ซึ้งแล้วว่าเหตุใดหลังจากถังฟั่นได้ยินว่าพวกเขาจะนั่งรถม้าให้ได้แล้วจึงมีสีหน้าล้ำลึกยากจะหยั่งถึง

เพราะนั่นโคลงเคลงยิ่งกว่าขี่ม้าเสียอีก…

ออกจากเขตเมืองหลวง สภาพเส้นทางก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นั่งรถม้ามิได้สบายไปกว่าขี่ม้าเลย แต่อิ่นหยวนฮว่ามิได้คาดคิดถึงเรื่องนี้ ซ้ำยังยืนกรานจะกระโดดลงในกองไฟให้ได้ ห้ามก็ห้ามไม่อยู่

ตัวของเขาส่ายไปมาจนแทบอาเจียนเป็นเลือด อวัยวะภายในก็คล้ายจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งตามไปด้วย ความรู้สึกเช่นนั้นยากจะบรรยาย ใครได้นั่งก็จะรู้ แต่เขากลับไม่อาจเอ่ยปากกับถังฟั่นว่าจะกลับไปขี่ม้าอีกครั้งได้ เพราะต่อให้ร้องขอก็ไม่มีม้าให้เขาขี่…

อิ่นหยวนฮว่าอยากร่ำไห้ทว่าไม่มีน้ำตา ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสการยกก้อนหินทุ่มเท้าตนเองแล้ว

ไม่เฉพาะเขา เฉิงเหวินกับเถียนเซวียนก็เสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้ง

สั่นโคลงเคลงเช่นนี้ตลอดทาง ขณะที่วิญญาณของทั้งสามใกล้จะถูกเขย่าจนออกจากร่างนั้น ในที่สุดก็มาถึงอำเภอก่ง

 

ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงอำเภอก่ง นายอำเภอเหอก็พาคนมารอที่เรือนพักข้างทางหลวงนอกตัวอำเภอแล้ว

“ใต้เท้า ท่านนั่งพักก่อนดีหรือไม่” ผู้ช่วยนายอำเภอที่ออกมารอต้อนรับด้วยรู้สึกวิงเวียนกับนายอำเภอเหอที่เดินวนไปวนมาไม่หยุดจนตาลาย อดเอ่ยบอกมิได้

นอกจากผู้ช่วยนายอำเภอและเจ้าหน้าที่อำเภอตำแหน่งน้อยใหญ่แล้ว เดิมทีเหล่าปัญญาชนคนมีชื่อเสียงในอำเภอจำนวนไม่น้อยก็อยากตามมาด้วย แต่ถูกนายอำเภอเหอปฏิเสธ เวลานี้เขาคิดแต่เรื่องคดีเท่านั้น ไหนเลยจะมีเวลาพาคนเหล่านั้นมาอวดตัวต่อหน้าผู้แทนราชสำนัก

เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ช่วยนายอำเภอที่ตนไว้วางใจ นายอำเภอเหอจึงมิได้ปิดบังความร้อนรนของตนเอง “เฮ้อ น้องชาย เจ้าเองก็รู้ เบื้องบนมิได้มาทัศนาจร แต่พวกเขามาสืบคดี ว่าไปแล้วสุสานจักรพรรดิที่เกิดเหตุอยู่ในเขตปกครองของข้า หากเคราะห์ไม่ดีตำแหน่งของข้าก็จบสิ้นกันแล้ว!”

ผู้ช่วยนายอำเภอกล่าวปลอบ “ใต้เท้า บัดนี้ท่านกลุ้มใจไปก็ไร้ประโยชน์ สู้ให้ความร่วมมือกับเบื้องบนอย่างเต็มที่ แล้วค่อยวิ่งเต้นขอผ่อนผันกับเบื้องบน ให้พวกเขาช่วยพูดขอความเห็นใจให้ท่าน ไม่แน่เรื่องใหญ่ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็ก!”

นายอำเภอเหอถอนใจเฮือกหนึ่ง “เรื่องมาถึงขั้นนี้ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแล้ว นายอำเภออย่างข้าก็ช่างเคราะห์หามยามร้ายเหลือเกิน นึกถึงนายอำเภอก่อนหน้าข้าทั้งสองคน ทิ้งปัญหาไว้นับไม่ถ้วน ปัญหาเหล่านั้นข้าต้องเป็นคนคอยเช็ดล้าง ผลงานไร้คนล่วงรู้ กลายเป็นว่าเวลานี้สุสานจักรพรรดิเกิดเรื่อง ความรับผิดชอบกลับตกมาที่ข้าทันที!”

ผู้ช่วยนายอำเภอคิดในใจว่าขุนนางคนใดบ้างที่ไม่ต้องเช็ดล้างปัญหาสักเรื่องสองเรื่อง ใครบ้างที่เป็นขุนนางอย่างราบรื่นตลอดชีวิต แต่อีกฝ่ายดันกลัวปัญหา ตีโพยตีพาย ไม่คิดเสียหน่อยว่าจะประจบผู้แทนราชสำนักที่กำลังจะมาถึงอย่างไร เช่นนี้ยังหวังความก้าวหน้าอะไรได้อีก

แต่ใครให้เขาเป็นผู้ใต้บัญชาเล่า แม้จะคิดเช่นนั้นเขาก็ยังคงปลอบประโลมนายอำเภออย่างเต็มที่

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากัน กลุ่มคนและม้าขบวนหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจากที่ไกล ฝุ่นตลบฟุ้ง ด้านหลังเหมือนมีรถม้ามาด้วยคันหนึ่ง

เมื่อนายอำเภอเหอและผู้ช่วยเดินออกมาก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามารายงานว่าเบื้องหน้าก็คือขบวนของผู้แทนราชสำนัก

“รีบไปต้อนรับกับข้าเร็วเข้า!” นายอำเภอเหอรีบจัดแจงอาภรณ์พร้อมกล่าว

ขบวนเคลื่อนตัวไม่เร็ว ทหารม้าด้านหน้าคล้ายตั้งใจผ่อนฝีเท้าให้ช้าเพื่อรอรถม้าด้านหลัง ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ กลุ่มคนที่ปรากฏสู่สายตาจึงมาถึงตรงหน้า

ผู้ที่ถูกองครักษ์เสื้อแพรรายล้อมอยู่ตรงกลางคือขุนนางอายุน้อยที่สวมชุดขุนนางขั้นห้า กับองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งที่สวมชุดเฟยอวี๋

นายอำเภอเหอรีบเข้าไปยกมือประสานคำนับ “นายอำเภอแห่งอำเภอก่ง เหอเฮ่าซือคำนับใต้เท้า!”

แม้จะแยกไม่ออกว่าคนใดจึงจะเป็นผู้แทนหลัก ทว่าทำความเคารพเช่นนี้ไม่ผิดแน่

สารจากกรมอาญาเองระบุแล้วว่าผู้แทนหลักที่มาคือถังฟั่น หัวหน้ากองพลาธิการเหอหนาน ส่วนผู้แทนรองคือผู้บังคับการกองปราบฝ่ายเหนือแห่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพร แต่ในเมื่อผู้แทนหลักและผู้แทนรองต่างอยู่ตรงนี้ด้วยกัน แล้วใครนั่งอยู่ในรถม้าด้านหลัง

หรือจะเป็นบุคคลที่สำคัญกว่า

นายอำเภอเหออดเบนสายตาไปด้านหลังพวกถังฟั่นมิได้

กลับเห็นองครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ข้างขุนนางพลเรือนเว้นระยะห่างออกเล็กน้อยเป็นเชิงแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสถานะของตนกับขุนนางพลเรือน พร้อมเอ่ยปากยืนยันการคาดเดาของนายอำเภอเหอ “ท่านนี้คือใต้เท้าถัง หัวหน้ากองพลาธิการเหอหนาน เป็นผู้แทนหลักครั้งนี้”

หลังเดินทางตะลอนอย่างเหน็ดเหนื่อย ถังฟั่นก็ลงจากหลังม้า คำนับตอบนายอำเภอเหอ “นายอำเภอเหอมิต้องมากพิธี พวกเราเร่งเดินทางหลายวัน หาที่นั่งพักก่อนแล้วค่อยคุยรายละเอียดเถอะ”

“ขอรับๆๆ!” นายอำเภอเหอตื่นจากภวังค์ รีบละล่ำละลักกล่าว “ข้าน้อยเตรียมเรือนพักไว้ พร้อมทั้งให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว ขอเชิญทุกท่านเข้าสู่ตัวอำเภอ อยู่ไม่ไกลจากนี่แล้วขอรับ!”

ถังฟั่นพยักหน้า “เช่นนั้นก็เชิญนายอำเภอเหอนำทางเถิด!”

คนทั้งขบวนเดินทางไปยังเรือนพักในตัวอำเภอ นายอำเภอเหอให้คนจัดเตรียมทุกอย่างรอต้อนรับแล้ว มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสะอาดสำหรับผลัดเปลี่ยน เรียกได้ว่าเอาใจใส่

หลังจากทุกคนเข้าไปกันเกือบหมดแล้ว รถม้าที่อยู่ด้านหลังสุดจึงเคลื่อนตัวมาถึงอย่างเนิบช้า ก่อนจอดที่หน้าเรือนพัก

นายอำเภอเหอผู้นี้ค่อนข้างอยากรู้อยากเห็น แต่กลับไม่ใช้ในทางที่ถูกที่ควร เขาจินตนาการไปไม่น้อยว่าผู้แทนราชสำนักออกทำงานต่างถิ่นก็ไม่ลืมพาอนุภรรยาผู้เลอโฉมมาด้วย เห็นรถม้าจอดลงจึงอดหยุดฝีเท้าหันไปมองไม่ได้ อยากดูว่าใครก้าวออกจากรถม้า

มือข้างหนึ่งยื่นออกจากตัวรถ เลิกม่านขึ้นอย่างเนิบช้า นายอำเภอเหอคิดในใจว่ามือข้างนั้นช่างขาวผ่อง แต่น่าเสียดายว่าเหตุใดจึงราวกับเท้าไก่ ไม่มีความงดงามเอาเสียเลย

จากนั้นใบหน้าหนึ่งก็ชะโงกออกจากในรถ นายอำเภอเหอตกใจสะดุ้งเฮือกเมื่อพบว่านั่นเป็นใบหน้าของบุรุษ มิได้เป็นอย่างที่ตนนึกภาพไว้แม้แต่น้อย

บุรุษผู้นั้นมีสีหน้าซีดเซียว นัยน์ตาไร้ชีวิตชีวา ขอบตาดำคล้ำเป็นวง ดูคล้ายคนป่วยหนัก แต่เห็นอีกฝ่ายสวมชุดขุนนางขั้นห้า นายอำเภอเหอจึงก้าวเข้าไปเอ่ยถาม “ขอถามว่าท่านนี้ก็เป็นผู้แทนราชสำนักเช่นกันหรือ ข้าน้อยเหอเฮ่าซือ นายอำเภอแห่งอำเภอก่ง…”

เขายังไม่ทันกล่าวจบ ร่างกายช่วงบนของอีกฝ่ายก็โผล่พ้นจากตัวรถ เหมือนจะลงจากรถม้า แต่ปรากฏว่าจู่ๆ ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยว คว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือเพื่อเป็นหลักพยุงร่างแล้วก้มหน้าอาเจียน

ซึ่งสิ่งที่เขาคว้าได้ก็คือชายเสื้อของนายอำเภอเหอที่นิ่งงันเป็นขอนไม้ไปแล้ว

นายอำเภอเหอหาเรื่องใส่ตัว เปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรก เนื่องจากมิได้นำเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนมาด้วยอย่างที่เตรียมให้พวกถังฟั่น จึงต้องทนกับกลิ่นเหม็นเปรี้ยวบนตัว รอไปเปลี่ยนที่ที่ว่าการอำเภอ ตลอดทางไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา มิต้องบรรยายว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายเพียงใด นายอำเภอเหอโทสะสุมทรวงไร้ที่ระบาย ใครให้เขาอยากรู้อยากเห็นนักเล่า อีกฝ่ายไม่เพียงเป็นขุนนางส่วนกลาง ตำแหน่งยังสูงกว่าเขา นายอำเภอเหอจึงได้แต่บีบจมูกยอมรับความโชคร้าย

ปรากฏว่าเร่งรีบกลับมาถึงที่ว่าการ เพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จก็ได้ยินว่าทางผู้แทนราชสำนักกำลังตามหาเขา จึงต้องรีบกระวีกระวาดมุ่งหน้าไปที่เรือนพักอีกครั้ง

เข้าไปในเรือนพัก พวกถังฟั่นล้างหน้าเปลี่ยนชุดกันเรียบร้อยแล้ว มิได้ฝุ่นผงเต็มตัวอย่างตอนแรก แม้ดูแล้วสีหน้ายังคงอิดโรยแต่ก็สดใสขึ้นมาก

ถังฟั่นกล่าวกับนายอำเภอเหอ “พวกเรามาด้วยเหตุใด คิดว่านายอำเภอเหอเองก็น่าจะทราบดี”

นายอำเภอเหอรีบละล่ำละลัก “ขอรับ ขอเพียงใต้เท้าถาม ข้าน้อยย่อมบอกทุกอย่างที่รู้ แต่ใต้เท้าทุกท่านกินข้าวกันแล้วหรือ กินข้าวกันก่อนแล้วค่อยว่ากันดีหรือไม่ขอรับ”

ถังฟั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากนายอำเภอเหอยังมิได้กินข้าวก็ร่วมโต๊ะด้วยกันดีหรือไม่ จะได้กินไปคุยไป”

นายอำเภอเหอเองก็อยากอาศัยโอกาสนี้ระบายทุกข์กับผู้แทนราชสำนัก จึงทำตามบัญชาแต่โดยดี

อาหารการกินในเรือนพักไม่เลวนัก พวกถังฟั่นมาจากเมืองหลวง นายอำเภอเหอมิกล้าหละหลวม แม้แต่พ่อครัวก็นำมาจากที่ว่าการอำเภอโดยเฉพาะ อาหารที่ทำก็เป็นอาหารพื้นเมืองของเหอหนาน

ไก่ยัดไส้แปดธัญพืช เนื้อแกะน้ำแดง ผัดเนื้อปลา ล้วนแล้วแต่ส่งกลิ่นหอมฉุย

พวกสุยโจวนั้นไม่เป็นไร ถังฟั่นเมื่อชินกับการเดินทางบนหลังม้าแล้วก็ปรับตัวได้ ย้อนกลับไปดูอิ่นหยวนฮว่ากับเฉิงเหวินและเถียนเซวียน เนื่องจากรถม้าโคลงเคลงตลอดทาง ทั้งสามคนกินอะไรไม่ลงนัก ยามนี้ได้กลิ่นเนื้อสัตว์ ใบหน้าพลันเขียวสลับซีด ยกมือปิดปากวิ่งออกไปด้านนอก โน้มตัวลงอาเจียนใต้ระเบียงทางเดิน น่าเสียดายที่ท้องว่าง แม้แต่น้ำดีก็อาเจียนไม่ออก

นายอำเภอเหอจึงเพิ่งรู้สึกถึงความสะเพร่าของตนเอง พวกเขาหลายคนวิงเวียนรถม้า ต้องกินอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ไม่ลงแน่

ถังฟั่นเห็นนายอำเภอเหอทำอะไรไม่ถูกจึงกล่าวกับอีกฝ่ายว่า “ให้โรงครัวทำอาหารจานผักมาสักสองสามอย่างและโจ๊กข้าวฟ่าง ยกมาให้ข้าด้วยถ้วยหนึ่ง ตั้งโต๊ะให้พวกเขาสามคนต่างหาก ประเดี๋ยวได้กลิ่นเนื้อแล้วจะกินไม่ลงอีก”

“ไม่ต้องตั้งอีกโต๊ะหรอก…” อิ่นหยวนฮว่าเดินเข้ามา กล่าวอย่างอ่อนแรง “ข้านั่งตรงนี้ก็พอ”

สาเหตุที่เขาลุกขึ้นร้องขอติดตามถังฟั่นมาสืบคดีไกลถึงที่นี่มีเป้าหมายหลักสองประการ หนึ่งคือแย่งผลงาน สองคือจับผิด

หนำซ้ำทั้งหมดนี้ก็เป็นการอนุญาตโดยนัยจากรองเสนาบดีเหลียง ในฐานะผู้ช่วยติดตามร่วมสืบสวนคดี นับว่าเหมาะสมชอบธรรม

ถังฟั่นย่อมรู้แผนการของอิ่นหยวนฮว่าเป็นอย่างดี เห็นเขายืนกรานก็แย้มยิ้มไม่ฝืนใจ “ก็ได้”

ภายในห้องอาหารโอ่โถงมีเพียงโต๊ะเดียว ถังฟั่น สุยโจว ผางฉี อิ่นหยวนฮว่า นายอำเภอเหอ เจ้าหน้าที่กองพลาธิการสองคนรวมถึงผู้ช่วยนายอำเภอและเสมียนศาลล้วนนั่งร่วมโต๊ะ ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ล้วนอยู่ห้องถัดไป ไม่รบกวนความสงบของเหล่าใต้เท้า

ทุกคนหิวจนท้องกิ่ว ยามนี้ไม่ใส่ใจจะสนทนาหารือเรื่องงาน เห็นอาหารถูกทยอยยกมาวาง หลังจากแสดงท่าทีถ่อมตัวกันเล็กน้อยแล้วก็พากันถือตะเกียบขึ้น

อิ่นหยวนฮว่านั่งอยู่ข้างถังฟั่น เห็นอีกฝ่ายกินอาหารจานเนื้อก็วิจารณ์ออกมาหนหนึ่ง ทั้งยังไม่ลืมกล่าวกับเขาด้วยความเสียดายว่า “พี่อิ่น น่าเสียดายที่วันนี้ท่านกินไม่ลง แม้จะเป็นวัตถุดิบแบบเดียวกัน แต่รสชาติที่ปรุงออกมาต่างจากของเมืองหลวง ไม่แปลกที่ว่าสภาพแวดล้อมต่างกันหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมที่ต่างกัน หากได้กินไก่ยัดไส้แปดธัญพืชรสเลิศเช่นนี้ทุกวัน จะให้ข้าอยู่ที่นี่นานๆ ก็ยอม!”

นายอำเภอเหอย่อมรู้ว่าถังฟั่นพูดตามพิธี กล่าวชมเจ้าภาพอย่างเขาตามมารยาท จึงเชื้อเชิญให้ถังฟั่นกินให้มาก ด้านผู้ช่วยนายอำเภอและเสมียนศาลก็หวังประจบพวกสุยโจวและผางฉี จึงพยายามหาหัวข้อสนทนา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ

ลำบากก็แต่อิ่นหยวนฮว่าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำชมอาหารจานเนื้อดังเข้าโสตประสาทเสียงแล้วเสียงเล่า เขาก็รู้สึกว่าโจ๊กข้าวฟ่างที่เพิ่งลงท้องเริ่มปั่นป่วนอีกแล้ว จึงนึกด่าทอสาปแช่งบรรพบุรุษของถังฟั่นในใจ

กินข้าวเสร็จ อิ่นหยวนฮว่าคิดในใจว่าในที่สุดก็น่าจะได้พักผ่อนแล้วกระมัง คิดไม่ถึงว่าถังฟั่นจะวางตะเกียบลงแล้วกล่าวกับนายอำเภอเหอว่า “ตอนนี้กินอิ่มกันแล้ว ได้เวลาหารือเรื่องงานแล้ว”

อิ่นหยวนฮว่าอดกล่าวมิได้ “ใต้เท้า เรื่องงานไว้หารือกันพรุ่งนี้ก็ไม่สายกระมัง วันนี้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันแล้ว”

ถังฟั่นพยักหน้า “เดินทางพันลี้ ทุกคนเหน็ดเหนื่อย ข้ารู้ แต่ในเมื่อพวกเรามีราชโองการอยู่กับตัวก็ควรหารือเรื่องงานให้ชัดเจนก่อน เรื่องอื่นต่างหากที่เอาไว้ค่อยว่ากัน แต่หากท่านเหนื่อย ไปพักก่อนก็ได้”

อิ่นหยวนฮว่าคิดในใจว่า ถ้าข้าแยกไปพักผ่อนแล้วจะตามเจ้ามาเพื่อการใดเล่า จึงกัดฟันกล่าวเน้นชัดถ้อยชัดคำ “ใต้เท้า ข้าไม่เหนื่อย ยังทนได้”

ถังฟั่นกล่าวด้วยความซึ้งใจ “ข้านึกอยู่แล้วว่าพี่อิ่นย่อมคำนึงถึงงานหลวง สมเป็นแบบอย่างของพวกเรา” หยอกล้ออิ่นหยวนฮว่าแล้วเขาก็หันไปกล่าวกับนายอำเภอเหอ “ในหนังสือถ้อยคำกระชับได้ใจความ แต่รายละเอียดปลีกย่อยไม่ชัดเจน ขอนายอำเภอเหอช่วยเล่ารายละเอียดคดีนี้อีกครั้ง”

นายอำเภอเหอคิดในใจว่าในที่สุดก็มาแล้ว จึงรีบนั่งหลังตรง บอกเล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว

อันที่จริงสิ่งที่เขาเล่าไม่ต่างอะไรกับที่รายงานเบื้องบน เพียงแต่เมื่อเทียบกับตัวอักษรเย็นชืดในหนังสือแล้ว ย่อมละเอียดและสมจริงกว่า อีกทั้งข้างๆ ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอและเสมียนศาลช่วยเสริม ทำให้พวกถังฟั่นเข้าใจเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น

ในสำนวนคดีที่ส่งถึงกรมอาญาก่อนหน้านี้มิได้ระบุละเอียดว่าเรื่องเสียงร้องไห้ยามวิกาลเป็นมาอย่างไร ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมีท่าทีอย่างไร นายอำเภอเหอจึงกล่าวว่า “เสียงวิญญาณร่ำไห้ก็มิได้มีทุกคืน บางครั้งมี บางครั้งไม่มี หลังจากเกิดเรื่องแล้วข้าน้อยก็เคยไปที่หมู่บ้านนั้น พักอยู่หลายวันก็ไม่เคยได้ยิน แต่คนของอำเภอที่ส่งไปที่นั่น นอกจากคนที่เสียสติแล้ว ล้วนบอกว่าเคยได้ยินทั้งนั้น พวกชาวบ้านเองก็เล่าว่าเคยได้ยิน”

ถังฟั่นซักถาม “แล้วจับโจรขุดสุสานนั่นได้หรือไม่”

นายอำเภอเหอส่ายหน้า กล่าวด้วยท่าทีละอาย “ไม่ได้ขอรับ พบเพียงหลุมที่ถูกขุด จับโจรมิได้ นับตั้งแต่เกิดคดีคนตายติดต่อกันก็ไม่มีใครกล้าไปที่นั่น ชาวบ้านในหมู่บ้านล้วนบอกว่าเทพแม่น้ำพิโรธ บ้างก็ว่าเป็นเพราะดวงวิญญาณอดีตจักรพรรดิโกรธเกรี้ยวที่สุสานของตนถูกขุดรื้อ ฉะนั้นจึงมีเสียงร้องไห้กลางดึก…”

“นายอำเภอเหอ” ผางฉีอดขัดจังหวะเขาไม่ได้ “เดี๋ยวก็บอกว่าเทพแม่น้ำพิโรธ เดี๋ยวก็บอกอดีตจักรพรรดิโกรธเกรี้ยว ตกลงว่าต้นทางมาจากแม่น้ำหรือว่าสุสานจักรพรรดิกันแน่”

นายอำเภอเหอยิ้มเจื่อน “เรียนใต้เท้าทุกท่าน หกคนที่หายสาบสูญไปกลุ่มแรก พริบตาเดียวก็ตายแล้ว คนในพื้นที่ต่างบอกว่าเทพแม่น้ำพิโรธจึงพาพวกเขาไปเป็นทาสรับใช้ในแม่น้ำ เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติเหล่านี้มีหรือที่ปัญญาชนอย่างเราจะเชื่อ ฉะนั้นตอนนั้นข้าน้อยจึงส่งหนังสือรายงานราชสำนัก อีกด้านก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจดู ผลเป็นอย่างไรทุกท่านก็ทราบแล้ว ไปกันสิบคน กลับมาเพียงสอง มือปราบคนนั้นไม่เพียงเสียสติ แต่แขนยังขาดไปข้างหนึ่ง ส่วนผู้ใหญ่บ้านอีกคนอายุมากแล้ว บวกกับได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก ยามนั้นจึงพูดจาไม่ใคร่รู้เรื่อง เอาแต่เพ้อว่ามีวิญญาณ มีปีศาจ นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวลือเรื่องวิญญาณ”

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเล่าต่อไป “ในบรรดาสุสานจักรพรรดิสมัยซ่งเหนือ สุสานหย่งโฮ่วกับสุสานหย่งเจาล้วนอยู่ไม่ไกลจากอำเภอก่ง ออกจากตัวอำเภอไปสิบกว่าลี้ ละแวกนั้นยังมีหมู่บ้านลั่วเหอซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำลั่วเหอพอดี ในหมู่บ้านนั้นมีข่าวลือว่าจักรพรรดิซ่งเหรินจงและจักรพรรดิซ่งอิงจงที่ฝังอยู่ในสุสานหย่งโฮ่วและสุสานหย่งเจากลายเป็นเทพแม่น้ำลั่วเหอหลังสวรรคต และเพราะสุสานจักรพรรดิถูกขุดรื้อจึงพิโรธโกรธเกรี้ยว จับคนไปเป็นการลงโทษ”

ผางฉีพูดแทรก “นั่นเป็นข่าวลือโง่เขลาของคนเบาปัญญาเท่านั้น!”

นายอำเภอเหอพยักหน้า “ขอรับๆ แต่เนื่องจากมีคนตายติดต่อกันสองกลุ่ม ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปแล้ว ข้าน้อยเองก็จนปัญญา ได้แต่รอให้เบื้องบนมาตรวจสอบ อย่าว่าแต่หมู่บ้านลั่วเหอ ตอนนี้แม้แต่ในอำเภอก่ง ผู้คนก็เริ่มหวาดกลัวกัน ต่างบอกว่าเทพเจ้าโกรธเกรี้ยว ต้องหาเครื่องเซ่นไหว้ เพราะฉะนั้น…เพราะฉะนั้น…”

เขาอ้ำอึ้ง อิ่นหยวนฮว่าที่อยู่อีกทางฟังแล้วรำคาญจึงเร่งรัด “เพราะฉะนั้นอะไร!”

ผู้ช่วยนายอำเภอกล่าวตอบแทนนายอำเภอเหอ “เพราะฉะนั้นจึงทำพิธีบูชายัญขอรับ”

ถังฟั่นเข้าใจแล้ว “บูชายัญเทพแม่น้ำด้วยคนเป็นใช่หรือไม่”

ผู้ช่วยนายอำเภอตอบ “ใช่ขอรับ”

ในที่สุดสุยโจวก็กล่าวคำแรกนับตั้งแต่เข้ามา “เหลวไหล!”

นายอำเภอแห่งอำเภอก่งตลอดจนผู้ใต้บัญชาต่างก้มหน้านิ่งเงียบ

คนโบราณเชื่อว่าขุนเขาธารน้ำล้วนมีจิตวิญญาณ แต่ละยุคสมัยก็มีการแต่งตั้งเทพแม่น้ำและขุนเขาในนามจักรพรรดิและราชสำนัก ซึ่งเทพแม่น้ำสูงสุดก็คือแม่น้ำหวงเหอ ใต้แม่น้ำหวงเหอยังมีเทพประจำแม่น้ำสายน้อยใหญ่อีกมากมาย

ราษฎรขาดความรู้ เมื่อแม่น้ำเอ่อล้นก็ทึกทักว่าเทพแม่น้ำพิโรธ ได้แต่ฝากความหวังไว้กับการภาวนาให้เทพแม่น้ำหายโกรธเกรี้ยว นำมาสู่การบวงสรวงด้วยของเซ่นไหว้ทุกประเภท ซึ่งในนั้นรวมถึงมนุษย์ด้วย

แม่น้ำลั่วเหอเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่แตกสาขาจากแม่น้ำหวงเหอ เนื่องจากราชสำนักมีบัญชาเด็ดขาดจึงไม่มีการบูชายัญเทพแม่น้ำด้วยมนุษย์มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ครั้งนี้อำเภอก่งเกิดเหตุประหลาดขึ้น แม้กระทั่งทางการก็พึ่งพาไม่ได้ ทุกคนจึงย่อมนึกถึงวิธีบวงสรวงเทพแม่น้ำขึ้นมาอีกครั้ง

ถังฟั่นตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า “พวกเจ้าเป็นขุนนางท้องถิ่นก็ควรกล่อมเกลาราษฎรให้ห่างไกลจากความเชื่องมงายเหนือธรรมชาติ ไฉนจึงละเลย ปล่อยให้พวกเขาหาคนเป็นๆ มาบูชายัญได้”

นายอำเภอเหอยิ้มเจื่อน “ใต้เท้าโปรดฟังก่อน ความจริงแล้วเรื่องนี้ยังมีความนัยซ่อนแฝง”

ถังฟั่นกล่าว “ว่ามา”

“นับตั้งแต่คนกลุ่มที่สองที่ข้าน้อยส่งไปสาบสูญอีกแปดคน หมู่บ้านลั่วเหอตลอดจนตัวอำเภอก็มีข่าวลือแพร่สะพัด ต่างเล่าลือกันว่าเทพแม่น้ำพิโรธ ต้องทำพิธีบวงสรวงสยบความโกรธขององค์เทพ ฉะนั้นเมื่อครึ่งเดือนก่อนทุกคนจึงเตรียมสัตว์สังเวยไปทำพิธีเซ่นไหว้ที่ริมแม่น้ำลั่วเหอ” นายอำเภอเหอเล่า

ถังฟั่นเอ่ยถาม “ไม่มีคนเป็น?”

นายอำเภอเหอตอบ “ไม่มีขอรับ ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเซ่นไหว้ด้วยสัตว์ก็พอแล้ว”

ถังฟั่นตอบอืมเสียงหนึ่ง “พูดต่อไป”

นายอำเภอเหอเล่าต่อ “ก่อนหน้านี้ที่ลือกันว่าจักรพรรดิสองพระองค์ในสุสานกลายเป็นเทพแม่น้ำลั่วเหอนั่นล้วนเป็นเพราะคนในท้องถิ่นพูดโยงส่งเดช อันที่จริงในจดหมายเหตุอำเภอมีบันทึกว่าความจริงแล้วเทพแม่น้ำลั่วเหอคือบุตรีคนเล็กของฝูซี* แต่ใต้เท้าก็ทราบว่าไม่มีผู้ใดยืนยันเรื่องนี้ได้ เพื่อความรอบคอบพวกเขาจึงเตรียมเครื่องสังเวยไว้สามส่วน เตรียมบวงสรวงเทพแม่น้ำสามองค์ พิธีบวงสรวงเริ่มตั้งแต่ตอนเช้า เล่ากันว่าจะต้องทำพิธีติดต่อกันสิบสองชั่วยาม ข้าน้อยเห็นพวกเขายังมีขอบเขต มิได้ใช้คนเป็นเครื่องสังเวย จึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มิได้ยุ่งเกี่ยว”

นายอำเภอเหอคนนี้พูดจายืดเยื้อน่ารำคาญ นานสองนานก็ยังไม่เข้าประเด็น ทั้งยังปัดความรับผิดชอบอยู่เป็นระยะเพื่อมิให้ถังฟั่นเอาเรื่องเอาราวกับตน ผู้ช่วยนายอำเภอที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็ยังระทึกแทน เคราะห์ดีที่ถังฟั่นยังมีความอดทนฟังเขาพูดต่อไป

นายอำเภอเหอกล่าวต่อ “เล่ากันว่าตอนนั้นท้องฟ้ามืดแล้ว หลังจากทิ้งเครื่องสังเวยลงในแม่น้ำ ผู้คนก็เริ่มแยกย้ายกัน มีเพียงหญิงชราไม่กี่คนที่ยังอยู่เฝ้าโต๊ะเซ่นไหว้ ต้องเฝ้าให้ครบหนึ่งคืน เป็นการแสดงความจริงใจ วันต่อมาจึงเก็บโต๊ะบูชาได้ นี่เป็นประเพณีท้องถิ่น แต่พอถึงกลางคืนจู่ๆ ก็มีพายุฝน หนำซ้ำพวกชาวบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้อีกครั้ง ทุกคนพากันหวาดผวาจนไม่กล้าออกจากบ้าน พอวันรุ่งขึ้นออกไปดูก็พบว่าโต๊ะบูชาล้มระเนระนาด ผลไม้สดบนโต๊ะกระจัดกระจาย แต่ไม่เห็นเหล่าหญิงชราแล้ว”

ถังฟั่นถาม “เหตุใดจึงเป็นหญิงชราอยู่เฝ้า มิใช่บุรุษวัยฉกรรจ์”

นายอำเภอเหอรีบอธิบาย “กลัวว่าไอธาตุหยางของบุรุษแรงเกินไป จะปะทะเทพแม่น้ำแล้วทำให้พวกเขา…โกรธเกรี้ยวเอาได้ อ้อ…นี่ล้วนเป็นเรื่องที่ชาวบ้านพูดกัน ข้าน้อยไม่เคยคิดเช่นนั้น!”

ถังฟั่นพยักหน้าเป็นเชิงให้อีกฝ่ายกล่าวต่อไป

ทั้งที่นายอำเภอเหอมิได้อยู่ในเหตุการณ์ กลับเล่าได้อย่างสมจริง ราวกับประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง หากไม่ใช่ว่าสถานการณ์ไม่เหมาะ ผางฉีอยากถากถางอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่เขาเห็นผู้บังคับบัญชาทั้งสองฟังอย่างตั้งใจ จึงได้แต่ฟังเงียบๆ

นายอำเภอเหอกล่าวต่อ “ก่อนหน้ายังนึกว่าหญิงชราหลายคนนั้นเห็นว่าพายุฝนหนักเกินไปจึงหนีกลับบ้านไปแล้ว ใครจะคิดว่าพอไล่ถามครอบครัวของพวกนางถึงเพิ่งรู้ว่าหญิงชราเหล่านั้นมิได้กลับไป หายสาบสูญทั้งอย่างนั้น จึงร้องเรียนมาถึงข้าน้อย ข้าน้อยส่งคนไปค้นหาอีกครั้งก็ไร้เบาะแสร่องรอยเหมือนเดิม ตอนนั้นเนื่องจากเพิ่งส่งรายงานแก่ราชสำนัก จึงคิดว่ารอผู้แทนราชสำนักมาถึงค่อยรายงานเรื่องพิธีบูชายัญนี้พร้อมกันอีกครั้งทีเดียว!”

ถังฟั่นสอบถาม “แล้วเรื่องใช้คนบูชายัญเป็นอย่างไร”

นายอำเภอเหอยิ้มขื่น “ชาวบ้านต่างเล่าลือกันว่าเทพแม่น้ำพิโรธที่พวกเขามิได้ใช้มนุษย์เซ่นสังเวย เซ่นไหว้เพียงสัตว์เท่านั้น จึงพาพวกหญิงชราไปพร้อมกันหมายเป็นการเตือน ทุกคนหวาดกลัวกันมาก ฉะนั้นคหบดีหลายสกุลในตัวอำเภอเลยกำลังเตรียมนำบ่าวรับใช้ในเรือนตนเองไปบูชายัญขอรับ!”

ถังฟั่นสงสัย “เจ้ามิได้ห้ามหรือ”

นายอำเภอเหอหน้าสลด “ห้ามขอรับ จึงมิได้มีพิธี ข้าน้อยแจ้งพวกเขาแล้วว่าราชสำนักจะส่งผู้แทนมาสืบคดี ต้องไขคดีให้ความจริงกระจ่างได้แน่นอน ไม่ให้พวกเขาจับคนเป็นมาบูชายัญ พวกเขาเองก็ยอมฟัง แต่ชาวบ้านขาดความรู้ เนื่องจากหวาดหวั่นพรั่นพรึง หากยังไม่คลี่คลายคดีให้ความกระจ่างแก่พวกเขา น่ากลัวว่าพวกชาวบ้านจะไม่ฟังคำห้ามปราม ลักลอบทำพิธีบูชายัญกันเอง!”

 

* ชาวจิน เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของชนเผ่าหนี่ว์เจิน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจู ภายหลังสถาปนาเป็นราชวงศ์จิน

** จงหยวน หรือตงง้วน แปลว่าที่ราบกลาง หมายถึงดินแดนจีนในสมัยโบราณ ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางจนไปถึงตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำหวงเหอ

* ฮูปี้เลี่ย หรือกุบไลข่าน เป็นผู้นำพามองโกลยึดครองแผ่นดินจีนและสถาปนาเป็นราชวงศ์หยวน ถือเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์

* หวังซีเมิ่ง คือจิตรกรเอกในสมัยซ่ง

* ฉิ่ง เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีน 1 ฉิ่งเท่ากับ 100 หมู่ (ไร่จีน)

* ฝูซี เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในสามกษัตริย์ตามตำนานจีนโบราณ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: