X
    Categories: ทดลองอ่านปรปักษ์จำนนมากกว่ารักเรื่องเด่นวันนี้

ทดลองอ่าน ปรปักษ์จำนน ตอนที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 6

ตอนที่สอง

หลายวันให้หลัง ไช่ซวิ่นทูตที่สกุลเว่ยส่งมาหารือเรื่องแต่งงานก็มาถึง เฉียวเยวี่ยนำเฉียวผิงพร้อมด้วยขุนนางอีกจำนวนหนึ่งแต่งกายเต็มยศไปรอต้อนรับ เขารับรองแขกอย่างยิ่งใหญ่ที่โถงด้านหน้า หลังนั่งประจำที่บนตั่งแล้ว เขาก็ดื่มสุราไปถึงสามรอบจึงค่อยเผยสีหน้าที่จนใจ ชี้แจงว่าบุตรีซึ่งเดิมทีตั้งใจจะให้ออกเรือนนั้นโชคไม่ดีเป็นโรคร้ายเข้า หมอตรวจแล้วพบว่านางไม่เหมาะที่จะสมรส เคราะห์ยังดีที่ครอบครัวน้องชายมีบุตรีอยู่อีกคน ทั้งรูปโฉมและความสามารถยังเหนือกว่าบุตรีของเขาขั้นหนึ่งเสียอีก ด้วยเหตุนี้เขาจึงปรารถนาจะหารือขอเปลี่ยนมาแต่งบุตรีคนรองของสกุลเฉียวแทนเพื่อผูกไมตรีกันระหว่างสองสกุลตามเดิม

ฟังจบแล้วไช่ซวิ่นก็ไม่ได้มีท่าทีขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงเจรจาตอบรับด้วยรอยยิ้มเท่านั้น เขายังบอกว่าจะรีบส่งจดหมายไปแจ้งผู้เป็นนายโดยด่วน ให้สกุลเฉียวรอคอยนายของตนตอบกลับเป็นใช้ได้ เช่นนี้เองเฉียวเยวี่ยถึงวางใจลงได้บ้าง

หลังงานเลี้ยงยุติ เฉียวเยวี่ยก็ส่งไช่ซวิ่นไปยังเรือนรับรองของจุดพักเปลี่ยนม้าด้วยตนเอง เขาสั่งการให้หัวหน้าจุดพักเปลี่ยนม้าต้อนรับขับสู้ดังเช่นอีกฝ่ายเป็นแขกผู้สูงศักดิ์

เฉียวเยวี่ยกลับมาชะเง้อคอรออยู่สิบกว่าวัน ทางฝ่ายชายจึงส่งคำตอบกลับมา

สกุลเว่ยตอบตกลงอีกครั้ง

เฉียวเยวี่ยยินดีเป็นล้นพ้น รีบตระเตรียมงานมงคลโดยไม่รอช้า

 

ธรรมเนียมการเข้าพิธีแต่งงานของที่นี่ยึดถือหกพิธี ตามที่สืบทอดมาแต่โบราณ การเกี่ยวดองระหว่างตระกูลเก่าแก่ที่เรืองอำนาจเช่นสกุลเฉียวและสกุลเว่ยนี้ ตั้งแต่ทาบทามสู่ขอจนถึงเข้าพิธีในขั้นตอนสุดท้าย โดยทั่วไปต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงครึ่งปี ทว่าครั้งนี้ทั้งสองสกุลล้วนคิดอ่านตรงกันโดยไม่ต้องนัดแนะ ราวกับทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายอยู่เพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือเข้าพิธีโดยเร็วที่สุด ไม่ถึงสองวันสินสอดของสกุลเว่ยก็ส่งมาถึง เป็นทองคำกว่าหมื่นตำลึงกับยอดอาชาอีกสิบสองตัว ซึ่งต่ำกว่าธรรมเนียมการอภิเษกสมรสของโอรสสวรรค์แค่เพียงขั้นเดียวเท่านั้น วันนั้นขบวนสินสอดเข้าสู่ประตูทิศเหนือของเมืองตงทางอำเภอผูหยาง บรรเลงเครื่องดนตรีมาตลอดทางกระทั่งถึงจวนผู้ว่าการ ชาวเมืองตามรายทางที่แห่มาชมอยู่เต็มสองฟากถนนต่างก็จุปากอุทานด้วยความอิจฉาและชื่นชม บรรยากาศครึกครื้นอย่างสุดประมาณ

ถัดจากนั้นสกุลเว่ยจึงกำหนดวันรับเจ้าสาวเป็นวันที่สิบแปดเดือนหน้า อันเป็นวันมหามงคลซึ่งเหมาะแก่การแต่งงาน ทั้งยังเหมาะแก่การเดินทางด้วย

ยามนี้ถึงปลายเดือนสิบเอ็ดแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ผู้คนสกุลเฉียวทั้งเบื้องบนเบื้องล่างล้วนยุ่งอยู่กับการเตรียมส่งตัวเจ้าสาว

ผู้คนที่นี่นิยมงานแต่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ถือความหรูหราเป็นเกียรติที่สำคัญ เดิมทีสินเจ้าสาวของทั้งต้าเฉียวและเสี่ยวเฉียวซึ่งตระเตรียมไว้ล่วงหน้าแต่แรกนั้นก็เพียบพร้อมสมบูรณ์อยู่แล้ว บัดนี้เมื่อต้าเฉียวจากไป สกุลเฉียวหมายแสดงออกซึ่งฐานะของวงศ์ตระกูลจึงไม่มัวตระหนี่กับทรัพย์สินเพียงเท่านี้ รวมสินเจ้าสาวทั้งสองส่วนมอบให้แก่เสี่ยวเฉียวไปทั้งหมด วันนั้นยามที่สินเจ้าสาวถูกส่งออกจากเมือง ขบวนทอดยาวคดเคี้ยวต่อเนื่องกันหลายลี้ เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาอย่างยิ่ง สำหรับเงินส่วนตัวของเสี่ยวเฉียวนั้นก็ยิ่งมีมากโข ด้วยเฉียวผิงละอายใจรู้สึกผิดต่อบุตรสาว คิดว่าวันข้างหน้าเมื่อนางไปอยู่ที่สกุลเว่ยแล้ว หากในมือมีเงินใช้ จะทำสิ่งใดย่อมสะดวกกว่ามาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงมอบเงินให้นางไปเกือบทั้งหมด ครอบครัวพี่ชายก็สมทบมาอีกมิใช่น้อย นับเฉพาะเงินที่มีอยู่ในมือเสี่ยวเฉียวตอนนี้ นางก็กลายเป็นเศรษฐีหญิงอายุน้อยอย่างเต็มตัวแล้ว

พริบตาวันมงคลก็มาถึง เว่ยเซ่าผู้นั้นมิได้เดินทางมาแต่อย่างใด กลับส่งแม่ทัพหน่วยพยัคฆ์เผ่นนามว่าเว่ยเหลียงเป็นผู้มารับเจ้าสาวแทน เขาเป็นเครือญาติของสกุลเว่ย และยังเป็นหนึ่งในสิบแม่ทัพใต้ปกครองของเว่ยเซ่า ห้าวหาญชาญศึกจนเป็นที่เลื่องลือ  ร่างสูงเจ็ดเชียะ  ดวงตากลม ไว้หนวดเครา ดาบยาวประจำกายมีน้ำหนักกว่าเจ็ดสิบสองชั่ง เว่ยเหลียงผู้นี้มิได้แสดงสีหน้าเป็นมิตรหรือมีท่าทีสนิทสนมอย่างไช่ซวิ่นทูตที่มาหารือเรื่องแต่งงานก่อนหน้านี้ ท่าทางของเขานั้นค่อนข้างเย่อหยิ่งไม่เห็นผู้ใดในสายตา ทั้งปฏิบัติต่อคนสกุลเฉียวอย่างเย็นชาเฉยเมย

ในใจเฉียวเยวี่ยรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งนัก ทว่ายามนี้ตนเป็นฝ่ายไปขอผูกไมตรีกับสกุลเว่ยเองจึงไม่กล้าเผยความไม่พอใจออกมา เบื้องหน้ายังคงประจบเอาใจอีกฝ่ายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

วันรุ่งขึ้นก็คือวันที่เสี่ยวเฉียวจะออกเรือนลาจากครอบครัวไปแล้ว ประตูใหญ่จวนสกุลเฉียวเปิดอ้ากว้าง ประดับประดาด้วยผ้าและกระดาษสีทั้งด้านในและด้านนอก ราษฎรที่อยู่รอบด้านต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ ห้อมล้อมกันมาส่งธิดาของท่านเจ้าเมือง

รุ่งเช้าเสี่ยวเฉียวก็อาบน้ำเสร็จออกมายืนพร้อมเรือนผมที่แผ่สยายและร่างกายที่ยังเปลือยเปล่า เรือนร่างในวัยเพียงสิบสี่ปีแม้จะยังไม่สมบูรณ์เท่าสตรีที่เติบโตเต็มวัย ทว่านางก็มีทรวงอกอูม สะโพกอิ่ม ช่วงเอวคอดกิ่วเนียนประณีตแล้ว ซึ่งเข้ากับผิวกายที่งามละมุนละไมได้อย่างไร้ที่ติ กระจ่างจับตาประดุจหิมะที่แทบไม่อาจเพ่งพิศได้ตรงๆ

นางถูกรายล้อมด้วยหญิงรับใช้ทั้งรุ่นสาวและรุ่นป้า หลังสวมอาภรณ์ห้อยหยกประดับเสร็จแล้วนางจึงค่อยคลุมเสื้อนอก สวมถุงเท้าแพรและรองเท้าพื้นสูง เรือนผมที่เงางามดุจเส้นไหมสีดำมุ่นเป็นมวยบนศีรษะแล้วตรึงไว้ด้วยปิ่น ก่อนแซมประดับดอกไม้มุกและปิ่นระย้าบนมวยผม เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องจนเสร็จสิ้นแล้วก็ได้เห็นสาวน้อยผู้มีดวงหน้าดุจบุปผาที่อ่อนช้อย เลอโฉมเฉกเช่นหยก งามเฉิดฉายทว่าไม่ขาดความสุภาพเรียบร้อย สวยสง่าหาใดเปรียบ หญิงรับใช้ที่ล้อมชมอยู่ต่างพากันจุปากอุทานชื่นชม

ก่อนออกจากประตูห้อง ติงฮูหยินก็กุมมือที่นุ่มนิ่มของเสี่ยวเฉียวเอาไว้พลางเอ่ยกำชับกำชาหลายเรื่องอย่างละเอียดถี่ถ้วน สุดท้ายนิ่งมองเสี่ยวเฉียวอยู่ชั่วครู่ ติงฮูหยินจึงค่อยกล่าวพร้อมกับที่ขอบตาค่อยๆ แดงเรื่อขึ้น “หมานหมาน ป้ารู้แก่ใจดีว่าการที่อาฟั่นใจดำทอดทิ้งบิดามารดาไปนั้น สำหรับนางแล้วอาจไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ทว่าอาฟั่นทำให้เจ้าต้องลำบากแต่งเข้าสกุลเว่ยแทนอย่างนี้ ป้าเองก็ต้องขอกล่าวขอบคุณแทนพี่สาวของเจ้าด้วย พวกเจ้าพี่น้องผูกพันแน่นแฟ้น ภายภาคหน้าหากเจ้าล่วงรู้ร่องรอยของนาง หวังว่าเจ้าจะแจ้งป้าสักคำ ให้ป้าพอได้รู้ความเป็นไปบ้าง ป้าจะไม่ให้ท่านลุงของเจ้ารู้แน่นอน”

เสี่ยวเฉียวรับปากทุกอย่าง เมื่อถึงฤกษ์มงคลก็ถูกหญิงรับใช้อาวุโสห้อมล้อมส่งตัวเจ้าสาวไปยังโถงด้านหน้า

ท่านลุงเฉียวเยวี่ยและท่านพ่อเฉียวผิงล้วนรอคอยอยู่ที่นั่น เฉียวฉือผู้เป็นน้องชายยังคงไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่ยอมโผล่หน้า ความอาวรณ์ของผู้เป็นบิดาเผยชัดโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย กระทั่งสีหน้าของท่านลุงก็ดูเหมือนจะเผยความสะทกสะท้อนใจออกมา เฉียวเยวี่ยเดินขึ้นหน้ามาเอ่ยกับเสี่ยวเฉียวหลายประโยค ใจความล้วนไม่พ้นกำชับให้ต่อไปนางต้องคอยปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าและแม่สามีอย่างรอบคอบนอบน้อม เสี่ยวเฉียวกล่าวอำลาบิดาสั้นๆ ข่มกลั้นน้ำตาที่จวนจะไหลออกมาสุดกำลังขณะคุกเข่าคำนับบิดา

ยามที่เฉียวผิงพยุงนางลุกขึ้น เบื้องนอกก็เริ่มบรรเลงเครื่องดนตรีกันอย่างพร้อมเพรียง เร่งเร้าให้เจ้าสาวต้องออกจากประตูเรือน ทว่าเฉียวผิงอาลัยอาวรณ์ต่อบุตรสาวยิ่งนัก เขายังคงกุมแขนนางไม่ยอมคลาย ที่ปรึกษาจางผู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังโดยตลอดจึงเดินมาชักจูงพลางเอ่ยปนยิ้ม “เว่ยโหวเก่งกาจทั้งองอาจหล่อเหลา ผู้คนทั่วหล้าต่างรู้กันทั่ว สมกับธิดาท่านเจ้าเมืองดังคู่สวรรค์สร้าง ไยท่านต้องอาวรณ์ถึงเพียงนี้เล่า”

ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน เฉียวผิงจึงออกแรงกุมมือบุตรสาวอย่างแนบแน่นเป็นครั้งสุดท้าย แล้วค่อยคลายมือออกช้าๆ

เสี่ยวเฉียวชำเลืองมองจางผู่ นางรู้มาว่าเขาเป็นผู้ประสานทำให้การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ลุล่วง ดังนั้นท่านลุงจึงได้ตกรางวัลแก่เขาเป็นทองคำสองร้อยตำลึงกับสาวใช้อีกสองคน และยิ่งไว้ใจให้ความสำคัญต่อเขามากขึ้น หลายวันมานี้เขาจึงมีหน้าตาแช่มชื่นกระหยิ่มได้ใจไม่น้อยเลย

แม้ว่าจางผู่จะทำเพื่อช่วยงานผู้เป็นนาย อีกทั้งการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์นี้ก็คลี่คลายวิกฤตเฉพาะหน้าของมณฑลเหยี่ยนโจวได้ชั่วคราวก็จริง ไม่อาจตำหนิที่เขาออกความคิดนี้ ทว่าจนแล้วจนรอดโทสะที่ถูกคนวางแผนเล่นงานก็ยังไม่อาจกล้ำกลืนลงไปได้ ยามที่เสี่ยวเฉียวหมุนกายจึงขยับไปใกล้จางผู่เล็กน้อยอย่างหน้าตาเฉย อาศัยชายกระโปรงหลายชั้นที่บดบังช่วงขาไว้ยกเท้าหนึ่งข้างซึ่งสวมรองเท้าพื้นไม้ขึ้น เล็งไปที่นิ้วเท้าของเขาก่อนย่ำบดลงไปแรงๆ

พื้นไม้ของรองเท้านั้นแข็งดุจหิน ประกอบกับเสี่ยวเฉียวทุ่มน้ำหนักลงไปจนสุดแรง เท้าที่ย่ำลงไปนี้จึงไม่เบาเลยจริงๆ นิ้วเท้าของจางผู่พลันรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัส เขามิได้ระวังตั้งตัวสักนิดจึงหลุดเสียงโอ๊ยออกมาทันที ครั้นเงยหน้าขึ้นเห็นเสี่ยวเฉียวยิ้มละไมกำลังมองเขาอยู่จึงพลันกระจ่างแจ้ง จางผู่เห็นผู้คนในโถงพากันมองมาคล้ายกำลังตำหนิที่เขาเสียกิริยาต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าจึงเผยยิ้มเฝื่อน เขาข่มกลั้นความเจ็บปวดที่นิ้วเท้าเอาไว้ ทำทีขานรับสองคำก่อนโค้งกายถอยหลังออกไปราวกับไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น

เช่นนี้เองในใจเสี่ยวเฉียวถึงค่อยรู้สึกเหมือนดีขึ้นเล็กน้อย นางเหลือบมองบิดาเป็นครั้งสุดท้าย หวนนึกถึงภาพยามอำลาน้องชายตามลำพังเมื่อเช้านี้แล้วก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจก่อนหมุนกายมุ่งสู่เบื้องนอก

สองฟากถนนหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉียวมีชาวเมืองในอาภรณ์ชุดใหม่มายืนรอกันอย่างแน่นขนัดนานแล้ว เมื่อแลเห็นเจ้าสาวผู้งามดุจเทพธิดาปรากฏตัวในที่สุด ทุกคนก็พากันคุกเข่าลงแล้วประสานเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้อง เสียงนั้นแทบจะสะเทือนถึงชั้นฟ้าเลยทีเดียว

เดิมทีตามธรรมเนียมแต่งงานนี้ การรับเจ้าสาวต้องให้เจ้าบ่าวเดินทางมาด้วยตนเอง ถึงแสดงให้เห็นว่าฝ่ายชายยกย่องให้เกียรติ ไม่คิดเลยว่าเว่ยเซ่าจะไม่ยอมเผยโฉม เพียงส่งเว่ยเหลียงมารับหน้าที่นี้แทน ไม่แคล้วทำให้ชาวเมืองตงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เดิมทีสกุลเฉียวก็เป็นที่เคารพรักของราษฎรในท้องที่อยู่แล้ว กอปรกับซาบซึ้งใจที่การออกเรือนของเสี่ยวเฉียวทำให้การศึกยุติ พวกเขาจึงไม่ปรารถนาให้สกุลเว่ยดูแคลนธิดาของท่านเจ้าเมือง รอคอยจนถึงวันนี้ทุกคนล้วนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว หลังจากเสี่ยวเฉียวก้าวขึ้นรถเจ้าสาวก็มีราษฎรวางผลไม้ใส่ตัวรถอย่างต่อเนื่องตลอดทาง ถึงขั้นผลไม้เต็มรถตั้งแต่ยังไม่ออกจากเมืองด้วยซ้ำ จวบจนออกจากประตูเมืองไปสิบกว่าลี้แล้วก็ยังมีราษฎรคุกเข่าส่งขบวนอยู่เบื้องหลัง ร้องเพลงอวยพรเสียงกึกก้อง แม้แต่เว่ยเหลียงที่ฉาบความเย่อหยิ่งไว้บนใบหน้ามาตลอด สุดท้ายยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองด้วยความกริ่งเกรงในบารมีของสกุลเฉียวอยู่บ้าง

คนเราหาใช่ต้นไม้ใบหญ้า ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เสี่ยวเฉียวซึ่งเดิมทีไม่ยินดีออกเรือนต้องรู้สึกตื้นตันใจ จู่ๆ นางก็เหมือนจะพอเข้าใจความรู้สึกของต้าเฉียวว่าเหตุใดในตอนแรกถึงไม่ยอมจากไปให้สิ้นเรื่อง หลังออกจากเมือง มือของนางยังคงอุ้มผลผิงกั่ว ที่เด็กน้อยวัยสามขวบยื่นให้เมื่อครู่ก่อน แล้วนิ่งเงียบจมอยู่ในความคิด

“หยุดก่อน!”

ยามที่ขบวนรถเจ้าสาวของเสี่ยวเฉียวเดินทางออกมาได้สามสิบลี้เศษ สองข้างทางเริ่มมีแต่ทุ่งร้าง เบื้องหลังพลันมีม้าเร็วตัวหนึ่งไล่ตามมา คนบนหลังม้าตัวนั้นร้องเรียกให้หยุดด้วยเสียงที่ดังกังวาน

เว่ยเหลียงสั่งการให้ผู้ติดตามชักดาบป้องกันโดยไม่รอช้า เสี่ยวเฉียวฟังออกว่าเป็นเสียงเฉียวฉือน้องชายของนางจึงรีบชะโงกตัวออกมาชี้แจง เว่ยเหลียงหันกลับไปมองปราดหนึ่ง จำได้ว่าเป็นคุณชายสกุลเฉียวจริงถึงได้มีคำสั่งให้เก็บดาบและหยุดขบวนรถ

เมื่อเสี่ยวเฉียวก้าวลงมาแล้ว เฉียวฉือก็พลิกร่างลงจากหลังม้าวิ่งเร็วมาจนถึงเบื้องหน้า คว้ามือของนางพลางกล่าว “พี่สาว! ข้ายังมีคำพูดที่ลืมบอกท่านไป ข้าแค้นตนเองที่ไร้ประโยชน์ วันนี้จึงทำได้เพียงมองดูท่านออกเรือนไปทั้งอย่างนี้ แต่พี่สาววางใจได้ วันนี้ผู้น้องขอให้สัตย์สาบานต่อฟ้า วันหน้าจะมุมานะสร้างตนให้แข็งแกร่งและเป็นที่พึ่งของท่านให้จงได้ หากเว่ยเซ่าผู้นั้นละเลยต่อท่าน ข้าจะไปรับท่านกลับมา ไม่ปล่อยให้ท่านถูกคนนอกรังแกเป็นอันขาด!”

หนุ่มน้อยวัยสิบสี่ที่มีนิสัยกร้าวแกร่งผู้นี้ ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนเสียง และรอบริมฝีปากเพิ่งจะผุดขนอ่อนจางวงหนึ่งเท่านั้น ทว่าถ้อยคำที่พูดออกมาในยามนี้กลับกังวานเปี่ยมพลังอย่างยิ่ง

วาจาที่ดังก้องของเฉียวฉือถ่ายทอดตามแรงลมเข้าสู่หูของเว่ยเหลียงทุกคำทุกประโยค เว่ยเหลียงไม่พูดจา เพียงเผยรอยยิ้มหยันบนใบหน้า

เสี่ยวเฉียวนึกไม่ถึงว่าน้องชายไล่ตามมาไกลเช่นนี้เพียงเพื่อจะกล่าวถ้อยคำเหล่านี้กับตน นึกถึงเหตุการณ์ในชาติก่อนที่เขายอมสละชีวิตเพื่อให้นางกับหลิวเหยี่ยนหนีรอด น้ำตาที่นางกดข่มไว้ตลอดช่วงเช้าก็ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป ในที่สุดก็ไหลรินลงมา

“พี่สาวรู้แล้ว พี่สาวจะใช้ชีวิตให้ดี จำไว้ว่าต่อไปจงกตัญญูต่อท่านพ่อแทนพี่สาวด้วย!”

เฉียวฉือผงกศีรษะรับ

เห็นพี่น้องคู่นี้อาลัยอาวรณ์ไม่เลิกรา ในที่สุดเว่ยเหลียงก็เปล่งเสียงเร่งอย่างทนไม่ไหว

เสี่ยวเฉียวคลายมือจากเฉียวฉือ เร่งให้เขากลับไป ก่อนที่ตนเองจะก้าวขึ้นรถม้าเพื่อออกเดินทางอีกครั้ง

เงาร่างของเฉียวฉือที่ยืนอยู่ริมทางค่อยๆ กลายเป็นจุดสีดำแต้มหนึ่งและหายไปจากสายตาของนางในท้ายที่สุด

ยามที่เสี่ยวเฉียวหันศีรษะกลับมาแล้วทอดสายตามองไปที่เบื้องหน้า นางเห็นว่าตรงขอบฟ้าสีเทาหม่นในฤดูเหมันต์นี้มีห่านป่าหลงฝูงตัวหนึ่งกำลังบินมุ่งลงใต้อย่างเดียวดาย

หลังเสี่ยวเฉียวออกจากประตูเมืองไป จวนผู้ว่าการซึ่งเมื่อครู่ได้ยินเสียงของเครื่องดนตรีโหมบรรเลงดังสะเทือนฟ้าก็เงียบเชียบลงตามลำดับ แขกเหรื่อแยกย้ายไปจนสิ้น เห็นเพียงเฉียวผิงยังคงหันหน้าไปทางประตูใหญ่โดยไม่ขยับเขยื้อนอยู่เป็นนานสองนาน เฉียวเยวี่ยจึงเดินตรงไปพูดโน้มน้าวให้เขาเข้าเรือน “น้องรอง หลานสาวจากไปไกลแล้ว ภาพบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองเมื่อครู่นี้เจ้าก็ได้เห็นกับตาแล้วมิใช่หรือ ข้าล่ะปลาบปลื้มใจยิ่งนัก”

เฉียวผิงค่อยๆ หมุนกายมากล่าว “พี่ชาย ข้ามีคำพูดหนึ่งซึ่งเดิมทีไม่สมควรถาม แต่มันรบกวนจิตใจข้ามาเนิ่นนานแล้ว ขอใช้โอกาสนี้บังอาจเรียนถามท่านสักหน่อยเถอะ เมื่อสิบปีก่อนท่านพ่อยกทัพไปปราบปรามหลี่ซู่ พอเปิดศึกกลับรั้งรอไม่ยอมเคลื่อนไหวจนเป็นเหตุให้เว่ยจิงกับลูกเสียชีวิต และทำให้ต้องบาดหมางกับสกุลเว่ย ที่แท้ตอนนั้นท่านพ่อเคยส่งทูตนำสารไปแจ้งต่อเว่ยจิงหรือไม่กันแน่ ตอนนั้นพี่ชายก็ติดตามท่านพ่อไปออกรบ น่าจะรู้แจ้งในเรื่องนี้กระมัง”

เฉียวเยวี่ยตะลึงงันไปชั่วอึดใจก่อนโบกมือกล่าวพร้อมสีหน้าขุ่นเคือง “เรื่องก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว จู่ๆ เจ้ามาเอ่ยถึงในตอนนี้เพื่ออะไร ไม่ว่าตอนนั้นผู้ใหญ่จะจัดการไปเช่นไรก็ย่อมมีเหตุผลของท่าน ไหนเลยจะให้พวกเราที่เป็นบุตรชายมาออกความเห็นได้”

เฉียวเยวี่ยตอบเช่นนี้ สิ่งที่เฉียวผิงคาดเดาอยู่ในใจก็ได้รับการยืนยันแน่ชัดแล้ว

เมื่อสิบปีก่อนสกุลเว่ยจัดงานศพหลังจบการศึกที่เมืองเฉิน เฉียวกุยผู้เป็นบิดาส่งเฉียวผิงไปร่วมไว้อาลัยที่เมืองอวี๋หยาง แม่ทัพสกุลเว่ยชักดาบใส่เฉียวผิงด้วยโทสะกลางโถงตั้งศพ ก่นด่าว่าเฉียวกุยมากเล่ห์เพทุบาย ตอนเกิดเหตุไม่ได้ส่งสารมาสักนิด เพียงนั่งบนภูผาชมพยัคฆ์สู้กัน เท่านั้น เฉียวผิงหวาดหวั่นยิ่งนัก นึกว่าตนจะไม่อาจเดินพ้นประตูใหญ่จวนสกุลเว่ยนั้นได้เสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าสวีฮูหยินไม่เพียงต่อว่าเหล่าแม่ทัพด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวต่อหน้าตน ยังปลอบขวัญตนด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวล เมื่อเฉียวผิงพ้นภัยรอดชีวิตกลับมาถึงมณฑลเหยี่ยนโจวแล้วก็เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาให้เฉียวกุยผู้เป็นบิดาฟังอย่างละเอียด

จวบจนทุกวันนี้เขาก็ยังจำได้แจ่มชัด ตอนนั้นบิดามุ่นคิ้วอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายจึงถอนหายใจกล่าวว่า ‘สกุลเว่ยมีสตรีเยี่ยงนี้ เกรงว่าวันหน้าจะเป็นภัยต่อสกุลเฉียวของข้า!’

สิบปีมานี้เฉียวผิงแคลงใจมาตลอดว่าตอนนั้นบิดาได้ส่งสารไปจริงๆ หรือไม่ ด้วยบิดาเป็นคนรอบคอบเจ้าแผนการและเคยตั้งปณิธานอันฮึกเหิม ยามนั้นแม้อำนาจของสกุลเว่ยยังคงอยู่ในดินแดนเยียนโยวทางเหนือ ไร้วี่แววว่าจะรุกรานลงมายังมณฑลเหยี่ยนโจว ทว่าเว่ยจิงที่คอยกวดขันวินัยทัพอย่างเคร่งครัดสร้างความชอบจนได้รับบรรดาศักดิ์โหว อีกทั้งมีชื่อเสียงบารมีด้านคุณธรรมและความสามารถ ผู้คนในใต้หล้าต่างไปสวามิภักดิ์รับใช้ เริ่มมีแนวโน้มจะกลายเป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ บางทีบิดาอาจมองเห็นแล้วว่าหากภายหน้าสกุลเว่ยผงาดขึ้นมาเมื่อใดก็จะส่งผลเสียต่อการขยายอำนาจของมณฑลเหยี่ยนโจวเป็นแน่ ถึงได้พายเรือตามน้ำ หมายยืมมือหลี่ซู่ขจัดภัยแฝงนี้เท่านั้น

“น้องรอง สองสกุลดองญาติ ทั้งคลี่คลายความร้าวฉาน ทั้งแก้วิกฤตเฉพาะหน้าของเหยี่ยนโจว มีอันใดไม่เหมาะสมกัน เจ้าอย่าได้คิดมากอีกเลย”

เฉียวผิงยิ้มเฝื่อน “พี่ชาย หมานหมานได้ออกเรือนไปตามความปรารถนาของท่านแล้ว ปัญหาของเหยี่ยนโจวก็ถือว่าคลี่คลายลงชั่วคราว นับจากนี้หวังว่าท่านจะทุ่มเทใจกายนำเหยี่ยนโจวไปสู่ความเข้มแข็ง กอบกู้เกียรติแห่งสกุลเฉียวของพวกเรา เช่นนี้ไม่เพียงสร้างประโยชน์สุขแก่ชาวเมือง หมานหมานที่ไปอยู่สกุลเว่ยก็ยังนับได้ว่ามีที่พึ่งพา”

เฉียวเยวี่ยเผยสีหน้ากระดากใจก่อนเอ่ยกลั้วหัวเราะ “แน่นอนๆ น้องรองวางใจได้”

 

เว่ยเหลียงนำองครักษ์สกุลเว่ยหนึ่งหน่วยคุ้มกันเสี่ยวเฉียวขึ้นเหนือ เดินทางกลางวันพักผ่อนกลางคืน แรกเริ่มระหว่างทางยังคงไร้เรื่องราวใด จนกระทั่งใกล้จะเข้าสู่เขตแดนมณฑลจี้โจว วันหนึ่งยามที่ฟ้าเพิ่งมืดลง ขบวนรถและม้ายังไม่ทันรุดไปถึงจุดพักเปลี่ยนม้า ประจวบกับต้องผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวเปลี่ยวร้าง เว่ยเหลียงรู้สึกว่าที่เบื้องหลังคล้ายมีคนสะกดรอยตามมาจึงรีบสั่งการให้องครักษ์ย้อนกลับไปตรวจสอบ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมารายงานว่าไม่พบความผิดปกติใด

รูปโฉมภายนอกของเว่ยเหลียงแม้ดูเหมือนเป็นคนมุทะลุ แต่แท้จริงแล้วกลับมีความคิดละเอียดดุจเส้นผม หลังจากรับฟังองครักษ์รายงานแล้วเขาก็ไม่แสดงอาการใดๆ คืนนั้นหลังจากเข้าพักที่จุดพักเปลี่ยนม้า เขาก็ยืนกุมดาบเฝ้าอยู่นอกห้องของเสี่ยวเฉียวด้วยตนเอง วันรุ่งขึ้นก็เพิ่มการป้องกันและรีบเร่งเดินทางมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดก็ส่งเสี่ยวเฉียวมาถึงเมืองซิ่นตูที่อยู่ในมณฑลจี้โจวได้ก่อนสิ้นปีโดยราบรื่น

 

เมืองเก่าซิ่นตูนี้มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่เท่าใดนัก ทว่ากลับเป็นที่รู้จักของทุกผู้คนในมณฑลจี้โจว

การศึกระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นเว่ยในสมัยจั้นกั๋วนั้น แคว้นจ้าวสูญเสียเมืองหลวงหานตานไปสามปี ระหว่างนั้นจึงยกซิ่นตูขึ้นเป็นเมืองหลวงแทน ในเมืองสร้างวังซิ่นขึ้นมา ภายในวังมีหอหลังหนึ่งนามว่าถานไถ สร้างด้วยไม้จันทน์อายุร้อยปี มีความสูงถึงสิบกว่าจั้ง เมื่อขึ้นไปบนหอจะสามารถมองเห็นได้ทั้งเมือง แม้ล่วงผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ยังคงดำรงอยู่ หลังผ่านการซ่อมแซมมาหลายครั้ง ‘วังซิ่น’ จึงถูกตัดคำว่า ‘วัง’ ไปแล้วเปลี่ยนเป็น ‘จวน’ กระทั่งกลายมาเป็นจวนผู้ว่าการในปัจจุบัน

เมื่อต้นปีเว่ยเซ่าชิงเมืองซิ่นตูจากมือของเกาถังอดีตผู้ว่าการมณฑลจี้โจวได้ จากนั้นก็พำนักอยู่ในอดีตวังซิ่นนี้เรื่อยมา

ขบวนรถเจ้าสาวของเสี่ยวเฉียวแล่นเข้าสู่ประตูเมืองช้าๆ สิ่งที่นางเห็นผ่านหน้าต่างรถม้าคือผิวน้ำในคูเมืองอันเรียบสงบไร้ริ้วคลื่น ถนนสายหลักในเมืองสายนั้นถูกปูด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่สีเทาอมเขียวดูราบเรียบและกว้างขวาง ถึงขนาดที่ม้าสิบตัวสามารถเดินเรียงหน้ากระดานได้ สองข้างทางแน่นขนัดด้วยบ้านเรือนราษฎร ภาพของตัวเมืองและท้องถนนที่นี่ไม่เหมือนกับเมืองตงที่นางคุ้นตาเสียทีเดียว อีกทั้งสิ่งที่โชยมาปะทะใบหน้าของนางก็ยังมีกลิ่นอายของอดีตดินแดนเยียนจ้าว คนเดินถนนทุกเพศทุกวัยเมื่อพบเห็นรถม้าคันใหญ่ที่นางนั่งมานั้นต่างก็หยุดฝีเท้ามองดูอย่างไม่วางตา บนใบหน้าล้วนเผยแววสงสัยใคร่รู้ราวกับไม่รู้สักนิดว่าเว่ยเซ่ากำลังจะแต่งภรรยา

ภายใต้สายตาจ้องมองด้วยความใคร่รู้ตลอดรายทาง ท้ายที่สุดรถม้าก็จอดที่เบื้องหน้าประตูจวนซิ่น องครักษ์สวมชุดเกราะซึ่งยืนอย่างน่าเกรงขามอยู่หน้าประตูย่อมรู้จักเว่ยเหลียงจึงเปิดประตูให้เข้าไป

เสี่ยวเฉียวถูกประคองลงมา ในที่สุดก็พ้นจากรถม้าซึ่งนั่งโคลงเคลงมาตลอดหลายวัน นางเดินเข้าสู่จวนซิ่นพร้อมกับชุนเหนียงและสาวใช้หลายคนที่ติดตามมากับขบวนเจ้าสาว

ระหว่างการเดินทางอันน่าเบื่อหน่าย เพื่อเป็นการฆ่าเวลาชุนเหนียงจึงอดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพเหตุการณ์ในวันข้างหน้าไปไม่น้อย กระทั่งภายหลังถึงกับนึกภาพสถานที่จัดพิธีมงคล

ยามนี้สิ่งที่ได้เห็นกับตาของตนคือ…จวนซิ่นที่แม้จะใหญ่โต ตัวเรือนโอ่อ่าภูมิฐานเพียงใด ทว่าภายในกลับดูวิเวกวังเวง อย่าว่าแต่บรรยากาศครึกครื้นรื่นเริงของการเตรียมงานมงคลที่อยู่ในจินตนาการของชุนเหนียงเลย กระทั่งผู้คนยังพบเห็นเพียงไม่เท่าไร เดินไปครู่หนึ่งถึงจะมีสตรีอายุราวสี่สิบผู้หนึ่งเดินมา เครื่องแต่งกายของนางดูสุภาพเข้าที ดวงหน้าเคร่งขรึมเผยความเข้มงวดออกมาหลายส่วน เบื้องหลังยังนำหญิงรับใช้อาวุโสมาอีกหลายคน นางบอกว่าตนเองแซ่จง รับคำสั่งให้มาต้อนรับเจ้าสาวสกุลเฉียวที่นี่ แม้น้ำเสียงไม่ขาดความนอบน้อม ทว่าแววตาที่ใช้มองเสี่ยวเฉียวนั้นกลับชวนให้รู้สึกอยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายมีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาเล็กน้อย

เสี่ยวเฉียวคาดเดาว่าสตรีผู้นี้แม้เป็นบ่าว แต่ในสกุลเว่ยอีกฝ่ายก็น่าจะมีฐานะในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงเรียกขานอีกฝ่ายตามธรรมเนียมปกติว่า “จงเหนียง”

“มิกล้า บ่าวเป็นเพียงข้ารับใช้ รับบัญชามาให้ฟังคำใช้สอย นายหญิงเรียกบ่าวว่าจงเอ่า ก็พอเจ้าค่ะ”

จงเอ่านำพาเสี่ยวเฉียวมาถึงเรือนพักนามว่า ‘อวี่หยาง’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกหันหน้าเรือนสู่ทางทิศใต้ ที่นี่จึงรับแสงสว่างได้ดียิ่ง

จงเอ่าทิ้งหญิงรับใช้อาวุโสสองคนไว้ให้เสี่ยวเฉียวใช้สอย บอกว่ามีเรื่องอันใดเรียกหาตนได้อย่างเต็มที่ พูดจบก็ค้อมกายให้เสี่ยวเฉียวแล้วหมุนตัวจากไป

จงเอ่าจากไปเช่นนี้ ชุนเหนียงไม่แคล้วผิดหวังอย่างรุนแรง ยิ่งรู้สึกสงสารเสี่ยวเฉียวจับใจ นางสั่งให้หญิงรับใช้อาวุโสสองคนที่จงเอ่าทิ้งไว้ออกไป ส่วนตนเองก็ง่วนอยู่กับการปูตั่งจัดที่นั่งร่วมกับสาวใช้พลางบ่นกระปอดกระแปดเสียงเบา สุดท้ายจึงเปรยว่า “ที่แท้ยามนี้เว่ยโหวผู้นั้นอยู่ในเมืองหรือไม่ แล้วกำหนดเข้าพิธีเป็นเมื่อใดกันแน่”

ชุนเหนียงกังขา เสี่ยวเฉียวเองก็งุนงงไม่รู้คำตอบนี้เช่นกัน สาวน้อยทุบน่องที่เมื่อยเกร็งเล็กน้อยจากการนั่งรถม้าเป็นเวลานาน จากนั้นจึงลุกเดินมายังหน้าต่าง ผลักเปิดแล้วทอดตามองออกไปเบื้องนอก

ลานนอกเรือนโล่งกว้าง ใกล้กับเรือนอวี่หยางที่นางพำนักอยู่มีหอทรงโบราณที่เรียบง่ายสูงผงาดขึ้นจากพื้นดิน แสงตะวันลำหนึ่งลอดผ่านร่องตรงส่วนที่เหินงอนของชายคาพอดิบพอดี พลันแต้มแสงอันสว่างไสวฉายลงมาหนึ่งวง พร่าตาผู้ชมเล็กน้อย

ทุกวันจะมีบ่าวส่งอาหารและน้ำแกงร้อนๆ มาตามเวลาที่แน่นอน ปรนนิบัติเลี้ยงดูอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทว่าดูเหมือนเสี่ยวเฉียวจะออกจากประตูของจวนซิ่นไม่ได้ อีกทั้งดูเหมือนว่านางจะถูกผู้คนหลงลืมไปเสียแล้ว

นับจากวันนั้นจงเอ่าก็ไม่ได้เผยหน้ามาอีก ส่วนสามี…เรียกอีกฝ่ายว่าสามีไปก่อนแล้วกัน บุรุษนามเว่ยเซ่าผู้นั้นยิ่งไม่โผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา

เป็นเช่นนี้กระทั่งอีกเพียงพริบตาเดียวก็จวนจะสิ้นปีแล้ว ชุนเหนียงเริ่มกระสับกระส่าย นางคว้าตัวหญิงรับใช้อาวุโสสองคนนั้นมาสอบถามนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าดูเหมือนพวกนางจะฟังแต่จงเอ่า ไม่ว่าซักถามสิ่งใดก็เอาแต่ส่ายหน้า ครั้นคาดคั้นมากๆ เข้าก็คุกเข่าโขกศีรษะขอขมา ทำเอาชุนเหนียงโกรธไม่เบาทีเดียว เตรียมจะไปถามจงเอ่าผู้นั้นให้ชัดแจ้ง แต่ก็ถูกเสี่ยวเฉียวยับยั้งไว้เสียก่อน

ในเมื่อมาถึงแล้วก็จงทำใจให้สบายเสียเถอะ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เขาไม่รีบ…นางยิ่งไม่รีบ

วันตรุษของรัชศกติ้งคังที่เจ็ดจวนจะมาถึงแล้ว

จนกระทั่งมาอยู่ในยุคนี้ เสี่ยวเฉียวถึงเพิ่งรู้ว่าวันตรุษซึ่งชนรุ่นหลังเห็นเป็นเทศกาลมงคลอันเป็นวันรวมญาติที่สำคัญที่สุดในรอบปีนั้น แท้จริงในความคิดอันเรียบง่ายจากยุคบรรพกาลสืบทอดมาจนถึงยามนี้นั้นกลับมิได้สื่อความหมายที่เป็นสิริมงคลแต่อย่างใด เฉกเช่นต้นไผ่อันเรียบลื่นที่มีเพียงส่วน ‘ข้อ’ เท่านั้นที่ขรุขระ วันซึ่งเป็นรอยต่อของเวลาเช่นนี้จึงเขียนด้วยอักษรตัวเดียวกับ ‘ข้อ’ ของข้อไผ่* วันตรุษที่เรียกขานกันก็คือวันที่ขรุขระไม่เป็นมงคลที่สุดของฤดูวสันต์ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อขอพรและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายนี้เอง ผู้คนในยุคนี้ถึงได้ต้อนรับวันตรุษด้วยการรวมตัวกันปัดกวาดชะล้างฝุ่นผง ระดับความครึกครื้นนี้ยังอยู่ห่างชั้นกับวันตรุษของชนรุ่นหลังอย่างลิบลับ

เสี่ยวเฉียวไม่อาจออกไปข้างนอก แน่นอนว่านางเองก็ไม่เคยคิดอยากจะออกไปเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครขัดขวางหากนางจะขึ้นไปบนหอถานไถที่อยู่ใกล้ๆ หลังนั้น

หลายวันมานี้นางจึงมักขึ้นมาบนหอถานไถ ทอดตาชมเมืองเก่าแก่ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าแห่งนี้

หอถานไถสูงยิ่งจริงๆ สูงกว่ากำแพงเมืองเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อยืนอยู่บนแท่นสังเกตการณ์ของชั้นบนสุดนี้ ยังสามารถมองเห็นท้องทุ่งนอกกำแพงเมืองได้ไกลจนสุดสายตา

 

เหลืออีกเพียงไม่กี่วันสุดท้ายก่อนสิ้นปี หิมะก็โปรยปรายลงมา ยามเที่ยงหิมะถึงหยุดตก ดวงตะวันที่เยี่ยมหน้าออกมาดูงามระยับเป็นพิเศษ

เสี่ยวเฉียวซุกร่างงีบหลับอยู่ในห้องตลอดช่วงบ่าย จนกระทั่งใกล้พลบค่ำแล้วจึงค่อยขึ้นไปบนหอถานไถ

ไม่กี่วันมานี้นางจะขึ้นมาบนหอ รอคอยให้อาทิตย์อัสดงในช่วงเวลานี้เสมอ

นอกกำแพงเมืองคือท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตผืนหนึ่ง หากนางเป็นนักกวี ขณะชมตะวันรอนแล้วเห็นแสงลำสุดท้ายตรงปลายทุ่งถูกเส้นขอบฟ้ากลืนหายไปจนสิ้นนั้น ไม่แน่นางอาจแต่ง ‘ลำนำขึ้นหอชมตะวันรอน’ สักบทที่สามารถตกทอดสู่ชนรุ่นหลังก็เป็นได้

ยามสายัณห์ของวันนี้แทบไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากวันก่อนๆ มีเพียงแค่บนหลังคาที่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหิมะประดุจปุยฝ้าย บนท้องถนนแต้มด้วยสีขาวสลับดำกระจายอยู่ตามพื้นราวกับดวงดาวมากมาย แต้มสีขาวเหล่านั้นคือหิมะที่ทับถม ส่วนสีดำคือสีเดิมของพื้นถนนที่เผยออกมาเมื่อถูกคนย่ำไปมาจนหิมะละลาย ผู้คนเป็นเช่นในยามปกติ ต่างก็ฉวยโอกาสสุดท้ายก่อนสิ้นแสงสนธยานี้ง่วนอยู่กับสิ่งที่ตนกำลังทำ บ้างหาบของ บ้างเข็นรถ บ้างก็สาวเท้าเร่งเดิน…เด็กน้อยหลายคนยังกอบหิมะมาสุมรวมอยู่ที่มุมตรอกอย่างร่าเริงอยู่เลย เสียงหัวเราะที่เปล่งออกมาราวกับส่งผ่านมาจนถึงบนหอสูงหลังนี้

“ฟ้าจวนมืดแล้วนะเจ้าคะ! อากาศหนาวแห้งเหลือเกิน! สายลมโชยมาราวกับมีดกรีด! ในห้องมีกระถางไฟอยู่ นายหญิงลงไปกันเถิด!”

หลังจากหอบร่างท้วมของตนปีนขึ้นบันไดมาหลายสิบขั้นแล้ว ชุนเหนียงก็เอ่ยชักจูงเสี่ยวเฉียวด้วยอาการพูดปนหอบ พลางห่มเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเพิ่มให้นางอีกตัว

ครึ่งชีวิตแรกของชุนเหนียงไม่เคยลาจากเมืองตงซึ่งมีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้นมาก่อน ยามนี้เพิ่งมาถึงเมืองซิ่นตูได้ไม่นานจึงออกอาการไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศของที่นี่อยู่บ้าง หากเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่แต่ในห้องไม่ออกมาเลยตลอดเช้าจรดค่ำ

สายลมบนยอดหอถานไถพัดแรงยิ่งจริงๆ เสี่ยวเฉียวรวบสองมือขึ้นมาอังใกล้ปาก ระบายลมอุ่นออกมาหลายคำ จากนั้นจึงใช้ฝ่ามือที่ยังหลงเหลือไออุ่นประคบแก้มที่ถูกแช่แข็งจนเย็นเฉียบ ขณะหมุนกายเตรียมจะตามชุนเหนียงลงไป เสียงรางๆ เสียงหนึ่งก็พลันแว่วไกลมาจากทิศทางที่ตะวันตกดิน

เสียงนี้แรกเริ่มเลือนรางและทุ้มแผ่ว เสี่ยวเฉียวยังนึกว่าตนหูแว่วไปเสียด้วยซ้ำ ทว่าไม่ช้าเสียงนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นแจ่มชัดขึ้น รวดเร็วจนทำให้นางตั้งตัวไม่ติดอยู่บ้าง ประหนึ่งเป็นเสียงฟ้าคำรามกระหึ่มที่ดังขึ้นบนพื้นดิน

เสี่ยวเฉียวชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหันขวับทอดตามองไปที่ไกลๆ อีกครั้ง

นอกกำแพงเมือง ท้องทุ่งขาวโพลนซึ่งเดิมทีเงียบสงัดราวกับฟื้นตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ณ บริเวณที่อยู่สุดสายตานั้นเอง หมอกหิมะกลุ่มหนึ่งคล้ายถูกลมกระโชกหอบม้วนขึ้นมาจากพื้น ปกคลุมไปทั่วท้องนภา บดบังตะวันรอนครึ่งดวงที่อยู่ปลายเส้นขอบฟ้า ตรงนั้นคล้ายกับมีธงทิวปรากฏให้เห็นอยู่รำไร

“นั่นมันอะไรกัน!” ชุนเหนียงเบิกตาโตเมื่อมองตามสายตาของเสี่ยวเฉียวไป แล้วสุ้มเสียงของนางก็ตระหนกลนลานอย่างห้ามไม่อยู่

เสี่ยวเฉียวเพ่งพิศต่อ เสียงดั่งฟ้าคำรามนั้นชัดเจนขึ้นทุกที ในที่สุดนางก็เห็นได้ชัดถนัดตา นั่นคือทหารม้ากองใหญ่เรือนพันกำลังห้อตะบึงอย่างเร็วมุ่งมายังทิศทางของกำแพงเมือง เมื่อพวกเขาเคลื่อนใกล้เข้ามา แสนยานุภาพเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากอสนีที่ฟาดลงมาจนแผ่นดินสั่นไหวนิดๆ

“ท่านโหวกลับมาแล้ว!”

“ท่านโหวกลับมาแล้ว!”

ชั่วครู่ให้หลังเสียงโห่ร้องกึกก้องพลันดังขึ้นที่เชิงกำแพงหน้าประตูเมือง เสียงนี้โหมกระพือมาตามแรงลม ยิ่งเพิ่มความกังวานขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า จนกระทั่งสะพัดขึ้นเหนือผืนฟ้ายามสนธยาของเมืองเก่าซิ่นตู และส่งมาจนถึงหูของเสี่ยวเฉียว

ผู้คนบนท้องถนนก็ได้ยินแล้วเช่นกัน พวกเขาต่างชะงักฝีเท้า หลังหยุดนิ่งเพียงชั่วอึดใจก็พากันวิ่งฉิวไปยังทิศทางของประตูเมืองโดยไม่ต้องนัดหมาย

“ท่านโหวกลับมาแล้ว! ท่านโหวกลับมาแล้ว!”

ทั่วทั้งเมืองเก่าแห่งนี้พลันปั่นป่วน ผู้คนจำนวนมากกว่าเดิมเริ่มวิ่งออกจากเรือนมาส่งข่าวต่อๆ กัน

ภายหลังที่เสี่ยวเฉียวเดินทางมาถึงเมืองซิ่นตูและอุดอู้อยู่แต่ในจวนซิ่นนานถึงครึ่งเดือน ในที่สุดยามสายัณห์หลังหิมะตกของวันนี้ เยียนโหวเว่ยเซ่าก็เดินทางจากเมืองป๋อหลิงที่อยู่ห่างไปหลายร้อยลี้กลับมาถึงเมืองซิ่นตูจนได้

ฤดูเหมันต์กลางวันสั้น เมื่อทหารกลับค่ายและเว่ยเซ่าเข้ามาในเมือง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

คบไฟหน้าประตูใหญ่ของจวนซิ่นสั่นไหว ชายหนุ่มสวมชุดเกราะหนักอึ้งซึ่งยังเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งหนึ่งชั้นเดินย่ำหิมะที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าบังเกิดเสียงสวบสาบ รอจนก้าวยาวๆ ขึ้นไปบนขั้นบันไดแล้ว เว่ยเหลียงซึ่งเมื่อครู่ไปต้อนรับเขาถึงประตูเมืองและขณะนี้เดินมาพร้อมกับเขาพลันนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบสาวเท้าไล่ตามขึ้นมา โน้มกายไปรายงานเสียงเบา “นายท่าน หญิงสกุลเฉียวมาถึงแล้ว! พำนักอยู่ที่เรือนอวี่หยางได้ครึ่งเดือนแล้วขอรับ”

เว่ยเหลียงเอ่ยเสริมอีกประโยค

“ตามที่จงเอ่าเล่า หญิงสกุลเฉียวผู้นี้นิ่งเงียบผิดธรรมดา กลางวันมักปิดประตูไม่ออกจากห้อง ยามตะวันรอนก็ขึ้นไปอยู่บนหอถานไถชั่วครู่เป็นครั้งคราว จงเอ่าเห็นว่าไม่มีความผิดปกติใดจึงมิได้ขัดขวางขอรับ”

เว่ยเซ่าเพียงส่งเสียงดังอืมเรียบๆ ฝีเท้ามิได้หยุดยั้งเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงก้าวข้ามธรณีประตูมุ่งตรงไปยังเรือนเซ่อหยางที่ตนพำนักในยามปกติ

เว่ยเหลียงมองส่งเงาหลังของผู้เป็นนาย เห็นอีกฝ่ายเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก หันขวับมองปราดไปยังทิศทางของเรือนอวี่หยางที่อยู่เบื้องหลัง

จากจุดที่ยืนอยู่ตรงนี้ยังมีประตูอีกหลายชั้นคั่นกลาง ไม่อาจมองเห็นที่นั่นแต่อย่างใด จะเห็นแค่เพียงเงาดำขนาดมหึมาของหอถานไถที่สูงผงาดฟ้าอยู่ข้างเคียง ท่ามกลางสีแห่งรัตติกาล หอถานไถแลคล้ายสัตว์ร่างยักษ์หมอบอยู่บนพื้นที่พร้อมพุ่งทะยานขึ้นไปได้ทุกเมื่อ

“สั่งการจงเอ่า พรุ่งนี้ทำพิธีแต่งงาน” เขาถอนสายตากลับมาแล้วเอ่ยปาก

“พรุ่งนี้หรือขอรับ!” เว่ยเหลียงตกตะลึง “เกรงว่าคงเตรียมการไม่ทัน…”

“ทุกขั้นตอนให้ทำอย่างเรียบง่าย”

เว่ยเซ่าหมุนกายเดินต่อไปเบื้องหน้าโดยไม่หยุดฝีเท้าอีก

เว่ยเหลียงมองส่งเงาหลังของเขาจากไป ลังเลเล็กน้อยก่อนหันหลังรุดไปหารือกับจงเอ่า

 

หลังจากอยู่ร่วมกันมาครึ่งเดือน หญิงรับใช้อาวุโสสองคนที่ถูกส่งมาปรนนิบัติเสี่ยวเฉียวก็คุ้นเคยกับชุนเหนียงขึ้นตามลำดับ ชุนเหนียงจึงเริ่มเลียบเคียงถามข้อมูลจากพวกนางมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ตามคำบอกเล่าของพวกนาง จงเอ่าคือคนสนิทข้างกายสวีฮูหยินผู้เป็นย่าของเว่ยเซ่า เพิ่งมาถึงเมืองซิ่นตูได้ไม่นานนัก จุดประสงค์ก็คือมาเพื่อจัดเตรียมงานมงคลของเว่ยเซ่ากับเสี่ยวเฉียว ส่วนพักก่อนที่เว่ยเซ่าไม่อยู่ในเมืองก็เพราะทางเมืองป๋อหลิงเกิดศึกขึ้นอีก กระทั่งบัดนี้เขาก็ได้รับชัยชนะกลับมาแล้ว

เว่ยเซ่าจะไปทำอันใดมาบ้างนั้น แท้จริงเสี่ยวเฉียวไม่ได้สนใจเท่าใดนักหรอก นานถึงครึ่งเดือนแล้วที่นางมาอุดอู้อยู่ที่นี่กว่าเขาจะปรากฏตัวในที่สุด ในยามนี้สิ่งที่นางห่วงใยเหนืออื่นใดก็คือเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต่างหาก

หากเป็นไปตามที่สองสกุลตกลงกันก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็ควรจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายอันเป็นขั้นตอนสำคัญ…นั่นก็คือพิธีแต่งงาน

“นายหญิงวางใจได้ ในเมื่อเว่ยโหวกลับมาแล้ว เรื่องอื่นล้วนพูดง่ายขึ้น พรุ่งนี้ข้าจะไปหาจงเอ่า ถามนางว่ากำหนดการแต่งงานเป็นเมื่อใดกันแน่”

ชุนเหนียงเห็นเสี่ยวเฉียวแลดูคล้ายหวาดหวั่น นึกว่านางกระวนกระวายใจจึงเอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวล

“นายหญิงเปิดประตูเจ้าค่ะ!”

ตอนนี้เองเสียงของหญิงรับใช้สกุลเว่ยก็ดังมาจากหน้าประตูห้อง

ชุนเหนียงบีบมือของเสี่ยวเฉียวครั้งหนึ่งก่อนเดินไปเปิดประตู นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นจงเอ่าที่ไม่เผยหน้ามานานพักใหญ่แล้วมาเยือน

จงเอ่าเดินเข้ามาคารวะเสี่ยวเฉียว ก่อนจะยืดกายตรงแล้วกล่าว “ท่านโหวกลับมาแล้ว กำหนดการแต่งงานคือวันพรุ่งนี้ บ่าวจึงมาแจ้งนายหญิงเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ” จบคำนางก็ค้อมกายอีกครั้งแล้วหันหน้าจากไป

เว่ยเซ่าเพิ่งกลับมาหยกๆ ตอนนี้กลับประกาศลงมาว่าพิธีแต่งงานจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้!

นี่ไม่เร็วไปหน่อยหรือ!

ชั่วขณะเสี่ยวเฉียวไม่อาจแสดงอาการรับรู้ต่อเหตุการณ์นี้ได้ทัน ขณะที่นางยังตกตะลึงพรึงเพริดอยู่นั้น ชุนเหนียงกับสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นระรื่นทันตาเห็น พากันเรียงลำดับมาคุกเข่าคำนับแสดงความยินดี

เสี่ยวเฉียวเข้าใจความคิดของพวกนางดี ในเมื่อตัวนางมาถึงที่นี่แล้ว สิ่งที่คอยอยู่ก็คือพิธีแต่งงานนี่เอง มีเพียงพิธีการนี้นางถึงจะกลายเป็นสะใภ้สกุลเว่ย…ภรรยาของเว่ยเซ่าอย่างแท้จริง หากว่าขาดขั้นตอนนี้ไป ต่อให้ก่อนหน้านี้ผ่านพิธีรีตองมามากเพียงใด แต่จนแล้วจนรอดฐานะของนางก็จะยังอยู่แค่ครึ่งๆ กลางๆ ได้แต่ถูกแขวนให้ประดักประเดิดอยู่เช่นนี้ต่อไป

ฉะนั้นเมื่อได้ยินข่าวนี้พวกนางย่อมเบาใจ

เสี่ยวเฉียวใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะรับการแสดงความยินดีจากพวกนางทีละคน ทั้งที่ในใจยากจะบรรยายความรู้สึกได้หมดสิ้น

พิธีแต่งงานจวนจะเกิดขึ้นอยู่รอมร่อ ไม่มีปัญหาใดเข้ามาแทรกอีกแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เป็นสามีภรรยาอย่างเป็นทางการก็หมายความว่านับจากนี้ไป…ชะตาของนางจะต้องผูกติดอยู่กับบุรุษนามเว่ยเซ่าผู้นี้

เขาจะเป็นเหมือนชาติก่อนที่นางล่วงรู้มา ด้วยการใช้วิธีที่เคยกระทำกับต้าเฉียวมากระทำกับนางหรือไม่

ถ้าหากใช่…นางควรทำตัวเช่นไรดี

คำถามนี้ตั้งแต่วันแรกที่นางออกเดินทางมาจากมณฑลเหยี่ยนโจว นางก็เริ่มคิดกลับไปกลับมาอยู่ภายในใจแล้ว ทว่าจวบจนบัดนี้นางก็ยังคงคิดไม่ตก

 

ความยินดีของชุนเหนียงนี้ดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะไม่ช้านางก็รู้ว่าพิธีแต่งงานนี้ผิดไปจากความคาดหวังของนางอย่างสิ้นเชิง พิธีนี้ไม่มีความรอบคอบรัดกุมและความใหญ่โตโอ่อ่าของพิธีแต่งงานที่ธิดาเจ้าเมืองพึงคู่ควรจะได้รับสักนิด

คิดดูอีกทีก็น่าจะเป็นเช่นนี้อยู่หรอก เวลาเพียงชั่วข้ามคืนจะให้ไปเตรียมการสิ่งใดออกมาได้อีก

ชุนเหนียงข่มกลั้นความปวดร้าวภายในใจ ไม่กล้าเผยความรู้สึกออกมาต่อหน้าเสี่ยวเฉียว เกรงแต่จะทำให้นางต้องเสียใจตามไปด้วย ชุนเหนียงปรนนิบัติเสี่ยวเฉียวชำระร่างกาย พลางรายงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่าพิธีแต่งงานจะจัดขึ้นที่โถงเสาหยาง แขกทรงเกียรติจำนวนมากจะมาเข้าร่วมพิธี สิ่งสำคัญที่สุดคือ…เว่ยโหวผู้ที่หนุ่มแน่นและหล่อเหลา ทั้งยังเฉียบขาดห้าวหาญ หญิงสาวในเมืองที่เพียงแค่เหลือบเห็นเขาแต่ไกลก็ตกหลุมรักในทันทีนั้นมีมากจนไม่อาจนับจำนวนได้ ชุนเหนียงยังสืบได้ข่าวมาอีกว่าดูเหมือนข้างกายเขาจะไม่มีอนุคนโปรดแต่อย่างใด

“นายหญิงงดงามถึงเพียงนี้ เว่ยโหวจะไม่รักใคร่ได้อย่างไรกัน”

ชุนเหนียงใช้ขี้ผึ้งหอมที่มีกลิ่นฟุ้งจรุงทาลงบนผิวกายอันนิ่มนุ่มของสาวน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาจรดบนเรือนร่างอันงดงามขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงซึ่งเปี่ยมด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ

ภายใต้การปรนนิบัติของชุนเหนียงและสาวใช้ เสี่ยวเฉียวเริ่มต้นขั้นตอนที่เกิดขึ้นก่อนจากบ้านมาในวันนั้นซ้ำใหม่อีกครั้ง

ชำระร่างกายเสร็จ…สวมใส่อาภรณ์…หวีสางเรือนผม…และประทินโฉมแต่งเครื่องประดับ นางยืนดูตนเองอยู่เบื้องหน้าคันฉ่อง พิศมองเจ้าสาวที่สะท้อนตรงหน้าผู้มีเรือนผมหนานุ่มดุจปุยเมฆ งามละลานตาดั่งบุปผา จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าตนเองดูแปลกหน้าอยู่บ้าง

 

ตามจารีตโบราณสมัยราชวงศ์โจว อักษร ‘ฮุน’ ที่แปลว่าสมรสนั้น เดิมคืออักษร ‘ฮุน’ ที่แปลว่าสนธยา

เมื่ออาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำสู่ทิศตะวันตก หอถานไถภายในจวนซิ่นซึ่งเงียบเชียบมาช้านานก็จุดโคมสว่างไล่ระดับขึ้นจากฐานจรดยอด มองจากที่ไกลๆ คล้ายดั่งเจดีย์วิเศษที่ถูกวาดเค้าโครงขึ้นด้วยแสงประทีป ยิ่งแลดูสูงตระหง่าน

ผู้คนในเมืองแหงนศีรษะมองแล้วก็พากันแย่งกระจายข่าว…งานมงคลของท่านโหวก็คือราตรีนี้เอง

บนระเบียงทางเดินของโถงเสาหยางก็จุดแขวนโคมแดงขึ้นทีละดวงแล้วเช่นกัน ภายในโถงอันใหญ่โต แสงไฟสว่างโชติช่วงดุจกลางวัน ตรงกลางตั้งโต๊ะยาวขนาดใหญ่ซึ่งลงรักเดินลายทองไว้หนึ่งตัว ด้านบนจัดวางเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีแต่งงานอย่างเป็นระเบียบ อันได้แก่ ข้าวสู่และจี้* เนื้อสัตว์ ผักดอง เนื้อสับ และน้ำแกงเนื้อ แขกเหรื่อผู้มาเข้าร่วมพิธีต่างก็แต่งกายด้วยชุดสุภาพเรียบร้อย นั่งคุกเข่าตามลำดับบนตั่งเตี้ยซึ่งจัดวางไว้เบื้องหลังโต๊ะ พวกเขาสนทนาด้วยเสียงอันเบากับผู้ที่นั่งอยู่ข้างกาย ขณะที่กำลังรอคอยให้ถึงฤกษ์มงคล

ในจำนวนคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นนายทหารและขุนนางบริวารที่ติดตามเว่ยเซ่ามาที่นี่ รวมไปถึงขุนนางท้องถิ่นของเมืองซิ่นตู พวกเขาเองก็เพิ่งรู้ข่าวงานมงคลนี้เมื่อช่วงกลางวันเช่นกัน แม้บางคนในกลุ่มพวกเขารับรู้มาก่อนว่าเว่ยเซ่ากำลังจะแต่งงานกับบุตรีสกุลเฉียวแห่งเหยี่ยนโจว ทว่างานพิธีที่จัดขึ้นรวดเร็วปานนี้ยังคงทำให้พวกเขาตกตะลึงพรึงเพริดอยู่ดี อย่างไรเสียช่วงเวลานี้ของเมื่อคืนเว่ยเซ่าก็เพิ่งจะปลีกตัวกลับมาจากสนามรบที่เมืองป๋อหลิงนี้เอง

เกี่ยวกับเรื่องในอดีตระหว่างสกุลเว่ยและสกุลเฉียวแห่งเหยี่ยนโจวนั้น ผู้คนในที่นี้ส่วนใหญ่ล้วนเคยได้ยินได้ฟังมาแทบทั้งสิ้น เพราะเหตุนี้เองการดองญาติในอีกสิบปีต่อมาระหว่างเว่ยเซ่ากับหญิงสกุลเฉียวถึงยิ่งชวนให้ผู้อื่นจินตนาการเรื่องราวไปต่างๆ นานา และยิ่งบังเกิดความสนใจใคร่รู้ในตัวหญิงสกุลเฉียวผู้นี้ ต่างตั้งตาคอยการเผยโฉมของนางในอีกชั่วครู่ให้หลัง

รอจนถึงฤกษ์มงคลแล้ว เสี่ยวเฉียวก็เข้าสู่โถงพิธีจากทางตะวันตก

นางวางซ้อนมือทั้งสองเสมอท้อง ปรากฏกายต่อหน้าแขกเหรื่อพร้อมแขนเสื้อกว้างที่พลิ้วไหว โถงพิธีซึ่งเดิมทียังมีเสียงสนทนาแผ่วเบาก็พลันเงียบลง สายตาหลายคู่ล้วนมาหยุดลงบนร่างของนางโดยพร้อมเพรียง บ้างเพ่งพินิจ บ้างตกตะลึงในความงาม บ้างในใจแฝงความคิดแย่ๆ ซึ่งไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้

เสี่ยวเฉียวไม่รู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด นางเพียงหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ทอดสายตามองพื้นเบื้องหน้าเท้าของตนเอง ท่ามกลางเสียงประกาศอันมีจังหวะของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินพิธีการที่ดังมากระทบหู ภายใต้สายตาจับจ้องจากรอบทิศนี้ นางยังคงเดินมุ่งหน้าอย่างไม่ช้าไม่เร็วโดยมีผู้ติดตามสองคนคอยนำทาง จวบจนเดินมาถึงกลางโถงห่างจากเบื้องหน้าโต๊ะยาวตัวนั้นไม่กี่เชียะแล้วจึงหยุดฝีเท้า

ฝั่งตรงข้ามของนางมีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่

นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงสายตาคู่นั้นที่ส่งมาจากอีกฝ่าย สายตานั้นต่างจากสายตาของผู้คนรอบข้างที่นางสามารถมองข้ามไปได้อย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มผู้นี้จ้องตรงมาที่นางโดยไม่หลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย พร้อมกับแรงคุกคามชนิดหนึ่งซึ่งยากที่นางจะเอ่ยถึงได้

ผิวกายใต้อาภรณ์หลายชั้นคล้ายสัมผัสได้ถึงแรงคุกคามชนิดนี้ รูขุมขนทั่วร่างค่อยๆ ขยายตัว เส้นขนแต่ละเส้นคล้ายลุกชันขึ้นทั้งหมด

สาวน้อยรู้สึกได้ถึงไอเย็นบางเบา

นางช้อนตาขึ้นช้าๆ ก่อนจะสบเข้ากับสายตาของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นั้น

เว่ยเซ่ายังหนุ่มแน่นยิ่ง ทว่าเมื่อเปรียบกับนาง เขาก็ถือเป็นบุรุษเต็มตัวอย่างแท้จริงแล้ว บ่าไหล่ผายกว้าง รูปกายสูงสง่า เมื่อทั้งสองยืนหันหน้าเข้าหากันเช่นนี้ เสี่ยวเฉียวก็ยิ่งถูกเขากดข่มให้นางดูตัวเล็กเปราะบางมากขึ้น จนถึงขั้นไม่อาจแหงนศีรษะขึ้นเพียงเล็กน้อย นางต้องแหงนศีรษะขึ้นมากกว่าจะประสานกับสายตาของเขาที่เพ่งตรงมาได้

ดังเช่นคำบอกเล่าของชุนเหนียง เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามที่ดูองอาจอย่างยิ่ง บนร่างยามนี้สวมชุดเหมี่ยนฝู ท่อนบนสีดำเข้ม ท่อนล่างสีแสดแดง ปักลายมังกรภูผาเก้าภาพสัญลักษณ์ตามแบบชุดพิธีการของเจ้าศักดินา สีดำตัดแดงนั้นแผ่กลิ่นอายความสุขุมน่าเกรงขามออกมาปะทะใบหน้า ท่ามกลางเสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินพิธีการ เขามองดูเสี่ยวเฉียวที่อยู่ห่างไปเพียงหนึ่งช่วงแขน สองตาไม่กะพริบสักนิด แววตาอึมครึมประดุจความมืดมิดในส่วนลึกที่สุดของรัตติกาล

สิ้นเสียงร้องประกาศของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินพิธีการ มีคนถือประคองผ้าแดงมาหนึ่งผืน วางปลายด้านหนึ่งในมือเสี่ยวเฉียวและวางปลายอีกด้านในมือเว่ยเซ่า บ่าวสาวจับผ้าแดงร่วมกัน เมื่อเดินมาจนถึงเบื้องหน้าโต๊ะยาวตัวนั้นแล้ว ผ้าแดงจึงค่อยถูกฉวยออกไป บ่าวสาวนั่งคุกเข่าตรงข้ามกันคนละด้านของโต๊ะ ก่อนจะเริ่มทำพิธีล้างมือ ร่วมกินเนื้อสัตว์ และร่วมดื่มสุราขม เรียงลำดับตามคำชี้แนะของเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินพิธีการ

หลังจบพิธีการช่วงต้นอันยาวนานและยิบย่อยนี้แล้วก็คือพิธีผูกเงื่อนผมอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่แสดงว่าพิธีสำเร็จเสร็จสิ้น

ผู้ติดตามบรรจงตัดปลายผมของบ่าวสาวคนละหนึ่งปอยมาผูกเข้าด้วยกัน ยามนี้ผู้คนรอบด้านล้วนยิ้มแย้มแช่มชื่น เสียงแสดงความยินดีดังมาไม่ขาดหู ทว่าเสี่ยวเฉียวกลับแลเห็นมุมปากของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ากระตุกยกขึ้นบางๆ จนแทบไม่อาจสังเกตเห็น

หากนางมองไม่ผิด นี่คือรอยยิ้มซึ่งเผยความระอา ทั้งเจือไว้ด้วยอารมณ์ไม่อินังขังขอบอีกเล็กน้อย

เมื่อวานเพิ่งจะคว้าชัยที่เมืองป๋อหลิง พิชิตเฉินเสียงแห่งมณฑลปิงโจวที่มารุกรานได้อย่างงดงาม คืนนี้ยังได้ฉลองงานมงคลของท่านโหว ในค่ายทหารจึงล้มแพะฆ่าสุกร แหกกฎดื่มสุราซึ่งเป็นทั้งบำเหน็จศึกและสุรามงคลของท่านโหว

ทุกครั้งที่เดินทัพ เว่ยเซ่าจะกินอาหารร่วมหม้อ พักผ่อนร่วมกระโจมกับเหล่าทหารเสมอ หากตีเมืองชิงดินแดนก็จะคอยอยู่เบื้องหน้าพลทหาร ออกนำก่อนในทุกศึก ทว่าเขาก็ปกครองกองทัพด้วยวินัยอย่างเข้มงวดและคำสั่งอันเฉียบขาดเช่นกัน เหล่าทหารจึงทั้งเคารพและยำเกรงเขา ยามปกติมีโอกาสน้อยนักที่จะได้ดื่มสุราอย่างเต็มที่ ในเมื่อคืนนี้มีเรื่องมงคลซ้อนมงคลเช่นนี้ กองไฟในค่ายทหารซึ่งทอดยาวต่อเนื่องอยู่นอกเมืองจึงลุกโพลงเจิดจ้า ทุกแห่งหนล้วนได้ยินเสียงเพลงกังวานก้อง เมื่อดื่มสุรามาได้ครึ่งทางยังไม่ทันอิ่มหนำ เสียงโห่ร้องยินดีก็พลันดังมาจากเบื้องหน้า เหล่าทหารต่างกรูกันไปตรวจสอบ แลเห็นเว่ยเซ่าถึงกับออกจากเมืองมาที่ค่าย คารวะสุราต่อทหารด้วยตนเองเพื่อขอบคุณที่พวกเขาสู้ศึกอย่างห้าวหาญจนยึดเมืองป๋อหลิงคืนมาได้

กระทั่งคืนแต่งงานท่านโหวก็ยังไม่ลืมที่จะออกจากเมืองมาบำรุงขวัญทหาร บรรยากาศทั่วทั้งค่ายซึ่งตั้งกระโจมยาวต่อเนื่องพลันคึกคักฮึกเหิมถึงขีดสุด เหล่าทหารเข้ามารุมล้อมเขาชั้นแล้วชั้นเล่า แย่งกันคารวะสุราแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าว เว่ยเซ่าใบหน้าเปื้อนยิ้ม อารมณ์ห้าวหาญพุ่งทะยานสูงถึงชั้นเมฆ เขาไม่ปฏิเสธผู้มาคารวะสุราเลยสักคน เว่ยเหลียงที่เดินทางมาพร้อมกันเกรงว่าเขาจะเมามายจนพลาดเรื่องการเข้าหอ จึงทั้งบอกปัดทั้งช่วยขวางแทนเว่ยเซ่าติดๆ กัน สุดท้ายถึงพาเขาปลีกตัวกลับเข้าเมืองมาได้

เพียงแต่ตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ดึกดื่นมากแล้ว

 

สิ่งแรกหลังเสร็จสิ้นพิธีการในห้องโถงนั้นเจ้าสาวจะถูกส่งตัวมายังห้องหอซึ่งจัดเตรียมไว้ในเรือนเซ่อหยางอันเป็นที่พำนักของเว่ยเซ่าในยามปกติ หลังรับการปรนนิบัติลบเครื่องประทินโฉมและเปลื้องอาภรณ์ชั้นนอกออกแล้ว เสี่ยวเฉียวก็ให้ชุนเหนียงกับเหล่าสาวใช้ออกไป สาวใช้ทั้งหลายเดินเรียงแถวออกไปตามคำสั่ง เหลือเพียงชุนเหนียงเป็นคนสุดท้ายที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น รีรอไม่ยอมจากไป

ยามนี้เทียนมงคลในห้องหอจุดสว่าง เดิมทีก็น่าจะเป็นภาพอันงดงามและช่วงเวลาที่น่าประทับใจ ทว่ากลับดูคล้ายว่ายังขาดความสมบูรณ์อยู่ ชุนเหนียงนึกถึงเว่ยเซ่าที่ตนลอบสังเกตดูเมื่อครู่ก่อนนี้ เขามีรูปกายสูงกำยำ กำลังวังชาเปี่ยมล้น ผิดกับธิดาเจ้าเมืองผู้มีเรือนร่างเปราะบาง เกรงว่าต้นขาของนางอาจยังเล็กกว่าแขนที่เขายื่นออกมาด้วยซ้ำ ประกอบกับเสี่ยวเฉียวเพิ่งจะถึงวัยเข้าพิธีปักปิ่น กลัวเหลือเกินว่าเว่ยเซ่าจะเป็นคนป่าเถื่อนโหดร้าย หากกระทำการอย่างหยาบคาย เกรงจะทำให้นางต้องทนทุกข์ ชุนเหนียงจึงยิ่งไม่อาจวางใจลงได้

แม้เป็นเพียงบ่าว แต่ชุนเหนียงก็เป็นเสมือนมารดาด้วยครึ่งหนึ่ง เมื่อเสี่ยวเฉียวเห็นอีกฝ่ายมองตนอย่างอึกอัก ความวิตกกังวลเกลื่อนใบหน้าแล้ว นางจึงเป็นฝ่ายเดินตรงไปปลอบโยน

ชุนเหนียงพยายามเผยสีหน้าแช่มชื่นขณะประชิดมาที่ข้างหูของเสี่ยวเฉียว กำชับกำชาว่าอีกประเดี๋ยวยามที่เว่ยโหวเข้าห้องหอมาปฏิบัติตามพิธีการของโจวกง อย่าได้ลืมปรนนิบัติอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่บอบบางอ่อนแอ กระตุ้นให้เขารู้สึกเอ็นดู โดยทั่วไปหากบุรุษบังเกิดความเอ็นดูแล้วย่อมจะปฏิบัติอย่างอ่อนโยน

“อย่าได้อวดเก่งเป็นอันขาด จำไว้นะเจ้าคะ จำไว้ให้มั่น!”

ได้ยินชุนเหนียงกำชับย้ำแล้วย้ำอีกเช่นนี้ เสี่ยวเฉียวจึงค่อยเข้าใจสาเหตุที่เมื่อครู่อีกฝ่ายรีรอไม่ยอมจากไป แม้ตนได้เกิดเป็นคนมาถึงสองชาติภพ แต่เป็นเพราะประสบการณ์ในด้านนี้น้อยนิด ฟังจบแล้วผิวหน้าจึงยังคงแดงเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ผงกศีรษะรับเป็นพัลวัน

ตอนนี้ชุนเหนียงถึงได้คลายมือนาง เดินออกจากห้องหอไปหนึ่งก้าวก็ยังหันกลับมามองอีกสามหน

สุดท้ายในห้องหอก็เหลือแต่เสี่ยวเฉียวที่รอคอยการมาถึงของเจ้าบ่าวเว่ยเซ่าเพียงลำพัง

นี่คือห้องนอนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่กว้างใหญ่ห้องหนึ่ง ทางเข้าจัดวางฉากบังลมขนาดหกบานพับซึ่งมีความสูงเลยศีรษะ พื้นฉากเป็นสีแดงชาดเขียนลายมังกรเมฆาลงรักเคลือบเงา กั้นแบ่งห้องนอนออกเป็นห้องชั้นนอกและชั้นใน ด้านข้างของฉากบังลมจัดวางเตียงหลังใหญ่ บนเตียงปูเครื่องนอนใหม่เอี่ยมสีแดง หมอนผ้าห่มวางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนบนของม่านมุ้งด้านหนึ่งแขวนแผ่นหยกกลมลายเมล็ดข้าวไว้หนึ่งคู่ ทั้งเป็นเครื่องตกแต่งและถือเป็นเครื่องรางมงคลของห้องหอ บนพื้นฝั่งตรงข้ามวางตั่งเตี้ยทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าไว้หนึ่งตัวสำหรับนั่งเล่น ด้านบนปูด้วยเบาะนุ่ม ตรงกลางวางโต๊ะหนึ่งตัว หีบใส่ของและตู้ที่เหลือต่างถูกจัดวางชิดเข้าผนัง บนเชิงเทียนจุดเทียนแดงหนึ่งคู่ขนาดเท่าลำแขนเด็ก นอกจากนี้แล้วในห้องก็ไม่มีเครื่องตกแต่งอื่นที่เกินจำเป็นอีก

เสี่ยวเฉียวพิจารณาห้องหอเสร็จก็ยืนอยู่กลางห้อง นางเหม่อมองเทียนแดงคู่นั้น อาจเพราะได้รับผลกระทบจากคำกำชับเมื่อครู่ของชุนเหนียง เหม่อลอยไปได้สักพัก เสี่ยวเฉียวซึ่งเดิมทีไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว

หลายปีต่อจากนี้ของเสี่ยวเฉียวในชาติก่อนนั้นเคยลอบมาพบหน้าต้าเฉียวญาติผู้พี่เป็นครั้งสุดท้าย เวลานั้นเว่ยเซ่าใกล้จะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้แล้ว ข้างกายเขามีสตรีอยู่อีกนางหนึ่ง ได้ยินว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก ส่วนต้าเฉียวแม้ได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินของเขา แต่เว่ยเซ่ากลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่สนใจไยดี ปล่อยนางไปตามยถากรรมนานแล้ว

การพบหน้ากันในครั้งนั้นเสี่ยวเฉียวถึงได้รู้ว่า…ที่แท้นับแต่วันแรกที่ต้าเฉียวแต่งงานกับเว่ยเซ่า เขาก็ไม่เคยแตะต้องนางแม้เพียงปลายก้อย

ถึงแม้ต้าเฉียวจะไม่เลอโฉมเท่าเสี่ยวเฉียว หากก็ถือเป็นโฉมสะคราญชวนถนอมที่น้อยนักจะได้พบพาน แต่นี่เว่ยเซ่าถึงกับไม่แม้แต่จะสัมผัสหญิงงามที่เข้าพิธีเป็นภรรยาของเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าความเคียดแค้นชิงชังที่เขามีต่อสกุลเฉียวนั้นมากถึงขั้นใด ในเมื่อเคียดแค้นชิงชังถึงขั้นนี้ ทว่าก็ยังตกลงที่จะเกี่ยวดองแต่งงานกับหญิงสกุลเฉียว ความลุ่มลึกของจิตใจและความสามารถในการอดกลั้นของเขาล้วนมิใช่ระดับที่คนทั่วไปจะสามารถกระทำได้จริงๆ

เนื่องจากมีความทรงจำเช่นนี้เข้ามาในความคิดก่อนแล้ว เสี่ยวเฉียวจึงรู้สึกว่าคืนนี้เว่ยเซ่าผู้นั้นคงจะไม่แตะต้องนางเช่นกัน ทว่าขอเพียงเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องใดก็มีความไม่แน่นอนทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากผิดคาดเล่า…

สุดท้ายเขายังคงเข้าหอกับนางตามปกติ สังเกตจากรูปร่างและน้ำหนักตัวของเขาแล้ว ขืนโถมตัวลงมาแรงหน่อย ไม่แน่อาจทับนางจนกระอักเลือดก็เป็นได้ หรือว่าหากเขาหงุดหงิดหัวเสีย…ซึ่งจุดนี้เป็นไปได้สูงมาก แล้วระเบิดสัญชาตญาณดิบออกมา ร่างกายของนางซึ่งในสายตาของผู้คนยุคนี้เห็นว่าเหมาะควรที่จะแต่งงาน ทั้งที่จริงยังต้องรออีกสองวันถึงจะฝืนนับซวีซุ่ย ได้ครบสิบห้าปีนั้น เกรงว่าคงมิอาจรับไหว

กระนั้นนางเองก็ไม่อาจจินตนาการได้อีกเช่นกันว่าหากตนจะต้องทำเช่นที่ชุนเหนียงกำชับมาด้วยการใช้อ่อนสยบแข็งอันใดนั่นอยู่ใต้ร่างของเขาขณะทำเรื่องอย่างว่านั้นจะเป็นเช่นไร แม้เสี่ยวเฉียวในชาติก่อนจะเคยแต่งงานกับหลิวเหยี่ยนมาแล้ว ทว่าสำหรับตัวนางเอง ต่อให้ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่อย่างไรเสียก็ยังไม่เคยมีประสบการณ์จริงที่ประสบมากับตัวสักนิด

เสี่ยวเฉียวยิ่งคิดก็ยิ่งลนลาน สุดท้ายตั้งสติได้แล้วจึงไปนั่งใจลอยต่อบนตั่งเตี้ยที่อยู่ตรงข้ามกับเตียงใหญ่

ยามที่เพิ่งข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ นางไม่คุ้นเคยกับท่านั่งของผู้คนยุคนี้เอาเสียเลย ในยุคนี้เก้าอี้และม้านั่งที่มีขาสูงยังคงปรากฏให้เห็นเฉพาะในกลุ่มชนชาวหู ทางเหนือเท่านั้น การนั่งห้อยขาถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมอันหยาบคายไร้มารยาท ยามที่นางนั่งลงต่อหน้าผู้อื่นจึงได้แต่รักษาอิริยาบถเพียงสองแบบ คือวางสะโพกลงบนส้นเท้าในท่านั่งคุกเข่าอันเป็นท่านั่งยามปกติที่นับได้ว่าค่อนข้างผ่อนคลาย หรือไม่ก็ยกสะโพกขึ้น ยืดลำตัวตรงในท่าคุกเข่าที่เรียกอีกชื่อว่าคุกเข่ากึ่งนั่ง อิริยาบถนี้เป็นท่านั่งเมื่อเตรียมตัวจะลุกยืนหรือเมื่อต้อนรับแขกเพื่อแสดงออกว่าให้เกียรติต่อผู้อื่น

แต่ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งแบบใด เสี่ยวเฉียวล้วนไม่อาจนั่งอยู่ได้นาน ยิ่งไม่มีทางเป็นอย่างชุนเหนียงที่สามารถนั่งเย็บปักถักร้อยเป็นชั่วยาม* ได้โดยไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยนิด เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ออกเรือน ขอเพียงรอบข้างไร้คนนอกอยู่ นางมักยอมถูกชุนเหนียงตำหนิว่าไม่งาม เปลี่ยนมานั่งยืดเท้าเหยียดตรงเพื่อผ่อนคลายสองขาอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จวบจนบัดนี้แล้วนางก็ยังฝึกปรือฝีมือในการนั่งคุกเข่านานๆ ไม่สำเร็จเสียที

เสี่ยวเฉียวนั่งสงบเสงี่ยมบนตั่งมาเนิ่นนานก็ยังไม่เห็นเว่ยเซ่ากลับมา อีกทั้งเบื้องนอกก็เงียบเชียบไม่ได้ยินเสียงใดๆ นางจึงเหยียดขาตรง คว้าหีบจากด้านข้างมาพิงกาย ผ่อนคลายแขนขากึ่งนั่งกึ่งเอนอยู่บนตั่งไปอย่างนี้

ภายในห้องผิดกับเบื้องนอกที่หนาวยะเยือกลิบลับ กระถางไฟในห้องยามนี้กำลังลุกโชติช่วงส่งไออุ่นพร้อมกลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยละล่องมาในอากาศ เป็นเพราะเมื่อคืนหลับไม่สนิท วันนี้ก็ถูกเคี่ยวกรำมาตลอดทั้งวัน ความง่วงงุนจึงเข้าจู่โจมเสี่ยวเฉียวทีละน้อย ขณะที่สะลึมสะลือจวนจะหลับใหลอยู่แล้วนั้น เสียงความเคลื่อนไหวก็ดังมากระทบหู

มีคนมาแล้ว ถัดจากนั้นนางก็ได้ยินสาวใช้เบื้องนอกขานว่า “นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

‘นายท่าน’ คือคำที่บ่าวในเรือนใช้เรียกยกย่องเจ้านายที่เป็นบุรุษ คู่กับคำว่า ‘นายหญิง’

หนอนขี้เซาในตัวเสี่ยวเฉียวหนีหายไปทันใด นางขยี้ตาก่อนจะคลานพรวดขึ้นจากตั่ง เพิ่งกลับคืนสู่ท่านั่งคุกเข่าก็ได้ยินเสียงบานประตูถูกผลักเปิด นางเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเบื้องหลังฉากบังลมปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ไหววูบคล้ายทรงกายไม่มั่นคงจึงซวนเซไปหนึ่งที

เสี่ยวเฉียวตระหนกรีบยืดกายขึ้น ขณะเตรียมจะลงจากตั่งไปดูให้แน่ชัด เงาร่างของคนผู้นั้นก็ทรงกายได้อย่างมั่นคง เดินอ้อมฉากบังลมมาปรากฏตัวต่อหน้านางแล้ว

มิใช่เว่ยเซ่าแล้วจะเป็นผู้ใด

ดูเหมือนเขาจะดื่มสุรามาไม่น้อย ดวงหน้าซึ่งประกอบด้วยลายเส้นอันเคร่งขรึมเย็นชานั้นผุดสีแดงระเรื่อ พอเข้าห้องมาก็มุ่งตรงสู่ด้านใน ปลดเกี้ยวครอบมวยผมออกด้วยตนเองก่อนขว้างไปหน้าคันฉ่องโต๊ะเครื่องแป้งดังเคร้ง หันกายเดินมุ่งสู่เตียงขนาดใหญ่นั้นโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเสี่ยวเฉียวที่ยังยืดลำตัวคุกเข่าอยู่บนตั่ง พอเขาเดินถึงเตียงก็เลิกม่านในคราวเดียว ส่งผลให้แผ่นหยกกลมกระทบกันบังเกิดเสียงกังวานใส

ถัดจากนั้นก็มีเสียงตุบดังขึ้นอีกสองครั้ง เมื่อรองเท้าหุ้มข้อร่วงสู่พื้น ภายในห้องก็เงียบเชียบลง

เสี่ยวเฉียวเห็นเขาเดินตรงขึ้นเตียงไป ทันทีที่ล้มตัวลงนอนแล้วก็คล้ายเข้าสู่ห้วงนิทราในพริบตาเดียว แผ่นหลังของนางซึ่งเดิมทีเกร็งเล็กน้อยจึงผ่อนคลายลงในที่สุด

นางระบายลมหายใจ สองตาจับจ้องเว่ยเซ่าที่อยู่บนเตียงขณะค่อยๆ วางสะโพกลงบนส้นเท้าตามเดิม

เขาคงหลับใหลไปแล้วจริงๆ หรือบางทีอาจเป็นอาการเมาสุรา

เนิ่นนานให้หลังเสี่ยวเฉียวจึงค่อยๆ เหยียดสองขาออกอีกครั้ง กำมือเป็นหมัดทุบขาที่ปวดเมื่อยเบาๆ กลับคืนสู่ท่ากึ่งนั่งกึ่งเอนอย่างเมื่อครู่ก่อน

เช่นนี้เองคนหนึ่งจึงนอนอยู่บนเตียง อีกคนก็เอนอยู่บนตั่ง ต่างคนต่างอยู่โดยสงบ

นอกจากกลิ่นกำยานที่มีอยู่แต่เดิม อากาศภายในห้องยังเริ่มเจือด้วยกลิ่นสุราที่แผ่ซ่านมาจากร่างของเว่ยเซ่าด้วย เมื่อสูดดมนานเข้าก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นนั้นแล้ว แต่นางกลับถูกกลิ่นนั้นรมจนมึนศีรษะอยู่บ้าง

ยามนี้ดึกดื่นมากแล้ว เสี่ยวเฉียวจึงกึ่งนั่งกึ่งเอนอยู่บนตั่งในท่าทางนี้ ประเดี๋ยวเคลิ้มม่อยหลับไป ประเดี๋ยวพลันสะดุ้งตื่นลืมตาโพลง ครั้นแลเห็นว่าเว่ยเซ่ายังคงนอนอยู่บนเตียงในท่าเดิม จิตใจจึงค่อยผ่อนคลายลงแล้วม่อยหลับไปอีกครา สลับไปมาเช่นนี้อยู่หลายหน จวบจนครั้งสุดท้ายที่นางสะดุ้งตื่นเพราะถูกแช่เย็นจนได้สติ

นอกหน้าต่างยังคงมืดมิด ดูจากความยาวส่วนที่เหลือของเทียนมงคลที่ยังเผาไหม้อยู่บนเชิงเทียน ยามนี้น่าจะเกือบยามโฉ่ว แล้ว ถ่านแดงในกระถางไฟใกล้จะเหลือแต่ขี้เถ้าสีขาว แผ่ซ่านไออุ่นที่ยังหลงเหลือออกมาเพียงบางเบา เมื่อในห้องเย็นลง ไอหนาวเบื้องนอกก็แทรกซึมเข้ามา

เสี่ยวเฉียวเหน็บหนาวไปทั้งร่าง ยกสองมือขึ้นกอดอก ลูบแขนสองข้างที่ถูกแช่เย็นจนผิวเริ่มกลายเป็นหนังไก่ คาดว่าต้องอีกพักใหญ่กว่าฟ้าจะสาง นางจับตามองเว่ยเซ่าที่อยู่บนเตียง เนิ่นนานเห็นเขาไม่ขยับตัวสักนิด ลังเลอยู่ชั่วครู่นางก็ตัดสินใจลงจากตั่งในที่สุด เดินมุ่งไปใกล้เตียงอย่างเบามือเบาเท้า

ตามธรรมเนียมในห้องนอนของชนชั้นสูงยุคนี้ ไม่ว่าสามีภรรยาจะนอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกันหรือไม่ บนเตียงจะจัดวางผ้าห่มไว้สองผืนเสมอ

เว่ยเซ่านอนอยู่ด้านนอกของเตียงและไม่ได้ห่มผ้า ยามนี้ผ้าห่มทั้งสองผืนจึงยังวางพับเป็นระเบียบอยู่ด้านในของเตียง

เสี่ยวเฉียวแทบไม่ได้ก่อให้เกิดเสียงใดๆ ในที่สุดนางก็เดินไปถึงปลายเตียง หยุดอยู่เบื้องหน้าเท้าของเว่ยเซ่า

สาวน้อยลอบมองเขาอีกครั้ง

ชายหนุ่มยังคงนอนหงาย สีแดงเรื่อจากฤทธิ์สุราที่ฉาบใบหน้ายามเพิ่งเข้าห้องมาตอนครึ่งคืนแรกได้เลือนหายไปสิ้นแล้ว อาจเพราะมุมเตียงไฟส่องลงมาไม่ถึง แสงค่อนข้างสลัวจึงทำให้สีหน้าของเขาแลดูสงบผิดจากยามปกติ และส่งผลให้คิ้วดกดำที่คมดุจกระบี่คู่นั้นยิ่งดูสะดุดตา สองตาใต้คิ้วคมคู่นั้นปิดสนิทขณะที่เขายังคงหลับลึก

เสี่ยวเฉียวกลั้นลมหายใจ พยายามโน้มกายไปเบื้องหน้าให้ช้าที่สุด รอจนร่างกายผ่านเลยขาของเขาไปแล้ว มือข้างหนึ่งก็เหยียดเอื้อมออกไปหมายหยิบผ้าห่มผืนที่อยู่ใกล้ตนที่สุดออกมา จู่ๆ เว่ยเซ่าที่อยู่ใต้ร่างก็รู้สึกตัวตื่น เขาลืมตาขึ้นโดยปราศจากเค้าลางใดๆ จากนั้นริมหูก็ได้ยินเสียงกระบี่ถูกดึงออกจากฝักดังเช้ง ขณะที่นางยังไม่ทันตอบสนองอะไร เว่ยเซ่าก็ได้ชักกระบี่ยาวเล่มหนึ่งออกมาจากใต้หมอนอย่างรวดเร็ว พลางพลิกกายลงจากเตียงพร้อมจรดปลายกระบี่แนบเข้ามาที่ข้างลำคอของนางแล้ว

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วประกายไฟแลบเท่านั้น

เสี่ยวเฉียวตัวแข็งทื่อในทันที นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกระไอหนาวยะเยือกที่แทรกซึมเข้ามาเมื่อคมกระบี่แนบกับผิวเนื้อบนลำคอของตน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากไอหนาวในอากาศโดยสิ้นเชิง

นางถึงกับสูดได้กลิ่นหวานปนสนิมจางๆ

เสี่ยวเฉียวรู้ว่านี่คือกลิ่นของโลหิต

นางค่อยๆ หันหน้ามาสบกับดวงตาของเขา

ในนั้นยังคงมีเส้นเลือดสีแดงที่เล็กละเอียดกระจายตัวอยู่ ทั้งยังแผ่ซ่านรังสีเข่นฆ่าอันบางเบาออกมา

“ข้ารู้สึกหนาวอยู่บ้าง เมื่อครู่เพียงคิดหยิบผ้าห่มมาเท่านั้น ไม่คาดว่าจะรบกวนท่าน” นางกล่าวด้วยสุ้มเสียงที่ฟังดูเยือกเย็น ทั้งที่นางแน่ใจว่าตนไม่ได้แตะถูกเขาเลยสักนิดจริงๆ

เว่ยเซ่าเพ่งมองนางชั่วอึดใจ ก่อนเบือนหน้าเหลียวมองห้องซึ่งถูกตกแต่งเป็นสีแดงไปทั่ว ชายหนุ่มคล้ายเพิ่งตระหนักอะไรขึ้นได้ เขาหลับตายกมืออีกข้างขึ้นนวดหน้าผาก ค่อยๆ ลดกระบี่ลงในที่สุด ก่อนที่สายตาจะย้อนกลับมาจับนิ่งบนดวงหน้าของเสี่ยวเฉียวโดยไม่ละวาง

คงเพราะแสงเทียนด้านข้างฉายส่องมาพอดี ดวงตาของเขาจึงคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมดำ ดูแวววาวโปร่งใสนิดๆ ประหนึ่งสีของอำพัน

ถูกเพ่งพิศด้วยนัยน์ตาที่มีลักษณะเช่นนี้ เสี่ยวเฉียวก็เกร็งไปทั้งร่าง นางไม่กล้าขยับร่างกายส่งเดช ดวงตาคู่งามเบิกกลมตามสัญชาตญาณ สบตากับเขาอย่างตกเป็นรอง

กระแสลมสายหนึ่งไม่รู้ว่าเล็ดลอดเข้ามาจากช่องมุมใด แสงเทียนพลันไหวระริกแผ่วเบา ส่งผลให้เงาเทียนซึ่งทาบทอบนดวงหน้าด้านข้างของเสี่ยวเฉียวพลอยสั่นไหวไปเล็กน้อย

เว่ยเซ่าพลันได้สติคืนมา เขาขยับหัวไหล่เล็กน้อยก็สามารถสอดกระบี่คืนฝักเสียงดังฉับได้โดยไม่ต้องก้มศีรษะมอง ก่อนจะวางกระบี่ลงบนเตียง แล้วนั่งบนขอบเตียงก้มหน้าค้อมเอว สวมรองเท้าหุ้มข้อเสร็จก็คว้ากระบี่ลุกขึ้นก้าวยาวๆ มุ่งหน้าสู่เบื้องนอก

เสี่ยวเฉียวมองส่งเงาหลังของเขาพลางระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

ทว่าเว่ยเซ่าเดินไปถึงข้างฉากบังลมก็กลับชะงักฝีเท้าแล้วหันหน้ากลับมาเสียได้

ลมหายใจที่ยังไม่ทันระบายออกจนสุดจึงถูกนางกลั้นไว้ในอกทันที

“เจ้าไม่เหมาะจะรั้งอยู่ที่นี่ รุ่งเช้าข้าจะให้คนส่งเจ้ากลับเมืองอวี๋หยาง”

ชายหนุ่มเอ่ยเรียบๆ จบแล้วจึงหมุนกายเดินต่อ เงาร่างของเขาอ้อมผ่านฉากบังลมตามด้วยเสียงเปิดประตูดังแอ๊ด จากนั้นเสียงฝีเท้าก็เคลื่อนไกลออกไปตามลำดับ จนสุดท้ายเงียบหายไปจากหูของนางโดยสิ้นเชิง

ในที่สุดเสี่ยวเฉียวก็ได้ระบายลมหายใจนั้นจนสุด ยามที่นางยึดจับขอบเตียงนั่งลงไปช้าๆ พบว่ามือของตนถึงกับสั่นเทิ้มน้อยๆ ขณะที่เหงื่อเย็นก็หลั่งออกมาชุ่มแผ่นหลังจนเสื้อตัวในแนบติดผิวกาย หนาวสะท้านชวนไม่สบายตัวอย่างยิ่ง

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

sangdow Marcom: