X
    Categories: กระวานน้อยแรกรักทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน กระวานน้อยแรกรัก บทที่ 18

หน้าที่แล้ว1 of 3

บทที่ 18

 

เจียงซวี่วางพัดลงอย่างไม่แสดงสีหน้าใดๆ

หมิงถานมองพัดกลมแวบหนึ่งอย่างนิ่งอึ้ง ทันใดนั้นก็พลันเข้าใจบางอย่างขึ้นมา นางลุกขึ้นมาจากตั่งนุ่มอย่างเชื่องช้า กระเถิบๆ ขยับไปจนถึงขอบตั่งนุ่ม กวาดตามองไปรอบด้านหนึ่งรอบ ต่อมาก็รีบร้อนจัดสาบเสื้อที่ยับยุ่งหลุดลุ่ยให้เรียบร้อย

เมื่อครู่เพิ่งจะตื่นขึ้นมา หัวสมองหมิงถานยังคงสับสนงุนงงอยู่บ้าง นางจึงยังปะติดปะต่อความรู้สึกก่อนจะนอนหลับไม่ทัน แต่ในระหว่างที่กำลังจัดสาบเสื้ออยู่ในขณะนี้ นางก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้…

ข้าออกมานอนข้างนอกได้อย่างไรกันหนอ อ้อ จริงสิ สาวงามจากหอฮุยโหลว ข้าถูกสาวงามที่ส่งมาทำให้โมโหเข้า

มือของนางหยุดชะงักลงทันใด การเคลื่อนไหวเริ่มเชื่องช้าลง อากัปกิริยาทั้งร่างแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

นางจัดสาบเสื้อให้เรียบร้อยพลางเอ่ยถามอย่างไม่ใคร่สนใจ “เหตุใดสามีถึงรีบกลับมาเล่า ข้านึกว่าสามีจะร่ำสุราสรวลเสเฮฮากับใต้เท้าทั้งหลาย ทั้งยังมีสาวงามคอยอยู่เคียงข้าง คืนนี้คงไม่กลับแล้วเสียอีก”

“…”

จริงดังคาด สิ่งที่ควรเกิดก็เกิดขึ้นจนได้

ใครบางคนที่กำลังกินน้ำส้ม* หลงนึกว่าตนเองกลบเกลื่อนได้อย่างเยี่ยมยอด แต่กลับหารู้ไม่ว่ากลิ่นน้ำส้มนั้นรุนแรงอบอวลเสียจนแทบจะรมบุปผางามในแปลงดอกไม้ให้เหี่ยวเฉาตายเสียแล้ว มิหนำซ้ำยังเอ่ยพูดต่อไปด้วยท่าทีราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น “หญิงงามที่ใต้เท้ากำนัลให้เหล่านั้น ข้าได้ให้ฮูหยินท่านเจ้าเมืองจัดหาที่พักให้พวกนางแล้ว เพียงแต่คนมีจำนวนมาก ซ้ำยังโผล่มาอย่างปุบปับกะทันหัน เกรงว่าคงจะต้องเบียดเสียดกันสักหน่อย ขอสามีโปรดอย่าตำหนิ ตอนแรกข้าอยากจะเอารถม้ามาด้วยหลายๆ คัน แต่สามีไม่ยอม เดี๋ยวพอตอนกลับเมืองหลวงคงต้องซื้อรถม้ามาเพิ่มเสียแล้ว”

เจียงซวี่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะอธิบายว่า “ข้าติ้งเป่ยอ๋องไม่รู้ว่าเขาจะประหารก่อนค่อยกราบทูล* ส่งตัวสตรีเหล่านี้มาถึงที่จวน”

หมิงถานนิ่งเฉยไม่แยแส

เจียงซวี่เองก็มิได้พูดอันใดมากไปกว่านั้นอีก เพียงแค่กล่าวว่า “นับๆ เวลาดู องครักษ์ลับคงจะส่งตัวกลับไปแล้ว”

ยามนี้หมิงถานถึงได้หันมามองเขาปราดหนึ่ง ครู่หนึ่งผ่านไป นางสะกดกลั้นความปรารถนาอยากจะซักถามเอาไว้ ก้มหน้าจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อยพลางเอ่ยอย่างไม่อินังขังขอบว่า “ก็จริง ดูเหมือนว่าแค่แม่นางชิงอวี่เพียงคนเดียวก็สามารถเทียบเท่าหมู่มวลบุปผางามที่แย่งกันผลิบานประชันโฉมได้แล้ว”

ครั้นเห็นว่าคราวนี้เจียงซวี่ไม่ส่งเสียง การเคลื่อนไหวของหมิงถานก็นิ่งชะงักไปเล็กน้อย หัวใจนางเย็นวาบไปครึ่งดวง

นางปรับลมหายใจครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า “แม่นางชิงอวี่เล่า สามีมิได้พากลับมาด้วยหรือ หรือว่าจะรอหาฤกษ์งามยามดีไปรับตัวมาจากหอฮุยโหลว”

“เจ้าอยากให้ข้าติ้งเป่ยอ๋องพานางกลับมาด้วยหรือ”

ตนเองอยากได้เองแท้ๆ ไฉนถึงกล่าวว่าข้าอยากให้พามาเล่า

ข้าอยากหรือไม่ในใจเขาไม่รู้เชียวหรือ!

หมิงถานโกรธจัดจนเริ่มเลอะเลือน ปลายนิ้วจิกแขนเสื้อแน่นอย่างมิอาจห้าม นางเอ่ยด้วยความปากแข็งว่า “ในจวนเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว มีพี่สาวน้องสาวเพิ่มขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนอีกสักคนก็ดี ข้าซุ่มซ่ามเงอะงะ ปรนนิบัติท่านอ๋องไม่เป็น เอาใจใส่ไม่มากพอ ทำให้ท่านอ๋องต้องเหน็ดเหนื่อยเสียเปล่าๆ”

เจียงซวี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด พอเห็นว่าทั้งๆ ที่นางโกรธจนแก้มพองแล้วแต่ก็ยังฝืนใจแสร้งว่าสงบเยือกเย็นและทำท่าทางใจกว้างโอบอ้อม เขาก็นึกอยากจะแกล้งหยอกนางขึ้นมาสักยก

เจียงซวี่จดจ้องนางแน่วนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าติ้งเป่ยอ๋องก็จะสั่งให้คนไปรับตัวนางมา”

เขาหันกายกลับไป

หมิงถานพลันระเบิดโทสะขึ้นมาในชั่วพริบตา นางรีบกระชากชายเสื้อของเขาเอาไว้ แล้วทุบตีลงบนร่างกายเขาโดยไม่ผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองเสียก่อน

นางลงไม้ลงมืออย่างรุนแรงยิ่ง ทุบตีจนฝ่ามือของตนเองชาหนึบไปหมด

รอบด้านเงียบสงัดไร้สิ้นสรรพเสียงขึ้นมาทันใด

หมิงถานเองก็ได้สติขึ้นมาโดยพลัน

นี่ข้ากำลังทำอันใดอยู่หนอ ทุบตีสามี? นี่ข้ากำลังทำผิดกฎเจ็ดออก* โทษฐานอิจฉาริษยาอยู่มิใช่หรือ ข้ายังไม่มีทายาท สามีคงจะไม่โกรธจนขอหย่ากับข้า หรือไม่ก็ใช้สิ่งนี้บีบบังคับให้ข้ายินยอมให้สตรีจากหอฮุยโหลวผู้นั้นแต่งเข้าจวนกระมัง

หัวสมองของนางว่างเปล่าขาวโพลนขึ้นมาในชั่วพริบตา

ครู่ใหญ่ผ่านไป นางได้สติแจ่มชัดขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ทุบตีลงบนร่างของเจียงซวี่อีกครั้ง

“…”

ครั้นเจียงซวี่เห็นสีหน้าแววตาตอนนางทุบตีเขาเสร็จ ก็พอจะรู้ว่าในสมองของนางที่อัดขนบจารีตกฎระเบียบเอาไว้เต็มแน่นนั้นกำลังคิดอันใดอยู่บ้าง แต่การที่นางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเริ่มทุบตีใหม่อีกครั้ง เขาไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไรนัก

“เหตุใดถึงตีข้าติ้งเป่ยอ๋องอีกเล่า”

หมิงถานเชิดหน้า มองเขาอย่างโกรธจัดจนตาแดงก่ำ พูดออกมาเต็มปากเต็มคำว่า “ตีก็ตีไปแล้ว กฎเจ็ดออกก็ละเมิดไปแล้ว ไม่ตีอีกหลายๆ ครั้งก็ขาดทุนแย่มิใช่หรือ!”

รอบด้านเงียบกริบอีกครั้ง

ครู่ใหญ่ผ่านไป เจียงซวี่กลับพยักหน้าเบาๆ “คำพูดของพระชายามีเหตุผลยิ่ง”

พูดจบเขาก็ขยับเข้ามาทันใด ช้อนตัวนางอุ้มขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในเรือน ก้นบึ้งดวงตาเองก็ปรากฏแววขบขันอย่างที่มิอาจสังเกตเห็นได้ง่ายผ่านวูบไป

“ท่านทำอันใดของท่าน จะไปรับผู้อื่นมิใช่หรือ”

“รับใครกัน”

“ก็ท่านบอกว่า…” หมิงถานพลันตัวแข็งค้างไป เพิ่งจะมารู้สึกตัวเอาตอนนี้ “เหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้เล่า!”

“ข้าติ้งเป่ยอ๋องทำอันใดรึ”

นางโมโหจนพูดไม่ออก

ทว่าหลังจากเจียงซวี่วางตัวนางลงบนเตียงแล้ว จู่ๆ เขาก็บีบพวงแก้มนางเบาๆ สายตาล้ำลึก สุ้มเสียงแหบพร่า “ท่าทางยามพระชายากินน้ำส้มช่างน่ารักยิ่ง”

นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่หมิงถานได้ยินเจียงซวี่เอ่ยชมนางว่า ‘น่ารัก’ จึงอดหันไปมองเขามิได้ นางผงะอึ้งไปในเสี้ยวพริบตา แต่ว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวนี้ชุดกระโปรงบนร่างของนางก็ถูกปลดเปลื้องออกไปมากกว่าครึ่ง ชายหนุ่มพร้อมด้วยกระไอรุกรานอันคุ้นเคยโน้มร่างกดทับลงมา

ครั้งก่อนที่ทั้งสองได้ร่วมอภิรมย์กันก็คือตอนอยู่ที่ผางซาน มิได้มีสัมพันธ์แนบชิดสนิทสนมกันมาเนิ่นนานหลายวัน อยู่ๆ ก็มาเกี่ยวกระหวัดรัดพันเช่นนี้ หมิงถานจึงรู้สึกขัดเขินเอียงอายขึ้นมานิดๆ อย่างน่าประหลาด อีกทั้งยังรู้สึกอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติอีกด้วย

…นี่ดูเหมือนจะเกี่ยวกับตอนหลังจากขึ้นไปช่วยเขาบนเรือสำราญแล้วนางสังเกตได้ว่าความรู้สึกที่ตนเองมีต่อสามีมิใช่แค่ความผูกพันฉันสามีภรรยาเท่านั้น

ดวงหน้าน้อยๆ ของนางนุ่มละมุนแดงระเรื่อ เบนสายตาหนี กึ่งหลุบตาด้วยความเขินอาย มือน้อยๆ ยังดันเขาออกเบาๆ อย่างไม่อยู่นิ่ง พาให้ความปรารถนาในก้นบึ้งดวงตาของเจียงซวี่ยิ่งทวีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นหลายส่วน

กลิ่นอายสิเน่หาค่อยๆ อาบย้อมภายในห้อง แต่ทันใดนั้นนอกห้องกลับมีเสียงกล่าวแจ้งดังขึ้นกะทันหัน “ทะ…ท่านอ๋อง ใต้เท้าขอเข้าพบเจ้าค่ะ”

ที่นี่คือที่ว่าการเมืองของท่านเจ้าเมือง ใต้เท้าที่บ่าวรับใช้พูดถึง ย่อมหมายถึง ‘ท่านเจ้าเมือง’ นั่นเอง

เจียงซวี่ยามนี้เสมือนเกาทัณฑ์ขึ้นสายพร้อมยิงออกไป เดิมทีเขาคิดจะไม่สนใจ แต่หมิงถานกลับทุบแผ่นอกของเขา เอ่ยเสียงหอบอย่างขาดๆ หายๆ “ในเมื่อท่านเจ้าเมืองมาหาเวลานี้ สะ…แสดงว่าคงมีเรื่องสำคัญจะหารือ…”

เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะหันศีรษะไปทางประตู กดเสียงต่ำแล้วเอ่ยว่า “มีธุระอันใด”

“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ ใต้เท้าแค่ให้บ่าวมาแจ้งเท่านั้น บอกว่าต้องการเข้าพบท่านอ๋องเจ้าค่ะ”

แววปรารถนาในก้นบึ้งดวงตาของเจียงซวี่ยังมิได้ลดเลือนหายไป แต่สุดท้ายเขาก็พลิกกายลงจากเตียง จัดสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกไปเขายังโน้มตัวลงไปบีบแก้มของหมิงถานเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าน้อยๆ “รอข้าติ้งเป่ยอ๋องกลับมา”

หมิงถานกุมใบหน้าด้านขวาที่ถูกเขาบีบเอาไว้ ใช้มืออีกข้างยันเตียงลุกขึ้นนั่ง เช็ดโดนร่องรอยที่ถูกดูดเม้มบนร่างกายออกด้วยความเขินอายระคนรีบเร่งลนลาน

ด้านนอกห้อง เจียงซวี่เดินก้าวออกมาจากประตูเรือน สายตาไม่หยุดลงบนร่างของเจ้าเมืองเลยสักครั้ง เขาเพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นปราศจากความอบอุ่นว่า “ทางที่ดีเจ้าควรจะมีเรื่องเร่งด่วนอันใดจริงๆ”

เจ้าเมืองเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ถ้าหากเป็นไปได้เขาเองก็ไม่อยากจะรบกวนพญายมผู้นี้แม้แต่น้อย นี่เป็นเพราะเขามิอาจผิดใจกับสกุลซู่ได้เช่นเดียวกัน เลยทำได้เพียงหาหนทางเอาตัวรอดระหว่างสองฝั่งต่างหากเล่า

เขาค้อมกายลง เอ่ยอย่างหวาดหวั่นพรั่นพรึงว่า “ทะ…ท่านอ๋อง แม่นางชิงอวี่บอกว่าตนเองมาจากหอฮุยโหลว อยากจะขอพบท่านขอรับ”

“เรื่องแค่นี้?”

เจ้าเมืองพยักหน้าเบาๆ ด้วยสีหน้าลำบากใจ “แม่นางชิงอวี่ผู้นี้พูดอย่างไรก็ไม่ยอมไป บอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากจะหารือกับท่านอ๋อง… ผะ…ผู้น้อยเองก็ไม่รู้ว่าควรจะขัดขวางเช่นไร จึงได้แต่เชิญนางเข้ามาที่ห้องโถงขอรับ”

ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าควรจะขัดขวางเช่นไร ถ้าหากไม่รู้จริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องทำอันใดประเดี๋ยวก็มีองครักษ์ลับขวางนางกลับไปเอง แต่เพราะผู้มาเยือนอ้างนามของอวี้ป๋อจง เขาไม่อยากจะล่วงเกินสกุลซู่ ถึงได้เชิญนางเข้ามาที่ห้องโถง แล้วถึงค่อยมาเชิญเจียงซวี่ทีหลัง

เจ้าเมืองกำลังพะว้าพะวังรอคอยคำตอบจากเจียงซวี่ ทว่าด้านหลังของเจียงซวี่กลับพลันมีคนเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าแช่มช้า เอ่ยอย่างสงบราบเรียบว่า “ในเมื่อมาแล้ว ไปพบสักหน่อยจะเป็นไรไป”

เดิมทีหมิงถานเห็นว่าเจียงซวี่ทำตราประทับร่วงหล่น คิดว่าหากมีธุระสำคัญอันใดเขาก็อาจจำเป็นต้องใช้ นางจึงรีบร้อนเปลี่ยนเสื้อผ้าไล่ตามออกมา แต่นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะออกมาก็ได้ยินคำพูดนี้ของเจ้าเมืองเข้าพอดิบพอดี

ยามนี้หมิงถานถึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่นางยังโมโหอยู่เลย แต่กลับถูกใครบางคนขัดจังหวะจนลืมไปหมดสิ้น

เขาไล่หญิงสาวพวกนั้นกลับไปแล้วจริงๆ แต่ว่าแม่นางชิงอวี่ผู้นั้นเล่า ตั้งแต่ต้นจนจบเขากลับไม่ได้อธิบายเลยสักคำ ยามนี้ดียิ่ง เขาไม่ไปรับ ผู้อื่นกลับเอาตัวมาส่งถึงที่ นางอยากจะเห็นนักว่าเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมเช่นไรกันแน่

พูดจบนางก็ไม่รอให้เจียงซวี่ปริปาก รีบให้เจ้าเมืองนำทางไปทันที

ภายในห้องโถง ชิงอวี่เปลี่ยนมาสวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีฟ้าน้ำทะเล กำลังนั่งตัวตรงรอคอยอยู่ ครั้นเห็นเจ้าเมืองเดินเข้ามา นางก็ลุกขึ้น ความปีติเปรมปรีดิ์ยามหางตาเหลือบไปเห็นติ้งเป่ยอ๋องยังมิทันเอ่อล้นออกมาก็ต้องผงะอึ้งไปพักใหญ่เพราะเห็นสตรีแปลกหน้า

สตรีผู้นั้นผิวขาวผ่องปานหิมะ รูปโฉมงามล้ำดุจบุปผา นัยน์ตาใสกระจ่างฟันขาวสะอาด ก้าวฝีเท้าอย่างงดงามชดช้อย สะคราญโฉมเสียจนทำให้คนมิอาจละสายตาได้ เลอค่าราวกับเพชรนิลจินดา ละเมียดละไมคล้ายบุบสลายง่าย ชวนให้คนต้องกลั้นหายใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่กล้าจะสูดหายใจเอาตามใจชอบ

หมิงถานเองก็มองสำรวจสตรีตรงหน้าเช่นกัน สตรีผู้นี้รูปโฉมสะสวยงามงดยิ่ง แต่เหมือนว่านางจะเคยเห็นที่ใดมาก่อน ไฉนถึงได้มีความคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

หลันเฟย ฮองเฮา ไป๋หมินหมิ่น โจวจิ้งหว่าน เสิ่นฮว่า อวิ๋นอี่… ดวงหน้าโฉมงามที่คุ้นเคยหลายดวงปรากฏผ่านในหัวสมองของนาง รวมไปถึงรูปโฉมของตนยามถือคันฉ่องส่องตนเองก็หวนย้อนนึกถึงเล็กน้อยด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งสิ้น

แต่ว่าเค้าโครงหน้าตาเช่นนี้…

นางยังไม่ทันขบคิดได้คำตอบ ชิงอวี่กลับคุกเข่าดังตุ้บลงตรงหน้านาง โขกศีรษะเสียงดังก้องสามครั้ง แผ่นหลังเหยียดตรง มีความแข็งกร้าวอย่างเหมาะสมพอดิบพอดี

“บ่าวคารวะท่านอ๋อง คารวะพระชายาเพคะ”

ระหว่างทางตอนมาที่นี่ นางได้เจอกับเหล่าสหายจากหอฮุยโหลวที่ถูกส่งตัวกลับมา จึงรู้ว่าติ้งเป่ยอ๋องเดินทางมาหลิงโจวในคราวนี้ แท้ที่จริงแล้วมีพระชายาติดตามเดินทางมาด้วย เช่นนั้นคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ก็คงจะเป็นพระชายาอย่างไม่ต้องสงสัย

นางคุกเข่าลงกับพื้นแล้วเอ่ยต่อไปว่า “บ่าวรู้ตัวดีว่ามีฐานะต้อยต่ำ ไม่คู่ควรจะได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋อง แต่ว่าบ่าวถูกใต้เท้าอวี้ผู้บัญชาการกองการค้าทางทะเลบีบบังคับ ถ้าหากท่านอ๋องไม่ยอมรับตัวบ่าวไว้ บ่าว…” ต่อมานางก็โขกศีรษะไปทางหมิงถานอีกหลายที “ขอพระชายาโปรดมีเมตตารับบ่าวไว้ด้วยเถิด บ่าวยินดีเป็นวัวเป็นม้าตอบแทนบุญคุณ จะไม่ล้ำเส้นแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวแน่นอนเจ้าค่ะ”

กิริยาท่าทางเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ เหล่านั้นของหมิงถานมลายหายวับไปจนหมดสิ้น

หมิงถานกำลังใคร่ครวญว่าความรู้สึกคุ้นเคยนั้นมาจากที่ใด ชิงอวี่กลับเข้าใจผิดคิดว่าหมิงถานเริ่มสั่นคลอน จึงเล่าต่อไปว่าตนเองเติบโตอยู่ในหอฮุยโหลวมาตั้งแต่เยาว์วัยอย่างยากลำบากเพียงใด บอกให้รู้เป็นนัยๆ ว่านางอยากจะหลุดพ้นจากหอฮุยโหลว หลุดพ้นจากสกุลซู่มากเพียงใด

หมิงถานนั่งลงบนที่นั่งตำแหน่งประธาน ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูด ยามช้อนตาขึ้นกลับเหลือบไปเห็นภาพวาด ‘เทพธิดาเหนือธาราวสันต์’ ที่แขวนอยู่ตรงด้านขวาของห้องโถงเสียก่อน ในสมองเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาทันใด อยู่ๆ นางก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ ในใจสะท้านสะเทือน หันมองไปทางเจียงซวี่อย่างไม่รู้ตัว

เจียงซวี่สบตากับนางแวบหนึ่ง ถือว่าเป็นการยอมรับในสิ่งที่นางกำลังคิดอยู่ในใจอย่างกลายๆ

หมิงถานเบาใจลงเล็กน้อย วางหินก้อนยักษ์ที่กดทับในหัวใจลง นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มครึ่งอึกอย่างสุภาพสง่างาม แล้วถึงค่อยหันไปมองชิงอวี่ที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น

นางเอ่ยด้วยเสียงละมุนว่า “แม่นางชิงอวี่อยากออกมาจากหอฮุยโหลวหรือ”

“เจ้าค่ะ” ชิงอวี่ขานตอบอย่างไม่มีความลังเลใจแม้แต่กระผีกริ้น

ไม่ง่ายเลยกว่าชิงอวี่จะโน้มน้าวอวี้ป๋อจงให้นางมาลองดูก่อนสักครั้งได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม นางจะต้องช่วงชิงโอกาสที่จะได้อยู่ข้างกายติ้งเป่ยอ๋องให้ได้ ถึงแม้จะต้องข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง* ยอมล่วงเกินสกุลซู่ก็ตามที

หมิงถานนิ่งขบคิดแล้วเอ่ยว่า “จวนอ๋องไม่ใช่ที่หลบภัย หากใครๆ มาขอร้องก็รับตัวไว้หมด เช่นนั้นจวนอ๋องก็คงจะเบียดเสียดจนไม่มีที่ยืนแล้ว แต่ว่าแม่นางชิงอวี่รูปโฉมถูกชะตาข้าไม่น้อย ถ้าอยากออกมาจากหอฮุยโหลวจริงๆ ข้าก็จะช่วยเจ้าสักครั้ง”

ชิงอวี่สะกดจิตใจที่กำลังพลุ่งพล่านเอาไว้ ใบหน้าแสดงออกมาแต่ความซาบซึ้งตื้นตันใจเท่านั้น ครั้นแล้วก็รีบโขกศีรษะขอบคุณทันที

เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด นางเดิมพันถูกจริงๆ คุณหนูเปราะบางที่ไม่เคยลำบากลำบนเหล่านี้ล้วนใจอ่อนกันทั้งสิ้น หากคิดจะเข้าปะทะหาเรื่องด้วย มิสู้กดท่าทีให้ดูต่ำต้อยที่สุด เรียกร้องขอความสงสารยังจะดีเสียกว่า

ทว่าหมิงถานกลับยกมือขึ้นปรามไว้ “แม่นางชิงอวี่ไม่จำเป็นต้องรีบขอบคุณไป ข้าสามารถช่วยเจ้าให้ออกมาจากหอฮุยโหลวและช่วยรับรองว่าใต้เท้าอวี้จะไม่มาหาเรื่องเจ้าเพราะเหตุนี้ได้ แต่ว่าความถูกชะตาก็จะสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้เช่นกัน เมื่อเจ้าออกมาจากหอฮุยโหลวแล้ว ภายภาคหน้าจะยากดีมีจน จะมั่งคั่งร่ำรวย ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับตัวแม่นางเอง แน่นอนว่าจะไปจากหอฮุยโหลวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแม่นางเช่นกัน”

ความหมายคือ พระชายาสามารถช่วยให้ข้าออกมาจากหอฮุยโหลวได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้าเข้าจวนติ้งเป่ยอ๋อง? ชิงอวี่เงยหน้าขึ้น สบเข้ากับสายตานุ่มละมุนของหมิงถาน

“พระชายา บ่าว…”

“แม่นางชิงอวี่ไม่ต้องรีบร้อนตอบ ข้าให้เวลาเจ้าขบคิดให้ดีๆ หนึ่งวัน พรุ่งนี้ก่อนตะวันตกดิน ถ้าหากเจ้าอยากไปจากหอฮุยโหลว ก็จะมีคนช่วยจัดการให้เจ้า”

ชิงอวี่นิ่งเงียบเบื้อใบ้ไปชั่วขณะ อดหันมองไปทางเจียงซวี่มิได้ หวังว่าเขาจะช่วยพูดแทนนางสักประโยค

ก่อนหน้านี้ยามอยู่ที่หอฮุยโหลว ติ้งเป่ยอ๋องผู้นี้มองนางมากกว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด นั่นพิสูจน์ให้เห็นว่าอย่างน้อยเขาก็มิใช่ว่าไม่สนอกสนใจอันใดนางเลย สรุปแล้วระหว่างนี้มันเกิดข้อผิดพลาดขึ้นตรงที่ใดกันแน่

 

* คำว่า ‘กินน้ำส้ม’ หมายถึงอาการหึงหวง

* ประหารก่อนค่อยกราบทูล อุปมาถึงการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่ใดให้ลุล่วงไปก่อน แล้วจึงค่อยรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชาทีหลัง

* กฎหมายการหย่าของจีนในสมัยโบราณ เรียกว่า ‘เจ็ดออกสามไม่ไป’ คือเหตุแห่งการหย่าเจ็ดข้อ ได้แก่ ไม่กตัญญูต่อบิดามารดา ไม่มีทายาท คบชู้สู่ชาย ริษยาหึงหวง เป็นโรคร้าย ปากมากช่างนินทา ลักขโมย โดยหากมีเหตุหนึ่งข้อก็สามารถหย่าได้ แต่ถ้าภรรยาตรงตามข้อใดข้อหนึ่งในเหตุที่ไม่อาจหย่าสามข้อ ได้แก่ ไม่มีบ้านเดิมให้กลับ ไว้ทุกข์บิดามารดาสามีครบสามปี หรือแต่งงานกันตั้งแต่สามียังยากจนภายหลังร่ำรวยขึ้นมา สามีจะไม่สามารถหย่าภรรยาได้

* ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง เป็นสำนวน หมายถึงหลังจากบรรลุจุดประสงค์ของตัวเองแล้วก็ละทิ้งผู้ที่เคยช่วยเหลือตัวเอง

 

 

(ติดตามต่อได้ในฉบับเต็มเดือนเมษายน 66)

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: