X
    Categories: With Loveคล้องหัวใจไว้ด้วย (ปั๊ก) รักทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน คล้องหัวใจไว้ด้วย (ปั๊ก) รัก บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 3 ครั้งเดียวก็เกินพอ

ไม่ผิดจากที่คิด…ผู้ชายสายแฟชั่นคนที่ทาตัวด้วยน้ำมันและอวดความแข็งแกร่งเหมือนวัวคนนี้ก็คือฉู่จิงหง สิ่งที่เห็นทำให้สวีเจ้าอิ่งซึ่งเพิ่งพูดเล่นไปต้องรีบหุบปากฉับ เพราะต่อให้รูปร่างของฉู่จิงหงจะดีจริง แต่เธอก็ยังคงชมเขาไม่ลง

แต่เมิ่งเทียนเทียนกลับไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกตินั้น เธอมองไปที่หน้าฉาก “นั่นมันแหงอยู่แล้ว ไม่เก่งจริงจะมาขึ้นปกนิตยสารของฉันได้ไง หนุ่มมองโกเลียในมีเสน่ห์และมีอารมณ์ขัน เมื่อกี้ตอนมาถึงก็ไปหัวเราะคิกคักกับพวกสาวๆ ของที่นี่ โปรยเสน่ห์จนพวกสาวๆ หลงกันไปหมดแล้ว”

เมิ่งเทียนเทียนพูดเองเออเอง พอเห็นว่าสวีเจ้าอิ่งไม่พูดอะไรตอบกลับมาเลยหันมามอง จึงเห็นสวีเจ้าอิ่งกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือ

“เธอ! พูดอะไรบ้างสิ ปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวเหมือนคนบ้าอยู่ตั้งนานสองนาน”

สวีเจ้าอิ่งจึงวางโทรศัพท์มือถือลง กระแอมเบาๆ สองครั้ง แล้วลดเสียงพูดให้เบาลง “ครั้งก่อนเธอได้อ่านเอกสารสละสิทธิ์การเลี้ยงดูพีพีแล้วหรือยัง”

“ยังอ่ะ เอกสารของสมาคมคุ้มครองสัตว์เลี้ยงมีเป็นภูเขา ฉันจะไปอ่านทุกฉบับได้ยังไง ทำไมเหรอ เอกสารมีปัญหาอะไร”

สวีเจ้าอิ่งพยักพเยิดให้เมิ่งเทียนเทียนมองตาม เมิ่งเทียนเทียนหันไปมองฉู่จิงหงแล้วทำตาโต ก่อนจะหันมากระซิบกับสวีเจ้าอิ่งทีละคำ “หรือว่า…เขาคือ…คน…ทิ้ง…หมา?!”

เธอไม่พูดอะไร ทำเพียงยกถ้วยชาในมือขึ้นดื่ม เมิ่งเทียนเทียนทำเสียงจิ๊จ๊ะคล้ายไม่พอใจ “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ที่แท้ก็ไว้ใจผู้ชายมากไม่ได้ แอ๊บเก่งกันเหลือเกินนะ เธอดูสิ เขาหน้าตาสดใส นิสัยเปิดเผย โหงวเฮ้งเป็นคนดีมีน้ำใจ เก่งจริง! เก่งจัง! ฉันไม่มีทางเอาคนแบบนี้มาขึ้นปกนิตยสารเด็ดขาด”

ไม่มีคนทำงานอยู่ตรงนั้นคนไหนสังเกตเห็นการกระซิบกระซาบของสองสาว ตากล้องยังคงทำงานตามปกติ แต่สีหน้าท่าทางของเมิ่งเทียนเทียนกลับเริ่มแสดงอาการรำคาญใจ

“เฉิงจยาโหย่วน่าจะรู้เรื่องนี้แล้วใช่ไหม”

สวีเจ้าอิ่งผงกศีรษะ “ใช่ ฉู่จิงหงเคยเอาพีพีไปเลี้ยงสองวัน แต่ไม่โอเค”

เมิ่งเทียนเทียนทำเสียงจิ๊จ๊ะอีก “มิน่า คนเขาถึงพูดกันว่าผู้ชายทำงานใหญ่ได้ดีกว่า ตลอดบ่ายวันนี้เฉิงจยาโหย่วไม่ยอมเล่า ‘เรื่องบัดซบ’ พวกนั้นให้ฉันฟังเลย แถมยังมาช่วยงานตั้งนาน ถ้าเป็นฉันคงได้ฉีกหน้าเขาไปตั้งแต่ต้นแล้ว”

“เธออย่าแสดงออกเยอะสิ หมอนั่นอยู่คอนโดฯ เดียวกับฉันนะ ฉันกลัวเขาจะตามมาคิดบัญชี”

เมิ่งเทียนเทียนขำพรืด “สวีเจ้าอิ่งจ๋า สวีเจ้าอิ่ง เธอก็กลัวเป็นด้วยเหรอ”

สวีเจ้าอิ่งมองค้อนเพื่อนสนิทแต่ไม่โต้ตอบ คนแบบเธอหรือจะกลัวเขา เธอก็แค่หวาดผวากับการตามตื๊อแบบเอาเป็นเอาตายของฉู่จิงหงต่างหากเล่า

ด้วยการเร่งงานของเมิ่งเทียนเทียนทำให้ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เก็บงานทั้งหมดได้ ฉู่จิงหงเดินมาหาเฉิงจยาโหย่วเพื่อดูภาพถ่ายของตัวเองด้วยรอยยิ้ม เมิ่งเทียนเทียนจึงเดินเข้าไปตบไหล่เฉิงจยาโหย่วเบาๆ “รีบเข้าๆ หิวจนปวดท้องแล้วเนี่ย”

“เอ๊ะ! นั่นมัน ผอ. สวีไม่ใช่เหรอครับ”

แม้สวีเจ้าอิ่งจะพยายามหลบอยู่ด้านหลังอย่างเต็มที่ แต่ก็ถูกฉู่จิงหงเห็นเข้าจนได้ สวีเจ้าอิ่งจึงจำเป็นต้องผงกศีรษะให้ฉู่จิงหงที่สวมเพียงผ้าเตี่ยวเอาไว้ด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน

ฉู่จิงหงโพสท่าเบ่งกล้าม โชว์กล้ามเนื้อให้สวีเจ้าอิ่งดูอย่างภาคภูมิใจ หญิงสาวมองผิวมันวาวด้วยน้ำมันนั่นแล้วกระแอมออกมา

“บ.ก. เมิ่งครับ เดี๋ยววันนี้ผมเป็นเจ้ามือเอง เราไปกินปิ้งย่างที่ร้านบ้านฟาร์มกันนะครับ!” ฉู่จิงหงเลิกเล่นแล้วหันมาพูดกับเมิ่งเทียนเทียน

เมิ่งเทียนเทียนบิดขี้เกียจก่อนจะตอบรับ “ก็ดีค่ะ ในเมื่อคุณมีความจริงใจขนาดนี้จะปฏิเสธได้ยังไง”

ฉู่จิงหงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่สวีเจ้าอิ่งกลับรู้สึกหัวสมองพองโต เธอกระตุกแขนเสื้อของเมิ่งเทียนเทียน พูดเสียงลอดไรฟัน “ไหนบอกว่าวันนี้จะให้ฉันเลี้ยง ทำไมไปกินกับเขาได้ล่ะ”

เมิ่งเทียนเทียนส่งสายตาให้สวีเจ้าอิ่ง “เรื่องของพีพีทำให้พวกเราต้องวุ่นกันตั้งนาน ไปถล่มเขาแค่สิบมื้อยี่สิบมื้อไม่ถือว่าเกินไปหรอกน่า อีกอย่างนะ วันนี้ฉันยังต้องสั่งสอนเขาด้วย”

แต่สวีเจ้าอิ่งอยากกินอาหารดีๆ เธอไม่อยากทนกลิ่นสาบของเนื้อแกะที่ตลบอบอวลอยู่เต็มร้าน แต่ก็จนใจจะค้านเพราะเมิ่งเทียนเทียนกับเฉิงจยาโหย่วไม่ยอมออกความเห็น ทำให้เธอต้องจำใจปล่อยเลยตามเลย

ฉู่จิงหงเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจคนหนึ่ง เพราะ ‘บ้านฟาร์ม’ นั้นได้รับความนิยมตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้ว่าธุรกิจกลางคืนในเซี่ยงไฮ้จะเงียบเหงาแค่ไหน แต่ร้านบ้านฟาร์มกลับคึกคักสว่างไสว ดูท่าฉู่จิงหงจะโทรมาบอกก่อน ผู้จัดการร้านจึงเตรียมห้องส่วนตัวไว้ให้หนึ่งห้อง ห้องส่วนตัวห้องนี้เป็นห้องเดียวกับที่ฉู่จิงหงใช้ถ่ายรายการครั้งก่อน ถึงวันนั้นสวีเจ้าอิ่งจะเมามาก แต่พอสร่างเมาเธอก็จำวีรกรรมของตัวเองได้แม่นยำ มานึกถึงอีกทีตอนนี้ก็รู้สึกอับอายจริงๆ ทว่าหญิงสาวก็ยังคงฝืนทำหน้าหนาเข้าไปนั่งในห้อง

นั่งได้ไม่ถึงห้านาทีอาหารปิ้งย่างก็ถูกนำมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ฉู่จิงหงกล่าวเปิดงาน “ทุกคนทำงานเหนื่อยกันแล้ว เชิญทานกันให้เต็มที่นะครับ”

เมิ่งเทียนเทียนหยิบเนื้อแกะเสียบไม้ขึ้นมา “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะเถ้าแก่ฉู่”

เพื่อนสนิทของเธอไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย ด้านเฉิงจยาโหย่วยังคงนิ่ง ส่วนสวีเจ้าอิ่งก็ได้แต่นั่งบื้อใบ้อยู่ตรงนั้นจนเมิ่งเทียนเทียนต้องใช้ศอกกระทุ้งเธอ “รีบกินสิ”

“ผอ. สวีไม่ทานเนื้อแกะ อีกเดี๋ยวจะมีหม้อเล็กให้ต่างหากครับ”

ไม่ต้องรอให้สวีเจ้าอิ่งพูด ฉู่จิงหงก็ชิงอธิบายขึ้นมาเสียก่อน เมิ่งเทียนเทียนตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “ฉันกินเพลินไปหน่อยก็เลยลืมไปเลย เถ้าแก่ฉู่นี่ใช้ได้ เอาใจใส่ดีจริงๆ”

ระหว่างที่คุยกันหม้อเล็กของสวีเจ้าอิ่งที่ชายหนุ่มเจ้าของร้านบอกไว้ก็มาเสิร์ฟ มันเป็นหม้อดินเผาแบบแบนที่มีผักย่างกับเนื้อชิ้นเล็ก ในหม้อดินเผาร้อนจัดมีมะเขือเทศฝานสีสันสวยงาม ดูน่ารับประทานมาก สวีเจ้าอิ่งรู้สึกหิวมากจึงไม่ได้ปฏิเสธ เธอกินเข้าไปคำโตอย่างเงียบๆ

เฉิงจยาโหย่วรินน้ำให้สวีเจ้าอิ่งโดยไม่เอ่ยคำใดแล้วเลื่อนมาตรงหน้าเธอ สวีเจ้าอิ่งยิ้มพลางกล่าวคำขอบคุณ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดอัลบั้มรูปถ่ายก่อนเลื่อนภาพให้สวีเจ้าอิ่งดู “นี่เป็นรูปที่ผมถ่ายให้พีพีเมื่อสองวันก่อนครับ น่ารักไหม”

สวีเจ้าอิ่งดูไปได้แค่สองภาพ โทรศัพท์มือถือก็ถูกเมิ่งเทียนเทียนแย่งไป

“คิดไม่ถึงว่าเจ้าตัวเล็กจะขึ้นกล้อง คราวหน้าฉันทำโปรเจ็กต์สัตว์เลี้ยงกับสุภาพบุรุษสักปักษ์ดีกว่า เอาหนุ่มๆ คนรักสัตว์ทั้งเมืองมารวมตัวกันทำประชาสัมพันธ์ เอ๋? ฉันนึกออกแล้ว เถ้าแก่ฉู่คะ ดูเหมือนฉันจะเคยเห็นชื่อคุณมาก่อนนะ”

ฉู่จิงหงกะพริบตาปริบๆ พยายามนึกว่าตัวเองเคยไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมิ่งเทียนเทียนตอนไหนอย่างหนัก

เมิ่งเทียนเทียนเคาะศีรษะตัวเองเบาๆ “เออ จริงด้วย เห็นในเอกสารสละสิทธิ์การเลี้ยงดูนี่เอง” หญิงสาวเห็นฉู่จิงหงทำหน้างุนงงก็อธิบายเพิ่ม “ฉันเป็นอาสาสมัครของสมาคมคุ้มครองสัตว์เลี้ยงประจำเซี่ยงไฮ้ค่ะ คุณเคย…ทิ้งสัตว์หรือเปล่าคะ”

สวีเจ้าอิ่งรู้ว่าเมิ่งเทียนเทียนกำลังสำแดงความเป็นคนจริงของตัวเองออกมาแล้ว กับเรื่องที่ขัดหูขัดตาแล้วนั้นเธอไม่มีทางยอมปล่อยให้ลากยาวไปถึงสองวันเด็ดขาด ที่พูดออกมาแบบนี้ก็เพื่อจะด่ากันให้เห็นๆ

ฉู่จิงหงมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง “บ.ก. เมิ่งรับงานหลายจ็อบจริงๆ แฮะ ยุ่งขนาดนี้ยังอุตส่าห์จำชื่อของคนตัวเล็กๆ แบบผมได้อีก”

“ไม่ใช่ว่าฉันจำคุณได้หรอกค่ะ แต่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ที่กว้างใหญ่นี่ มีคนที่เซ็นเอกสารสละสิทธิ์การเลี้ยงดูอยู่แค่ไม่กี่คน เรื่องดีไม่เคยแพร่งพรายออกนอกบ้าน เรื่องร้ายกลับกระจายไปไกลนับพันลี้* ฉันเลยจำคนทิ้งสัตว์เลี้ยงได้ฝังหัว”

“เรื่องนี้…ผมจำเป็นน่ะครับ สรุปคือต้องขอขอบคุณผู้จัดการเฉิงกับ ผอ. สวี ถ้าไม่มีผู้จัดการเฉิง ผมกับพีพีคงต้องติดแหง็กอยู่ด้วยกัน ผู้จัดการเฉิงครับ…ผมขอดื่มคารวะคุณหนึ่งแก้ว” จบคำฉู่จิงหงก็รินเหล้าหนึ่งแก้วเต็มๆ เลื่อนไปตรงหน้าเฉิงจยาโหย่ว “ผมหมดแก้ว ส่วนคุณเชิญตามสบายเลย”

ฉู่จิงหงกระดกรวดเดียวหมดแก้ว เฉิงจยาโหย่วไม่พูดอะไร ทำเพียงจิบเล็กน้อยแล้ววางแก้วลง “ต้องขออภัยเถ้าแก่ฉู่ พอดีวันนี้ผมขับรถเลยไม่สะดวกจะดื่มเหล้า”

เจ้าของร้านบ้านฟาร์มส่งเสียงหัวเราะฮ่าๆ ไม่มีท่าทีถือสาหาความ ซ้ำยังเชิญชวนให้ทุกคนกินอาหาร คอยดูแลนั่นนี่ เพราะกลัวว่าเมิ่งเทียนเทียนจะดึงเรื่องพีพีมาใส่ตัวเขาอีก

ฉู่จิงหงรินเหล้าให้เมิ่งเทียนเทียนเต็มแก้วแล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “บ.ก. เมิ่งครับ นิตยสารปักษ์นี้ของคุณจะวางแผงเดือนไหนเหรอ”

เมิ่งเทียนเทียนกำลังแทะขาไก่อยู่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “ทางเรายังไม่ทราบแน่นอนว่าจะได้วางแผงเมื่อไหร่ เถ้าแก่ฉู่สนใจงานแบบมือสมัครเล่นพวกนี้ด้วยหรือคะ”

“ผมเป็นแค่คนทำธุรกิจคนหนึ่ง การได้ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นของคุณทำให้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก และเท่ากับว่านี่เป็นโอกาสในการโปรโมตร้านบ้านฟาร์มอีกทางหนึ่งด้วยครับ”

“เอาไว้ได้วันแน่ๆ แล้วฉันจะบอกค่ะ เถ้าแก่ฉู่คะ คุณยังมีคดีทิ้งสัตว์เลี้ยงอยู่นะ พูดกันจริงๆ นี่เป็นรอยด่างที่จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก ถึงคนทั่วไปจะรู้สึกว่าก็แค่สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง แต่มันมีประเด็นเรื่องความรับผิดชอบด้วย คุณทำธุรกิจแล้วไม่ต้องมีความรับผิดชอบงั้นเหรอคะ นักธุรกิจคนอื่นเขายังช่วยเหลือสัตว์ แต่คุณกลับทิ้งพวกมัน หากเอาคุณขึ้นปกนิตยสารแล้วมีคนขุดเรื่องนี้ขึ้นมา มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมเหรอคะ”

เมิ่งเทียนเทียนพยายามไล่ต้อน ด้านฉู่จิงหงก็มีท่าทีร้อนใจจนเผลอนั่งลงข้างเธอ “ไม่เอาน่า บ.ก. เมิ่ง ถึงผมจะเซ็นเอกสารสละสิทธิ์การเลี้ยงดู แต่ผมไม่เคยทารุณเจ้าตัวเล็กเลยสักนิด ผมเป็นแค่ผู้ชายน่าสงสารที่กลัวสัตว์หน้าขนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำบุญน้อยไปกว่าคนอื่นเลย เรื่องเอาใจใส่คนแก่ ดูแลสิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือสังคม ผมไม่เคยขาดตกบกพร่องนะ”

เมิ่งเทียนเทียนทำเป็นไม่ใส่ใจคำแก้ตัวของเขา เธอไม่ยอมให้คำตอบที่แน่นอนแก่ฉู่จิงหงง่ายๆ ผ่านไปสักพัก บ.ก. สาว เฉิงจยาโหย่ว และสวีเจ้าอิ่งก็รวมตัวกันถกเรื่องสมาคมคุ้มครองสัตว์เลี้ยงประจำเซี่ยงไฮ้ พวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนานโดยที่ฉู่จิงหงพูดแทรกไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งอยู่ข้างๆ อย่างรำคาญใจ กว่าอาหารมื้อนี้จะสิ้นสุดก็ตอนสี่ทุ่ม หากไม่นับเรื่องของฉู่จิงหงที่ไปวางโตค่าอาหารมา มื้อนี้ก็ถือว่าได้ให้ความบันเทิงอย่างเต็มที่

เฉิงจยาโหย่วเปิดประตูรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับพลางพูดกับสวีเจ้าอิ่ง “เจ้าอิ่ง งั้นผมไปส่งคุณก่อนนะ”

“ฉันกลับเองได้ค่ะ เพราะฉันกับเมิ่งเทียนเทียนไปทางเดียวกัน พวกคุณไปกันก่อนเถอะ”

“แต่มันดึกแล้ว คุณเป็นผู้หญิงอยู่ข้างนอกคนเดียว ผมไม่ไว้ใจ อีกอย่างมันก็ไม่ไกลด้วย ไว้ส่งคุณเสร็จแล้วผมจะกลับพร้อมเมิ่งเทียนเทียนเอง”

“ผู้จัดการเฉิงจะยุ่งยากไปทำไมครับ เดี๋ยวผมไปส่ง ผอ. สวีเองก็ได้ พวกเราสองคนอยู่คอนโดฯ เดียวกัน แถมยังอยู่ตึกเดียวกันอีก ผมเป็นแชปเปอโรน* ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว” ฉู่จิงหงที่เพิ่งบอกลากันในร้านเมื่อครู่พุ่งตัวออกมาจากร้าน

ถึงจะเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่ร้านบ้านฟาร์มยังคงมีลูกค้าเข้าออกอย่างต่อเนื่อง เฉิงจยาโหย่วยิ้ม “คุณไม่อยู่ดูร้านเหรอครับ”

“ผมมีร้านหลายสาขา ต้องดูเองที่ไหนล่ะครับ มีผู้จัดการอยู่แล้ว ต่อให้ผมไม่มาก็ไม่เป็นไร พวกคุณรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ รับรองว่าผมจะต้องไปส่ง ผอ. สวีกลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน”

ระหว่างที่กำลังคุยกันสวีเจ้าอิ่งก็ถูกฉู่จิงหงคว้าตัวเดินออกไปไกลลิบ

เฉิงจยาโหย่วขับรถตามไป เขาลดกระจกรถลงเพื่อพูดกับสวีเจ้าอิ่ง “ให้ผมไปส่งคุณดีกว่า”

“พวกคุณรีบไปเถอะ อีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว” สวีเจ้าอิ่งไม่อยากทำให้เฉิงจยาโหย่วต้องวุ่นวายจึงบอกปัดไป

ถึงเฉิงจยาโหย่วจะไม่ไว้ใจร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่ในเมื่อสวีเจ้าอิ่งพูดแบบนี้ เขาก็ย่อมต้องตามใจเธอ

สวีเจ้าอิ่งตัวเล็กแรงน้อย ยิ่งมาอยู่ข้างๆ ฉู่จิงหงยิ่งทำให้เธอเหมือนลูกนกที่ถูกจับขาไว้ หลังเดินออกจากร้านมาไกลมากแล้ว สวีเจ้าอิ่งถึงค่อยเดินได้มั่นคงขึ้น หญิงสาวสะบัดตัวออกจากพันธนาการของฉู่จิงหงอย่างรังเกียจ

“คุณนี่มันพิลึกจริง! ฉันกับคุณไม่ได้สนิทกัน แต่คุณกลับชอบทำตัวเป็นเพื่อนแสนดี ทำเอาฉันงงไปหมดแล้วนะ”

“ถึงคุณจะไม่เห็นผมเป็นเพื่อน แต่ผมเห็นว่าคุณเป็นเพื่อนเสมอนะ” ฉู่จิงหงยักไหล่

ผู้ชายมองโกเลียในเป็นแบบนี้กันหมดหรือไง สวีเจ้าอิ่งไม่เคยรู้จักกับหนุ่มมองโกเลียในคนอื่นๆ แต่แค่คนนี้คนเดียวก็ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ชายชาวมองโกเลียในใจเธอถูกตัดคะแนนไปเยอะแล้ว เพราะเขาทั้งเถื่อน ทั้งห่าม หลงตัวเอง หยิ่งยโส แถมมั่นใจในตัวเองแบบหน้ามืดตามัว แล้วยังมีน้ำจิตน้ำใจแบบเว่อร์วัง ชวนให้คิดว่าในสมองของเขามีเส้นอะไรหายไปสักเส้นหรือเปล่า

สวีเจ้าอิ่งสูดลมหายใจเข้าปอดหลายครั้ง พยายามสงบสติอารมณ์ลง ไม่รู้เพราะอะไรทั้งๆ ที่ฉู่จิงหงไม่ได้ยั่วโทสะอะไรเธอ แต่เธอก็กลับรู้สึกขัดหูขัดตาเขาไม่น้อย อาจเป็นเพราะอคติที่มีมาตั้งแต่ตอนแรกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอเจอเข้าหลายครั้งมันก็เลยกลายเป็นความผิดติดตัวของชายหนุ่มไป จนตอนนี้ฉู่จิงหงก็ยังไม่สามารถแก้ไขภาพลักษณ์ของเขาได้อีก

บนถนนสายนี้มีคนและรถผ่านน้อย บนฟุตปาธจึงมีแต่เสียงฝีเท้าของพวกเขาสองคน ฉู่จิงหงกระแอมเบาๆ ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งแขนสวีเจ้าอิ่งแล้วยื่นหน้ามาพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายไม่แน่ใจ “คือ…คุณช่วยคุยกับ บ.ก. เมิ่ง…ให้ผมหน่อยได้ไหม”

สวีเจ้าอิ่งปรายตามองฉู่จิงหง “ถ้าวิธีคุยใช้ได้ผล ทุกคนก็คุยได้หมดแล้วสิ”

“ทำอะไรไม่ได้เลย…จริงๆ เหรอ”

สวีเจ้าอิ่งมองเงาของตัวเองใต้ดวงไฟ พูดเสียงงึมงำ “ลูกผู้ชายทำอะไรต้องทำอย่างเปิดเผย ลองว่าเมิ่งเทียนเทียนพูดแบบนี้คุณก็น่าจะเข้าใจดีว่าภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก”

ฉู่จิงหงเกาศีรษะ ท่าทีดูหนักใจพร้อมบ่นงึมงำกับตัวเอง “อืม ช่างเถอะๆ”

ดูท่าฉู่จิงหงจะยังอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ดูไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรมาก บนท้องถนนที่มีผู้คนบางตา อากาศหนาวจัด สวีเจ้าอิ่งพูดขึ้นเบาๆ “ของบางอย่างถ้ามันเป็นของคุณ มันก็เป็นของคุณ แต่ถ้าหากไม่ใช่ ต่อให้คุณใช้กำลังไปแย่งเอามาก็ไม่มีประโยชน์อะไร”

“เรื่องนี้ผมรู้…เพียงแต่คิดว่าถ้าได้ขึ้นปกก็จะได้ส่งนิตยสารกลับไปให้แม่ที่บ้านดู แม่จะได้เลิกว่าผมทำอะไรไม่บอกอยู่ข้างนอกสักที”

สวีเจ้าอิ่งไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หญิงสาวแอบพิจารณาฉู่จิงหงอยู่เงียบๆ เวลาเขาพูดแบบนี้เธอมักจะรู้สึกปวดแปลบใจนิดๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เธอคุ้นเคยดี เพราะมันคือความรู้สึกที่เธออุตส่าห์ใกล้จะลืมมันได้แล้ว และไม่อยากให้ใครมาพูดถึงมันอีก

โชคดีที่ระยะทางไม่ไกลมาก พวกเขาใช้เวลาเดินแค่สิบกว่านาทีก็ถึงหน้าประตูคอนโดฯ แล้ว ทั้งคู่เดินไปขึ้นลิฟต์ในลักษณะคนหนึ่งเดินนำหน้า อีกคนเดินตามหลัง และเหมือนอย่างที่เคยคือสวีเจ้าอิ่งถึงก่อน แต่ครั้งนี้พอหญิงสาวเดินออกจากลิฟต์ ฉู่จิงหงกลับเดินตามออกมาด้วย

สวีเจ้าอิ่งเอ่ยถามเขาอย่างระแวดระวัง “ยังมีเรื่องอะไรอีกล่ะ”

ฉู่จิงหงหัวเราะ “ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรหรอก ผมแค่อยากถามคุณว่าคุณซื้อซอสขวดที่ให้ผมครั้งก่อนมาจากที่ไหนเหรอ ผมเห็นว่ามันใกล้จะหมดแล้วน่ะ”

สวีเจ้าอิ่งถามด้วยน้ำเสียงตกอกตกใจ “เพิ่งจะกี่วันเอง?! คุณกินเก่งขนาดนี้เชียว?”

“เปล่าสักหน่อย คือวันนั้นพอผมกลับถึงบ้านก็ลองเอาไปใส่บะหมี่เนื้อแกะนิดนึง คิดไม่ถึงว่าซอสนี่จะช่วยเพิ่มรสชาติให้ได้เยอะเลย! พอผมเอาไปเทสต์กับบะหมี่เนื้อแกะก็มีลูกค้ากลับมาสั่งซ้ำแบบคาดไม่ถึงอีก แต่ผมมีซอสอยู่แค่ขวดเดียวก็เลยต้องจำกัดจำนวนไว้ที่วันละห้าชาม คุณพอจะบอกผมได้หรือเปล่าว่าซื้อซอสนี่มาจากที่ไหน หรือคุณมีอีกไหม ผมขอ…ซื้อต่อสักหลายๆ ขวดเอามาไว้แก้ขัดก่อนได้ไหม”

ฉู่จิงหงยิ้มประจบ แต่สวีเจ้าอิ่งกลับโบกมือไปมาอย่างอับจนหนทาง “ขอโทษที มีน่ะมี แต่มีแค่ขวดเดียว ฉันยังต้องกินอีก คุณหาซื้อไม่ได้หรอก เพราะพ่อฉันเป็นคนทำ”

พูดจบสวีเจ้าอิ่งก็ปิดประตูพาตัวเองหายเข้าไปในห้อง หญิงสาวเกาะประตูดูตาแมวอยู่นาน เห็นฉู่จิงหงเดินจากไปด้วยสีหน้าผิดหวัง จนเขาเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วเธอถึงค่อยไปอาบน้ำขึ้นเตียงได้อย่างสบายใจ

หญิงสาวเพิ่งจะนอนบนเตียงได้สิบนาทีก็ได้รับสายจากเฉิงจยาโหย่ว

“ถึงบ้านโดยปลอดภัยไหมครับ”

“ค่ะ”

เหมือนเสียงตอบอย่างหนักแน่นของเธอจะทำให้เฉิงจยาโหย่วโล่งอก

“ผู้ชายคนนั้นห้าใหญ่สามหนา ขาดการอบรม ผมล่ะกลัวว่าเขาจะทำร้ายคุณเลยคอยตามอยู่ห่างๆ ไม่กล้าไปไหนไกล”

หัวใจของสวีเจ้าอิ่งเต้นตึกๆ เพราะคิดไม่ถึงว่าเฉิงจยาโหย่วจะทำแบบนี้ ในใจทั้งรู้สึกอบอุ่น ทั้งรู้สึกเขินอาย “ไม่เป็นไรค่ะ เขากินฉันไม่ได้หรอก คุณคงไม่ได้ปล่อยเมิ่งเทียนเทียนกลับไปก่อนหรอกนะคะ”

“ผมให้เขาขับรถผมกลับไปก่อน”

หัวใจของสวีเจ้าอิ่งเต้นตึกๆ อีกครั้ง หญิงสาวถามขึ้น “แล้วคุณล่ะคะ”

“ผมเรียกแท็กซี่แถวคอนโดฯ คุณน่ะ คอยอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้”

เฉิงจยาโหย่วไม่ได้โกหก เพราะในสายสวีเจ้าอิ่งยังได้ยินเสียงเขาบอกทางให้คนขับรถ

“จยาโหย่ว ต่อไปคุณอย่าทำแบบนี้อีกนะ ฉันโตแล้ว รู้ว่าต้องดูแลตัวเองยังไง อีกอย่าง…ฉันกลัวตัวเองจะเป็นภาระของคนอื่นที่สุด”

เฉิงจยาโหย่วที่อยู่ในสายหัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน “ในสายตาผมคุณไม่ใช่ ผอ. สวี แต่เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง คุณไม่ใช่ภาระครับ…แต่เป็นคนที่ผมยินดีดูแล”

สวีเจ้าอิ่งลูบแก้มตัวเองพบว่ามันค่อนข้างร้อนผะผ่าว เธอกล่าวต่ออีกว่า “แต่คราวหน้าไม่ต้องทำแบบนี้อีกจริงๆ”

“ผมรับประกันว่าจะไม่มีครั้งหน้าครับ เพราะครั้งหน้าไม่ว่าคุณจะยอมหรือไม่ยอม ผมก็จะไปส่งคุณด้วยตัวเอง”

สวีเจ้าอิ่งหัวเราะคิกคักเหมือนคนโง่ แม้เฉิงจยาโหย่วจะเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีและคบง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หลังจากที่เธอกับเฉิงจยาโหย่วตรงไปตรงมาต่อกัน ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไป คล้ายว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมากมายอีก

“เจ้าอิ่ง…ผมมีเรื่องอยากถามคุณ…แต่กลัวว่าคุณจะไม่โอเค”

น้อยครั้งมากที่เฉิงจยาโหย่วจะพูดจาตะกุกตะกักแบบนี้ สวีเจ้าอิ่งจึงตอบกลับไป “ถามมาได้เลยค่ะ”

“อันที่จริงวันนี้ผมค่อนข้างจิตตก เพราะผมไม่รู้ว่าคุณมีของที่ไม่ชอบกิน ในขณะที่ฉู่จิงหงรู้มากกว่าผม”

“จยาโหย่ว พวกเรายังรู้จักกันไม่เยอะนัก การจะเข้าใจซึ่งกันและกันมันต้องใช้เวลา คุณไม่เห็นต้องจิตตกอะไรเลยนี่คะ”

อารมณ์ขุ่นข้องหมองใจของเฉิงจยาโหย่วเริ่มคลายลง เขาพูดต่อ “จู่ๆ วันนี้ผมก็มีความคิดแบบเด็กๆ ว่าอยากย้ายไปอยู่คอนโดฯ เดียวกับคุณ จะได้มีโอกาสดูแลและทำความรู้จักกันให้มากขึ้น”

“ไม่ต้องเลย!…ไม่จำเป็นจริงๆ”

“คุณรังเกียจผมเหรอ”

“เอิ่ม…ไม่ใช่” สวีเจ้าอิ่งหัวเราะ “คอนโดฯ ฉันไม่สบายเท่าไหร่ คาดว่าคงย้ายออกเร็วๆ นี้ คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลา เสียเงินหรอก”

ความใส่ใจที่เฉิงจยาโหย่วมีต่อสวีเจ้าอิ่งกินเวลาถึงยี่สิบนาทีเต็มๆ แต่แทนที่จะเรียกว่าความใส่ใจ ไม่สู้เรียกว่าความกังวลจะดีกว่า และคนที่ทำให้เขากังวลคือฉู่จิงหงผู้เปรียบเสมือนแมงเม่าที่บินมาตอมตาของเฉิงจยาโหย่ว ไม่มองก็ไม่ได้

หลังวางสาย สวีเจ้าอิ่งก็รีบเข้านอน นานแล้วที่ไม่มีผู้ชายมาใส่ใจห่วงใยเธอ การที่จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมาเข้าหาแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกพอใจมาก แต่อาจเพราะวัยที่มากขึ้นของตัวเอง แม้ว่าเธอจะรู้สึกชอบ แต่ก็รู้สึกเหนื่อยนิดๆ ในเวลาเดียวกันด้วย ก่อนสวีเจ้าอิ่งจะปิดเครื่องก็เห็นแจ้งเตือนขอเป็นเพื่อนอยู่ในกล่องข้อความ ยูสเซอร์เนมให้ความรู้สึกชวนฝันว่า ‘ต้นหญ้าแสนงาม’ แต่พอเห็นว่าภาพโพรไฟล์เป็นฉู่จิงหง เธอก็รีบปิดเครื่อง เข้านอนอย่างรวดเร็วเพื่อให้หลุดพ้นจากเขา

 

เช้าวันต่อมาสวีเจ้าอิ่งตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่เพราะอยากหนีหน้าฉู่จิงหง แต่โชคไม่ดีเอามากๆ ที่ตอนอยู่ตรงป้ายรถเมล์บนถนน มองไปก็เจอฉู่จิงหงที่สวมดาวน์แจ็กเก็ตสีแดงสดที่เห็นได้แต่ไกล เห็นได้ชัดว่าฉู่จิงหงมาคอยเธออยู่ ฉู่จิงหงโบกมือโบกไม้ให้สวีเจ้าอิ่งแรงๆ ใบหน้าชื่นมื่นยินดี สวีเจ้าอิ่งกลอกตาเพราะไม่เข้าใจเลยว่าเขาจะอารมณ์ดีอะไรนักหนา

“บังเอิญจัง! พวกเราเจอกันอีกแล้ว”

สวีเจ้าอิ่งไม่โต้ตอบอะไร

“ดูสิ เมื่อก่อนตอนยังไม่ได้รู้จักกัน เราก็ไม่เคยจะเจอหน้ากันเลย แต่ตอนนี้พอรู้จักกันแล้วกลับได้เจอกันทุกวัน แบบนี้ใช่ไหมที่โบราณเขาเรียกว่า ‘โชคชะตา’ ”

สวีเจ้าอิ่งยังคงเงียบ

“ผมคอยคุณอยู่ทั้งคืนเลยนะ แต่คุณยังไม่ได้รับผมเป็นเพื่อนเลยอ่ะ”

สวีเจ้าอิ่งนิ่งเป็นไก่ไม้

“คุณพูดอะไรหน่อยได้ไหม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองพูดไม่หยุด ส่วนคุณกลายเป็นท่อนไม้ไปแล้ว”

ครั้งนี้เองที่สวีเจ้าอิ่งมีปฏิกิริยาขึ้นมา เธอแค่นเสียงเอ่ยถามเขา “คุณอยากให้ฉันพูดอะไร”

ฉู่จิงหงหัวเราะหึๆ “พูดว่าพ่อคุณอยู่ที่ไหน ผมจะได้ไปหาคุณพ่อไง”

สวีเจ้าอิ่งตัวสั่น ถอยกรูดไปหลายก้าวเพื่อเว้นระยะห่างจากฉู่จิงหงหลายเมตร เธอทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่เขา “เถ้าแก่ฉู่คะ! คุณช่วยสงวนท่าทีหน่อยได้ไหม เพื่อซอสขวดเดียวถึงกับเรียกพ่อคนอื่นว่าคุณพ่อแบบส่งเดชเลยเหรอ”

แม้สวีเจ้าอิ่งจะพูดจาไม่น่าฟัง แต่ฉู่จิงหงกลับไม่ถือสา ชายหนุ่มยังคงหัวเราะหึๆ ได้อยู่ “คุณช่วยผมตั้งหลายครั้ง ผมย่อมต้องเห็นคุณเป็นเพื่อน พ่อเพื่อนก็คือพ่อผม ง่ายๆ แค่นี้เอง ผมจะคิดให้ซับซ้อนไปทำไม ทำอย่างกับผมคิดไม่ดีกับคุณอย่างนั้นแหละ”

“ก็เห็นๆ อยู่ว่าคุณคิดไม่ดีกับฉัน เพราะอยากได้ซอสหนึ่งขวด”

สวีเจ้าอิ่งก้าวเดินเร็วๆ แต่ฉู่จิงหงยังวิ่งเหยาะๆ ตามมา เขาใช้มือทั้งสองข้างจับแขนสวีเจ้าอิ่งเอาไว้ พยายามอ้อนวอนอย่างไม่ยอมแพ้ “เห็นไหม คุณพูดจาไม่น่าฟังอีกแล้ว”

สวีเจ้าอิ่งตัวสั่น หนังศีรษะชาหนึบ การที่ผู้ชายล่ำบึ้กอย่างฉู่จิงหงมาทำเสียงอ้อนใส่แบบนี้ มันเกินจะรับไหวจริงๆ

“คุณรีบปล่อยฉันเลยนะ! นี่มันกลางถนนแท้ๆ ยังจะมายื้อยุดฉุดกระชากกันทำไม อายเขาตาย”

“งั้นคุณก็โทรบอกคุณพ่อให้หน่อยสิว่าผมอยากไปเยี่ยมท่านผู้อาวุโส ฝีมือการทำซอสของคุณพ่อเด็ดดวงมาก จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้ ผมอยากขอเรียนวิชาจากท่าน”

ฉู่จิงหงเฝ้าตื๊อจนถึงหน้าประตูโรงพยาบาลสัตว์ นางพยาบาลกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลเห็น ผอ. สวีของพวกเขายื้อยุดอยู่กับชายร่างสูงใหญ่เหมือนม้าคนหนึ่งแล้วก็งง ยืนจับกลุ่มเม้าท์กันอยู่ที่ข้างประตูว่าตกลงฉู่จิงหงกำลังมีปัญหา หรือเขากำลังตามจีบ ผอ. สวีกันแน่

สวีเจ้าอิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูโรงพยาบาลเห็นการชี้ชวนให้มองดูเธอกับชายหนุ่มของคนอื่นๆ ก็โกรธจนต้องกัดฟัน

“ฉู่จิงหง! ฉันจะบอกคุณให้นะว่าชาตินี้คุณอย่าหวังว่าจะได้เจอพ่อฉันเลย”

ฉู่จิงหงชะงักก่อนจะเอ่ยถาม “ทำไมล่ะ”

“เพราะฉันตัดขาดกับเขาไปแล้ว!”

ทันทีที่ฉู่จิงหงคลายมือออก สวีเจ้าอิ่งก็สลัดตัวจนหลุดออกจากอุ้งมือของเขาทันที ฉู่จิงหงมองสวีเจ้าอิ่งที่วิ่งเหยาะๆ เข้าประตูใหญ่ของโรงพยาบาลไป ลูบตอหนวดบางๆ ที่ปลายคางของตนแล้วพูดลอยๆ “คงไม่น่าเศร้าขนาดนั้นหรอกมั้ง…”

 

ถ้าสวีเจ้าอิ่งไม่เห็นดอกไม้ที่เฉิงจยาโหย่วส่งมาให้แต่เช้า อารมณ์ในเช้าวันนี้ของเธอต้องแย่มากแน่ๆ คำพูดคลุมเครือของเฉิงจยาโหย่วเมื่อวานทำให้วันนี้สวีเจ้าอิ่งต้องขบคิดอย่างจริงจังว่าบางทีเธอน่าจะย้ายที่อยู่ได้แล้ว เพราะถ้าย้ายไปแล้วหูก็จะได้โล่งขึ้น และการได้อยู่ห่างจากคนช่างตื๊อคนนี้ก็จะทำให้ชีวิตของเธอกลับมาเป็นสุขได้อีก

ยังดีที่งานยุ่งๆ ทำให้สมองของเธอไม่ว่าง และความยุ่งก็ยังทำให้เธอลืมความไม่พอใจทั้งหมดไปได้ด้วย เวลาผ่านไปแบบอึมครึมเป็นระยะเวลาหลายวัน ฉู่จิงหงไม่ได้มาหาเธออีก คิดว่าคงเป็นเพราะเธอปฏิเสธเขาไปแบบสิ้นเยื่อขาดใย ทำให้เขาไม่กล้ามาวอแวด้วยอีก

สวีเจ้าอิ่งได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเป็นเวลาหลายวัน เผลอแป๊บเดียวก็เย็นแล้ว วันนี้เธอเห็นเฉิงจยาโหย่วโผล่มาพร้อมกับพีพี

“ผู้จัดการเฉิงงานยุ่งตลอด ทำไมวันนี้ถึงมีเวลามาได้ล่ะคะ”

เฉิงจยาโหย่วเผยท่าทางอ่อนล้าออกมา “ยุ่งมากจริงๆ ครับ ช่วงนี้ทางธนาคารมอบหมายงานสำคัญมาให้ก็เลยยุ่งจนเท้าแทบไม่แตะพื้น แต่ดูเหมือนพีพีจะป่วยครับ ผมสังเกตดูหลายวันแล้วเห็นท่าไม่ค่อยดีก็เลยถือโอกาสที่วันนี้ไม่ต้องทำโอทีรีบพามันมาให้คุณดู”

สวีเจ้าอิ่งสังเกตเห็นพีพีที่มีท่าทีซึมๆ มาตั้งแต่เฉิงจยาโหย่วเข้าประตูมา หญิงสาวจึงรีบเข้าไปตรวจเช็ก แต่ก็พบว่าพีพีไม่ได้เจ็บป่วยอะไร

“ตามปกติ เวลาอยู่บ้านมันก็เป็นแบบนี้เหรอคะ”

น้ำเสียงของเฉิงจยาโหย่วบอกถึงความละอายใจ “อันที่จริง…ผมผิดเองที่ไม่มีเวลาอยู่เป็นเพื่อนพีพีเท่าไหร่ ช่วงยุ่งๆ ก็ไม่ได้กลับบ้านตอนกลางวัน และพอเลิกงานกลับไปก็ต้องรีบพามันลงจากคอนโดฯ ไปทำธุระ เล่นกันสักสิบกว่านาทีก็ต้องกลับขึ้นตึก ค่ำผมต้องเขียนรายงาน กว่าจะเสร็จพีพีก็หลับไปแล้ว”

ฟังจากที่เฉิงจยาโหย่วเล่าแล้ว สวีเจ้าอิ่งก็พอจะทำความเข้าใจได้คร่าวๆ ว่าพีพีคงเป็นโรคเบื่อบ้าน สุนัขมีนิสัยร่าเริงเหมือนเด็กอายุหกเจ็ดขวบ การให้เด็กหกขวบอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ว่าใครก็ต้องซึมทั้งนั้น

“ฝากพีพีไว้ที่ฉันสักสองสามวันก่อนก็ได้ค่ะ รอให้คุณทำงานเสร็จแล้ว มีเวลาค่อยมาเล่นกับมันและรับมันกลับไป เวลาของฉันมีความยืดหยุ่น ดูแลมันได้ดีกว่า”

เฉิงจยาโหย่วเม้มริมฝีปาก ยิ้มเขินๆ “พีพีต้องแวะเวียนมาที่นี่บ่อยๆ มันคงรู้สึกไม่ดีเอามากๆ แน่ๆ ใช่ไหมครับ”

“สัตว์ที่ถูกทอดทิ้งจะมีแผลในใจค่ะ พวกมันมีความรู้สึก ไม่ได้โง่เขลาไร้หัวใจ ให้มันไว้ใจคุณและยอมรับว่าคุณเป็นคนในครอบครัวของมันแล้ว ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ”

สวีเจ้าอิ่งเพิ่งจะพูดจบ พนักงานรักษาความปลอดภัยก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามารายงานด้วยสีหน้าร้อนใจ “ผอ. ครับ คนนั้นมาอีกแล้วครับ!”

สีหน้าของ รปภ. ทำให้สวีเจ้าอิ่งมึนงงไปเล็กน้อย เธอมองไปทางประตู ที่แท้ก็เป็นคนที่เธอไม่อยากเจอนั่นเอง

ฉู่จิงหงหอบดอกลิลลี่ช่อใหญ่เดินอาดๆ เข้ามา ทันทีที่เห็นสวีเจ้าอิ่ง ชายหนุ่มก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วเหมือนดาวตก ทำราวกับว่ารอบตัวไม่มีใคร

“ผอ. สวี ผมขอมอบดอกไม้นี้ให้คุณครับ”

น้ำเสียงของฉู่จิงหงสดใส ดอกไม้ช่อนั้นก็สะดุดตามาก ซ้ำมันยังถูกยื่นมาตรงหน้าสวีเจ้าอิ่งอีก

“กุหลาบแดงคือตัวแทนความรักอันเร่าร้อนของผม ลิลลี่ขาวคาซาบลังก้าเปรียบได้กับความสูงส่งของ ผอ. สวี”

สวีเจ้าอิ่งตัดบทฉู่จิงหงด้วยการถาม “คุณจะบอกอะไรกันแน่”

ฉู่จิงหงกะพริบตามองสวีเจ้าอิ่งตาละห้อย “คุณก็รู้นี่…ยังต้องให้ผมพูดอีกเหรอ”

หญิงสาวต้องยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นเพื่อระงับอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัว จังหวะนี้เองที่ฉู่จิงหงยัดเยียดดอกไม้เข้ามาในอ้อมแขนเธอ กลิ่นดอกไม้หอมฟุ้ง สวีเจ้าอิ่งนิ่วหน้าก่อนจะวางดอกไม้ไว้บนเคาน์เตอร์ ไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ

ในสายตาของเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาลสัตว์แห่งนี้ สวีเจ้าอิ่งเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่งและทั้งมีเสน่ห์ แต่การที่มีคนมาตามจีบเธออย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต้องมองหญิงสาวใหม่อีกครั้ง เพราะในที่สุดต้นไม้เหล็กพันปีก็ออกดอก ซ้ำยังออกทีเดียวตั้งหลายดอก เวลานี้ภายในโรงพยาบาลสัตว์ไม่มีลูกค้ามาคอยรับบริการ บรรยากาศจึงยิ่งนิ่งเงียบ สายตาทุกคู่หันมามองที่พวกเขาสองคน

ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วน เสียงสุนัขร้องงี้ดง้าดก็ดังขึ้นมาช่วยชีวิต เสียงนั้นทำลายความเงียบลงและตามมาด้วยอาการขวัญหนีดีฝ่อของฉู่จิงหง

“ช่วยด้วย!”

ยังไม่ทันขาดคำ ฉู่จิงหงก็เผ่นหลบไปอยู่ด้านหลังของสวีเจ้าอิ่ง พีพีพุ่งตัวออกมาจากห้องตรวจ เผ่นโผนมาอยู่ที่ขาของฉู่จิงหง แล้วการเล่นไล่จับก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

สวีเจ้าอิ่งนวดขมับที่ปวดตุบๆ พูดเสียงเฉียบขาด “เลิกเหยียบโซฟาตัวใหม่ของฉันได้แล้ว! ราคาตั้งหลายหมื่น!!”

“ก็ผมกลัว”

เสียงของฉู่จิงหงสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่พีพีกลับกระดิกหางขอให้เขาอุ้ม ดวงตาของมันเป็นประกายอย่างสุขใจ รอคอยให้ฉู่จิงหงก้าวลงจากโซฟาเพื่อมาเล่นกับมัน

“คุณฉู่ครับ ผมขอเสียมารยาทถามคุณอีกครั้งว่าตกลงคุณมาทำอะไรที่นี่กันแน่ หรือจะมาหาเรื่อง?” เฉิงจยาโหย่วทนดูต่อไปไม่ไหวจึงต้องเปิดปากถาม

ได้ยินเฉิงจยาโหย่วพูดแบบนี้ฉู่จิงหงก็รู้สึกเสียหน้า ชายหนุ่มรวบรวมความกล้า สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ท่องคำว่า ‘อามิตาภพุทธ’ ในใจสามรอบแล้วค่อยๆ ลงมาจากโซฟา พีพีที่กำลังตื่นเต้นรีบวิ่งเข้ามาพันแข้งพันขาฉู่จิงหงทันที

“คำบางคำพูดออกไปแล้วอาจไม่ค่อยดีและเหมือนมีอะไร แต่ดอกไม้งามคู่คนงาม ใครดูก็รู้ว่าผมหมายความว่าอะไร”

เฉิงจยาโหย่วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “เถ้าแก่ฉู่เล่นใหญ่จริงๆ ขนาดมอบดอกไม้ยังต้องให้สาธารณชนรับรู้ ทำเอาไก่บินสุนัขกระโดด”

ฉู่จิงหงรับรู้ได้ถึงความเป็นอริที่ส่งมาจากอีกฝ่าย แต่เขาไม่สนใจ ชายหนุ่มเอ่ยถาม “แต่ไหนแต่ไรมาผมก็เป็นคนทำอะไรเปิดเผย ไม่ว่าจะทำอะไรต้องให้แจ่มแจ้งอยู่แล้ว”

เฉิงจยาโหย่วรู้จักฉู่จิงหง เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกกระจอก และไม่ได้มีเจตนามาชิงดีชิงเด่นกับเขา แม้จะยังมีคำพูดอีกหลายประโยคอัดอั้นอยู่ในท้อง ทว่ามีสายเข้าจากทางธนาคารมาเบนความสนใจของเขาไป

“เจ้าอิ่ง ผมไปก่อนนะ ที่ธนาคารมีประชุมตรวจสอบ ส่วนพีพี…”

“วางใจเถอะค่ะ ฉันจะเล่นกับพีพีสักสองวัน”

คอยจนเฉิงจยาโหย่วออกนอกประตูไป ฉู่จิงหงถึงพูดด้วยสีหน้าตื่นๆ “ผอ. สวี พวกเราต้องติดอยู่กับเจ้าหมาไปอีกพักหนึ่งเหรอ?! ผมเริ่มจะคันขึ้นมาแล้วนะ ไม่เชื่อคุณดูสิ เนี่ย ผื่นขึ้นด้วย”

เขาพูดพลางยื่นแขนล่ำๆ มาตรงหน้าสวีเจ้าอิ่งเพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้พูดโกหก

สวีเจ้าอิ่งมองแค่แวบเดียวก็ไม่ยอมมองอีก เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายผื่นขึ้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอ หญิงสาวปัดมือของฉู่จิงหง พูดด้วยน้ำเสียงไม่เกรงใจ “จยาโหย่วพูดถูก คุณมาหาเรื่องจริงๆ โรงพยาบาลของฉันให้ความสำคัญกับสัตว์เป็นอันดับหนึ่ง ความต้องการของคนเป็นเรื่องรอง หากคุณรับไม่ได้ก็อย่าวิ่งมาที่นี่อีก”

“ก็แบบนี้มันถึงจะแสดงให้เห็นความจริงใจที่ผมมีได้นี่”

กับคนไม่มีฟอร์มอย่างฉู่จิงหงแล้ว สวีเจ้าอิ่งไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำยังไงกับเขาดี “ฉันรู้ว่าคุณคิดอะไร แต่ฉันบอกชัดเจนแล้วนะว่าคุณไม่มีทางได้สูตรซอสหรอก และฉันคงช่วยอะไรไม่ได้ด้วย หรือต่อให้ฉันช่วยได้ ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะช่วยคุณ ฉันยังมีผ่าตัดอีกสามเคส เชิญคุณตามสบาย”

หลังสวีเจ้าอิ่งหายตัวเข้าไปหลังประตูห้องปฏิบัติการ ฉู่จิงหงเท้าคางยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ ตามองจ้องประตูนิ่งๆ อยู่นานก่อนจะถามเจ้าหน้าที่พยาบาลตรงเคาน์เตอร์เสียงงึมงำ “ผอ. ของพวกคุณนี่เย็นชา ไร้หัวใจจริงๆ ไม่มีวิธีละลายภูเขาน้ำแข็งอย่างเธอเลยเหรอ”

ฉู่จิงหงถามท่าทางจริงจัง แต่พยาบาลกลับรีบหนีไปไกลเพราะไม่อยากตอบคำถามกับคนที่เคยสร้างวีรกรรมในโรงพยาบาลของพวกเขา ดังนั้นมีปฏิสัมพันธ์กันให้น้อยหน่อยจะดีกว่า

กว่าสวีเจ้าอิ่งจะผ่าตัดเสร็จ ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดแล้ว และเนื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว เธอจึงให้เพื่อนร่วมงานที่บ้านอยู่ไกลสามารถลางานได้ ทำให้ตอนนี้มีผู้ช่วยไม่พอ งานผ่าตัดบางเคสเธอจึงต้องลงมือเอง แม้จะเป็นการผ่าตัดเล็กๆ แต่พอต้องทำเองหลายๆ เคส เธอก็เริ่มรู้สึกหมดแรง

สวีเจ้าอิ่งจูงพีพีเดินออกจากโรงพยาบาล เพราะใกล้เข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศจึงเริ่มอบอุ่นขึ้น ถึงจะยังมีลมพัดหวีดหวิว แต่ก็ไม่ได้หนาวเสียดกระดูกเหมือนเมื่อก่อน พีพีส่งเสียงงี้ดง้าด ท่าทางหงอยเหงาซึมเซา สวีเจ้าอิ่งถอนหายใจแล้วอุ้มมันขึ้นมา พีพีซุกหน้าเข้าหาวงแขนเธอด้วยท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ ดูเหมือนกำลังจิตตก

ถึงเซี่ยงไฮ้จะดีแค่ไหน แต่มันมักจะให้ความรู้สึกเหน็บหนาว สวีเจ้าอิ่งคิดว่าความหนาวนี้น่าจะมาจากส่วนลึกของจิตใจเธอด้วย พูดตามตรงคือสวีเจ้าอิ่งเป็นคนขี้เหงา แต่เธอก็ไม่ค่อยชอบเข้าร่วมงานสังสรรค์ มักจะอยู่ที่บ้านคนเดียวทั้งวันเพื่อนอนหลับ อ่านหนังสือ จมอยู่ในโลกของตัวเอง นานวันเข้าต่อให้เป็นเมิ่งเทียนเทียนที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด ระหว่างเธอกับเพื่อนก็ยังมีระยะห่างกันอยู่ไม่น้อย

เดินไปได้ราวสิบกว่านาที พีพีที่เดิมอยู่นิ่งๆ ก็กลับผงกหัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน มันส่งเสียงร้องงี้ดง้าด ขาทั้งสี่ข้างตะกายตัวก่อนจะพุ่งออกไป สวีเจ้าอิ่งไม่ทันเตรียมใจไว้จึงทำให้พีพีหลุดจากอ้อมแขนร่วงลงไปที่พื้น มันตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นวิ่งตรงไปที่ป้ายรถเมล์

สวีเจ้าอิ่งไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วรีบตามมันไป เธอไล่ตามจนมาถึงป้ายรถเมล์ พอระยะห่างกับป้ายรถเมล์เหลือเพียงห้าเมตรสวีเจ้าอิ่งก็ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง จริงด้วย…พีพีจะมีปฏิกิริยาแบบนี้เฉพาะเวลาที่เห็นเขา มันเป็นภาพที่น่าขำเหมือนกับที่ผ่านๆ มา พีพีวางขาหน้าลงบนรองเท้าของฉู่จิงหง แลบลิ้นพลางกระดิกหาง ในขณะที่ฉู่จิงหงเขย่งตัวหนี กอดป้ายรถประจำทางแน่น กลั้นหายใจจนหน้าแดงก่ำ

“ครั้งนี้ไม่ร้องช่วยด้วย นับว่ามีพัฒนาการขึ้นนะ” สวีเจ้าอิ่งมองอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่ยอมให้ความช่วยเหลือใดๆ

“เพื่อทำให้คุณอารมณ์ดี ผมจำเป็นต้องกล้าหาญเพราะต้องการสิ่งตอบแทนน่ะ” ฉู่จิงหงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มองพีพี พยายามส่งยิ้มดูเหมือนมีอารมณ์ขันแบบสบายๆ ให้กับหญิงสาว แต่รอยยิ้มฝืนๆ นั้นกลับดูค่อนข้างปั้นยาก

สวีเจ้าอิ่งอุ้มพีพีขึ้นมาอีกครั้ง เธอดีดศีรษะของพีพีพลางกล่าว “สมองแกพังไปแล้วเหรอไง ใครไม่เห็นแกอยู่ในสายตา ใครรักแกจริงก็แยกแยะไม่ได้ อายุขัยของหมาสั้น ยิ่งต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีสิ!”

ฉู่จิงหงไม่พูดอะไร เขาทำเพียงเดินตามหลังสวีเจ้าอิ่งโดยทิ้งระยะห่างประมาณสองถึงสามเมตร

“ตอนเด็กๆ คุณต้องเป็นพวกจะเอาอะไรแล้วต้องเอาให้ได้แน่ๆ”

ท่ามกลางอากาศเหน็บหนาว คำพูดของสวีเจ้าอิ่งลอยไปกระทบโสตประสาทของฉู่จิงหง เขารีบก้าวขึ้นมาดักหน้าหญิงสาว ชายหนุ่มเอ่ยถาม “พูดแบบนี้หมายความว่าอะไร”

“คุณเก่งเรื่องตื๊อที่สุด พออยากได้อะไรเป็นเกาะติดไม่ยอมปล่อยจนคนเขาต้องยอมแพ้ ให้สิ่งที่คุณต้องการน่ะสิ”

ฉู่จิงหงทำท่าเขิน ส่งเสียงหัวเราะหึๆ “คุณพูดตรงจนผมไปไม่เป็นเลย”

“ฉันอยากพูดแบบนี้มานานแล้ว แต่คุณตัวใหญ่ล่ำบึ้กแบบนี้ เกิดต่อยฉันเข้าสักหมัด คงไม่แคล้วว่าฉันหาเรื่องใส่ตัว”

“ผมจะทำแบบนั้นได้ไง ผมอยากจะเอาใจคุณมากกว่า”

พีพีที่อยู่ในอ้อมแขนของสวีเจ้าอิ่งยังคงไม่ยอมอยู่นิ่ง มันยื่นหน้าไปหาฉู่จิงหงอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกาย

“ตกลงคุณมีแผนอะไร? แค่ซอสกระปุกเดียวต้องพาตัวเองมาทรมานทุกวันเชียวเหรอ”

เมื่อสวีเจ้าอิ่งเปิดประเด็น ฉู่จิงหงจึงยอมแย้มพราย “มันไม่ใช่แค่ซอสกระปุกเดียว แต่เป็นเงินขาวๆ สองวันนี้มีลูกค้าย้อนกลับมาสั่งบะหมี่เนื้อแกะตลอด เพื่อรักษามาตรฐานรสชาติให้สม่ำเสมอ ผมไม่มีทางอื่นนอกจากยอมเสิร์ฟบะหมี่เนื้อแกะใส่ซอส”

“เห็นแก่เงินจริงๆ”

“การหาเงินคือความสุข ผอ. สวีก็เป็นนักธุรกิจ น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้นี่”

ฉู่จิงหงพูดด้วยท่าทางอินจัด แต่สวีเจ้าอิ่งไม่อยากฟัง “ฉันไม่ได้คิดจะอยากหาเงินมากเท่าคุณ”

“ผอ. สวี คุณลองคิดดูสิ แค่ซอสกระปุกเดียวเองน่า กินคนเดียวไม่อร่อยเท่ากินกันหลายๆ คนหรอกนะ ผมจะออกค่าใช้จ่ายให้”

สวีเจ้าอิ่งแค่นเสียงหัวเราะ “คุณหาเงินเก่งอยู่แล้ว ฉันมองไม่เห็นความจริงใจของคุณเลย”

“คุณอยากจะบอกอะไรกันแน่ ผมยอมทุ่มสุดตัวเลยนะเอ้า!”

“รับเลี้ยงพีพี…คุณทำได้ไหม”

เมื่อเผชิญหน้ากับแววตาท้าทายของสวีเจ้าอิ่ง ฉู่จิงหงก็พูดไม่ออก จะให้เขาพูดอะไรได้อีก ก็ในเมื่อนี่เป็นจุดอ่อนของตัวเขาเอง

สวีเจ้าอิ่งเดินนำเข้าประตูคอนโดฯ ไปโดยที่ฉู่จิงหงไม่ได้ตามมาด้วย

 

(ติดตามต่อได้ในฉบับเต็มวันที่ 30 มี.ค. 64)

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: