X
    Categories: ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ บทที่ 5-บทที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 5

บ้าเสียจริง!

เนี่ยชิงหลวนอยากทำมือเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่สุภาพให้เนี่ยหยวนหวา

ไม่ให้นางแต่งกับฉินชิงนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่จะให้นางแต่งกับคนที่มีอนุภรรยาเป็นโขยง เห็นทีต้องคัดค้านเต็มที่

ชาติที่แล้วนางคงไปขุดสุสานบรรพบุรุษของเนี่ยหยวนหวา นางผู้นี้จึงได้ตามรังควานตนไม่เลิกเช่นนี้

สีหน้ากรุ่นโกรธของเนี่ยชิงหลวนทำให้เนี่ยหยวนหวาคิดไปว่านางคงจะรักชอบฉินชิงจริงๆ จึงยิ่งมุ่งมั่นให้เนี่ยชิงหลวนกับฉินชิงร้าวฉานกันให้ได้

เนี่ยหยวนหวายิ้มอย่างผู้มีชัย

พอเห็นนางเดินจากไปแล้ว ผีผาที่อยู่ข้างๆ ก็กระตุกแขนเสื้อเนี่ยชิงหลวนพลางกระซิบว่า “คุณหนู รักษากิริยา รักษากิริยาด้วยเจ้าค่ะ”

รักษากิริยามารดาเจ้าสิ!

เนี่ยชิงหลวนโกรธจนแทบอยากจะปรี่เข้าไปทุบเนี่ยหยวนหวาให้กระอัก

ผีผารีบออกปากเตือนสติ “คุณหนู ที่นี่เป็นวังหลวง ขืนทำอะไรแล้วคนมาเห็นเข้า ท่านจะไม่อาจรักษาศีรษะตนเองไว้ได้นะเจ้าคะ”

เนี่ยชิงหลวนที่ยังอยากรักษาศีรษะของตนไว้จึงยอมถอย

นางก็รักตัวกลัวตายอยู่เหมือนกัน อันว่าคนเราต่อให้ตายดีก็ไม่สู้มีชีวิตอยู่ แม้ต้องอยู่อย่างขาดๆ เกินๆ ไปบ้างก็เถอะ

เนี่ยชิงหลวนที่มีชีวิตขาดๆ เกินๆ จึงหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมอันโดดเดี่ยวด้วยความไม่สบอารมณ์

ชีวิตที่ต้องถูกผู้อื่นมาควบคุม ซ้ำยังคอยบงการ ช่างเป็นชีวิตที่ย่ำแย่ยิ่งนัก

ยิ่งไปกว่านั้นคนที่คอยควบคุมและบงการผู้นี้กลับมีความแค้นต่อนาง เป็นหญิงสารเลวที่อยากจะให้นางใช้ชีวิตทุกห้วงขณะจิตอย่างทุกข์ระทมหม่นหมอง

เวลานี้ผีผาก็กระตุกชายแขนเสื้อของนางพอดี

เนี่ยชิงหลวนจึงพูดอย่างไม่ค่อยพอใจ “ข้าก็หลบอยู่ตรงนี้ไม่พูดไม่ขยับเขยื้อนแล้วอย่างไรเล่า ยังรักษากิริยาไม่ดีพออีกรึ”

ผีผาตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะคุณหนู ข้าแค่จะบอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาแล้ว”

ในที่สุดฮ่องเต้หลงอันตี้ผู้เป็นจุดรวมความสนใจของงานเลี้ยงพระญาติในครั้งนี้ก็มาถึงจนได้

ฮ่องเต้หลงอันตี้มีพระชนมพรรษากว่าห้าสิบแล้ว อาจเพราะต้องหมกมุ่นหาทางสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มอำนาจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พระพักตร์จึงดูหย่อนคล้อยเกินอายุไปบ้าง

แม้จะเป็นเช่นนี้ พอทุกคนในอุทยานได้เห็นพระองค์ก็ยังพากันคุกเข่าคำนับ เปล่งเสียงถวายพระพรให้ทรงพระเจริญนับหมื่นปี

เนี่ยชิงหลวนคิด ดูจากหน้าตาของฮ่องเต้หลงอันตี้ในตอนนี้ ร้องอวยพรให้ทรงพระเจริญนับร้อยปีก็ยังเป็นไปได้ยาก แต่คนตั้งมากมายกลับยังหลับหูหลับตาถวายพระพรให้ทรงพระเจริญถึงหมื่นปี

หลงอันตี้นั่งลงแล้วยกมือขวาขึ้นโบก สีหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มดูมีเมตตาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสนิทชิดเชื้อว่า “เหล่าขุนนางที่รักทั้งหลายโปรดลุกขึ้น ในเมื่อเป็นงานกินเลี้ยงในครอบครัว เช่นนั้นก็ไม่ต้องมากพิธีแบ่งแยกเจ้านายกับขุนนาง ว่าไปแล้วทุกคนก็ล้วนเป็นญาติพี่น้อง เชิญตามสบายเถอะ”

แม้ฮ่องเต้จะกล่าวว่าให้ทำตัวตามสบาย แต่ใครเล่าจะรู้ว่าพระองค์คิดเช่นนี้จากใจจริงหรือเพียงเอ่ยไปอย่างนั้น ในอุทยานจึงไม่มีใครกล้าทำตัวตามพระประสงค์เลยสักคน

ฮ่องเต้หลงอันตี้วางตัวสนิทสนมอย่างเป็นมิตร ด้วยอยากจะสนทนาถามไถ่ทุกข์สุขกับเหล่าพระราชวงศ์ในอุทยานเพื่อเพิ่มพูนความรักใคร่ผูกพันระหว่างกัน แต่น่าเสียดาย ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นไม่กล้าปล่อยตัวตามสบายและพูดคุยถามไถ่อย่างสนิทสนมกันจริงๆ ถ้อยคำที่พูดจายังแฝงนัยประจบประแจงฮ่องเต้หลงอันตี้ทั้งอย่างโจ่งแจ้งและแอบแฝง

ครู่หนึ่งก็เห็นเสนาบดีกรมทหารลุกขึ้น

บุตรีคนโตของเสนาบดีกรมทหารคือพระชายาซูเฟยของฮ่องเต้หลงอันตี้ ดังนั้นหากจะว่ากันตามจริงแล้ว เขานับว่าเป็นพระสัสสุระของฮ่องเต้หลงอันตี้นั่นเอง

แต่พระสัสสุระผู้นี้ไม่กล้าทำตัวโอ้อวด ยังคงเป็นฝ่ายยืนขึ้นและคำนับฮ่องเต้หลงอันตี้อย่างพินอบพิเทา จากนั้นจึงหยิบฎีกาออกมาจากชายแขนเสื้อ ร้องบอกทรงพระเจริญนับหมื่นปีก่อนเริ่มอ่านฎีกา

เนื้อหาในฎีกาสั้นกระชับ เพียงรายงานว่าเมื่อเดือนก่อนจั่วหลิงแม่ทัพแดนพายัพได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ สังหารศัตรูไปเท่าใด จับกุมเชลยได้มากเท่าใด

แต่เนื้อหาเกินครึ่ง เสนาบดีกรมทหารมุ่งกล่าวสรรเสริญพระบรมเดชานุภาพและพระเมตตาอันเปี่ยมล้นของฮ่องเต้หลงอันตี้

แม้เขาทูลจบแล้วแต่ยังไม่จบสิ้น ยังมีคนกลุ่มใหญ่ลุกขึ้นมา แย่งกันฉวยโอกาสกล่าวคำสรรเสริญเยินยอพระอัจฉริยภาพและความห้าวหาญของฮ่องเต้หลงอันตี้ว่าทรงเก่งกาจสุขุมคัมภีรภาพเพียงใด ราวกับว่าชัยชนะที่ได้รับในแดนพายัพไม่ได้มาจากความสามารถในการสั่งการของแม่ทัพจั่วหลิง แต่เป็นเพราะพระบารมีของฮ่องเต้หลงอันตี้ซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองหลวงคอยปกแผ่ไปทั่วหล้า ทำให้พวกชาวหูตกใจปัสสาวะเล็ดจนต้องหนีกลับบ้านเกิดไป

ต่อให้หลงอันตี้จิตใจบริสุทธิ์สูงส่งสักเพียงใด เมื่อฟังผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้พากันเยินยอได้สักพักก็ยังเคลิบเคลิ้มจนถึงกับลูบเคราพลางอมยิ้ม คิดแล้วเพลิดเพลินเจริญใจยิ่งนัก

ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีใครเอ่ยถึงคุณูปการของจั่วหลิงแม้แต่ผู้เดียว

อันที่จริงหากเอ่ยถึงแม่ทัพแดนพายัพนามว่าจั่วหลิงผู้นี้ จำต้องบอกว่าฮ่องเต้หลงอันตี้กับบิดาของเขาไม่ลงรอยกัน

ฮ่องเต้หลงอันตี้เป็นฮ่องเต้พระองค์ที่สามของราชวงศ์ต้าจิ้น ในตอนนั้นพระอัยกาของพระองค์กับปู่ของจั่วหลิงร่วมมือกันต่อสู้ช่วงชิงแผ่นดินในช่วงกลียุคจนได้ครอบครองต้าจิ้น หลังพระอัยกาของฮ่องเต้หลงอันตี้ได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ จึงอวยยศปู่ของจั่วหลิงขึ้นเป็นจิ้นอ๋องด้วย

การแต่งตั้งให้เป็นอ๋องโดยพระราชทานยศด้วยชื่อของราชวงศ์ ชี้ให้เห็นว่าพระอัยกาของฮ่องเต้หลงอันตี้ให้ความสำคัญกับปู่ของจั่วหลิงมากเพียงใด

ปู่ของจั่วหลิงย่อมซาบซึ้งใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาเปียกชุ่มเสื้อผ้า ถึงกับให้สัตย์สาบานอย่างหนักแน่นว่าขอเพียงยังมีราชวงศ์ต้าจิ้นอยู่ พวกเขาเหล่าสมาชิกสกุลจั่วสัญญาจะคอยพิทักษ์รักษาแผ่นดินนี้ไว้เพื่อราชสกุลหลี่ด้วยชีวิต

ตั้งแต่ให้คำสาบานไว้ เขาก็นำสมาชิกสกุลจั่วตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเฒ่าชราเดินทางไปยังแดนพายัพ เฝ้ารักษาการณ์ที่เมืองหล่ง

ตอนนั้นแม้ราชวงศ์ต้าจิ้นจะปกครองดินแดนภายในได้อย่างสงบราบรื่น ทว่านอกเขตเมืองหล่งออกไปกลับมีชาวหูแถบนั้นมาก่อเหตุรุกรานอยู่เนืองๆ

พอปู่ของจั่วหลิงเดินทางมาถึงเมืองหล่งแล้ว ก็เริ่มเปิดศึกผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกับชาวหูนับแต่นั้นมา

ภายหลังเขาเฒ่าชราและตายจากไป บุตรชายก็เริ่มรับตำแหน่ง ทางฝั่งเมืองหลวง พระอัยกาของฮ่องเต้หลงอันตี้เองก็สวรรคตในไม่ช้า พระบิดาจึงได้เริ่มขึ้นครองราชย์

พระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้ไม่เหมือนพระอัยกา มิได้มีความผูกพันกับจิ้นอ๋องอย่างผู้ที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายในสนามรบด้วยกันมา พระองค์ทรงเห็นว่าการที่มีอ๋องซึ่งได้รับพระราชทานยศด้วยชื่อราชวงศ์ไม่ใช่เรื่องดี ช่างเป็นการทำให้ราชตระกูลเสื่อมเสียเกียรติเสียนี่กระไร ตอนนั้นพระองค์จึงเริ่มเกิดความคิดที่จะถอดยศนี้เสีย

ทว่าทางเมืองหล่ง ประการแรกชายแดนถูกปราบปรามจนราบคาบได้ก็เพราะปู่ของจั่วหลิง ประการถัดมาเพราะบิดาของจั่วหลิงออกรบราทำศึกขับไล่ ชาวหูจึงไม่กล้าลงมืออย่างบุ่มบ่าม มีอยู่ปีหนึ่งชาวหูถึงกับส่งทูตมายังเมืองหลวงเพื่อขอเจรจาทำสัญญาสงบศึกกับพระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้ ซ้ำยังส่งตัวหนึ่งในองค์หญิงของเผ่าตนเข้ามาเป็นพระสนมเพื่อแสดงถึงความจริงใจ

องค์หญิงพระองค์นั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นดั่งจันทรากระจ่างฟ้าแห่งดินแดนทุ่งหญ้า เป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามมาก พระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้ลุ่มหลงในตัวนางทันทีที่ได้พบ กระทั่งไม่ออกว่าราชการยามเช้าอีกเลยนับแต่บัดนั้น

องค์หญิงได้รับความโปรดปราน ย่อมช่วยพูดเพื่อคนร่วมเผ่า ดังนั้นนางจึงเริ่มเล่าว่าปู่และบิดาของจั่วหลิงนั้นโหดร้ายไร้หัวใจเพียงใด พวกเขาสังหารคนร่วมเผ่าของนางไปนับไม่ถ้วน ไม่ลืมบอกพระองค์เมื่ออยู่ด้วยกันในที่รโหฐานว่าทั้งทหารและพลเรือนที่เมืองหล่งรู้จักเพียงจิ้นอ๋อง ไม่รู้แล้วว่ามีฮ่องเต้อยู่ นอกจากนี้ยังป่าวประกาศแก่ภายนอกด้วยว่ากองทัพที่นั่นล้วนเป็นทหารของสกุลจั่วทั้งสิ้น

ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เมื่อใดแม่ทัพผู้บัญชาการสักคนออกบัญชาทัพโดยอ้างสกุลของตนเองหรือเรียกขานว่าเป็นทัพของสกุลใด แม่ทัพผู้นั้นย่อมไม่พบจุดจบที่ดี

ไม่มีเจ้าผู้ปกครองคนใดยอมให้บ่าวมีคุณูปการสูงจนสั่นคลอนอำนาจของเจ้าเหนือหัว เสียเกียรติหรือไม่ยังเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าเขาได้ใจชาวประชามากเกินไป สุดท้ายเกิดพลิกเป็นกบฏขึ้นมา ชาวบ้านราษฎรคงพากันไปเข้าพวก

แรกเริ่มพระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้มีเพียงความคิดจะถอดยศจิ้นอ๋อง ทว่าบัดนี้พระองค์กลับตัดสินใจแน่วแน่ที่จะกำจัดอ๋องผู้นี้

ดังนั้นพระองค์จึงตรัสเรื่องการถอดยศจิ้นอ๋องขึ้นระหว่างการประชุมเช้าของวันถัดมา

พอได้ยินเช่นนี้ มีขุนนางบุ๋นสองคนพุ่งศีรษะชนเสาในท้องพระโรง ขุนนางผู้ใหญ่อีกสามคนโขกศีรษะจนแตก โลหิตไหลนองพื้น ทูลขอร้องต่อพระองค์ ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าได้ถอดยศของจิ้นอ๋องเป็นอันขาด

พวกเขายกเหตุผลขึ้นมาพูดอย่างเต็มที่ ประการแรก ในมือสกุลจั่วมีแส้เหล็กพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ เบื้องบนใช้เฆี่ยนตีราชันที่ไร้ความสามารถ เบื้องล่างใช้เฆี่ยนตีขุนนางสอพลอ ฝ่าบาทจะถอดยศจิ้นอ๋องอย่างไร้เหตุผล หากเขาโกรธขึ้นมา เอาแส้เหล็กพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้แล่นมาตีพระองค์ถึงเมืองหลวง ถึงตอนนั้นใครจะกล้าห้าม ถ้าถูกเฆี่ยนจนตาย พระองค์คงได้แต่ร่ำไห้ไปฟ้องบรรพชนในปรโลกแล้ว

อีกอย่างสมาชิกของตระกูลจิ้นอ๋องคอยเฝ้ารักษาเมืองหล่งอย่างสุขุมรอบคอบ ต่อสู้จนชาวหูไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างบุ่มบ่าม ถึงกับเคยแสดงความนอบน้อมถ่อมตนมาคำนับพระองค์ถึงเมืองหลวง จึงนับได้ว่าจิ้นอ๋องผู้นี้มีคุณูปการสูงส่ง อันว่าเมื่อมีคุณูปการย่อมได้รางวัล ทั้งยังต้องยกย่องเป็นอย่างมากด้วย เหตุใดพระองค์จึงลงโทษ ทำเช่นนี้แล้วเหล่าขุนนางทั่วหล้าจะสงบใจได้อยู่หรือ

ขุนนางสำคัญกลุ่มหนึ่งล้วนพากันชนเสาในท้องพระโรงจนแทบพัง ยังกระแทกเสียจนพื้นกะเทาะ ต่างแสดงออกอย่างห้าวหาญเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมปล่อยให้ฮ่องเต้มีราชโองการถอดยศท่านอ๋อง

พระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้เป็นคนหูเบา ทั้งยังไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง พอเห็นเหล่าขุนนางพากันตีโพยตีพายวุ่นวายเป็นการใหญ่จึงละทิ้งคำสัญญาที่ให้ไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะกับองค์หญิงชาวหูบนเตียงเมื่อคืนวานเสียสิ้น

ดังนั้นบิดาของจั่วหลิงจึงยังรักษายศจิ้นอ๋องไว้ได้ชั่วคราว

กระทั่งพระบิดาของฮ่องเต้หลงอันตี้สวรรคต ฮ่องเต้หลงอันตี้ได้ขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกที่พระองค์กระทำคือสานต่อพระประสงค์ในครานั้นของพระบิดาให้แล้วเสร็จ

แต่ฮ่องเต้หลงอันตี้นั้นเหี้ยมโหดกว่าพระบิดาของพระองค์มากนัก ไม่เพียงถอดบิดาของจั่วหลิงจากยศจิ้นอ๋อง ยังบีบให้ส่งมอบกำลังพลในสังกัดกลับคืนมาด้วย สุดท้ายยังมีราชโองการตามมา ในทางแจ้งแสร้งว่าทรงเห็นใจที่บิดาของเขาต้องเฝ้ารักษาชายแดนมานานปีด้วยความเหนื่อยยาก จึงให้กลับบ้านเกิดเพื่อพักผ่อน แต่แท้จริงแล้วต้องการจะขับไล่พวกเขาสกุลจั่วทั้งหมดให้ม้วนเสื่อออกไปจากเมืองหล่งเสีย

ทว่าเมื่อคนสกุลจั่วออกจากเมืองหล่งไปจนหมด พระองค์ก็สั่งให้สังหาร ไม่ก็โยกย้ายคนสนิทของบิดาจั่วหลิงออกจากหน้าที่ เป็นการกำจัดกองทัพใต้บัญชาการของสกุลจั่วจนไม่เหลือซาก

หลังกระทำทุกสิ่งที่กล่าวมานี้จนลุล่วง ฮ่องเต้หลงอันตี้ถึงค่อยรู้สึกได้ว่าราชบัลลังก์ของพระองค์มีความมั่นคงขึ้นมาบ้าง

ทว่าสภาพการณ์อันน่าพึงพอใจกลับอยู่ไม่นาน ชาวหูแถบนั้นมิใช่จะกลัวหัวหดกันง่ายๆ ฮ่องเต้หลงอันตี้กำจัดบิดาของจั่วหลิงไปแล้ว ทั้งยังทำให้กองกำลังใต้บัญชาการของสกุลจั่วแตกฉานซ่านเซ็น พอชาวหูได้รู้เรื่องนี้ เพียงไม่กี่ปีก็รวบรวมกำลังพลจนแข็งแกร่งขึ้นมาได้อีกครั้ง

ต่อให้แม่ทัพที่ฮ่องเต้หลงอันตี้ส่งไปรักษาเมืองหล่งจะมีฝีมือมากเพียงใด ไหนเลยจะเก่งกาจกว่าคนสกุลจั่วที่ได้ต่อสู้ประจันหน้ากับชาวหูมานานหลายสิบปี

ไม่แปลกที่กองทัพต้าจิ้นในแถบนั้นจะเริ่มถอนกำลังถอยร่นมาเรื่อยๆ เพียงไม่กี่เดือนถัดมาก็รักษาเมืองหล่งไว้ไม่ได้ เมืองอื่นเองก็ถูกยึดครองไปตามลำดับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฉับพลันทั้งในและนอกราชสำนักต่างพากันตื่นตระหนก ด้วยพระพิโรธ ฮ่องเต้หลงอันตี้จึงมีรับสั่งให้ส่งกองหนุนไปยังเมืองหล่ง ทว่าต่อให้ส่งแม่ทัพใหญ่ไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจพิชิตชาวหูได้

สุดท้าย ขุนนางใหญ่เสนอว่าให้ส่งบิดาของจั่วหลิงกลับไปอีกครั้งดีหรือไม่

ตอนแรกฮ่องเต้หลงอันตี้ยังไม่เห็นพ้อง พระองค์เคยถอดยศเขาอย่างไร้เหตุผล ทั้งยังมีรับสั่งให้ส่งมอบกำลังทหารคืน บัดนี้จะให้เขาไปเป็นคนตามแก้ปัญหาที่ตนเองเป็นผู้ก่อ ช่างเป็นเรื่องที่เสียเกียรติอะไรเช่นนี้

ทว่าถัดมาเพียงสิบกว่าวันเกือบครึ่งเดือน สารด่วนแปดร้อยหลี่ก็ส่งมาถึงเมืองหลวง แจ้งว่าได้เสียเมืองแห่งนั้นแห่งนี้ไปอีก แม่ทัพท่านนั้นท่านนี้ต้องพลีชีพเพื่อบ้านเมือง ฮ่องเต้หลงอันตี้จึงไม่อาจมัวคำนึงถึงเกียรติยศส่วนตน จำต้องมีราชโองการลงไป หวังให้บิดาของจั่วหลิงออกนำทัพอีกครั้งเพื่อสยบชาวหูที่ชั่วช้าเหิมเกริมเหล่านี้

ทว่าขันทีผู้รับคำสั่งไปถ่ายทอดราชโองการกลับทูลรายงานว่าเมื่อฤดูเหมันต์ปีกลาย อาการบาดเจ็บเรื้อรังของบิดาจั่วหลิงกำเริบขึ้นจนถึงแก่ชีวิตไปแล้ว

ถึงเวลานี้เหล่าขุนนางในท้องพระโรงได้แต่ตกตะลึงพรึงเพริดจนนิ่งงันกันไปหมด ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสิ้นชีพไปแล้ว

ฮ่องเต้หลงอันตี้ทรงถาม ‘แล้วคนอื่นๆ ในสกุลจั่วเล่า’

ขันทีจึงทูลตอบ ‘คนอื่นๆ ในสกุลจั่วต่างพากันเสียชีวิตไปมากมายระหว่างรักษาการณ์ที่เมืองหล่ง บัดนี้เหลือเพียงนายหญิงผู้เฒ่าอายุแปดสิบหนึ่งคนกับหลานชายที่ยังไม่ถึงวัยเข้าพิธีสวมหมวก’

หลานชายที่ยังไม่ถึงวัยเข้าพิธีสวมหมวกผู้นั้นก็คือจั่วหลิงนั่นเอง

แคว้นต้าจิ้นรัชศกหลงชิ่งปีที่สิบ จั่วหลิงผู้มีอายุได้สิบแปดปีได้รับตราประจำตำแหน่งแม่ทัพแดนพายัพ นำทหารเดินทัพเข้าต่อกรกับชาวหู

บทที่ 6

จะกล่าวถึงจั่วหลิงแม่ทัพแดนพายัพผู้นี้ ทั้งในและนอกราชสำนักต่างวิจารณ์เขาทั้งในแง่ดีและแง่ร้ายปะปนกันไป

ฝ่ายหนึ่งชื่นชมว่าเขาเป็นอัจฉริยะในการทำศึก เก่งกาจเสียยิ่งกว่ารุ่นปู่ของเขา ในขณะที่อีกฝ่ายหมิ่นแคลน บอกว่าเขาเป็นคนโหดร้ายทารุณ ซ้ำยังมักใหญ่ใฝ่สูง

ว่ากันว่าเมื่อคราวรัชศกหลงชิ่งปีที่สิบ ทั้งในและนอกราชสำนักต่างลือกันว่ามีขุนนางกลุ่มหนึ่งพากันยื่นฎีกาขอให้แต่งตั้งจั่วหลิงเป็นแม่ทัพแดนพายัพจนฮ่องเต้หลงอันตี้ไม่อาจทัดทาน จำต้องเชิญจั่วหลิงให้ออกมานำทัพอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เพราะไม่ต้องการปล่อยให้คนสกุลจั่วมีอำนาจยึดกุมกองทัพอีกครั้ง พระองค์จึงส่งมอบกำลังพลหลายหมื่นให้แก่จั่วหลิงอย่างส่งเดช ทำให้ทัพต้าจิ้นในขณะนั้นมีแต่ทหารที่มีสภาพไม่พร้อมรบ

ทหารหลายหมื่นที่มีสภาพย่ำแย่เหล่านี้ล้วนไม่คณามือชาวหู ยังจะหวังกอบกู้ดินแดนที่เสียไปให้กลับคืนมาได้อีกหรือ

ได้ยินว่าตอนนั้นมีขุนนางใหญ่กลุ่มหนึ่งลอบปรึกษาหารือเรื่องการย้ายเมืองหลวงกันไว้แล้ว

ทว่าไม่กี่วันให้หลังสารด่วนแปดร้อยหลี่ก็มาถึง แจ้งว่าจั่วหลิง แม่ทัพแดนพายัพสามารถกอบกู้เมืองไป๋คืนมาได้แล้ว

ขุนนางในท้องพระโรงพากันตะลึงงัน แม้แต่ฮ่องเต้หลงอันตี้ยังลืมรักษาอาการสุขุมคัมภีรภาพในฐานะฮ่องเต้ไปสิ้น พระองค์ถึงกับเดินโซเซลงมาจากบัลลังก์ คว้าชายแขนเสื้อเสนาบดีกรมทหารมาถามว่าที่รายงานเมื่อครู่ใช่เรื่องละเมอเพ้อพกหรือไม่

กระทั่งทรงหยิบฎีกาขึ้นมาอ่านทวนซ้ำอย่างจริงจังอยู่หลายรอบ ฮ่องเต้หลงอันตี้จึงค่อยยอมเชื่อว่าเป็นความจริง

ได้ยินว่าตอนนั้นเหล่าขุนนางในท้องพระโรงพากันตื่นเต้น ถึงกับทรุดลงหมอบกับพื้น ร้องไห้โฮพลางเปล่งเสียงร้องอื้ออึงว่า ‘สวรรค์อวยชัยให้ต้าจิ้นของเราแล้ว’

หลังจากนั้นจั่วหลิงก็นำทัพทหารต้าจิ้นคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องราวกับลำไผ่ปริแยก ไม่ช้าก็ขับชาวหูออกไปจากเมืองหล่งได้

ชาวหูย่อมไม่ยินยอมปล่อยให้เนื้อชิ้นงามหลุดมือ จึงรวบรวมกำลังพลอยู่ด้านนอกเมืองหล่งเหมือนแรกเริ่ม คอยบุกเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่สุดท้ายก็ถูกจั่วหลิงตีจนแตกพ่าย ต้องถอยร่นกลับไป

ที่น่าแปลกก็คือเมื่อหลงอันตี้มีรับสั่งให้กรมทหารส่งหนังสือเร่งให้จั่วหลิงออกไปนอกเมืองหล่ง หวังให้เขาตามไล่ล่าสังหารชาวหูชาติสุนัขเหล่านั้น แต่จั่วหลิงมักมีหนังสือตอบกลับมาทำนองว่าชาวหูมีเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจนัก ไม่อาจหาทางกำจัดให้สิ้นซากได้

สุดท้ายฮ่องเต้หลงอันตี้ทำอะไรไม่ได้ จำต้องปล่อยให้จั่วหลิงใช้ตราประจำตัวแม่ทัพแดนพายัพคอยเฝ้าพิทักษ์เมืองหล่งไว้เฉกเช่นที่ปู่และบิดาของเขาเคยทำมาตลอด

ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของโอรสสวรรค์ พระองค์ยังส่งขุนนางใหญ่ท่านหนึ่งไปยังเมืองหล่งในฐานะตัวแทนพระองค์ ประการแรกเพื่อปลอบขวัญกองทัพ ประการที่สองเพื่อนำสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่จั่วหลิงแทนพระองค์

ทว่าขุนนางผู้แทนพระองค์ท่านนี้กลับเคราะห์ร้าย ถูกชาวหูสกัดไว้กลางทางก่อนได้เข้าเมืองหล่ง

ชาวหูไม่เพียงยึดของพระราชทานที่หลงอันตี้หมายจะมอบแก่จั่วหลิง วันถัดมายังกุมตัวขุนนางผู้แทนพระองค์มาที่นอกกำแพงเมืองหล่ง ร้องบอกแก่จั่วหลิงที่อยู่บนเชิงเทินให้เขาออกมาประกาศว่าจะยอมจำนน ไม่เช่นนั้นจะจบชีวิตขุนนางผู้แทนพระองค์เสียในดาบเดียว

ชาวหูรู้ว่าชาวฮั่นให้ความสำคัญต่อธรรมเนียมเป็นอย่างมาก ในเมื่อขุนนางตัวแทนพระองค์ผู้นี้ถือว่าเป็นตัวแทนของหลงอันตี้ จั่วหลิงย่อมไม่กล้าปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับเขา ไม่เช่นนั้นหากเรื่องนี้แพร่ออกไป จั่วหลิงจะต้องมีความผิดฐานทำให้ฮ่องเต้เสื่อมเสียพระเกียรติ

ขุนนางผู้นั้นเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ที่ผ่านมามีแต่ใช้วาจาอย่างเฉียบคม ไหนเลยจะเคยถูกคนเอาดาบมาพาดคอเช่นนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ถึงกับปัสสาวะราดจนเปรอะกางเกงเลยทีเดียว

ทว่าจั่วหลิงซึ่งยืนอยู่บนเชิงเทินไม่เพียงนิ่งสุขุมไร้ซึ่งท่าทีหวั่นไหวใดๆ ยังเอามือน้าวสายธนูเล็งตรงไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ทั้งในและนอกราชสำนักต่างเล่าลือถึงฝีมือยิงธนูของจั่วหลิงว่ายอดเยี่ยมเหนือธรรมดา เรื่องยิงให้เข้าเป้าในระยะร้อยก้าวถือว่าง่ายดายเหมือนเป็นเรื่องสามัญ หากจะว่ากันถึงตอนที่เขานำทัพบดขยี้ชาวหูในอดีต ระหว่างสองทัพกำลังตั้งยันกันอยู่ เขาสามารถยิงธนูปักหัวแม่ทัพของอีกฝ่ายได้ภายในดอกเดียว ซ้ำยังยิงอีกดอกออกไปถูกธงของแม่ทัพจนขาดร่วงลงมา ทัพชาวหูถึงกับระส่ำระสาย จะบอกว่าศึกครานั้นได้รับชัยชนะโดยดาบไม่ทันเปรอะเลือดก็ว่าได้

ทว่าคราวนี้ลูกธนูของจั่วหลิงกลับเฉไปบ้าง จึงพลาดไปถูกหมวกบนศีรษะของขุนนางผู้แทนพระองค์

ขุนนางท่านนั้นถึงกับแข้งขาอ่อนยวบ ล้มลงไปนอนพังพาบกับพื้น

ชาวหูเองก็ตะลึงงันไปเช่นกัน

นี่มันสถานการณ์เยี่ยงใดกัน พวกเขาเก่งแต่หาเรื่องทำร้ายพวกเดียวกันเช่นนี้หรือ หรือจั่วหลิงตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะยิงขุนนางผู้แทนพระองค์ให้ตาย ดีกว่าปล่อยให้ขวัญกำลังใจของทหารต้าจิ้นสั่นคลอน

แต่ไม่ว่าจั่วหลิงคิดจะทำอะไร สุดท้ายแล้วเขาก็ยังช่วยขุนนางผู้แทนพระองค์ให้รอดพ้นเงื้อมมือมารของชาวหูมาได้

ทว่าขุนนางผู้นั้นไม่สำนึกในบุญคุณแม้แต่น้อย หลังกลับถึงเมืองหลวงก็เร่งส่งฎีกาขึ้นไปติดกันถึงสามครั้ง ขอให้ปลดจั่วหลิงออกจากตำแหน่ง

ฎีกาฉบับแรกทูลว่าจั่วหลิงเป็นคนเย่อหยิ่ง ไม่เห็นหลงอันตี้อยู่ในสายตา แน่ล่ะ เขาไปยังเมืองหล่งในฐานะผู้แทนพระองค์ของฮ่องเต้หลงอันตี้ จั่วหลิงกลับไม่สนใจว่าเขาจะเป็นหรือตาย นี่จะต่างอะไรกับการไม่สนใจความเป็นความตายของหลงอันตี้ ทำเช่นนี้ใช้ได้หรือ

ฎีกาฉบับที่สองทูลว่าจั่วหลิงมีความสามารถมากพอจะออกจากเมืองหล่งไปไล่ล่าสังหารชาวหูได้ แต่กลับทำเหมือนไม่แยแสต่อราชโองการของฝ่าบาท ปล่อยให้ชาวหูยังคงลอยนวลอยู่ ที่แท้มีเจตนาเช่นไรกันแน่

ฎีกาฉบับที่สามเป็นการอนุมานของเขาเอง

คิดแล้วหลังจากจั่วหลิงกอบกู้ดินแดนที่ถูกชาวหูแย่งชิงไปกลับคืนมาได้ ตั้งแต่นั้นเขาก็มีอำนาจเรื่อยมา คนต่ำต้อยผู้นี้ที่จริงแล้วเป็นอัจฉริยบุคคล วันใดหมดสิ้นความภักดีเยี่ยงขุนนางแล้วยกพลมาโจมตีเมืองหลวง สถานการณ์คงลุกลามน่าหวาดหวั่นดุจลำไผ่ปริแยก ใครเล่าจะต้านทานไหว ทั้งยังได้กล่าวเป็นนัยๆ ถึงเรื่องที่หลงอันตี้ถอดยศบิดาของจั่วหลิง เป็นไปได้ว่าบิดาของจั่วหลิงอาจเสียชีวิตไปด้วยความโกรธแค้นที่มีต่อฮ่องเต้หลงอันตี้ จั่วหลิงจะใจกว้างจนถึงกับไม่รู้สึกเจ็บแค้นเพราะเรื่องนี้เชียวหรือ ขุนนางผู้นั้นยังเตือนให้ฝ่าบาทรีบตัดสินใจเสียแต่เนิ่นๆ ฉวยโอกาสนี้ทำลายจั่วหลิงซึ่งยังเป็นเพียงต้นกล้าอ่อน ป้องกันมิให้วันหน้าเขาเติบโตกลายเป็นต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า คุกคามพระราชอำนาจของหลงอันตี้

หลงอันตี้ได้รับฎีกาติดๆ กันสามฉบับ นั่งคุดคู้อย่างยากลำบากอยู่บนราชบัลลังก์เกือบครึ่งชั่วยาม

ใจจริงพระองค์ก็ประสงค์จะถอดจั่วหลิงออกจากตำแหน่งแม่ทัพ กะซวกเขาเสียให้ตายในดาบเดียว จะได้ไปพบหน้าปู่และบิดาในปรโลกให้พ้นหูพ้นตา ทว่าพระองค์ในตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรจั่วหลิงได้ พูดอีกอย่างคือมีหรือที่พระองค์จะเล่นงานจั่วหลิงได้

ตัวเขาอยู่ไกลถึงเมืองหล่ง แส้ของพระองค์ฟาดไปไม่ถึงยังพอว่า ชายผู้นี้ยังเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ฆ่าชาวหูไปส่วนหนึ่ง กลับเหลือให้รอดชีวิตไว้อีกส่วนหนึ่ง

จั่วหลิงมุ่งหมายสิ่งใดก็เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้ว ถ้ายังมีชาวหูเหลือรอด เมืองหล่งก็ยังต้องมีเขาคอยพิทักษ์รักษา หลงอันตี้ไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย

หลงอันตี้จึงต้องกล้ำกลืนฝืนทนไว้แม้มิเต็มใจ วันถัดมาในการออกว่าราชการยามเช้า พระองค์นำฎีกาทั้งสามฉบับนั้นไปปาใส่หน้าขุนนางผู้นั้น ตรัสบริภาษว่าเขาเป็นคนใจคอคับแคบ ใช้ความคิดของคนพาลประเมินความคิดของวิญญูชน จากนั้นยังแสดงพระมหากรุณาธิคุณแห่งโอรสสวรรค์ด้วยการส่งขุนนางผู้นั้นไปมอบของขวัญพระราชทานยังเมืองหล่งอีกครา

ทว่าหลังจากนั้นหากมีหนังสือหรือฎีกาใดส่งมาจากทางเมืองหล่ง หลงอันตี้ย่อมรู้สึกไม่พอพระทัยทุกครั้งไป

แม้จั่วหลิงคอยเฝ้าพิทักษ์เมืองไว้ ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวชาวหูเหล่านั้นอีก แต่พระองค์กลับต้องหวั่นเกรงจั่วหลิงแทน

หนังสือหรือฎีกาทุกฉบับที่ส่งมาจากเมืองหล่งมักจะเป็นข่าวของชัยชนะครั้งใหญ่ นั่นหมายความว่าพระองค์จะต้องนำเงินในท้องพระคลังออกมาเป็นการพิเศษ เพื่อส่งมอบเป็นรางวัลให้แก่เหล่าทหารที่อุตส่าห์ต่อต้านข้าศึกในแดนไกลอย่างลำบากยากเข็ญ

ใจจริงแล้วฮ่องเต้หลงอันตี้ทรงหวงแหนเงินทองที่ส่องประกายวาววับเหล่านี้เหลือเกิน

ดังนั้นแม้สีหน้าของพระองค์ในตอนนี้จะประดับด้วยรอยยิ้มให้แก่เหล่าพระญาติตาไร้แววในอุทยาน แต่ในใจกลับกำลังก่นด่าถึงโคตรเหง้า

หลังก่นด่าจนพอแล้ว เหล่านางกำนัลและขันทีก็เริ่มยกอาหารมาแจกจ่าย

มื้อนี้ทั้งเจ้าและขุนนางย่อมกินกันอย่างสนุกสนานยิ่ง

ในหมู่บุรุษย่อมเสวนากันเรื่องบ้านเมือง จากนั้นกล่าวคำสรรเสริญเยินยอพระอัจฉริยภาพและพระบารมีอันล้นเหลือของหลงอันตี้อีกหลายประโยค ผิดกับภรรยาและบุตรของขุนนางเหล่านี้ที่ต่างพากันยุ่งวุ่นวายด้วยเรื่องอื่น

คนที่มีบุตรชายย่อมใส่ใจมองหาสตรีที่ถึงวัยเหมาะสมจะมีคู่ครอง ส่วนคนที่มีบุตรสาวก็คอยมองหาบุรุษจากตระกูลอื่น

แต่ในบรรดาคุณหนูและคุณชาย เนี่ยชิงหลวนเป็นผู้ที่ถูกจับจ้องมากที่สุด

เนี่ยหยวนหวาพี่สาวของนางได้แต่งงานกับองค์รัชทายาท หากได้แต่งงานกับเนี่ยชิงหลวน จะต่างอะไรกับการได้เป็นน้องเขยของว่าที่ฮ่องเต้

จ้าวกุ้ยเฟย* เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

“ซิ่นหยางโหวช่างโชคดีเสียจริง บุตรีคนโตเกิดมามีรูปโฉมงดงาม มิน่าเล่าองค์รัชทายาทของเราจึงชื่นชอบนางยิ่งกว่าอะไรดี ส่วนบุตรีคนเล็กก็งามหมดจด นิสัยอ่อนโยน ใครได้เห็นก็ล้วนเกิดความรักใคร่เอ็นดู”

ขณะเดียวกันก็ถามขึ้นอีก “บุตรีคนเล็กของท่านอายุเท่าใดแล้ว”

ซิ่นหยางโหวรีบลุกขึ้นตอบ “เพิ่งปักปิ่น* เมื่อเดือนก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวกุ้ยเฟยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ถึงวัยปักปิ่นก็แต่งงานได้แล้วสินะ ไม่รู้เลยว่าคุณชายตระกูลใดจะโชคดีได้แต่งงานกับนาง”

เนี่ยชิงหลวนเห็นจากทางหางตาว่าเนี่ยหยวนหวามองมาที่ใบหน้าของนาง สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม จากนั้นเบือนหน้ากลับไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ใช่แล้ว น้องสาวข้าตั้งแต่เล็กก็นิสัยดี ใครได้แต่งงานด้วยย่อมโชคดีจริงๆ”

หยุดพูดเสียเถอะ เห็นอยู่ชัดๆ ว่าในใจเกลียดข้าอย่างกับอะไรดี ไฉนต้องมาทำทีเป็นพี่สาวที่รักใคร่ไยดีน้องสาวต่อหน้าผู้อื่นด้วย

เนี่ยชิงหลวนคร้านจะสนใจเหล่าฮูหยินตระกูลต่างๆ ที่อีกสักพักคงพากันล้อมวงเข้ามาพูดคุยด้วย จึงผละจากกลุ่มคนแล้วเดินจากมา

ทว่าในเมื่อกลายเป็นจุดสนใจแล้ว ต่อให้เลี่ยงไปอยู่ในที่ลับตาอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

เนี่ยชิงหลวนกำลังเอาเท้าเขี่ยก้อนดินที่พื้นอย่างเบื่อหน่ายก็ได้ยินเสียงเรียก

“คุณหนูเนี่ย?”

เมื่อนางเหลือบขึ้นมอง ก็เห็นลูกหลานตระกูลผู้ดีผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้า

ชุดผ้าไหมยาวดูหรูหรา ศีรษะครอบเกี้ยวทองคำ ตรึงไว้แน่นด้วยปิ่นสีเดียวกันอันใหญ่

ทำเหมือนกลัวคนไม่รู้ว่ามั่งมี แทบจะมีแต่ทองคำวาววับไปทั้งตัวแล้วกระมัง

“เรียกข้าด้วยเหตุใด” น้ำเสียงเนี่ยชิงหลวนไม่ค่อยดีนัก

รอยยิ้มบนใบหน้าคนผู้นั้นถึงกับชะงักค้างไป คล้ายไม่คาดว่าเนี่ยชิงหลวนจะใช้น้ำเสียงกระโชกกระชั้นกับเขาเช่นนี้ แต่ไม่นานก็กลับมามีสีหน้าเป็นปกติอีกครั้ง ทั้งยังเป็นฝ่ายคำนับก่อนอย่างมีมารยาท เอ่ยวาจาด้วยความนอบน้อมยิ่ง “ตัวข้าชื่อจ้าวเจ๋อเฉิง เหยาหยางโหวคือบิดาของข้า”

พูดถึงตรงนี้ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบเสริมว่า “จ้าวกุ้ยเฟยคือท่านป้าของข้า”

อ้อ ที่แท้ก็เป็นหลานชายของจ้าวกุ้ยเฟยนี่เอง

เนี่ยชิงหลวนไม่แยแส ยังคงถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก “เรียกข้าด้วยเหตุใด”

รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวเจ๋อเฉิงชะงักค้างไปอีกครั้ง

คนทั่วไปหากได้ยินว่าเขาคือหลานชายของจ้าวกุ้ยเฟยก็ล้วนพากันแย้มยิ้มต้อนรับ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบคนที่ไม่เห็นแก่หน้าท่านป้า

ทว่าเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเนี่ยชิงหลวนเป็นน้องสาวของเนี่ยหยวนหวา ย่อมมีดีพอที่จะไม่เห็นแก่หน้าท่านป้าของเขา

หวนนึกถึงที่จ้าวกุ้ยเฟยกำชับมาก่อนหน้า ไม่ว่าอย่างไรจะต้องทำให้เนี่ยชิงหลวนประทับใจให้ได้ ถึงตอนนั้นนางจะทูลต่อฮ่องเต้ ขอให้พระราชทานสมรสระหว่างเขากับเนี่ยชิงหลวน ตระกูลจ้าวของพวกเขาก็จะได้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกับฮ่องเต้พระองค์ต่อไป

คิดถึงตรงนี้รอยยิ้มของจ้าวเจ๋อเฉิงก็ยิ่งหวานหยดย้อยจนผึ้งแทบจะจมความหวานตาย

“คุณหนูเนี่ย ข้าอยากจะทำความรู้จักกับเจ้าสักหน่อยเท่านั้น”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 4 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: