X
    Categories: ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ชายาแม่ทัพหยามไม่ได้ บทที่ 9-บทที่ 10

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 9

ในตอนแรกเนี่ยชิงหลวนจินตนาการภาพของเมืองหล่งไว้ในหัว ตกอยู่ในศึกสงครามติดต่อกันนานหลายปีถึงเพียงนั้น สภาพบ้านเมืองคงย่อยยับ ผู้คนอดอยากยากแค้น ทว่าหลังเข้าเมืองมานางก็พบว่าภาพที่ตนเองนึกไว้ค่อนข้างเกินจริงอยู่บ้าง

แม้เมืองหล่งจะไม่คึกคักเท่าเมืองหลวง แต่ก็มีร้านค้าตั้งเรียงรายแน่นขนัดตามสองข้างทาง ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ดูแล้วไม่แตกต่างจากเมืองอื่นทั่วไปนัก

หลังหัวหน้าขบวนเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดของเมือง เขาก็เดินมาขอคำชี้แนะจากเนี่ยชิงหลวน

เนี่ยชิงหลวนย่อมไม่ได้สั่งการมากมาย เพียงให้หัวหน้าขบวนนำรถม้าของนางไปลานด้านหลังโรงเตี๊ยม จากนั้นค่อยลงจากรถม้าพร้อมผีผา

หิมะด้านนอกกำลังตกหนัก เนี่ยชิงหลวนดึงหมวกกันลมที่ติดกับเสื้อคลุมขึ้นมาสวม ยืนตรงใต้ชายคา รอหัวหน้าขบวนเดินเข้าไปเจรจากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม

พอเถ้าแก่รู้ว่าว่าที่พระชายาจิ้นอ๋องมาเยือนก็รีบออกมาต้อนรับด้วยตนเอง จากนั้นสั่งให้เด็กรับใช้ไปปัดกวาดทำความสะอาดห้องพักแขกที่หรูหราที่สุด ทั้งยังสั่งพ่อครัวให้รีบทำอาหารมาสองสามอย่างหมายจะเลี้ยงต้อนรับ

เนี่ยชิงหลวนไม่ปฏิเสธ เพียงกำชับกับผีผาว่าจะต้องตกรางวัลให้เถ้าแก่มากหน่อย ไม่เช่นนั้นจะมีคนเอานางไปครหาลับหลังได้ว่ายังไม่ทันจะได้เป็นพระชายาจิ้นอ๋องอย่างเป็นทางการก็รู้จักวางท่าข่มเหงผู้คนเสียแล้ว

ผีผาขานรับคำสั่ง เนี่ยชิงหลวนจึงเรียกหัวหน้าขบวนให้มาหา

หลังหัวหน้าขบวนมาแล้วจึงสั่งการ รบกวนให้เขาช่วยส่งสินเดิมที่นางนำติดตัวมาไปยังจวนจิ้นอ๋อง

ผีผารู้สึกสงสัยจึงถาม “คุณหนู พวกเราเข้ามาพักในเมืองหล่งแล้ว จิ้นอ๋องไม่แม้แต่จะส่งใครมาต้อนรับเรา เดิมทีเขาก็ดูหมิ่นพวกเราอยู่แล้ว นี่ท่านยังจะให้หัวหน้าขบวนนำสินเดิมไปส่ง เขามิยิ่งดูหมิ่นเราหรือเจ้าคะ”

เนี่ยชิงหลวนถือเตาพก* ในมือ เดินเข้าไปสำรวจห้องพักแขกตรงหน้า

เครื่องเรือนทั้งหมดทำจากไม้ทั้งชิ้น โต๊ะเก้าอี้สะอาดเงาวับ ม่านมุ้งจัดวางอย่างดี ดูแล้วไม่เลวเลยทีเดียว

นางทำท่าบอกให้ผีผาไปเปิดหน้าต่าง มองดูหิมะโปรยปรายที่ด้านนอก จากนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ แต่ไหนแต่ไรมาในการแต่งงานล้วนต้องส่งสินเดิมเข้าบ้านไปก่อน เจ้าสาวจึงจะเข้าบ้านได้ นี่ก็คือหลักเหตุผลที่ว่า ‘สามทัพไม่เคลื่อนพล หากเสบียงกรังไม่คืบหน้า’ อย่างไรเล่า”

ผีผาทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อ “คุณหนูแกล้งหลอกข้าเล่นกระมัง ตั้งแต่ข้าเริ่มติดตามคุณหนูตอนห้าขวบ ยามใดบ้างที่ได้เห็นคุณหนูทำตามธรรมเนียมกัน คำว่าธรรมเนียมนี้ท่านกลืนลงท้องเหมือนกินข้าวไปนานแล้วกระมัง”

เนี่ยชิงหลวนไม่โกรธที่นางแย้ง เพียงยิ้มให้แล้วบอกว่า “เจ้าก็พูดเองนี่ว่าจิ้นอ๋องไม่เห็นข้าสำคัญอะไร ทำราวกับไม่แยแสเรื่องที่เราเดินทางมาถึงสักนิด เช่นนั้นข้าก็ยิ่งต้องโผล่หน้าไปคอยวอแว เตือนให้เขารู้ว่าข้ามาแล้ว หากถึงวันที่สิบแปดเดือนเก้า เขาไปอ้างต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ว่างานราชการติดพัน ไม่รู้ว่าเรามาถึงเมืองหล่งแล้วจึงมาต้อนรับพวกเราไม่ได้ ถึงตอนนั้นพวกเราไม่ยิ่งเสียหน้าหรอกหรือ”

ไม่ต้องพูดถึงว่าเนี่ยชิงหลวนรับรู้ได้ว่าจั่วหลิงจะต้องทำเช่นนี้แน่

ผีผาหมดข้อโต้แย้งในทันใด

มาคิดดูแล้วเหตุผลนี้ก็ไม่เลวจริงๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าคุณหนูของตนช่างอาภัพนัก ว่าที่นายท่านไม่เห็นความสำคัญของนางเลยสักนิด

ถึงเวลากินมื้อเย็น หัวหน้าขบวนที่นำสินเดิมไปส่งที่จวนจิ้นอ๋องก็กลับมา

องครักษ์ผู้หนึ่งของจวนอ๋องติดตามเขามาด้วย

องครักษ์ผู้นั้นคาดดาบโค้งไว้ที่เอว สวมเสื้อเกราะติดกาย ท่าทางพร้อมจะออกศึกได้ทุกเมื่อ

เขาค้อมคำนับให้เนี่ยชิงหลวน จากนั้นยืดตัวขึ้นมากล่าวว่า “ขออภัยที่ข้าน้อยไม่อาจทำความเคารพได้เต็มที่เพราะสวมเกราะ”

เนี่ยชิงหลวนคิด เคยได้ยินประโยคนี้จากโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ ไม่คิดว่าจะได้มาฟังกับหูตนเอง เพียงรู้สึกว่าความรู้สึกนี้ยากจะบรรยาย

ในภาพประทับจำ คนที่พูดเช่นนี้ได้จะต้องเก่งกาจแกมผยองอย่างมาก ดังนั้นนางจึงสำรวจคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนทั้งซ้ายขวาบนล่างเลยทีเดียว

อายุยังไม่มากนัก คาดว่าน่าจะยังไม่ถึงยี่สิบปี ใบหน้าเล็กทว่าผิวขาวมาก หน้าตาเรียกได้ว่าหล่อเหลา หากไปยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนก็นับว่าดูโดดเด่น ทว่าบัดนี้ใบหน้าหล่อเหลาขัดกับเสื้อเกราะที่สวมใส่ ชวนให้รู้สึกเคร่งขรึมจนไม่น่าเข้าใกล้

เนี่ยชิงหลวนพยายามสงบใจ สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้ว่าภูเขาไท่ซานจะถล่มลงมา พยายามพูดให้ฟังดูผยองบ้าง “ไม่เป็นไร”

บางครั้งความผยองคือการทำสีหน้าไร้ความรู้สึกพร้อมพูดให้กระชับ ช่างเรียนรู้ได้ง่ายอะไรเช่นนี้

องครักษ์ผู้นั้นยืนหลังเหยียดตรง คำพูดก็ยังแข็งทื่อตรงไปตรงมาราวกับแผ่นเหล็ก

“ข้าน้อยจ้าวเสี่ยวเป่ย เป็นทหารคนสนิทของท่านแม่ทัพ พอทราบว่าคุณหนูเดินทางมาถึงเมืองหล่งแล้ว ท่านแม่ทัพก็ส่งข้าน้อยให้มาคุ้มกันคุณหนูขอรับ”

ก่อนพิธีแต่งงานเสร็จสิ้นเนี่ยชิงหลวนย่อมไม่สะดวกจะเข้าออกจวนจิ้นอ๋อง ดังนั้นนางจึงต้องพำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้จนกว่าจะเสร็จพิธีแต่งงานในวันที่สิบแปดเดือนเก้า

นับดูแล้วยังต้องอยู่ไปอีกสิบกว่าวัน

ต่อเรื่องนี้เนี่ยชิงหลวนเป็นกังวลก็เพียงเรื่องเดียว นั่นคือชั่วระยะเวลาที่พวกเขายกโขยงมาพักในโรงเตี๊ยมกันทั้งกลุ่ม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

นางจึงสอบถามเรื่องนี้ตรงๆ กับจ้าวเสี่ยวเป่ย

และนางก็เห็นได้จากหางตาว่าคิ้วขวาของจ้าวเสี่ยวเป่ยถึงกับกระตุกยิกๆ เลยทีเดียว

จากนั้นเนี่ยชิงหลวนก็ได้ยินน้ำเสียงที่แข็งกระด้างของเขาตอบกลับมาว่า “เรื่องค่าใช้จ่าย พรุ่งนี้ข้าน้อยจะส่งคนไปสอบถามท่านแม่ทัพขอรับ”

เขาหยุดชะงักเล็กน้อยแล้วพูดเสริม “คุณหนูโปรดวางใจ ท่านแม่ทัพไม่ปล่อยให้คุณหนูต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้วยตนเองหรอกขอรับ”

ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ แต่รู้สึกว่าขณะที่จ้าวเสี่ยวเป่ยพูดประโยคนี้ เหมือนเขาจะกัดฟันพูดอยู่บ้าง

แต่นางก็ยังทำเสียงตอบไปว่า “อืม” พลางพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจึงพูดขึ้นอีก “อ้อ ใช่แล้ว ในขบวนของพวกเรามีคนหนึ่งชื่อเชียนอี ท่านแม่ทัพของพวกเจ้าไม่ต้องช่วยออกค่าใช้จ่ายให้นางตลอดช่วงเวลาที่นางพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ ให้นางออกด้วยตนเอง”

นางทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่าหวงเงินของสามีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้าน แต่ในเมื่อเนี่ยหยวนหวาเป็นคนส่งเชียนอีมาหาเรื่องให้นางต้องเดือดร้อนรำคาญใจ แล้วเหตุใดจะต้องปล่อยให้เชียนอีใช้ชีวิตอย่างสะดวกราบรื่น ออกเงินเองบ้างก็สมควรแล้ว

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นทหารที่จ้าวเสี่ยวเป่ยส่งไปขอคำชี้แนะจากท่านแม่ทัพก็กลับมา คำตอบย่อมต้องเป็นว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจั่วหลิงจะเป็นผู้ออกให้ เนี่ยชิงหลวนไม่ต้องเสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว

ว่าที่พระชายาอ๋องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนดึงผ้าห่มคลุมโปงดังเดิม ไม่โผล่หน้าออกมาอีก

อากาศช่างหนาวเย็นจริงๆ ข้างนอกหิมะยังตกไม่หยุด เปิดหน้าต่างออกไปมีแต่หิมะปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด หนาวเสียจนนางไม่อยากก้าวขาออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าที่ปากประตูยังมีจ้าวเสี่ยวเป่ยช่วยเฝ้าพิทักษ์อยู่ราวกับเป็นเทพทวารบาลก็ไม่ปาน

บ้าเสียจริง นี่เขามาคุ้มกันหรือมาคอยจับตาดูนางกันแน่

เนี่ยชิงหลวนขลุกอยู่แต่ในห้องพักหลายวัน กระทั่งหิมะหยุดตก แสงตะวันสาดส่องเจิดจ้ากลางท้องฟ้า นางจึงหวีผมล้างหน้าลวกๆ แล้วพาผีผาออกจากห้อง

แต่เพิ่งจะเปิดประตูเท่านั้น จ้าวเสี่ยวเป่ยก็รี่เข้ามาหา เอ่ยถามด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

“คุณหนูจะไปที่ใดขอรับ”

ผีผาไม่ยอมทำท่าหดกลัว เชิดหน้ายกคาง สองมือเท้าเอวพลางว่า “คุณหนูของเราจะไปที่ใด ต้องขอคำชี้แนะจากเจ้าด้วยหรือ อย่าลืมสิ คุณหนูของเราคือว่าที่พระชายาจิ้นอ๋อง มีแต่เจ้าที่ต้องคอยฟังนางชี้แนะ ไหนเลยคุณหนูของเราจะต้องคอยฟังคำชี้แนะของเจ้า”

“ข้าน้อยมิกล้า” น้ำเสียงนั้นยังคงราบเรียบ “แต่ช่วงนี้มีชาวหูก่อกวนอยู่นอกเมือง ถ้าคุณหนูออกไปข้างนอก ข้าน้อยเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของคุณหนู”

พูดจาน่าฟังว่าเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง ที่จริงแล้วไม่อยากให้นางออกไปข้างนอกต่างหาก

ผีผายังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เนี่ยชิงหลวนชิงพูดขึ้นก่อน

“พวกเราเพียงแค่เดินเล่นในโรงเตี๊ยมเท่านั้น ถ้าเจ้าไม่เชื่อ จะเดินตามพวกเราไปก็ได้”

จ้าวเสี่ยวเป่ยกลับไม่ได้เดินตามพวกนางต้อยๆ อย่างไร้จุดหมาย เพียงอาศัยจุดที่ได้เปรียบ ยืนอยู่บนโถงทางเดินชั้นสอง คอยเหลือบมองพวกนางที่ชั้นล่างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ในโรงเตี๊ยมมีสวนดอกไม้ขนาดย่อมแห่งหนึ่ง มีหินวางประดับไม่กี่ก้อนและปลูกต้นล่าเหมยไว้ต้นหนึ่ง

ตอนนี้ต้นล่าเหมยกำลังออกดอกพอดี กลีบสีเหลืองตัดกับเกสรสีแดง ส่งกลิ่นหอมละมุนตรึงใจ

เนี่ยชิงหลวนกับผีผานั่งลงที่โถงทางเดินยาว สาวใช้บ่นอย่างเป็นเดือดเป็นแค้นแทน “คุณหนู ดูองครักษ์ผู้นั้นไม่แสดงความเคารพยำเกรงคุณหนูถึงปานนี้”

เห็นนางกระฟัดกระเฟียด เนี่ยชิงหลวนจำต้องกลายเป็นฝ่ายปลอบนางแทน “ช่างเถอะ เขาเป็นทหารนี่ พูดหัวล้อเล่นสนุกสนานยังไม่เคย ไหนเลยจะรู้จักพูดจาอ้อมค้อมมีมารยาทเล่า”

ผีผาเดือดปุดๆ “แต่ข้าเห็นเขาแล้วไม่ถูกชะตา ถ้าไม่ใช่มีคุณหนูคอยดึงไว้ ข้าคงต้องปรี่เข้าไปตบเสียฉาดหนึ่งแล้ว”

เนี่ยชิงหลวนคิด ร่างกายเจ้าบอบบางเช่นนี้ กลัวแต่เขากระดิกนิ้วทีเดียวเจ้าก็ล้มคว่ำแล้ว ยังจะไปตบใครได้อีกเล่า

ถึงแม้ผีผาจะยังเป็นเพียงเด็กสาว แต่เป็นคนโกรธง่าย คำพูดเหล่านี้เนี่ยชิงหลวนจึงไม่กล้าพูดต่อหน้านาง

จู่ๆ ก็เห็นเด็กรับใช้ของโรงเตี๊ยมเดินผ่านจากทางหางตา เนี่ยชิงหลวนคิดอะไรอยู่สักพัก แล้วจึงออกปากเรียกเขาให้มาหา

เด็กรับใช้รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาถามไถ่ “พระชายา มีอะไรให้ผู้น้อยรับใช้ขอรับ”

เนี่ยชิงหลวนถามว่า “ได้ยินว่ามีชาวหูคอยก่อกวนอยู่นอกเมืองช่วงหลายวันนี้ คงมิใช่ว่าจะเกิดศึกขึ้นหรอกนะ”

นางเพิ่งเดินทางมาถึงก็จะเกิดศึกสงครามเสียแล้ว ช่างเป็นเกียรติเหลือเกิน ทั้งยังเป็นเรื่องน่าเศร้าของนางอีกด้วย

เด็กรับใช้ขานรับ “อา” แล้วเปลี่ยนสีหน้าเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องน่ากลัวอันใด จากนั้นเล่าว่า “ใช่ขอรับ ได้ยินว่าหัวหน้าของพวกชาวหูทางนั้นตายแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงเปลี่ยนตัวหัวหน้าใหม่ ล้วนว่ากันว่าคนมารับตำแหน่งใหม่ใจร้อนอยากสร้างผลงาน นึกอยากสร้างบารมีให้น่าเกรงขาม จึงต้องการจะโจมตีเมืองหล่งของพวกเรา พระชายาช่างโชคดี มาได้ฤกษ์เหมาะเจาะ ถึงตอนที่ทำศึก ท่านอ๋องคงจัดหาที่นั่งชั้นเยี่ยมให้ท่านชมบนกำแพงเมืองแน่”

เนี่ยชิงหลวนพูดไม่ออก

ต้องผ่านศึกสงครามกี่ครั้งกี่หนกัน จึงฝึกฝนจิตใจจนเห็นเรื่องการพุ่งรบระหว่างสองทัพเป็นเหมือนการนั่งชมการประลองยุทธ์ไปได้

และถึงจะเป็นการประลองยุทธ์ก็ต้องแสดงอารมณ์พลุ่งพล่านกระเหี้ยนกระหือรือหน่อยสิ ไม่ใช่ทำสีหน้าสงบราบเรียบเช่นนี้

เนี่ยชิงหลวนรู้สึกว่าตนเองไม่อาจทำใจให้สงบเช่นนี้ได้

 

ระหว่างที่นางยังไม่อาจทำใจให้สงบได้นั้น ฤกษ์มงคลวันที่สิบแปดเดือนเก้าก็มาถึง

ทว่าเนี่ยชิงหลวนได้ยินเสียงผีผาบ่นอุบตั้งแต่เช้าตรู่

“คุณหนู วันนี้หิมะตกอีกแล้วเจ้าค่ะ”

เนี่ยชิงหลวนเปิดหน้าต่างมองออกไปข้างนอก หิมะตกหนาแน่นราวกับเกล็ดหยกร่วงโปรยปรายก็ไม่ปาน

ใจของเนี่ยชิงหลวนกลับรู้สึกสงบลง “ตกก็ตกเถอะ ข้าจะได้ไม่ต้องเดินไปจวนจิ้นอ๋องด้วยตนเอง”

อย่างไรเสียทางจวนจิ้นอ๋องจะต้องส่งรถม้ามารับพวกนาง

ทว่าตอนที่นั่งรถม้าไป เนี่ยชิงหลวนก็รู้สึกว่ามีเสียงอึกทึกด้านนอก ราวกับมีคนมากมายกำลังวิ่งอยู่ตามท้องถนน

นางแอบแง้มม่านรถด้านหนึ่งแล้วมองออกไป เห็นทหารจำนวนมากกำลังวิ่งไปทางกำแพงเมืองอย่างเป็นระเบียบจริงดังคาด

เวลานี้เองนางก็ได้ยินจ้าวเสี่ยวเป่ยที่ขี่ม้าอยู่ด้านหน้ารถม้าคอยเปิดทางตะโกนถาม “หวังซุ่น ชาวหูจะเปิดศึกแล้วหรือ ท่านแม่ทัพเล่า”

จากนั้นก็ได้ยินเสียงหนึ่งตอบกลับมา “ไอ้พวกสารเลวชาวหูมารวมตัวกันที่นอกกำแพงตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ถึงจะยังไม่ลงมือโจมตีตอนนี้ แต่ก็คงอีกไม่ช้า ท่านแม่ทัพกำลังรีบขึ้นไปบนกำแพงเมือง”

เนี่ยชิงหลวนได้ยินจ้าวเสี่ยวเป่ยสบถด่าหยาบคายมาประโยคหนึ่ง ก่อนตะโกนบอก “หวังซุ่น เจ้ารีบไปดึงตัวท่านแม่ทัพไว้ก่อน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้ ต่อให้ท่านแม่ทัพไม่ยินดีจะแสดงละครฉากเล็กนี่แต่อย่างไรก็ต้องไป เจ้าไปบอกให้ท่านเข้าพิธีคำนับฟ้าดินก่อน แล้วค่อยขึ้นไปบนกำแพงเมือง ไม่นานหรอก ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมาย”

เนี่ยชิงหลวนถึงกับพูดไม่ออก

พวกเจ้าเห็นข้าเป็นคนตายหรือไร เวลาจะพูดเรื่องเหล่านี้ช่วยพยายามเลี่ยงๆ ไม่ให้ข้าได้ยินหน่อยจะได้หรือไม่

บทที่ 10

เจ้าเด็กหนุ่มหวังซุ่นก็เป็นคนเสียงดัง ได้ยินดังนั้นจึงตะโกนตอบกลับมาว่า “ข้าหรือจะกล้าไปรั้งตัวท่านแม่ทัพ กลัวแต่ว่าถึงตอนนั้นท่านคงสับแขนไม่ก็ขาของข้า โยนให้เจิ้งปั๋วเอาไปต้มทำน้ำแกงเนื้อให้พวกเจ้ากินวันนี้ก็เท่านั้น”

เนี่ยชิงหลวนพลันรู้สึกว่าวันนี้คงกินอะไรไม่ลงอีกแล้ว

จ้าวเสี่ยวเป่ยร้องด่ามารดาหนหนึ่ง ตะคอกสั่ง “ทุกคนเร็วเข้า รีบไปจวนท่านอ๋อง”

จากนั้นเนี่ยชิงหลวนก็รู้สึกว่าตัวเอนวูบหงายหลังจนศีรษะไปกระแทกกับผนังรถม้าข้างหลังเลยทีเดียว

มารดามันเถอะ นี่เรียกว่ารับเจ้าสาวไปแต่งงานหรือ ไม่ต่างจากถูกฉุดไปแต่งงานเลย

รถม้าวิ่งอย่างบ้าคลั่ง ชั่วดื่มชาหมดถ้วยก็ได้ยินสารถีด้านหน้าร้องสั่งให้ม้าหยุด เนี่ยชิงหลวนเอนวูบถลาไปข้างหน้า หน้าคว่ำจูบพื้น

ยังดีที่บนศีรษะคลุมผ้าสีแดงไว้ ใบหน้าที่ตบแต่งไว้งดงามจึงไม่พลอยเลอะเทอะไปด้วย แต่จมูกก็กระแทกจนเจ็บจริงๆ

นางยันผนังรถม้าเพื่อประคองตัวแล้วค่อยๆ ตะกายขึ้นจากพื้นกลับมานั่งใหม่ ชั่วขณะนั้นรู้สึกเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก ไม่อยากจะพูดอะไรทั้งนั้น

เสียงผีผาดังลอดม่านรถเข้ามาตอนนี้เอง “คุณหนู องครักษ์จ้าวรีบผลุนผลันเข้าไปในจวนอ๋อง คิดแล้วคงจะไปเชิญท่านอ๋องมา คุณหนูรออีกสักพักนะเจ้าคะ”

เนี่ยชิงหลวนเอามือลูบจมูกที่เจ็บป้อยๆ รู้สึกว่านางคงไม่มีวันลืมงานแต่งงานนี้ไปจนชั่วชีวิต

พักหนึ่งก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น ตามด้วยเสียงจ้าวเสี่ยวเป่ยพูดว่า “ท่านแม่ทัพ ทางนี้ ทางนี้”

ม่านรถถูกเลิกขึ้น มือของผีผายื่นเข้ามา “คุณหนู ข้าจะประคองท่านลงมานะเจ้าคะ”

เนี่ยชิงหลวนจับมือผีผา ค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้า

อาจเพราะนางเดินเชื่องช้านัก บางคนกลัวจะเสียเวลา ชั่วครู่ถัดมานางเพิ่งจะค้อมหลังมุดออกจากตัวรถ ก็รู้สึกเหมือนฟ้าดินพลิกผันกลับตาลปัตร

นางถูกคนรวบตัวอุ้มลงมาเสียแล้ว!

เนี่ยชิงหลวนยังไม่ทันได้เขินอายหรือออกอาการตกตะลึง ก็รู้สึกได้ว่าคนที่อุ้มนางกำลังก้าวอาดๆ ไปข้างหน้า

เขาเดินเร็วมาก แขนของเนี่ยชิงหลวนกระแทกเข้ากับเสื้อเกราะออกศึกสีเงินที่เย็นและแข็งกระด้าง รู้สึกเจ็บจนทำอะไรไม่ถูก

แต่ไม่ช้านางก็ถูกวางลง

ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงร้องสั่งเหมือนเอือมระอา “เร็วเข้า”

เนี่ยชิงหลวนถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

โดยมากเมื่อบรรยายว่าเสียงของคนผู้หนึ่งไพเราะน่าฟัง ก็มักจะเปรียบกับเสียงกระทบของทองและหยก แต่เสียงเมื่อครู่นี้ดูคล้ายจะเป็นแท่งน้ำแข็งกระทบกันมากกว่า

ที่จริงน้ำเสียงก็ฟังไพเราะไม่เลว ทว่าเย็นชาเสียดลึกถึงกระดูก เยือกเย็นจนชวนให้ตัวสั่นเทิ้ม

ขณะที่นางกำลังตกตะลึง ด้านหน้าก็มีเสียงดังขึ้น

เป็นเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบพิธีวันนี้นั่นเอง

เมื่อครู่นี้คงตกใจเพราะถูกท่านแม่ทัพตะคอกใส่ เจ้าหน้าที่ผู้ประกอบพิธีจึงเสียงสั่น

ทว่าต่อให้สั่นกลัว ก็ยังต้องกลั้นใจทำพิธีไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น

แม้พิธีการที่ว่านี้จะรวดเร็วกว่าปกติหลายเท่าก็ตาม

กระทั่งเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบพิธีบอกกล่าวตามพิธีเสร็จสิ้นแล้ว เสื้อเกราะเงินที่เนี่ยชิงหลวนเหลือบเห็นด้านล่างก็ไม่รอช้าแม้เพียงชั่วเสี้ยวอึดใจ หันหลังให้ทันทีแล้วรีบเดินออกไป

เนี่ยชิงหลวนถึงกับอึ้ง

ตั้งแต่ลงจากรถม้าถึงตอนนี้ ครึ่งเค่อก็ยังไม่ถึง เขาไม่ได้ชายตามองนางเลยสักนิด

พอจั่วหลิงไปแล้ว จ้าวเสี่ยวเป่ยในฐานะองครักษ์คนสนิทย่อมต้องรีบตามไป จึงเหลือเพียงเนี่ยชิงหลวนกับผีผายืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เผชิญหน้ากับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งล้วนไม่คุ้นหน้าและไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน

เนี่ยชิงหลวนยังดี มีผ้าสีแดงคลุมศีรษะไว้ จึงไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น แต่ผีผาที่ได้เห็นคนเหล่านี้มาอยู่ตรงหน้าจะรู้สึกหวาดหวั่นใจมากเพียงใด

นางหันไปมองรอบๆ กลืนน้ำลายดังเอื๊อก จากนั้นเอ่ยถามเนี่ยชิงหลวน “คุณหนู ทำอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ”

ทำอย่างไรต่อไปดี? ว่ากันตามปกติแล้ว ต่อไปก็ต้องเป็นการส่งตัวเข้าห้องหอ

แต่เจ้าบ่าวหนีหายไปทำราชการเสียแล้ว เหลือเพียงนาง เจ้าสาวที่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อน มารดามันเถอะ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องหออยู่ที่ใด

เนี่ยชิงหลวนถอนหายใจแรงๆ ทีหนึ่ง

พิธีสมรสเป็นอันเสร็จสิ้น นางอยากกล่าวคำทักทายไปถึงบรรพกษัตริย์ทั้งสิบแปดรุ่นของหลงอันตี้เสียเหลือเกิน

ว่างนักหรืออย่างไร ถึงได้เที่ยวจับคู่ให้ผู้อื่นส่งเดชเช่นนี้

“ผีผา เจ้าไปถามใครสักคนว่าห้องนอนของท่านแม่ทัพอยู่ที่ใด ให้เขาช่วยพาพวกเราไปหน่อย”

ผีผาทวนคำพูดของนางออกมาอีกรอบ แต่ไม่มีใครกล้าพูด

เนี่ยชิงหลวนให้ผีผาหยิบเงินแท่งออกมา แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าส่งเสียงสักเพียงนิด

จั่วหลิงผู้นี้ต้องโหดเหี้ยมสักปานใด ถึงขั้นที่คนทั้งจวนเห็นเงินแท่งก็ยังไม่เอา และไม่ยอมพาข้าไปห้องนอนของเขาด้วย

สุดท้ายเนี่ยชิงหลวนจำต้องออกโรงอาละวาด

นางกระชากผ้าคลุมศีรษะสีแดงออกมา หันไปมองคนที่ยืนอยู่รอบๆ สีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “วันนี้พวกเจ้าก็เห็นแล้ว ข้ากับจิ้นอ๋องของพวกเจ้าเพิ่งจะเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกันไป ตอนนี้ข้าเป็นชายาของท่านอ๋อง เป็นนายหญิงของจวนอ๋องแห่งนี้ ว่าอย่างไร ให้บอกทางพาข้าไปห้องนอนของจิ้นอ๋องก็ไม่ขยับตัวกัน นี่ข้าสั่งการอะไรพวกเจ้าไม่ได้เลยใช่หรือไม่”

ว่าแล้วก็ชี้นิ้วสุ่มๆ ไปหาสาวใช้นางหนึ่ง สั่งเสียงเฉียบ “เจ้า รีบนำทางข้าเดี๋ยวนี้ ขืนยังชักช้า ข้าจะไม่ละเว้นเจ้า”

สาวใช้นางนั้นดูเหมือนถูกนางพูดใส่จนมึนงง จึงรีบหันกลับแล้วเดินนำไปทันที

เนี่ยชิงหลวนลอบถอนหายใจโล่งอก

ยังดีที่ขู่คนพวกนี้จนพากันงงงันได้ ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้มุมใดแล้ว

ห้องนอนของจั่วหลิงสามารถบรรยายได้ด้วยคำสองคำ

แข็งกระด้างและเรียบง่าย

ทั้งห้องมีพวกโต๊ะเก้าอี้ตั่งเตียงแค่ไม่กี่ชิ้น ไม่ต้องพูดถึงกระถางต้นไม้หรือแจกันดอกไม้ประดับประดาให้ดูน่าอยู่ แถมบนหัวเตียงยังแขวนกระบี่ไว้เล่มหนึ่งด้วย

ผีผาโพล่งถามขึ้นมาก่อน “ห้องนี้ให้คนมาอยู่ได้หรือ”

เนี่ยชิงหลวนยืนกอดอก กวาดตามองไปรอบๆ ห้องที่โล่งโถง มุมปากกระตุกแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

จั่วหลิงผู้นี้เป็นคนเฉยชาจริงๆ หลงอันตี้มีราชโองการว่าวันนี้เป็นวันมงคล เหมาะแก่การวิวาห์ แต่เมื่อครู่นี้ตลอดทางที่เดินมา ไม่ต้องพูดถึงตัวอักษรมงคล ‘สี่’* ด้วยซ้ำ แม้แต่โคมแดงสักดวงก็ไม่แขวนให้เห็น

เข้าห้องนอนมายิ่งแล้วใหญ่ แม้แต่สีแดงสักจุดก็ไม่เห็น มีแต่สีดำเทา ทึมทึบไปทั้งสิ้น

ไม่มีของที่แสดงถึงความชื่นชมยินดีเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

เนี่ยชิงหลวนได้แต่ร่ำร้องทักทายบรรพกษัตริย์ทั้งสิบแปดรุ่นของหลงอันตี้อยู่ในใจ

จากนั้นนางจึงค่อยหันไปสั่งผีผาอย่างหงอยๆ “ไปค้นดูในหีบเก็บสินเดิม หยิบพวกผ้าห่มฟูกนอนในนั้นออกมา”

ผ้าห่มบนเตียงนอนของจั่วหลิง นางเพิ่งเหลือบมองดูสักพัก มันบางพอๆ กับผ้าห่มสำหรับฤดูวสันต์และสารทของนาง เขานอนกับผ้าห่มเช่นนี้ในวันที่หนาวเหน็บ มิหนาวจนแข็งตายหรือ

ผีผาขานรับ แล้วเดินนำสองสาวใช้ออกไป

ไม่ช้าทั้งสามคนก็ช่วยกันหอบฟูกที่นอนหนาๆ เข้ามา

ในเมื่อเป็นสินเดิมของเจ้าสาวแต่งเข้าบ้าน สีสันจึงย่อมแสดงถึงความชื่นชมยินดี

ฟูกที่นอนทั้งสามหลังล้วนเป็นสีแดงสดแสบตา ที่แตกต่างกันมีเพียงลวดลายที่ปักไว้ด้านบน

ฟูกหนึ่งเป็นรูปหงส์จับคู่ขับขาน ฟูกหนึ่งเป็นภาพมวลบุปผากับผีเสื้อ อีกฟูกเป็นภาพเด็กนับร้อยวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน

เนี่ยชิงหลวนสั่งให้ผีผาเอาฟูกรูปเด็กไปปูบนเตียงอย่างไม่เสียดาย

นางลูบคางพลางครุ่นคิด กระดานเตียงแข็งออกอย่างนั้น หากนอนลงไปคงเจ็บหลังแย่

ปูเสร็จนางก็ให้ผีผาช่วยแกะดอกไม้ประดับศีรษะอันหนักอึ้งออกไป ให้สาวใช้ชื่อชิงเอ๋อร์ตักน้ำร้อนมาล้างทำความสะอาดใบหน้า ก่อนสั่งให้นางไปนำของกินจากห้องครัวมา

ในเมื่อว่าที่สามีไม่รออยู่พบหน้านาง ยังไม่ทันได้เห็นหน้ากันก็ตรงดิ่งออกไปรบทัพจับศึกเสียแล้ว เนี่ยชิงหลวนจึงต้องลงมือทำเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและให้ตนเองได้กินอยู่สบายๆ เสียก่อน

ชิงเอ๋อร์นำอาหารมื้อเย็นมาให้ จานหนึ่งเป็นอาหารจานผัดที่เละจนดูไม่ออกว่าเอาผักอะไรมาทำ อีกจานเป็นหมั่นโถว

หมั่นโถวนี้ลูกใหญ่แทบจะเท่าอ่างล้างหน้าใบเล็กเลยทีเดียว

เนี่ยชิงหลวนหยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดไปได้คำหนึ่งก็ต้องถ่มออกมา

รสชาติฝาดเฝื่อนสิ้นดี

นางคีบผักมาใส่ปาก แต่แล้วก็ต้องถ่มออกมาเช่นกัน

เค็มเสียจริง

เนี่ยชิงหลวนครุ่นคิด คงไม่ใช่ว่าพ่อครัวของจวนอ๋องแห่งนี้ยังไม่ทันได้พบหน้ากัน ก็แสดงออกเสียแล้วว่าไม่พอใจนางด้วยวิธีนี้

นางจึงถามชิงเอ๋อร์ที่เป็นคนยกอาหารจากในครัวมาให้ว่าอาหารจานผัดและหมั่นโถวนี้เป็นพ่อครัวทำให้นางคนเดียวโดยเฉพาะ หรือว่าหยิบมาจากหม้อใหญ่ใส่อาหาร

ชิงเอ๋อร์ยืนยันหนักแน่น นางเห็นกับตาว่าพ่อครัวหยิบหมั่นโถวออกมาจากลังถึง ส่วนอาหารจานผัดก็ตักจากหม้อใหญ่มาใส่จาน ตอนนั้นในห้องก็ยังมีคนของจวนอ๋องอยู่ด้วยหลายคน ล้วนพากันตักอาหารและหมั่นโถวที่เหมือนกันนี้

เนี่ยชิงหลวนจึงยอมเชื่อว่าฝีมือทำอาหารของพ่อครัวจวนอ๋องไม่ได้เรื่องจริงๆ

จู่ๆ นางก็เริ่มจะรู้สึกเห็นใจจั่วหลิงขึ้นมาบ้าง

ต้องทนกินอาหารรสชาติเช่นนี้นานหลายปี เขาผ่านชีวิตมาได้อย่างไรกัน มิน่าเล่า เจ้าเด็กนี่จึงได้โตมาแปลกแยกถึงเพียงนี้

ตกค่ำแล้ว เนี่ยชิงหลวนก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง

แม้ได้เกิดใหม่มีชีวิตอีกครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้ผ่านประสบการณ์คืนเข้าหอ

นอกจากนี้กับอีกฝ่ายก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตากันมาก่อน ได้ยินคนพูดกันว่าเขาเป็นแม่ทัพผู้สูงส่งเย็นชา หน้าตาอัปลักษณ์กระหายเลือด ถึงตอนนั้นเขาจะบดขยี้บุปผางามคามือ จะข่มเหงบังคับใจโดยไม่สนใจความรู้สึกของนางหรือไม่

ในความเป็นจริงปรากฏว่านางคิดมากเกินไป เพราะคืนนั้นทั้งคืนจั่วหลิงไม่ได้กลับมา

เช้าตรู่วันถัดมาเนี่ยชิงหลวนได้ยินผีผายื่นหน้ามาบอกว่าเมื่อคืนพวกชาวหูเริ่มบุกประชิดเมือง สถานการณ์การรบดุเดือดยิ่ง

เนี่ยชิงหลวนคิด มิน่าเล่าเมื่อคืนตอนที่ข้าหลับ ขณะที่ยังสะลึมสะลือ เหมือนได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่น

แต่ตอนนั้นนางเพียงแค่พลิกตัวไปแล้วก็หลับต่อ

แล้วผีผาก็พูดขึ้นอีกว่านางรู้สึกนับถือความกล้าหาญของคุณหนูมากเพียงใด

คืนวันถัดมาจั่วหลิงก็ยังไม่กลับ เนี่ยชิงหลวนจึงค่อยโล่งอก

ทว่าคืนวันที่สามตอนที่นางกำลังซุกตัวหลับอย่างแสนสบายบนที่นอนอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่าในห้องมีไอเย็นแทรกเข้ามา

นางถึงกับตัวสั่น ลืมตาโพลง เห็นคนผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหัวเตียง

ตอนนั้นเอง แม้จะดึกแล้ว แต่ยังได้แสงสะท้อนจากหิมะส่องเข้ามาให้พอเห็นภายในห้อง แม้จะแค่เลือนรางก็ตาม

เนี่ยชิงหลวนมองไปก็เห็นเป็นร่างในชุดเกราะสีเงินต้องแสงสะท้อนจากหิมะ สว่างจ้าจนตาแทบบอด

เคลื่อนสายตามองขึ้นไป ชายผู้นั้นยืนบังแสงอยู่ จึงเห็นเพียงโครงร่างของเขาที่มืดมัว มองแทบไม่ออกว่าหน้าตาเป็นเช่นไร

เห็นได้ชัดว่าชายผู้นั้นกำลังมองประเมินนางอยู่เช่นกัน แม้จะเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัด แต่เนี่ยชิงหลวนก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายจะต้องทำสีหน้าเหลืออดอยู่แน่ๆ

นางบิดมุมผ้าห่มแน่น ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพูดขึ้นว่า “ลุกขึ้น”

เสียงนั้นเยือกเย็นนัก ราวกับพัดผ่านบ่อน้ำเย็นยะเยือกลึกนับพันจั้งพาให้รู้สึกหนาวสะท้านอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 8 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: