บทที่ 4
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนถูกจับข้อมือจนเจ็บ ร่างโน้มไปข้างหน้า ชนถูกเม็ดหมากบนกระดานหล่นกระจาย นางสัมผัสได้ว่านิ้วมือของเซียวอ๋องที่กำลังลูบไล้ผิวข้อมืออ่อนนุ่มของนางประหนึ่งงูพิษเลื้อยผ่าน…ช่างหยาบคายอย่างยิ่ง!
ใจอยากตวาดตำหนิ แต่เห็นเขามีสีหน้าจริงจัง ปราศจากสีหน้ากะลิ้มกะเหลี่ยเย้าแหย่ ชวนให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าความรู้สึกร้อนลวกที่ข้อมือนั้นใช่นางคิดไปเองหรือไม่…
“บัณฑิตอะไรสักอย่างที่เซียวอ๋องตรัสถึงผู้นั้น ผู้น้อยไม่รู้จักเพคะ…” พูดจบแล้วนางก็พยายามดึงมือตนเองกลับมา แต่ไฉนเลยจะหลุดพ้นจากฝ่ามือเหล็กที่กุมดาบมาจนคุ้นชินได้
“หืม คุณหนูไม่รู้จักเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน…ไม่รู้ว่าคุณหนูพอจะมีหนทางพาข้าไปพบแม่ทัพฝานจิ่งได้หรือไม่ พึงรู้ว่าข้าชื่นชอบผู้มีความสามารถมาแต่ไหนแต่ไร กับอดีตแม่ทัพศัตรูที่ยอมศิโรราบข้าก็ปฏิบัติตัวอย่างมีมารยาทเสมอ ถ้าหากฝานจิ่งยอมภักดีกับต้าฉี ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเรื่องในอดีต แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้ในเร็ววันแน่นอน ส่วนบัณฑิตจูเก๋อผู้นั้น…”
เซียวอ๋องพูดมาถึงตรงนี้ก็ปัดโต๊ะเล็กตรงหน้าออกกะทันหัน กระดานหมากกลิ้งตกลงพื้นไปพร้อมกัน หมากหยกบนกระดานตกลงบนพื้นเสียงดัง ส่วนเขากระชากเรือนร่างสะโอดสะองของอวี้ฉือเฟยเยี่ยนเข้าหา แนบใบหน้าติดกับใบหูขาวอ่อนนุ่มของนาง สูดดมกลิ่นหอมจรุงอ่อนๆ จากจอนผมของนางเงียบๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงเบาว่า “ความจริงข้าชื่นชมความสามารถของเขามานาน หากสามารถเชิญเขามาอยู่ข้างกาย จะต้องร่วมสนทนาบนตั่งตลอดทั้งคืนอย่างแน่นอน…”
ไอร้อนที่พ่นออกมาจากปากของเซียวอ๋องลวกใบหูนางดุจไฟแผดเผาก็มิปาน
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนไม่พอใจเตรียมยกมือขึ้นผลักเขาออก บังเอิญยามนั้นหัวหน้าขันทีเอ่ยเสียงเบาขึ้นจากข้างนอกว่า “ทูลเซียวอ๋อง องค์หญิงเล่อผิงเสด็จมาขอพบพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอ๋องมองดวงหน้าเล็กที่เริ่มบึ้งตึงของอวี้ฉือเฟยเยี่ยนแล้วเอ่ยนิ่งๆ “ให้นางไปรอที่ห้องรับแขก” หัวหน้าขันทีไปแล้วเซียวอ๋องถึงคลายมือออก ก่อนเห็นว่าบนข้อมือขาวผ่องเป็นรอยแดงขึ้นมาแล้ว ช่างบอบบางเสียจริง…ในใจเซียวอ๋องมีความคิดชั่วร้ายวาบผ่าน ปากกลับเอ่ยเป็นจริงเป็นจังว่า “เย็นแล้ว เชิญคุณหนูกลับไปก่อนแล้วกัน วันหน้าค่อยมาตัดสินแพ้ชนะที่จวนกันใหม่”
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนลอบโล่งอก ก่อนข่มโทสะเอ่ย “น่าเสียดายที่กระดานหมากถูกท่านอ๋องทำเสียหายโดยไม่ทันระวังเข้า มิฉะนั้นไยต้องรอวันหน้าด้วย วันนี้ก็ตัดสินแพ้ชนะได้แล้ว…”
ทั้งที่เมื่อครู่นี้ขาดอีกแค่หมากเดียวนางก็จะชนะแล้ว จนใจที่อยู่ดีๆ เซียวอ๋องก็นึกหาเรื่องขึ้นมา สุดท้ายถึงกับล้มกระดานหมาก ช่างเป็นคนแพ้ไม่เป็นเสียเลย!
เซียวอ๋องกลับไร้สีหน้าละอาย มุมปากยกขึ้นน้อยๆ “เรื่องนั้นก็ไม่แน่…” เขาเอ่ยกับคนที่อยู่ข้างนอกว่า “หัวหน้าเว่ย ส่งแขก!”
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนย่อกายคารวะเซียวอ๋องแล้วก้าวเดินฉับไวออกจากห้องหนังสือ ประตูห้องเพิ่งถูกผลักเปิดก็มองเห็นสตรีตาโตคิ้วเข้มสวมชุดขี่ม้านางหนึ่งก้าวปราดข้ามขั้นบันไดขึ้นมา ยามเห็นอวี้ฉือเฟยเยี่ยนที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อหยาบเดินออกมาจากห้องหนังสือนางดูอึ้งตะลึงอย่างห้ามไม่ได้
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนเหลือบไปเห็นเหล่าสาวใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอกทยอยกันคารวะให้กับสตรีที่แต่งกายชุดคล่องตัวผู้นี้พร้อมกับเอ่ยเรียก “องค์หญิง” ก็รู้ว่าจะต้องเป็นองค์หญิงเล่อผิง ธิดาของฮ่องเต้ต้าฉีที่หัวหน้าเว่ยพูดถึงผู้นั้นอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงรีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างพร้อมกับคารวะให้เช่นกัน
องค์หญิงผู้นั้นชำเลืองมองนางปราดหนึ่ง ถึงแม้จะแปลกใจว่าเหตุใดสตรีที่แต่งกายมอซอเช่นนี้ถึงโผล่มาในห้องหนังสือของพี่รอง แต่ในใจนางมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น ตัวคนยังไม่ทันเดินเข้าไปในเรือนก็โวยวายเสียงดังก่อนแล้ว “พี่รอง! ท่านไฉนไม่สนใจอะไรเลย เสด็จพ่อจะให้ข้าแต่งงานกับคนขี้ขลาดตาขาวที่มีดีแต่รูปโฉมอย่างหวังอวี้หล่างแล้วนะ ท่านไปช่วยเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อที…”
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนก้มหน้าก้าวเดินเร็วลงจากขั้นบันได แต่ชื่อ ‘หวังอวี้หล่าง’ นั้นกลับยังได้ยินอย่างชัดเจน
ถ้าหากเข้าใจไม่ผิด หวังอวี้หล่างที่องค์หญิงพูดถึงน่าจะเป็นบุตรชายของหวังเยี่ยนถิง อดีตอัครเสนาบดีสมัยราชวงศ์ก่อน แล้วก็คือคู่หมั้นที่มีวาสนาแต่ไร้อนาคตร่วมกันผู้นั้นของตน
ตามหลักแล้วสกุลอวี้ฉือตกอับ เมื่อแรกไม่อาจปีนป่ายการแต่งงานเช่นนี้ แต่เพราะเวลานั้นเส้นทางขุนนางของบิดากำลังราบรื่น มีโอกาสจะได้เป็นผู้บัญชาการสามกองทัพ อัครเสนาบดีหวังพิจารณาและประเมินสถานการณ์แล้ว จึงอาศัยงานเลี้ยงสุราส่วนตัวครั้งหนึ่งกำหนดการแต่งงานครั้งนี้