X
    Categories: ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพรายทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 2 บทที่ 34

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 34

ความเป็นจริงพิสูจน์ชัด เฉิงซ่งที่พูดจามีเหตุผลน่าฟัง ยามทำงานจริงกลับไม่แน่ว่าจะเชื่อถือได้เท่าไรนัก เฉิงเซ่าซางเข้าไปในตัวรถพร้อมความคาดหวังเอ่อล้นหัวใจ แต่กลับพบว่าข้างในถึงกับไม่มีกระถางไฟด้วยซ้ำ

ในฤดูเหมันต์อันหนาวจัดนี้ ตัวรถที่ไม่มีกระถางไฟก็ไม่ต่างกับห้องมืดอันชวนหดหู่และเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง ไร้ประโยชน์อื่นใดนอกจากกำบังสายลมเท่านั้น ในที่สุดเฉิงเซ่าซางก็พบพรมสักหลาดขนหยาบผืนหนึ่งที่กระดานรถด้านล่างจึงรีบดึงมาห่มกาย เนื้อตัวสั่นเทาพลางสำนึกเสียใจที่เมื่อครู่ไม่ได้ฉวยกระถางไฟกับผ้าขนแกะของหยวนเซิ่นติดมือมา

เฉิงซ่งได้ยินน้องสาวจามอยู่ด้านหลังก็แสนจะกระสับกระส่าย แล่นรถอย่างรีบเร่งยิ่งกว่าเดิม ยังดีจวนสกุลวั่นกับสกุลเฉิงไม่นับว่าไกลกัน กระตุ้นม้าอย่างหนักครู่หนึ่งก็แลเห็นประตูใหญ่จวนสกุลวั่นในระยะใกล้แล้ว เฉิงซ่งหันขวับเอ่ยไปทางตัวรถด้วยความยินดี “เหนียวเหนี่ยวไม่ต้องร้อนใจ ถึงแล้วล่ะ ถึงแล้ว!”

เฉิงเซ่าซางถูกแช่เย็นจนน้ำมูกไหล ฟังจบก็รีบผลักเปิดประตูรถ ท่ามกลางลมหนาวหวีดหวิวที่ทะลักเข้ามา นางเห็นหน้าประตูใหญ่จวนสกุลวั่นรายล้อมด้วยคนกลุ่มหนึ่ง ท่านลุงพุงพลุ้ยใบหน้าแดงด้วยฤทธิ์สุราที่ถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลางผู้นั้นก็คือวั่นซงไป่ ดูเหมือนจะกำลังส่งแขก

ยามนี้ดวงตะวันลาลับแล้ว ขอบฟ้าขลิบด้วยแสงอัสดงรำไร สีสันแห่งสนธยากำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ กลุ่มคนหน้าประตูจวนสกุลวั่นถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างเด่นชัดราวสัญลักษณ์ไท่จี๋* สีขาวดำกลางแผนภูมิแปดทิศ ฝ่ายที่ชุดแต่งกายหลากสีสดใสใบหน้าประดับยิ้มนั้นย่อมเป็นบ่าวผู้ติดตามของสกุลวั่นอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนอีกฝ่ายที่มีกันสิบกว่าคนล้วนเป็นองครักษ์ร่างกำยำในชุดดำเกราะดำ แต่ละคนแขนคล้องหน้าไม้คันธนู เอวพกกระบี่หนัก หางเกาทัณฑ์ขนนกบนแผ่นหลังเป็นสีขาวหิมะ สอดรับกับสภาพอากาศอันยะเยือกเสียดกระดูก และตรงกับคำว่า ‘ประกายหนาวพราวชุดเหล็ก’ โดยแท้

ครั้นพวกเขาเห็นรถม้าคันหนึ่งพุ่งตัวมาทางนี้อย่างรีบร้อน เสียงเช้งๆ หลายหนก็ดังขึ้นทันใด เหล่าองครักษ์เกราะดำต่างกดข้างเอว เผยคมอาวุธอันเยียบเย็นปานดาบน้ำแข็งออกมากึ่งหนึ่งโดยพร้อมเพรียง ตั้งรับด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม องครักษ์หนุ่มน้อยคางเหลี่ยมผู้หนึ่งสืบเท้าขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว ก่อนตวาดถามเสียงกร้าว “ผู้มาเป็นใคร!”

เฉิงซ่งผวาวูบ ออกแรงรั้งสายบังเหียนสุดตัวพร้อมกับตะโกนก้อง “ท่านลุงวั่น เป็นข้าเอง! ข้าเองขอรับ!”

รถม้าเอียงโคลงระลอกหนึ่ง เฉิงเซ่าซางขวัญกระเจิง นึกว่าตนกำลังจะประสบอุบัติเหตุทางรถในยุคโบราณจึงฟุบเกาะโครงรถไว้แน่นไม่ปล่อยมือ

วั่นซงไป่ตระหนกจนอาการเมาสุราสร่างลงกว่าครึ่งทันที รีบโบกมือร้องห้ามเสียงดัง “นี่ๆๆ! คือว่าไม่ใช่…ไม่นะ เอ่อนั่น ใต้เท้าหลิง…นั่นเป็นคนกันเอง เป็นหลานชายหลานสาวข้าเอง…อย่าลงมือนะ อย่าลงมือเชียว…”

ตอนนี้กลุ่มองครักษ์ชุดดำเกราะดำจึงเปิดทางตรงกลางออก เผยให้เห็นชายหนุ่มในชุดชวีจวียาวสีดำผู้หนึ่ง รูปร่างของเขาสูงสง่ายิ่งยวด ห่มทับเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ กลัดด้วยหยกสีนิลประดับเกลียวไหมสีทองอ่อน สองแขนรัดสนับแขนเลี่ยมทองที่แลดูหนักอึ้ง

เขาคล้ายปรายมองมาทางเฉิงเซ่าซางปราดหนึ่ง จากนั้นเบี่ยงกายเล็กน้อย ประสานมือให้วั่นซงไป่ก่อนกล่าว “วันนี้ท่านเมาสุราแล้ว วันหลังข้าค่อยมาเยี่ยมคารวะใหม่” กล่าวอำลาจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป

ไม่ไกลนักมีรถม้าขนาดใหญ่สีดำสนิทตลอดคันจอดนิ่งอยู่คันหนึ่ง โครงรถเป็นไม้เคลือบเงาจนดำขลับ เทียมด้วยอาชาสูงใหญ่สีดำสองตัวซึ่งมีกีบเท้าทั้งสี่เป็นสีขาวดั่งหิมะ แม้แต่บังเหียนก็เป็นเหล็กสีดำสนิท ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นรถม้าเพียงยกแขนขวาขึ้นหนึ่งหน องครักษ์เกราะดำรอบทิศก็เก็บกระบี่พร้อมกัน ขึ้นม้าห้อมล้อมติดตามรถที่มีขนาดใหญ่เป็นสามเท่าของรถม้าสกุลเฉิงคันนั้นไป

พี่ชายน้องสาวสกุลเฉิงตกใจกันแทบตาย ชั่วขณะไม่อาจขยับเขยื้อนได้ โดยเฉพาะเฉิงเซ่าซางราวถูกเชื่อมติดกับรถม้าไปแล้ว

วั่นซงไป่มองส่งจนรถม้าสีดำแล่นไปไกลค่อยรีบเดินมากล่าว “พวกเจ้าสองคนมาได้อย่างไรกัน โอ๊ะ เหนียวเหนี่ยว หน้าเจ้าเป็นอะไร…ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ เป็นแม่เจ้าแน่ๆ ที่ตีเจ้า ไม่ต้องกลัวนะ ไว้ลุงจะไปพูดกับน้องเฉิงให้…”

เฉิงซ่งขวัญหนีดีฝ่อ พยุงน้องสาวลงจากรถด้วยมือที่สั่นสะท้าน ครั้นฟังมาถึงตรงนี้ก็รีบท้วงติงเสียงดัง “ท่านลุง ท่านเอาอีกแล้วนะ! อย่าเห็นพวกเรามีแผลก็เหมารวมว่าเป็นท่านแม่ตีสิ!”

เฉิงเซ่าซางเองก็โมโหจนหายใจหอบถี่ “ต่อให้ท่านแม่เป็นคนตี พอเห็นท่านแม่ตีข้าแล้ว ท่านลุงดีใจเพียงนี้เชียวรึ!”

วั่นซงไป่พูดในอาการลิ้นแข็ง เห็นชัดว่าดื่มสุราที่สกุลอิ่นมาไม่น้อย ทว่าสมองยังไม่นับว่าเลอะเลือน เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “อย่าปากแข็งเลย ต่อให้หน้าเจ้าไม่ใช่แม่เจ้าเป็นคนตี วันนี้หลบมาที่นี่ก็ต้องเป็นเพราะนาง! เอาล่ะ! อย่ามัวยืนนิ่งอยู่เลย รีบเข้าจวนมาสิ เข้ามาเร็ว”

บ่าวรับใช้สกุลวั่นมีจำนวนมาก ความยิ่งใหญ่ของการล้อมหน้าล้อมหลังนั้นเหนือกว่าสกุลเฉิงอย่างไม่อาจเทียบขั้นได้

พอ ‘หมวยสิบสาม’ แห่งสกุลวั่นได้ยินว่าเฉิงเซ่าซางมาเยือนก็หน้าชื่นตาบาน รีบออกมาต้อนรับขับสู้ ยามพบกันที่หน้าโถง เฉิงเซ่าซางพบว่าซ้ายขวาหน้าหลังของแม่นางน้อยชีชีถึงกับรายล้อมด้วยบ่าวยี่สิบกว่าคน…ด้านหน้าสี่คนถือโคมนำทาง ด้านหลังสี่คนประคองกล่องหุ้มแพรบรรจุเสื้อนอกกับผ้าคลุมไหล่ ซ้ายขวาแปดคนชูโคม ยังมีรอบนอกอีกหลายคนถือคบไฟ

เฉิงเซ่าซางอับจนถ้อยคำอยู่เป็นนาน ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนเองซอมซ่ออย่างบอกไม่ถูก ผู้อื่นเป็นคุณหนูผู้ยิ่งใหญ่ แค่ออกจากห้องเดินมาถึงหน้าโถง ระดับความเอิกเกริกก็ราวกับประมุขแผ่นดินออกตรวจการแล้ว ส่วนตนหนีออกจากบ้าน เรื่องใหญ่เช่นนี้สองมือกลับว่างเปล่า ประสบการณ์ตื้นเขินโดยแท้ นึกว่าพระสนมตำหนักตะวันออกปิ้งแผ่นแป้ง** ซ้ำปิ้งคราวเดียวสองแผ่น แผ่นหนึ่งฉาบน้ำตาล แผ่นหนึ่งโรยเกลือ ช่างฟุ้งเฟ้อเสียนี่กระไร

วั่นชีชีเป็นแม่นางผู้มีน้ำใสใจจริง เพียงประคองหัวหมูอ้วนของเฉิงเซ่าซางไว้แล้วพินิจซ้ายขวา ก็ให้บังเกิดอารมณ์เศร้าสลดอย่างห้ามไม่อยู่ จึงสั่งบ่าวประคองเฉิงเซ่าซางไปยังที่พักของตนทันที รอจนไปถึงเรือนที่มีแสงโคมสว่างไสว เฉิงเซ่าซางก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดที่พบว่ากำลังคนของหมวยสิบสามยังมีอีกถึงสามสี่สิบคน จากนั้นนางก็ได้รับการปรนนิบัติดูแลร่างกายอย่างเลิศหรูอลังการเป็นที่สุด

เริ่มจากคลายมวยผมออกมาสางใหม่ ใช้น้ำอุ่นแช่เท้า ประคบหัวเข่ากับนิ้วมือด้วยผ้าที่ร้อนกรุ่น ตามด้วยชโลมน้ำมันให้ผิวชุ่มชื้น อบเครื่องหอมแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พอครบจบทุกขั้นตอนเฉิงเซ่าซางก็สบายตัวเสมือนหนึ่งได้เกิดใหม่อีกครา ระบายลมหายใจอย่างผ่อนคลาย ในใจนึกเสียดายว่าไฉนท่านลุงวั่นไม่ให้กำเนิดบุตรชายสักคน นางจะได้ให้ท่านพ่อเฉิงตบแต่งนางเข้าสกุลวั่นอย่างแน่นอน!

ในยุคนี้ขุนนางยังไม่ปรากฏระบบขั้นยศ โดยมากจึงใช้เบี้ยหวัดขุนนางเป็นตัวแบ่งแยกระดับสูงต่ำ ผู้ใดกันเล่าจะใช้ชีวิตโดยอาศัยเสบียงแค่ไม่กี่หู* นั้นจริงๆ! อย่างเช่นสกุลวั่นนี้เป็นตระกูลที่เรืองอำนาจในอำเภอสุยมาหลายชั่วคน เรือกสวนไร่นาครอบคลุมพื้นที่อำเภอถึงสองในสิบส่วน มองการณ์กันยาวๆ แล้ว บิดาของนางแม้มีโอกาสเลื่อนยศได้สูงกว่าท่านลุงวั่น ทว่าในปัจจุบันสกุลเฉิงไม่มีทางจะเปรียบความมั่งคั่งกับสกุลวั่นเป็นอันขาด

วั่นชีชียืนเท้าสะเอวอยู่ตรงกลาง ทางหนึ่งสาปแช่งให้อิ่นสวี่เอ๋อเป็นไข้ทรพิษผื่นขึ้นเต็มหน้ารักษาไม่หายตลอดไป อีกทางหนึ่งบัญชาการสาวใช้ให้มารายล้อมปรนนิบัติเฉิงเซ่าซางราวฝูงมดงาน รอจนเสร็จสิ้นทุกชั้นตอน เฉิงเซ่าซางโฉมใหม่ก็ถูกวั่นชีชีพาไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าวั่น

ระหว่างทางที่เดินไป เฉิงเซ่าซางใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ นางแจ้งใจว่านอกจากบ่าวรับใช้เก่าที่ถูกเซียวฮูหยินสะสางไปแล้วเหล่านั้น ใต้หล้าก็เหลือเพียงเก่อซื่อกับฮูหยินผู้เฒ่าวั่นผู้นี้ที่อาจค้นพบความผิดปกติของเฉิงเซ่าซาง สำหรับเก่อซื่อ อีกหลายปีค่อยพบกันใหม่ ตนย่อมไม่ต้องกังวลใจแล้ว ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าวั่น…ใครจะรู้เมื่อเฉิงเซ่าซางเข้าไปในเรือนฉือซินหลังใหม่ กลับถูกรูปโฉมของอีกฝ่ายทำให้สะดุ้งจนตัวโยนก่อน

ในห้องอวลด้วยกลิ่นหอมของตัวยา วั่นฮูหยินนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหญิงชราผู้หนึ่ง กำลังปรนนิบัติอีกฝ่ายดื่มยาอยู่

เรือนผมของฮูหยินผู้เฒ่าวั่นขาวโพลนจนสิ้น กระนั้นเค้าโครงของใบหน้าทรงเมล็ดแตงยังคงแจ่มชัดยิ่งยวด จมูกโด่งกับริมฝีปากอิ่ม ตลอดจนช่วงเอวกับแผ่นหลังที่ยืดตรง ล้วนมองเห็นได้ถึงความงามสง่าในวัยสาว เพียงแต่…สองตาของนางลู่ตกเล็กน้อย ใต้หนังตาด้านขวาบุ๋มลึก ไม่มีลูกตาแล้วอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังขาดใบหูซ้ายไปข้างหนึ่ง

ต่อให้แสงเทียนสว่างจ้า ใบหน้าของหญิงชราที่อยู่เบื้องหน้าสายตาก็ยังคงให้ความรู้สึกอันพิศวงอย่างบอกไม่ถูก โชคดียามนี้เฉิงเซ่าซางใบหน้าบวมช้ำยังไม่ทุเลา หาไม่ต้องถูกผู้อื่นมองแววตกตะลึงที่ปิดไม่มิดของนางออกแน่ นางจึงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะพูดให้น้อยเป็นดี

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นแต่งกายเรียบง่าย เครื่องประดับมุกมรกตล้วนมิได้ใช้ เนื้อผ้าเพียงขอให้นุ่มสบาย เรือนผมก็ใช้แค่ปิ่นไม้เกล้ามวยกลมธรรมดา ด้วยคำนึงถึงผู้บกพร่องการมองเห็น การตกแต่งในห้องจึงน้อยชิ้นทว่าประณีต จำพวกเตากำยานหรือชิ่ง** หยก ย่อมจะไม่ปรากฏที่นี่

เฉิงเซ่าซางคำนับทักทายฮูหยินผู้เฒ่าวั่นอย่างซื่อตรง

จากนั้นวั่นฮูหยินก็เหลียวหน้ามาเอ่ยปนยิ้ม “เซ่าซางมาแล้ว หนนี้มาอยู่หลายๆ วันนะ พี่สาวของชีชีออกเรือนไปกันหมด ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงชีชีจึงอยู่ว่างเบื่อหน่ายทั้งวัน พวกเจ้าพี่สาวน้องสาวอ่านตำราด้วยกันสิ คัดอักษรด้วยกัน…”

พอได้ยินคำว่า ‘คัดอักษร’ การตอบสนองแรกของเฉิงเซ่าซางคือมิสู้เอาแผ่นไม้ของเซียวฮูหยินมาคัดที่นี่เสียเลย ใครจะรู้วั่นชีชีกลับโวยวายขึ้นมาก่อน “คัดอักษรอันใดกันเล่า ลูกจะสอนเซ่าซางขี่ม้า! ยังมีอีกนะ ท่านแม่ ดูหน้าเซ่าซางสิ ล้วนเป็นเพราะเด็กแซ่อิ่นนั่น…”

“ชีชี ยังไม่ถอดบรรดา ‘ก้อนหิน’ บนร่างเจ้าออกอีก” ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นพลันเอ่ยปาก “นี่ก็ตกค่ำแล้ว เจ้ายังห้อย ‘ก้อนหิน’ ดังกรุ๊งกริ๊งทั้งตัวให้ใครดู ไม่ยักบ่นว่าหนัก”

วั่นฮูหยินหลุดเสียงคิกออกมา เฉิงเซ่าซางกลั้นหัวเราะไว้…จริงเสียด้วย ต่อให้อยู่ในบ้านหมวยสิบสามก็ยังแต่งกายหรูหราไม่เปลี่ยน ห่วงทองคำที่ห้อยอัญมณีราวตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นยังคงส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวานใส ต่อให้เป็นคนตาบอดก็ไม่มีทางจะมองข้ามไปได้

วั่นชีชีแก้ต่างอย่างวางหน้าไม่สนิท “คือว่า…ท่านย่ายังไม่รู้ ตอนนี้ในเมืองหลวงนิยมการแต่งตัวเช่นนี้เจ้าค่ะ”

“ถ้าเจ้าหาแม่นางน้อยอีกคนที่แต่งตัวเช่นเจ้าออกมาให้ย่าได้ ย่าจะสั่งทำอัญมณีแบบนี้ให้เจ้าอีกชุด แต่หากหาออกมาไม่ได้ เจ้าก็กำนัลมันให้ย่าแล้วกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเอ่ยเรียบๆ

วั่นชีชีเงื่องหงอยลงทันตา มองไปทางมารดาอย่างน่าสงสาร วั่นฮูหยินแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พอดีตอนนี้แม่ทัพวั่นซงไป่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า เห็นชัดว่าเขาล้างเนื้อล้างตัวแล้วค่อยมา บนร่างจึงไม่ติดกลิ่นสุราแม้สักนิด

“เซ่าซาง จื่อฝูพี่รองเจ้ากลับไปแล้วนะ เรื่องราวลุงรู้ทั้งหมดแล้ว เจ้าก็อยู่ที่นี่หลายวันหน่อย ชั่วดีอย่างไรก็รอจนแม่เจ้าคลายโทสะก่อน”

เฉิงเซ่าซางรีบหมอบคำนับพลางกล่าวขอบคุณท่านลุงวั่น นางรู้สึกขอบคุณอาการบวมช้ำบนใบหน้าและศีรษะยิ่งนัก ตอนนี้กระทั่งแสร้งทำสีหน้าเกรงใจก็ไม่ต้องทำแล้ว ไหนๆ ก็ไม่มีใครมองออก

เห็นชัดว่าวั่นซงไป่ได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้ จึงหันไปกล่าวว่า “ท่านแม่ขอรับ ดวงตาชราภาพของท่านมองไม่ถนัด อันที่จริงชีชีแต่งตัวเช่นนี้น่ามองยิ่ง”

วั่นชีชีเงยหน้ามองบิดา นัยน์ตาท่วมท้นด้วยประกายวิบวับแห่งความยินดี

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเอ่ย “แม่ชอบความสมถะ พ่อเจ้าชอบความเรียบง่าย ทว่าเจ้ากลับเป็นเยี่ยงนี้มาแต่เล็ก ไม่รู้เมื่อแรกหมอตำแยผู้นั้นอุ้มเจ้ามาผิดใช่หรือไม่ แต่ชีชีน่ะ…อุ้มมาไม่ผิดแน่”

วั่นฮูหยินกับเฉิงเซ่าซางต่างก้มหน้าลง พยายามสุดชีวิตที่จะไม่หลุดเสียงหัวเราะออกมา

วั่นซงไป่เม้มปากดังแจ๊บๆ ก่อนเอ่ยกับบุตรสาว “คือว่า…เซ่าซางยังท้องว่างอยู่เลย เจ้ารีบพานางไปกินอาหารสิ เอ่อ เจ้าแวะเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย อีกอย่าง…แค่กๆ ต่อไปเครื่องประดับก็ใส่น้อยชิ้นลงหน่อย”

วั่นชีชีขานรับคอตก ก่อนจูงเฉิงเซ่าซางที่ยังกลั้นหัวเราะอยู่กล่าวอำลาจากไป

วั่นซงไป่เห็นเด็กสาวสองคนออกไปแล้ว ค่อยหันมายิ้มกล่าว “ท่านแม่ วันนี้ลูก…”

“เรื่องสัพเพเหระไว้ค่อยมาว่ากัน วันนี้หลิงปู้อี๋มาเยือน ต้องมิใช่เพื่อมาดูสภาพเจ้าเมาสุรา กุนซือรอหารือกับเจ้าอยู่ที่โถงบัญชาการแล้ว จงรีบไปเถิด”

วั่นซงไป่แจ้งใจว่านี่เป็นเหตุผลอันถูกควร จึงจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์

เห็นสามีกับบุตรสาวล้วนออกไปแล้ว วั่นฮูหยินก็โบกมือให้สาวใช้ผู้ติดตามถอยไป ตนเองลองสัมผัสชามยาก่อนถามเสียงเบา “ท่านแม่ ยาค่อนข้างเย็นแล้ว มิสู้อุ่นร้อนสักหน่อยค่อยดื่ม”

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นกลับบอกว่า “ไม่ต้องหรอก” จากนั้นรับชามไม้เคลือบเงาไปดื่มจนหมดในรวดเดียว วั่นฮูหยินรีบส่งน้ำสะอาดให้แม่สามีบ้วนปาก แล้วใช้ตะเกียบเงินส่งผลไม้แช่อิ่มให้หนึ่งชิ้น ทว่าถูกอีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ

“หนนี้ดียิ่ง บรรดาเด็กสาวที่ชีชีคบหาก่อนหน้านี้ล้วนไม่ได้มาเมืองหลวง ยามนี้มีเซ่าซางเคียงข้าง นางคงไม่ร่ำร้องจะไปเที่ยวล่าสัตว์ทุกวันอีก ถึงอย่างไรก็เป็นสาวเป็นนาง อายุก็ไม่น้อยแล้ว ควรหัดเรียบร้อยเป็นกุลสตรีเสียที” วั่นฮูหยินก้มหน้าจัดวางจานชาม

“มีคำพูดก็เอ่ยมาตามตรงเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นกล่าว “อย่าลีลาอ้อมค้อม อีกอย่างฝีมือเลี้ยวอ้อมของเจ้าก็ไม่ได้สูงส่งนัก”

วั่นฮูหยินหน้าแดงระเรื่อ “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านไม่ได้เห็น พอพูดจาไม่ลงรอยนางก็ตรงเข้าต่อยตี นี่เป็นการกระทำของกุลสตรีตระกูลลือนามที่ใดกัน ข้ารู้ว่าคำพูดของสวี่เอ๋อไม่เหมาะสม แต่ต่อให้ได้รับความไม่เป็นธรรมก็มีวิธีอื่นสะสาง ไยต้องกระทำป่าเถื่อนสุดโต่งเยี่ยงนี้เล่า”

“เช่นนั้นเจ้าลองว่ามา ควรสะสางด้วยวิธีใดถึงจะระบายลมขุ่นที่คับอกนี้ได้ ทั้งไม่หมางใจกัน”

วั่นฮูหยินอึกอัก “ข้า…ข้าไหนเลยจะรู้ได้เจ้าคะ เพียงแต่ อาจจะ…แจ้งผู้ใหญ่ก่อน…”

“ต่อให้หยวนอีสองสามีภรรยารู้แล้ว เรื่องเล็กแค่นี้มีหรือจะป่าวร้องได้ อย่างมากก็ทำให้แม่นางอิ่นผู้นั้นถูกตำหนิเล็กน้อย จะระบายลมขุ่นที่คับอกได้อย่างไร”

วั่นฮูหยินผู้มีจิตใจอ่อนโยนเสมอมาเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “เหตุใดต้องระบายด้วยเล่าเจ้าคะ อดกลั้นสักนิดก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือไร”

“คนเรามีชีวิตอยู่ก็ด้วยลมหนึ่งเฮือก สิ้นลมไปก็คือสังขารที่ไร้ชีวิต”

วั่นฮูหยินก้มหน้าเงียบงัน

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นกล่าว “เดิมเจ้าอยากให้ชีชีเป็นสหายกับเฉิงยางมิใช่หรือ ตลอดหนึ่งวันนี้นางกับเฉิงยางกินดื่มร่วมโต๊ะ เดินเคียงร่วมทาง แต่กลับบ้านมาแล้วเจ้าได้ยินชีชีเอ่ยถึงอีกฝ่ายสักครึ่งประโยคหรือไม่ กลับห่วงหาเซ่าซางอยู่ทุกคำ คาดว่าคืนนี้พวกนางสองคนยังจะนอนเท้าชนกันอย่างสนิทสนมด้วย ข้าเองก็มองพลาดไป ที่แท้เด็กคนนั้นเมื่อก่อนตอนอยู่กับเก่อซื่อล้วนแสร้งเขลามาโดยตลอด”

วั่นฮูหยินถอนหายใจเบาๆ

“ไม่ทำจึงจะไม่ผิด ทำแล้วย่อมจะมีข้อผิดพลาด แม้วิถีแห่งทางสายกลางจะมีจุดที่น่าฝึกฝนเรียนรู้ ทว่าเดินสายกลางเกินไปหนึ่งก้าว ก็จะกลายเป็นคนขลาดที่เอาแต่รักษาตัวรอด” ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเอ่ย “หากแม่ทัพเฉิงก็หัดเดินสายกลางอันใดนั่น เจ้านึกว่าข้าจะให้ซงไป่สาบานเป็นพี่น้องกับเขาหรือ! ในกลียุคพี่น้องร่วมสาบานที่ไม่อาจยืดอกสกัดขวางดาบแจ้งธนูลับแทนเจ้าในห้วงคับขัน ยังจะเอามาทำอันใด”

วั่นฮูหยินเอ่ยอย่างหวาดหวั่น “ท่านแม่!”

“ชีชีเหมือนซงไป่ เซ่าซางก็เหมือนแม่ทัพเฉิง บิดากับบุตรสาวคู่นั้นล้วนเป็นคนใจคอกว้างขวางไม่ยึดติดเรื่องหยุมหยิม เมื่อครู่ที่เซ่าซางสวมเป็นชุดเก่าของชีชีกระมัง ความจริงสองปีก่อนชีชียังเหลือชุดใหม่ที่ไม่เคยใส่อีกตั้งมาก เพียงแต่รีบร้อนจะมาคารวะข้าจึงไม่ได้ไปรื้อหาที่คลังสิ่งของ ขณะที่ตนเองหยกอัญมณีเต็มร่าง ทั่วห้องวิจิตรหรูหรา แต่กลับให้แขกสวมชุดเก่า เซ่าซางมีสีหน้าไม่ดีให้เห็นสักนิดหรือไม่”

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเบิกดวงตาซ้ายขึ้นช้าๆ ลูกนัยน์ตาฝ้าฟางแล้ว ทว่าประกายอันเฉียบคมยังคงอยู่ “ไม่มีเลย ข้าเห็นเด็กคนนั้นอากัปกิริยาเป็นปกติ แววตาสะอาดหมดจด ไม่ติดใจเรื่องพวกนี้โดยสิ้นเชิง ความสนิทชิดเชื้อกับความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อชีชีล้วนออกมาตามธรรมชาติ”

วั่นฮูหยินไม่ได้สังเกตสิ่งเหล่านี้เลย ต่อเมื่อได้ยินแม่สามีเอ่ยถึงจึงค่อยพยายามหวนระลึกสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่

“สิบกว่าปีก่อนพวกเราเมื่อแรกมาถึงเมืองหลวง ตอนที่ซื้อคฤหาสน์หลังเก่าได้ยกเรือนข้างให้สกุลเฉิงไป เดิมนี่เป็นเจตนาดี แต่หากอีกฝ่ายเป็นพวกใจแคบ คงไม่แคล้วคิดว่า ‘ข้ากับท่านคบหาเป็นพี่น้อง ท่านกลับมองข้าเสมือนบ่าวรับใช้ ให้ข้าอาศัยอยู่เยื้องหลังคฤหาสน์อันใหญ่โตของท่าน’ ทว่าแม่ทัพเฉิงไม่ได้ใส่ใจสักนิด ยังยินดีที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายหนึ่งก้อน และสามารถฝากให้บ้านเราช่วยดูแลครอบครัวเขาอยู่ด้านข้าง ข้าคิดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ ให้เขาเป็นเพื่อนซงไป่ไปออกรบ ข้าก็สามารถวางใจได้แล้ว”

ตัวอย่างนี้น่าเชื่อถือยิ่ง วั่นฮูหยินกล่าวสนับสนุน “นั่นสิเจ้าคะ! เอ่ยถึงแม่ทัพเฉิง เขาปฏิบัติกับซงไป่ดุจพี่น้องร่วมอุทรจริงๆ ไม่สิ ต่อให้เป็นพี่น้องร่วมอุทรก็ไม่แน่ว่าจะทำได้เช่นนี้ ซงไป่มุทะลุ ออกศึกเผชิญเหตุน่าหวาดหวั่นหลายหน ล้วนเป็นแม่ทัพเฉิงเอาชีวิตเข้าช่วย โดยเฉพาะหนนั้น อืม ตอนที่ชีชีแปดขวบได้กระมัง แม่ทัพเฉิงทั่วร่างอาบเลือดก็ยังแบกซงไป่กลับมา ข้าตกใจแทบตายเลยเจ้าค่ะ!”

นึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้น นางก็ยังคงพรั่นพรึง “ที่ยิ่งหาได้ยากคือแม่ทัพเฉิงทำเพื่อซงไป่จนเจ็บหนักเยี่ยงนั้น แม้แต่หยวนอีที่เป็นคนเข้มแข็งก็ยังโผไปหาร่างแม่ทัพเฉิง กระทั่งน้ำตาไหลพรากออกมาแล้ว กลับไม่มีคำต่อว่าพวกเราแม้ครึ่งประโยค”

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นค่อยๆ ปิดดวงตาซ้ายลง “การเลือกสหาย มิใช่เจ้าควักหัวใจทั้งดวงออกมาก็ใช้ได้ ต้องดูคนให้เป็นด้วย เฮ้อ ข้าแก่แล้ว วาจานี้เดิมควรพูดกับหลานชาย สอนเขาว่าจะมองคนรู้จักคนอย่างไร ยามนี้กลับพูดพร่ำกับเจ้าอยู่ที่นี่”

วั่นฮูหยินก้มหน้างุด “ล้วนเป็นลูกสะใภ้คนนี้ที่ไร้สามารถ ไม่อาจให้กำเนิดทายาทสืบสกุล”

“เกี่ยวอันใดกับเจ้าเล่า” ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นแค่นหัวเราะ “หนึ่งรุ่นเป็นเช่นนี้ ทุกรุ่นก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อเหล่าบรรพชนล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ถึงคราวให้พวกเราตกประหม่าอันใด” เอ่ยมาถึงตรงนี้น้ำเสียงของนางก็เปลี่ยนทันใด “ดังนั้น…เจ้าจึงหมายตาสกุลอิ่นที่มากลูกมากหลาน? คิดจะรับเขยแต่งเข้าสักคนให้ชีชี?”

วั่นฮูหยินตระหนกจนหน้าถอดสี แสนจะประหวั่นลนลาน รีบหมอบร่างโขกศีรษะ “ลูกสะใภ้มิกล้าเจ้าค่ะ!”

“กล้าไม่กล้าอันใดเล่า เจ้ากับอาหยวนสนิทกันดั่งพี่น้อง หากบังเกิดความคิดเช่นนี้ก็ไม่แปลก”

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเอ่ยผ่านๆ ก่อนโบกมือเรียกให้ลูกสะใภ้ลุกขึ้น “เพียงแต่…เจ้ายินยอม แล้วชีชียินยอมหรือ ซงไป่ยินยอมหรือ พวกเขาสกุลอิ่นมีคนหนุ่มไม่น้อยอยากเข้ากองทัพสร้างความชอบทางทหาร พวกเรากับสกุลเฉิงช่วยได้ก็ช่วย ทว่าสกุลอิ่นบุตรหลานล้นหลาม จริงอยู่ชีชีไม่โง่เขลา แต่ถึงอย่างไรก็ตัวคนเดียวด้อยกำลัง รอจนพวกเราตายจากไปแล้ว ทรัพย์สินที่พ่อสามีเจ้าสะสมไว้ เกรงว่าจะตกเป็นของสกุลอิ่นจนสิ้น”

วั่นฮูหยินผวาหนัก โขกศีรษะติดๆ กันพลางเอ่ยปนเสียงสะอื้น “ข้าไม่มีความคิดจะกินในโกยนอกเยี่ยงนี้แน่! ข้าเพียงแต่คิดว่าการรับเขยแต่งเข้า ฝ่ายชายที่มีฐานะทัดเทียมกับสกุลวั่นเรามีหรือจะยินยอม หากเป็นคนครอบครัวเล็กชาติตระกูลต่ำก็เกรงว่าจะไม่ยุติธรรมต่อชีชี เดิมทีสกุลเฉิงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ทว่าบ้านนั้นเดิมก็มีสมาชิกน้อย ข้าไหนเลยจะกล้าเอ่ยปากเรื่องนี้ เหลือก็แต่อาหยวน สกุลอิ่นมีบุตรหลานสายรองมากเพียงนั้น ไม่แน่อาจมีคนพยักหน้าก็เป็นได้”

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นผงกศีรษะ “ใครว่าไม่ใช่เล่า รับเขยแต่งเข้าก็ยุ่งยากเช่นนี้เอง เพียงแต่ข้าขอเตือนเจ้า ยังคงพักความคิดนี้ไว้ก่อนจะดีกว่า ข้าเห็นซงไป่รักถนอมบุตรสาวยิ่งนัก สิบสองคนแรกล้วนตบแต่งให้เป็นอย่างดี นับประสาอะไรกับชีชีที่เป็นแก้วตาดวงใจของเขา จะต้องให้ออกเรือนไปอย่างมีหน้ามีตาแน่นอน”

วั่นฮูหยินเอียงหน้าร่ำไห้กล่าว “ซงไป่อายุไม่น้อยแล้ว บัดนี้ยังคงไร้ผู้สืบทอด หากไม่รับเขยแต่งเข้า จะรับเครือญาติเป็นบุตรบุญธรรมหรือเจ้าคะ เครือญาติเหล่านั้น…ซงไป่ล้วนล่วงเกินจนทั่วแล้ว” นางไม่ค่อยกล้ามองหน้าแม่สามี เพราะชนวนเหตุอยู่ที่ตัวแม่สามีผู้นี้เอง

ฮูหยินผู้เฒ่าวั่นเอ่ย “เจ้าห่วงมากเยี่ยงนี้ไปไย ไม่แน่เจ้าอาจตายก่อนข้ากับซงไป่ด้วยซ้ำ กระทั่งหลับตาก็ยังอุตส่าห์ห่วงเรื่องนี้ ถึงเวลาโลงไม้หนานมู่ลายทอง* ของข้าใบนั้นให้เจ้าใช้ก่อนเลยก็ได้”

 

หยาดน้ำตาบนใบหน้าของวั่นฮูหยินยังคงไม่แห้ง นางตะลึงงันไม่รู้จะต่อบทสนทนาเช่นไรดี แนวทางการพูดจาของแม่สามี กระทั่งหลายสิบปีแล้วตนก็ยังไม่เคยชิน บางทีคงมีแต่นายท่านผู้เฒ่าวั่นที่ล่วงลับไปแล้วจึงจะชื่นชอบเหลือเกินกระมัง

* ไท่จี๋ คือสภาวะดั้งเดิมในขณะที่ฟ้าดินยังรวมกลุ่มกันไม่แบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอินหยาง (หยินหยาง) รูปสัญลักษณ์จะเป็นวงกลมที่แบ่งครึ่งด้วยเส้นโค้ง ครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว เรียกว่า ‘ไท่หยาง’ (หยางมาก) อีกครึ่งเป็นสีดำ เรียกว่า ‘ไท่อิน’ (อินมาก) ในครึ่งสีขาวจะมีจุดดำปนอยู่หนึ่งจุด เรียกว่า ‘เซ่าอิน’ (อินน้อย) และในครึ่งสีดำก็จะมีจุดขาวปนอยู่หนึ่งจุดเช่นกัน เรียกว่า ‘เซ่าหยาง’ (หยางน้อย) ทั้งสี่นี้ก็คือสภาวะทั้งสี่อันเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง

** พระสนมตำหนักตะวันออกปิ้งแผ่นแป้ง ใช้กล่าวอย่างขบขันถึงผู้ที่รู้น้อยโลกแคบ หลงนึกว่าแผ่นแป้งปิ้งเป็นอาหารชั้นเลิศที่ฟุ้งเฟ้อที่สุดแล้ว ซ้ำพระสนมในวังยังเป็นผู้ปิ้งให้ฮ่องเต้ได้เสวยทุกวันด้วย

* หู เป็นภาชนะโบราณที่มีปากแคบ ก้นกว้าง เดิมมีปริมาตร 10 โต่ว (100 ลิตร) จึงใช้เป็นมาตราตวง แต่ต่อมาลดปริมาตรเหลือ 5 โต่ว (50 ลิตร)

** ชิ่ง คือเครื่องดนตรีจีนโบราณประเภทเครื่องตี รูปทรงคล้ายไม้บรรทัดงอ ทำจากหินหรือหยก เจาะรูแขวนได้ อาจมีชิ้นเดียวหรือมีหลายชิ้นแขวนห้อยเรียงกัน แล้วใช้ไม้เคาะตีให้เกิดเสียง

* หนานมู่ เป็นไม้ยืนต้นที่สูงได้ถึง 30 เมตร เนื้อไม้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แข็งแรงทนทาน เหมาะในการทำเครื่องเรือน ไม้หนานมู่ลายทองเป็นไม้หนานมู่ประเภทหนึ่ง เนื้อไม้มีลวดลายเป็นประกายสีทองคล้ายผ้าแพรไหม มีมูลค่าสูงมาก

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 22 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: