X
    Categories: ตัวร้ายต้องสวมบทบาทอยู่ทุกวันทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ตัวร้ายต้องสวมบทบาทอยู่ทุกวัน บทที่ 201-202

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 201

เฉินวั่งซูได้ยินก็กระทืบเท้าสองทีทันควัน

นางก้มตัวลงพร้อมกับยิ้มตาหยี “หม่อมฉันก็ว่าอยู่ว่าไฉนหิมะที่นี่ถึงแข็งเหมือนกับหินในห้องปลดทุกข์ กระทืบดูก็ไม่มีเสียงกระทบ ที่แท้ข้างล่างนี้มีคนอยู่นี่เอง! นี่มันวันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง ท่านไม่ผิงไฟดื่มสุราอยู่ในจวน กลับวิ่งมาเป็นหินรองเท้าอยู่บนภูเขาหิมะนี้เพื่อฝึกวรยุทธ์สำนักใด”

“โบราณกล่าวไว้อย่างดี อันว่าผู้ที่กำลังประสบความสำเร็จ สวรรค์จะทดสอบจิตใจ ทดสอบร่างกาย ทดสอบความอดทนของเขา…หลานสี่จึงกำลังรอพึ่งผลบุญจากท่านอย่างไรเล่า!”

องค์ชายสี่ถ่มหิมะออกมา ก่อนยกมือชี้อย่างยากลำบาก “ท่านคิดว่าข้าอยากมาหรือไร ท่านอาหญิง ท่านรีบลงไปเร็วๆ ถ้ายังไม่ลงข้าจะถูกท่านเหยียบจมหิมะแล้ว ล้วนกล่าวกันว่าหญิงสาวชาวต้าเฉินแต่ละคนตัวเบาราวกับนกนางแอ่น ท่านอาหญิง ท่านยังหนักกว่าระฆังใหญ่ที่วัดหานซานถึงสามส่วน…ไม่ใช่ ห้าส่วนต่างหาก!”

เฉินวั่งซูกระโดดลงจากหลังองค์ชายสี่ “มองไม่ออกเลยว่าท่านชอบวิ่งแบกระฆัง ในนิยายก็มิใช่มีเต่าพันปีชอบแบกระฆังเดินส่ายไปทั่วเหมือนกันหรือไร”

นางพูดพลางมองไปทางที่องค์ชายสี่ชี้ ครั้นมองไปก็หวิดจะลื่นไถลลงนอนแผ่กับพื้น เพราะนางมองเห็นเพียงบนผนังผาที่อยู่ไม่ไกลมีคนผู้หนึ่งเกาะอยู่

สตรีผู้นั้นสวมชุดขี่ม้าสีแดงเพลิง เสื้อคลุมที่ด้านหลังปลิวไสวราวกับธงสี หากให้คนสายตาสั้นมาดูคงได้นึกว่าบนผนังผามีว่าวสายป่านขาดห้อยอยู่

ฉินเจ่าเอ๋อร์มองเห็นเฉินวั่งซูก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกไปมาอย่างยากลำบาก “วั่งซู เจ้าเองก็มาปีนเขาเหมือนกันหรือ พวกเราช่างใจตรงกันโดยแท้!”

มีแต่ผีน่ะสิที่อยากใจตรงกันกับคนพิลึกอย่างพวกท่านสามคน!

เฉินวั่งซูแทบอยากจะกุมศีรษะแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ที่แคว้นต้าเฉินนี้ไม่ว่ามองไปทางใดก็มีข้าเป็นคนปกติเพียงคนเดียว!

“ท่านไปช่วยนางลงมาเถอะ มิเช่นนั้นข้าห่วงว่านางจะกลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งอยู่บนผาแล้ว”

เฉินวั่งซูสั่งด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

เหยียนเจวี๋ยกระตุกมุมปาก กระโดดขึ้นไปคว้าตัวฉินเจ่าเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนผนังผาลงมา

ครั้นฉินเจ่าเอ๋อร์ลงมาถึงพื้นขาก็อ่อนยวบ ทรุดตัวลงนั่งทันที องค์ชายสี่ที่เพิ่งยืนขึ้นได้ครึ่งเดียวถูกทับลงไปอีกครั้ง

“ฉินเจ่าเอ๋อร์! สมองข้าต้องถูกหิมะเข้าแล้วแน่ๆ ถึงได้ตามมาปีนเขากับเจ้า! เจ้ารีบลุกขึ้น!!!”

องค์ชายสี่ถ่มหิมะเต็มปากออกมาก่อนส่งเสียงโวยวาย

ฉินเจ่าเอ๋อร์ได้ยินแล้วก็ระเบิดอารมณ์ทันควัน ลุกขึ้นยืนในทันใด “ ‘ปีนเขา’ ที่หม่อมฉันหมายถึงคือค่อยๆ เดินขึ้นตามทางบนเขา ต่อให้หม่อมฉันมาที่นี่ไม่ถึงสิบครั้งก็ต้องถึงแปดครั้งแล้ว ยามฤดูใบไม้ร่วงตรงกลางของไหล่เขาจะมีใบเฟิง* ร่วงอยู่บริเวณใหญ่ งดงามอย่างยิ่ง

ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใดบอกว่าตนเองเติบโตมาในเขาตั้งแต่เล็ก เคยทำศึกกับสุนัขเป่ยฉีในเขามาเป็นแปดร้อยรอบ เหลือบมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าทางลัดบนเขาอยู่ตรงที่ใด พอปีนจากข้างล่างขึ้นมาถึงช่วงกลางไหล่เขาก็เริ่มมีพายุหิมะ หม่อมฉันไม่ใช้หน้าไม้เล็กยิงท่านให้ตายก็นับว่าเห็นแก่ที่ตนเองไม่อยากเป็นม่ายตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งแล้ว”

“เจ้ายอกย้อนเก่งเสียจริง!”

ฉินเจ่าเอ๋อร์หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโมโหหรือเพราะหนาวกันแน่

เฉินวั่งซูฟังแล้วก็ตกใจจนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ภูเขาหิมะนี้ครึ่งหนึ่งเป็นเนินเขาราบเรียบ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นสถานที่ที่หญิงสาวชนชั้นสูงชอบมาตั้งกระโจมเที่ยวเล่น

อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน เป็นดั่งสถานที่ที่บุตรเขยใจร้ายชอบมาผลักพ่อตาแม่ยายตกเขาให้ตายๆ ไปเสีย

ให้ตายเถิด องค์ชายสี่กับฉินเจ่าเอ๋อร์นัดเดตกันส่วนตัวถึงกับเป็นการปีนหน้าผา…พิลึกกว่าที่เหยียนเจวี๋ยพาข้ามาไถลหิมะกินหิมะในวันปีใหม่นับหมื่นเท่า!

องค์ชายสี่เห็นฉินเจ่าเอ๋อร์โกรธจริงๆ แล้วก็แค่นเสียงสองทีก่อนยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขากระโดดกับที่สองสามที สะบัดหิมะบนตัวออก ก่อนจะนวดบั้นเอวตนเอง

หญิงสาวหนักราวเขาไท่ซาน หวิดจะทับเขาหลังหักแล้ว!

“ ‘ปีนเขา’ ถ้าไม่ปีนจริงๆ จะเรียกว่าปีนเขาได้อย่างไร! พวกข้ารบกับชาวเป่ยฉี อย่าว่าแต่ภูเขาพรรค์นี้เลย กระทั่งผนังหินโล้นๆ ก็ต้องทำตัวเป็นหุ่นไม้ไต่ขึ้นไป…”

พอมองเห็นแววตาของฉินเจ่าเอ๋อร์องค์ชายสี่ก็ตัวสะท้านวาบ ยกมือกุมอกตนเอง “ก็ได้…ข้าผิดไปแล้ว เดิมทีข้าคิดจะกระโดดมาอยู่บนหินใหญ่ก้อนนี้ก่อน พักหายใจหายคอได้สักนิดแล้วก็จะไปช่วยเจ้า แต่คิดไม่ถึงว่าท่านอาหญิงจะตกลงมาจากฟ้า…หวิดจะปลิดชีวิตน้อยๆ ของข้าแล้ว ครั้งนี้นับว่าข้าผิดไปแล้ว ติดค้างเจ้าหนหนึ่ง”

ฉินเจ่าเอ๋อร์เหลือกตา ควานหาเชือกสีแดงเส้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อแล้วผูกเป็นเงื่อน

องค์ชายสี่เห็นแล้วก็โหวกเหวกโวยวายขึ้นมาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน “เจ้าจะโกงกันใช่หรือไม่ เป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะติดค้างเจ้าห้าครั้งแล้ว”

มือของฉินเจ่าเอ๋อร์ที่ผูกเงื่อนอยู่เกิดอาการชะงักค้าง “ท่านพูดอะไร”

องค์ชายสี่นิ่งงันไปก่อนส่ายหน้า “ข้าติดค้างเจ้าห้าครั้งจริงๆ ข้านึกขึ้นได้แล้ว”

ฉินเจ่าเอ๋อร์พยักหน้า มองตาองค์ชายสี่พลางพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ในเมื่อท่านมีปณิธานยิ่งใหญ่ ก็พึงรู้ว่าสุภาพชนยึดถือความซื่อสัตย์เป็นรากฐาน การผูกเงื่อนสัญญานี้เดิมก็เป็นข้อตกลงของสุภาพชน หากท่านยอมรับมันก็เป็นผล หากท่านไม่ยอมรับมันก็ไม่เป็นผล ต่อให้หม่อมฉันหลอกท่านโกงท่านเป็นร้อยหนก็ไม่มีประโยชน์อันใด”

องค์ชายสี่กำหมัดปิดปากไอ อำพรางอาการกระอักกระอ่วนของตนเอง

“คือว่า…หิมะตกหนักเกินไป พวกเราขยับไปด้านใน จะได้หลบหิมะสักหน่อย” เหยียนเจวี๋ยเห็นคนทั้งหลายสงบลงแล้วถึงได้เอ่ยปาก “พวกท่านล้วนเป็นคนถึกทน แต่วั่งซูร่างกายบอบบาง”

ไม่รอให้องค์ชายสี่มีอาการตอบสนอง ฉินเจ่าเอ๋อร์ก็จูงเฉินวั่งซูเดินไปชิดผนังผาแล้ว “ท่านหนาวหรือไม่ ข้าจะถอดเสื้อคลุมบังให้ท่าน ข้าร่างกายแข็งแรงยิ่ง ทนหนาวได้”

เฉินวั่งซูส่ายหน้า “อย่าไปฟังเหยียนเจวี๋ยพูดเลย ข้าสบายดี มู่จิ่นเป็นห่วงข้า สอดเตาอุ่นมือมาให้ข้าด้วย ยังร้อนอยู่ตลอด อีกอย่างหนึ่งหากข้าหนาว ข้าคงให้เหยียนเจวี๋ยถอดเสื้อคลุมให้นานแล้ว”

ฉินเจ่าเอ๋อร์ได้ยินดังนี้ก็หัวเราะขึ้นมา

ในภูเขาหิมะเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวเราะกังวานใสเสนาะหูของนาง

“ตอนข้ายังเล็กเคยไปอาศัยในจวนท่านตาช่วงหนึ่ง อืม พูดให้ถูกคือจวนท่านตาของมารดาข้า ท่านตาทวดแซ่เสิ่น ท่านลุงสาม…หน้าไม้เล็กคันนั้นที่ข้ามอบให้เจ้าก็เป็นท่านลุงสามทำขึ้น ส่วนคันที่ข้าใช้ในตอนนี้เป็นของที่ข้าทำเอง ท่านลุงสามกับมารดาข้าเป็นสหายกันมาตั้งแต่เล็ก เดิมทีตั้งใจจะแต่งงานกัน แต่ใครเล่าจะคิดว่ามารดาข้าจะได้พบกับบิดาข้า…ลุงสามฝีมือดี ทำพวกของเล่นแปลกประหลาดเช่นนี้เป็นประจำ คราวนั้นก็หิมะตกหนักเยี่ยงนี้ ท่านลุงสามพาข้ากับเสิ่นอันที่เป็นญาติผู้พี่ขึ้นเขาไปจับไก่ฟ้าด้วยกัน จากความสามารถของหน้าไม้เล็กคันนั้น…เจ้าทายดูว่าเป็นอย่างไร”

ฉินเจ่าเอ๋อร์พูดพลางวาดฝีไม้ลายมือ

ก่อนหน้านี้องค์ชายสี่ทำเรื่องให้คนชังน้ำหน้า รู้สึกละอายใจจึงพูดเสริมขึ้นมาทันที “ฆ่าไก่ฟ้าจนตายหมด?”

ฉินเจ่าเอ๋อร์แค่นเสียงคราหนึ่งก่อนส่ายหน้า

เฉินวั่งซูหัวเราะเหอะๆ “ยิงไก่ฟ้าได้ตัวเดียว แต่แย่นักที่ต้องงมเข็มให้เขาเป็นครึ่งคืน!”

“ฮ่าๆๆ! ข้าว่าแล้วว่าวั่งซูน่าสนใจเหลือเกิน ถูกต้อง! บนเข็มของเขาทายาไว้ ผลคือไก่ฟ้าตัวนั้นพวกข้าไม่กล้ากินยังพอว่า คนตระหนี่ผู้นั้นยังอุตส่าห์จะหาเข็มกลับมาให้ได้ทุกเล่ม หน้าไม้เล็กนั่นควบคุมทิศทางไม่ได้ ยิงทีก็มีสภาพเหมือนนางฟ้าโปรยบุปผา…ข้ากับญาติผู้พี่ต่อว่าเขาจนสลดไปตลอดทาง สุดท้ายเขาต้องเลี้ยงน่องแพะย่างพวกข้าน่องหนึ่ง ทุกคนได้หน้าไม้เล็กมาคนละคันถึงได้ยอมเลิกรา! หน้าไม้เล็กคันนั้นข้าพกอยู่หลายปี ก็คือคันที่มอบให้เจ้า”

บทที่ 202

เฉินวั่งซูฟังแล้วหรี่ตา ถึงอย่างไรชั่วขณะนี้ก็มีลมหิมะพัดแรงยิ่ง ถึงไม่อยากหรี่ตาก็ต้องหรี่ มิเช่นนั้นดวงตาแสนดีคู่นี้ของนางคงได้เต็มไปด้วยหิมะแล้ว

แม่ทัพฉินมีคุณธรรมความรู้ตื้นเขิน แต่มีใจฝักใฝ่ในลาภยศอย่างแรงกล้า ยังดีที่รู้กาลเทศะ

ตอนแรกที่ฉินเจ่าเอ๋อร์มอบหน้าไม้เล็กให้ นางบอกว่าข่งซื่อผู้เป็นมารดามาจากตระกูลบัณฑิตธรรมดาทั่วไป มีชีวิตอยู่ในสกุลฉินซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพได้อย่างยากลำบาก ทั้งยังบอกว่าตอนนางยังเด็กใช้หน้าไม้เล็กเล่นงานผู้อื่นเป็นประจำ…แปลกพิกลไปเสียทุกจุดจริงๆ

แต่มาตอนนี้เมื่อฉินเจ่าเอ๋อร์เอ่ยถึงสกุลเสิ่นก็สามารถอธิบายได้แล้ว

สกุลเสิ่นนี้เมื่อก่อนตอนอยู่ที่เมืองตงจิงเคยมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่อดีตฮ่องเต้เล่าให้คนฟังได้ไม่รู้เบื่อ และยิ่งเกี่ยวโยงถึงคดีประหลาดคดีหนึ่งในวัง

ว่ากันว่าสมัยนั้นยามอดีตฮ่องเต้กลัดกลุ้มใจมักจะไปดื่มสุราในร้านสุราเล็กๆ แห่งหนึ่งทางใต้ของเมืองวันหนึ่งได้บังเอิญพบสตรีในยุทธภพแซ่เสิ่นในที่แห่งนั้น คนทั้งสองตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ

อดีตฮ่องเต้มีนิสัยหัวรั้น หากไม่ชนกำแพงจะไม่ยอมหันหลังกลับ ทำศึกกับผู้ตรวจการและบรรดาญาติๆ เป็นร้อยๆ รอบกว่าจะหามพระสนมเสิ่นที่มีประวัติไม่แน่ชัดผู้นั้นเข้าวังได้ พระสนมเสิ่นผู้นั้นเองก็เป็นคนวิเศษ เป็นที่โปรดปรานแต่เพียงผู้เดียวอยู่ช่วงใหญ่

เวลานั้นพระสนมเสิ่นมักพกร่มคันหนึ่งติดตัว ร่มคันนั้นสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ แปลกใหม่พอสมควร ในเมืองหลวงลือกันว่าเบื้องหลังนางจะต้องมีตระกูลใหญ่ที่ร้ายกาจซึ่งมีฝีมือการช่างที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษอยู่เป็นแน่

พระสนมเสิ่นเข้าวังแล้วกลับมีปฏิภาณไหวพริบ หนึ่งไม่พูดถึงบ้าน สองไม่ประดิษฐ์กลไก สกุลเสิ่นยอดกลไกนั้นเป็นเพียงคำเล่าลือปากต่อปากของผู้คน ไม่อาจถือเป็นความจริงได้ นานวันเข้าก็ไม่มีใครพูดถึงอีก

เฉินวั่งซูได้ยินเรื่องพระสนมเสิ่นอีกที อีกฝ่ายก็เข้าไปอยู่ในคุกแล้ว

ได้ข่าวว่าอีกฝ่ายจัดฉากใช้วิชากลไกหลอกสังหารสนมชายาที่มีตำแหน่งสูงสองคนในขณะนั้น เรื่องโดยละเอียดพิลึกพิลั่นเกินไป ในวังจึงสั่งห้ามแพร่งพราย

เฉินวั่งซูในยามนั้นยังอายุน้อยมาก นั่งบนตักเฉินเป่ยผู้เป็นปู่แล้วได้ยินเขาพูดถึงในฐานะที่เป็นเรื่องน่าสนใจ

อดีตฮ่องเต้รับพระสนมเสิ่นเข้าวังเพราะหมายใจในวิชากลไกหรือไม่…เฉินวั่งซูไม่รู้

แต่บิดาของฉินเจ่าเอ๋อร์รับมารดาของนางเข้าจวนเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนจากสิบส่วนว่าทำเพื่อวิชากลไก มิเช่นนั้นก็คงไม่ถึงกับรับน้าสาวของฉินเจ่าเอ๋อร์มาอีกหลังจากมารดาแท้ๆ ของนางตายไป

ฉินเจ่าเอ๋อร์ที่สามารถขอหน้าไม้เล็กมาจากสกุลเสิ่นได้จึงมีฐานะลึกลับซับซ้อนขึ้นมาแล้ว มิเช่นนั้นต่อให้ฉินเจ่าเอ๋อร์ผู้นี้ร้ายกาจเพียงไรก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเล่นงานมารดาเลี้ยงผู้นั้นของนางได้โดยอีกฝ่ายปราศจากกำลังจะตอบโต้

“พอจะทำหน้าไม้เล็กคันนั้นของท่านจำนวนมากหน่อยแล้วส่งไปให้ชายแดนใช้ได้หรือไม่” เหยียนเจวี๋ยพลันส่งเสียงถามขัดจังหวะความคิดของเฉินวั่งซู

ไม่รอให้ฉินเจ่าเอ๋อร์ตอบองค์ชายสี่ก็ชิงส่ายหน้าแล้ว “ไม่ได้ ข้าเคยถามนานแล้ว ด้านในหน้าไม้เล็กนั้นต้องใช้วัสดุหายากชนิดหนึ่ง…ถึงแม้วัสดุนั้นจะมีมากพอ แต่ผู้ที่ทำสิ่งนี้เป็นก็มีเพียงไม่กี่คน…อันที่อยู่ในมือเจ่าเอ๋อร์นี้นางก็ใช้เวลาทำถึงหนึ่งปีเต็ม”

เหยียนเจวี๋ยพยักหน้า ไม่ซักไซ้ต่ออีก

เทวศาสตราที่สามารถล้มแม้แต่ยอดฝีมือในยุทธภพพรรค์นี้ หากผลิตในจำนวนมากได้แคว้นต้าเฉินก็เอาชนะแคว้นเป่ยฉีได้นานแล้ว ยามฝ่ายศัตรูกับฝ่ายเราเจอหน้ากันคงไม่ต้องลั่นกลองรบแล้ว เพียงตั้งลำหน้าไม้เล็กแล้วยิงออกไปเลย…

เท่านี้บริเวณร้อยหลี่ก็ราบเป็นหน้ากลอง

“หน้าไม้เล็กนี้ของข้าแค่มอบให้ผู้ไม่เป็นวรยุทธ์ใช้งานก็พอไหว แต่สำหรับยอดฝีมืออย่างพวกท่าน มันสู้การซัดอาวุธลับออกไปตรงๆ ไม่ได้เลย ข้าเองก็เคยคิดเรื่องใช้หน้าไม้เล็กในสนามรบมาก่อน แต่เกรงว่ามันคงไม่ได้ช่วยสร้างประโยชน์มากเท่าไร ข้าเพียงลักจำความรู้จากท่านลุงสามของข้ามาได้แค่เศษเสี้ยว นอกจากเจ้านี่ก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว” นางเปลี่ยนเรื่องพูด “ยามนี้ลมหิมะเบาลงบ้างแล้ว พวกเราลงเขากันเถอะ ไปหาที่ย่างน่องแพะกินกัน”

เรื่องนี้เฉินวั่งซูเคยคิดมานานแล้ว นางหาได้ผิดหวังไม่ ครั้นต่อมาได้ยินฉินเจ่าเอ๋อร์เริ่มพูดถึงน่องแพะย่างก็ทำให้นางน้ำลายสอบ้างแล้ว

เหยียนเจวี๋ยฟังแล้วก็พยักหน้า ก่อนย่อตัวลง “ขึ้นมาสิ ข้าจะแบกเจ้าลงเขาเอง จะได้ถึงเร็วหน่อย”

เฉินวั่งซูแสร้งไอก่อนจะเกาะหลังเขาอย่างปราศจากความลังเล

ขึ้นเขานั้นง่ายลงเขานั้นยาก อีกประการหนึ่งคนงามพูดอะไรนางก็เชื่อฟังเป็นปกติ

“เจ้าเองก็ขึ้นมาด้วยแล้วกัน ล้วนแต่เป็นสตรี ไม่มีเหตุผลที่ท่านอาหญิงของข้ามีคนแบก แต่เจ้าไม่มี”

ฉินเจ่าเอ๋อร์ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างคาดไม่ถึง

องค์ชายสี่เห็นก็หมดความอดทนแล้ว “เจ้าจะขึ้นหรือไม่ขึ้น!”

ฉินเจ่าเอ๋อร์ถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง ก่อนเป่าลมอุ่นใส่ฝ่ามือ “หม่อมฉันมาแล้ว!”

นางพูดพลางกระโดดไปข้างหน้า ขึ้นหลังองค์ชายสี่

องค์ชายสี่เซไปด้านหน้า “ให้ตาย ไยเจ้าจึงหยาบกระด้างปานนี้ ใครไม่รู้เรื่องคงได้นึกว่าภิกษุในวัดกำลังตีระฆัง! กระโดดขึ้นมาเสียแรงจนข้าเกือบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว!”

คราวนี้ฉินเจ่าเอ๋อร์ไม่ได้โกรธ กลับหัวเราะร่า “ก็หม่อมฉันพอใจ!”

องค์ชายสี่เม้มปาก อำพรางมุมปากที่ยกขึ้นของตนเอง ดันตัวฉินเจ่าเอ๋อร์ให้สูงขึ้น “จับไว้ให้ดี ข้าจะไล่ตามเหยียนเจวี๋ยไปแล้ว”

 

พวกเฉินวั่งซูมาถึงหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขากินแพะย่างไปหนึ่งตัว รอจนหิมะหยุดตกแล้วถึงเดินทางกลับเมือง

กว่าจะมาถึงจวนโคมไฟก็เริ่มถูกจุดขึ้น ท้องฟ้าเป็นสีเข้มขึ้นแล้ว

เฉินวั่งซูเอนร่างอยู่บนเตียง ปล่อยเส้นผมรับความอบอุ่นจากกระถางไฟที่วางอยู่ไม่ไกล ไป๋ฉือที่ด้านข้างเขี่ยถ่านด้วยความทุกข์ใจ ในห้องเล็กที่อยู่ติดกันมีเสียงน้ำดังซู่ๆ จากที่เหยียนเจวี๋ยอาบน้ำ

“คุณหนู พวกเราเลิกผิงไฟกันดีหรือไม่เจ้าคะ บ่าวกลัวจริงๆ ว่าผมจะไหม้ ไม่กล้าละสายตาแม้แต่ชั่วขณะเดียวเลยเจ้าค่ะ”

เฉินวั่งซูพลิกหน้านิยาย ก่อนหยิบบ๊วยลูกหนึ่งมาอม “ผมไหม้ก็ไม่เลว จะได้กลายเป็นเส้นหยิกเหมือนแกะ…”

ไป๋ฉือนึกภาพขนแกะขึ้นอยู่บนศีรษะเฉินวั่งซูเล็กน้อย แล้วพลันสะบัดศีรษะทันที “คุณหนู บ่าวหวีผมเกล้าผมให้แกะไม่เป็น”

เฉินวั่งซูหลุดหัวเราะพรืด หวิดจะถูกบ๊วยในปากติดคอตาย นางไอโขลกๆ เป็นครู่ใหญ่ถึงค่อยดื่มน้ำทั้งที่ยังหน้าแดง

“วันพรุ่งนี้คือวันที่สอง ต้องกลับไปอวยพรปีใหม่ เตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้วหรือยัง”

ไป๋ฉือยังผวาไม่หาย เก็บลูกบ๊วยของเฉินวั่งซูมาทั้งหมด “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ แพะ เกาลัด และเห็ดภูเขาที่คุณหนูนำกลับมาวันนี้ก็ใส่เติมเข้าไปแล้วเช่นกันเจ้าค่ะ”

เฉินวั่งซูพยักหน้า ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนแสร้งถามอย่างไม่เจตนา “ท่านอาสามของข้าเป็นคนเช่นไร เฮ้อ พอถึงหน้าเทศกาลทีไรข้ายิ่งคิดถึงญาติเป็นเท่าทวี รอวันพรุ่งนี้กลับไปก็ต้องฟังอาสะใภ้สามบ่นอีกแล้ว ประเดี๋ยวนางก็ด่าท่านอาสามของข้าว่าเป็นคนเลว เกรงว่าจะทิ้งลูกทิ้งภรรยาแล้วไปมีคนใหม่อยู่ข้างนอกแล้ว ประเดี๋ยวก็บอกว่าเขาเป็นคนดี จริงใจต่อนาง จะต้องถูกอะไรฉุดรั้งไว้แน่ ประเดี๋ยวก็บอกว่าคงจะไม่กลับมาแล้ว พูดไปพูดมา ข้าใกล้จะลืมไปแล้วว่าท่านอาสามของข้ามีรูปร่างหน้าตาเยี่ยงไร”

ไป๋ฉือลังเลอยู่บ้าง “บ่าวเองก็แทบไม่เคยได้พบ ทว่าบ่าวได้ยินคนพูดว่าหลายปีมานี้ฮูหยินสามคอยตามหาอยู่ข้างนอกมาโดยตลอด แต่ตอนฤดูใบไม้ผลิเมื่อสองปีก่อนคงจะได้รับข่าวการตายของนายท่านสามถึงได้ล้มป่วยหนัก ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ฮูหยินสามจึงไม่กล้าบอก เพียงเก็บข่าวนี้ไว้กับตนเอง วันชิงหมิง* เมื่อปีกลายบ่าวยังบังเอิญเห็นจือเหยาสาวใช้ข้างกายฮูหยินสามลอบซื้อธูปเทียนกับเงินกระดาษด้วยเจ้าค่ะ!”

เฉินวั่งซูขมวดคิ้ว พอไป๋ฉือพูดเช่นนี้นางก็นึกขึ้นได้แล้ว มีฤดูใบไม้ผลิปีหนึ่งที่อาสะใภ้สามที่แข็งแรงยิ่งกว่าวัวป่วยหนักจริงๆ ดื่มยาอยู่นานกว่าจะหายดี ซ้ำคนก็ผ่ายผอมลงมาก

“คุณหนูมีข่าวของนายท่านสามแล้วหรือเจ้าคะ”

นอกจากคำพูดเหลวไหลที่ท่านปู่ผู้เป็นประดุจเทพเซียนเฒ่าซึ่งตายไปหลายปีแล้วจับยามสามตาทำนายออกมา เฉินวั่งซูก็ไม่มีข่าวใดๆ เกี่ยวกับท่านอาสามโดยสิ้นเชิง นางถึงขั้นจำได้ไม่ชัดแล้วด้วยซ้ำว่าคนผู้นั้นสูงเตี้ยหรืออ้วนผอมอย่างไร

เป็นต้นว่านางไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านอาสามของนางจะขาวนุ่มเนียนประหนึ่งเต้าหู้อ่อนที่เพิ่งออกจากหม้อ

 

 

* ใบเฟิง หมายถึงใบเมเปิ้ล

* วันชิงหมิง (เช็งเม้ง) หนึ่งในยี่สิบสี่ฤดูลักษณ์ของจีน ตรงกับช่วงวันที่ 4-6 เมษายน เป็นช่วงที่อากาศแจ่มใส คนจึงนิยมไปไหว้บรรพบุรุษในช่วงนี้

 

 

(ติดตามต่อได้ในฉบับเต็มเดือนกันยายน 66)

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: