บทที่ 58
ประโยคถัดไปที่แล่นมาถึงริมฝีปากแล้วพลันสะดุดกึก เจียงจื้ออีมองหยวนเช่อตัวแข็งทื่อ กะพริบตาปริบๆ สองที
คนที่จังหวะหายใจหนักแน่นสม่ำเสมออยู่เป็นนิตย์เพราะฝึกยุทธ์ เวลานี้แผ่นอกกลับสะท้อนขึ้นลงน้อยๆ สันกรามขบแน่นจนปลายคางเป็นเส้นตรงแข็งเกร็ง ร่างทั้งร่างเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวจนตึงอย่างที่สุด
ผ่านไปครู่ใหญ่นางก็เอ่ยขึ้นตะกุกตะกัก “ท่านพะ…พิลึกนัก มีใครชอบสตรีแล้วจับนางกักบริเวณเหมือนนักโทษบ้าง ซ้ำยังขู่จะมัดมือมัดเท้านางอีก”
“ข้าอย่างไรเล่า”
ทำตัวพิลึกพิลั่นแล้วยังยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานได้อีกนะ
จะว่าไปเช่นนี้ต่างจากโจรป่าที่ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านกลับรังไปเป็นภรรยาในหนังสือเรื่องเล่าตรงที่ใดกัน
เด็กสาวมองอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ พอเห็นเขามองตนเองตาไม่กะพริบ นางก็เบนสายตาออกมาช้าๆ “เจรจากับคนไร้เหตุผลนี่พูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้จริงๆ” นางหันไปเอ่ยกับบ่าว “จิงเจ๋อ กู่อวี่ ไปกันเถิด!”
พูดพลางโบกมือเบาๆ แล้วพาสาวใช้ออกจากโรงน้ำชา
ทิ้งคนที่ลำคอแห้งผากเอาไว้ในห้องพิเศษเพียงลำพัง ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็หยิบถ้วยชาของนางขึ้นมาแหงนหน้าดื่มรวดเดียวหมด
หลังนั่งรถม้ากลับเข้าเรือนชั้นในของจวนสกุลเสิ่น เจียงจื้ออีก็เดินกลับไปกลับมาอยู่ในเรือนอย่างกระสับกระส่าย
สวรรค์มีตาส่งเผยจื่อซ่งมาให้นาง…เขาอยู่ในฐานะที่มีความสำคัญมากพอ แต่เพราะครานี้มิใช่การเดินทางมาด้วยงานราชการ จึงไม่มีประกาศแจ้งกำหนดการล่วงหน้า หากแม้แต่เผยจื่อซ่งยังช่วยนางไม่ได้ เกรงว่าคงไม่ต้องหวังถึงอิสรภาพกันแล้ว
สาวใช้สองคนก็ยืนกระซิบกระซาบกันอีกด้านอย่างเป็นกังวล
กู่อวี่ถาม “พี่จิงเจ๋อ แม่ทัพน้อยเสิ่นคงไม่ขวางกระทั่งจดหมายของอัครมหาเสนาบดีจริงๆ หรอกนะเจ้าคะ”
จิงเจ๋อส่ายหน้า “คงไม่หรอก ท่านหญิงอุตส่าห์ไว้หน้าบอกไปว่าอยากกลับเมืองหลวงไปถอนหมั้นเพราะมีเรื่องระหองระแหงกัน หากแม่ทัพน้อยเสิ่นทำเรื่องราวใหญ่โตเพื่อจดหมายฉบับนี้ กลับจะเผยให้เห็นด้วยซ้ำว่าเขาอยากแต่งงานกับท่านหญิงเพราะมีเจตนาแอบแฝง และจะส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง…”
แม้พูดเช่นนั้น แต่สามนายบ่าวยังคงกระวนกระวายจนจะนั่งจะยืนก็ไม่เป็นสุขสักอย่าง
จวบจนฟ้าเริ่มมืดลง ใกล้ถึงเวลาจุดโคม ท่วงทำนองเพลงพิณก็ดังแว่วเข้าหูมา
เจียงจื้ออีที่กำลังนั่งพักบนตั่งหญิงงามหลังจากเดินจนเหนื่อยลุกพรวดขึ้นทันควัน ก่อนสั่งให้สาวใช้สองคนเปิดประตูหน้าต่างแล้วชะโงกตัวออกไปเงี่ยหูฟัง พบว่าเป็นเพลง ‘อวี๋ป๋อหยาอาลัยจงจื่อชี’ จริงๆ ดูเหมือนจะดังมาจากทางลานด้านหลังของจวนสกุลเสิ่น
เด็กสาววิ่งผลุนผลันออกไป ทว่าตอนที่ใกล้ถึงประตูหลังก็เผชิญหน้ากับผู้ที่สวมรองเท้าหนังหุ้มแข้งสีดำคู่หนึ่ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหยวนเช่อที่ตามเสียงมาเช่นกัน
สายตาสองคู่…คู่หนึ่งร้อนรน คู่หนึ่งเคร่งเครียด…ประสานกันในอากาศเหมือนฟ้าแลบฟ้าร้อง พริบตาต่อมาเจียงจื้ออีก็รั้งชายกระโปรงวิ่งหน้าตั้งไปทางประตูหลัง
หยวนเช่อสาวเท้ายาวๆ ตามไป เพียงไม่กี่ก้าวก็ไล่ตามนางทัน
รับรู้ได้จากเสียงว่าคนที่อยู่ด้านหลังไม่ต้องวิ่งด้วยซ้ำ เพียงก้าวเดียวของเขาก็เท่ากับสามก้าวของนางแล้ว เจียงจื้ออีร้อนรนจนเสียหลักสะดุดเท้ากับขั้นบันได
หยวนเช่อที่เพิ่งจะแซงนางไปเล็กน้อยเลิกคิ้ว หันกลับมาประคองร่างแบบบางไว้