เพราะเผยจื่อซ่งบอกให้ ‘รอฟังข่าวดี’ คืนนี้เจียงจื้ออีจึงนอนหลับสบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความทรงจำฟื้นคืน เมื่อตื่นนอนขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นยังกินโจ๊กมากกว่าปกติถึงครึ่งถ้วย
หลายวันที่ผ่านมาเจ้านายซูบผอมลง ในที่สุดก็ยอมกินอะไรเสียที จิงเจ๋อเห็นดังนั้นแล้วเบาใจนัก รอจนนางกินอาหารเช้าเสร็จก็นำข่าวดีมารายงาน “ท่านหญิง ชะรอยแม่ทัพน้อยเสิ่นคงเชื่อว่าท่านจะไม่แพร่งพรายความลับจริงๆ วันนี้พอบ่าวตื่นนอนมองออกไป องครักษ์ในเรือนลดจำนวนลงกว่าครึ่งเลยเจ้าค่ะ เหลือเท่าในยามปกติแล้ว อีกอย่างเด็กหนุ่มนามซานชีผู้นั้นยังเอาสุนัขพันธุ์จิงปาตัวหนึ่งมาให้ท่านหญิง บอกเห็นว่าตอนอยู่ที่ฉางอันท่านหญิงเลี้ยงแมวตัวหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่ได้พามันเดินทางมาด้วย เลยจะให้สุนัขพันธุ์จิงปาตัวนี้คลายเหงาให้ท่านหญิงแทน”
เพิ่งพูดขาดคำ กู่อวี่ก็อุ้มสุนัขตัวเล็กจ้อยขนสีขาวฟูฟ่องเป็นเงาวับเข้ามา “ท่านหญิง ดูสิเจ้าคะ เจ้าสุนัขตัวนี้หน้าตาดูซื่อบื้อนัก น่ารักน่าชังจริงเชียว ได้ยินว่าถูกจับอาบน้ำก่อนเอามาให้ท่านด้วย สะอาดมากเลย ท่านอยากอุ้มดูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงจื้ออีเหลือบตามอง แล้วร้องหึเบาๆ “ดีไม่ดีลับหลังอาจกำลังใส่ไฟข้าให้ท่านลุงฟังอยู่แท้ๆ จะเอาสุนัขมาเป็นของขวัญปิดปากเพื่ออันใดกัน อีกอย่างรู้ทั้งรู้ว่าข้าเลี้ยงแมวยังจะส่งสุนัขมาให้อีก เอาออกไป”
“งี้ด…” เจ้าสุนัขครางเสียงสั่นคล้ายรู้ว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องใจเจ้าของ ก่อนจะทำหน้าหงอยหันไปมองกู่อวี่
กู่อวี่ลูบลูกสุนัขที่อุ้มอยู่ ท่าทางลังเลไม่อยากให้มันไป
จิงเจ๋อส่งสายตาให้นางอุ้มสุนัขออกไป
เดิมทีทั้งสองเห็นว่าท่านหญิงอยู่ที่นี่รู้สึกอุดอู้เบื่อหน่าย จึงอยากหาอะไรมาสร้างความรื่นเริงให้เจ้านายได้เพลิดเพลิน แม้จะเป็นของที่ ‘ศัตรู’ ส่งมาให้ก็ช่างเถิด แต่ในเมื่อท่านหญิงไม่ชอบ เห็นแล้วรังแต่จะยิ่งอารมณ์เสีย เช่นนั้นมิสู้ส่งมันคืนกลับไปดีกว่า
กู่อวี่ถาม “แต่ซานชีไปไกลแล้ว บ่าวควรเอาสุนัขตัวนี้ไปส่งที่ใดเล่าเจ้าคะ”
จิงเจ๋อแนะ “ให้มันรออยู่ในสวนไปพลางๆ ก่อน แล้วส่งจดหมายให้คนมารับมันกลับไป เอาไปไว้ไกลๆ เสียหน่อยเล่า ประเดี๋ยวจะระคายเคืองสายตาท่านหญิงเข้า”
กู่อวี่รับคำแล้วนำสุนัขออกไป ไม่นึกว่าพอนำออกไปแล้วถึงไม่ระคายสายตาก็จริง แต่กลับระคายหูแทน
เจ้าลูกสุนัขตัวเล็กนิดเดียว แต่เสียงกลับไม่เล็กตามตัวเลย มันเอาแต่ส่งเสียงร้องงี้ดๆ อย่างน่าเวทนาอยู่ในสวนตลอดทั้งเช้า เนื่องจากเห็นว่าเจ้านายรำคาญ ซ้ำยังไม่มีใครมารับมันกลับไปเสียที กู่อวี่จึงต้องแข็งใจเอามันออกไปให้พ้นจากเรือนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ได้สบายหูเสียที ซ้ำตอนกลางวันหยวนเช่อยังไม่อยู่ในจวน พอตกบ่ายเมื่อเจียงจื้ออีนอนกลางวันจนเต็มอิ่ม สาวใช้ทั้งสองก็พานางออกไปเดินเล่นในสวนพร้อมตากแดดในเดือนสาม
เสียดายสวรรค์ไม่เป็นใจ เดินเล่นไปได้แค่ครึ่งทางท้องฟ้าก็มืดครึ้ม ฝนทำท่าจะตกอยู่รอมร่อ จิงเจ๋อกับกู่อวี่จึงประคองเจ้านายกลับไป เข้าเรือนทันก่อนฝนเทลงมาอย่างหวุดหวิด
ฝนนึกจะตกลงมาก็ตก ไม่เพียงฝน สายฟ้าในฤดูใบไม้ผลิยังสำแดงเดชอีกด้วย รอบตัวมืดครึ้ม จิงเจ๋อรีบจุดเทียนใส่โคมช่อ ให้ทั้งห้องชั้นนอกและชั้นในของห้องนอนถูกแสงโคมส่องสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน
กู่อวี่ที่ช่วยจุดเทียนถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดต้องจุดเสียสว่างถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ”
“ท่านหญิงกลัวฟ้าผ่า โชคดีที่มีโคมช่อพวกนี้ มิเช่นนั้นต้องออกไปหาเทียนกันอีก”
ทั้งคู่หันไปมองระหว่างสนทนากัน เห็นเจ้านายเอนกายซบตั่งหญิงงาม ดวงตาหลุบลง ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
จิงเจ๋อถาม “ท่านหญิงเป็นอะไรไป ยังกลัวอยู่หรือ”
กู่อวี่ดึงอีกฝ่ายแล้วกระซิบกระซาบ “พี่จิงเจ๋อยังไม่รู้อะไร คราวก่อนที่ฝนตกฟ้าร้องเช่นนี้ แม่ทัพน้อยเสิ่นแบกท่านหญิงเดินข้ามเขาไปที่จุดพักม้า ท่านหญิงอาจนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา พวกเราอย่าไปรบกวนเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”
จิงเจ๋อขมวดคิ้วมองผู้เป็นนาย ก่อนจะหันกลับไปจุดเทียนต่อ
จังหวะนั้นเองเสียงงี้ดพลันดังขึ้นข้างนอกเหมือนวิญญาณรังควาน
เจียงจื้ออีได้สติหลุดจากภวังค์ความคิดในหัว นางกะพริบตาอย่างไม่แน่ใจ “ข้าหูเฝื่อนอย่างนั้นหรือ ไหนว่าเอาสุนัขตัวนั้นออกจากเรือนไปแล้วอย่างไรเล่า เหตุใดมันถึงยังร้องอยู่”
“บ่าวเอาออกไปแล้วนะเจ้าคะ…” กู่อวี่ที่ประหลาดใจไม่แพ้กันรีบเปิดหน้าต่างมองออกไป
พอมองไปก็เห็นสุนัขตัวนั้นหมอบอยู่ตัวเดียวเปล่าเปลี่ยวตรงลานโล่งกลางแจ้ง เปียกฝนจนชุ่มโชก กำลังขดตัวสั่นระริก ทั้งที่ด้านข้างมีเฉลียงทางเดินให้หลบฝนได้แท้ๆ เจ้าสุนัขซื่อบื้อตัวนั้นกลับไม่เดินไปหลบ
กู่อวี่รีบนำความเป็นไปข้างนอกมาเล่าให้เจ้านายฟัง
เจียงจื้ออีลุกเดินไปดูตรงหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว “บอกให้คนมารับกลับไปแล้วนี่ เหตุใดจนป่านนี้ถึงยังไม่มาอีก”
กู่อวี่ปวดใจด้วยความสงสาร “ท่านหญิง สุนัขตัวนี้ถูกส่งไปส่งมาช่างน่าเวทนาออกนะเจ้าคะ พวกเราให้มันเข้ามาหลบฝนข้างในก่อนเถิด ถึงอย่างไรมันก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย”
เจียงจื้ออีโบกมือให้กู่อวี่ไปจัดการ