หยวนเช่อคล้ายจะรับรู้ ถึงได้หันมามองแผ่นหลังแข็งทื่อของนาง แล้วเลิกคิ้วน้อยๆ “ไม่ได้กรีดบนร่างเจ้าเสียหน่อย จะกลัวไปไย”
เด็กสาวคลายอาการเกร็งเครียด กลืนน้ำลายลงคอ ตั้งสติถามต่อ “แล้วท่านได้แผลพวกนี้มาอย่างไร”
นางเดาได้ว่าผู้บัญชาการเสิ่นน่าจะเลี้ยงดูบุตรชายที่ให้ใครรู้ไม่ได้ผู้นี้ที่เหอซี ในเมื่อร่างกายของหยวนเช่อเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่า ก็แสดงว่าเขาเป็นทหารตั้งแต่เด็กอย่างนั้นหรือ
“บางส่วนได้มาหลังจากเข้าร่วมกองทัพตอนอายุสิบขวบ บางส่วนได้มาระหว่างฝึกยุทธ์สมัยเด็กๆ”
“ฝึกยุทธ์ก็บาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ได้มีอาจารย์คอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนในสำนักศึกษาหรือไร”
“หากฝึกยุทธ์ที่มีดีเพียงท่วงท่าสง่างามแต่มิอาจใช้งานจริง แล้วจะรบชนะได้อย่างไรเล่า” หยวนเช่อใส่เสื้อนอก คาดแถบรัดเอว แล้วหมุนตัวกลับมา “อีกอย่างข้าเคยไปเรียนในสำนักศึกษาที่ใดกัน”
เจียงจื้ออีหันมามองเขา “เช่นนั้นท่านเรียนวรยุทธ์ที่ใด”
“ที่ที่ไม่มีผู้ใดเห็น”
“บาดแผลส่วนใหญ่ของท่านอยู่บนแผ่นหลัง แสดงว่าต่อให้ฝึกยุทธ์เป็นการลับก็ยังมีคนลอบจู่โจมจากข้างหลังอย่างนั้นหรือ”
“ในสมรภูมิมี ยามฝึกซ้อมก็ต้องมีอยู่แล้ว” เขายังคงตอบเหมือนเป็นเรื่องสามัญธรรมดา
นางยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ตกตะลึงกับชีวิตอันชวนระทึกที่ไม่เคยพบเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อน ภายหลังเมื่อคิดตามโดยละเอียดก็ให้รู้สึกหนาวสะท้านหายใจไม่ออกราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
คู่แฝดที่มีชาติกำเนิดเยี่ยงนี้ คนน้องต้องใช้นามเดียวกับแฝดผู้พี่ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาตั้งแต่เด็ก เติบใหญ่มากับการฝึกฝนอันโหดร้ายทารุณชนิดต้องห้ำหั่นกันเพื่อความอยู่รอด ใช้ชีวิตกลางสมรภูมิ รายล้อมด้วยอันตรายเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ เช่นนั้นทุกคืนวัน…
เพราะเหตุนี้ตอนนั้นเขาถึงได้พูดว่า ‘ทีหลังอย่าเข้ามาใกล้เวลาข้าหลับ’
เพราะเหตุนี้วันนั้นเขาถึงเพิ่งเคยเดินเที่ยวตลาดกลางคืนเมืองกูจังอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก
“ท่านสมัครใจทำเรื่องพวกนี้หรือ” นางถามอย่างเหลือเชื่อ
หยวนเช่อกะพริบตา ดูเหมือนไม่เคยถูกถามเช่นนี้มาก่อน และคาดไม่ถึงว่าความอยากรู้อยากเห็นของนางจะมากล้นถึงขั้นเอ่ยถามคำถามนี้ออกมา
“…คงใช่กระมัง” ผ่านไปอึดใจหนึ่งเขาก็ตอบง่ายๆ แล้วเก็บเสื้อผ้าที่เปียกขึ้นจากพื้น “หากไม่เต็มใจต้อนรับก็ขอลา”
“อ้อ…” เจียงจื้ออีพยักหน้า จังหวะที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูก้าวออกจากห้อง นางพลันส่งเสียงเรียกเขาไว้ “หยวนเช่อ”
เท้าที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูชะงักกึก หยวนเช่อหันมามอง ท่าทางอึ้งตะลึงไปเล็กน้อย
ระหว่างอยู่ในฉางอัน ใช่ว่าไม่เคยมีใครเรียกเขาเช่นนี้ แต่ทุกคนล้วนเรียกพี่ใหญ่ทั้งสิ้น น้อยเต็มทีและนานนักหนาแล้วที่ไม่มีผู้ใดเรียกเขาผู้นี้ด้วยนาม ‘หยวนเช่อ’ จริงๆ
ตัวเจียงจื้ออีเองเมื่อเปล่งเสียงออกจากปากแล้วก็ผงะไปเช่นกัน พอเรียกเช่นนี้ก็รู้สึกแปลกอย่างไรชอบกล คล้ายกับว่านางเรียกเสิ่นหยวนเช่ออย่างสนิทสนม แต่ใครใช้ให้เขาชื่อนี้กันเล่า…
“มีอะไร” หยวนเช่อถามเสียงพร่าพลางทอดสายตามอง ดึงดูดสายตาอีกฝ่ายให้เหลือบมาสบประสานกัน
เด็กสาวเบนสายตาไปทางอื่นเล็กน้อย แล้วชี้ไปทางเตาดินเผาสีแดงเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่ง “จะเอาน้ำขิงกลับไปดื่มสักถ้วยหรือไม่…”