เช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่เจียงจื้ออีนั่งกินอาหารเช้าอยู่ในเรือน จิงเจ๋อก็รายงานว่าเผยเสวี่ยชิงมาที่จวนตั้งแต่ฟ้าสาง
“มาคนเดียวหรือ” นางกินโจ๊กพร้อมเหลือบตาถาม
สาวใช้คนสนิทตอบ “เจ้าค่ะ แต่หากท่านหญิงประสงค์จะฝากจดหมายถึงคุณชายเผยก็น่าจะได้ เท่าที่บ่าวสังเกต แม่ทัพน้อยเสิ่นไม่คิดจะปิดบังเรื่องที่แม่นางเผยมาแต่อย่างใด”
“กล้าปิดหรือ ในเมื่อข้าเคยหึ…”
จิงเจ๋อชะงัก “ ‘หึ’ อะไรหรือเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร” ผู้เป็นนายดวงตาเป็นประกายวาบ ก้มหน้าก้มตากินโจ๊กอีกหลายคำ “ตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องใดจะฝากถึงเผยจื่อซ่งเพิ่มเติม แต่ก็ควรไปขอขมาเผยเสวี่ยชิงเสียหน่อย หากไม่ใช่เพราะข้า หยกประดับของนางก็คงไม่แตก ไม่รู้ว่าภายหลังหยวนเช่อคืนหยกให้นางหรือยัง…”
“เช่นนั้นบ่าวจะออกไปเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ เวลานี้นางอยู่ในเรือนใหญ่ของแม่ทัพน้อยเสิ่น”
เจียงจื้ออีรีบกินอาหารเช้าจนเสร็จแล้วบ้วนปาก แต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อย จากนั้นก็ออกจากเรือนชั้นใน นึกไม่ถึงว่าเพิ่งเดินใกล้ถึงเรือนใหญ่ก็เห็นเผยเสวี่ยชิงเดินออกมาจากข้างในพอดี
เจ้าตัวยังคงสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงอ่อนทั้งชุด สวมหมวกม่านแพรปิดบังใบหน้า พอเห็นเจียงจื้ออีก็หยุดเดินแล้วย่อตัวค้อมกายให้ “ท่านหญิง”
ครั้งก่อนที่ได้เห็นภาพเช่นนี้คือในเดือนหนึ่ง ช่วงเวลาห่างกันไม่นาน ทว่ากลับแตกต่างอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ให้ความรู้สึกราวกับอยู่คนละชาติภพ เหมือนนางมีชีวิตมาสองชาติอย่างไรอย่างนั้น
เจียงจื้ออีเดินเข้าไปหา “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าเพิ่งมาถึง จะกลับเสียแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้ายังเสียมารยาทขอให้แม่ทัพน้อยเสิ่นพาข้าไปไหว้…”
เผยเสวี่ยชิงไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่แค่เห็นกล่องอาหารสีขาวที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือเจียงจื้ออีก็เข้าใจ การเซ่นไหว้เสิ่นหยวนเช่อน่าจะเป็นเป้าหมายหลักที่เผยเสวี่ยชิงดั้นด้นรอนแรมนับพันหลี่มาที่เหอซี
ชะรอยเผยเสวี่ยชิงจะได้ฟังจากหยวนเช่อว่านางรู้ความจริงแล้ว เวลานี้ทั้งสามคนสามารถเปิดใจพูดได้ตรงๆ โดยไม่ต้องปิดบังกัน “จะเสียมารยาทได้อย่างไร สมควรแล้ว แต่เขาปล่อยให้เจ้าไปคนเดียวเช่นนี้หรือ…”
“ที่นั่นหายาก ข้าจะนำทางนางไป” เพราะจับน้ำเสียงติเตียนของเจียงจื้ออีได้ หยวนเช่อที่เปลี่ยนมาสวมชุดลำลองสบายๆ เดินมาจากทางด้านหลัง
“อ้อ” พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเด็กหนุ่ม ภาพเขาที่ไม่สวมเสื้อเมื่อคืนก็ผุดวาบขึ้นในความทรงจำ เจียงจื้ออีส่งเสียงรับรู้อย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก
หยวนเช่อเหลือบมองนางอย่างหยั่งเชิง “จะไปเหมือนกันหรือ หากอยากไปก็ไปด้วยกัน ข้าจะได้ไม่ต้องนำทางสองเที่ยว”
เจียงจื้ออีขยับปากหมายจะตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่แล้วก็คิดได้ว่า ไม่รู้จะได้เจอเผยเสวี่ยชิงอีกครั้งเมื่อใด หากอีกฝ่ายกลับเมืองหลวงทันทีที่เซ่นไหว้เสร็จเล่า นางใคร่ครวญเล็กน้อยจึงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ นับข้าเข้าไปด้วย ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับแม่นางเผยอยู่พอดี”
ถ้าอย่างนั้นก็ได้? พูดได้ฝืดฝืนดีแท้ อยู่ต่อหน้าคนรักตัวจริงของพี่ชายข้าแล้วช่างหาข้ออ้างได้เก่งเหลือเกินนะ