หยวนเช่อมองเจียงจื้ออีด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะพาพวกนางออกจากจวน
เนื่องจากต้องเก็บสถานที่ตั้งป้ายวิญญาณเป็นความลับ ทั้งเจียงจื้ออีและเผยเสวี่ยชิงจึงไม่ได้พาสาวใช้ไปด้วย นอกจากหยวนเช่อแล้วก็มีเพียงซานชีผู้มารับหน้าที่เป็นสารถีบังคับรถม้าธรรมดาๆ ที่ไม่สะดุดตาให้พวกนาง
รถม้าแล่นออกจากเมืองกูจัง มุ่งหน้าไปยังภูเขาไม่รู้ชื่อที่อยู่นอกเมือง
เจียงจื้ออีที่นั่งประจันหน้ากับเผยเสวี่ยชิงในรถม้าพูดขึ้นมาว่า “แม่นางเผย ข้าเพิ่งรู้ต้นสายปลายเหตุเมื่อไม่นานนี้เอง ข้าอยากขอโทษเจ้า หากไม่เกิดเหตุยุ่งเหยิงวุ่นวายเพราะข้า หยกประดับของเจ้าก็คงไม่แตก มิหนำซ้ำก่อนหน้านี้ข้ายังพูดจาเช่นนั้นใส่เจ้าไปด้วย ทำให้เจ้าต้องคับอกคับใจไม่น้อยจริงๆ”
ฝ่ายตรงข้ามส่ายศีรษะด้วยสีหน้าละอายใจ “แม่ทัพน้อยเสิ่นอธิบายให้ข้าฟังแล้ว ท่านหญิงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้าจะตำหนิท่านได้อย่างไร หากข้าตำหนิท่าน เช่นนั้นตัวข้าเองก็ทำให้ท่านต้องคับอกคับใจไม่น้อยเช่นกัน ท่านจะตำหนิข้าก็ควรแล้ว อีกประการหนึ่งก่อนหน้านี้ข้ายังช่วยแม่ทัพน้อยเสิ่นหลอกท่านด้วย ความจริงข้าอยากขอโทษท่านมาโดยตลอด…”
หยวนเช่อที่นั่งชันเข่าอยู่ด้านหน้าประทุนรถหันมาบอก “ไม่ต้องตำหนิใครทั้งนั้น ตำหนิข้าคนเดียวพอ”
“แอบฟังผู้อื่นคุยกันได้อย่างไร” เจียงจื้ออีส่งเสียงเอ็ดเบาๆ ไปข้างนอก
“แล้วไยไม่ถามประตูรถเล่าว่าเหตุใดมันถึงไม่เก็บเสียง”
เผยเสวี่ยชิงอมยิ้มมองเด็กสาวอีกคนที่เถียงกลับไม่ออก
นั่งหัวสั่นหัวคลอนบนรถม้าที่แล่นไปตามถนนขรุขระบริเวณชานเมืองอยู่ร่วมครึ่งชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็จอดลงตรงตีนเขา
เจียงจื้ออีค้อมตัวออกจากรถม้าก่อน พอมาถึงประตูรถ กำลังหลุบตาลงหาว่าควรหย่อนเท้าลงบนพื้นดินตรงจุดใดดี ท่อนแขนคู่หนึ่งก็โอบรอบต้นขานางพาลงมาเสียก่อน
เด็กสาวเกือบกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่นึกขึ้นได้ว่าเผยเสวี่ยชิงยังอยู่ทางด้านหลัง จะเสียกิริยาไม่ได้ นางจึงกลืนเสียงที่แล่นขึ้นมาถึงริมฝีปากแล้วกลับลงคอ เมื่อลงมาถึงพื้นดิน นางเกาะเอวหยวนเช่อทรงตัวยืนให้มั่นคง แววตาวูบไหว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา
พริบตาต่อมาเผยเสวี่ยชิงก็เกาะแขนซานชีก้าวลงจากรถม้า แล้วเอ่ยขอบคุณเด็กหนุ่ม
ซานชีรับกล่องอาหารในมือนางมาถือให้ “แม่นางเผยอย่าได้เกรงใจ ยังต้องเดินขึ้นเขาอีกไกลขอรับ ขอเพียงแม่นางเผยไม่รังเกียจก็สามารถทำเสมือนผู้น้อยเป็นเด็กรับใช้ เกาะผู้น้อยเดินได้เลยขอรับ”
“จะรังเกียจได้อย่างไร เช่นนั้นตอนขึ้นเขาต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
ซานชีบังคับรถม้าไปแอบในที่ลับตาคน จากนั้นก็นำบุตรสาวอัครมหาเสนาบดีขึ้นเขา
เจียงจื้ออีค่อยๆ หันหน้าไปมองคนที่เหลือ เช่นนั้นเด็กรับใช้ของข้าคือ…
หยวนเช่อถาม “รังเกียจหรือ”
“ข้าไม่ได้พูดเสียหน่อย” นางเบนสายตาไปอีกทาง
“จะให้ข้าแบกเจ้าขึ้นหลังก็ได้ ถึงอย่างไรก็เป็น ‘เด็กรับใช้’ นี่”
“ไม่ต้องหรอก” เจียงจื้ออีหมุนตัวเดินตามเผยเสวี่ยชิงกับซานชีไป แต่พอก้มหน้าไปเจอทางลาดอันแสนชันเข้าก็ต้องชะงักเท้าหยุดยืนอยู่กับที่
มือคุ้นเคยข้างหนึ่งยื่นเข้ามาในระยะสายตา
นางเกาะแขนหยวนเช่อเงียบๆ เริ่มไต่ทางลาดอย่างเปลืองแรง
ภูเขาแห่งนี้เวิ้งว้างแทบไม่เห็นร่องรอยของมนุษย์ ทางขึ้นเขาเดินลำบากยิ่งยวด ขนาดวันนี้อากาศแจ่มใส ดินใต้เท้าแห้งสนิท และซานชีที่เดินเบิกทางอยู่ข้างหน้าคอยแหวกหญ้าสูงและถางหนามให้ ขณะที่ข้างกายนางก็มีหยวนเช่อคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่ กระนั้นเจียงจื้ออีก็ยังเดินอย่างทุลักทุเล เดินได้ไม่ทันไรก็หอบแฮก แข้งขาอ่อนปวกเปียกไปหมด
ครั้นเงยหน้ามองไปข้างหน้า ทั้งที่เผยเสวี่ยชิงก็หอบหายใจเสียงดังไม่ต่างกัน ทว่าอีกฝ่ายกลับพยายามเอาชนะอุปสรรค เดินอย่างแน่วแน่ในทุกย่างก้าว
แน่ล่ะสิ กับการไปเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณเสิ่นหยวนเช่อน่ะ ข้าจะไปแข่งความมุ่งมั่นกับเผยเสวี่ยชิงได้อย่างไร