X
    Categories: ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักทดลองอ่านบอสหน้าตายกะยัยสอางค์

ทดลองอ่าน บอสหน้าตายกะยัยสอางค์ บทที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 6

5

นางสาวสอางค์ขอถอนคำพูด!

ไม่ว่าจะอาการใจเต้น หรือเรื่องเพ้อเจ้อเมื่อคืนวาน ถือว่าเป็นโมฆะทั้งหมด!

โรมานซ์อะไรอย่าได้ฝัน ตรงหน้าเธอนั้นมีแต่งานล้วนๆ

หญิงสาวนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาจับอยู่ที่รถบนถนน ซึ่งวิ่งผ่านไปมาเบื้องล่างภายใต้แสงอาทิตย์แรงกล้า สักพักก็หันมาถอนใจกับแฟ้มกองโตที่ตั้งสุมรวมกันอยู่ข้างโต๊ะ นายเฉื่อยเดินผ่านมาเห็นแล้วอดแซวไม่ได้

“โดนอีกแล้วหรือจ๊ะคุณสอางค์”

“เออสิ เต็มโต๊ะเลยเนี่ย แบ่งไปช่วยทำหน่อยดิเฉื่อย”

“ตัวใครตัวมันครับงานนี้”

สอางค์ฟุบลงกับโต๊ะ บ่นอย่างหมดอาลัยตายอยาก “เฮ้อ…ทำไมฉันต้องโดนคนเดียวด้วย”

“บอสเขาพิศวาสแกเป็นพิเศษหรือเปล่า ถึงให้งานเยอะขนาดนี้”

“พิศวาสหรือฆาตกรรม เอาดีๆ” ลุกขึ้นมาถามเสียงขุ่น

“เอาน่า เดี๋ยวซื้อข้าวมาฝาก อ๊ะ…หรือวันนี้มีข้าวกล่องอาม่า”

ถามอย่างรู้กันว่าปลายเดือนกรอบๆ แบบนี้ สอางค์มักห่อข้าวมากินจากบ้านเพื่อความประหยัด แถมเมนูบางวันของอาม่ายังน่ากินกว่าในคาเฟทีเรียอีกด้วย

“อือ วันนี้มีข้าวมา แต่ยังไม่มีอารมณ์กิน”

“กินแล้วค่อยทำงานก็ได้นี่ ยังไงก็เสร็จไม่ทันวันนี้หรอก” พูดอย่างรู้ชะตากรรมเพื่อนดี

“เออๆ นายจะไปกินข้าวก็ไปเถอะ กินให้อร่อยเลยนะ ไม่ต้องห่วงหรอกว่าเพื่อนฝูงจะลำบากแค่ไหน เกิดคนเดียว ตายคนเดียว ถ้าฉันทำงานหนักจนช็อกตายไป นายก็ไม่ต้องห่วงหรอก ดูแลแค่อาม่าให้ฉันก็พอ”

“นั่น เล่นบทดราม่าไปอี๊กกก” พีระออกแนวขำมากกว่าจะนึกสงสาร “ว่าแต่ว่า…”

“ว่า?”

“เมื่อวานนี้…สรุปว่าไปไหน”

“ไปไหน?” เธอเข้าใจความหมายของคำถามนั้นดี แต่แกล้งตีหน้างง ถ่วงเวลาหาคำตอบ

เพราะเธอจะให้ตาแว่นรู้ว่าบอสไปกินข้าวที่บ้านไม่ได้เด็ดขาด

ไม่อย่างนั้น…อย่าว่าแต่แผนกนี้เลย ทั้งตึกได้รู้แน่ๆ

ถึงกองงานตรงหน้าจะเป็นตัวยืนยันว่าเมื่อวานระหว่างเธอกับบอสไม่มีอะไรในกอไผ่ เขาแค่ผีเข้าจริงๆ แต่จะให้นายเฉื่อยรู้ไม่ได้

เฉื่อยรู้ โลกรู้ คำนี้ไม่เกินจริง

“อ้าว ที่บอสเขาชวนตอนเย็นไง สรุปว่าไปไหน”

“ไปไหนล่ะ…ไม่ได้ไป๊ บอสเขาแคนเซิล เขาไปไหนทำอะไร ฉันยังไม่รู้เลย”

พีระขยับแว่น หรี่ตามอง “เหรอ…”

“เออดิ ปล่อยให้ฉันเกร็งแทบตาย สุดท้ายมาแคนเซิล ประสาทปะล่ะ” สอางค์ผสมความหงุดหงิดลงไปในคำโกหกได้อย่างแนบเนียน “ว่าแต่นายเถอะ ตอนให้ช่วยล่ะไม่สนใจ ทีอย่างนี้มาอยากรู้ แถวบ้านฉันเขาเรียกว่าเสื…”

พีระรีบยกมือห้าม “พอๆ ไม่ต้องลากให้จบประโยค ไม่ถามแล้วก็ได้”

สอางค์แอบยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนเอ่ยปากไล่ “ไปกินข้าวไป๊ น้องบัญชีรออยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออๆ ไปจริงละ เอ็นจอยเวิร์กกิ้งนะเอิง”

“จ้า ไปเถอะจ้า”

 

สอางค์เงยหน้าจากกองเอกสารอีกครั้ง หญิงสาวยืดแขนบิดขี้เกียจ หมุนเก้าอี้รอบตัว ดูว่าเหลือใครอยู่บ้างในออฟฟิศ

ก็คือไม่มี…

ฉายเดี่ยวอีกแล้วฉัน

ไม่สิ…

ยังเหลือคนบ้างานตัวจริงอยู่อีกคน

สอางค์ย่นจมูกใส่ห้องทำงานเจ้านาย รายนั้นโยนแฟ้มให้เธอตอนเช้า แล้วสิงตัวอยู่ในห้อง ไม่ออกมาให้ใครเห็นอีก ข้าวปลาไม่กิน แปลงร่างกลับเป็นหุ่นยนต์โดยสมบูรณ์

ป่านนี้คงนั่งชาร์จไฟอยู่ล่ะมั้ง

หรือไม่โทมัส แบรนดอนอาจจะกินเอกสารเป็นอาหารกลางวันก็ได้ ใครจะรู้

สอางค์เสียเวลานั่งคาดคะเนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วหันไปหยิบข้าวกล่องอาม่าขึ้นมาเปิด ปิ่นโตทั้งสามชั้นเต็มไปด้วยอาหารง่ายๆ ที่เธอชอบ ไม่ว่าจะหมี่ผัดซีอิ๊ว แกงจืดตำลึง หรือซาลาเปาไส้ครีมเจ้าดังที่อาม่าซื้อเก็บไว้ให้

“โอ้โห มาครบทั้งคาวหวาน อาม่าเรานี่น่ารักที่สุด”

หญิงสาวยิ้มกับตัวเองแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปส่งกลับไปให้คนทำดูพร้อมคำขอบคุณ

 

‘อุ่นก่อนกินนะอาเอิง อย่าขี้เกียจ’

ข้อความที่เด้งกลับมาทันที เดาว่าอาม่าคงให้พุดพิมพ์ให้

“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง อิ่มก่อน งานทีหลังนะบอสนะ”

เธอจัดแจงอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟซึ่งตั้งอยู่ในซอกเล็กๆ ของแผนกที่มีทั้งตู้เย็น เครื่องทำกาแฟ และกาต้มน้ำ

ระหว่างรอก็เดินฮัมเพลงกลับมาที่โต๊ะ ใช้มือไถแฟ้มไปอีกด้าน ยกคีย์บอร์ดหลบไปอีกทาง แล้วกวาดปากกาหลายด้ามลงลิ้นชัก พอให้มีพื้นที่ว่างวางข้าวกลางวันได้

หญิงสาวมองชามะนาวขวดใหญ่ที่แอบหยิบมาจากตู้เย็นโดยไม่ลืมวางเงินคืนทิ้งไว้ กับอาหารอุ่นร้อนบนโต๊ะอย่างพึงพอใจ จังหวะที่สอางค์หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมี่ผัดซีอิ๊วเตรียมส่งเข้าปากลิ้มรสความอร่อย ประตูห้องทำงานของเจ้านายก็เปิดออกพอดิบพอดี

เจ้าของร่างสูงหยุดยืนตรงช่องประตู มองตรงมายังโต๊ะทำงานของเธอ

สายตาแบบนั้น แปลได้อย่างเดียวว่าหมี่ผัดคงต้องกลับลงปิ่นโตไปก่อน

หญิงสาวลอบถอนหายใจ วางตะเกียบในมือ ปากยิ้มแต่ตาแข็ง ถามออกไปว่า

“มีอะไรหรือคะ”

“วันนี้…คุณไม่ได้ลงไปกินข้าวข้างล่าง?” เจ้านายฝรั่งเดินตรงมายังคอกทำงานของสอางค์ ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการใดๆ ต่อให้เป็นคนช่างสังเกต ก็คงจับไม่ได้ว่าเมื่อครู่เจ้าตัวนั่งยิ้มมองเธอเดินฮัมเพลงผ่านหน้าห้องไปมาอยู่หลายนาที ก่อนตัดสินใจเปิดประตูออกมา

“ฉันแก้งานให้บอสอยู่ค่ะ” ผายมือไปยังภูเขาแฟ้มข้างตัว ให้เห็นกันจะจะเลยว่าคนสั่งใจร้ายแค่ไหน ก่อนตบท้ายว่า “แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีข้าวกล่องมากิน ไม่จำเป็นต้อง ‘เสียเวลางาน’ ลงไปข้างล่างก็ได้”

วันนี้เขาอารมณ์ดีพอที่จะไม่ใส่ใจคำประชดพวกนั้น แต่ให้ความสนใจกับอาหารบนโต๊ะมากกว่า

“คุณทำมาเอง?”

“นี่หรือคะ อาม่าทำให้ค่ะ ปกติปลายเดือนฉันจะห่อข้าวกล่องมากิน”

“ทำไมแค่ปลายเดือน”

“ก็…ต้องประหยัดก่อนเงินเดือนออกไงคะ” อธิบายอย่างไม่อาย เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาของพนักงานกินเงินเดือนที่อาจจะติดขัดพอให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์บริหารเงินในกระเป๋า

ชายหนุ่มพยักหน้ารับโดยไม่ออกความเห็นใดๆ

ที่สอางค์ไม่รู้คือตัวเขาเองก็ทำอาหารมาจากบ้าน จึงไม่ค่อยมีใครเห็นเขาลงไปกินที่คาเฟทีเรียอย่างที่ควรจะเป็น

ชายหนุ่มยังต้องสะสางงานที่รับช่วงต่อมาจากคนเก่า การกินไปทำงานไปในช่วงพักจึงถือเป็นเรื่องของความสะดวก และใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกอย่างตั้งแต่ย้ายมาเขายังไม่เจออาหารไทยถูกปากเลย จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่เธอทำให้

และถึงสาเหตุของ lunchbox จะต่างกัน แถมสิ่งที่เขาพกมาเป็นเพียงแค่แซนด์วิชง่ายๆ สลับไส้ทุกวัน แต่เจ้าตัวก็มั่นใจในสารอาหารที่ได้รับว่าครบหมู่เท่าที่ร่างกายต้องการ ไม่เคยรู้สึกว่าต้องหาอะไรมาทดแทน

เหมือนกับที่ไม่เคยคิดพยายาม make friends กับเพื่อนร่วมงานคนไหน เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น

คนมาทำงาน แค่เข้าใจเนื้องานตรงกัน จะเสียเวลาทำความรู้จักนิสัยใจคอกันไปทำไม

เขาเคยคิดอย่างนั้น

แต่ทุกความเคยชินก็เปลี่ยนไป เมื่อเจอผู้หญิงตรงหน้า

วันแรก เขาอาจจะให้เธออยู่เย็นเพราะงานที่ผิดพลาด

แต่วันที่แปด เก้า สิบ หรือเมื่อวานนี้ โทมัส แบรนดอนต้องยอมรับว่ามีความรู้สึก…อื่นแฝงปนอยู่ด้วย

“Well…it looks น่ากิน anyway”

เขาเอ่ยปากชม lunchbox ต่างสัญชาติ

เห็นได้ชัดว่าย่าหลานคงชอบทำอาหารทั้งคู่ เพราะเส้นหมี่ผัดซีอิ๊วสีเข้มคลุกเคล้ากับหมูชิ้นคำโตและไข่ที่ถูกขยี้จนเข้าเนื้อดูน่ากิน แกงจืดตำลึงที่เขามองเป็นซุปใสใส่ผักกับหมูสับโรยหอมเจียวก็ดูทำง่ายๆ แต่น่าจะช่วยให้คล่องคอและลดความมันจากอาหารจานหลักได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง bun ทรงกลมสีขาวที่เขาจำชื่อเรียกไม่ได้ แต่โดยรวมแล้วดูเป็นอาหารโฮมเมดที่น่าอร่อย

“ถ้าบอสไม่รังเกียจ จะกินด้วยกันก็ได้นะคะ”

สอางค์เอ่ยปากถามไปตามมารยาท กะว่าชายหนุ่มคงปฏิเสธ

แต่ที่ไหนได้ โทมัส แบรนดอนกลับพูดขอบคุณ แล้วหันไปดึงเก้าอี้ตัวข้างๆ มานั่งเสียอย่างนั้น

คนชวนจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มแห้ง แล้วเดินไปหยิบช้อนส้อมกับจานมาให้เขา

 

จากวันนั้นดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบอสจะเปลี่ยนไป…นิดหน่อย

ว่ายังไงดี คล้ายๆ ขยับมาเป็น…เพื่อนกินข้าว ที่มีความหมายตรงตัวว่า เพื่อน-กิน-ข้าว ไม่มากไม่น้อยหรือเกินคำจำกัดความที่ตั้งไว้

และแน่นอนว่ายังไม่มีใครรู้เรื่องนี้

เพื่อนในแผนกรวมทั้งนายเฉื่อยยังเข้าใจว่าเธอต้องอยู่ปรับแก้ข้อมูลจากแฟ้มงานเก่าเป็นไฟล์ดิจิตอล เลยไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียงว่าทำไมช่วงนี้ถึงไม่ลงไปกินข้าวด้วยกัน ตัวเธอเองก็ยังอยากให้พวกเขาคิดแบบนั้น เพราะไม่พร้อมตกเป็นเป้านินทาของใคร รวมทั้งไม่มั่นใจด้วยว่าสถานะ ‘เพื่อนกินข้าว’ จะยืดหรือล่ม

“I’ll pay you this time. หลายมื้อแล้ว ไม่อยากให้คุณรู้สึกว่าต้องหอบข้าวมาให้กินฟรีๆ”

“ถ้าบอสอยากจ่าย ขอเป็นอย่างอื่นแทนได้มั้ยคะ” สอางค์ฉีกยิ้มประจบ อย่างที่ปกติไม่เคยทำ

“เช่น?”

“แบ่งงานของฉันไปให้คนอื่น หรือว่าเลื่อนเดดไลน์ออกไป…”

“ไม่” คำตอบสั้น ง่าย ได้ใจความ ไม่ต้องถามด้วยว่าทำไม

“ไหนอาม่าบอกว่าได้ผล” เธอบ่นอุบอิบ เมื่อข้อเสนอถูกปัดแบบไม่รอการพิจารณา

“อะไรได้ผล”

“อาม่าน่ะค่ะ แกบอกว่าคนอิ่มมักใจดี ขออะไรก็ได้ วันนี้แกถึงได้ทอดปีกไก่เพิ่มมาให้บอสตั้งหลายชิ้น”

“อ๋อ…” ชายหนุ่มอมยิ้ม พยักหน้าทำความเข้าใจ “มื้อนี้…เป็นมื้อ…ติดสินบนสินะ”

“โน โน โน” สอางค์ส่ายหน้าดิก “คนไทยเขาเรียก น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ฉันช่วยบอส บอสช่วยฉัน win-win situation ต่างหากค่ะ”

“I see.”

สอางค์คิดว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แต่คำตอบที่ได้ยังคงเป็น “ไม่ได้ ถ้าผมช่วย มันจะไม่แฟร์กับคนอื่น ผมแบ่งงานตามความรับผิดชอบของทุกคนแล้ว”

สรุปว่าสถานะ ‘เพื่อนกินข้าว’ ของเธอไม่มีสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มเติม นอกจากได้นั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเขา และเรียนรู้ว่าบางมุม โทมัส แบรนดอนก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เขาเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาที่อาจจะเคร่งครัดไปบ้าง ติดความสมบูรณ์แบบไปสักหน่อย เกลียดความผิดพลาดเอามากๆ และ…มีรอยยิ้มน่ามองที่เธอได้เห็นบ่อยกว่าใคร

 

“แล้วบอสไม่ลงไปกินที่คาเฟทีเรียดูบ้างหรือคะ” เธอถามหลังหอบปิ่นโตเข้ามากินในห้องเขาติดๆ กันหลายวัน นอกจากจะเลี่ยงสายตาเพื่อนร่วมงานได้แล้ว โซฟาในห้องเจ้านายยังสบายกว่าเก้าอี้ทำงานของเธอตั้งเยอะ

“เคย แต่มันเสียเวลา”

คำตอบสมกับเป็นตัวเขาจริงๆ

“แต่บอสแผนกอื่นลงไปกินข้างล่างกันหมดเลยนะคะ”

“แล้ว?”

“ไม่แล้วไงหรอกค่ะ ฉันเห็นบอสทำแต่งาน ไม่เคยแฮงก์เอาต์กับเพื่อนในบริษัท คนในแผนกยังพูดเลยว่าสงสัยบอสจะชาร์จแบตฯ แทนกินข้าว”

“คนในแผนกหรือว่าคุณ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลหรี่ลงอย่างจับผิด

รู้ทันไปอีกแน่ะ

“ก็ทุกคนนั่นแหละค่ะ” สอางค์โบ้ย ไม่ยอมรับว่าเป็นความคิดของตัวเองเช่นเคย

ชายหนุ่มหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนตอบว่า “คนไทยใช้คำว่าเพื่อนร่วมงานใช่มั้ย แต่ภาษาอังกฤษ เราแยก colleague กับ friend ออกจากกัน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับคนที่ทำงานก็ได้”

แล้วเธอกับเขาล่ะ…เป็นอะไร

สอางค์คิดถึงสถานะที่กำหนดขึ้นมาเองในใจโดยที่เขาไม่เคยรับรู้ แล้วได้แต่นิ่งไป

“ฉันเข้าใจค่ะ”

“แต่…?” น้ำเสียงและสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายทำให้เขาอดถามออกไปไม่ได้

“ไม่มีแต่หรอกค่ะ” เธอฝืนยิ้ม “ถ้าบอสสะดวกใจจะกินคนเดียว ใครจะว่าอะไรได้”

“คุณไง”

“ฉัน?”

“ผมกินกับคุณมาหลายมื้อแล้วนะ”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้าง ผิวแก้มร้อนผ่าว รีบแก้ประโยคนั้นทันทีว่า

“บอส ‘กินข้าว’ กับฉันมาหลายมื้อแล้วค่ะ”

เจ้าของผมสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทองทบทวนประโยคนั้นในใจ

“Did I say something wrong?”

นาทีนี้สอางค์คิดว่าปล่อยผ่านดีกว่า อย่าอธิบายเลย เดี๋ยวคนไม่คิดอะไรจะหาว่าเธอคิดอะไรขึ้นมา

หญิงสาวพยายามกลบอาการหวั่นไหวที่กลับมารบกวนจิตใจ แก้ตัวไปว่า

“ประโยคมันแค่…ห้วนไปหน่อยน่ะค่ะ ไม่มีอะไร อีกอย่าง…ฉันคงมากินข้าวกับบอสทุกวันไม่ได้”

คนอาศัยข้าวกล่องจากลูกน้องมาเกือบอาทิตย์ซ่อนความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถามกลับไปด้วยท่าทีปกติว่า

“ทำไม”

“ก็…” หญิงสาวกลืนเหตุผลบ้าๆ บอๆ ที่ชวนให้น้อยใจเก็บไว้ ตอบเพียงแค่ “เพราะวันนี้เงินเดือนออกแล้วไงคะ ไม่ต้องห่อข้าวมากินแก้จนแล้วก็ได้ อีกอย่างเราก็ไม่ได้…อ๊ะ ซวยแล้ว!”

คำสบถสุดท้ายดังขึ้น เมื่อสายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเห็นเพื่อนในแผนกกลับเข้ามาก่อนเวลา หรือไม่…เธอก็คงใช้เวลากินข้าวกับเขานานเกินไป

สอางค์รีบลุกจากโซฟา ละล้าละลัง ก่อนตัดสินใจบอกเขาว่า

“ฉันฝากปิ่นโตไว้ในห้องบอสก่อนนะคะ เดี๋ยวตอนเย็นมาเอา”

“Wait a second.” เขาเรียกไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไป “คุณตกใจอะไร แล้วทำไมไม่เอาไปเลย”

“ก็ถ้าฉันถือปิ่นโตออกไปตอนนี้ คนในแผนกก็รู้สิคะว่าฉันกินข้าวกับบอส”

“You don’t want them to know.”

“Do you?”

“Well…” โทมัส แบรนดอนปล่อยให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ได้ยินหลานของผู้หญิงตรงหน้าพูดว่าเธอชอบผู้ชายแบบไหน เป็นตัวให้คำตอบกลับไปว่า “It’s fine with me.”

“เอ๊ะ…”

แต่ก่อนจะได้ใคร่ครวญประโยคนั้นให้ดี สอางค์คิดว่าเธอควรออกไปจากห้องนี้ก่อน

“ยังไงวันนี้ก็ไม่ได้ ฝากปิ่นโตไว้ก่อนนะคะบอส ถ้าใครถาม บอกว่า…บอสเรียกฉันมาคุยเรื่องงานนะคะ ขอบคุณค่ะ”

 

(ติดตามต่อได้ในฉบับเต็มเดือน ธันวาคม 64)

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: