X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดสตรีเป็นยากยิ่งเรื่องเด่นวันนี้

ทดลองอ่าน ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่สอง

ฉู่เซวียนฉียืนอยู่ตรงทางเข้าเรือนพี่ใหญ่ จ้องมองพี่รองและลูกผู้พี่ที่บอกว่าจะมาส่งเขา มือสองข้างกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว สีหน้าเคร่งเครียดยิ่ง

เด็กชายที่พูดถ้านับตามลำดับอาวุโสถือว่าเป็นลูกผู้พี่ ปีนี้อายุสิบขวบ โตกว่าเขาสามปี กำลังจะผ่านไปสู่ขั้นดิน ระดับสาม ในบรรดาลูกหลานสกุลฉู่นับว่ามีฝีมือไม่เลว อีกคนคือพี่รอง นามว่า ‘ฉู่เซวียนหลิง’ สายตาที่มองฉู่เซวียนฉีแฝงไปด้วยความเหยียดหยามและรังเกียจ

ฉู่เซวียนฉีจ้องพวกเขา ไม่พูดไม่จา

“แม้ลูกผู้พี่จะพูดแรงไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริง น้องเล็ก เจ้าเลิกฝึกยุทธ์ไปเสียดีกว่า ยอมรับเถิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ ต่อไปก็ไม่ต้องไปห้องฝึกยุทธ์ จะได้ไม่ยั่วให้ท่านพ่อโมโห” ฉู่เซวียนหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดู ‘ห่วงใย’

แม้เป็นการเสแสร้ง แต่ก็จำเป็น

ฉู่เซวียนหลิงเป็นลูกชายของต้วนหลิงหลง ปีนี้อายุแปดขวบ ฝึกยุทธ์ถึงขั้นดิน ระดับสาม เป็นลูกรักของฉู่อวิ๋นเฟย

ลูกทั้งห้าคนของฉู่อวิ๋นเฟย มีเพียงฉู่เซวียนฉีและฉู่อีเหรินสองคนที่ไม่เอาไหนที่สุด คนหนึ่งไร้พรสวรรค์ คนหนึ่งป่วยมาตั้งแต่เกิด ถ้าไม่ใช่เพราะฉู่เซวียนอั๋งมีพรสวรรค์สูงส่ง ฉู่อวิ๋นเฟยคงจะไม่ไว้หน้า เมินโม่อี้โหรว ปล่อยให้นางเป็นเพียงภรรยาหลวงแต่ในนามอย่างแน่นอน

วันนี้เป็นเพราะฉู่เซวียนฉีฝึกวิชาพลังภายในไม่ผ่านสักที เคล็ดวิชากระบี่ก็เรียนไม่เอาไหน จึงถูกฉู่อวิ๋นเฟยเรียกตัวอบรม

อันที่จริงสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ทว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังจากฉู่เซวียนฉีอายุหกขวบ แทบจะเดือนเว้นเดือนเลยด้วยซ้ำ

ครั้นฉู่อวิ๋นเฟยไปตรวจสอบการฝึกยุทธ์ของลูกหลานที่ห้องฝึกรอบหนึ่ง ก็จะสั่งสอนเขารอบหนึ่ง โดยพิจารณาจากฉู่เซวียนอั๋งผู้มีพรสวรรค์ อายุสิบเอ็ดขวบกำลังจะผ่านขั้นดิน ระดับแปด กล่าวได้ว่าฉู่เซวียนฉีไร้พรสวรรค์โดยแท้

ในดินแดนเทพยุทธ์ การเป็นผู้เลิศล้ำกลายเป็นความหวังของผู้คน หนทางที่จะกลายเป็นผู้เลิศล้ำมีอยู่สองทาง คือเป็นนักยุทธ์หรือผู้วิเศษ

แต่การจะเป็นผู้วิเศษต้องมีพรสวรรค์เฉพาะทาง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้คนที่อาศัยในดินแดนนี้ทั้งหมด นักยุทธ์มีจำนวนน้อยมาก

ลำดับขั้นของนักยุทธ์ แบ่งเป็นขั้นดิน ขั้นฟ้า และขั้นราชันยุทธ์ แต่ละขั้นแบ่งเป็นเก้าระดับ

ไม่ว่าจะฝึกฝนวิชาพลังภายในจากวรยุทธ์สำนักใด ยิ่งฝึกถึงช่วงหลังก็จะยิ่งผ่านได้ยาก ต้องใช้เวลานานกว่าและใช้กำลังมากกว่า ขั้นดินสามระดับแรกผ่านได้ง่ายที่สุด ผู้ที่ใช้เวลาหนึ่งปีสอบผ่านหนึ่งระดับถือว่ามีพรสวรรค์ การเลื่อนขั้นหลังจากระดับสี่ในขั้นดินจะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล

แต่ฉู่เซวียนฉีเป็นลูกหลานสายตรงของประมุขตระกูลฉู่ สามขวบท่องวิชาพลังภายใน ห้าขวบเริ่มฝึกยุทธ์ จนกระทั่งปีนี้เจ็ดขวบยังคงอยู่ที่ขั้นดิน ระดับหนึ่ง ทำให้ฉู่อวิ๋นเฟยอับอายขายหน้าอย่างที่สุด มิน่าเล่าพอฉู่อวิ๋นเฟยพบหน้าเขาครั้งใด ก็อดสั่งสอนไม่ได้

ถ้าไม่ใช่เพราะมีฉู่เซวียนอั๋งคอยปกป้อง แล้วฉู่เซวียนฉีเองก็ไม่ยอมแพ้ ฉู่อวิ๋นเฟยคงจะไม่ให้เขาไปฝึกที่ห้องวรยุทธ์อีกแน่นอน

“ข้าไม่เคยยอมแพ้” ฉู่เซวียนฉีเอ่ยอย่างเด็ดขาด

ไร้ความสามารถก็ปกป้องตนเองไม่ได้ ยิ่งปกป้องน้องสาวไม่ได้ด้วย ดังนั้นเขาจะต้องกลายเป็นผู้มีความสามารถให้จงได้ ไม่ว่ายากเพียงใดก็จะไม่ยอมแพ้!

“ไม่ยอมแพ้?” ลูกผู้พี่หัวเราะพรวดเสียงหนึ่ง “ผลของการไม่ยอมแพ้คือเจ้าก็จะฝึกยุทธ์ขั้นดิน ระดับหนึ่งทุกปี ทุกครั้งก็จะถูกประมุขตระกูลสั่งสอน รอวันใดที่ประมุขตระกูลทนไม่ไหวก็จะถีบเจ้าออกจากห้องฝึก พอถึงเวลานั้นคุณชายใหญ่ก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะอับอายเพราะมีน้องชายไม่เอาไหนอย่างเจ้า ถูกหัวเราะเยาะลับหลัง!”

“หัวเราะอะไร” เสียงเด็กหญิงอ่อนหวานนุ่มนวลถามขึ้น ชวนให้คนฟังรู้สึกหวานชื่นไปถึงใจ

“หัวเราะยอดฝีมือสกุลฉู่ที่มีน้องชายและน้องสาวไม่เอาไหน…เอ๊ะ?!” น้ำเสียงเยาะเย้ยของลูกผู้พี่สะดุดลงในทันใด “ใคร!”

“ข้าเอง น้องสาวไม่เอาไหนที่พวกเจ้าพูดถึง” ฉู่อีเหรินกอดเสื้อกันลมยืนอยู่ด้านหลังประตูโค้งซึ่งเป็นทางเข้าเรือน จ้องมองเด็กชายทั้งสามคนพลางหัวเราะเสียงหวาน

น้องสาวไม่เอาไหน? ฉู่อีเหริน?!

ทันใดนั้นลูกผู้พี่กับฉู่เซวียนหลิงก็นึกได้ เรือนคุณชายใหญ่หรือพี่ใหญ่ยังมีคุณหนูน้อยหรือน้องสาวอยู่ด้วย เพียงแต่นางแทบไม่เคยเดินออกจากเรือน พวกเขาจึงไม่เคยพบหน้านาง นางก็คือ…ฉู่อีเหริน?

ตัวผอมเล็กแลดูบอบบาง สีหน้าขาวซีดยิ่งนัก ดูคล้ายโปร่งแสงภายใต้แสงตะวัน ราวกับจะอันตรธานหายไปได้ทุกเมื่อ ไม่เหมือนคนเป็นจริงๆ แต่อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้ากลับงดงามเป็นพิเศษ รอยยิ้มช่วยเสริมความซีดขาวจากความอ่อนแอ ชวนให้คนที่เพิ่งพบหน้าครั้งแรกยังตะลึงในความงดงาม แล้วเสียงนุ่มนวลที่ฟังระรื่นหูนั่นก็ทำให้คนฟังอดใจอ่อนไม่ได้ จนอยากฟังอีกสักครา…

ขณะที่ลูกผู้พี่และฉู่เซวียนหลิงกำลังตะลึงมองฉู่อีเหรินตาค้าง ฉู่เซวียนฉีก็เดินไปหานางทันที เห็นนางกอดเสื้อกันลมไว้จึงหยิบมาสะบัดแล้วสวมให้นาง ก่อนจะผูกสายรัดให้เรียบร้อย

“ไยเจ้าจึงออกมาล่ะ หนาวหรือไม่”

“ไม่หนาว พี่เล็กไม่ต้องห่วง” นางยิ้มให้พี่เล็ก ยอมให้เขากุมมือนางไว้ รู้สึกว่ามือเขายังสั่นเทาอยู่บ้าง เพราะเพิ่งโมโหที่ถูกทำให้ขายหน้าเมื่อครู่

ขณะที่เขากุมมือนางก็ค่อยๆ ลืมเลือนโทสะก่อนหน้านี้ไป เพียงกุมกำปั้นน้อยๆ สองข้างพลางขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้ายังว่าไม่หนาว มือเจ้าเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง”

“มือข้าก็เย็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่หนาวสักหน่อย” รอยยิ้มหวานๆ ของนางทำให้ฉู่เซวียนฉีตำหนินางไม่ลง ทำได้เพียงกุมมือนางไว้แน่นๆ คิดจะถ่ายทอดความอบอุ่นจากฝ่ามือตนเองไปให้นาง

พี่เล็กกุมมือนางไว้เช่นนี้ ไยจึงหันหลังกลับแล้วล่ะ

ฉู่อีเหรินไม่รู้จะทำเช่นไรดี แต่ยังคงคิดหาวิธีเบี่ยงตัว พี่เล็กอยากกุมก็กุมต่อไป นางอยากมองสำรวจเด็กชายแปลกหน้าสองคนนี้

อืม…คนด้านซ้ายที่เรียกว่า ‘ลูกผู้พี่’ คนด้านขวาคิ้วตาเรียวยาวคล้ายพี่เล็ก น่าจะเป็น ‘พี่รอง’ ฉู่เซวียนหลิง ที่นางเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยพบหน้า

จากข้อมูลที่นางได้ยินจากสาวใช้ ขณะนี้ ‘ท่านพ่อ’ ผู้นั้นมีลูกห้าคน เรียงลำดับตามอายุ คนโตคือพี่ใหญ่อายุสิบเอ็ดขวบ ลูกสาวคนโตซึ่งเกิดจากต้วนหลิงหลง นามว่าฉู่เฉาหรง อายุสิบขวบ จากนั้นก็เป็นลูกชายคนรอง ฉู่เซวียนหลิง อายุแปดขวบ ต่อมาก็เป็นพี่เล็ก ลูกชายคนที่สาม ฉู่เซวียนฉี อายุเจ็ดขวบ คนสุดท้องก็คือนาง อายุสามขวบ

ในบรรดาลูกทุกคน นอกจากนางที่ป่วยบ่อยมาแต่เล็ก ถูกตีตราว่าไม่เอาไหน ครองตำแหน่ง ‘นักยุทธ์ไร้ค่า’ ก็ยังมีพี่เล็กที่เริ่มถูกทอดทิ้งตั้งแต่ห้าหกขวบ

เห็นชัดว่าเด็กชายสองคนที่เข้ามายุ่งอยู่ตรงนี้กำลังหาเรื่องพี่เล็กของนาง

“เจ้าคือ…น้องสาวคนสุดท้องของข้า ฉู่อีเหริน?” ฉู่เซวียนหลิงประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะถามขึ้นด้วยความอยากจะยืนยันฐานะของนาง

“ข้าคือฉู่อีเหริน” นางพยักหน้า แต่ไม่ได้ยอมรับว่าเขาเป็นพี่ชายอีกคนของนาง

“พอเจ้าเจอข้า ไยจึงไม่ทักทาย” ฉู่เซวียนหลิงจงใจขมวดคิ้ว

“ข้าไม่รู้จักเจ้า” ฉู่อีเหรินตอบไปตรงๆ

นอกจากพี่ใหญ่ พี่เล็ก และสาวใช้สองคนที่รับผิดชอบอาหารสามมื้อของนางแล้ว นางแทบจะไม่เคยพบเจอคนอื่น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่รู้จักเขา

“ข้าคือฉู่เซวียนหลิง เป็นพี่รองของเจ้า” แม้นางจะพูดถูก แต่ฉู่เซวียนหลิงก็ยังรู้สึกเหมือนตนเองถูกมองข้าม จึงเสียหน้าเล็กน้อย

“อ๋อ” ฉู่อีเหรินพยักหน้า แสดงว่า ‘รับรู้แล้ว’

เด็กชายคนนี้จะต้องมองพวกเขาสามคนเป็นศัตรูแน่นอน เหตุผลอาจเป็นเพราะท่านแม่ของแต่ละฝ่ายไม่ลงรอยกัน แล้วยังมีเรื่องเมื่อสามปีก่อนอีก

“คุณหนูน้อย ไยเจ้าจึงไม่เรียกคุณชายรองว่าพี่ล่ะ” ลูกผู้พี่ที่ถูกทิ้งไว้ด้านข้าง ในที่สุดก็มีโอกาสเอื้อนเอ่ย

“แล้วเจ้าคือใคร” ฉู่อีเหรินเอียงคอมองเขา สีหน้าแลดูไร้เดียงสาน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง

“ข้า…นับตามอายุและลำดับอาวุโส ถือว่าเป็นลูกผู้พี่ของเจ้า” ลูกผู้พี่เอ่ยอย่างลำพองใจ

นางมาจากสายภรรยาหลวงแล้วอย่างไร คนไร้พรสวรรค์ไม่มีสิทธิ์มาทำอวดดี กอปรกับฉู่เซวียนหลิงยืนอยู่ข้างเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องให้เกียรติพวกเขาทั้งสองแม้แต่น้อย

“อ๋อ” ฉู่อีเหรินพยักหน้าต่อไป

ลูกผู้พี่คนนี้ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

“ยามนี้รู้จักแล้ว ไยจึงไม่ทักทายอีก” ฉู่เซวียนหลิงซักถามนาง

“เจ้าดุเหลือเกิน” ฉู่อีเหรินตัวสั่น มือทาบหน้าอก สีหน้าตื่นตระหนก น้ำตาคลอดวงตากลมๆ

“เอ่อ…” สีหน้านางคล้ายกับเขาไปทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า ทำให้ฉู่เซวียนหลิงโมโหไม่ออกในทันใด

เขาเกลียดสตรีนางนั้นก็เลยเกลียดลูกทั้งสามของนางด้วย แต่ยามนี้มองดูดวงหน้าเล็กๆ งามตาน่ารัก ไม่เป็นพิษเป็นภัยแล้วยังไร้เดียงสานี้ อย่างไรก็เอ่ยคำพูดรุนแรงไม่ออก เมื่อสบตากับลูกผู้พี่ ท่าทีของทั้งสองคนก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน

พวกเขาไม่มีอะไรจะพูด แต่ฉู่อีเหรินมี นางประสานมือทั้งสอง สีหน้าเปลี่ยนไป มองพวกเขาด้วยดวงหน้าเล็กๆ เป็นประกาย

“พวกเจ้าสองคน…น่านับถือยิ่งนัก!” ฉู่อีเหรินเอ่ย แล้วยังแสดงสีหน้าท่าทาง ‘เลื่อมใส’ จริงๆ

ลูกผู้พี่และฉู่เซวียนหลิงงงเป็นไก่ตาแตก เหตุใดจู่ๆ จึงเอ่ยประโยคนี้ นางกับพี่ชายถูกด่า นางไม่โกรธก็แล้วไป ยังนับถือพวกเขาอย่างมาก?

สมองนางคงไม่มีปัญหากระมัง

“ฉู่อีเหริน?” ฉู่เซวียนฉีก็แปลกใจยิ่งนัก นี่ฉู่อีเหรินที่เขาคิดว่ามีจิตใจดีงามกำลังเริ่มช่วยเขาแก้ปัญหาหรือ

“พี่ใหญ่รักพวกเรามากใช่หรือไม่” นางถามลูกผู้พี่และฉู่เซวียนหลิง

“อืม” ลูกผู้พี่พยักหน้า

คุณชายใหญ่ขึ้นชื่อว่านอกจากฝึกฝนในด้านความสามารถแล้ว ก็รักทะนุถนอมน้องชายและน้องสาวมากเหลือเกิน ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยประโยคที่ว่า ‘แม่ไก่ปกป้องลูกไก่’ ก็ไม่นับว่าเกินเลย ดังนั้นยามที่คุณชายใหญ่อยู่ด้วย พวกเขาจะไม่กล้าหาเรื่องฉู่เซวียนฉี

“ที่นี่คือประตูทางเข้าเรือนพี่ใหญ่ใช่หรือไม่”

“อืม” ลูกผู้พี่พยักหน้าอีก

“ดังนั้นพวกเจ้าสองคนกล้ามาหัวเราะเยาะน้องชายที่พี่ใหญ่รัก และข้า น้องสาวผู้อ่อนแอในเรือนของพี่ใหญ่โดยไม่เกรงกลัวพี่ใหญ่สักนิด ความกล้าหาญเช่นนี้จะไม่นับถือได้อย่างไร” ฉู่อีเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกินจริงและแปลกใจ แสดงออกว่านางรู้สึกนับถือจริงๆ

คนที่ไม่กลัวตายกล้ามากระตุกหนวดเสือ กล่าวได้เลยว่า ‘ไม่ยี่หระต่อความตาย’ หรืออาจกล่าวได้ว่า ‘รนหาที่ตาย’ ความกล้าหาญเช่นนี้ควรค่าแก่การนับถือจริงๆ

ในเมื่อ ‘ผู้ไม่กลัวตาย’ คือผู้ยิ่งใหญ่ แสดงความเคารพต่อ ‘ผู้ไม่กลัวตาย’ สักหน่อยคงไม่เป็นไร

พอฉู่เซวียนหลิงได้ฟังก็ตื่นตระหนกเล็กน้อยในทันใด แต่ภายนอกยังพยายามรักษาความสงบไว้ พูดอย่างเต็มปากเต็มคำ

“เขาก็เป็นพี่ใหญ่ของข้า แล้วข้าก็พูดความจริง ไม่กลัวใครหน้าไหนจะได้ยินทั้งนั้น เขา…เขาจะทำอะไรข้าได้”

“คุณชายรองพูดถูก!” พอได้ยินประโยคนี้ ลูกผู้พี่ที่กินปูนร้อนท้องก็ร่วมเอ่ยด้วยเหตุผลเต็มที่ทันที

“ใช่ ทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้” ฉู่อีเหรินพยักหน้าเห็นด้วยกับพวกเขา “แต่พรุ่งนี้พวกเจ้ายังต้องไปห้องฝึกยุทธ์ พี่ใหญ่ที่คอยดูแลปกป้องน้องๆ สมควรแล้วที่จะ ‘จริงจัง’ ‘ใส่ใจ’ ‘ควบคุม’ พวกเจ้าฝึกซ้อม”

คำว่า ‘จริงจัง ใส่ใจ ควบคุม’ เหล่านี้นางล้วนเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ ใครจะฟังความหมายแฝงไม่ออกกัน

“เจ้าคิดจะยุยงคุณชายใหญ่ให้ใช้อำนาจส่วนรวมแก้แค้นส่วนตัว?!” ลูกผู้พี่เอ่ยทันที สีหน้าโกรธขึ้งยิ่ง

“ใช่ที่ใดเล่า” ฉู่อีเหรินทำหน้าตาไร้เดียงสา “พี่ใหญ่เป็นประมุขน้อยของตระกูล ควบคุมพวกเจ้าฝึกฝนก็เป็นหน้าที่เขาอยู่แล้ว เกี่ยวกับการใช้อำนาจส่วนรวมแก้แค้นส่วนตัวตรงที่ใด นอกจากนี้พวกเรามีความแค้นต่อกันหรือ พวกเจ้าสองคนเพิ่งบอกว่าพูดความจริง ไม่กลัวใครหน้าไหนจะได้ยิน เช่นนั้นตอนนี้พวกเจ้าจะกังวลอะไรอีก หรือว่า…พวกเจ้าสองคนกินปูนร้อนท้อง วางแผนเยาะเย้ยพี่เล็ก จงใจทำให้ลูกชายประมุขตระกูลฉู่อับอายขายหน้า”

“ไม่ ไม่ได้ทำสักหน่อย เจ้าอย่าพูดเหลวไหล! พวกเรามาส่งคุณชายสามกลับเรือน ที่นี่ไม่มีเรื่องพวกเราแล้ว พวกเรากลับก่อนล่ะ” ลูกผู้พี่ลุกลี้ลุกลนดึงฉู่เซวียนหลิงกลับ ทำให้ฉู่เซวียนหลิงที่อยากจะพูดอะไรอีกไม่มีโอกาสได้พูด

ฉู่เซวียนหลิงถูกดึงไป แต่ยังไม่ลืมหันมามอง พลันเห็นฉู่อีเหรินยิ้มหวาน โบกมือให้พวกเขา ราวกับบอกว่า ‘ไม่ส่งนะ’

ปีนี้ฉู่อีเหรินมีอายุเพียงสามขวบกระมัง เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบสามารถกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมาได้หรือ แล้วยังพูดจนทำให้เขาไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรอีกด้วย

พอคิดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉู่เซวียนหลิงก็รู้สึกว่าน้องสาวขี้โรคคนนี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นคนที่…ไม่ควรหาเรื่องด้วยที่สุดในบรรดาสามคนพี่น้อง…

เอ่อ…เขากำลังคิดเหลวไหลอะไร นางเพิ่งสามขวบ! แล้วยังไม่เอาไหน ไยจึงหาเรื่องไม่ได้ เขาต้องคิดผิดแน่ๆ

คนที่ไม่ควรหาเรื่องที่สุดคือพี่ใหญ่ ฉู่เซวียนอั๋งผู้มีพรสวรรค์เหนือคนสิ!

แต่น้องสาวคนเล็กก็น่าชิงชังนัก ใช้พี่ใหญ่มากดดันเขา ฮึ! นางคิดว่าทำเช่นนี้แล้วเขาจะกลัวหรือ

ประมุขตระกูลไม่ใช่พี่ใหญ่ แต่เป็นท่านพ่อต่างหาก…ฮึๆ ฉู่เซวียนฉี ฉู่อีเหริน อย่าคิดนะว่าเรื่องจะจบเพียงเท่านี้!

 

หลังสองคนนั้นจากไป ฉู่เซวียนฉีจึงแลมองน้องสาวพลางเอ่ยอย่างไม่สบายใจเล็กน้อย

“ฉู่อีเหริน เจ้าไล่พวกเขาไป…”

“ใช่ที่ใดกันเล่า” พวกเขาวิ่งหนีเพราะกินปูนร้อนท้องแท้ๆ

“แต่เจ้าพูดว่าพี่ใหญ่จะ ‘ควบคุม’ พวกเขา…” ฟังคล้ายข่มขู่อย่างมาก

“ข้าพูดไม่ผิดนะ พี่ใหญ่จะต้องควบคุมความก้าวหน้าในการฝึกฝนไม่ใช่หรือ” ฉู่อีเหรินมีสีหน้าไร้เดียงสา ดูเปี่ยมไปด้วยเมตตา ไม่คิดว่าตนเองพูดอะไรผิดแม้แต่น้อย

“…” ฉู่เซวียนฉีสับสนอยู่บ้าง รู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล

“พี่เล็ก อย่าคิดมาก วันนี้พวกเขากล้าด่าว่าพี่เช่นนี้ ไม่แน่วันใดอาจจะกล้าลงไม้ลงมือ ดังนั้นการขู่ขวัญพวกเขาตามความเหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น” พี่เล็กเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา หากไม่เก็บคำพูดคนอื่นมาคิดมากก็จะไม่ต้องเหนื่อยใจ

“แต่ทำเช่นนี้…คล้ายกับใช้อำนาจรังแกคนอื่นอยู่บ้างกระมัง” ข่มขู่ผู้อื่นโดยใช้ชื่อเสียงของพี่ใหญ่ มันออกจะ…

“พวกเราใช้อำนาจรังแกคนอื่นตรงที่ใด พวกเราแค่ ‘ปกป้องตัวเอง’ เท่านั้น”

ฉู่อีเหรินแสดงสีหน้าเคร่งเครียด สอนพี่เล็กของตนอย่างเอาจริงเอาจัง

“ถ้าพวกเขาให้เกียรติ พวกเราจะต้องมีมารยาทด้วยแน่นอน แต่พวกเขาไม่ให้เกียรติพี่สักนิด ยังด่าว่าพี่ ไยพวกเราจึงต้องให้เกียรติเขา นี่ก็คล้ายกับการใช้เพลงกระบี่ของสกุลฉู่ต่อสู้กับคนอื่น จะต้องมีกระบี่ในมือ ถ้าไม่มีกระบี่จะใช้เพลงกระบี่ได้อย่างไร ยามนี้พี่ใหญ่ก็เหมือนกระบี่เล่มนั้นที่ใช้ปกป้องตัวเองและคนอื่นในยามที่พวกเรายังอ่อนแอ รอวันใดที่พวกเรากล้าแกร่ง ถึงวันนั้นค่อยพึ่งตัวเอง ถึงจะใช้อำนาจรังแกคนอื่นแล้วอย่างไร พึ่งอำนาจก็คือพึ่งอำนาจ มีอำนาจให้พึ่ง พวกเราจะต้องรู้สึกโชคดีสิ! เพราะนี่แสดงว่ามีคนยินยอมพร้อมใจปกป้องพวกเราโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด พวกเราจะต้องสำนึกในบุญคุณพี่ใหญ่ ไม่ต้องไปทำดีกับพวกที่คิดจะรังแกพวกเราหรอก”

ฉู่อีเหรินพูดไม่หยุด คาดไม่ถึงว่าคนที่เป็นที่พึ่งให้กำลังยืนฟังอยู่ด้านข้าง เขาฟังจนสีหน้าสับสน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี

นางมองสีหน้าพี่เล็กที่คล้ายจะเข้าใจ เสียงเด็กน้อยที่เอ่ยกล่าวเปลี่ยนไปเป็นเสียงที่นุ่มนวลขึ้น

“พี่เล็ก ไม่ว่าในสถานการณ์ใด การปกป้องตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น ถึงจะอยู่ในเรือน พวกเราก็ยังต้องพึ่งตัวเอง ดังนั้นพี่ไม่ต้องกังวลมากเกินไป” พี่เล็กซื่อตรงเกินไปและเป็นคนคิดมาก ดังนั้นจึงถูกรังแกและไม่รู้จะโต้ตอบเช่นไร

“ข้ารู้ เพียงแต่…” เขาไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝน นั่นคือความจริง ฉู่เซวียนฉีอดเศร้าใจบ้างไม่ได้

“พี่เล็ก อย่าคิดมาก พี่อยากฝึกฝนก็ฝึกฝนต่อไป พี่ใหญ่ก็ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ พี่ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร” ฉู่อีเหรินพิงแขนพี่เล็กพลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“แต่ท่านพ่อกล่าวว่า…” พอนึกถึงคำพูดของท่านพ่อ ฉู่เซวียนฉีก็รู้สึกสิ้นหวังอยู่บ้าง แต่กลับไม่คิดยอมแพ้

ถ้าผ่านไปอีกปี เจ้ายังไม่ผ่านถึงขั้นดิน ระดับสอง เจ้าก็เตรียมตัวไปเมืองชิ่งเฉิง ไปเรียนรู้วิธีการดูแลกิจการของสกุลฉู่เสีย

การดูแลกิจการคือการรวมคนในตระกูลที่ไร้พรสวรรค์ทางด้านวรยุทธ์ ฝึกฝนพวกเขาในด้านค้าขายหรือความสามารถในด้านอื่นเพื่อหาเงินทองมาให้คนในตระกูลใช้จ่าย

“ไม่ว่าท่านพ่อจะพูดอะไร พี่เล็กก็ไม่อยากเลิกฝึกยุทธ์ไม่ใช่หรือ” ฉู่อีเหรินมองพี่เล็ก อันที่จริงก็ปวดใจอยู่บ้าง

เด็กที่เพิ่งมีอายุเจ็ดขวบ เติบโตท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะต่างๆ นานา ถ้าพี่เล็กไม่ใช่คนซื่อและจริงใจมากพอ อีกทั้งยังดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ คงจะร้องไห้ฟูมฟายขี้มูกโป่งอย่างน้อยเนื้อต่ำใจทุกวันแน่

“อืม ข้าอยากเป็นผู้เลิศล้ำ” ฉู่เซวียนฉีมองน้องสาว แล้วเอ่ยเสริมอีกประโยค “วันข้างหน้าจะได้มีความสามารถปกป้องดูแลน้องกับพี่ใหญ่”

“อืม พยายามเข้านะ ขอเพียงมีความพยายาม ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!” ฉู่อีเหรินเขย่งปลายเท้า ตบบ่าพี่เล็กอย่างองอาจผึ่งผายเพื่อให้กำลังใจ

แต่ฉู่อีเหรินอ่อนแรงมาก ฉู่เซวียนฉีเพียงรู้สึกเหมือนถูกปุยฝ้ายตบบ่า จึงอดกุมมือเล็กๆ ของน้องสาวไว้ไม่ได้

“จริงสิ ไยเจ้าจึงไม่อยู่ในห้อง แต่กลับวิ่งออกมาเล่า” ยามนี้ฉู่เซวียนฉีนึกถึงเรื่องนี้ได้ในที่สุด

“พี่ใหญ่รับปากข้าว่าจะพาออกไปเดินเล่น ข้ากำลังรอพี่กลับมา พวกเราจะได้ไปด้วยกัน” ฉู่อีเหรินตอบพลางยิ้มตาหยี

“น้องฉี ฉู่อีเหริน” ในที่สุดคนที่ยืนอยู่ด้านข้างสักพักก็เดินออกมา ฉู่เซวียนอั๋งมองน้องชายและน้องสาว โดยเฉพาะอีเหรินน้อย ถ้าไม่ใช่เพราะนางร่างกายอ่อนแอ เขากล้าพนันเลยว่าอีเหรินน้อยจะต้องเป็นสตรีที่เข้มแข็งคนหนึ่งแน่

“พี่ใหญ่!” ทั้งสองคนเรียกอย่างเบิกบานใจ

“อืม” เขาพยักหน้า ตรวจสอบเสื้อกันลมของฉู่อีเหรินอีกครั้งว่าสวมใส่เรียบร้อย ชุดของน้องชายก็เหมาะที่จะออกไปข้างนอก แล้วจึงจูงมือพวกเขาออกไปด้านนอกพลางเอ่ย “ข้าให้คนเตรียมรถม้าแล้ว อีกสักครู่เราจะไปร้านหนังสือก่อน จากนั้นค่อยไปเดินเล่นที่นอกเมือง…”

มิเสียแรงเป็นพี่ใหญ่ พอตัดสินใจจะออกข้างนอกก็จัดเตรียมการเดินทางและพาหนะอย่างเหมาะสม แล้วถือโอกาสรายงานท่านพ่อ สำหรับท่านแม่…แต่ไรมาไม่เคยสนใจอยู่แล้วว่าพวกเขาจะทำอะไร

“นอกเมือง?!” ด้วยเป็นครั้งแรกที่ฉู่อีเหรินได้ออกจากเรือน นางจึงมองไปรอบด้านอย่างจริงจัง แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น พอได้ยินประโยคนี้ของเขานางก็หันหน้ามาอย่างแปลกใจระคนดีใจทันที มองพี่ใหญ่ด้วยแววตาเป็นประกาย

เดิมทีเพียงคาดว่าจะได้มองถนนหนทางที่แตกต่างจากโลกก่อนว่ามีสภาพเป็นเช่นไร ทว่ายามนี้กลับได้รู้ว่าจะได้ไปเที่ยวนอกเมืองอีกด้วย!

สวรรค์! ดียิ่งนัก

ต้องรู้ว่าฉู่อีเหรินนั้นจำใจ ‘อุดอู้’ อยู่ในเรือนมาสามปีเต็ม จนนางเกือบจะลืมไปแล้วว่าการเที่ยวเล่นมีความรู้สึกเช่นไร ยามนั้นได้แต่หวนนึกถึงชีวิตในโลกก่อนที่เป็นสุขเพราะได้เที่ยวเล่นมาปลอบประโลมใจ

“พี่ใหญ่ช่างประเสริฐยิ่ง” ฉู่อีเหรินกอดแขนพี่ใหญ่อย่างซาบซึ้ง เพราะนางตัวเล็กเหลือเกิน จึงดูคล้ายถุงทรายที่ห้อยไปมาบนแขนเขามากกว่า

“ระวังหน่อย” ฉู่เซวียนอั๋งรีบอุ้มน้องสาวขึ้นอย่างว่องไว ก่อนจะให้นางนั่งบนแขน เอนหัวพิงไหล่ของเขา และเดินออกไปด้วยสภาพเช่นนี้

ฉู่อีเหรินไม่อึดอัดใจ อย่างไรเสียยามนี้นางเป็นเด็กน้อย ถูกอุ้มก็สมควรอยู่…นางพยายามเตือนใจตนเองเช่นนี้เป็นสิบรอบ จากนั้นก็เริ่มมองทิวทัศน์ต่อ

ต้องบอกว่าคนตัวสูงมีข้อดีหลายอย่าง ให้พี่ใหญ่อุ้ม ตนเองไม่ต้องเดิน ทำให้ได้มองสภาพทั่วคฤหาสน์สกุลฉู่อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วนที่สกุลฉู่สายตรงอาศัยคือเรือนด้านใน พวกเขาเดินจากเรือนด้านในผ่านลานสวน เลี้ยวไม่กี่ครั้งก็ถึงเรือนด้านหน้า จากนั้นเดินออกทางประตูใหญ่ รวมแล้วขั้นแรกนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งเค่อ

ฉู่อีเหรินลอบคาดเดาในใจ ยังไม่รวมโถงด้านหน้า แค่ตัวเรือนอย่างน้อยก็กินพื้นที่เกินร้อยผิง แล้วนี่ยังเป็นเพียงส่วนของเรือนหลัก ไม่รวมเรือนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเคียงอีกนะ

แสดงว่าสกุลฉู่มั่งคั่งยิ่ง มิเสียแรงที่เป็นตระกูลร่ำรวยมีชื่อเสียงหนึ่งในสามของดินแดนเทพยุทธ์

ครั้นออกจากคฤหาสน์ หลังจากที่พี่น้องสามคนนั่งบนรถม้า คนขับก็บังคับรถเคลื่อนไปบนถนนอย่างช้าๆ เพราะฉู่อีเหรินเรียกร้อง ฉู่เซวียนอั๋งจึงเลิกผ้าม่านด้านหนึ่งให้นางมองทิวทัศน์

คูเมืองที่ตั้งของคฤหาสน์สกุลฉู่ เรียกว่า ‘เมืองฉู่’ ตามบันทึกลำดับศักดิ์ของตระกูล ตระกูลฉู่มีประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ที่นี่มากกว่าสองพันปี ขณะที่ฟังพี่ใหญ่กล่าว ฉู่อีเหรินก็ตะลึงงัน อ้าปากเป็นรูปวงกลม เกือบตะโกนคำว่า ‘โอ้’ ออกมา

มากกว่าสองพันปี เช่นนั้นต้องสืบทอดกันมากี่รุ่นล่ะเนี่ย!

ผลสุดท้ายพี่ใหญ่ก็ไขข้อสงสัยให้นาง หากมองจากเวลาสองพันปี พวกเขานับเป็นลูกหลานรุ่นที่สิบสาม บิดาของท่านปู่ทวดยังมีชีวิตอยู่ด้วย ยามนี้มีอายุสี่ร้อยสิบสองปี

ปีศาจเฒ่า! ฉู่อีเหรินตะโกนอยู่ในใจ

ราวกับพี่ใหญ่รับรู้ว่านางกำลังประหลาดใจ เขาลูบหัวนางพลางเอ่ยยิ้มๆ ว่า “นี่ไม่นับว่าแปลก เกิดเป็นนักยุทธ์ ขอเพียงผ่านถึงขั้นฟ้า ถ้าไม่ฆ่าตัวตาย ไม่ถูกทำร้ายจนตาย อย่างน้อยจะมีชีวิตอยู่ได้ราวสามร้อยปี ยิ่งมีพลังกล้าแกร่งยิ่งอายุยืนยาว”

นี่เป็นโลกแห่งจินตนาการโดยแท้ ฉู่อีเหรินคิดในใจ

ได้ ต้องทำตัวให้เคยชิน ในเมื่อยามนี้นางอยู่ในดินแดนเทพยุทธ์ ไม่ได้อยู่บนโลกเดิมแล้ว ก็ต้องทำตัวให้เคยชินและทำใจเย็นๆ เข้าไว้

นั่งอยู่ในรถม้า มองไปข้างนอก ท้องถนนทั้งตัดตรงและกว้างขวาง ความกว้างของถนนอย่างน้อยมีรถม้าสามคันเคลื่อนไปมาพร้อมกันได้ บ้านเรือนสร้างอยู่บนสองฟากฝั่งถนน ทั้งเป็นระเบียบและใหญ่โต ส่วนใหญ่รักษาระดับความสูงสามชั้น ด้านหน้าร้านรวงมีขนาดพอๆ กัน เป็นระเบียบเสียจนพอมองแล้วอยากลงไปเดินเล่น

การก่อสร้างคล้ายรูปแบบยุคโบราณ เพียงแต่มีบางอย่างที่ก้าวหน้ากว่าหน่อย อย่างเช่นไฟที่ใช้ส่องตามแผงขายของ ไฟส่องป้ายร้าน ระยิบระยับสว่างไสว ทั้งยังสามารถเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ได้ จะจัดให้ส่องเฉพาะสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง หรือมุมใดมุมหนึ่งก็ได้ ใช้ดีกว่าไฟนีออนหรือไฟฉายเสียอีก ทำให้ฉู่อีเหรินมองอย่างตะลึงงัน

…โลกลึกลับแห่งนี้ วิทยาการช่างก้าวหน้าเสียจริง ฉู่อีเหรินชื่นชมอยู่ในใจ

โชคดีที่นางชื่นชมอยู่ในใจ ไม่ได้โพล่งออกมา มิเช่นนั้นจะต้องถูกหัวเราะเยาะแน่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทั่วไปใช้กันในดินแดนเทพยุทธ์ ไม่น่าประหลาดใจเลยสักนิด

แต่ช่วยไม่ได้ ใครให้ฉู่อีเหรินเห็นแต่สิ่งของจำพวกไข่มุกแวววาวที่ใช้ส่องแสงในห้องตั้งแต่เล็กกันเล่า นางเคยถามพี่ชายจึงรู้ว่านั่นคือหินชนิดหนึ่งที่ใช้ส่องแสงในยามราตรีในดินแดนแห่งนี้ เดิมทีนางคิดว่านั่นคือสิ่งมหัศจรรย์พันลึกมากพอแล้ว ใครจะรู้ว่าสิ่งของที่ใช้ส่องแสงไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์ที่สุด มีที่อัศจรรย์ยิ่งกว่ามากมาย ยามนี้ยังมีแม้แต่ไฟหลากสีที่สามารถควบคุมขอบเขตที่ส่องแสงไปได้ด้วย มิน่าเล่าฉู่อีเหรินถึงมีสีหน้าประหลาดใจ

“นั่นคือผลงานของช่างหลอม” ฉู่เซวียนอั๋งเห็นนางจ้องไฟหลากสีเหล่านั้น รู้ว่าน้องสาวรู้สึก ‘ทึ่ง’ มาก จึงอธิบายให้นางฟังว่า “ในดินแดนเทพยุทธ์ มีคนที่หลอมข้าวของเครื่องใช้และอาวุธโดยเฉพาะ พวกเราเรียกว่า ‘ช่างหลอม’ ลำดับขั้นของช่างหลอมก็เหมือนกับนักยุทธ์ แบ่งเป็นสามขั้นคือช่างหลอม ปรมาจารย์ช่างหลอม และราชาช่างหลอม แต่ละขั้นแบ่งเป็นสามระดับ ต้น กลาง สูง

ลำดับขั้นของช่างหลอมตัดสินโดย ‘สมาคมช่างหลอม’ สมาคมยินดีต้อนรับช่างหลอมในดินแดนให้เข้าร่วม พวกเขาสามารถนำผลงานของตนที่หลอมออกมาให้สมาคมวางขายหรือประมูลได้

แม้ว่าช่างหลอมไม่จำเป็นต้องมีวรยุทธ์แก่กล้า ทว่าช่างหลอมสามารถหลอมอาวุธให้แก่นักยุทธ์และผู้วิเศษใช้ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าล่วงเกินพวกเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่มีอาวุธใช้ แล้วยังอาจถูกตามฆ่าเพราะมีความแค้นกับช่างหลอมอีกด้วย”

ในเมื่อเขากล่าวถึงช่างหลอมแล้วก็เลยแนะนำสมาคมไปด้วยเลยในคราเดียว

“โอ้!” ฉู่อีเหรินฟังจนพูดไม่ออก “ถ้าไปมีความแค้นกับช่างหลอม ไยจึงถูกตามฆ่าเจ้าคะ”

ฉู่เซวียนอั๋งขำสีหน้าตะลึงของน้องสาว

“ไม่ต้องคำนึงถึงผู้สนับสนุน ช่างหลอมขั้นสูงยังสามารถหลอมอาวุธเพื่อใช้เป็นรางวัลได้ เจ้าว่าถ้าเป็นศัตรูกับช่างหลอมจะถูกตามฆ่าหรือไม่”

แน่นอน

รางวัลไม่ใช่มีเพียงเงินทอง ในดินแดนเทพยุทธ์ อาวุธที่ร้ายกาจมีแรงดึงดูดยิ่งกว่าเงินเสียอีก ความร้อนแรงในการประกาศรางวัลก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ดังนั้นผู้คนจึงแย่งชิง

พอคิดเช่นนี้ ฉู่อีเหรินก็ดวงตาลุกวาว

“เป็นช่างหลอมยากหรือไม่” นี่ต้องเป็นอาชีพทำเงินแน่…น่าสนใจทีเดียว!

“ยากยิ่งกว่าเป็นนักยุทธ์เสียอีก” ฉู่เซวียนอั๋งเห็นสีหน้าน้องสาวราวกับตกลงไปในหลุมเงินก็อดยิ้มบางๆ ไม่ได้

“โอ้!” เสียงนี้ไม่ใช่ชื่นชม แต่เป็นการอุทานอย่างตะลึง

ในดินแดนแห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอุตสาหกรรมและวิทยาการแขนงต่างๆ แต่สามารถใช้วัสดุดั้งเดิมหลอมออกมาเป็นสิ่งของ ‘อัตโนมัติ’ เช่นนี้ พอที่จะทำให้นางรู้สึกทึ่ง

“แล้วยังมีสมาคมอื่นอีกหรือไม่” ฉู่อีเหรินถามอย่างอยากรู้อยากเห็น

“ยังมีสมาคมอีกสามแห่ง สมาคมหมอโอสถ สมาคมผู้ครองสัตว์วิเศษ สมาคมนักล่า” ฉู่เซวียนฉีช่วยกล่าวเสริม “ลำดับขั้นของหมอโอสถเหมือนกับช่างหลอม แบ่งเป็นสามขั้น หมอโอสถ ปรมาจารย์โอสถ และราชาโอสถ แต่ละขั้นแบ่งเป็นสามระดับ ต้น กลาง สูง ลำดับขั้นตัดสินโดยสมาคม ตั้งแต่เจ้าเกิด คนที่ตรวจอาการและปรุงยาให้เจ้าก็คือหมอโอสถขั้นสูง”

“อ๋อ” ฉู่อีเหรินพยักหน้า นางคุ้นเคยกับอาชีพนี้มากกว่า บนชั้นหนังสือของนางมีตำราที่เกี่ยวกับโอสถไม่น้อย ในตำราเกี่ยวกับโอสถ แน่นอนว่าต้องแนะนำถึงลำดับขั้นของหมอโอสถ

หมอโอสถขั้นสูงไม่ถือว่าดีนัก แต่ก็ไม่นับว่าแย่ ตรวจไม่พบสาเหตุของโรค ทำได้เพียงใช้โอสถแต่ละแบบปรับสมดุลในร่างกายนาง อาการป่วยของนางคงยากและซับซ้อนเกินไปกระมัง แต่อย่างน้อยนางก็รอดมาได้

แผ่นดินนี้ต่างจากบนโลกโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถฝึกยุทธ์ก็เท่ากับไม่มีกำลังปกป้องตนเอง นี่ทำให้คนที่เคยชินกับการพึ่งตนเองอย่างฉู่อีเหรินรู้สึกไม่คุ้นเคยและสิ้นหวัง เรื่องที่พี่เล็กประสบมาในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นกับนาง…พอนึกขึ้นมาเช่นนี้แล้วก็รู้สึกสลดใจยิ่งนัก

“ไม่ต้องกังวล แม้เจ้าจะฝึกยุทธ์ไม่ได้ แต่มีพี่ใหญ่อยู่นะ” ฉู่เซวียนอั๋งเอ่ยปลอบโยนขึ้นราวกับล่วงรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

“อืม” เรื่องยังไม่เกิดขึ้น นางจะเสียกำลังใจไปก่อนได้อย่างไร

ต้องฮึกเหิมเข้าไว้สิ…ฉู่อีเหรินให้กำลังใจตนเอง จากนั้นถามอีกว่า “พี่ใหญ่ เป็นหมอโอสถยากหรือไม่”

“เจ้าอยากเป็นหมอโอสถหรือ” น้ำเสียงของฉู่อีเหรินที่ถามในครั้งนี้แตกต่างจากตอนถามถึงช่างหลอม ฉู่เซวียนอั๋งเข้าใจความคิดในยามนี้ของนางทันที

“เอ่อ…อืม” พี่ใหญ่เฉียบแหลมนัก ฉู่อีเหรินแลบลิ้นและพยักหน้า

ฉู่เซวียนอั๋งและฉู่เซวียนฉีสองพี่น้องเงียบงันไปพร้อมกันชั่วครู่

“ไม่ได้หรือ” สีหน้าเช่นนี้ทำให้นางหมดกำลังใจลงเล็กน้อย

“ไม่ใช่ไม่ได้ เพียงแต่ลำบากมาก แล้วอีกอย่าง…การประสบความสำเร็จก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป” ฉู่เซวียนอั๋งเอ่ยอย่างรักษาท่าที ไม่อยากทำลายความมั่นใจของน้องสาว

“เพราะเหตุใดกัน”

ฉู่เซวียนอั๋งลูบหัวนางแล้วค่อยคิดว่าจะพูดอะไรต่อ พอดีกับคนรับใช้ที่ขับรถม้าหยุดรถพร้อมรายงานด้วยความเคารพ

“คุณชายใหญ่ คุณชายสาม คุณหนูน้อย ถึงร้านหนังสือแล้วขอรับ”

“พวกเราไปซื้อหนังสือที่เจ้าอยากได้ก่อนแล้วค่อยพูดต่อ” ฉู่เซวียนอั๋งกระโดดลงจากรถแล้วค่อยอุ้มน้องสาว รอให้น้องชายลงมา จากนั้นก็สั่งให้คนขับจอดรถม้ารอด้านข้าง ไม่ให้ฉู่อีเหรินมีโอกาสเหยียบพื้น เขาอุ้มนางเข้าไปในร้านหนังสือเลย

ด้านในร้านหนังสือสว่างไสวยิ่งนัก พื้นเป็นพื้นไม้ บนเพดานมีหินแวววาวสีขาวลูกแล้วลูกเล่าส่องไปถึงชั้นหนังสือที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ

ทางเดินระหว่างชั้นหนังสือกว้างพอสำหรับสองคนเดินสวนกันได้เท่านั้น พอเดินเลี้ยวตรงหัวมุม หินแวววาวบนเพดานก็เปลี่ยนเป็นแสงออกสีส้ม การออกแบบของร้านหนังสือทำให้รู้สึกละมุนละไมแต่ดูเป็นระเบียบ คล้ายกับเดินเข้าไปในห้องสมุด เสียงพูดคุยของผู้คนฟังดูเบาบาง คนในร้านหนังสือไม่มากมายเท่าไร

ครั้นเห็นพวกเขาเข้ามา หลงจู๊ที่ยืนอยู่ที่โต๊ะยาวเดินขึ้นหน้ามาต้อนรับทันที

“ขอต้อนรับคุณชายใหญ่สกุลฉู่ คุณชายสามสกุลฉู่ รวมทั้งคุณหนูท่านนี้ขอรับ” คนขายคุ้นเคยกับเด็กชายสองคนดีเนื่องจากอำนาจและชื่อเสียงของสกุลฉู่เปรียบเสมือนเจ้าเมือง อีกทั้งคุณชายน้อยสองคนนี้ยังมาอุดหนุนที่ร้านอยู่บ้างเมื่อสองปีก่อน แต่คุณหนูที่อุ้มมาด้วยคนนี้เขายังไม่เคยได้พบหน้า

ทว่าแค่เห็นคุณชายใหญ่สกุลฉู่อุ้มนางเข้ามา หลงจู๊ก็สุภาพยิ่งนัก

“เอารายชื่อหนังสือในร้านมาที” ฉู่เซวียนอั๋งสั่งด้วยเสียงราบเรียบ

“ขอรับ โปรดรอสักครู่” หลงจู๊หยิบแผ่นหินขนาดยาวประมาณสิบสองกงเฟินจำนวนสี่แผ่นออกมา จากนั้นเรียกพวกเขาเดินเข้าใกล้โต๊ะยาว วางแผ่นหินลงตรงหน้า “นี่คือรายชื่อหนังสือของร้านเรา สีเทาเป็นหนังสือทั่วไป สีแดงเป็นหนังสือแนะนำเกี่ยวกับเตาหลอมหรือวัสดุ สีเขียวเป็นหนังสือเกี่ยวกับโอสถและสมุนไพร สีดำเป็นหนังสือฝึกยุทธ์” คนขายเอ่ยพลางอธิบายวิธีการใช้รอบหนึ่ง

อันที่จริงด้านหน้าแผ่นหินคล้ายหน้าจอเรียงรายชื่อหนังสือและคำนำ อยากพลิกไปหน้าถัดไปก็เลื่อนนิ้วไปด้านซ้าย อยากพลิกไปหน้าที่แล้วก็เลื่อนนิ้วไปด้านขวา พอเห็นหนังสือที่ชอบก็ใช้นิ้วกดลงไป ตัวอักษรสีดำก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาว ทำเช่นนี้หลงจู๊ก็จะรู้ว่าเราต้องการหนังสืออะไร

ฉู่อีเหรินฟังไปฟังมาจนตะลึงงัน

นี่…นี่มันสมาร์ตโฟนชัดๆ!

คิดไม่ถึงว่าโลกนี้จะมีการใช้วิทยาการเช่นนี้ ช่าง…ไม่ล้าหลังแม้แต่น้อย!

ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องใช้ไวไฟ แผ่นหินแผ่นเดียวก็มีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้…นี่คือโลกมหัศจรรย์โดยแท้!

“แผ่นหินรายชื่อหนังสือเช่นนี้เป็นของธรรมดามาก ร้านค้ามีเกือบทุกแห่ง โดยเฉพาะร้านที่มีสินค้าหลายชนิด เช่น ร้านหนังสือ ร้านขายอาวุธ ร้านขายโอสถ เป็นต้น บนแผ่นหินจะระบุราคาไว้ด้านล่างรายชื่อสินค้า” ฉู่เซวียนอั๋งอธิบายเสริม มือหนึ่งอุ้มนาง มือหนึ่งหยิบแผ่นหินรายชื่อหนังสือสีเทาให้นาง “เลือกหนังสือที่เจ้าชอบ ไม่ต้องสนใจราคา”

ฉู่เซวียนอั๋งไม่ได้เป็นคนรวยมือเติบ แต่เป็นเพราะเขามีเงินเก็บส่วนตัวอยู่ไม่น้อย ไม่เกี่ยวกับอายุ แต่เกี่ยวกับฐานะและพรสวรรค์

ในสกุลฉู่ ลูกหลานที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่จะได้รับเงินค่าขนมทุกเดือน คนที่อายุน้อย ยังไม่เริ่มฝึกยุทธ์อย่างเช่นฉู่อีเหรินที่เป็นลูกหลานสายตรง เดือนหนึ่งจะได้หนึ่งตำลึงเงิน นอกจากลูกหลานลุงป้าน้าอาก็จะถูกหักครึ่งหนึ่ง พอเริ่มฝึกยุทธ์ก็จะเริ่มตั้งแต่สองตำลึงเงินขึ้นไป จำนวนเงินค่าขนมจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวตามลำดับขั้นวรยุทธ์ แล้วจะมีการแจกโอสถเพื่อส่งเสริมการฝึกยุทธ์ตามสมควร

หน่วยเงินตราของดินแดนแห่งนี้แบ่งเป็นหนึ่งตำลึงทองเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงเงิน หนึ่งตำลึงเงินเท่ากับหนึ่งร้อยจูเฉียน หนึ่งจูเฉียนเท่ากับหนึ่งร้อยเฉียน

ครอบครัวทั่วไปที่มีสี่คน หนึ่งปีใช้จ่ายราวยี่สิบตำลึงเงิน ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก แต่ถ้าเป็นนักยุทธ์ต้องใช้ของพวกอาวุธ เสื้อเกราะ โอสถ เป็นต้น ซึ่งล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น เงินยี่สิบตำลึงเงินสำหรับนักยุทธ์ถือว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก

แสดงให้เห็นว่าการฝึกยุทธ์ก็เป็นอาชีพหนึ่งที่ผลาญเงินยิ่ง

มองจากราคาที่ระบุบนแผ่นหินรายชื่อหนังสือ ก็พอเห็นได้ว่าชื่อหนังสือบนแผ่นหินสีเทามีราคาถูกมาก มีหนังสือเล่มหนึ่งราคาไม่กี่สิบเฉียน ดังนั้นฉู่อีเหรินจึงเลือกหนังสือหลายเล่มที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม สภาพราษฎรในดินแดนเทพยุทธ์อย่างไม่เกรงใจ เพื่อเสริมความรู้ตนเองเกี่ยวกับแผ่นดินแถบนี้ เพราะก่อนหน้านี้หนังสือที่นางอ่านส่วนมากล้วนเกี่ยวกับเรื่องราวที่ได้ยินมาในสกุลฉู่ เป็นเรื่องภายในคฤหาสน์สกุลฉู่ นางจะต้องใช้ชีวิตในดินแดนเทพยุทธ์ต่อไปในภายภาคหน้า ก็จำเป็นต้องเข้าใจแผ่นดินแถบนี้ด้วย

แต่พอมองหนังสืออีกสามประเภทล้วนมีราคาเป็นหน่วยตำลึงเงินขึ้นไป ฉู่อีเหรินปวดใจทันใด หนังสือที่นางอยากซื้อมีจำนวนมาก แต่เงินในกระเป๋ากลับไม่พอ…

“เป็นอะไรหรือ” ฉู่เซวียนอั๋งมองน้องสาวอย่างเป็นห่วง ยามนี้ดวงหน้าเล็กๆ แทบจะขมวดมุ่น

“เอ่อ…ไม่มีอะไร เพียงแต่กำลังคิดว่าถ้าข้าซื้อหนังสือจำนวนมาก พวกเราจะแบกกลับได้หรือ” นางไม่ลืมว่าพวกนางยังจะต้องไปเที่ยวนอกเมืองต่ออีก จึงใช้เรื่องนี้มาอำพรางความรู้สึกที่อยากได้แต่ไม่อาจครอบครองของตนได้พอดี

“ทางร้านจะช่วยไปส่งที่คฤหาสน์ ไม่ต้องแบกไป” ฉู่เซวียนอั๋งระบายยิ้ม เหลือบไปเห็นแผ่นหินรายชื่อหนังสือสีเขียวในมือนาง นางเอาแต่ยืนจ้องหนังสือสองเล่มในหน้านี้ตาไม่กะพริบ ท่าทางลังเลยิ่งนัก เขาจึงช่วยนางกดเลือกหนังสือให้เสียเลย

“พี่ใหญ่?!” เอ่อ…หนังสือสองเล่มนั้นรวมกันสามสิบกว่าตำลึงเงินเชียวนะ!

“ไม่ต้องกังวลเรื่องราคา เลือกเร็วเข้า” ฉู่เซวียนอั๋งบีบจมูกนางเบาๆ ในเมื่อเขาพานางมาซื้อหนังสือ ย่อมต้องจ่ายเงินให้นางเองอย่างแน่นอน แล้วนางยังจะต้องกังวลว่าเงินตนเองไม่พออีกหรือ

ฉู่อีเหรินมีสมบัติในตระกูลเท่าไร ฉู่เซวียนอั๋งรู้ดีกว่าใคร เขารับเงินค่าขนมให้ทุกเดือน ทั้งเขาและน้องฉียังเป็นคนให้ซองแดงในวันปีใหม่และเทศกาลต่างๆ รวมถึงของขวัญอีกมากมาย รวมสามปี ถ้าเป็นคนทั่วไปนางก็นับว่าเป็นเศรษฐีน้อยแล้ว นี่จะซื้อหนังสือสักเล่มยังกังวลว่าเงินจะไม่พออีกหรือ

“อ๋อ” ฉู่อีเหรินพยักหน้า อ่านรายชื่อหนังสือเสร็จโดยเร็ว

แม้พี่ใหญ่จะพูดเช่นนั้น แต่นางก็ยังยับยั้งชั่งใจ ซื้อหนังสือพวกความรู้พื้นฐานก่อน ส่วนเล่มอื่นที่อยากซื้อ นางจำชื่อไว้ให้ขึ้นใจแล้วต่อไปค่อยว่ากัน มีเพียงหนังสือเกี่ยวกับวรยุทธ์ที่นางไม่ได้เลือก หนึ่งเป็นเพราะนางไม่อาจฝึกยุทธ์ได้ สองคือหนังสือเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านวรยุทธ์สกุลฉู่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อ

หลังจากน้องสาวดูเสร็จ ฉู่เซวียนฉีค่อยเพิ่มหนังสือที่ตนเองอยากได้เข้าไป

“คิดเงินด้วย” ฉู่เซวียนอั๋งคืนแผ่นหินทั้งสี่ให้กับหลงจู๊

“ขอรับ โปรดรอสักครู่” หลงจู๊กดที่แป้นกดทีหนึ่ง ด้านหน้าหินทุกแผ่นแสดงรายชื่อหนังสือที่ฉู่อีเหรินเลือกเมื่อครู่ทันที จากนั้นคนขายก็คิดเงินรวมหนังสือตำราทั้งหมดได้

“คุณหนูเลือกหนังสือเกี่ยวกับเตาหลอมห้าเล่ม เกี่ยวกับสมุนไพรห้าเล่ม หนังสือทั่วไปยี่สิบเล่ม คุณชายสามเลือกหนังสือเกี่ยวกับพลังยุทธ์สองเล่ม ทั้งหมดสองตำลึงทอง สิบหกตำลึงเงิน เจ็ดสิบหกจูเฉียน ห้าสิบเฉียน ข้าลดราคาให้คุณชายน้อยสกุลฉู่ เหลือสองตำลึงทองถ้วนขอรับ”

“อืม” ฉู่เซวียนอั๋งจ่ายเงินพลางกำชับคนขายว่า “เจ้าส่งหนังสือเหล่านี้ไปยังคฤหาสน์สกุลฉู่ มอบให้พ่อบ้าน ให้เขาส่งไปที่เรือนเฉิงจู๋”

“ขอรับ คุณชายใหญ่สกุลฉู่ ถ้าต้องการอะไรอีก โปรดให้คนมาส่งข่าวได้ทุกเวลา ผู้น้อยจะส่งแผ่นหินรายชื่อหนังสือไปให้ท่านถึงคฤหาสน์” คนขายก็เป็นคนหัวไว รู้ว่าคุณหนูน้อยนางนี้รักการอ่าน ดังนั้นจึงเสนอ ‘การบริการถึงคฤหาสน์’ เช่นนี้

“ดี” ฉู่เซวียนอั๋งพอใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็พาน้องชายน้องสาวออกจากร้านหนังสือไป

 

หลังจากทั้งสามกลับมานั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว ฉู่เซวียนอั๋งหยิบน้ำสองขวดมาจากตู้ด้านหลังส่งให้น้องสาวและน้องชายคนละขวด

ฉู่อีเหรินจึงรู้ว่าพี่ใหญ่ตระเตรียมแม้แต่ของกินอย่างครบถ้วน เขารอบคอบและใส่ใจอย่างมาก แต่เดิมนางคิดจะให้แวะซื้อของว่างไปกินที่นอกเมือง จึงมิต้องแวะแล้ว

“นอกจากหนังสือ เจ้ายังอยากซื้ออะไรอีกหรือไม่”

“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ” ฉู่อีเหรินส่ายหน้า นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างที่ใช้เงินของพี่ใหญ่มากมายเช่นนั้น “พี่ใหญ่ ข้าจะใช้เงินจนหมดหรือไม่” สมบัติของนางทั้งหมดยังไม่ถึงหนึ่งตำลึงทองเลยด้วยซ้ำกระมัง

“ไม่หรอก พี่ใหญ่เลี้ยงเจ้าได้” ฉู่เซวียนอั๋งมองดูน้องสาวดื่มน้ำไม่กี่คำก่อนจะช่วยนางเก็บน้ำกลับมา จากนั้นก็มองน้องชายแวบหนึ่ง “ถึงจะรวมน้องฉีด้วย พี่ใหญ่ก็เลี้ยงไหว”

“พี่ใหญ่…” ฉู่เซวียนฉีใจฝ่อเล็กน้อยโดยพลัน ตระหนักได้เองว่าพี่ใหญ่คงจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่หน้าประตูเรือนวันนี้แล้ว

“พี่ใหญ่มีเงินมากหรือ” ฉู่อีเหรินประหลาดใจ พี่ใหญ่ของนางไม่ได้ทำงานหาเงินอะไร หรือว่าทางตระกูลให้เงินค่าขนมพี่ใหญ่มากมายเช่นนั้น

“ฉู่อีเหรินอยากรู้วิธีเป็นหมอโอสถและช่างหลอมหรือไม่” ฉู่เซวียนอั๋งเบนความสนใจนาง

“อยาก!” ฉู่อีเหรินนั่งหลังตรงทันที นางมองพี่ใหญ่อย่างรอคอยคำอธิบาย

“ไม่ว่าอยากเป็นหมอโอสถหรือช่างหลอม การมีเชื้อไฟในตัวหรือไม่เป็นเรื่องสำคัญมาก คนที่ไม่มีเชื้อไฟในตัวใช้ได้เพียงเชื้อไฟธรรมดาทั่วไปในการหลอมโอสถหรือหลอมอาวุธ คนเช่นนี้เลื่อนขั้นไปเป็นช่างหลอมหรือหมอโอสถขั้นสูงได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว” แต่ไม่สามารถเลื่อนขั้นสูงกว่านี้ได้

“จะต้องมีเชื้อไฟในตัว?” ฉู่อีเหรินรู้สึกงุนงงยิ่งนัก

นี่หมายความว่าอะไร หรือว่าจะมีไฟลุกออกมาจากในร่างกายได้…

คงเป็นไปไม่ได้กระมัง!

ฉู่เซวียนอั๋งมองดวงหน้าเล็กๆ รูปไข่งดงามน่ารักที่ขมวดคิ้วมุ่นคล้ายหมั่นโถวลูกหนึ่งเบื้องหน้าตนเองนี้ พลันรู้สึกทั้งอารมณ์ดีและนึกขำ จึงอุ้มน้องสาวขึ้นมานั่งบนตัก จากนั้นเล่าให้นางฟังว่า…

“ถ้าอยากจะมีเชื้อไฟ วิธีที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด ปลอดภัยที่สุดคือเป็นผู้ครองสัตว์วิเศษ”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: