ยามอู่* วันนี้ หายากที่ฮวาชุนซินจะไม่เร่งวาดภาพ…ความจริงเป็นเพราะเจออุปสรรคติดขัดอย่างใหญ่หลวงต่างหาก นางสวมชุดคลุมตัวใหญ่และผูกสายรัดเอว เรือนผมสีดำเกล้าเป็นมวยหลวมบนศีรษะและใช้ปิ่นเงินตลอดด้ามเสียบไว้ลวกๆ ใบหน้าประดับด้วยขอบตาดำคล้ำที่คล้ายจะไม่มีวันเลือนรางจางหาย ออกไปหาอาหารกลางวันกินในตลาด
ตามหลักแล้วที่บ้านมีสาวใช้หุงหาอาหาร นางแค่ทำตัวเป็นเจ้านายที่ชามายื่นแขนรับ ข้าวมาอ้าปากกิน เป็นคุณหนูที่เสพสุขกับการปรนนิบัติก็พอ แต่อาหยวนประหยัดมัธยัสถ์จนคลุ้มคลั่งไปแล้ว ผัดผักก็ใช้พู่กันแต้มน้ำมันหยดลงที่ก้นกระทะสองสามหยดเท่านั้น เกลือก็ตัดใจใส่เยอะหน่อยไม่ได้ เนื้อก็ลดทอนจนเหลือแต่เศษเนื้อ กินจนนางรู้สึกจืดชืดจะตายอยู่แล้ว ทนได้สามวันในที่สุดก็อดใจไม่ไหว หนีออกมา ‘หาของป่า’ ข้างนอกกิน
คนที่ไร้คุณธรรมที่สุดคือเหล่าเจียง ทิ้งคำพูดไว้เพียง ‘บ่าวต้องเฝ้าร้าน กินอะไรง่ายๆ ข้างนอกก็พอแล้ว’ ทำเอานางอยากหาคนลำบากไปด้วยกันก็ยังไม่ได้
“หงส์ตกอับมิสู้ไก่ตัวหนึ่งจริงๆ ด้วย หากเป็นเมื่อก่อน…” นางทำหน้าขุ่นแค้น
ช่างเถอะๆ เอาแต่ยึดติดกับอดีตไม่ปล่อยวางย่อมไม่เกิดประโยชน์ ถึงอย่างไรก็ใช้ชีวิตเช่นนี้มาตั้งหลายปีแล้ว กินได้ดื่มได้นอนได้ ทั้งยังอาศัยภาพวังวสันต์ที่นางชอบหาเงินได้อีก แค่นี้ก็ควรพอใจแล้ว
ฮวาชุนซินไม่ชักช้า พุ่งตรงไปที่ร้านเหล่าหลิวกินบะหมี่หลันโจวหอมกรุ่นเส้นเหนียวนุ่ม ทั้งยังเพิ่มพริกลงไปอีกมาก แค่นี้ไม่พอ คิดได้ว่าขนมถั่วกวนม้วนที่บ้านกินใกล้หมดแล้ว นางจึงเดินเลี้ยวเข้าไปในถนนที่ขายขนมของดินแดนทางใต้ ลัดเลาะไปมาก่อนจะเข้าไปในร้านขนมเก่าๆ ที่ดูไม่สะดุดตา แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวล
“ป้าเหนียน ขนมถั่วกวนม้วนของท่านออกจากเตาหรือยัง” นางสูดหายใจลึกแล้วอดฉีกยิ้มกว้างไม่ได้ ดวงหน้าเล็กขาวเนียนที่ไม่ต้องแสงแดดมาหลายวัน ทั้งยังอดนอนมานานฉายความเซ่อซ่าออกมาสามส่วน “รีบเอาออกมาห้ากล่อง ข้าอยากกินจะแย่อยู่แล้ว”
ด้านหลังโต๊ะคิดเงินที่มีกล่องขนมประณีตน่ารักกองสูงกล่องแล้วกล่องเล่า ป้าเหนียนผู้เป็นเถ้าแก่เนี้ยยิ้มลำบากใจ รีบพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “อ้าว นี่เป็นแม่นางสกุลฮวาหรอกหรือ ตายจริง! บังเอิญเหลือเกิน ขนมถั่วกวนม้วนที่เพิ่งออกจากเตาวันนี้ถูกคนซื้อไปหมดแล้ว หลังจากนี้ไปอีกเจ็ดวันก็ถูกจองไว้หมดแล้ว เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ รอไว้วันหลังพ้นช่วงยุ่งๆ ไปแล้ว ข้าค่อยนำขนมไปส่งให้ท่านด้วยตนเอง”
ฮวาชุนซินได้ยินก็สูดหายใจเฮือก รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง “จะไม่มีขนมถั่วกวนม้วนกินติดต่อกันแปดวัน? ไม่ได้นะ เช่นนี้จะให้ข้าอยู่อย่างไร”
กระปุกใส่ขนมถั่วกวนม้วนบนโต๊ะยาวในห้องหนังสือเหลือขนมอยู่แค่สามชิ้นห้าชิ้นเท่านั้น ตอนวาดภาพหากนางไม่ได้กินขนมถั่วกวนม้วนแก้อยากแก้ง่วง เกรงว่ากระทั่งสีก็ยังผสมได้ไม่แม่นยำกระมัง
สามมื้อถูกบังคับให้กินอย่างขาดน้ำมันขาดเกลือก็อนาถพอแล้ว หากแม้แต่ขนมหวานที่นางชอบที่สุดอย่างขนมถั่วกวนม้วนก็ไม่มีด้วย นางคงตายได้จริงๆ!
ป้าเหนียนย่อมรู้ว่าแม่นางฮวาลูกค้าขาประจำผู้นี้ชอบขนมถั่วกวนม้วนของนางเป็นที่สุด บอกว่ารสชาติดั้งเดิม แต่กับขนมอย่างอื่นกลับไม่สนใจนัก จึงอดพูดด้วยความลำบากใจไม่ได้ “เอาอย่างนี้ ท่านลองถามท่านแม่ทัพ…อ่ะแฮ่ม นายท่านท่านนี้ดูว่าจะยอมแบ่งให้ท่านสักสองกล่องได้หรือไม่”
“ใคร” นางมองตามสายตาของป้าเหนียนที่เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใสไปทางขวา ถึงได้เห็นบุรุษสูงใหญ่เย็นชาคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างห่างไปไม่ไกลนัก
ทว่าพอเห็นแล้ว หัวสมองของนางพลันเกิดเสียงดังผ่าง เหมือนระฆังใบใหญ่ที่ถูกตีจนสั่นสะเทือน ขณะเดียวกันก็เหมือนสายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาข้างหู หัวใจหดเกร็ง หายใจไม่ออก ขยับตัวไม่ได้โดยสิ้นเชิง…
สวรรค์! นะ…นี่มิใช่แม่ทัพใหญ่กวนหยางหรอกหรือ!