X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยาใจโจรหมอ

ทดลองอ่าน ยาใจโจรหมอ บทที่หนึ่ง-บทที่สอง

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่หนึ่ง

เมื่อเข้ามาจากประตูจูเชวี่ยของเมืองเจี้ยนคัง มุ่งตรงไปยังทิศเหนือ ผ่านประตูเซวียนหยาง แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังทิศตะวันออกอีกประมาณเก้าสิบจั้ง นั่นก็คือร้านยาที่มีความเป็นมาอันยาวนานหนึ่งร้อยปี บริเวณเหนือประตูใหญ่แขวนป้ายไม้สีดำแผ่นหนึ่งเอาไว้ ‘ร้านไป่เฉ่า’ อักษรสามตัวดุจมังกรร่ายรำ สลักลึกเข้าไปในเนื้อไม้สามส่วน แผ่กลิ่นอายเหนือสามัญ

หากทอดมองต่อไปทางทิศตะวันออกจะพบสะพานเล็กแห่งหนึ่ง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย บริเวณสองฝั่งของสะพานมีกลิ่นยาเส้นเบาบาง กลีบดอกสาลี่โปรยปรายลงมาทั่วทุกหนแห่งราวกับหิมะ

ภายในร้านไป่เฉ่า ชั้นไม้สีน้ำตาลแดงวางเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ แผ่กลิ่นหอมจางๆ ตามธรรมชาติ ชวนให้ผู้คนรู้สึกสงบผ่อนคลาย สตรีชุดม่วงเอวบางอรชร ท่วงท่างดงามยวนตาผู้หนึ่งกำลังห่อยาอย่างช่ำชอง จู่ๆ นางก็ชะงักไปเล็กน้อยคล้ายนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกายเดินเข้าไปยังห้องด้านหลัง หยิบเนื้อแพะออกมาชิ้นหนึ่ง และใช้กระดาษห่ออย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงเดินออกมาที่หน้าร้าน หยุดอยู่เบื้องหน้าหญิงชราหลังค่อมวัยหกสิบผู้หนึ่ง พร้อมวางห่อยาและห่อเนื้อลงในมือของหญิงชราผู้นั้นอย่างนุ่มนวล

“คุณหนูเถา ค่ายาหนก่อน…” หญิงชรารับห่อยาและห่อเนื้อมาด้วยอาการประหม่ายิ่ง เห็นได้ชัดว่าไม่สบายใจและรู้สึกผิดอย่างมาก

รอบด้านคือผู้คนที่ทยอยเข้ามาซื้อยาและคนงานร้านยาสองคนที่ดูยุ่งวุ่นวายกว่าปกติ ทั้งหมดนี้มิใช่ลมพัดต้นหญ้าไหว ทว่าคล้ายทุกอย่างเป็นเรื่องที่เห็นจนชินตาอยู่แล้ว

สตรีนามเถาเม่ยเอ๋อร์ผู้นั้นยิ้มแย้มงดงามพราวตามิต่างจากดอกไม้นานาพรรณที่อยู่นอกหน้าต่าง

“ท่านยาย ท่านนำยากลับไปใช้เถิดเจ้าค่ะ นำเมล็ดโต้วโค่วสองเมล็ด ข่าเกาเหลียงครึ่งแผ่น ต้มด้วยน้ำหนึ่งชาม กรองเอาแต่น้ำ จากนั้นเอาน้ำที่กรองได้มารวมกับน้ำขิงสดและผสมกับแป้งทำเป็นแผ่นแป้ง แล้วนำไปต้มในน้ำแกงเนื้อแพะ กินตอนท้องว่าง นี่เป็นตำรับช่วยรักษาอาการมวนท้องคลื่นไส้และกินอาหารไม่ได้ ซึ่งได้ผลชะงัดนัก ท่านยายลองดูนะเจ้าคะ”

เถาเม่ยเอ๋อร์รู้สึกจนใจและสงสาร หญิงชราตัวคนเดียวผู้หนึ่งพึ่งพาผืนนาแห้งแล้งเพียงไม่กี่หมู่ในการเลี้ยงชีพ ไม่รู้ว่าจะยากลำบากเพียงใด แล้วนางจะตัดใจเรียกร้องเงินอีกได้อย่างไร เพียงแต่เนื้อแพะที่เดิมทีตั้งใจซื้อมาทำอาหารสมุนไพรให้บิดาก็คงต้องมอบเป็นของขวัญให้ผู้อื่นไปก่อนแล้ว

“คุณหนูเถา ท่านเหมือนพระโพธิสัตว์มาโปรด เป็นผู้มีเมตตาโอบอ้อมอารีใจบุญจริงๆ”

“ท่านยาย ข้าเป็นแค่สตรีที่เป็นหมอยาคนหนึ่งเท่านั้น ท่านยายกล่าวเช่นนี้มิใช่ให้ข้าต้องกระโดดลงแม่น้ำฉินไหวจนตัวตายเพราะละอายใจหรอกหรือเจ้าคะ”

“เรื่องนี้…คุณหนูเถากล่าวหนักไปแล้ว ผู้คนมักว่ากันว่าคำพูดหากกล่าวมากไปย่อมผิดพลาด เป็นข้าที่เสียมารยาทก่อนเอง เห็นทีเกรงใจคงมิสู้ยอมรับแล้ว…” หญิงชรากล่าวทอดถอนใจพร้อมเช็ดน้ำตา

“เช่นนี้จึงจะถูกต้องเจ้าค่ะ”

เถาเม่ยเอ๋อร์มองส่งหญิงชราที่ก้าวจากไปอย่างเชื่องช้าหลังจากกล่าวขอบคุณนางไม่หยุด นางถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เมื่อมองผ่านประตูเข้าไปเห็นลานด้านหลังของบ้านตนเองปรากฏสีเขียวชอุ่ม นางก็ดีใจจนหลุดหัวเราะออกมา

ในแปลงเพาะปลูกเล็กๆ มีดอกมู่จิ่น อยู่หลายกระถาง ในความวิจิตรยังแฝงไว้ซึ่งความเรียบง่าย ลานอันเงียบสงบกลืนกินความวุ่นวายทางโลกไปจนหมด ต้นหม่อนเขียวเข้มต้นใหญ่ต้นนั้นให้กลิ่นอายราวกับความนุ่มนวลละมุนละไมของเด็กสาวตัวน้อยที่ยังไม่ละทิ้งความใสซื่อไป

ใต้เงาแมกไม้จัดวางโถสมุนไพรและครกบดยาเล็กใหญ่อยู่เต็มพื้นที่ นั่นคือข้าวของชั้นเลิศของเถาจ้งซานพี่ชายนางที่ค้างคางานเอาไว้

นางเพิ่งเหม่อมองไม่ทันไรก็เห็นจินเจิ้งลูกศิษย์ของร้านไป่เฉ่าเร่งรีบเดินเข้ามาหาพร้อมส่งกระดาษเถาวัลย์แผ่นหนึ่งมาให้ กระดาษเถาวัลย์นี้มาจากเมืองซั่นซี ด้วยเพราะพื้นที่นั้นมีเถาวัลย์ป่าอยู่จึงนำมาทำกระดาษเถาวัลย์ได้ ทว่าเถาวัลย์ป่าเหล่านี้เริ่มจะหาพบได้ยากแล้ว ดังนั้นกระดาษแผ่นนี้จึงมีความล้ำค่าเป็นอย่างมาก

เมื่อเงยหน้ามองไปก็เป็นดังที่คาดไว้ ผู้ที่มาสวมอาภรณ์ทอจากผ้าไหม เคราขาวปลิวสยาย เพียงมองก็ดูออกว่าเป็นคหบดีผู้ร่ำรวย กระดาษเถาวัลย์ชั้นเลิศแผ่นหนึ่งเขียนเทียบยาด้วยลายมือหวัดๆ เทียบกับกระดาษสูงค่าแผ่นนี้แล้ว รอยน้ำหมึกเหล่านั้นกลับปรากฏความไม่เข้ากันอยู่หลายส่วน

ทว่าชายชราผู้นั้นกลับมีบุคลิกดุดัน เขาถลึงตาใส่จินเจิ้งอย่างโมโหราวกับมีความแค้นใหญ่หลวงที่ไม่ยอมเลิกราอย่างไรอย่างนั้น

“บอกมา เหตุใดถึงไม่ยอมจัดยาให้ข้า ข้าจ่ายเงิน พวกเจ้าขายยา การกระทำโง่เขลาเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของพวกเจ้าหรอกหรือ!”

จินเจิ้งชำเลืองมองเถาเม่ยเอ๋อร์ที่มีท่าทีครุ่นคิดพร้อมกล่าวอย่างหวาดเกรง “ยาเทียบนี้ของท่านไม่อาจกินได้ขอรับ หาใช่พวกเราไม่อยากจะทำการค้ากับท่าน”

“อะไรนะ!” คิ้วของชายชราขมวดแน่น เคราขยับไหวไปตามลมหายใจอันหนักหน่วง “นี่เป็นหลักการของที่ใดกัน เจ้าจะสนใจไปทำไมว่าข้าซื้อยาอะไร ข้าค้นหาไปตามร้านยาน้อยใหญ่หลายสิบแห่งทั่วเมืองหลวง ลำบากนักกว่าจะมาถึงร้านไป่เฉ่าแห่งนี้ เหตุใดถึงไม่ยอมขายให้ข้า เช่นนั้นข้าขอถามหน่อย ประตูของร้านไป่เฉ่าแห่งนี้เปิดไว้เพื่อผู้ใดกัน”

จินเจิ้งขยับผ้าโพกสีเขียวซึ่งผูกอยู่บนศีรษะพร้อมยิ้มกล่าวอย่างจืดเจื่อน “คุณหนู ทำไมถึงไม่รีบช่วยข้าอีก ข้าจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว”

เถาเม่ยเอ๋อร์ส่ายศีรษะน้อยๆ ถอนหายใจก่อนกล่าว “ขออภัยเจ้าค่ะท่านลุง แต่พวกเราไม่อาจจัดยาสมุนไพรตามเทียบยานี้ให้ท่านได้จริงๆ”

“เพราะอะไร” ชายชราผู้นั้นลูบเครา ท่าทางหงุดหงิดไม่น้อย “ไม่เคยได้ยินว่าร้านยาที่ไหนไม่ทำการค้ามาก่อน ซ้ำยังคืนเทียบยากลับมาอีกด้วย!”

เถาเม่ยเอ๋อร์ยิ้มน้อยๆ ผิวขาวกระจ่างปรากฏสีแดงระเรื่อ “ท่านลุง มิใช่ว่าพวกเราไม่ต้องการทำการค้ากับท่าน แต่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ข้าย่อมรักถนอมชื่อเสียงหนึ่งร้อยปีของร้านไป่เฉ่าที่ได้มาโดยไม่ง่ายนี้”

“อะไรนะ ร้อยปีแล้ว?” ชายชราผู้นั้นอึ้งไปเล็กน้อย “นับตั้งแต่ราชสำนักของเราบุกเบิกแคว้นมาจวบจนปัจจุบันก็เพียงแค่สี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น หรือจะบอกว่านับตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนร้านยาแห่งนี้ก็ตั้งอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ”

“ไม่ผิดแม้แต่น้อย ท่านลุง ข้าขอใช้ชื่อเสียงของร้านไป่เฉ่ารับรองกับท่าน ผู้ที่มาเยือนร้านไป่เฉ่าแห่งนี้ก็ถือเป็นครอบครัวของพวกเรา พวกเราไม่มีทางมีความคิดทำร้ายผู้อื่นเจ้าค่ะ”

“หืม?” ชายชราผู้นั้นลูบเคราอีกครั้ง โทสะเลือนหาย อดที่จะมองไปรอบๆ ไม่ได้

ห่างจากเขาไปไม่ไกลนักมีน้ำเต้ายาขวดใหญ่ติดไว้บนผนัง พื้นผิวกระดำกระด่างเงาวับ ร่องรอยเก่าแก่แสดงให้เห็นถึงการผ่านกาลเวลามาร้อยปีได้ นึกไม่ถึงว่าบนผิวขวดน้ำเต้ายาจะแกะสลักภาพของปรมาจารย์ชื่อซงจื่อ บุคคลสมัยโบราณเอาไว้ มีเสียงเล่าลือว่าบุคคลผู้นี้อยู่ในยุคของเสินหนง ช่ำชองเรื่องจำแนกยาและฝึกปราณ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เป็นบุคคลที่หมอไม่ว่ายุคสมัยใดก็พากันบูชาเลื่อมใส

“ร้านไป่เฉ่าแห่งนี้ผ่านศึกสงครามและการแก่งแย่งชิงดีมามากมายเพียงนี้แต่กลับยังเปิดกิจการอยู่จวบจนวันนี้ เกรงว่าจะต้องมีสิ่งที่เหนือกว่าผู้อื่นเป็นแน่!”

“ท่านลุง ตัวยากันเฉ่ากับไห่เจ่าในเทียบยาของท่านเดิมก็เป็นยาที่มีฤทธิ์ขัดกัน ไม่อาจใช้ร่วมกันได้เด็ดขาด หากข้าไม่รอบคอบเห็นแต่เพียงประโยชน์ส่วนตนก็เป็นการละเลยความมุ่งหมายที่จะรักษาผู้ป่วยแล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงกังวานใสของเถาเม่ยเอ๋อร์ไพเราะดุจนกขมิ้นที่ส่งเสียงร้องท่ามกลางความเงียบสงบยามรุ่งสาง

“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”

“ท่านลุงผ่านโลกมามาก คงเคยได้ยินเรื่องหากพยัคฆ์ถูกธนูจะกินโคลนสะอาด หมูป่าถูกธนูจะกินใบจี้ไช่ ไก่ป่าถูกเหยี่ยวจิกจะนำใบตี้หวงมาทาบาดแผล หนูกินซิ่นสือ ขอเพียงได้ดื่มน้ำโคลนก็จะหายดีเป็นปลิดทิ้งอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หากถูกตัวไหมกัดให้นำผงด้วงมาทา หรือถูกแมงมุมกัดก็ให้นำผงแร่สยงหวงมาทาบนบาดแผล ทุกสรรพสิ่งมีทั้งสิ่งที่ส่งเสริมและขัดแย้งกัน ขอเพียงมีสร้างก็ย่อมมีทำลาย ยาสมุนไพรก็เป็นเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

“อะไรนะ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” ชายชราเคราขาวผู้นั้นคล้ายสะดุ้งตื่นจากฝัน พริบตานั้นพลันถลึงตาโต เคราไหวระริก “หมอพเนจรผู้นั้นเป็นพวกไร้ศีลธรรมจริงๆ เสียด้วย ยังจะมาบอกว่าเป็นตำรับยาลับของบรรพบุรุษอีก ที่แท้ก็เป็นแค่คนต่ำช้าที่หลอกเอาเงินผู้อื่น!”

“ท่านลุง ฟังจากสำเนียงของท่าน คงจะไม่ใช่คนเมืองหลวงใช่หรือไม่”

“เดิมทีข้ามาทำการค้าแพรพรรณที่เมืองหลวง ข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง ปีนี้อายุเจ็ดขวบ ทว่าร่างกายกลับอ่อนแอเจ็บป่วยง่ายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้จึงคิดหาหมอชื่อดังสักคนในเมืองหลวงช่วยตรวจรักษาให้นาง ผู้ใดจะคิดว่าเมื่อวานจะได้พบกับหมอพเนจรเข้า เขากล่าวว่าสามารถรักษาได้ทุกโรค ข้าจึงได้หลงเชื่อ”

เถาเม่ยเอ๋อร์ฟังมาถึงตรงนี้รอยยิ้มก็หุบลงทันที “ท่านลุง หลานสาวของท่านจำเป็นต้องได้รับการรักษาในเร็ววัน หากช้าอาจจะพลาดช่วงเวลารักษาที่ดีที่สุดของหลานสาวท่านไปได้เจ้าค่ะ”

“แล้วข้าควรทำเช่นไรดี” ชายชราฉีกเทียบยาในมือทิ้งอย่างกรุ่นโกรธ ก่อนทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เถาวัลย์ตัวหนึ่งในห้องโถง

“ท่านลุงวางใจเถิด ในเมื่อท่านมาถึงเมืองหลวงแล้ว ในสถานที่มังกรซ่อนเสือหมอบ เช่นนี้ ยังกลัวว่าจะหาหมอชื่อดังไม่พบอีกหรือ” มือเรียวของเถาเม่ยเอ๋อร์ยกขึ้นชี้ไปทางทิศตะวันออก “สถานที่ที่อยู่ใกล้กับร้านยาร้อยปีแห่งนี้ก็คือสกุลสวีซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านลุงสามารถไปดูด้วยตาตนเองได้”

“สกุลสวี?” แววตาขุ่นมัวของชายชราค่อยๆ สว่างไสวขึ้น ริมฝีปากสั่นระริกขึ้นมา “เจ้าหมายถึงสกุลสวีที่เป็นหมอมีชื่อมาเจ็ดรุ่นน่ะหรือ”

เถาเม่ยเอ๋อร์ยิ้มกว้างพลางผงกศีรษะน้อยๆ ผู้ที่ทำงานคนละสายงานย่อมไม่เข้าใจทักษะของงานอื่นนอกเหนือจากงานของตน หากต้องการรักษาโรคย่อมต้องขจัดความสงสัยก่อน หากไม่มีจิตใจทำเพื่อผู้อื่นก็เหมือนแหล่งน้ำที่ไร้น้ำ แหล่งอาหารที่ไร้ข้าว ยากจะขจัดโรคภัยไปได้

ชายชราผู้นั้นปีติยินดีอย่างยิ่ง “คิดไม่ถึงว่ามาถึงเมืองหลวงวันแรกก็จะได้พบผู้สืบทอดสกุลสวีทันที หลานสาวของข้าโชคดีแล้ว!”

เถาเม่ยเอ๋อร์เดินออกมาจากด้านหลังโต๊ะเก็บเงิน ในมือถือกล่องผ้าไหมสีแดงพลางกล่าว “ท่านลุง ข้ากำลังจะไปส่งยาพอดี เชิญท่านตามข้ามาด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ”

“เยี่ยม ยอดเยี่ยมเกินไปแล้วจริงๆ!” ชายชราหัวเราะอย่างมีความสุข รีบติดตามอยู่ด้านหลังเถาเม่ยเอ๋อร์

“คุณหนูช้าก่อน ท่านยังไม่ทันอธิบายหลักการไหลเวียนของเลือดและลมปราณให้ข้าฟังเลยนะขอรับ ท่านจะไปแล้วหรือ” ในที่สุดจินเจิ้งที่ยังคงยืนอยู่ด้านข้างก็ทนต่อไปไม่ไหว พึมพำขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

เถาเม่ยเอ๋อร์ถอนหายใจก่อนกล่าวเสียงดัง “ลมปราณสร้างเลือดได้ เมื่อลมปราณเคลื่อนไหวจะทำให้เกิดเลือด จากอาหารเปลี่ยนเป็นสารอาหาร จากสารอาหารเปลี่ยนเป็นอิ๋งชี่ และของเหลว จากนั้นอิ๋งชี่และของเหลวในร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นเลือด ทุกๆ ขั้นตอนล้วนไม่อาจปราศจากการเคลื่อนไหวของลมปราณไปได้”

“น่าทึ่งแท้คุณหนู ท่านอธิบายได้เข้าใจง่ายกว่าตำราแพทย์มากนัก ข้าฟังครั้งเดียวก็เข้าใจแล้วขอรับ” จินเจิ้งเกาศีรษะพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มยินดี

“เอาเถิด ข้าไปก่อนแล้ว” เถาเม่ยเอ๋อร์มองเห็นชายชราผู้นั้นกำลังตั้งใจฟังก็อดยิ้มแย้มงดงามออกมาไม่ได้

“คุณหนู ท่านรีบร้อนอยากไปพบหมอสวีผู้เฒ่าหรือว่าหมอสวีน้อยกันแน่” จินเจิ้งยิ้มกว้างพลางหนีไปซ่อนตัวไกลๆ

“เจ้า!” เถาเม่ยเอ๋อร์กล่าวต่อว่า “ข้ามแม่น้ำก็รื้อสะพานทิ้ง มิใช่นิสัยของพวกเราร้านไป่เฉ่า ระวังลิ้นของเจ้าเอาไว้ให้ดีๆ!”

“ฮ่าๆ!” จินเจิ้งลอบหัวเราะ ก่อนรีบร้อนค้อมตัวลงหลบเข้าไปใต้โต๊ะเก็บเงินที่สูงใหญ่

“รอข้ากลับมาค่อยจัดการเจ้า เชิญท่านลุงตามข้ามาเจ้าค่ะ”

เถาเม่ยเอ๋อร์หันกายเดินออกจากประตูด้านข้างไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา

ชายชราผู้นั้นถูกความสง่างามของเถาเม่ยเอ๋อร์ทำให้ต้องยิ้มออกมา จากนั้นจึงเร่งรีบติดตามไป

 

เดินผ่านบริเวณที่มีอาภรณ์ตากปลิวสะบัดในบริเวณร้านไป่เฉ่า แล้วเข้าไปในประตูด้านข้างอีกบานหนึ่ง ภาพเบื้องหน้าก็กลายเป็นลานด้านหลังอีกแห่งหนึ่ง ภายในลานปรากฏดอกไม้นานาพรรณ ดอกโต้วโค่วสีสดงดงามเสียจนเอาชนะดอกไม้งามอื่นๆ ที่อยู่เต็มลานไปได้

“ท่านลุง จากประตูนี้เดินตรงไปก็จะพบท่านหมอสวีที่กำลังนั่งตรวจรักษาแล้ว ข้ายังมีธุระอื่นอยู่อีก ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

“ได้ๆ ขอบคุณคุณหนูมาก เชิญคุณหนูตามสบาย” ชายชรากล่าวจบก็ประสานมือขึ้นเป็นการลา

เถาเม่ยเอ๋อร์สองแก้มแดงระเรื่อเมื่อได้ยินผู้อาวุโสเรียกคุณหนู นางตั้งสติก่อนเดินลึกเข้าไปภายในลานด้านหลัง ผ่านประตูโค้งบานหนึ่ง รั้วสองฝั่งประดับตกแต่งด้วยกระถางต้นสือหูสีแดงจำนวนหลายกระถาง ลำต้นฝังรากลึกลงไปในกองทรายอย่างโดดเด่น อวดโฉมอย่างทะนงด้วยความเงียบงัน

ทันใดนั้นเถาเม่ยเอ๋อร์พลันรู้สึกได้ถึงสายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ร่างของนางหดเกร็ง แผ่นอกแข็งแกร่งแฝงความเอาแต่ใจดุจพายุฝนโหมกระหน่ำพุ่งเข้ามาใกล้นาง โดยไม่รอให้นางตั้งสติได้ทัน ริมฝีปากก็เข้ามาแนบชิด ในชั่วขณะนั้นนางถูกกลิ่นอายอันคุ้นเคยเข้ามาห่อหุ้มจนแทบจะขาดอากาศหายใจ

“เทียนหลิน…เจ้า!” นางลองออกแรงผลักร่างของคนตรงหน้าออกไป แต่กลับพบว่าท่อนแขนของอีกฝ่ายโอบรัดร่างของนางไว้อย่างแน่นหนาราวกับงูก็ไม่ปาน ไม่อาจแยกจากกันได้อีก

“เม่ยเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้า” สวีเทียนหลินกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์และลุ่มหลง ไม่อาจตัดใจจากความหอมหวานที่อยู่ในอ้อมแขนได้ “ท่านแม่กล่าวแล้วว่าปีนี้จะจัดการเรื่องงานแต่งงานของเรา ข้ารอไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“เทียนหลิน อย่า!” เถาเม่ยเอ๋อร์ร้อนใจยิ่งนัก นางออกแรงผลักพร้อมกับหอบหายใจ

ภายในลานมีสายลมพัดผ่านแผ่วเบา กลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาบนพื้นหญ้า เสียงเปรี๊ยะดังขึ้นคราหนึ่ง เชือกที่มัดอยู่พลันขาดออก ม่านไผ่ที่ม้วนอยู่ตรงประตูทิ้งตัวลงมาบดบังภาพวสันต์อันละมุนละไมนี้

เถาเม่ยเอ๋อร์อาศัยโอกาสนี้ยกกล่องผ้าไหมในมือขึ้นฟาดไปที่ศีรษะสวีเทียนหลินเต็มแรง ได้ยินเพียงเขาส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาและปล่อยมือในที่สุด ก่อนยกมือขึ้นกุมศีรษะ

“เม่ยเอ๋อร์ เจ้าช่างโหดร้ายนัก ถึงกับกล้าลอบทำร้ายสามี”

เถาเม่ยเอ๋อร์ยึดกล่องผ้าไหมที่แง้มออกก่อนกลอกตาใส่เขา “เจ้าสมควรโดนแล้ว! ถ่วงเวลาข้าไปส่งยาให้ท่านป้าสวี ระวังข้าจะเกลียดเจ้าไปตลอดชีวิต!”

สวีเทียนหลินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ก่อนที่เขาจะรีบแย่งกล่องผ้าไหมมา “อะไรกัน เจ้าจะเกลียดข้าไปตลอดชีวิตจริงๆ หรือ”

เถาเม่ยเอ๋อร์แย่งกลับมาอีกครั้งก่อนจะยกขึ้นสูง “ข้าต้องนำไปส่งให้ท่านป้าสวีด้วยตนเอง ไม่อยากรบกวนเจ้าหรอก”

“ของล้ำค่าอะไรที่ทำให้เม่ยเอ๋อร์ของข้ากระตือรือร้นเช่นนี้” สวีเทียนหลินตั้งใจจะแย่งกลับมาดูอีกครั้ง ทว่ากลับถูกเถาเม่ยเอ๋อร์เบี่ยงตัวหลบไปอย่างง่ายดาย

“ฮึ ไม่บอกหรอก!”

เถาเม่ยเอ๋อร์กระโดดอย่างแผ่วเบาครั้งหนึ่งหลบการขัดขวางของสวีเทียนหลินไปได้ แล้วเคลื่อนกายไปทางห้องนอนสวีฮูหยิน สิ่งที่อยู่ในกล่องผ้าไหมนั้นคือโสมป่าที่บิดาของนางเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานนี้ เขาไม่ยอมให้ขาย แต่ให้นางนำมามอบให้สวีลี่คังกับสวีฮูหยินบำรุงร่างกายแทน

“ท่านแม่ข้าไม่ได้อยู่ในห้องนอน” สวีเทียนหลินมองหญิงคนรักอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นนางขมวดคิ้วน้อยๆ ดูงดงามกลมกลืนไปกับดอกไม้เต็มลานเรือนแล้ว หัวใจก็อดหวั่นไหวขึ้นมาไม่ได้

เถาเม่ยเอ๋อร์ยิ้มอย่างเขินอาย จัดการเส้นผมที่หลุดร่วงลงมาให้เรียบร้อย ก่อนหันตัวกลับมาแล้วเดินไปบนทางที่ปูด้วยกลีบดอกไม้ มุ่งหน้าไปยังห้องโถงหลัก

สวีเทียนหลินเหม่อมองอย่างลุ่มหลงเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ได้สติกลับมาแล้วรีบก้าวติดตามไป

 

ภายในห้องโถงหลักยังคงมีผู้คนขวักไขว่ไปมา บนหน้าผากของสวีลี่คังผู้อ่อนล้าปรากฏหยาดเหงื่อเม็ดใหญ่ สวีฮูหยินที่อยู่ข้างหลังคอยโบกพัดให้เขา สามีภรรยารักใคร่ผูกพันลึกซึ้ง ช่างชวนให้ผู้คนนึกอิจฉา

“คนโบราณกล่าวไว้ว่าใช้ความคิดมากไปทำให้เหนื่อยล้า ควรพักผ่อนอย่างสงบ ฮูหยินท่านนี้ พอกลับไปแล้วทุกคืนก่อนนอนให้นั่งขัดสมาธิ งอนิ้วกดจุดหย่งเฉวียน และจุดจู๋ซานหลี่ ทั้งสองข้าง ทำรอบละห้าสิบถึงหนึ่งร้อยครั้ง จวบจนรู้สึกปวดชาและตึงตรงตำแหน่งที่กดแล้วค่อยพอ” กล่าวจบก็ตวัดพู่กันเขียนอักษร ‘สงบ’ ลงไปด้วยตนเอง

สตรีวัยกลางคนผู้นั้นตาโตอ้าปากค้างมองรอยหมึกบนกระดาษที่เขียนอักษร ‘สงบ’ เอาไว้อย่างเด่นชัด ก่อนกล่าวอย่างไม่พอใจ “ท่านหมอสวี ท่านยังไม่ได้เขียนเทียบยาให้ข้าเลย นี่คืออะไรกัน”

“นี่ก็คือเทียบยา ขอเพียงฮูหยินกลับไปทำตามที่บอก หนึ่งเดือนให้หลังค่อยมาพบข้าอีกครั้ง”

“แต่ว่า…” สตรีวัยกลางคนผู้นั้นขมวดคิ้วแน่น โทสะค่อยๆ ผุดขึ้นมา “ข้าเสียเงินไปจำนวนมากเพื่อให้ท่านหมอสวีตรวจรักษา แต่กลับได้รับเพียงแค่อักษรนี้มาตัวเดียวกระนั้นหรือ”

สวีลี่คังส่ายศีรษะน้อยๆ “ฮูหยิน ยามนี้รู้สึกว่าในอกมีสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ ลมปราณและเลือดไหลเวียนไม่สะดวกใช่หรือไม่”

สตรีวัยกลางคนผู้นั้นชะงัก จากนั้นก็ผงกศีรษะ

“เช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว สำหรับมนุษย์แล้วตับเทียบได้กับเป็นแม่ทัพใหญ่ ดูภูมิฐานทรงอำนาจ ไฟโทสะเสียดฟ้า การเกิดไฟโทสะของมนุษย์จึงอยู่ที่อวัยวะตับ ฮูหยินยังไม่ทันกล่าววาจาก็มีโทสะไปสามส่วนแล้ว นานวันเข้าจะทำให้ตับไม่อาจระบายไฟนั้นออก ติดขัดอยู่ตรงตำแหน่งนั้น ส่งผลให้ลมปราณและเลือดไม่สมดุล ย่อมทำให้เกิดอาการปวดหน้าอก สีข้าง และท้องน้อย หรือบางทีอาจปวดตุบๆ ที่ศีรษะและดวงตาจนถึงขั้นหมดสติได้”

สตรีวัยกลางคนผู้นั้นได้ยินแล้วใบหน้าและหูพลันแดงก่ำทันที “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เป็นข้าที่ความรู้ตื้นเขินเอง”

“ต้องรู้ว่าวิธีรักษาของหมอก็เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยเสริมเท่านั้น สุดท้ายการรักษาต้นเหตุของโรคที่แท้จริงก็ยังต้องพึ่งพาจิตใจอันแน่วแน่มั่นคงของคนไข้เองด้วย สองจุดนั้นเป็นจุดที่ทำให้ชีวิตยืนยาว ขอเพียงฮูหยินอดทนทำตามที่ข้าบอก รู้จักควบคุมตนเอง แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาใดรักษาอีก” กล่าวจบสวีลี่คังก็ผงกศีรษะให้สวีฮูหยิน สวีฮูหยินยิ้มอย่างเข้าใจ หยิบตำราเล่มหนาออกมาเล่มหนึ่งแล้ววางใส่ในมือของสตรีวัยกลางคนผู้นั้น

“นี่ไม่ใช่ ‘คัมภีร์จินกัง’ หรอกหรือ” สตรีวัยกลางคนผู้นั้นยังไม่กระจ่าง ทั้งนึกประหลาดใจอย่างถึงที่สุด

“อักษร ‘สงบ’ ของทางพุทธและเต๋ากับหลักการปรับสมดุลของพวกหมอเช่นข้าเทียบได้กับแม่น้ำลำธารที่สุดท้ายได้แต่ไหลลงสู่ห้วงสมุทร แต่เดิมล้วนมีความสัมพันธ์กัน”

“ฮูหยินท่านนี้ หลังกลับไปขอให้คัดลอก ‘คัมภีร์จินกัง’ หลายๆ รอบเถิด ฮูหยินย่อมกระจ่างแจ้งด้วยตนเองแน่นอน” สวีฮูหยินมองสามีตนเองอย่างเคารพเลื่อมใส และยิ้มน้อยๆ กล่าวกับสตรีวัยกลางคนผู้นั้น

สตรีวัยกลางคนผู้นั้นลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ “คิดไม่ถึงว่าวิชาแพทย์ของท่านหมอสวีจะสูงส่งเพียงนี้ เมื่อฟังคำพูดของท่านหมอสวีจบข้าถึงได้กระจ่างขึ้นมา ตัวข้านั้นเป็นกบก้นบ่อ ช่างมีความรู้ตื้นเขินยิ่งนัก”

เถาเม่ยเอ๋อร์ฟังมาถึงตรงนี้ก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนเดินเข้าไปหา “ฮูหยินท่านนี้อย่าได้ถือสา เฉกเช่นคำกล่าวที่ว่าแต่ละคนย่อมมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน หากไม่เข้าใจย่อมไม่แปลก การขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคก็เป็นหลักการของแพทย์เช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

“เม่ยเอ๋อร์มาแล้ว” สวีลี่คังกับสวีฮูหยินต่างแย้มยิ้มยินดี

“ท่านพ่อให้เม่ยเอ๋อร์มาเยือน นำโสมป่าเก่าแก่ที่หาได้ยากมามอบให้ท่านลุงกับท่านป้าเจ้าค่ะ” เถาเม่ยเอ๋อร์ไม่รอให้สวีลี่คังกับสวีฮูหยินเอื้อนเอ่ยวาจาก็กล่าวต่อไปทันที “ท่านพ่อกำชับให้เม่ยเอ๋อร์ขอให้ท่านลุงกับท่านป้ารับเอาไว้ให้ได้ มิฉะนั้นกลับไปเม่ยเอ๋อร์จะต้องถูกลงโทษแน่นอน”

สวีฮูหยินส่ายศีรษะพลางยิ้มกล่าว “สหายเถาผู้นี้หนอ ช่างเอาใจใส่เหลือเกิน ลำบากพวกเจ้าสองพ่อลูกแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไม่เกรงใจรับเอาไว้เสียเลย เทียนหลิน เก็บเอาไว้ให้ดี”

สวีเทียนหลินเอื้อมมือใหญ่ข้างหนึ่งออกมารับโสม ก่อนยู่ปากใส่เถาเม่ยเอ๋อร์ “เป็นอย่างไร สุดท้ายก็ยังตกอยู่ในมือข้าอยู่ดี เหตุใดเจ้าจะต้องทำเรื่องอ้อมค้อมด้วยเล่า”

“เจ้า…” เถาเม่ยเอ๋อร์รู้ตัวว่าตนไม่มีทางหนีคำหยอกเย้าของสวีเทียนหลินได้พ้น ดังนั้นจึงก้มหน้าเสียเลย “เชิญท่านลุงทำธุระต่อไปเถิด เม่ยเอ๋อร์ไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

“เม่ยเอ๋อร์” สวีเทียนหลินถึงได้รู้ตัวว่าตนเองหยอกเย้าเถาเม่ยเอ๋อร์สำเร็จ ทว่ากลับไปล่วงเกินคนงามเข้าเสียได้ ในใจเขาย่อมหงุดหงิดขึ้นมา

บนข้อมือเถาเม่ยเอ๋อร์มีกำไลมุกวงหนึ่งทอประกายวาววับ นั่นคือหนึ่งในกำไลมุกคู่ที่เขามอบให้นางในปีนั้น ทว่าเพราะปีนั้นนางเผลอทำหายไปหนึ่งวงหลังจากไปส่งยาที่แม่น้ำฉินไหว เหลืออยู่เพียงวงเดียว เถาเม่ยเอ๋อร์จึงใช้เชือกสีแดงร้อยไข่มุกสวมไว้บนข้อมือ ไม่เคยปล่อยให้ห่างกายอีก อาภรณ์สีม่วงบนร่างนางพลิ้วไหว ดอกบัวสองดอกขยับแผ่วเบา นางค้อมศีรษะทำความเคารพสวีลี่คังและสวีฮูหยินภายใต้สายตาชื่นชมของทุกคน ก่อนหันกายกลับจะเดินออกไปทางประตูหลัก

“รอก่อน!” สวีเทียนหลินไม่สนใจรอยยิ้มเยาะเย้ยของทุกคน เขาเพียงคิดอยากติดตามนางไป

สวีลี่คังกับสวีฮูหยินมองสบตากันแล้วเม้มปากยิ้มไม่กล่าววาจาอีก เพียงแค่เริ่มทำการตรวจรักษาให้ผู้คนต่อไป

ผู้ใดจะคาดคิด จู่ๆ ก็มีเสียงโครมดังสนั่นขึ้นมากะทันหัน ตรงหน้ามีของหนาหนักลอยละลิ่วเข้ามาตกลงกลางห้องโถงเสียงดัง เงาสีดำหลายร่างราวกับห่อหุ้มด้วยสายลมลอยหวือเข้ามามิต่างจากภูตผี เถาเม่ยเอ๋อร์ที่เดินมาถึงด้านหน้าหวีดร้องอย่างตกใจคราหนึ่งพลางทรุดนั่งอยู่ข้างประตู

เมื่อหันหน้ากลับไปมองก็ได้เห็นสวีเทียนหลินไม่ทันระวัง ขาข้างขวาของเขาถูกของบางสิ่งที่มีขนาดมหึมากดทับเอาไว้ เขาส่งเสียงร้องโอดครวญออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ทว่าในสถานการณ์อันตรายนี้เขาก็ยังคงร้องเรียกชื่อของเถาเม่ยเอ๋อร์ออกมา แต่กลับถูกโจรผู้นั้นใช้ด้ามดาบทุบเข้าโดยแรงไปหนหนึ่งจนไม่อาจส่งเสียงร้องใดออกมาได้อีก

“เทียนหลิน!” ภายในห้องโถงมีเสียงกรีดร้องอย่างปวดใจของสวีฮูหยินดังมา หัวใจของเถาเม่ยเอ๋อร์หนักอึ้งมากขึ้น

สิ่งที่ทับขาของสวีเทียนหลินอยู่ก็คือโลงศพไม้แดงใบหนึ่ง ด้านบนมีอักษร ‘เตี้ยน’ ตัวใหญ่ยักษ์ที่ย้อมไปด้วยความเจ็บปวดและความโศกเศร้า แม้โลงศพไม้นั้นจะวิจิตรประณีตยิ่ง แต่กลับทำให้ภายในโรงหมอจี้ซื่ออันกว้างขวางแห่งนี้ดูน่าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด บรรดาผู้คนที่รอรับการตรวจรักษาต่างหวาดกลัวจึงพลันสับสนวุ่นวายกันไปหมด

“ผู้ใดคือสวีลี่คัง หากมีความกล้าก็ก้าวออกมา!” เสียงตวาดหยาบกระด้างสร้างความตกใจให้ผู้คนจนทุกคนทยอยกันเปิดทางดุจหลบหนีจากอสรพิษ

ผู้ที่เดินมาด้านหน้าผู้นั้นสวมชุดชาวยุทธ์สีเทา รองเท้าหนังเสือแสดงความน่าเกรงขาม มือหนึ่งเท้าสะเอว อีกมือถือดาบคมมันเงา เครายาวกับเรือนผมพันกันยุ่งเหยิง สมกับที่เป็นหัวหน้าโจรยิ่งนัก

สวีลี่คังรั้งสวีฮูหยินที่ตัวสั่นเทาไว้แล้วเดินขึ้นมาด้านหน้า “มิทราบว่าตามหาข้ามีเรื่องอันใด”

“เจ้าก็คือสวีลี่คัง? ฮ่าๆๆ!” หัวหน้าโจรผู้นั้นเอียงศีรษะถลึงตาใส่สวีลี่คัง “ดูจากหน้าตาแล้วยังพอไหว ไม่เหมือนกับหมอกำมะลอ แต่วันนี้ข้าจะเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้า พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนผู้นี้หาใช่หมอดีงามที่คอยช่วยเหลือผู้อื่น ทว่าเป็นเพียงวิญญูชนจอมปลอมที่ดีแต่เปลือกนอกคนหนึ่ง!”

สวีลี่คังขมวดคิ้ว แต่ยังมีสติไม่ลนลาน บนใบหน้าปราศจากระลอกคลื่นอารมณ์ “ไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใด”

“ฮ่าๆๆ!” หัวหน้าโจรผู้นั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เห็นเพียงเบื้องหน้ามีประกายแสงสีขาววาบผ่าน ไม่รู้ว่าปลายดาบเล่มนั้นวางพาดไว้บนคอสวีลี่คังตั้งแต่เมื่อใด “ข้ามาทวงความยุติธรรมแทนสวรรค์ ทวงหนึ่งชีวิตคืนมาจากหมอกำมะลอผู้มีชื่อเสียงจอมปลอมเช่นเจ้า! น้องชาย มาเร็ว มาแก้แค้นให้ท่านแม่เจ้า!”

“ลี่คัง!”

สวีฮูหยินกรีดร้องเสียงแหลม เรียกสติเถาเม่ยเอ๋อร์ให้กลับมา นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วลองลุกขึ้นยืน ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับวูบไหว

ฝ่ามืออบอุ่นข้างหนึ่งยื่นมาจากนอกประตู ประคองร่างกายอ่อนนุ่มของนางเอาไว้ ระหว่างที่โซเซเล็กน้อย สายตาของนางก็จับอยู่ที่ร่างบุรุษชุดขาวผู้เศร้าโศก นัยน์ตาคู่นั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นของคนต่างเมือง ลึกล้ำดุจสายน้ำ ราวเงาจันทราในสมุทร สะท้อนแสงคมปลาบคู่มากับระลอกคลื่นใต้น้ำ ประหนึ่งดึงดูดจิตวิญญาณของนางลงไปในหุบเหวลึก

เถาเม่ยเอ๋อร์รู้สึกว่าหัวใจพลันหนักอึ้งราวกับถูกเส้นด้ายอันไร้รูปร่างผูกตรึงพันธนาการเอาไว้อย่างแน่นหนาไร้หนทางสลัดพ้น เพียงคนผู้นั้นพยุงเบาๆ นางก็เหมือนจะยืนตรงด้วยตนเองไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงพิงผนังเอาไว้

บทที่สอง

“ท่านเป็นผู้ใด ขอเรียนถามว่าข้าทำสิ่งใดผิดต่อท่านหรือ” สวีลี่คังเผชิญหน้ากับบุคคลตรงหน้าโดยไม่หวั่นเกรง ทั้งยังเด็ดขาดและหนักแน่น ยังคงวางตัวสุขุมเฉกเช่นผู้เป็นหมอ

“เจ้าทำให้แม่ของพี่น้องข้าตายก็ถือเป็นการล่วงเกินข้า หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิต ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต!” หัวหน้าโจรผู้นั้นกวัดแกว่งดาบอยู่เบื้องหน้าสวีลี่คังคล้ายต้องการเฉือนเนื้อตัดเอ็นฉีกกระดูกเขาออกมาเพื่อระบายความแค้น

“ข้าไม่เข้าใจ สรุปว่าข้าทำผิดตรงที่ใดกันแน่ ท่านจึงเคียดแค้นข้าเพียงนี้”

“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่อยากตายโดยไม่กระจ่างความ เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนา! ใครก็ได้เอาเทียบยาเข้ามา!” หัวหน้าโจรตวาดเสียงดัง ลูกน้องของเขาก็รีบหยิบกระดาษที่ถูกขยำจนเกือบขาดออกมาทันที “คลี่ออกแล้วเจ้าลองเบิกตาดู เทียบยานี้ใช่เจ้าเป็นผู้เขียนหรือไม่!”

สวีลี่คังเบิกตากว้างมองสำรวจอย่างละเอียด หลังแน่ใจว่าเป็นลายมือตนเองจริงๆ จึงทำได้เพียงผงกศีรษะ

“ยอดเยี่ยม ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้ว เช่นนั้นก็เตรียมตัวตายเสียเถอะ!” หัวหน้าโจรผู้นั้นตวาดเสร็จก็ยกดาบขึ้นด้วยท่าทางที่พร้อมตวัดดาบลงมา

“ช้าก่อน!”

“ช้าก่อน! โปรดวางดาบไว้ชีวิตเขาด้วยเถิด!” เถาเม่ยเอ๋อร์พบว่าตนกับบุรุษชุดขาวผู้นั้นกลับพูดประโยคเช่นนี้ออกมาพร้อมกัน

ดวงตาของบุรุษชุดขาวผู้นั้นเหลือบมองมาที่นางคราหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าตกใจไม่น้อย

นกนางแอ่นคู่หนึ่งที่อยู่บนคานกำลังนำโคลนมาสร้างรัง ชั่วขณะนั้นก็ถูกเสียงนี้ทำให้ตื่นตระหนกแล้ว

“เกิดอะไรขึ้น น้องชาย เจ้ายังมีคำพูดที่อยากกล่าวรึ” หัวหน้าโจรผู้นั้นหยุดการเคลื่อนไหว มองไปที่บุรุษชุดขาวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

สายตาของบุรุษชุดขาวดุจคมดาบน้ำแข็ง จ้องเขม็งไปที่เถาเม่ยเอ๋อร์คล้ายกำลังใคร่ครวญอะไรอยู่

เถาเม่ยเอ๋อร์บังคับให้ตนเองตั้งสติ นางขยับก้าวไปด้านหน้าอย่างแผ่วเบา อาศัยช่วงที่หัวหน้าโจรไม่ทันระวังไปแย่งเทียบยานั้นมาทันที ก่อนกวาดตามองอย่างรวดเร็ว “เทียบยานี้ท่านลุงสวีเป็นผู้เขียนจริงๆ”

ถ้อยคำนี้เมื่อกล่าวออกมาทุกคนต่างก็ส่งเสียงทอดถอนใจ

“คิดไม่ถึงว่าจะเป็นลายมือของท่านหมอสวีจริงๆ เสียด้วย”

“คราวนี้ก็ลำบากแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมีเรื่องกับโจรภูเขาได้ ดูซิว่าวันนี้สกุลสวีจะยังรอดพ้นจากเรื่องนี้ไปอย่างหมดจดได้อย่างไร”

ลมหายใจของเถาเม่ยเอ๋อร์ค่อยๆ กลับมามั่นคง นางยกเทียบยาขึ้นก่อนกล่าวเสียงดัง “ญาติสนิทมิตรสหายทุกท่าน ท่านหมอสวีเป็นหมออยู่ในเมืองหลวงมาสี่สิบกว่าปี ทุกคนเคยเห็นเขาหย่อนยานทำเรื่องผิดพลาดหรือไม่ บรรดาชวนซยง รากฝางเฟิง ใบซูเยี่ย จิงเจี้ย จวี่หง กันเฉ่า เหล่านี้คือเทียบยาแก้ไข้หนาวลมที่พบได้บ่อยที่สุด ปริมาณยาที่เหมาะสมจะทำให้คนเสียชีวิตได้อย่างไร”

เมื่อถ้อยคำนี้กล่าวจบ รอบด้านก็มีเสียงชื่นชมดังออกมาทันที

“คนเป็นหมอรักษาโรค นอกจากจับชีพจรตรวจวินิจฉัยและเขียนเทียบยาแล้ว ก็ยังมีการจัดยา ต้ม กรอง จนมาถึงดื่ม ระหว่างนั้นไม่รู้ผ่านมือคนมามากมายแค่ไหนกัน ทั้งมีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าปัญหานี้มาจากเทียบยาของท่านหมอสวี เว้นเสียแต่ตัวยานั้นจะรับมาจากมือท่านหมอสวีแล้วดื่มลงไปทันที ท่านหมอสวีเป็นหมอมาทั้งชีวิต เป็นผู้มีความเมตตาโอบอ้อมอารีคอยช่วยเหลือชาวบ้าน แล้วจะมาผิดพลาดกับเทียบยาแก้ไข้หนาวลมที่ธรรมดาที่สุดเทียบหนึ่งจนทำให้ตนเองต้องเสียชื่อเสียงตลอดชีวิตไปในวันเดียวได้อย่างไร”

เถาเม่ยเอ๋อร์ยังจดจำที่บิดาเคยกล่าวได้ เหตุที่วิชาแพทย์อาศัยการสืบต่อกันรุ่นสู่รุ่นเพื่อดำรงอยู่เป็นเพราะวิธีการทำตัวยาออกมานั้นเกี่ยวพันถึงหลายสิ่งยิ่ง หากมิใช่คนของตนเองก็ไม่อาจเชื่อใจได้ ด้วยเหตุนี้วาสนาระหว่างสวีและเถาสองสกุลจึงถือเป็นบัญชาจากสวรรค์ ดังนั้นเมื่อนางใช้เหตุผลนี้ในการอธิบาย อีกฝ่ายจึงต้องพ่ายแพ้ถอยไป

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้หัวหน้าโจรผู้นั้นก็นิ่งอึ้งไปดังคาด “อะไรนะ เจ้าหมายความว่าพวกเรามาก่อเรื่องโดยไร้เหตุผล สร้างความอัปมงคลให้พวกเจ้าตั้งแต่กลางวันแสกๆ? เจ้า…”

“พี่ใหญ่ ปล่อยให้นางพูดให้จบ” บุรุษชุดขาวผู้นั้นโบกมือกล่าวขัดคำพูดของหัวหน้าโจร

เถาเม่ยเอ๋อร์แค่นเสียงเย็นก่อนกล่าวต่อโดยไม่สนใจหัวหน้าโจร “ทุกท่านลองใคร่ครวญดูเถิด หากท่านหมอสวีเป็นหมอผู้เห็นแก่ผลประโยชน์ กระทำเรื่องน่าละอายใจจริงๆ เหตุใดพอถูกผู้อื่นข่มขู่ในห้องโถงเช่นนี้ ไฉนจึงยังมีท่าทีที่สงบผ่อนคลาย สุขุมเยือกเย็นได้เช่นนี้อีก”

สวีลี่คังกับสวีฮูหยินฟังมาถึงตรงนี้ สีหน้าก็ผ่อนคลายลง อดที่จะส่งสายตาชื่นชมและเลื่อมใสไปให้เถาเม่ยเอ๋อร์ไม่ได้

ผู้คนรอบด้านต่างพากันพูดพึมพำเห็นด้วยกับถ้อยคำของเถาเม่ยเอ๋อร์

“เจ้าเป็นใคร” ได้ยินเพียงเสียงบุรุษชุดขาวผู้นั้นดังขึ้นใกล้ๆ จมูกโด่งรั้นแทบจะแนบชิดกับนาง

เถาเม่ยเอ๋อร์รู้สึกว่าลมหายใจสับสน ร่างกายหดเกร็ง นางถูกเขาโอบอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ย่อมไร้หนทางให้หลบหนีจากความใกล้ชิด นางจึงได้แต่ดิ้นรนขัดขืน ภายใต้สายตาที่กดดันของอีกฝ่าย ในใจกลับเกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาวูบหนึ่ง

สีหน้าสวีฮูหยินซีดขาวดุจกระดาษ ริมฝีปากม่วงคล้ำ เห็นได้ชัดว่าถูกทำให้ตกตะลึง นางกล่าววาจาไม่ออกสักคำ

สวีลี่คังกดข่มโทสะในใจไม่ได้อีกต่อไป ตวาดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ปล่อยนางไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาง!”

“หืม?” บุรุษชุดขาวผู้นั้นมองสวีลี่คังคราหนึ่ง แววตานั้นยากจะอ่านออก มีทั้งความโศกเศร้าที่เสียมารดา และยังมีความแค้นที่เก็บสะสมมาเนิ่นนาน

ทว่าที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยก็คือเขาเหมือนไม่อยากจะสังหารคนเพื่อให้ชดใช้ชีวิตในทันที

หัวหน้าโจรผู้นั้นหมดความอดทนในที่สุด “น้องชาย เจ้าไม่ได้มาเพื่อแก้แค้นให้ท่านแม่เจ้าหรอกหรือ ยังจะมัวชักช้าอยู่อีกทำไม!” เพิ่งกล่าวจบคมดาบก็วาดไปด้านหน้าแล้ว ชั่วพริบตานั้นลำคอของสวีลี่คังพลันปรากฏรอยเลือดขึ้นมารอยหนึ่ง

เงาร่างสีขาวทะยานเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่างามราวกลีบดอกไม้ที่โปรยปรายลงมา คมดาบนั้นยกขึ้นสูงอีกครั้งโดยไม่อาจตวัดลงมาได้อีก ที่แท้บุรุษชุดขาวผู้นั้นได้ปล่อยเถาเม่ยเอ๋อร์ไปแล้ว และกำลังขมวดคิ้วยืนขวางอยู่ตรงหน้าสวีลี่คัง “พี่ใหญ่…”

หัวหน้าโจรผู้นั้นตกตะลึงคล้ายกับหวาดกลัวบางสิ่ง จำต้องปล่อยดาบเงาวับลงอย่างควบคุมไม่ได้

บุรุษชุดขาวผู้นั้นกลับไม่ได้มองหัวหน้าโจร สายตาแหลมคมหันไปมองที่เถาเม่ยเอ๋อร์อีกครั้ง ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยออกมาช้าๆ “ข้ากำลังถามว่านางเป็น…ผู้ใด”

“นางเป็นบุตรสาวสกุลเถาแห่งร้านไป่เฉ่า สะใภ้ที่ยังไม่แต่งเข้ามาของพวกเราสกุลสวี ไม่ได้มีความแค้นอันใดกับพวกท่าน ได้โปรดปล่อยนางไป!” ในที่สุดสวีฮูหยินก็สงบสติลงได้ ก่อนกล่าวถ้อยคำไม่กี่คำนี้ออกมาอย่างยากลำบาก

“ยังไม่แต่ง?” บุรุษชุดขาวพึมพำ

“น้องชาย เหตุใดเจ้าถึงระมัดระวังมากเช่นนี้ ปล่อยให้ข้าใช้ดาบเดียวสังหารพวกเขาก็พอแล้ว!” เห็นได้ชัดว่าความอดทนของหัวหน้าโจรผู้นั้นมาถึงจุดสูงสุด โทสะของเขาประดุจฟ้าผ่า

“มีความแค้นย่อมมีต้นเหตุ มีหนี้สินย่อมมีเจ้าหนี้ ในเมื่อท่านมีความตั้งใจมาหาคนผิด เช่นนั้นก็ขอให้ปล่อยสตรีบอบบางอย่างนางไป แล้วมาลงกับสกุลสวีของข้าทั้งหมดเถิด!” สวีลี่คังตระหนักได้ว่าตนเองถูกความแค้นพัวพัน ซึ่งไม่อาจอธิบายให้กระจ่างได้ในระยะเวลาอันสั้น

“ดี พูดได้ดี!” บุรุษชุดขาวยิ้มน้อยๆ “ในเมื่อท่านหมอสวีเป็นผู้เขียนเทียบยานี้ก็กล่าวได้ว่ายังมีความน่าสงสัยที่ขจัดไม่พ้น ไม่อาจปล่อยไปได้ ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็จะต้องมีบทสรุปหนึ่ง”

“เช่นนี้จึงจะถูก!” หัวหน้าโจรกวัดแกว่งดาบคมปลาบในมือคล้ายต้องการดื่มด่ำโลหิตเสียก่อนถึงจะยอมเลิกรา

“แต่จู่ๆ ข้าก็คิดถึงวิธีการแก้แค้นอีกวิธีหนึ่งได้” บุรุษชุดขาวผู้นั้นยิ้มบางๆ แลดูมอมเมาผู้คน กระนั้นก็แลคล้ายเอ้อระเหยดุจต้นหลิวเดือนสามที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและความหนาวเหน็บอยู่หลายส่วน

เถาเม่ยเอ๋อร์ยืนอยู่เพียงลำพังกลางห้องโถงหลัก ภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน หญิงงามเสียบปิ่นหยกราวกับดอกสาลี่สีขาวหิมะเบ่งบานอยู่ริมรั้วสีชาด

หูได้ยินเสียงตัดสินใจเด็ดขาดดังขึ้น “ข้าต้องการแค่นาง”

รอจนนางตั้งสติได้แล้วก็พบว่านิ้วของบุรุษชุดขาวผู้นั้นชี้มาที่ตนเอง

“สกุลสวีของพวกเจ้าทำให้ข้าสูญเสียสตรีที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป ข้าเองก็ต้องการแย่งชิงสตรีที่สำคัญที่สุดของพวกเจ้าสกุลสวีมาชดใช้!” รอยยิ้มของบุรุษชุดขาวผู้นั้นค่อยๆ หุบลง สีหน้าเคร่งขรึม แผ่กลิ่นอายเย็นชาออกมา

เถาเม่ยเอ๋อร์รู้สึกว่าวิญญาณตนเองหลุดลอยไปในช่วงสั้นๆ ดวงตารูปเมล็ดซิ่ง เบิกกว้าง ตอนที่นางจะกล่าววาจาก็รู้สึกว่าลำคอถูกรัดจนเจ็บ ของสิ่งหนึ่งคล้องอยู่บนคอนางเรียบร้อยแล้ว

นั่นคือหยกขาวชั้นเลิศจากสมัยราชวงศ์ฮั่นชิ้นหนึ่ง จากรูปลักษณ์เดิมตามธรรมชาติของตัวหยก ช่างฝีมือได้แกะสลักออกมาเป็นทรงเม็ดบัวที่ดูละมุนเกลี้ยงเกลา ทั้งโดดเด่นไม่เหมือนกับหยกที่ใด

“นี่มัน…” นางพยายามถอดออก แต่สองมือกลับถูกบุรุษชุดขาวผู้นั้นกดเอาไว้อย่างแน่นหนา

“ของสิ่งนี้เมื่อสวมเข้าไปแล้วก็ไม่สามารถถอดออกได้อีก!” บุรุษชุดขาวผู้นั้นแค่นเสียงเหอะเบาๆ “นี่คือของหมั้นที่ข้ามอบให้เจ้า อีกหนึ่งเดือนให้หลังเจ้าก็คือเจ้าสาวของข้า!”

“เจ้าช่างเป็นโจรไร้เหตุผล!” ริมฝีปากสีแดงของเถาเม่ยเอ๋อร์อ้าขึ้นน้อยๆ กล่าวอย่างขุ่นแค้นลอดไรฟันออกมา

“ไม่ผิดเลยสักนิด เดิมทีข้าก็เป็นโจรที่ซ่อนตัวอยู่บนภูเขา ไม่สนใจโลกภายนอก หากมิใช่เพราะสูญเสียผู้เป็นที่รักที่สุดไป ก็ไม่มีวันให้ความสนใจกับหมอชื่อเสียงจอมปลอมที่ได้ชื่อว่า ‘หมอดีงามช่วยเหลือผู้คน’ หรอก มิเช่นนั้นคงไม่มารบกวนให้คุณหนูต้องลำบากแล้ว” บุรุษชุดขาวผู้นั้นถลึงตาใส่สวีลี่คังคราหนึ่ง รอยยิ้มเย็นชาบดบังความอบอุ่น

หัวหน้าโจรผู้นั้นเมื่อเห็นสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปกะทันหันเช่นนี้ จากตกใจก็เปลี่ยนเป็นยินดี “ฮ่าๆๆ! น้องชาย ทำได้ยอดเยี่ยมนัก ฆ่าคนคนหนึ่งนั้นง่ายดาย มิสู้ให้พวกเขาตกอยู่ในความทรมานไปตลอดชีวิต นี่ถึงจะเป็นการลงโทษที่ดีที่สุด ทุกคนได้ยินแล้วหรือยัง นับจากวันนี้สตรีผู้นี้ก็คือคนของน้องชายข้าแล้ว!”

ดาบคมนั้นค่อยๆ ถูกเก็บกลับไปท่ามกลางสายตาของทุกคน

ในอกเถาเม่ยเอ๋อร์มีโทสะที่ไม่เคยมีมาก่อนทะลักขึ้นมาและกำลังจะระเบิดออก ทว่ากลับถูกน้ำเสียงอ่อนล้าและแหบพร่าของสวีเทียนหลินเรียกสติ

“ไม่ เม่ยเอ๋อร์…เป็นของข้า…ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจแย่งไป” สวีเทียนหลินคล้ายเพิ่งได้สติกลับมา สองมือกุมหัวเข่า พยายามฝืนความเจ็บที่ขาขวา ในแววตาปรากฏความไม่พอใจและความเคียดแค้น

บุรุษชุดขาวมองเขาอย่างเหยียดหยามคราหนึ่ง ก่อนส่งแววตาดุดันให้หัวหน้าโจรผู้นั้น อีกฝ่ายพลันเข้าประชิดสวีเทียนหลินพร้อมกับเหยียดยิ้มอย่างโหดเหี้ยม แล้วกระแทกด้ามดาบใส่ศีรษะสวีเทียนหลินอย่างรุนแรงอีกครั้งโดยไม่รอให้ผู้ใดห้ามปรามได้ทัน

“เทียนหลิน!” สวีฮูหยินกรีดร้องอย่างปวดใจอีกครั้ง ร่างอ่อนปวกเปียกทรุดลงไปกองบนพื้น

“ฮูหยิน ฮูหยิน!” ท่ามกลางความร้อนใจ สวีลี่คังก็คว้าเข็มเงินจากบนโต๊ะก่อนเร่งหาจุดฝังเข็มแล้วปักลงไป

“พอแล้ว พวกเราไปกัน อีกหนึ่งเดือนให้หลังเกี้ยวเจ้าสาวจะมารับตัวคนไป!” บุรุษชุดขาวผู้นั้นกวาดมองรอบด้านคราหนึ่ง เมื่อเขาโบกมือ บรรดาโจรที่สวมชุดชาวยุทธ์แขนสั้นสีเทาก็ยกโลงศพไม้แดงเดินออกไปข้างนอก

“ช้าก่อน!” เมื่อเห็นสวีเทียนหลินยังคงหมดสติอยู่บนพื้น บนศีรษะปรากฏโลหิตสีแดงบาดตา เถาเม่ยเอ๋อร์ก็อึดอัดใจเกินทน

“มีอะไร” บุรุษชุดขาวผู้นั้นหยุดฝีเท้า หันกายกลับมาอย่างนุ่มนวลพร้อมกับเอ่ยถาม “คุณหนูเรียกข้าหรือ”

“กล้ากล่าวนามของเจ้าทิ้งเอาไว้หรือไม่” เถาเม่ยเอ๋อร์เผชิญหน้ากับเขาอย่างดื้อดึงและไม่หวาดเกรง

“หืม?” บุรุษชุดขาวผู้นั้นเชิดหน้า ปัดเส้นผมที่ร่วงหล่นลงมาจำนวนหนึ่งไปข้างหลัง “ข้าลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร ภรรยาในอนาคตของข้ายังไม่รู้จักนามของข้าเชียวนะ!”

เถาเม่ยเอ๋อร์มองบุรุษผู้สว่างไสวดุจดวงดาราตรงหน้าอย่างเย็นชา อวัยวะภายในราวกับมีมดจำนวนนับไม่ถ้วนไต่ตอม ความเจ็บปวดถี่ยิบพลันทะลักขึ้นมา

“หลินจื่อเฟิง” มุมปากของเขายกขึ้นอย่างสง่างามขณะกล่าวนามนี้ออกมา พร้อมกันนั้นกลิ่นอายโหดเหี้ยมก็ค่อยๆ ลดเลือนไป ปรากฏความอ่อนโยนที่ไม่อาจสังเกตได้ง่ายมาแทนที่

นางคิดว่าตนเองมองตัวตนที่แท้จริงของคนตรงหน้าไม่ออกแล้ว อย่างไรก็ตามสายลมอบอุ่นสายหนึ่งได้พัดหอบกลีบดอกไม้ที่ขาดวิ่นจำนวนหนึ่งเข้ามา นางถึงค่อยพบว่าเคราะห์กรรมนี้ของตนเองไม่มีวันจบลงในเวลาอันสั้น

เขายิ้มอย่างยั่วยุก่อนจะหันกายจากไป เหลือไว้เพียงฝุ่นควันปลิวว่อนบดบังภาพตรงหน้า

“ฮูหยิน…” เพราะเป็นห่วงภรรยาอย่างมาก สวีลี่คังจึงได้สูญเสียความนิ่งเฉยไปนานแล้ว ราวกับของสำคัญอย่างหนึ่งกำลังเลือนหายไปจากชีวิต

“คุณหนู ตอนนี้ข้าถึงได้เข้าใจ ที่แท้เป็นข้าที่ถูกเจ้าหลอกลวง!” ชายชราที่มาขอความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ผู้นั้นยังคงยืนอยู่ในห้องโถง เขาไม่นึกว่าจะได้พบเจอสถานการณ์น่าตระหนกตกใจเช่นนี้

เถาเม่ยเอ๋อร์มองความวุ่นวายในห้องโถงหลัก ทุกหนแห่งต่างก็มีร่องรอยความโหดร้ายเหลือทิ้งเอาไว้อยู่ นางไม่รู้ว่าควรจะตอบชายชราผู้นั้นเช่นไร ยามนี้นางสับสนไปหมดแล้ว

“ที่แท้เจ้ากับสกุลสวีก็สมรู้ร่วมคิดกันทำเรื่องแย่ๆ รวมหัวกันหลอกเอาเงินผู้อื่น มิฉะนั้นเหตุใดกระทั่งโจรภูเขายังมาหาเรื่องได้เล่า หากไร้ลมก็คงไม่เกิดคลื่น ถ้าพวกเจ้าไม่ได้กระทำความผิด จะมีผีมาเคาะประตูได้อย่างไร เกรงว่าสวรรค์คงตัดหนทางข้าแล้ว! ช่างเถิด ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะตามหาหมอมีชื่อไม่ได้” ชายชรากล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปอย่างโมโห

“ท่านลุง…”

เถาเม่ยเอ๋อร์ทำได้เพียงยืนตัวแข็งมองดูความวุ่นวายของผู้คนที่ทยอยจากไป นางอยากร้องไห้ทว่าไร้น้ำตา

 

(ติดตามตอนต่อไปวันที่ 6 ก.ย. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
sangdow Marcom: