หร่วนชิงเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะตวัดตาไปมองซูเถี่ยโถวผู้มีร่างกายสูงใหญ่กำยำและบุคลิกโผงผางแล้วอดยิ้มไม่ได้ “นายทัพแนวหน้าปีกขวาซู”
“ขอรับ” ซูเถี่ยโถวรีบทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเดียว ประสานมือขานรับเสียงดังก้องดุจระฆัง
“วันนี้ท่านนายทัพใช้ทวนอสรพิษจั้งแปดได้อย่างยอดเยี่ยม ข้าเห็นแล้วคันไม้คันมือยิ่งนัก” คิ้วเข้มคมดุจใบดาบตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย ขณะยกมุมปากขึ้นนิดๆ “ไม่ทราบว่าท่านยังมีแรงเหลือมาประมือกับข้าหน่อยหรือไม่”
“คำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่ถือเป็นเกียรติของข้า” ตอนแรกซูเถี่ยโถวผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างรวดเร็ว
ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นลูกชายคนโตที่ท่านโหว มอบหมายให้รับช่วงต่อกองทัพสกุลหร่วน แม้จะยังหนุ่มแน่น ซ้ำยังมีบุคลิกสุภาพสูงส่งแบบคุณชายลูกผู้ดี แต่ตนเคยสืบรู้มาว่าท่านโหวให้ท่านแม่ทัพใหญ่คอยติดตามข้างกายและฝึกสอนศิลปะการพิชัยสงครามให้ตั้งแต่อายุหกขวบ ครั้นพออายุสิบสี่ได้นำกำลังพลแปดร้อยนายของจวนโหวขึ้นไปซ้อมรบบนเขา แล้วเจอกองโจรหนึ่งหมื่นคนของตี๋เหล่าหู่ซึ่งเป็นโจรป่าเลื่องชื่อของซานซีกำลังนำกำลังเข้าโจมตีเมืองซานซีพอดี
กำลังพลของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันชัดเจนถึงเพียงนี้ หากเป็นนายทัพคนอื่น ทหารแปดร้อยนายมีแต่จะตายเรียบ เก้าในสิบคนจะต้องตัดสินใจถอยทัพกลับเข้าเมืองซานซี ปิดประตูเมืองอย่างแน่นหนา แล้วค่อยให้ม้าเร็วรีบไปขอกำลังเสริมมาจากค่ายใหญ่
แต่ไม่คิดเลยว่ากองโจรหนึ่งหมื่นคนจะถูกฆ่าเกลี้ยงในคืนเดียวกลางป่าเก่าแก่อันเป็นเส้นทางมุ่งหน้าเข้าเมืองซานซี
พอฟ้าสาง เด็กหนุ่มหน้าตางดงามในอาภรณ์ขาวพลิ้วคนหนึ่งก็สาวเท้าเนิบๆ ออกมาพลางเช็ดถูดาบคู่ใจอย่างไม่เร่งร้อน เหมือนกำลังเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์และเมื่อครู่เพิ่งเข้าไปเก็บดอกไม้สักกิ่งจากในป่า…
หยดเลือดที่สาดกระเซ็นมาโดนอาภรณ์ขาวแห้งกรังเป็นสีดำไปนานแล้ว ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มรื่นรมย์ ทหารแปดร้อยนายที่ตามมาข้างหลังล้วนแต่เลือดอาบชุดเกราะ ได้รับบาดเจ็บมากันถ้วนหน้า บางคนสาหัสเป็นพิเศษ ถูกฟันหลังเป็นแผลใหญ่เลือดชุ่มหรือไม่ก็มีธนูสองดอกปักอยู่บนหลัง แต่ทุกนายยังดูฮึกเหิมอย่างยิ่ง
แปดร้อยนายสู้กับหนึ่งหมื่นคน นอกจากจะได้รับชัยชนะอย่างหมดจด ยังไม่สูญเสียไพร่พลไปแม้แต่นายเดียว
ศึกครั้งนี้เลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน…
พอคิดว่าวันนี้ตนดวงดี ถูกแม่ทัพหนุ่มผู้มีพรสวรรค์เป็นเลิศเรียกตัวมาเป็นคู่ประลองฝีมือ ซูเถี่ยโถวก็ดีใจยิ่งกว่าได้รับรางวัลสักพันตำลึงทองด้วยซ้ำ!
“นายทัพแนวหน้าปีกขวาซู อีกหนึ่งชั่วยามให้หลังเจอกันที่ลานซ้อมยุทธ์” หร่วนชิงเฟิงกล่าวยิ้มๆ แล้วเห็นทุกคนอ้าปากหวอด้วยสีหน้าริษยาก็อดเอ็ดขันๆ ไม่ได้ “พวกเจ้าเองก็อยากสู้กับข้าถึงเพียงนี้เชียว ก็ได้ๆๆๆ ไปลงชื่อไว้กับท่านอาจารย์จ่างซุน ใครไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย ข้ารับประลองด้วยทั้งนั้น”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพใหญ่!” ทุกคนดีใจจนเนื้อเต้น เสียงโห่ร้องดังก้องไปทั่ว
หา? ต้องดีใจถึงเพียงนี้เลยหรือ
ความจริงเขาเป็นคนหนุ่มที่ฝักใฝ่โคลงกลอน มีความรู้ในเชิงอักษร แต่ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียม ปกติไม่ค่อยชอบจับหอกจับดาบเท่าไรนัก…
หร่วนชิงเฟิงผู้งามสง่ามองทหารใต้อาณัติที่พากันถูมือถูไม้อย่างกระเหี้ยนกระหือรือแล้วไม่รู้ว่าควรดีใจหรือควรปวดหัวดี สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าถอนหายใจ แล้วเดินลงจากแท่นบัญชาการช้าๆ เพื่อไปเปลี่ยนชุดรัดกุมสำหรับฝึกยุทธ์