X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักราชันใต้อาณัติ

ทดลองอ่าน ราชันใต้อาณัติ เล่ม 3 บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 4

เสียงนกร้องใสเพราะพริ้งดังมาจากนอกหน้าต่าง ฉินโยวโยวหาวก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ ตรงหน้าเป็นม่านมุ้งสีชมพูที่คุ้นเคย หมอนผ้าห่มก็ล้วนเป็นของที่เห็นในทุกวัน ทุกสิ่งอย่างภายนอกมุ้งล้วนแต่คุ้นตาทั้งสิ้น ชัดเจนว่านางอยู่ในเรือนศิลาน้อยที่นางอาศัยจนชิน

ฉินโยวโยวจำได้ว่านางเหมือนจะเข้าพิธีแต่งงานกับเหยียนตี้และย้ายไปอยู่ที่เรือนศิลาของเขาแล้ว ไฉนพอตื่นขึ้นมาแล้วจึงยังอยู่ที่เรือนศิลาน้อยเล่า

นางย้อนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหลับไปทีละนิด ยิ่งคิดสีหน้ายิ่งซีดเผือดลง เรื่องเหล่านั้นเป็นความจริงหรือเป็นเพียงฝันร้ายน่ากลัวของนางกันแน่

“เจ้าตื่นแล้ว?” เสียงของเหยียนตี้ดังมา ฝ่ามืออุ่นก็ลูบไล้แก้มนางเบาๆ ไปด้วย

หากเป็นเมื่อก่อน ฉินโยวโยวจะปล่อยให้เขาลูบแต่โดยดี ถึงขั้นว่านางจะเอาใบหน้าถูไถออดอ้อนเสียด้วยซ้ำ หากแต่ยามนี้…นางพลันขดร่างถอยกรูดไปอยู่มุมเตียงอย่างควบคุมตนเองไม่ได้

เหยียนตี้มองแววตาแปลกหน้าและต่อต้านของฉินโยวโยวแล้วก็เข้าใจอย่างแท้จริงว่าอะไรเรียกว่าหัวใจดั่งถูกมีดกรีด แม้แต่ตอนที่พี่ชายจับกระบี่แทงทะลุอกเขาในวันนั้นก็ยังไม่เจ็บเท่ายามนี้

เขาใช้เวลาหลายเดือน ใช้ความคิดความอ่านไปนับไม่ถ้วนกว่าจะทำให้ตนเองครอบครองพื้นที่สำคัญในใจฉินโยวโยวได้ แต่กลับถูกลบล้างไปสิ้นเพราะเรื่องเมื่อคืน…เขาไม่ยอม!

เหยียนตี้ไม่เชื่อว่าฉินโยวโยวจะรู้สึกถึงความจริงใจที่เขามีต่อนางไม่ได้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งไม่พอใจ แขนยาวยื่นไปจับภรรยาตัวน้อยที่หลบไปไกลกลับมาขังไว้แน่นในอ้อมแขน พูดขึ้นเสียงต่ำ “โยวโยว อย่ามองข้าเช่นนี้ เจ้าไม่พอใจจะระบายอารมณ์อย่างไรก็ได้ แต่อย่าหลบข้า พวกเราเป็นสามีภรรยากัน สามีภรรยาที่จะแก่เฒ่าไปด้วยกัน อยู่เคียงข้างกันชั่วชีวิต”

ฉินโยวโยวดิ้นรนไม่กี่ที เมื่อพบว่าไร้ประโยชน์ก็ไม่ดิ้นอีก “ถ้าข้าไม่ตอบตกลง ท่านก็จะใช้วิชาชิงดวงจิตชักจูงวิญญาณทำให้ข้าเป็นหุ่นเชิดมีชีวิตใช่หรือไม่”

เหยียนตี้ตัวแข็งทื่อ “อย่าพูดด้วยความโมโห เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นกับเจ้า”

“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ข้าไม่รู้แล้วว่าการกระทำของท่านยามใดจริง ยามใดปลอม ข้าไม่รู้ว่าท่านยังมีเรื่องปิดบังข้าอีกมากน้อยเพียงไร เมื่อไรคิดจะหลอกใช้ข้าอีก ข้าไม่รู้ว่าท่านชอบข้าจริงหรือไม่ หรือว่าชอบในวิชากลไกของข้ามากกว่า ข้าไม่รู้ว่าในใจท่าน ข้านับเป็นอะไร…” ฉินโยวโยวพูดด้วยน้ำเสียงอันฝาดเฝื่อน

เหยียนตี้เงียบไปชั่วครู่ ก่อนโน้มหน้าลงจูบหน้าผากเกลี้ยงเกลาของนาง “อยู่ข้างกายข้า แล้วข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังทีละเรื่อง”

ภรรยาตัวน้อยของเขาใจอ่อนทั้งยังไม่ค่อยเจ้าคิดเจ้าแค้น รั้งนางไว้ข้างกาย นานวันเข้านางก็จะอ่อนลงแล้วกลับมาพึ่งพาเขาและเชื่อใจเขาเหมือนเมื่อก่อนเอง

ฉินโยวโยวหลุบตาลง “ข้าปฏิเสธได้ด้วยหรือ” ยังไม่กล่าวถึงว่าตอนนี้นางอยู่ในถิ่นเขา หากเขาไม่ยอมปล่อย นางก็ยากจะหนีพ้น ต่อให้หนีพ้น ด้านนอกก็ยังมีเจียงหรูเลี่ยนกับเมธาจารย์ซวี่กวงศิษย์อาจารย์กำลังรอนางอยู่

ที่สำคัญที่สุดคือ ‘สัตว์ตัวประกัน’ สำคัญอย่างต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยล้วนอยู่ในกำมือเขา นางสามารถคิดวิธีหนีเอาตัวรอดได้ ทว่าก่อนต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยเลื่อนขั้นสำเร็จมิอาจเคลื่อนย้ายที่ง่ายๆ ได้

เหยียนตี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “โยวโยว ข้าจะรอให้เจ้าคิดตก…เจ้าเป็นพระชายาเพียงคนเดียว ภรรยาเพียงคนเดียวในชีวิตนี้ของข้า พวกเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดภพตลอดชาติ ข้าจะลองเรียนรู้ที่จะไม่ใช้กลอุบายกับเจ้า ให้โอกาสข้าสักครั้งได้หรือไม่”

สามีปีศาจอ้อนวอนเสียงอ่อนเช่นนี้ช่างทำให้คนยากจะหักใจปฏิเสธได้ลง ครั้นฉินโยวโยวนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ได้รู้จักกันมาแล้วก็ไม่อาจโน้มน้าวให้ตนเองไม่แยแสเขาได้จริงๆ ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีไม่พูดไม่ตอบ

เหยียนตี้เองก็มิได้หวังว่าคำพูดไม่กี่คำจะทำให้นางลืมแค้นเก่าได้ จึงได้แต่ลูบผมนางพลางเอ่ยว่า “เกรงว่าเสด็จพี่ข้าจะไม่ล้มเลิกความคิดง่ายๆ คนในจวนที่มีปัญหาข้าจะเปลี่ยนคนใหม่ ถ้าเจ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปคลุกคลีกับคนแปลกหน้า อยู่ในจวนแล้วรอข้าอย่างว่าง่าย”

ฉินโยวโยวยังคงมีท่าทีต่อต้านเงียบๆ คำพูดของเหยียนตี้เท่ากับบอกนางว่าบัดนี้นางเป็นนักโทษแล้ว นอกจากจวนอ๋องก็ไม่อนุญาตให้ไปที่ใดทั้งนั้น

เหยียนตี้รู้ว่าตอนนี้ฉินโยวโยวไม่อยากสนใจเขา จึงได้แต่ลุกขึ้นเดินจากไป เขายอมให้ฉินโยวโยวร้องไห้อาละวาดใช้อารมณ์เตะต่อยเขาเต็มที่ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าท่าทางหมดอาลัยตายอยากไม่แยแสไม่เหลียวแลอะไรเช่นยามนี้

ช่างเถอะ ไปแก้ปัญหาทางเสด็จพี่ก่อนค่อยว่ากันดีกว่า โยวโยวเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณีของข้า ข้ามีเวลาทั้งชีวิตให้คว้าใจของนางกลับมา

เหยียนตี้จากไปได้ไม่นาน ตู้เหวยเหนียงก็นำอาหารเช้ามาส่ง เพิ่งจะแต่งงานอยู่ในช่วงความรักสุกงอม คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวกลับกลายเป็นมีสภาพเช่นนี้เสียได้ นางทั้งหัวเสียทั้งจนใจ ในใจนึกแค้นลวี่อี้กับจี่กงกงเข้ากระดูกดำ

ตู้เหวยเหนียงอยากเอ่ยเตือนฉินโยวโยวสักสองสามคำ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเหยียนตี้กำชับว่าอย่าพยายามพูดมากต่อหน้านางให้นางรำคาญใจ จึงได้แต่ฝืนอดกลั้นไว้

หลังเกิดเรื่องที่เรือนศิลาเมื่อคืน ลวี่อี้กับจี่กงกงก็กลับวังไปด้วยกัน บ่าวหญิงสามนางที่เหลือก็ถูกเหยียนตี้ส่งกลับวังไปเช่นกัน แม้แต่บรรดาคนสนิทที่ฮ่องเต้กับไทเฮาส่งมาจวนอ๋องก็ยังถูกส่งกลับไปทั้งหมด

คนในจวนอ๋องน้อยลงไปมากในทันที ทำให้ดูเงียบเหงายิ่งกว่าเดิม

เหลียงลิ่งพาบ่าวหญิงสี่คนมารับใช้ฉินโยวโยว สตรีสี่นางนี้ที่ดูมีตบะแย่ที่สุดยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ แต่ละคนเงียบขรึมพูดน้อย พอสั่งอะไรไปก็ลงมือทำ ฉินโยวโยวเองก็ไม่มีแก่ใจจะพูดมาก ในเรือนพักทั้งวันจึงแทบไม่ได้ยินเสียงคน

เวลาส่วนใหญ่ไม่กี่วันมานี้ฉินโยวโยวล้วนใช้ไปกับการนั่งเหม่อมองดูต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยที่กำลังหลับลึกภายในคลังสมบัติใต้สวน แม้เหยียนตี้จะอยู่ในจวนเช่นกัน แต่กลับเพียงมองดูนางอยู่ไกลๆ หรือไม่ก็รอนางหลับสนิทแล้วถึงจะไปอยู่เป็นเพื่อนนางในเรือน

เขาไม่กล้าเผชิญกับสีหน้าว่างเปล่าเลื่อนลอยของฉินโยวโยวอยู่บ้าง ด้วยกลัวว่านางจะพูดอะไรให้เขาเสียดแทงทรมานใจออกมาด้วยความโกรธเคือง

บางทีความกังวลของพี่ชายอาจจะไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว กระทั่งตัวเขาเองยังไม่คาดคิดสักนิด สตรีที่เขามองว่าเปราะบางอ่อนแอเช่นนี้ถึงกับทำให้เขา ‘ไม่กล้า’ และ ‘กลัว’ ได้

กลางคืนนอนอยู่บนเตียงในเรือนศิลาเพียงคนเดียว ในสมองล้วนคิดถึงแต่รอยยิ้มกระเง้ากระงอดของภรรยาตัวน้อย คิดถึงกลิ่นกายหอมหวานอบอุ่นและเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นของนาง คิดจนนอนกระสับกระส่ายไม่อาจข่มตาหลับ

สุดท้ายก็จำต้องคลำทางมามองตัวจริงที่เรือนพักในเรือนศิลาน้อย ฉวยโอกาสยามนางหลับสนิทกอดนางเข้าสู่อ้อมแขน ถึงค่อยข่มความงุ่นง่านว่างโหวงในใจลงได้เล็กน้อย

ยี่สิบกว่าปีมานี้ เขาเพิ่งได้รู้เป็นครั้งแรกว่าที่แท้รสชาติของการนอนเดียวดายตามลำพังมันทรมานถึงเพียงนี้

ทุกคนในจวนอ๋องล้วนรู้ว่าท่านอ๋องและพระชายากำลังทำสงครามเย็นกันด้วยสาเหตุที่ไม่ทราบชัด ไม่มีใครรู้ว่าควรไกล่เกลี่ยเช่นไร และก็ไม่มีใครกล้าไกล่เกลี่ยด้วย

ในเมื่อข่าวเรื่องบิดาฉินโยวโยวเกิดในสกุลจินเปิดเผยออกมาแล้ว เหยียนตี้จึงไม่พยายามปิดบังต่ออีก เขาสั่งให้เหลียงลิ่งนำบันทึกฉบับสมบูรณ์ไปหาฉินโยวโยว รายงานข่าวเกี่ยวกับบิดามารดาของนางอย่างละเอียดยิบไม่มีตกหล่น

สกุลจินแห่งกุ่ยซานไถขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลที่ลึกลับที่สุดจากในสามตระกูลใหญ่ด้านวิชากลไก สาเหตุเพราะคนส่วนใหญ่ในตระกูลพวกเขาล้วนใช้เวลาบั้นปลายอยู่ที่ฐานที่มั่นที่กุ่ยซานไถ คนไม่เกี่ยวข้องล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหาตำแหน่งที่ตั้งอันชัดเจนของสกุลจินในบริเวณเขาเหิงอวิ๋นเลย

คนนอกรับรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของสกุลจินแค่เพียงจำกัด ย่อมจะรู้สึกว่าพวกเขาลึกลับเป็นธรรมดา และอันที่จริงที่สกุลจินยังมีชื่อเป็นสามตระกูลใหญ่อยู่ได้จวบจนบัดนี้ก็เพราะเกี่ยวกับท่าทีลึกลับนี้

ทว่าลำพังแค่แสร้งทำลึกลับมิอาจแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง คนของสกุลจินมีส่วนหนึ่งเช่นกันที่ออกท่องไปตามที่ต่างๆ บนแผ่นดินใหญ่ ผู้อื่นจึงค่อยๆ ประเมินกำลังความสามารถของบุตรหลานสกุลจินเหล่านี้ออกมาได้บ้าง

และระยะนี้แนวโน้มตกต่ำของสกุลจินก็ยิ่งปรากฏชัดจนดึงดูดความสนใจของสกุลเฟิงแห่งซีเหอและสกุลเหวินแห่งยอดเขาซย่าอวิ๋นขึ้นมาแล้ว พื้นที่กุ่ยซานไถช่างยั่วน้ำลายคนนัก และสกุลจินก็มีตำรากลไกลับที่ทำให้อีกสองตระกูลตาร้อนอยู่ไม่น้อยจริงๆ ดังนั้นสถานการณ์ในปัจจุบันของสกุลจินจึงเรียกได้ว่าสุ่มเสี่ยงยิ่ง

ฝ่ายแรกสุดที่ค้นพบว่าศิษย์สกุลจินความสามารถถดถอย ย่อมจะเป็นสกุลจินเอง พวกเขาหารือคิดแผนการกู้สถานการณ์มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือเลือกศิษย์อายุน้อยที่มีคุณสมบัติไม่เลวออกมาจากในตระกูล แล้วให้เปลี่ยนชื่อแซ่แฝงตัวเข้าสองตระกูลใหญ่ที่เหลือ

หากในอนาคตศิษย์อายุน้อยเหล่านี้กลายเป็นศิษย์คนสำคัญของสกุลเฟิงและสกุลเหวินแล้วหลอกเอาความลับทักษะกลวิธีของอีกฝ่ายมาได้ย่อมจะดีที่สุด หรือต่อให้ไม่สำเร็จก็ยังสามารถสืบข่าวของสองตระกูลนี้มาให้สกุลจินได้เตรียมการป้องกันทันกาล

จินเซิ่งฉางบิดาของฉินโยวโยวก็คงจะถูกส่งตัวไปสกุลเฟิงด้วยสาเหตุนี้

เฟิงเหยาจีน่าจะรู้ฐานะแท้จริงของจินเซิ่งฉางอยู่นานแล้ว ทว่าเพราะทั้งสองมีใจให้กัน จึงได้แต่เก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้ในใจ ปิดเป็นความลับไม่บอกใครมาโดยตลอด

ฉินโยวโยวนึกถึงเรื่องที่เฟิงกุยอวิ๋นบอกกับเหอหม่านจื่อขึ้นมา แม้แต่บิดาของเขาก็ยังไม่รู้ว่าคนรักในใจของน้องสาวเป็นใคร

ด้วยฐานะไส้ศึกจากสกุลจินของบิดา มารดาถึงไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องเขากับพี่ชายและคนอื่นนัก ถ้าคนในตระกูลไม่เข้าใจและไม่ให้อภัยก็เท่ากับว่าจินเซิ่งฉางต้องตายเพียงสถานเดียว

คิดๆ แล้วการที่พวกเขาสองคนแอบรักกันนั้นช่างยากลำบากยิ่ง เท่านี้ก็เข้าใจได้แล้วว่าเหตุใดหลังมารดาหนีจากสำนักเฟิ่งเสินถึงหายตัวไปโดยไม่แม้แต่จะติดต่อกับคนของสกุลเฟิงอีก

นางคงอยากหลุดพ้นจากสกุลเฟิงเพื่อไปอยู่ด้วยกันสองคนกับบิดา

ตั้งแต่ต้นจนจบจินเซิ่งฉางเป็นเพียงคนเล็กๆ ไร้ชื่อเสียงโด่งดัง เดิมทีเป็นไปไม่ได้เลยที่หน่วยสอดแนมของราชวงศ์แคว้นเซียงเยวี่ยจะสืบพื้นเพข่าวคราวของเขามาได้ ที่ในบันทึกมีเอ่ยถึงเขาเป็นเพราะในตอนนั้นเขากับเฟิงเหยาจีเคยเป็นฝ่ายติดต่อกับราชสกุลเหยียน

เฟิงเหยาจีอาจรู้มาจากปากของเจียงหรูเลี่ยนถึงสัมพันธ์ข้องเกี่ยวระหว่างตัวเขาและบิดากับเชื้อพระวงศ์แคว้นเซียงเยวี่ย จึงได้คิดจะใช้แบบร่างกลไกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษสกุลเหยียนส่วนที่ถูกบรรพบุรุษเจียงหรูเลี่ยนขโมยไปมาแลกกับการคุ้มครองจากสกุลเหยียน

น่าเสียดายที่สกุลเหยียนรับปากเงื่อนไขของทั้งสองแล้วกลับไม่เห็นพวกเขาปรากฏตัวเสียที ด้วยเหตุนี้จึงได้วาดภาพพวกเขาแล้วให้หน่วยสอดแนมที่แฝงตัวอยู่ในสกุลเฟิงลอบสืบภูมิหลังของพวกเขาสองสามีภรรยามา ถึงได้บังเอิญพบกับความลับเรื่องฐานะของจินเซิ่งฉางเข้า

เนื้อหาในบันทึก ข่าวที่หน่วยสอดแนมได้มาเป็นข่าวสุดท้ายคือสองสามีภรรยาคู่นี้ตกอยู่ในมือสำนักเฟิ่งเสิน แล้วจากนั้นก็ไร้ข่าวคราวอีก

ฉินโยวโยวรู้ดีว่านี่เท่ากับว่าเป็นไปได้มากที่บิดามารดานางจะประสบเคราะห์กรรมไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว

ไม่กี่วันมานี้นางได้ยินข่าวร้ายมามากเกินพอแล้ว ดวงตาร้อนผ่าวทว่ากลับมีน้ำตาไหลออกมาได้เพียงไม่กี่หยด มองดูข้อความทุกบรรทัดเกี่ยวกับบิดามารดาในบันทึกด้วยท่าทางเหม่อค้าง จากนั้นก็ส่งของทั้งหมดคืนให้เหลียงลิ่ง ก่อนที่ตนเองจะวิ่งไปนั่งเหม่อมองต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยอยู่ในคลังสมบัติใต้สวนอีกครั้ง

มีเพียงอยู่ที่นี่…อยู่ข้างๆ สหายที่นางคุ้นเคยและเชื่อใจ นางถึงสามารถรักษาอารมณ์สงบเอาไว้ คิดพิจารณาว่าต่อไปตนเองควรทำเช่นไรดี

นางนึกถึงทุกเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ได้รู้จักเหยียนตี้อย่างละเอียดรอบหนึ่ง อันที่จริงการที่นางต้องมามีสภาพเช่นในตอนนี้ ตัวนางเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบอยู่มาก

ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าอุปนิสัยของเหยียนตี้มีปัญหา เพียงแต่ไม่มีอาจารย์อยู่ข้างกาย นางได้รับความลำบากมามากมาย จู่ๆ มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นแล้วดีต่อนางไม่น้อย ทั้งยังแข็งแกร่งเกรียงไกรสามารถปกป้องนางได้ นางถึงอดไม่ไหวย้ายการพึ่งพาที่มีต่ออาจารย์มาไว้ที่เขาแทน

ขอแค่ติดตามเหยียนตี้ นางก็ไม่ต้องห่วงว่าสำนักเฟิ่งเสินจะตามฆ่า ถึงขั้นไม่ต้องห่วงด้วยว่าจะฟื้นฟูตบะอย่างไร นางอยากแอบอู้บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงได้ตกหลุมพรางความอ่อนโยนของเหยียนตี้ลึกขึ้นทุกที ค่อยๆ มอบตัวและหัวใจของตนเองให้เขาไปทีละนิดภายใต้การรุกคืบอย่างมีแผนการของเขา

นางไหนเลยมิใช่มีความคิดจะหลอกใช้เหยียนตี้ดุจเดียวกัน เพียงแต่อีกฝ่ายเหนือชั้นกว่า สุดท้ายนางก็กลายเป็นฝ่ายถูกคนหลอกใช้จนถึงที่สุดเท่านั้นเอง

อาจารย์กล่าวไว้ถูกต้อง ‘ต่อให้บุรุษที่นิสัยใจคอมีปัญหาจะหน้าตาดีเพียงไรก็เอามาทำพันธุ์ไม่ได้!’ หากนางจำคำของอาจารย์ได้ขึ้นใจ ตอนนี้ก็ไม่ต้องมาเสียใจและทรมานใจเช่นนี้แล้ว

สันดอนขุดง่าย สันดานขุดยาก เมื่อก่อนนางยังหวังเพ้อพกว่าเหยียนตี้จะเปลี่ยนตนเองเพื่อนาง แต่บัดนี้นางกระจ่างแจ้งแล้วว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้นางจะถูกหลอกจนมีสภาพอเนจอนาถยิ่ง แต่ตอนนี้ยังกลับตัวทัน นางจะทำตัวหูหนวกตาบอดเป็นคนโง่ให้ผู้อื่นบงการหลอกใช้ไปชั่วชีวิตไม่ได้ ไม่อยากทำเรื่องที่ขัดกับหลักการความตั้งใจของตนเองเพื่อช่วยเหลือความทะเยอทะยานของพี่น้องสกุลเหยียนอีก ไม่อยากต้องถูกหลอกมานั่งเสียใจ ก่อนใจอ่อนให้อภัยวนไปวนมาอีก นางไม่อยากมีชีวิตที่ต้องคอยคาดเดาระแวงสงสัยคนข้างหมอนไปทั้งชาติ

นางจำต้องจากไป…

เพียงแต่ถ้านางจะไปก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยก่อน ตราบใดที่พวกมันยังเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ นางอยากหนีก็ยังหนีไปไม่ได้

ส่วนว่าหลังจากหนีไปแล้วจะรับมือกับการตามฆ่าโดยสองศิษย์อาจารย์จากสำนักเฟิ่งเสินอย่างไร นางยังไม่มีแผนการที่แน่ชัดนัก

อย่างมากก็ไปซ่อนตัวที่เขาเหิงอวิ๋น นางไม่มีความรู้สึกอะไรต่อสกุลจินอยู่แล้ว แต่พอวันนี้ได้เห็นตำแหน่งค่ายใหญ่ของสกุลจินแห่งกุ่ยซานไถที่ถูกเอ่ยถึงในบันทึก ก็ได้กลายเป็นให้แรงใจเล็กๆ แก่นาง

เขาเหิงอวิ๋นทอดยาวหลายพันหลี่ ในป่าบนเขามีสัตว์อสูรเดินอาดๆ อยู่ทั่ว ต่อให้เป็นราชันยุทธ์ขั้นสิบแปด หากคิดจะไปหาคนในป่าเขาสุดลูกหูลูกตานั้นก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรเลย

มีต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยอยู่กับนาง อีกทั้งตัวนางก็พอจะฝืนใจนับเป็นยอดยุทธ์ขั้นเจ็ด ยิ่งประกอบกับมีอาวุธลับในตัว นางก็เพียงพอจะอยู่รอดปลอดภัยในเขาเหิงอวิ๋นได้แน่นอน

มิหนำซ้ำนางยังจำที่อาจารย์เคยบอกได้ว่าในเขาเหิงอวิ๋นอาจจะมี ‘ฐานที่มั่น’ ที่ ‘ศิษย์ร่วมอาจารย์’ ของเขาเหลือทิ้งไว้อยู่ ขอแค่หา ‘ฐานที่มั่น’ นั้นเจอ ไม่แน่เขาอาจสามารถกลับบ้านได้

ถ้ามิใช่ระหว่างทางเกิดเรื่องมากมายเพียงนี้ เดิมทีนางก็ตั้งใจว่าจะพาต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยไปหาอาจารย์ที่เขาเหิงอวิ๋นเช่นกัน

สิ่งเดียวที่ไม่แน่ใจในตอนนี้คือเวลาที่ต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยจะเลื่อนขั้นสำเร็จแล้วตื่นขึ้นมา อาจเป็นหนึ่งเดือน หรือไม่ก็อาจเป็นหนึ่งปี ในช่วงเวลานี้นางต้องเฝ้าหัวใจของตนเองให้ดี ไม่อาจถูกความอ่อนโยนและคำหวานหูของเหยียนตี้หลอกเอาได้อีก

 

จวนเซิ่งผิงชินอ๋องส่งขันทีและองครักษ์ที่ในวังส่งไปให้คืนมาชุดใหญ่กะทันหัน เช้าวันรุ่งขึ้นไทเฮาตื่นมารู้เรื่องนี้เข้าก็รู้ว่ามีปัญหาแล้ว

ไทเฮาส่งนางข้าหลวงมารอเฝ้า ฮ่องเต้เพิ่งกลับมาจากว่าราชการก็ถูกเชิญตัวไปวังชิ่งชุนทันที ไล่ข้ารับใช้ออกไปแล้วก็ถามเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

ฮ่องเต้บอกเรื่องที่ตนเองทำลงไปออกมาจนหมดสิ้นอย่างรู้กาลเทศะยิ่ง ทำเอาไทเฮาโมโหจนใบหน้าเปลี่ยนสี “หย่งเล่อกับโยวโยวอยู่ด้วยกันดีๆ เหตุใดเจ้าต้องสอดมือไปทำลาย ไม่ง่ายเลยกว่าหย่งเล่อจะหวั่นไหวกันใครสักคน เจ้าขัดหูขัดตาถึงเพียงนี้เชียวรึ!”

ฮ่องเต้แค่นหัวเราะ “ดี? พระชายาเซิ่งผิงชินอ๋องของพวกเรามิใช่คนโง่ เรื่องเหล่านี้ช้าเร็วนางก็ต้องรู้ หากต้องคอยระแวดระวังเป็นกังวลทุกเวลาหลังจากนี้ มิสู้ถือโอกาสจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนเปิดศึกกับแคว้นตัวลี่เสียดีกว่า เพื่อไม่ให้ภายหน้าหย่งเล่อแบ่งความสนใจไปที่นางในเวลาสำคัญ”

“เจ้ายังมีเหตุผลอยู่หรือไม่! ตอนนี้จะทำอย่างไรดี หากโยวโยวนางเกิดรั้นขึ้นมา น้องชายเจ้าจะทำเช่นไร หย่งเล่อยังต้องอาศัยนางกระจายพลังอยู่นะ เกิดวันใดหย่งเล่อสะกดตบะไม่อยู่ แล้วโยวโยวไม่อยู่ข้างกายเขาอีก เช่นนั้นจะทำเช่นไร!” ไทเฮาอึดอัดคับข้องใจ

ไทเฮาชอบฉินโยวโยวมากจริงๆ แต่ในความชอบนี้ส่วนใหญ่ล้วนมาจากเมื่อรักเรือนย่อมรักอีกาบนหลังคาเรือน* ต่อให้นางชอบใจในตัวฉินโยวโยวเพียงไร แต่ในก้นบึ้งหัวใจ ฉินโยวโยวก็ยังสำคัญได้ไม่เท่าบุตรชายในอุทรทั้งสองคน

ดังนั้นพอลูกชายและลูกสะใภ้มีเรื่องผิดใจกัน นางก็เป็นเหมือนมารดาส่วนใหญ่ที่เข้าข้างบุตรชายตนเอง สิ่งแรกที่นึกถึงคือความปลอดภัยและผลประโยชน์ของบุตรชาย มิใช่ความคับข้องเสียใจของฉินโยวโยว

จุดนี้ฮ่องเต้เคยคิดไว้นานแล้ว เขายิ้มเย็นก่อนเอ่ยว่า “หย่งเล่อมีวิธีควบคุมดวงจิตนาง ทำให้นางเชื่อฟังว่าง่ายไปชั่วชีวิตได้ แค่ต้องดูว่าหย่งเล่อจะยอมทำหรือไม่เท่านั้น ส่วนกระจายพลังให้หย่งเล่อนั้น ใครว่าใต้หล้านี้จะมีนางเพียงคนเดียวที่ทำได้เล่า”

ไทเฮาอ้าปากจะพูด ฮ่องเต้กลับโบกมือชิงพูดขึ้นมาว่า “ลูกรู้ว่าเสด็จแม่ทรงเป็นห่วงอะไร สตรีนางอื่นไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าเขตหวงห้ามไปอาบน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ปรับเปลี่ยนร่างกาย แต่สิ่งที่มีสรรพคุณเดียวกันในใต้หล้านี้ยังมี ‘เกล็ดน้ำค้างแข็งอมตะ’ ของสำนักเฟิ่งเสินอีกอย่างหนึ่ง คราวนี้พวกเรามีปืนใหญ่บรรพบุรุษอยู่ในมือ การบุกยึดแคว้นตัวลี่และทำลายสำนักเฟิ่งเสินก็สามารถนับวันรอได้เลย ถึงยามนั้นเลือกสตรีที่ภักดีเชื่อฟังมาสักนางหนึ่ง ให้นางกินเกล็ดน้ำค้างแข็งอมตะลงไปก็ใช้กระจายพลังให้หย่งเล่อได้เช่นเดียวกัน”

“แต่ว่า…” ถึงอย่างไรไทเฮาก็หวังให้บุตรชายของตนได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนรักอย่างมีความสุขอยู่ดี

“หย่งเล่อตามใจน้องสะใภ้จนนางไม่มีความเกรงกลัวแล้ว นางเป็นสะใภ้ของสกุลเหยียน แต่กลับไม่ยอมลงแรงทำงานให้สกุลเหยียนเรา ต้องให้หย่งเล่อบาดเจ็บสาหัสก่อนถึงจะกล้ำกลืนฝืนใจชุบชีวิตปืนใหญ่บรรพบุรุษให้พวกเรา หากคราวหน้าพวกเรามีเรื่องอะไรต้องขอร้องนางอีก ก็ต้องทำให้หย่งเล่อเจ็บตัวอีกหนอย่างนั้นหรือ”

คำพูดนี้ของฮ่องเต้สร้างความไม่พอใจในใจไทเฮาขึ้นมาบ้างแล้ว ก่อนเกิดเรื่องนางไม่รู้ถึงแผนการของสองพี่น้อง เวลานั้นก็ถูกทำเอาตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ วันนี้ฮ่องเต้พูดเรื่องนี้ออกมาชัดเจนแล้ว นางก็ทั้งโกรธทั้งปวดใจในความใจกล้าบ้าบิ่นของสองพี่น้อง ขณะเดียวกันก็เกิดความขุ่นเคืองต่อฉินโยวโยวขึ้นมา

ฮ่องเต้พูดมีเหตุผล หากมิใช่ฉินโยวโยวเล่นแง่ไม่ยอมรับปากชุบชีวิตปืนใหญ่บรรพบุรุษ บุตรชายคนเล็กก็ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายรับกระบี่ ไม่ว่าพูดอย่างไรนางก็เป็นสะใภ้สกุลเหยียนแล้ว เรื่องแค่นี้ยังจะบอกปัดไปมา ใช้ไม่ได้จริงๆ

ฮ่องเต้รู้ว่าไทเฮาถูกตนเองพูดจนหวั่นไหวแล้ว จึงยิ่งใส่ไฟต่อว่า “พูดถึงที่สุดแล้วนางก็แค่อาศัยว่าหย่งเล่อโปรดปรานนางรักนาง เห็นนางเป็นดั่งชีวิต ถึงได้กล้าเล่นแง่เช่นนี้! หย่งเล่อปฏิบัติกับนางดีเพียงนี้ กลับไม่เห็นนางจะให้ใจกับหย่งเล่อเลยสักนิด สตรีเช่นนี้อยู่ข้างกายหย่งเล่อ ถึงเสด็จแม่วางพระทัยได้ ลูกกลับวางใจไม่ลงพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้พูดอย่างแฝงความนัย

ไทเฮาใจหายวาบ นึกถึงเรื่องที่บุตรชายทั้งสองมีชีวิตเดียวกันขึ้นมา ในที่สุดก็ถอนหายใจยาวโดยไม่พูดอะไรอีก

ฮ่องเต้ไม่ได้หวังว่าไทเฮาจะยืนอยู่ฝั่งเขาเต็มที่แล้วไปเล่นงานฉินโยวโยว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวดูอยู่เหนือความคาดหมายของเขาอยู่บ้าง ยามนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเหยียนตี้จะอดทนอดกลั้นต่อการท้าทายของเขาเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ ถึงจำเป็นต้องดึงไทเฮามาอยู่ฝั่งตนเองก่อน เกิดภายหน้าเหยียนตี้โกรธจนไม่มองหน้ากันขึ้นมาจริงๆ อย่างไรก็คงไม่อาจตำหนิถึงไทเฮาได้

เขากับน้องชายมีชีวิตเดียวกัน หลายปีมานี้จึงเคยชินจนถึงขั้นมั่นใจไปแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอะไร น้องชายล้วนไม่มีทางถือสาหาความกับเขาจริงๆ แต่ครั้งนี้เขากลับไม่แน่ใจเหมือนก่อนหน้าแล้ว

เพียงแต่ต่อให้น้องชายผิดใจกับเขาแล้วอย่างไร อย่างมากอีกฝ่ายก็แค่โยนทุกอย่างทิ้งแล้วสะบัดแขนเสื้อจากไป เขาไม่เชื่อหรอกว่าไม่มีเซิ่งผิงชินอ๋องแล้ว เขาจะเป็นฮ่องเต้ต่อไปไม่ได้

หากเป็นต่อไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เลวเช่นกัน ถึงอย่างไรเขาก็เบื่อเต็มทนแล้ว ฮ่องเต้ยิ้มเยาะตนเอง

เพียงไม่นาน ‘ผล’ จากการเล่นงานฉินโยวโยวของฮ่องเต้ก็ปรากฏให้เห็น เหยียนตี้ไม่นำหน้าคัดค้านการตัดสินใจออกรบเองของเขาอีก ทั้งยังใช้ข้ออ้างเรื่องเพิ่งแต่งงานปิดประตูไม่รับแขก แสดงชัดว่าไม่คิดจะสอดมือยุ่งเรื่องการทหารต่อ เพียงปล่อยให้ฮ่องเต้เป็นผู้จัดการไปเอง

นี่คือน้องชายเป็นฝ่ายยอมถอยหนึ่งก้าว หวังให้เขาอย่าหมายหัวคนในดวงใจน้องชายอีก

ไม่อาจไม่กล่าวว่าน้องชายเข้าใจเขามากจริงๆ ที่เขารีบเล่นงานฉินโยวโยวเร็วเพียงนี้ หนึ่งในสาเหตุก็คืออยากรั้งน้องชายไว้ที่เมืองหลวง ทำให้น้องชายไม่อาจออกรบได้อย่างวางใจ

บัดนี้บรรลุจุดประสงค์แล้ว ทว่าฮ่องเต้กลับรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เบิกบานดีใจเหมือนที่คิดไว้…

เหยียนตี้ทำให้ฮ่องเต้สงบได้ชั่วคราวแล้วก็เริ่มพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะคว้าหัวใจภรรยาตัวน้อยกลับมาเช่นไรดี ผ่านมาหลายวัน โทสะนางน่าจะหายไปเกือบหมดแล้ว เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่ทันไรกลับต้องแยกกันอยู่เช่นนี้ ความอดทนของเขาก็มาถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไป ‘คุย’ กับฉินโยวโยว

เขาหาตัวภรรยาเจอที่ในคลังสมบัติใต้สวน นางนั่งใจลอยอยู่ข้างสัตว์วิเศษทั้งสองตัวที่หลับไม่ได้สติ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร

เหยียนตี้เดินไปยกมือลูบเรือนผมยาวของนางเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น “โยวโยว ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า เจ้าอยากคุยที่นี่หรือกลับไปคุยที่เรือนศิลา”

ฉินโยวโยวเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ยว่า “ขึ้นไปคุยในสวนข้างบนแล้วกัน มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะรบกวนพวกมัน” นางพูดพลางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หลบเลี่ยงฝ่ามือใหญ่ของเหยียนตี้ที่ยื่นมาจะจูงมือนาง ก่อนเดินออกจากห้องลับ ขึ้นบันไดกลับไปถึงในสวนเอง

มือข้างที่ยื่นออกไปของเหยียนตี้ค่อยๆ เก็บกลับมากำเป็นหมัด เขาหันหลังกลับสาวเท้ายาวเดินตามไป

ฉินโยวโยวนั่งในศาลาข้างภูเขาจำลองรอเขา เหยียนตี้เดินมาถึงก็พูดเข้าประเด็นทันที “ข้าต้องทำเช่นไรเจ้าถึงจะยอมลืมเรื่องก่อนหน้านี้”

“ข้าลืมไม่ลง เดิมที…ข้านึกว่าท่านจะอยากให้ข้ายกโทษให้ท่านเสียอีก” น้ำเสียงของฉินโยวโยวมีแววผิดหวังอยู่จางๆ ยามที่พูดประโยคนี้ นางถึงค้นพบว่าการตัดสินใจจะไปจากเหยียนตี้ของตนเองนั้นไม่แน่วแน่สักเท่าไร นางยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเขาจะกลับตัว จะขอให้นางอภัยให้เขา

ผลคือคนเขาเพียงแค่อยากให้นางลืม ไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าตนเองได้ทำผิดไป หรือควรพูดว่าเขาไม่รู้เลยสักนิดว่านางกำลังเสียใจและผิดหวังเรื่องอะไร

ฉินโยวโยวเคยนึกว่าเหยียนตี้เข้าใจนางทุกอย่าง จนกระทั่งบัดนี้นางถึงเห็นอย่างกระจ่างแจ้งว่าอันที่จริงเขามิได้เข้าใจนางอย่างแท้จริง

เหยียนตี้เงียบไปชั่วครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจไม่คิดเล็กคิดน้อยกับคำไม่กี่คำที่ไม่มีความหมายอะไรนี้ เทียบกับชีวิตหวานล้ำที่จะได้ใกล้ชิดกับภรรยาตัวน้อยแล้ว ยอมนางเรื่องคำพูดสักหน่อยก็ไม่เป็นไร

“ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้เจ้ายกโทษให้ข้า” เขาเปลี่ยนวิธีพูดตามคำเตือน

“ท่านรู้สึกว่าท่านต้องการการให้อภัยหรือไม่” ฉินโยวโยวย้อนถาม สีหน้าจริงจังอย่างเห็นได้น้อยครั้ง นางอยากให้โอกาสทุกคนอีกครั้ง หากเหยียนตี้ยังทำให้นางผิดหวังเหมือนเดิม นางก็จะได้ถอดใจ

เหยียนตี้เองก็พบว่าเขาไม่เข้าใจความคิดของนางแล้ว จึงมองนางอย่างข้องใจอยู่บ้าง หวังว่านางจะพูดออกมาให้ชัดกว่านี้

“หากทุกอย่างได้ย้อนกลับไปใหม่ ท่านจะยังหลอกข้าอีกหรือไม่” ฉินโยวโยวถามด้วยรอยยิ้มฝืดฝืน “คงยังทำเช่นเดิมกระมัง แม้แต่หลังจากนี้ ขอเพียงท่านรู้สึกว่าจำเป็นก็จะยังหลอกข้าครั้งแล้วครั้งเล่า…ท่านไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิดอะไร แล้วไฉนต้องพูดเรื่องยกโทษไม่ยกโทษด้วย…ท่านเห็นข้าเป็นคนโง่ที่หลอกง่ายคนหนึ่ง ทำได้เพียงปล่อยให้ท่านจูงจมูกเดิน ต่อให้โกรธหรือเสียใจเพียงใด แค่ง้อสักหน่อยก็เป็นอันใช้ได้แล้ว…ถูกต้องหรือไม่”

เหยียนตี้ถูกคำถามติดกันเป็นชุดของฉินโยวโยวทำเอาเป็นใบ้พูดไม่ออก ผ่านไปชั่วครู่เขาถึงกล่าวเสียงเข้ม “โยวโยว สามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความลำบากของข้า”

“สามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน? ดังนั้นของของข้าจึงเป็นของของท่าน แต่ของของท่านยังคงเป็นของของท่านเช่นเดิม ดังนั้นข้าต้องเข้าใจความลำบากของท่าน แล้วท่านมองข้ามความคิดของข้าได้หรือ ท่านเห็นพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ เพียงแต่ท่านคือผู้นำโดยแท้จริง ส่วนข้าเป็นแค่หนึ่งในสิ่งของที่อยู่ใต้อาณัติท่านเท่านั้น” ฉินโยวโยวพลันเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำบาดลึก เพียงไม่กี่คำก็ทำให้เหยียนตี้ไร้คำจะโต้ตอบได้อีกครั้ง

ฉินโยวโยวรู้สึกว่าตนเองช่างโง่เขลาสิ้นดี ป่านนี้เพิ่งจะมองเห็นเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน เพิ่งจะยอมเผชิญหน้ากับความจริงนี้

เหยียนตี้ดีต่อนางอย่างที่สุดจริงๆ แต่ก็อยู่บนเงื่อนไขว่านางจำเป็นต้องเชื่อฟังเขา

หากนางมีความคิดแตกต่างไป เขาก็ไม่ถือสาที่จะใช้อุบายใดๆ มาทำให้นางยอมเปลี่ยนความคิดนั้น เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ถูกอำพรางด้วยความอ่อนโยนรักใคร่ตามใจของเขา ทำให้นางเกิดภาพลวงตาว่าดีงาม ทำให้นางคิดว่าเขาโอนอ่อนผ่อนตามและเคารพให้ท้ายนางจริงๆ

ข้ามันโง่เขลาโดยแท้!

เหยียนตี้มองฉินโยวโยวเงียบๆ…ออกเรือนติดตามสามี เรื่องนี้มีอะไรไม่ถูกอย่างนั้นหรือ

พอถามตนเองก็ได้คำตอบว่าเขาดีต่อฉินโยวโยวอย่างยิ่งแล้ว ก่อนหน้านี้เขาร่วมมือกับพี่ชายหลอกลวงนาง ทำให้นางเสียใจวิตกกังวล หลังเกิดเรื่องเขาก็นึกเสียใจมากจริงๆ แต่เรื่องที่เขานึกเสียใจคือเรื่องทำให้นางทุกข์ทรมานใจ หาใช่เรื่องที่หลอกลวงนางไม่

หากมีวิธีที่ดีกว่านี้ที่จะทำให้นางไม่ต้องได้รับความตื่นตระหนก ไม่ต้องเสียใจจนซูบซีดเพียงนั้น เขาก็จะไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด

เขาอยากให้ภรรยาตัวน้อยใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเขา อยู่กับเขาไปจนแก่เฒ่า นี่มิใช่เรื่องที่ดียิ่งหรือไร

ขอเพียงเขากำจัดคู่ต่อสู้อย่างสำนักเฟิ่งเสิน แคว้นตัวลี่ และเจียงหรูเลี่ยนแล้ว พวกเขาสองคนก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเป็นอิสระ เขาไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีใครเป็นภัยต่อนางอีก ทั้งนางเองก็สามารถทำเรื่องที่นางชอบได้อย่างอิสระเช่นกัน นี่มิใช่เรื่องที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายหรือไร

ฉินโยวโยวก้มหน้ามองนิ้วมือตนเอง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ตอนยังเล็กอาจารย์เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ข้าฟัง…”

เอาอีกแล้ว! อาจารย์นางอีกแล้ว! เรื่องที่ตัวบัดซบนั่นเล่ามาล้วนมิใช่เรื่องดี!

เหยียนตี้อยากจะห้ามไม่ให้ฉินโยวโยวพูดต่อ แต่ครั้นคิดดูอีกทีก็อดใจไว้ไม่พูดอะไร

“อาจารย์เล่าว่า…กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กเลี้ยงแกะอยู่คนหนึ่ง ทุกวันเขาจะต้อนแกะไปเลี้ยงที่ทุ่งหญ้า ชีวิตผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่ายยิ่ง ด้วยเหตุนี้วันหนึ่งเขาจึงได้ความคิดว่าจะล้อทุกคนเล่นเอาสนุก เขาต้อนฝูงแกะมาถึงบนเนินเขาแล้วก็ร้องตะโกนขึ้นว่า ‘หมาป่ามา!’ คนเลี้ยงสัตว์คนอื่นถูกเขาทำเอาตกใจ ที่ต้อนฝูงแกะกลับบ้านก็ต้อนกลับบ้าน ที่ไปหยิบอาวุธก็ไปหยิบอาวุธ โกลาหลวุ่นวายไปหมด…

ทุกคนวิ่งมาถึงบนเนินเขากลับพบว่าไม่มีหมาป่าสักตัว เด็กน้อยเห็นว่าตนเองล้อเล่นแกล้งคนได้จำนวนมากถึงเพียงนี้ก็รู้สึกสนุกยิ่ง คนเลี้ยงสัตว์เป็นคนเรียบง่ายจึงไม่ได้ถือสาหาความกับการเล่นสนุกของเขา ด้วยเหตุนี้เวลาเขาเบื่อก็จะตะโกนร้องว่า ‘หมาป่ามา!’ อยู่บนเนินเขา แรกๆ ก็ยังมีคนเป็นกังวล ต่อมาพอทุกคนชินแล้วก็ไม่สนใจเขาอีก

จนกระทั่งวันหนึ่งหมาป่ามาจริงๆ เด็กน้อยกรีดร้องลั่นไล่ฝูงแกะให้หนีเอาชีวิตรอด ทว่าคนเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ไกลออกมากลับคิดว่าเขาล้อเล่นอีกแล้ว จึงไม่ได้สนใจเขา ผลคือกว่าทุกคนจะพบเห็นความผิดปกติ ทุกอย่างก็สายไปแล้ว เด็กน้อยกับฝูงแกะของเขาล้วนถูกหมาป่าจับกินไปสิ้น…” ฉินโยวโยวเล่านิทานเรื่องนี้จบอย่างคร่าวๆ ก็ช้อนตามองไปยังเหยียนตี้

“เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่” เหยียนตี้เหมือนจะพอเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิง

ล้วนกล่าวกันว่าความคิดสตรียากเข้าใจ วันนี้ข้าได้ประจักษ์จริงๆ แล้ว! ปกติล้วนรู้สึกว่าโยวโยวของข้าเป็นเช่นกระดาษขาว แค่มองนิดเดียวก็เข้าใจ แต่วันนี้กลับพบว่านางคล้ายกับเป็นปริศนา…คาดเดาได้ยากยิ่ง

ฉินโยวโยวโค้งมุมปากเผยรอยยิ้มที่เรียกไม่ได้ว่ายิ้มออกมา “ท่านก็คือเด็กเลี้ยงแกะคนนั้น หลอกข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ความเชื่อใจที่ข้ามีเลือนหายไปสิ้น ถึงตอนนี้ข้าไม่รู้แล้วว่าเมื่อใดสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง เมื่อใดเป็นเรื่องโกหก อยู่ข้างกายท่านข้ารู้สึกทรมานยิ่ง ข้าอดสงสัยเบื้องหลังการกระทำทุกอย่างของท่านไม่ได้ว่าซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่ ข้างหน้าใช่มีหลุมพรางอะไรรอข้าอยู่อีกหรือไม่ ท่านยังคิดจะได้อะไรจากข้าอีกกันแน่ หลังจากข้าถูกท่านหลอกใช้จนหมดประโยชน์แล้ว ท่านใช่จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง โยนข้าทิ้งเหมือนรองเท้าขาดๆ หรือไม่!”

ฉินโยวโยวมองหน้าเขาแล้วกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ชีวิตเช่นนี้ ข้าไม่มีปัญญามาบอกให้ตนเองทนอยู่ต่อไปได้ แม้ท่านจะชอบหลอกข้า แต่ข้าไม่อยากหลอกท่าน…รอต้าจุ่ยกับเสี่ยวฮุยตื่นแล้ว ท่านก็เขียนหนังสือหย่า จากนั้นข้าจะจากไป”

อะไรเรียกว่าฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นี่อย่างไรเล่า!

เหยียนตี้คิดไม่ถึงว่าฉินโยวโยวจะตัดสินใจไปจากเขาง่ายดายปานนี้ นางเป็นภรรยาของเขามิใช่หรือ

“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน เจ้าเป็นภรรยาของข้า พวกเราเคยสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษว่าจะคอยประคับประคองกันตราบชีวิตจะหาไม่ เจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องเด็กเล่นหรือไร!” เหยียนตี้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเปลี่ยนกลับไปเป็นท่านอ๋องสีหน้าเย็นชาเฉกเช่นสมัยก่อนแทบจะในทันที โทสะที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงพอจะทำให้คนที่กล้าเนรคุณทั้งหมดตกใจจนไม่กล้าส่งเสียงออกมา

ทว่าฉินโยวโยวเป็นข้อยกเว้น

นางลุกขึ้นยืนก่อนกล่าวอย่างสงบ “ข้าเองก็เคยบอกแล้วว่าหากท่านวางอุบายหลอกลวงใช้ประโยชน์จากข้าอีก ข้าจะไม่ต้องการท่านแล้ว ท่านก็เห็นเป็นเรื่องล้อเล่นเช่นกันกระมัง”

เหยียนตี้ยื่นมือมากระชากร่างฉินโยวโยวเข้าสู่อ้อมแขนตนเอง บีบคางและบังคับให้นางสบตาเขาตรงๆ ก่อนพูดทีละคำ “ฉินโยวโยว เจ้าเห็นข้าเป็นคนใจดีมีเมตตาไปจริงๆ แล้ว?”

เขาย่อมมิใช่คนใจดีมีเมตตาอะไร ถึงอย่างนั้นฉินโยวโยวเองก็ไม่ได้กลัวหรือนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนพูดไปนัก บางคำพูดนางเก็บไว้ในใจก็ได้แต่ทนทรมาน มิสู้พูดออกมาตรงๆ ให้จบไปเลยเสียดีกว่า

ในเมื่อเหยียนตี้ปิดบังเรื่องชาติกำเนิดของบิดานาง ทั้งยังจงใจผูกมิตรกับสกุลจินเป็นพิเศษ คิดว่าคงต้องมีบางเรื่องที่เขาวางแผนจะใช้ประโยชน์จากนางอีก ก่อนเขาจะบรรลุเป้าหมายย่อมไม่มีทางทำอะไรนางแน่นอน

วิชาชิงดวงจิตชักจูงวิญญาณทำให้นางกลายเป็นหุ่นเชิดมีชีวิตที่เชื่อฟังว่าง่ายได้จริงๆ หากแต่วิธีการนี้จะทำให้สติปัญญาเสียหาย วิชากลไกของนางก็จะพลอยถดถอยอย่างหนักเพราะเหตุนี้ด้วย ถ้าเหยียนตี้รู้สึกว่านางยังมีค่าให้ใช้ประโยชน์ เขาก็น่าจะตัดใจทำเช่นนี้กับนางไม่ลง

คิดๆ แล้วก็น่าเศร้าโดยแท้ เมื่อก่อนนางไร้เดียงสาเอาแต่เชื่อมั่นอย่างไม่มีเหตุผลว่าเขาจะไม่ทำร้ายนางจริงๆ บัดนี้แม้แต่ความมั่นใจนี้ก็ไม่มีอีกแล้ว

เหยียนตี้กอดฉินโยวโยวไว้แน่น เรือนร่างอรชรอ่อนนุ่มในอ้อมแขนไม่มีอะไรแตกต่างจากเมื่อก่อน ถึงขั้นว่ากลิ่นหอมหวานอันน่าหลงใหลนั้นก็ยังไม่เปลี่ยน แต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างที่สำคัญได้ต่างไปจากเดิมแล้ว

ร่างกายของทั้งสองแนบสนิทไร้ช่องว่าง ทว่าหัวใจสองดวงที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบนี้กลับคล้ายมีพันขุนเขาหมื่นสายน้ำขวางกั้นอยู่ กลับมาประสานกันไม่ได้อีก

 

ติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: