สองพี่น้องกินข้าวต่อภายใต้บรรยากาศอบอุ่น เมื่อกินหมดแล้ว อวี้เหลียงก็อาสาจะเป็นคนล้างถ้วยชามและต้มน้ำร้อนให้ อวี้หมี่จึงได้ลิ้มรสชีวิตคุณหนูที่มีคนปรนนิบัติเป็นครั้งแรกในชีวิต
“พี่ใหญ่ ค่อยๆ นั่งแช่ไปนะ หากน้ำร้อนไม่พอก็ตะโกนบอกข้า ข้าพร้อมไปต้มเพิ่มให้ทุกเมื่อ” เด็กชายหน้าตาหมดจดกลายร่างเป็นบ่าวที่แสนขยันขันแข็งตะโกนบอกนางอยู่นอกห้อง
“เข้าใจแล้ว” เด็กสาวนั่งแช่น้ำอย่างผ่อนคลาย ให้ไอน้ำช่วยชำระความเหนื่อยล้าในหนึ่งวันที่ผ่านมาออกไป
ดีที่นางหัวไว มือหนึ่งถือแส้เฆี่ยน อีกมือถือหัวผักกาด พร้อมจู่โจมด้วยดวงตาอ่อนโยนที่มีน้ำตาคลอเบ้า ความฮึกเหิมแบบคนหนุ่มของเสี่ยวเหลียงจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าวันไหนน้องชายผู้โง่เง่าของนางจะเกิดเลือดร้อนขึ้นมา แล้วลอบหนีกลับเมืองหลวงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลอะไรนั่น ทีนี้ได้จบเห่กันอย่างแท้จริงแน่
ยิ่งคิดถึงน้องชายที่ทั้งรู้สึกผิดทั้งละอายแก่ใจ ก้มหน้ายอมรับผิดโดยดุษณีซ้ำยังกระวีกระวาดทำงานไถ่โทษ นางยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นอัจฉริยะผู้ฉลาดเฉลียวมากไหวพริบโดยแท้
“ข้าช่างเป็นดอกไม้งามที่เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญาแห่งร้านริมทางชายแดนตะวันออกจริงๆ ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะด้วยความผยองทำเอานกกาที่เกาะตามต้นไม้บินฮืออย่างแตกตื่น
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่กระหยิ่มยิ้มย่องกับความฉลาดช่างวางแผนของตนเองจนขนาดหลับฝันยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ทั้งคืน อวี้หมี่ก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ตอนกำลังนึ่งหมั่นโถว…
วันนี้นี่นา!
วันนี้แหละที่เยียนชิงหลางคนน่ารังเกียจจะมากินปลาที่นางลำบากลำบนหมักไว้ดิบดีให้เกลี้ยง!
ยิ่งคิดเด็กสาวก็ยิ่งหน้าบึ้ง และยิ่งรู้สึกขัดใจขึ้นเรื่อยๆ นางสู้อุตส่าห์คิดหาวิธีแทบตายกว่าจะได้ปลามา เรื่องอะไรจะปล่อยให้แม่ทัพใหญ่ผู้อยู่ดีกินดีไม่เคยขาดแคลนอาหารอย่างเขาเอาไปกินง่ายๆ หากจำไม่ผิด รถเสบียงคันนั้นมีปลาเป็นๆ ที่ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนเยียนกั๋วกง* ในเมืองหลวงส่งมาให้หลานชายกินตั้งร้อยกว่าตัวเชียวนะ
พฤติกรรมปล้นชิงของเขาต่างอะไรกับแย่งอาหารจากปากขอทาน จะไม่ให้คนอื่นมีชีวิตอยู่เลยหรือ
“ไม่ได้!” นางยกลังถึงที่เต็มไปด้วยหมั่นโถวร้อนๆ มาวางกระแทกบนเตาไฟด้วยมือเปล่า โทสะในอกเดือดพล่านยิ่งกว่าน้ำร้อนในหม้อ “ข้าต้องต่อต้าน จะยอมสยบต่ออำนาจชั่วของเขาทุกครั้งไม่ได้”
“พี่ใหญ่ มาแล้วๆ ท่านแม่ทัพใหญ่มาแล้ว!” อวี้เหลียงวิ่งกระหืดกระหอบมาเกาะขอบประตูห้องครัวร้องบอก ใบหน้าแดงเรื่อด้วยความตื่นเต้น
“มาก็มาสิ ใครกลัวกันเล่า” นางเท้าสะเอวตะโกนกลับไป
“หา?” น้องชายงุนงง
“เจ้าน่ะ รีบไปเลยนะ ไปบอกเขาว่าศาลเจ้าเล็กๆ ของเรารับพระพุทธรูปองค์ใหญ่อย่างเขาไม่ได้ อาหารร้านเรามีแต่พื้นๆ บ้านๆ ไม่กล้าเอาไปรับรองท่านแม่ทัพใหญ่ผู้เคยกินของวิเศษเลิศรสมานักต่อนักหรอก…” คำพูดด้วยแรงอารมณ์ของเด็กสาวสะดุดลงทันที ขณะเบิกตามองร่างสูงตระหง่านที่ปรากฏกายขึ้นกะทันหัน
“มีเรื่องจะพูดกับข้าอย่างนั้นหรือ” เยียนชิงหลางก้มหน้าจ้องนางเขม็ง คิ้วดกหนาเลิกขึ้นนิดๆ นัยน์ตาเข้มหรี่ลง
อย่าได้คิดจะมายุ่งกับปลาเค็มของข้าเป็นอันขาดเชียว!
คำพูดแล่นมาถึงริมฝีปากแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงได้ถูกสายตาคมกริบของเขา ‘ข่มขวัญ’ กลับไป นางกลืนน้ำลายลงคอแล้วถามเสียงอ่อย “กินอย่างอื่นแทนได้หรือไม่”
ประกายแสงในดวงตาแม่ทัพหนุ่มอ่อนลง หัวไหล่กระเพื่อมเบาๆ ทีหนึ่ง แต่พอนางเบิกตามองให้ชัดๆ ก็พบว่าเขายังมีท่าทางสุขุมเคร่งเครียดเหมือนเดิม ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ได้ยินว่าเจ้าตุ๋นปลาเค็มใส่หมูสามชั้นกับเต้าหู้ได้อร่อย” เขาบอกเรียบๆ
“ร้านกระจอกของเราไม่เคยขายอาหารจานนี้มาก่อน ใครที่ไหนมัน…” หัวใจของอวี้หมี่กระตุกวาบ เพิ่งจะเอ่ยถามเสียงแข็งอย่างเอาเรื่อง ก็มีอันต้องใบ้กินไปเสียก่อนเมื่อเห็นแผ่นหลังคู้ต่ำที่กำลังดอดหนีของคนร้อนตัวบางคน
พยายามป้องกันทุกทาง แต่คนร้ายในบ้านนี่กันลำบากโดยแท้ ฮือ…
“ข้าจะรออาหารจานเด็ดของบ้านเจ้า” แม่ทัพหนุ่มหมุนตัวเดินออกไปเมื่อพูดจบ
ในครัวเลยเหลือแต่อวี้หมี่ที่อยากหามีดอีโต้มาสับคนให้หายแค้น
ทว่าหลังจากนั้นนางก็ยอมเอาปลาเค็มหอมกรุ่นออกมาหั่นแต่โดยดี โดยหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ตุ๋นกับหมูสามชั้นและเต้าหู้จนหอมฉุย แล้วยกออกไปอย่างจำยอม