X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม

ทดลองอ่าน หวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม บทที่ 413-บทที่ 414

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 413

“กวนจวินโหวจัดการอันธพาลพวกนั้นได้แล้วหรือ” นายหญิงเซี่ยซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงได้ยินรายงานจากสาวใช้แล้วกระฉับกระเฉงขึ้นบ้างทันใด นางเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

เซี่ยเซิงเซียวกุมมือมารดา “ท่านแม่ ท่านสบายใจได้ เรื่องราวคลี่คลายแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ ท่านเจียงอู่ของกององครักษ์จินหลินออกปากเองว่าวันหน้าผู้ใดมาหาเรื่องครอบครัวเราก็เท่ากับเป็นปฏิปักษ์กับเขา”

นายหญิงเซี่ยลุกขึ้นนั่งประนมมือพลางพูดมุบมิบ “ขอบคุณฟ้าดิน เป็นโชคดีจริงๆ ที่ได้เทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสารทิศคุ้มครอง”

เซี่ยเซิงเซียวเลิกคิ้วสูง “เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสารทิศด้วยเจ้าคะ”

นายหญิงเซี่ยมองค้อนบุตรสาววงหนึ่ง “เจ้าลูกตัวดี ถึงตอนนี้ยังจะยั่วโมโหข้าอีก โตป่านนี้แล้วไม่ยอมมีเหย้ามีเรือน จะก่อปัญหาขึ้นอีกเมื่อไรก็สุดรู้ เจ้าต้องให้ข้าโมโหตายสักวันถึงจะพอใจหรือ”

เซี่ยเซิงเซียวมองสำรวจมารดา “ท่านแม่ ท่านหายป่วยแล้วหรือเจ้าคะ”

นายหญิงเซี่ยปรายตามองนาง “เจ้าก่อเรื่องให้มันน้อยๆ หน่อย ข้าจะกลุ้มใจจนไม่สบายได้อย่างไรเล่า”

เซี่ยเซิงเซียวพยักหน้า “ดูท่าทางท่านหายดีแล้วจริงๆ อย่างนั้นข้าก็วางใจเสียที”

“หือ?” นายหญิงเซี่ยมองบุตรสาวปราดหนึ่ง

เซี่ยเซิงเซียวแย้มยิ้ม “ช่วงที่ผ่านมาท่านแม่ล้มป่วย ข้ารู้สึกละอายใจมากเจ้าค่ะ”

“รู้จักละอายใจก็ดี เอาล่ะ ข้าสบายตัวขึ้นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนอีก กลับห้องไปปักผ้าเถอะ หากเจ้าปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จสักผืนได้ ข้าก็อายุยืนร้อยปีแล้ว”

เซี่ยเซิงเซียวกลอกตาขึ้นแล้วสาวเท้าออกไป

“เจ้าลูกผู้นี้!” นายหญิงเซี่ยคับอกคับใจระลอกหนึ่ง

ทางนายท่านเซี่ยรั้งตัวเซ่าหมิงยวนให้อยู่กินอาหารร่วมกันอย่างอบอุ่นเปี่ยมด้วยไมตรี ไหนเลยจะรู้ว่ากินไปได้ครึ่งๆ กลางๆ สาวใช้สวมเสื้อกั๊กสีเขียวไข่กาก็วิ่งเข้ามาอีก นางทำหน้าเสียพลางกล่าวว่า “นายท่าน แย่แล้วเจ้าค่ะ นายหญิงเป็นลมไปแล้ว!”

นายท่านเซี่ยลุกพรวดขึ้นยืน จากนั้นคล้ายคิดอะไรได้ก็นั่งลงตามเดิมช้าๆ วางหน้าขรึมเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูของพวกเจ้าซุกซนอีกแล้วใช่หรือไม่”

สาวใช้กระทืบเท้าอย่างร้อนรน “ไม่ใช่เจ้าค่ะ นายท่าน คุณหนูหนีออกจากเรือนไปแล้ว ทิ้งสารไว้ให้นายหญิงฉบับหนึ่ง นายหญิงอ่านแล้วถึงได้ร้อนใจจนเป็นลมไป”

พอได้ยินว่าบุตรสาวหนีออกจากเรือน สีหน้าของนายท่านเซี่ยบูดบึ้งไปหมด เขาพูดเสียงรัวเร็ว “สารอยู่ที่ใด”

สาวใช้รีบยื่นสารให้เขา “นายท่าน สารเจ้าค่ะ”

นายท่านเซี่ยรับมากวาดสายตาอ่านอย่างว่องไวจบ มือของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธา ก่อนจะกล่าวสบถซ้ำๆ “เจ้าลูกเวรลูกกรรมผู้นี้ อยากจะให้มารดาของนางตายหรืออย่างไร!”

เฉียวเจาลอบเตะเซ่าหมิงยวนทีหนึ่ง

เขากระแอมกระไอเบาๆ ก่อนกล่าวขึ้น “ท่านลุง บุตรสาวของท่านไปที่ใดหรือขอรับ”

นายท่านเซี่ยเป็นทหารตั้งแต่วัยหนุ่มจนบัดนี้ยังคงเป็นคนไม่ถือธรรมเนียมจุกจิกหยุมหยิมตามประสาผู้เป็นนักรบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งขณะนี้เขากำลังโมโหบุตรสาวจนหน้ามืดจึงยื่นสารให้ชายหนุ่มอ่านทันที

เซ่าหมิงยวนเพียงเห็นในนั้นเขียนไว้ว่า

 

‘อันว่าไยบุรุษมิจับดาบต่อสู้ ตีด่านยึดเมืองคืนกู้ศักดิ์ศรี สตรีนี้มิด้อยกว่าชายชาตรี หากวอโค่วมิป่นปี้ไม่เลิกรา!’

 

นายท่านเซี่ยตบเข่าดังฉาด “นางถึงกับไปสังหารชาววอโค่วจริงๆ หรือนี่! ช่าง…” เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยถึงกล่าวต่อ “ช่างน่าเสียดายนักที่มิใช่บุตรชาย”

เซ่าหมิงยวนอยากหัวร่ออย่างปราศจากเหตุผล

ผู้ใดจะรู้ว่าเพิ่งสิ้นเสียงนายท่านเซี่ย ม่านประตูก็ถูกเลิกขึ้น สตรีออกเรือนแล้วนางหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งพายุหมุน

นายท่านเซี่ยเห็นแล้วหน้าถอดสีไปถนัดตา เขากล่าวเสียงสั่น “ฮูหยิน…”

นายหญิงเซี่ยบิดหูเขาพร้อมกับร้องตวาด “น่าเสียดายที่มิใช่บุตรชายรึ! หากเป็นบุตรชายท่านคงส่งเขาไปตั้งนานแล้วใช่หรือไม่ นางเป็นสตรีผู้หนึ่งแท้ๆ ทว่าวันๆ คิดแต่จะสังหารชาววอโค่ว ก็เพราะเสาหลักอย่างท่านไม่ตรงเสารองถึงได้เอียง มิหนำซ้ำยังแสร้งทำเลอะเลือนต่อหน้าข้าอีก!”

“ฮูหยิน มีคนอื่นอยู่ด้วยนะ” นายท่านเซี่ยหน้าแดงก่ำเป็นสีตับหมูแล้ว

“ไม่ว่าใครอยู่ก็ช่าง ท่านปล่อยให้บุตรสาวข้าหายตัวไปไม่ได้ เจ้าลูกเวรลูกกรรมผู้นั้น เพิ่งสะสางปัญหาไปได้อย่างหนึ่งก็ก่อเรื่องใหม่อีก คงไม่อยากเห็นข้าอยู่ดีมีสุข!”

นายท่านเซี่ยอดแก้ต่างแทนบุตรสาวไม่ได้ “ไม่ใช่นะ ฮูหยิน เซิงเซียวต้องเห็นว่าปัญหาคลี่คลายลงแล้วถึงได้จากไปเป็นแน่ ก่อนหน้านี้นางเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงเจ้าไม่ห่างสักชั่วเค่อหนึ่งเลยมิใช่หรือ นางเห็นว่าในเรือนหมดปัญหาแล้ว เจ้าก็หายป่วยแล้วถึงได้จากไป”

“ความหมายของท่านคือนางจากไปในเวลานี้มีเหตุผลมากหรือ” นายหญิงเซี่ยถลึงตาไต่ถาม

คำพูดของตาเฒ่าบัดซบมีความหมายเช่นที่นางเข้าใจนี้กระมัง

“ไม่มีเหตุผล ไม่มีเหตุผลเลย…”

“เช่นนั้นท่านรีบเรียกคนไปตามตัวบุตรสาวกลับมาโดยไวสิ!”

นายท่านเซี่ยสะบัดแผ่นสารที่เซี่ยเซิงเซียวทิ้งไว้ให้คลี่ออก “ฮูหยิน เจ้าดูสิ ในสารแผ่นนี้วาดภาพเรือเล็กๆ ลำหนึ่ง นี่บ่งบอกว่าเซิงเซียวนั่งเรือไป ตอนนี้เจ้าลูกผู้นั้นต้องลงเรือไปแล้วเป็นแน่ ไล่ตามไม่ทันแล้ว”

นายหญิงเซี่ยหน้าซีดเผือด นางมองไปทางเซ่าหมิงยวน

เขากล่าวปลอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านป้าไม่ต้องกังวลใจเกินไป บุตรสาวท่านมีวรยุทธ์ไม่เลว ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์สี่ห้าคนก็ประชิดตัวนางไม่ได้ขอรับ”

นายหญิงเซี่ยปิดหน้าร่ำไห้เสียงดัง “นางเป็นสตรีผู้หนึ่ง เหตุอันใดต้องมีชายฉกรรจ์สี่ห้าคนประชิดตัวด้วย”

ชายหนุ่มกระแอมกระไออย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะชำเลืองมองเฉียวเจาทางหางตาแวบหนึ่ง

ตกลงว่าจะขอตัวกลับหรือไม่ ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว

“เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนเร็วเข้า ท่านโหวหมายถึงว่าบุตรสาวเรามีวรยุทธ์สูง ไม่เกิดเรื่องกับนางหรอก”

นายหญิงเซี่ยไม่ยอมเอามือที่ปิดหน้าไว้ออก “ท่านโหวก็มีวรยุทธ์สูงเช่นกัน คุณหนูใหญ่สกุลเฉียวยังตกอยู่ในมือพวกต๋าจื่อเลยมิใช่หรือ”

เซ่าหมิงยวนพูดอะไรไม่ออกไปทันใด “…” พอที หากพูดยุแยงตะแคงรั่วต่อหน้าภรรยาที่ข้ายังตามง้องอนขอคืนดีไม่ได้เช่นนี้ ข้าจะบันดาลโทสะแล้วจริงๆ นะ!

“ฮูหยิน นี่เจ้าพูดอะไรของเจ้า” นายท่านเซี่ยกระดากกระเดื่องอย่างมาก

ในครั้งนั้นภรรยาของเขาผู้นี้ยอมออกเรือนกับเขาโดยไม่รังเกียจว่าแขนพิการข้างหนึ่ง นางเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาและใจกว้าง อะไรๆ ก็ดีไปหมด เสียอย่างเดียวพอโกรธขึ้นมากล้าพูดได้ทุกอย่าง

“เหตุใดรึ จะติงว่าข้าพูดจาไม่เป็นหรือ ท่านรีบตามหาบุตรสาวข้ากลับมาโดยไว หลังจากนั้นอยากหย่ากับข้าก็ย่อมได้!”

นายหญิงเซี่ยออกแรงผลักนายท่านเซี่ยออก

เขาหน้าแดงจรดใบหูยามเอ่ยกับเซ่าหมิงยวน “ท่านโหว คือว่าท่าน…”

เซ่าหมิงยวนหยักยิ้มด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ท่านลุง ในเมื่อท่านมีเรื่องต้องสะสาง ผู้เยาว์ก็ไม่รบกวนแล้ว…”

แม่นางเฉียวที่อยู่ด้านหลังเตะเขาเบาๆ ทีหนึ่ง

เซ่าหมิงยวนไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ

นายท่านเซี่ยออกมาส่งคนทั้งสองที่หน้าประตู เซ่าหมิงยวนมองท้องฟ้าสีครามประดับเมฆขาวพลางระบายลมหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง

ทั้งสองเดินกลับไปตามทางเดิม เฉียวเจากระซิบถาม “ไฉนท่านไม่บอกว่าจะช่วย”

แม่ทัพหนุ่มงงงันไป “สตรีหนีออกจากเรือน ข้าก็ต้องช่วยเหลือด้วยหรือ”

เฉียวเจานิ่งขึงไปแล้วมุ่นคิ้วพลางกล่าว “แต่นางจะไปทางทิศใต้เพื่อสังหารชาววอโค่ว สถานการณ์ทางนั้นวุ่นวายปานนั้น…”

“ไม่ต้องห่วง ตอนอยู่ที่สวนดอกไม้ข้าได้ประลองฝีมือกับคุณหนูเซี่ยแล้ว นางรับมือชายฉกรรจ์หลายคนได้อย่างไม่เป็นปัญหา”

เฉียวเจายังคงกังวลใจอยู่บ้าง “ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอไป”

เซ่าหมิงยวนถอนใจยิ้มๆ “เมฆฝนบนฟ้ายังคาดหมายไม่ได้ นั่งอยู่ในเรือนดีๆ ก็อาจโดนแผ่นกระเบื้องตกใส่ศีรษะตายได้เหมือนกัน”

นัยน์ตาชายหนุ่มทอแววลึกล้ำ เขามองเด็กสาวตรงหน้า เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจาเจา เจ้าอยากตามคุณหนูเซี่ยกลับมาหรือ”

เฉียวเจาส่ายหน้าอย่างเหนือความคาดหมายของเขา “ไม่ ทีแรกข้าอยากให้ท่านส่งคนไปคุ้มครองนาง แต่ตอนนี้คิดๆ แล้วการเดินทางหนนี้ท่านพาเยี่ยลั่วตามมาคนเดียว ไม่มีกำลังคนเลย ท่านกล่าวไม่ผิด คนเราจะเป็นตายร้ายดีไม่อาจคาดเดา จะล้มเลิกสิ่งที่อยากทำเพราะเรื่องนี้ไม่ได้ การได้เป็นวีรสตรีไม่น้อยหน้าบุรุษคือความใฝ่ฝันของเซิงเซียวมาโดยตลอด”

หญิงสาวทอดสายตามองไปทางทิศใต้ นางไม่รู้ว่ายามนี้เซี่ยเซิงเซียวนั่งอยู่บนเรือที่มุ่งหน้าลงใต้แล้วหรือยัง แต่นางรู้ว่าในใจสหายรักขณะนี้จะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน

หากคนเรามีชีวิตอยู่เป็นเวลานานแต่ไร้ซึ่งความสุขจะมีความหมายใดเล่า มิสู้ทำตามใจปรารถนาจึงจะไม่เสียชาติเกิด

เซี่ยเซิงเซียว พวกเราสองคนอย่ายอมแพ้นะ แล้วพบกันที่แดนใต้

บทที่ 414

“กวนจวินโหวไปที่สกุลเซี่ยในตำบลไป๋อวิ๋น?” ได้ฟังรายงานจากสายสืบแล้ว นายอำเภอหวังส่งคนไปแจ้งข่าวเจ้าเมืองหลี่ทันที

เจ้าเมืองหลี่ได้ข่าวแล้วเรียกที่ปรึกษามาพูดคุยหารือ

“อาจารย์หานเห็นว่าความเคลื่อนไหวในวันนี้ของกวนจวินโหวมีนัยลึกซึ้งอันใดหรือไม่”

ที่ปรึกษาซึ่งถูกเรียกขานว่า ‘อาจารย์หาน’ เป็นผู้เฒ่าร่างผอมเกร็งไว้เคราแพะผู้หนึ่ง เขาได้ยินคำกล่าวนี้ก็ลูบเคราพลางกล่าว “ก่อนหน้านี้พวกเราเคยสืบข่าวของสกุลเซี่ยในตำบลไป๋อวิ๋นมาแล้วว่าเป็นตระกูลสามัญธรรมดา สมัยเฉียวจัวยังมีชีวิตอยู่ก็ไปมาหาสู่กับสกุลเซี่ยอย่างใกล้ชิด ทั้งสองตระกูลจึงกลายเป็นสหายสนิทกัน กวนจวินโหวมาถึงจยาเฟิงจะไปเยี่ยมคารวะสกุลเซี่ยก็มิใช่เรื่องน่าแปลก”

“ไปเยี่ยมคารวะสกุลเซี่ยมิใช่เรื่องน่าแปลก ทว่ากวนจวินโหวไปที่นั่นแต่เช้าตรู่แบบลับๆ ล่อๆ ต่างหากที่พิลึกพิลั่นอยู่บ้าง ข้ารู้สึกไม่วายว่าไม่ชอบมาพากล”

“ใต้เท้าจะรู้สึกเฉกนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา คนผู้หนึ่งกระทำสิ่งใดผิดไปจากปกติล้วนมีเหตุผล ข้าเสนอแนะให้จับตาดูต่อไปก็ไม่เสียหาย ถึงอย่างไรแค่ไปเยี่ยมคารวะสกุลเซี่ยในตำบลไป๋อวิ๋น ยังยากมากที่จะหยั่งเดาความคิดอ่านของกวนจวินโหวได้”

สีหน้าของเจ้าเมืองหลี่ทอแววเครียดขรึม เขามองดอกเบญจมาศสีดำแดงที่วางประดับไว้ตรงระเบียงหน้าต่าง พลางกล่าวทอดถอนใจ “ข้ากลัวว่ากวนจวินโหวจะสร้างฉากบังหน้าเพื่อลอบตลบหลัง ไปเยี่ยมคารวะสหายเก่าแก่ของสกุลเฉียวเป็นคำอ้าง ความจริงแล้วจะสืบหาความจริงของเหตุไฟไหม้เรือนสกุลเฉียวต่างหาก”

เขากล่าวถึงตรงนี้แล้วเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ “สมุดบัญชีที่คุณชายใหญ่สกุลเฉียวนำขึ้นถวายฮ่องเต้เล่มนั้นก็ได้จากมือสหายเก่าแก่ของสกุลเฉียวผู้หนึ่งมิใช่หรือ ตอนนั้นชะล่าใจไปจริงๆ จึงปล่อยให้คุณชายเฉียวรอดชีวิตไปได้ เพราะเหตุนี้ทำให้ข้าโดนต่อว่าไม่น้อย”

“ดังนั้นหนนี้พวกเราต้องจับตาดูไว้ให้ดีๆ จึงจะถูก”

เจ้าเมืองหลี่พยักหน้า “ย่อมจะหละหลวมไม่ได้ ดีที่สกุลเซี่ยเป็นครอบครัวธรรมดา ก่อนและหลังเหตุไฟไหม้คุณชายเฉียวล้วนมิได้ไปเยี่ยมคารวะที่นั่น เห็นได้ว่าด้วยระดับชั้นของสกุลเซี่ย สกุลเฉียวไม่ได้ข้องแวะพัวพันกับพวกเขาลึกซึ้งไปกว่านี้ แต่พวกตระกูลอื่นๆ นั้นบอกได้ยากแล้ว”

“ใต้เท้า สกุลจูในเมืองจยาเฟิงต้องระวังเป็นพิเศษ ก่อนผู้ตรวจการเฉียวจะลาราชการไว้ทุกข์ให้บิดา คนแซ่จูผู้นั้นก็เป็นสหายขุนนางที่รั้งตำแหน่งอยู่ในสำนักตรวจการด้วยกัน”

รอยชิงชังจุดวาบขึ้นในดวงตาเจ้าเมืองหลี่ “เฉียวโม่ไปเยี่ยมคารวะสหายเก่าแก่หลายคนก่อนออกจากจยาเฟิงเป็นการลวงให้หลงกล ข้าคะเนว่าเขาได้สมุดบัญชีเล่มนั้นจากสกุลจูนี่เอง ดีที่คนแซ่จูตายเพราะม้าตื่นไปแล้ว ถึงพวกเขาไปหาก็เสียเที่ยวเปล่า”

“ใต้เท้าจะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด เรื่องนั้นร้ายแรงใหญ่หลวง จะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจการจูที่ตายไปมิได้เผื่อทางหนีทีไล่ไว้เล่า”

นัยน์ตาของเจ้าเมืองหลี่ปรากฏแววอำมหิต “น่าเสียดายที่เรือนสกุลเฉียวถูกไฟไหม้วอดวายแล้วกลายเป็นที่สนใจของผู้คนอย่างช่วยมิได้ จะตัดรากถอนโคนสกุลจูอีกก็ทำได้ไม่ถนัด ใครจะคิดว่าไล่ผู้แทนพระองค์จากเมืองหลวงกลับไปได้กวนจวินโหวก็มาอีก รู้แต่แรกไม่ควรคำนึงถึงอะไรมากมายเช่นนั้น ในเมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด…”

“ใต้เท้าอย่าเพิ่งผลีผลามจะดีกว่า บัดนี้กวนจวินโหวอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่ลับ ฝ่ายที่จับต้นชนปลายไม่ถูกคือกวนจวินโหวมิใช่พวกเรา หากท่านจัดการสกุลจูในเวลานี้กลับทำให้พบร่องรอย”

เจ้าเมืองหลี่พยักหน้า “อาจารย์หานกล่าวได้ถูกต้อง ส่งคนเฝ้าดูกวนจวินโหวไว้ทุกฝีก้าวก่อน เขาเยี่ยมคารวะสหายเก่าแก่ของสกุลเฉียวแต่เพียงอย่างเดียวก็แล้วกันไป แต่หากยังวางแผนอื่นไว้ พอเขาสืบพบอะไรค่อยลงมือทันที”

“กวนจวินโหวมิใช่จะรับมือได้ง่ายๆ” ที่ปรึกษาลูบเคราพร้อมกล่าว

เจ้าเมืองหลี่ยิ้มเยาะ “สองหมัดยากจะต่อกรกับสี่มือได้ กวนจวินโหวเดินทางลงใต้มาหนนี้ไม่กล้าพาคนติดตามมา ส่วนคนอื่นๆ เป็นเพียงหมอนปักลายเท่านั้น เขาจะเก่งกาจปานใด แต่ส่งคนไปรุมเยอะๆ ก็ต้องเล่นงานเขาถึงตายได้”

ที่ปรึกษากังวลใจอยู่บ้าง “อย่างนั้นจะเอิกเกริกเกินไป ข้าว่าทางที่ดีใต้เท้าบอกกล่าวทางนั้นให้รับรู้ไว้โดยไวจะดีกว่า ถึงต้องใช้คนก็อย่าใช้คนของพวกเราอย่างเปิดเผย”

“แน่นอน ตอนได้รับสารจากเมืองหลวงก็ส่งข่าวให้ทางนั้นแล้วมิใช่หรือ ดูทีว่าคนจากทางนั้นก็ใกล้มาถึงแล้ว” เจ้าเมืองหลี่นึกถึงเรื่องพวกนี้ก็ปวดเศียรเวียนเกล้า เขากล่าวด้วยสีหน้าขุ่นมัวต่อว่า “ถ้าไปถึงขั้นนั้นยังต้องหว่านล้อมองครักษ์จินหลินอีก วุ่นวายจริงๆ หวังว่ากวนจวินโหวจะรู้จักกาลเทศะสักนิด อย่าก่อเรื่องให้มากนัก”

ทางเมืองหลวงบอกแล้วว่าเมื่อสิ้นสุดวาระการพิจารณาความดีความชอบปีหน้า เขาจะได้ระดับชั้นเอกและโยกย้ายไปเป็นขุนนางในเมืองหลวง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้หากมิใช่โดนบีบให้จนตรอก ใครจะอยากเล่นกับไฟกันเล่า

เจ้าเมืองหลี่คิดคำนึงถึงตรงนี้ สายตาก็เหี้ยมเกรียมยิ่งขึ้น

พวกเฉียวเจาได้รับห่อกระดาษเคลือบมันจากสกุลเซี่ยแล้วก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปเยี่ยมคารวะสหายเก่าแก่ของตระกูลต่อ จึงกลับถึงหมู่บ้านไป๋อวิ๋นแต่หัววัน

หน้ากากหนังมนุษย์ติดบนใบหน้าได้ง่ายทว่าแกะออกยาก เฉียวเจายกมือดึงทีหนึ่ง แต่มันแนบติดผิวสร้างความเจ็บให้จนน้ำตาไหล

เซ่าหมิงยวนเห็นแล้วทั้งขบขันทั้งสงสาร “เจาเจา เจ้าใจร้อนอะไร”

“ก็อยากดูว่าของในห่อกระดาษเป็นอะไรโดยไวน่ะสิ หน้ากากหนังมนุษย์นี้แกะออกเลยไม่ได้หรือ”

“ต้องใช้น้ำร้อนอบผิว” เขาบอกพลางเดินไปยกน้ำร้อนอ่างหนึ่งมาจากห้องครัว แล้วพูดกำชับนางว่า “ใช้ไอร้อนอบหน้านานหนึ่งเค่อก่อน จากนั้นก็จะแกะออกมาได้แล้ว”

เฉียวเจาพยักหน้าแล้วก้มศีรษะลงไปใกล้ๆ อ่างน้ำ ครั้นนึกถึงว่าคนบางคนจับจ้องตาเป็นมันอยู่ด้านข้างก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างโดยพลัน นางจึงหันไปกล่าวกับเขา “แม่ทัพเซ่า ท่านกลับห้องไปก่อนเถอะ ประเดี๋ยวข้าแกะหน้ากากออกเสร็จค่อยไปหาท่าน”

คนบางคนนั่งนิ่งไม่ขยับ

“แม่ทัพเซ่า?”

แม่ทัพหนุ่มถอนใจอย่างหมดปัญญา “เจาเจา นี่เป็นห้องข้า”

ชายหนุ่มกลั้นยิ้มมองดูท่าทางเก้อกระดากของเด็กสาวอย่างไม่วางตา เขาพูดอย่างคับข้องใจมาก “เจ้าจะให้ข้าไปที่ใดเล่า”

นางก้มหน้าไม่แยแสเขาอีก

หนึ่งเค่อนั้นสั้นมาก แต่สำหรับเฉียวเจาแล้วกลับยาวนานเหลือเกิน นางอดทนรอจนครบเวลาอย่างไม่ง่ายดายก็ยกตัวขึ้น

เซ่าหมิงยวนพลันลุกขึ้นเดินเข้ามาย่อกายอยู่เบื้องหน้านาง “อย่าขยับ ข้าช่วยแกะออกให้”

นางกะพริบตาปริบๆ ตั้งท่าจะทักท้วง คนผู้นั้นก็กล่าวต่อว่า “การแกะก็มีกลวิธีเฉพาะอยู่ เจ้าใช้กำลังดึงออก ถ้าเกิดดึงขาดเหลือครึ่งหนึ่งติดอยู่บนหน้า…”

เฉียวเจาหลับตาลงเสียเลย ถือคติว่าไม่เห็นไม่รำคาญใจ “รีบแกะเถอะ”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่งก่อนเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ ยกมือแตะบนหน้าผากเรียบเนียนของเด็กสาว แพขนตางามงอนของนางกระพือขึ้นลงถี่ๆ

เขาไม่รีรอลังเลอีก ลอกหน้ากากหนังมนุษย์ออกอย่างเบาไม้เบามือ เผยให้เห็นใบหน้าที่ประทับอยู่กลางใจตนออกมา

“เสร็จแล้ว?” เฉียวเจาลืมตาขึ้นพบว่าชายหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบกะทันหัน ลมหายใจของเขากับนางรินรดใส่กันและกัน ชวนให้หวามใจไร้ที่สิ้นสุด

เฉียวเจาหน้าแดงทันใด นางกระถดตัวหนี

เซ่าหมิงยวนมือไวตาไวประคองนางไว้ พูดกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ “ระวังหงายหลัง ข้าถอยออกเองก็ได้”

แม่ทัพหนุ่มเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม่ไกลนักแต่โดยดี ในใจเขางุนงงเป็นอันมาก

ทั้งที่ตอนเขาไม่รู้ว่านางคือเจาเจา นางจ้องมองหน้าท้องเขาจนตาไม่กะพริบบ่อยๆ เหตุไฉนตอนนี้ถอยห่างจากเขาเหมือนกับเขาเป็นงูเงี้ยวเขี้ยวขอเสียแล้ว

หากขณะนี้แม่นางเฉียวล่วงรู้ความคิดของแม่ทัพเซ่า เกรงว่าจะแค่นเสียงเยาะว่า ‘นี่ยังต้องพูดอีกหรือ พวกบุรุษบทจะหน้าหนาขึ้นมาก็น่าโมโหจนควันออกหูเลยทีเดียว ถ้ายังทำเช่นเดียวกับเมื่อก่อน จะไม่โดนเขารวบหัวรวบหางไปแล้วหรือไร’

เฉียวเจานวดคลึงใบหน้าให้ผิวที่ตึงๆ หนักๆ จากการสวมหน้ากากไว้เป็นเวลานานผ่อนคลายแล้วยื่นมือออกไป “แม่ทัพเซ่า เปิดห่อของที่ท่านลุงเซี่ยมอบให้ท่านออกดูเถอะ”

เซ่าหมิงยวนหยิบห่อกระดาษเคลือบมันมาเปิดออก ในนั้นเป็นกระดาษสารว่างเปล่าแผ่นหนึ่ง

หญิงสาวรับมันมาจ่อใต้จมูกดมกลิ่น นางนิ่งตรึกตรองครู่หนึ่งถึงเอ่ยกับเขา “แม่ทัพเซ่า รบกวนท่านหยิบเทียนไขมาที”

เขาหยิบเทียนไขมาให้ เฉียวเจาถือกระดาษเปล่าอังอยู่เหนือเปลวเทียนอย่างระมัดระวัง เห็นภาพร่างของบางสิ่งปรากฏขึ้นบนนั้นอย่างเลือนราง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 7 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: