X
    Categories: With Loveทดลองอ่านเชฟคนนี้มีรักมาเสิร์ฟ!

ทดลองอ่าน เชฟคนนี้มีรักมาเสิร์ฟ! บทที่ 2-บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 2 คำขอโทษแลกกับอาหาร

1

เจียงเหมยอิ่งไม่ชอบเป็นที่สนใจนัก ทว่าทั้งสองคนที่อยู่ตรงนี้ต่างก็จ้องเธอไม่วางตา

หวงหรูหรูถาม “คนคนนี้เป็นใคร”

“คนตัดต่อรายการทัวร์กินทั่วจีน เธอแซ่เจียง” เจิ้งหลินเทียนบอก ก่อนจะถามอย่างเป็นมิตร “คุณเจียง คุณชื่ออะไรเหรอครับ”

เจียงเหมยอิ่งตอบเสียงเบา “เจียงเหมยอิ่งค่ะ”

“ฮะ?” เจิ้งหลินเทียนได้ยินไม่ชัด

หวงหรูหรูตอบคำถามแทนเธอ “เธอบอกว่าเธอชื่อเจียงเหมยอิ่ง นายหูหนวกหรือไง”

“เธอเสียงเบาเกินไปน่ะ”

เจิ้งหลินเทียนหงอย

เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะของเจียงเหมยอิ่ง เธอกระเถิบเข้าไปชิดมุมผนังทันที อยากอยู่ห่างๆ เขาสักหน่อย ไหนเลยจะรู้ว่าเจิ้งหลินเทียนนึกว่าเธอเขยิบที่ให้เขานั่ง เขาจึงหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ เธอและถามด้วยรอยยิ้ม “คุณเจียง วันนี้คุณมาทำอะไรที่ร้านของเราเหรอครับ”

เจียงเหมยอิ่งก้มหน้าก้มตา ใบหน้าขมวดมุ่นจนจะกลายเป็นถุงหิ้ว รู้สึกเสียใจทีหลังจริงๆ

เด็กคนนี้ทำไมถึงได้ทำตัวสนิทสนมขนาดนี้นะ เธอไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้เลยจริงๆ ต่อให้คนแปลกหน้าคนนี้จะเจอกันเป็นครั้งที่สองแล้วก็ตาม

เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงตอบไปว่า “มาหาเถ้าแก่หานค่ะ”

“อาจารย์อยู่ข้างบนน่ะครับ ผมจะไปเรียกเขาให้” เจิ้งหลินเทียนกระตือรือร้นมาก เขาลุกขึ้นจะออกไปข้างนอก แต่แล้วก็ย้อนกลับมา พูดกับเจียงเหมยอิ่งว่า “อ้อ คุณเจียงครับ ประสิทธิภาพของบริษัทพวกคุณสูงมากจริงๆ สองวันก่อนพอโพสต์ชี้แจงบนเวยป๋อ คนที่มาหาเรื่องที่ร้านเราก็น้อยลงไปกว่าครึ่งแล้ว นอกเหนือจากเวยป๋อก็ยังมีหลายคนเลยที่มาขอโทษ ดูเหมือนว่าอาจารย์จะอารมณ์ดีแล้วนะครับ”

หวงหรูหรูบ่นอยู่ด้านข้าง “เถ้าแก่ดูเหมือนจะอารมณ์ดีแล้วที่ไหนกันล่ะ ก่อนหน้านี้ที่ถูกคนเข้าใจผิดและมาตำหนิก็ไม่มีท่าทางโกรธเลยสักนิด นายต่างหาก แอบฉวยโอกาสตอนส่งอาหารหนีไปก่อเรื่องที่บริษัทคนอื่นเขา ขายหน้าแล้วไหมล่ะ”

เจียงเหมยอิ่งได้ฟังก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนแรกคนที่มาร้องเรียนถึงไม่ใช่หานต้ง แน่นอนว่าหานต้งไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด ทว่ากลับเป็นเจิ้งหลินเทียนเองที่โมโหจนทนไม่ไหว

หานต้งคนนี้สงบนิ่งเกินไปแล้ว

เจียงเหมยอิ่งคิดอย่างถี่ถ้วนสักพัก ถึงได้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ ในหัวก็พลันนึกขึ้นมาได้

เมื่อกี้เจิ้งหลินเทียนพูดว่าวันนี้เป็นวันเกิดของอาจารย์เขา? หมายความว่าวันนี้เป็นวันเกิดของหานต้ง และอาจารย์ของอาจารย์ ก็คืออาจารย์ของหานต้งหรือก็คือพ่อส่งของขวัญมาจากปักกิ่ง?

วันนี้เป็นวันเกิดและบ้านเกิดก็อยู่ที่ปักกิ่ง แถมยังมีพ่ออยู่ที่ปักกิ่งอีก

ทั้งหมดนี้ตรงเผงกับเจ้าของเบอร์มือถือของเธอคนเก่า ‘คุณหานต้งที่เคารพรัก’ คนนั้นนั่นเอง

บวกกับอาชีพพ่อครัว ชื่อแซ่ก็เหมือนกันเป๊ะ

เจียงเหมยอิ่งมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา

บังเอิญเกินไปแล้วมั้ง

ทุกอย่างทับซ้อนกันหมด มันบังเอิญขนาดนี้จริงๆ เหรอ

ประชากรในเมืองฝูเฉิงมีหกล้านคน เธอก็ยังเจอเขาจนได้!

เจียงเหมยอิ่งเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

เจิ้งหลินเทียนเห็นท่าทางของเธอก็รู้สึกแปลกใจ ถามอย่างเป็นห่วง “คุณเจียง คุณเป็นอะไรไป”

จู่ๆ เจียงเหมยอิ่งก็สะดุ้งลุกขึ้นยืน เธอผลักเก้าอี้แล้วถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมสั่นศีรษะ

เธอมองสำรวจร้านอีกครั้ง จากความประทับใจที่เดิมทีมีให้เก้าสิบคะแนนพลันลดฮวบเหลือศูนย์ นี่ก็คือร้านของหานต้งคนนั้น!

เวรกรรมจริงๆ! เธอรีบหมุนกายจะออกจากร้าน

หวงหรูหรูส่งเสียงด้วยความแปลกใจ “คุณเจียง ไม่สั่งอาหารแล้วเหรอคะ”

เจียงเหมยอิ่งโบกมือและก้มหน้า ใบหูร้อนผ่าว เธอเดินตรงไปยังประตูอย่างรีบร้อน ไม่ทันเห็นคนที่เพิ่งเข้ามาจากนอกประตู

‘กรุ๊งกริ๊ง’ กระดิ่งลมที่ประตูดังขึ้นมาตามแรงผลักประตู

เสียงกระดิ่งผ่าลงกลางใจของเจียงเหมยอิ่งทันใด

‘ปึ่ก’ เจียงเหมยอิ่งชนผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งเข้ามาจนเต็มรัก

เจียงเหมยอิ่งที่รูปร่างเล็กและผอมบาง ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ ก็หงายหลังไปตามแรงสะท้อนกลับ ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้ายื่นมือออกไปอย่างว่องไว เขาจับมือขวาของเจียงเหมยอิ่ง ใช้แรงเล็กน้อยดึงเธอกลับมา แล้วทั้งสองคนก็ปะทะกันอีกครั้ง

ปลายจมูกของเจียงเหมยอิ่งชนกับบ่าของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า

เธอได้กลิ่นบางอย่างที่หอมมากจากบ่าของเขา ไม่ใช่กลิ่นโคโลญ และก็ไม่ใช่กลิ่นน้ำยาซักผ้าอะไรด้วย

แต่เป็นกลิ่นแสงแดดที่สะอาดหมดจด ทำให้คนพลันนึกถึงแสงแดดยามบ่ายในฤดูหนาว นึกถึงความเกียจคร้านและความสบายของการนอนอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาเบดอย่างเอื่อยเฉื่อย อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ชายหนุ่มอยู่บนชั้นดาดฟ้ามาสักพัก หรือไม่ก็เพราะวันนี้แดดกำลังดี

กลายเป็นว่ากลิ่นจากตัวเขาทำให้เจียงเหมยอิ่งตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง

เจียงเหมยอิ่งเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แล้วมองใบหน้าผู้ชายคนนี้

สันกรามของชายหนุ่มเด่นชัด ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูที่เม้มแน่น เวลานี้ริมฝีปากนั้นเผยอเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง สันจมูกสูงโด่ง รวมไปถึงดวงตาที่มีหางตาลู่ลงเล็กน้อยขณะที่เขาหลุบมองต่ำ ตามหลักแล้วควรจะเป็นดวงตาที่อ่อนโยน แต่กลับเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ถึงขั้นไม่เป็นมิตร ขนตาที่เป็นแพหนาลู่ตกลงเล็กน้อย คิ้วเฉียงตรง แววตาเป็นประกาย ดูทรงพลังมาก

เจียงเหมยอิ่งคุ้นเคยกับใบหน้านี้มาก เธอทำงานกับใบหน้านี้ตลอดทั้งสัปดาห์ จนสุดท้ายก็ตัดต่อวิดีโอเจ้าของร้านบะหมี่จอมเผด็จการออกมาด้วยภาพลักษณ์ของการกดขี่ทางชนชั้น

มาจากปักกิ่ง มีพ่อ วันเกิดวันนี้ ก็คือหานต้งที่เป็นพ่อครัว!

เจียงเหมยอิ่งอารมณ์สับสนไปชั่วขณะ

เธอยังต้องขอโทษหานต้งคนนี้หรือเปล่านะ ยังอยากพิสูจน์สาเหตุที่ตนเองไม่มีอาการคลื่นไส้กับบะหมี่ของร้านพวกเขาอยู่อีกไหม ยังมีสูตรอาหารเพื่อสุขภาพนั่นอีก ควรจะทำต่อไปหรือเปล่า

ในหัวของเจียงเหมยอิ่งสับสนวุ่นวาย เธอยืนทื่ออยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนไปพักหนึ่ง

ชายหนุ่มก้มมองด้วยความงุนงง “คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

เจียงเหมยอิ่งได้สติคืนมาหลังจากตกตะลึงไป เธอรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ในที่สุดรูปลักษณ์ของคนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็เข้าสู่สายตา ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาไว้ผมสั้นเกรียน น่าจะสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร สวมชุดพ่อครัวสีขาว หมวกพ่อครัวห้อยอยู่ที่ข้างเอว เขาพับแขนเสื้อขึ้นมาไว้ที่แขนอย่างเป็นระเบียบ เผยให้เห็นข้อมือรวมถึงปลายแขนที่ขาวสะอาดและเห็นแนวกระดูกเด่นชัด ให้ความรู้สึกเซ็กซี่อย่างเหนือความคาดหมาย

ดูดีมาก หานต้งทั้งหล่อและสง่ากว่าที่เห็นในวิดีโอซะอีก

ทำไมตอนทำไฟนอลถึงไม่ให้ฟางเข่อเข่อลดแสงสีผิวของคนคนนี้สักหน่อยนะ

หานต้งผิวดีมาก ฟางเข่อเข่อไม่ได้ปรับผิวให้ขาว แต่พอได้เห็นตัวเป็นๆ เจียงเหมยอิ่งก็รู้แล้วว่าผิวพรรณของผู้ชายคนนี้ดีกว่าในวิดีโอมาก

“ไม่เป็นไรค่ะ” เจียงเหมยอิ่งก้มหน้า เก็บซ่อนท่าทีของตัวเองเอาไว้ ไม่อยากจะพูดไปมากกว่านี้ ก้มหน้างุด นึกอยากจะพุ่งออกไปข้างนอก

“เอ๊ะ คุณเจียง คุณไม่ได้มีธุระกับอาจารย์หรอกเหรอครับ” คนไม่ช่างสังเกตอย่างเจิ้งหลินเทียนตะโกนเรียกเจียงเหมยอิ่งเอาไว้

เจียงเหมยอิ่งชะงัก เขินอายจนหน้าแดง

“มะ…ไม่มีอะไรแล้วค่ะ” เจียงเหมยอิ่งก้มหน้าและพูดตะกุกตะกักเสียงเบา

หานต้งมองเจียงเหมยอิ่งแล้วเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะถามเจิ้งหลินเทียน “เพื่อนนายเหรอ”

เจิ้งหลินเทียนตบมือทีหนึ่ง แล้วก็แนะนำเจียงเหมยอิ่งอย่างดีใจ

จู่ๆ ก็เกิดกลัวขึ้นมาว่าหานต้งจะรู้ว่าตนเองคือตัวการที่ทำลายชื่อเสียงของเขา เมื่อก้มหน้า สายตาก็มองเห็นกล่องทัปเปอร์แวร์ที่อยู่ในมือหานต้ง เธอพยายามเค้นเสียงให้ดังขึ้นเพื่อดึงความสนใจของหานต้ง “เถ้าแก่ นี่อะไรเหรอคะ”

ในกล่องทัปเปอร์แวร์สีขาวดูเหมือนว่าจะใส่อาหารที่มีสีแดงเอาไว้ เดิมทีเจียงเหมยอิ่งแค่อยากจะดึงความสนใจของหานต้ง แต่แล้วตนเองก็เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา

หานต้งก้มมองกล่องทัปเปอร์แวร์ที่อยู่ในมือตนเองแล้วตอบ “กิมจิครับ”

เจิ้งหลินเทียนยังไม่ได้อธิบาย ก็ปิดปากอย่างรู้สถานการณ์

เจียงเหมยอิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามเสียงเบาด้วยความเกรงใจ “เปิดดูได้ไหมคะ”

หานต้งพยักหน้า เดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วเปิดกล่อง

เจียงเหมยอิ่งจิตใจไม่สงบ เธอมาที่ร้านบะหมี่โหย่วเจียนแต่ยังไม่ได้สั่งอาหาร บะหมี่เนื้อชามก่อนหน้านั้นเธอกินไปได้สองคำก็กินต่อไม่ลง หลังจากเข้ามาในร้านเธอก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยสักอย่าง

ถ้าหาก…ถ้าหากแค่บังเอิญกินบะหมี่เนื้อได้นิดหน่อยแค่ตอนนั้นล่ะ ถ้าหากตอนนี้แค่เห็นกิมจิสีแดงสดในกล่องทัปเปอร์แวร์แล้วเธอกลับคลื่นไส้และวิ่งออกไปอาเจียนล่ะ อย่างนั้นเธอก็คงไม่มีหน้าจะอยู่แล้วจริงๆ

เธอมองหานต้งเปิดกล่องทัปเปอร์แวร์อย่างอกสั่นขวัญแขวน ฝากล่องค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นกิมจิที่อยู่เต็มกล่อง

กิมจิหมักจนเข้าเนื้อ พอเปิดกล่อง เจียงเหมยอิ่งก็ได้กลิ่นเผ็ดเปรี้ยวที่เจือด้วยกลิ่นของรสหวาน พอเห็นตัวกิมจิอีกครั้ง เธอก็รู้สึกน้ำลายสออย่างประหลาด…รู้สึกตะกละขึ้นมา

หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาก่อน เธอตกตะลึงมาก จ้องกิมจิแล้วพึมพำถาม “นี่ใครเป็นคนทำคะ”

หานต้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ตั้งแต่เริ่มแรกเขาได้ยินไม่ชัดเลยว่าเจียงเหมยอิ่งกำลังพูดอะไรอยู่ ตั้งสติสักพักถึงได้เข้าใจ แล้วตอบว่า “ผมเอง”

เจิ้งหลินเทียนคุยโวอยู่ด้านข้าง “กิมจิที่อาจารย์หมักเป็นต้นตำรับเชียวนะครับ”

ใครจะทำก็ช่าง ตอนนี้เจียงเหมยอิ่งคิดแค่ว่าอยากจะลองดูสักหน่อย

“ถ้างั้น…จะขายให้ฉันได้ไหมคะ” เอากลับบ้านไปค่อยๆ ลอง ดูซิว่าจะเยี่ยมแค่ไหน

เสียงของเจียงเหมยอิ่งดังขึ้นกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย คล้ายกับว่ากำลังรู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กๆ หานต้งได้ยินเสียงหญิงสาวคนนี้ เสียงของเธอก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร ทว่ากลับกัน มันทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล ทั้งยังใสกังวานอย่างเด็กผู้หญิง ทั้งๆ ที่เสียงของเธอน่าฟังมาก แต่กลับกดมันไว้ในลำคอ ฟังดูอึดอัดพิกล

ภายในร้านบะหมี่เงียบลงทันใด เจียงเหมยอิ่งกลัวว่าข้อเสนอของตนจะฟังดูแปลกเกินไป จึงจ้องมองหานต้งอย่างกังวล ใบหน้าค่อยๆ แดงเรื่อ ดวงตากระจ่างทั้งสองข้างคลอด้วยหยดน้ำ ดูแล้วยิ่งเพิ่มความน่าสงสาร

หานต้งมองครู่หนึ่งแล้วก็หลบตา “เอาไปสิครับ”

“เท่าไหร่คะ” เจียงเหมยอิ่งถามอย่างยินดี

หานต้งเหลือบตามองเจิ้งหลินเทียน ก่อนจะพูดกับเจียงเหมยอิ่ง “คุณเป็นเพื่อนของอาเทียน ผมให้คุณก็แล้วกัน”

เจียงเหมยอิ่งนิ่งไป “…”

เจิ้งหลินเทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มทึ่มทื่อ “เฮ้ คุณเจียงชอบเครื่องเคียงของร้านเรา ก็เป็นโชคดีของเราแล้วล่ะครับ”

เธอไปเป็นเพื่อนของเจิ้งหลินเทียนตั้งแต่เมื่อไรกัน

เมื่อได้คลุกคลีกับหานต้งแล้ว เขาก็เป็นคนที่ไม่เลวเลยจริงๆ เจียงเหมยอิ่งรู้สึกสับสน เดิมทีเธออยากมาซึมซับบรรยากาศที่ร้านของหานต้งเพื่อหาแรงบันดาลใจและสูตรอาหาร แล้วก็มาขอโทษในคราวเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าหานต้งทำให้เธอเอ่ยปากขอโทษไม่ออก อีกทั้งยังได้กิมจิกลับไปฟรีๆ อีกกล่องหนึ่ง

แต่จะให้ปฏิเสธ เธอก็พูดไม่ออก จึงทำได้แค่พยักหน้าและรับถุงที่หวงหรูหรูส่งให้ กล่าวขอบคุณเสียงเบาแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว

หานต้งมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่จากไปอย่างเร่งรีบ ขมวดคิ้วมุ่น แล้วหันมาถามเจิ้งหลินเทียน “อาเทียน นายไปรู้จักเพื่อนคนนี้ที่ไหนกัน”

“เอ่อ…เธอคือคนตัดต่อของรายการทัวร์ชิมทั่วจีนน่ะครับ”

หานต้งเลิกคิ้ว ไม่พูดจา

2

เจียงเหมยอิ่งกลับถึงบ้านก็นั่งจมจ่อมกับความคิดที่โซฟาอยู่นาน

เธอเปิดเวยป๋ออีกครั้ง และหาไดเร็กต์เมสเสจของเชฟแคป

ด้านล่างที่อยู่ที่เขาส่งมาให้ มีข้อความที่ส่งมาเมื่อเช้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อความ

 

รอคุณมาเยือนตลอดนะครับ

 

ความสัมพันธ์ในตอนนี้ซับซ้อนเกินไปแล้ว

เธอไม่รู้จริงๆ ว่าควรอธิบายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตนเองและหานต้งในตอนนี้อย่างไรดี

สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจอย่างปลงตก เปิดกล่องกิมจิ ใช้กรรไกรตัดมันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาใส่ปาก

รสชาติเผ็ดเปรี้ยวมีรสหวานติดปลาย รสเด็ดและอร่อย

กินได้แฮะ

เธอยกคิ้วแล้วก็ตัดกิมจิเป็นชิ้นใหญ่อีกชิ้น

ยังคงกินได้เหมือนเดิม เผ็ดกำลังดี รสเผ็ดแผ่ซ่านในโพรงปากไปจนถึงโพรงจมูก ถึงกับทำเอาตื่น

นานแล้วที่เจียงเหมยอิ่งไม่ได้กินอาหารที่คนอื่นทำ เธอเปิดตู้เย็นหาหมูสามชั้นย่างที่ทำเองเมื่อวาน เพิ่งจะคีบหมูสามชั้นขึ้นมาชิ้นเดียว ยังไม่ทันได้เอาเข้าปาก เธอก็พลันทิ้งตะเกียบ เท้ามือกับซิงก์น้ำและเริ่มอาเจียน

หมูสามชั้นนี้เธอซื้อมากล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งจากซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อวาน เอากลับมาย่างเองที่บ้าน คิดไว้ว่าจะฝึกการกินของตนเอง แต่เมื่อวานก็ล้มเหลวไปแล้ว

วันนี้ก็ยังล้มเหลวอีก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบอาหาร แต่อยู่ที่คนทำอาหาร

กระทั่งลงมือทำครัวเองก็ยังไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาโรคเบื่ออาหารได้ แล้วทำไมร้านบะหมี่โหย่วเจียนถึงทำได้ล่ะ

ทั้งบะหมี่เนื้อ ทั้งกิมจิ?

ในใจของเจียงเหมยอิ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม เธอจึงตัดสินใจว่าครั้งหน้าจะต้องไปลองชิมอาหารที่ร้านบะหมี่อีกให้ได้

กิมจิกล่องใหญ่นี้ เจียงเหมยอิ่งตัดออกมาหนึ่งในสามส่วน หุงข้าวผสมธัญพืชหม้อหนึ่งแล้วนำมาคลุกกับกิมจิ ทำเป็นข้าวปั้น ขั้นตอนการทำทั้งง่ายและสะดวก เธอชิมคำหนึ่งก็รู้สึกว่ารสชาติไม่เลว

เจียงเหมยอิ่งอารมณ์ดีขึ้นมาก คิดไว้ว่าจะเอามันเป็นอาหารกลางวันของวันพรุ่งนี้

ถ่ายรูปข้าวปั้นแล้วโพสต์ลงบนเวยป๋อ แคปชั่นว่า

 

ซื้อกิมจิแฮนด์เมดจากร้านดังในอินเตอร์เน็ต เอามาคลุกกับข้าวธัญพืชทำเป็นข้าวปั้น รสชาติสุดยอดมาก! กินคู่กับเนื้อปลาและผักสักหน่อย เป็นมื้อกลางวันที่ไม่อ้วนและดีต่อสุขภาพด้วยนะคะ

 

เสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้นมา โทรศัพท์มือถือแจ้งเตือนว่าเวยป๋อที่กดติดตามพิเศษมีการอัพเดต

หานต้งเปิดดูคอนเทนต์ใหม่ที่ตำรวจตัวกลมโพสต์ แม้จะไม่ใช่สูตรอาหาร แต่หานต้งกลับเข้าใจแจ่มแจ้ง หากควบคุมปริมาณให้ดี การนำข้าวปั้นกิมจิมาเป็นอาหารหลักในเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ไม่เลวเลย

อีกอย่างคือกิมจินั้นต้นทุนต่ำ ทั้งยังทำได้สะดวก

เพียงแค่เห็นรูปภาพที่ตำรวจตัวกลมโพสต์ หานต้งก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนจะพลาดอะไรไป

เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นานก็ยังคิดไม่ออกว่ามีจุดไหนที่น่าสงสัย จึงส่ายหน้า แล้วส่งข้อความหาตำรวจตัวกลม

 

ขอบคุณครับ ไอเดียข้าวปั้นดีมาก

 

เจียงเหมยอิ่งดูโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้ายากจะอธิบาย

นี่ใช่สูตรอาหารที่เธอจะให้หานต้งที่ไหนกัน เธอก็แค่อยากอวดอาหารกลางวันในวันพรุ่งนี้ของเธอต่างหาก!

เจียงเหมยอิ่งกินขนมปังปิ้งกับสลัดจนเอียน นานๆ จะกินข้าวปั้นสักครั้ง สำหรับเธอแล้วก็เหมือนกับเป็นชีตเดย์ จึงอยากจะอวดสักหน่อย หานต้งจะต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่

ทว่าเจียงเหมยอิ่งไม่ได้อธิบาย และก็ตอบไปว่า

 

ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

 

ในเมื่ออีกฝ่ายขอบคุณมาแล้ว งั้นเธอก็จะรับไว้อย่างยินดีก็แล้วกัน

ความคิดนี้เพิ่งจะอยู่ได้แค่สิบวินาที โทรศัพท์มือถือก็สั่นครู่หนึ่ง เจียงเหมยอิ่งกดเปิดแจ้งเตือนดู

 

เชฟแคปให้รางวัลคุณหนึ่งพันหยวน

 

จากนั้นในกล่องไดเร็กต์เมสเสจก็มีข้อความเข้ามา

 

เชฟแคป : เมนูนี้หนึ่งพันหยวนพอไหมครับ ถ้าไม่พอผมจะเพิ่มให้อีก

ตำรวจตัวกลม : ???

 

หานต้งกดให้รางวัลหนึ่งพันหยวนเป็นค่าตอบแทนตรงใต้โพสต์เวยป๋อที่เจียงเหมยอิ่งปักหมุดไว้

นี่ไม่ใช่สูตรอาหารที่เธอคิดให้เขาสักหน่อย เป็นแค่อาหารกลางวันที่เอามาอวดก็เท่านั้น ทำไมหานต้งถึงได้ให้เงินเธอมาดื้อๆ อย่างนี้ล่ะเนี่ย เงินเยอะจนไม่มีที่เก็บหรือไง!

 

ตำรวจตัวกลม : …จริงๆ ไม่ต้องให้เงินฉันก็ได้นะ

เชฟแคป : ต้องสิครับ

ตำรวจตัวกลม :

เชฟแคป : ต่อไปถ้ามีเมนูใหม่ ผมก็จะให้เรื่อยๆ เมนูอาหารเป็นลิขสิทธิ์ของคุณ ผมเอาไปใช้ฟรีๆ ไม่ได้หรอก

ตำรวจตัวกลม : วิธีทำข้าวปั้นกิมจิมีสอนในเน็ตเยอะแยะ ไม่ถือว่าเป็นลิขสิทธิ์หรอก

 

พูดถึงตรงนี้ เจียงเหมยอิ่งก็เหนื่อยจะเถียงแล้ว

ทว่าหานต้งเป็นคนหัวรั้น จึงตอบกลับอย่างจริงจังต่อไปว่า

 

แต่คุณเป็นคนปรับสูตร

 

เจียงเหมยอิ่งถอนหายใจยาว และตอบอย่างจนใจว่า

 

ตำรวจตัวกลม : งั้นก็ได้ค่ะ ฉันจะเรียบเรียงสูตรอาหารทั้งหมดให้คุณ ไม่งั้นจะเป็นการเอาเงินคุณมาเปล่าๆ

เชฟแคป : ขอบคุณครับ

 

เจียงเหมยอิ่งรู้แล้วว่าหานต้งคนนี้คงจะไม่ถือสาเธอเรื่องผลกระทบที่ได้รับหลังจากรายการออนแอร์เลยจริงๆ

คนคนนี้ยึดมั่นในการทำอาหารถึงขนาดนี้ ไหนเลยจะมาสนใจสิ่งอื่น แต่นี่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นข้อเสีย กลับกันเสียด้วยซ้ำ เจียงเหมยอิ่งชื่นชมคนที่จดจ่อกับการทำงานแบบนี้มาก

3

วันนี้หลังเลิกงานเจียงเหมยอิ่งวางแผนว่าจะไปหาแพทย์ประจำตัวของเธอที่คลินิกจิตเวช หรือก็คือเซียวอิ่นจางที่เป็นพี่ชายข้างบ้านซึ่งโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก หลังจากติดต่อกับเซียวอิ่นจางแล้ว เขาก็บอกว่าจะมารับเจียงเหมยอิ่งไปที่คลินิก

เซียวอิ่นจางกับรุ่นน้องของเขาคนหนึ่งเปิดคลินิกจิตเวชส่วนตัวด้วยกัน ตอนนี้ที่คลินิกมีจิตแพทย์สี่คน พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ที่เจียงเหมยอิ่งเรียนหนังสือและทำงานอยู่ที่ปักกิ่ง เซียวอิ่นจางจะไปปักกิ่งสองครั้งเป็นประจำทุกปีเพื่อไปตรวจอาการให้เจียงเหมยอิ่ง

ตอนนี้เจียงเหมยอิ่งย้ายมาทำงานที่ฝูเฉิงแล้ว เธอมักจะกลับไปพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่วงนี้กับเซียวอิ่นจางเป็นประจำ เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจอาการป่วยของเธอ

ก่อนถึงเวลาเลิกงาน เจียงเหมยอิ่งหมายจะปลีกตัวออกไปก่อนเวลาแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอถูกผู้กำกับหลิวรั้งตัวไว้

ผู้กำกับหลิวเรียกเธอไปที่ห้องทำงาน พอเห็นหน้าก็ซักถามยกใหญ่ “เสี่ยวเจียง ไปร้านบะหมี่โหย่วเจียนมาแล้วเหรอ ขอโทษเถ้าแก่หานหรือยัง ฝั่งนั้นว่ายังไงบ้าง ทำไมไม่เห็นเขาติดต่อมาหาเราล่ะ ทางที่ดีน่าจะให้เขาติดต่อกลับมาหาเราสักหน่อย ฉันจะได้ขอโทษเขา”

“…” เจียงเหมยอิ่งห่อไหล่แล้วพูดเสียงอ่อย “ผู้กำกับหลิวคะ ฉันยังไม่ได้ไป…”

“อะไรนะ”

“ฉันยังไม่ได้ไปขอโทษ…” ออกศึกยังไม่ทันคว้าชัย ตัวตายเสียก่อนไปครั้งแรกไม่ทันสำเร็จ เจียงเหมยอิ่งก็ล้มเลิกกลางคันแล้ว ต่อให้ไปอีกครั้งก็ไม่กล้าพูดเรื่องที่ต้องขอโทษอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้เธอก็ไม่ได้ไปที่ร้านบะหมี่โหย่วเจียนอีกเลย

ผู้กำกับหลิวร้อนใจ “โอ๊ย เสี่ยวเจียง ทำไมเธอไม่ไปล่ะ เรื่องนี้มันสำคัญมากนะ ถ้าเถ้าแก่หานโกรธเรา คิดว่าเราทำไม่ดีล่ะก็ มันจะส่งผลกระทบกับรายการของเราไปจนถึงทั้งบริษัทของเรามากมายมหาศาลเลยนะ!”

เจียงเหมยอิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมร้านบะหมี่เล็กๆ ถึงมีความสามารถมากมายขนาดนี้ได้ ผู้กำกับหลิวยิ่งพูดยิ่งร้อนใจ ลุกขึ้นเข้ามาใกล้เจียงเหมยอิ่งและพูดถึงความร้ายแรงอย่างจริงจัง

เจียงเหมยอิ่งยกยิ้มแข็งทื่อ เอ่ยว่า “ฉันว่า…เถ้าแก่หานดูเหมือนจะไม่ได้แคร์เรื่องนี้เลยนะคะ…”

“เขาไม่แคร์แต่เราไม่แคร์ไม่ได้! เขาเสียชื่อเสียง จะส่งผลกับทั้งวงการอาหารเชียว!” ผู้กำกับหลิวตีหลังมือเธอ เอ่ยอย่างสลดหดหู่ “เสี่ยวเจียง เธอจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นี่คือภารกิจทางการเมืองที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดของเธอในตอนนี้ ต้องทำให้สำเร็จ!”

เจียงเหมยอิ่งเอ่ยอย่างเก้อกระดาก “แต่ผู้กำกับหลิวคะ พวกเราเป็นบริษัทเอกชน…ก็แค่พาร์ตเนอร์เอาต์ซอร์ซของช่องรัฐ…”

“เอกชนแล้วยังไง! บริษัทเอกชนจะมีภารกิจทางการเมืองไม่ได้เหรอ ฉันจะเพิ่มโบนัสให้เธอ เธอต้องหาเวลาไปขอโทษเดี๋ยวนี้ อนุญาตให้เธอนำของขวัญไปเยี่ยมด้วยได้ แล้วเอาใบเสร็จมาเบิกกับบริษัท”

“…”

ผู้กำกับหลิวยังคงพร่ำไม่หยุดว่าต้องซื้อของขวัญแบบไหน หานต้งถึงจะชอบ

เจียงเหมยอิ่งสงสัยมากจริงๆ สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถาม “ผู้กำกับหลิวคะ…เถ้าแก่หานคนนี้…ตกลงว่าเป็นใครกันแน่ คุณถึงได้ซีเรียสขนาดนี้”

ผู้กำกับหลิวได้ยินคำถามของเธอก็เบิกตากว้างทันใด ราวกับเห็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ก็ไม่ปาน “นี่เธอไม่รู้หรอกเหรอ”

“…” เธอต้องรู้ด้วยหรือไง

เจียงเหมยอิ่งมองเขาอย่างใสซื่อ

“หานต้ง เถ้าแก่หานไง!” สองมือของผู้กำกับหลิวค้ำโต๊ะ พูดอย่างตื่นเต้นว่า “นายน้อยของซานเว่ยฟางไงล่ะ! เชฟระดับเลิศที่มีพรสวรรค์ที่สุดจนถึงตอนนี้!”

“…” เจียงเหมยอิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ผ่านไปสักพัก นึกสงสัยว่าตนเองหูเพี้ยน จึงถามอีกครั้งว่า “อะไรนะคะ”

“ซานเว่ยฟาง! นายน้อย!”

เจียงเหมยอิ่งกะพริบตา ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เอาลำดับสัมพันธ์ในคำพูดของผู้กำกับหลิวมาเชื่อมเข้าด้วยกัน

นายน้อยของซานเว่ยฟางคือหานต้ง?

ล้อเล่นน่า

ซานเว่ยฟางเป็นบริษัทเครือข่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับไฮคลาสที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ภัตตาคารระดับมิชลินในเครือครองอันดับหนึ่งในประเทศ ราคาแปรผันตรงกับมาตรฐานในการปรุงอาหาร เรียกได้ว่าเป็นภัตตาคารที่บรรดาสังคมไฮโซชอบไปกันมากที่สุด

ถึงเจียงเหมยอิ่งจะไม่เข้าใจในวงการอาหาร แต่ก็พอได้ยินชื่อเสียงของซานเว่ยฟางมาบ้าง

ทว่าเรื่องของนายน้อยแห่งซานเว่ยฟางเธอรู้ไม่มากเท่าไร รู้แค่ว่าทุกร้านของซานเว่ยฟางล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง ซานเว่ยฟางมีสินทรัพย์และคอนเน็กชั่นมากมายมหาศาล นายน้อยคนนี้ดูเหมือนจะยังอายุน้อยอยู่ มีพรสวรรค์ในด้านการทำอาหารมาก แต่ไม่ลงรอยกับที่บ้าน

เรื่องอื่นก็ไม่รู้แล้ว

ตอนนี้จะให้เจียงเหมยอิ่งเอาหานต้งที่เธอตั้งข้อรังเกียจกับนายน้อยของซานเว่ยฟางเชื่อมเข้าด้วยกัน ก็รู้สึกเหลือเชื่อเกินไปหน่อย

แต่ท่าทางของผู้กำกับหลิวนั้นจริงจังมาก ในใจของเจียงเหมยอิ่งก็รวนเรขึ้นมา เริ่มคิดพิจารณาว่าเธอเข้าใจผิดไปหรือเปล่า หานต้งของร้านบะหมี่โหย่วเจียนคนนี้อาจจะไม่ใช่หานต้งเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ของเธอคนก่อนหน้า

แต่พอเจียงเหมยอิ่งนึกย้อนกลับไป ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เธอเพิ่งใช้เบอร์นี้ก็มักจะได้รับสายจากคนที่เรียกตัวเองว่า ‘พ่อของหานต้ง’ อีกฝ่ายก็มีข้อความเสียงมาว่า ‘ไอ้เด็กนรกถึงกับทิ้งกิจการของครอบครัวเรา! ภัตตาคารในเครือมันไม่ดีหรือไงฮะ! ไม่ใช่แค่ว่ามีพรสวรรค์เรื่องทำอาหารนิดหน่อยหรือไง ไปประกาศปาวๆ ว่าความคิดไม่ลงรอยกับฉัน นึกว่าตัวเองแน่สักแค่ไหนกันเชียว หนีไปจากฉันแล้วก็ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ!’

“…” เจียงเหมยอิ่งเม้มริมฝีปากแน่น บนหน้าผากมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา

เยี่ยมไปเลย ดูเหมือนว่าเธอจะยิ่งยืนยันได้แล้วว่านี่ก็คือคนคนเดียวกัน

ผู้กำกับหลิวยังพูดไม่หยุด “เสี่ยวเจียง? เสี่ยวเจียง! วันจันทร์นี้เธอต้องไปขอโทษนะ”

เจียงเหมยอิ่งยิ้มขมขื่น “ผู้กำกับหลิว…ฉันไม่เอาโบนัสแล้ว โบนัสทั้งเดือนนี้ให้คุณหมดเลยดีไหมคะ ฉันไม่อยากไปขอโทษแล้ว”

ผู้กำกับหลิวเอ่ยอย่างจริงจัง “ไม่ต้องกลัวเสี่ยวเจียง หานต้งไม่กินเธอหรอกน่า ไม่แน่ว่าเขาอาจจะคิดว่าเธอเป็นสาวสวยแล้วเลี้ยงข้าวเธอก็ได้ ฝีมือทำอาหารของหานต้งดีมากนะ”

เจียงเหมยอิ่งสั่นศีรษะและเบะปาก

เธอไม่ได้กลัวหานต้ง แต่กลัวว่าตนเองจะทนไม่ไหวจนเอาโทรศัพท์มือถือกระแทกหน้าหานต้ง

4

ภารกิจนี้เป็นการมัดมือชกเจียงเหมยอิ่ง เธอทุกข์ใจจนพูดไม่ออก กระทั่งรถของเซียวอิ่นจางมาถึง เธอก็ยังคงจมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเอง ครุ่นคิดว่าควรขอโทษอย่างไรโดยไม่ขึ้นเสียง ไม่ชักสีหน้า และไม่ทำให้ขายหน้า อีกทั้งยังต้องทำให้ผู้กำกับพอใจด้วย

เซียวอิ่นจางบีบแตรรถสองครั้ง เจียงเหมยอิ่งตกใจ เงยหน้ามอง เซียวอิ่นจางนั่งอยู่ในรถออฟโรดสีดำของเขา กำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“เป็นอะไรไป คิดอะไรอยู่ถึงได้เหม่อ”

เจียงเหมยอิ่งยิ้มขื่น “เงินเดือนเดือนนี้ได้เยอะมาก”

เซียวอิ่นจางงุนงง “ฮะ?”

เจียงเหมยอิ่งส่ายหน้า บอกว่าไม่มีอะไรแล้วก็ขึ้นรถ เซียวอิ่นจางพาเธอมาถึงคลินิกจิตเวชส่วนตัวที่เปิดกิจการเอง เจียงเหมยอิ่งเดินเข้าไปในห้องตรวจของเซียวอิ่นจางอย่างคุ้นเคย

พื้นที่ภายในห้องไม่ได้กว้าง แต่ก็ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายและจิตใจสงบได้

พรมสีเบจลายใบไม้ ตรงมุมผนังจัดวางต้นไม้ใบเขียวที่สูงเท่าครึ่งตัวคนไว้สองกระถาง เซียวอิ่นจางเคยแนะนำว่านี่คือต้นฟิโลเดนดรอนมรกตเขียว มีสีเขียวชอุ่ม และเลี้ยงง่ายมาก ตรงกลางห้องมีโต๊ะกาแฟกลมกระจกใส วางโซฟาเดี่ยวสีเขียวสองตัวไว้สองด้าน ตรงริมหน้าต่างบานยาวมีโซฟาเบดเดี่ยวสีเบจอยู่ตัวหนึ่ง หน้าต่างบานยาวถูกบดบังไว้ด้วยผ้าม่านโปร่งสีกากี แสงแดดจะทะลุลอดผ่านเข้ามา ทว่าภายในห้องกลับถูกม่านนั้นบดบังแสงไว้

ในอากาศฟุ้งไปด้วยกลิ่นเลมอน เซียวอิ่นจางเติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเลมอนเข้าไปในเครื่องเพิ่มความชื้น ซึ่งเป็นกลิ่นที่เจียงเหมยอิ่งชอบที่สุด ความชื้นของอากาศและอุณหภูมิภายในห้องถูกปรับให้พอดีด้วยระบบปรับอากาศ

ปลายปีที่แล้วตอนที่เจียงเหมยอิ่งมาที่คลินิกจิตเวชของเซียวอิ่นจางเป็นครั้งแรก ก็ถึงกับอุทานว่าเป็นห้องที่สบายเหมือนสวรรค์จริงๆ

เจียงเหมยอิ่งนั่งลงบนโซฟาตัวหนึ่งในนั้น เอ่ยด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย “รบกวนคุณมารับอีกแล้ว”

“ทางผ่านน่ะ” เซียวอิ่นจางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ แล้วนั่งลงบนโซฟาที่อยู่ตรงข้ามเจียงเหมยอิ่ง “มีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงได้ร้อนใจขนาดนี้”

เซียวอิ่นจางตรงเข้าประเด็น เจียงเหมยอิ่งจึงไม่รอช้า สองมือควานในกระเป๋าครู่หนึ่ง แล้วก็หยิบกล่องทัปเปอร์แวร์ที่ใส่กิมจิออกมาวางไว้บนโต๊ะกาแฟตรงหน้า “ดูสิ!”

เซียวอิ่นจางเพิ่งจะเริ่มต้นเขียนเวชระเบียนในมือ ก็ถูกการกระทำของเธอขัดจังหวะ เขากระตุกมุมปาก “อะไร…เธอจะให้ฉันเหรอ”

เจียงเหมยอิ่งยู่ปาก “ไม่ได้ให้สักหน่อย” เธอพูดพลางเปิดกล่องทัปเปอร์แวร์

เซียวอิ่นจางจับสังเกตอารมณ์ชั่วแวบหนึ่งบนใบหน้าของเจียงเหมยอิ่งได้อย่างว่องไว เมื่อเห็นกิมจิในกล่องมีรอยถูกหั่น จึงถามว่า “เธอมีอาการยังไงบ้างกับกิมจินี่”

ดวงตาของเจียงเหมยอิ่งโค้งหยี เผยให้เห็นรอยยิ้มยินดี “คุณจับได้แล้ว?”

เธอหัวเราะขึ้นมา ดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว อารมณ์ที่เดิมทีถูกความเย็นชาห่อหุ้มไว้พลันแปรเปลี่ยนเป็นร่าเริง เซียวอิ่นจางเห็นก็ใจเต้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

แววตาของเขาเจือด้วยรอยยิ้ม เซียวอิ่นจางวางเวชระเบียนลง อาศัยท่าทีแบบเพื่อนถามอย่างสนิทสนม “งั้นก็บอกพี่เซียวมาว่าเกิดอะไรขึ้น”

เจียงเหมยอิ่งปรับท่านั่ง บอกการค้นพบครั้งสำคัญในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ของตนเองให้เซียวอิ่นจางรู้คร่าวๆ ด้วยความตื่นเต้น

หลังจากฟังจบ เซียวอิ่นจางก็ตกตะลึงนิดหน่อย “ตอนเริ่มพบปัญหาแรกๆ ทำไมไม่บอกฉัน”

มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม ผู้ป่วยควรจะติดต่อแพทย์เจ้าของไข้ตั้งแต่แรก เพื่อที่แพทย์จะได้ติดตามอาการและดำเนินการรักษาอีกขั้นหนึ่ง อันที่จริงเซียวอิ่นจางยังหวังว่าเจียงเหมยอิ่งจะสามารถรักษาหายได้มากกว่าที่ตัวเธอเองหวังไว้เสียอีก

เจียงเหมยอิ่งรู้สึกผิดนิดหน่อย เธอเกาหน้า “ก็ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจ นึกว่าคิดไปเอง ไม่อยากจะเชื่อ ก็เลยยืนยันให้แน่ใจหลายๆ รอบ คุณยุ่งขนาดนั้น ฉันยังไม่แน่ใจอาการจริงๆ มารบกวนคุณมากไปก็ไม่ดี”

เซียวอิ่นจางเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่มีคำว่ารบกวนหรือไม่รบกวนอะไรทั้งนั้น เรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญหมด นี่คือหน้าที่รับผิดชอบในฐานะหมอ”

เจียงเหมยอิ่งพยักหน้าติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าตนเองเข้าใจแล้ว

“วิธีบำบัดโรคอีดีด้วยแพทย์แผนโบราณ เราก็ลองมาหมดแล้ว อิ่งจื่อ เธอก็รู้ ไม่ว่าจะเป็นจิตบำบัดหรือการบำบัดทางเลือกก็ล้วนคืบหน้าไปได้มาก เธอเองก็มีความปรารถนาแรงกล้า อยากรักษาโรคอีดีให้หาย แต่อาการของเธอค่อนข้างพิเศษเฉพาะทาง” เซียวอิ่นจางพูดวิเคราะห์ “อาการป่วยของเธอเดิมทีก็ไม่ใช่โรคเบื่ออาหารที่มีสาเหตุจากจิตใจที่เป็นประเภทปกติ นับว่าเป็นโรคการกินผิดปกติที่ไม่ปกติ สาเหตุการเกิดโรคอีดีมีมากมาย เธอไม่ได้มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมสักหน่อย พวกเราต่างก็รู้ดี”

พูดถึงตรงนี้เซียวอิ่นจางก็ชะงักครู่หนึ่ง สังเกตปฏิกิริยาของเจียงเหมยอิ่ง เมื่อเห็นสีหน้าของเธอเป็นปกติ เขาจึงพูดต่อว่า “เป็นเพราะสภาพแวดล้อม”

เจียงเหมยอิ่งใจกระตุกเล็กน้อย เธอผงกศีรษะแล้วเอ่ยตอบเสียงเบา “ฉันรู้”

“การรักษาโรคจิตเวช เราก็พยายามกันมานานแล้ว แต่เธอปฏิเสธที่จะทำการปรับพฤติกรรมมาโดยตลอด พวกเราก็เริ่มกันตั้งแต่วิธีที่ละมุนละม่อม ตอนนี้เธอก็ให้ความร่วมมือกับการรักษาอย่างแข็งขัน และก็มีความหวังที่จะสามารถรักษาได้ อีกอย่าง เธอเองก็กำลังพยายามอยู่ ฉันเห็นสูตรอาหารที่เธอทำออกมาใหม่เมื่อวานแล้ว เธอกำลังค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับคนอื่นแล้วนี่เป็นสัญญาณที่บอกว่าการรักษาประสบผลสำเร็จ แต่อิ่งจื่อ เธอไม่เคยมีเลย ต่อให้น้ำหนักของเธอถึงเกณฑ์สมส่วนของ BMI เธอก็จะไม่มีความคืบหน้าใดๆ อีกแล้ว ฉันคิดว่าเธอรู้ว่าเพราะอะไร” เซียวอิ่นจางพูดกับเจียงเหมยอิ่งด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

เจียงเหมยอิ่งก้มหน้าลงเล็กน้อยและถอนหายใจ “ฉันพูดออกมาไม่ได้ ฉันพยายามมากแล้ว…แต่…”

“ฉันเองก็ไม่อยากให้เธอกลับไปคิดถึงความทุกข์พวกนั้นอีก แต่สักวันหนึ่งมันก็จำเป็นที่จะต้องเผชิญหน้ากับมัน” น้ำเสียงของเซียวอิ่นจางอ่อนโยนมาก เจียงเหมยอิ่งไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจ เธอเพียงละอายใจ ละอายใจต่อคนรอบข้างที่รักเธอ

“ขอโทษนะ ฉันไม่กล้า” เจียงเหมยอิ่งเปล่งถ้อยคำออกมาจากลำคอ

“ไม่เป็นไร” เซียวอิ่นจางปลอบเธอ “ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง เธอดูสิ ตอนนี้ก็มีอีกหนึ่งโอกาสอยู่ตรงหน้าเราแล้ว”

เจียงเหมยอิ่งเงยหน้ามองเขา

เซียวอิ่นจางเคาะโต๊ะ ชี้ไปที่กิมจิบนโต๊ะแล้วพูดว่า “นี่ก็คือโอกาส ถึงฉันจะอธิบายไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงไม่มีอาการกับแค่อาหารที่หานต้งคนนั้นทำ แต่นี่ก็เป็นข่าวดี พวกเราต้องใช้มัน”

คำว่า ‘พวกเรา’ โน้มน้าวจิตใจของเจียงเหมยอิ่งให้รู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว อย่างน้อยก็ยังมีหมอเซียวที่เป็นเพื่อนในวัยเด็กของเธอคอยช่วยเหลือ

ความกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเมื่อตอนแรกค่อยๆ มลายหายไป เธอพยักหน้า

“เธอก็ถือโอกาสนี้เป็นการเริ่มต้น ออกไปเดินเล่นบ่อยๆ สักหน่อย พบปะกับสังคมภายนอก ก็ไม่เลวทีเดียว”

เจียงเหมยอิ่งพยักหน้า “ฉันจะพยายาม”

เซียวอิ่นจางเดินมาข้างๆ เจียงเหมยอิ่ง ทรุดตัวนั่งยองๆ เงยหน้ามอง เขากุมมือของเจียงเหมยอิ่งที่กำลังกำแน่นและพูดเบาๆ “ถ้ามีเวลาก็ไปร้านบะหมี่ร้านนั้น ลองชิมอาหารหลายๆ อย่าง พอนานไปอาจจะพบว่าสามารถกินอาหารที่คนอื่นทำได้ก็ได้ ถือโอกาสนี้คบหาเพื่อนบ้าง มันก็มีส่วนช่วยให้เธอหลุดพ้นจากโรคอีดีได้”

เจียงเหมยอิ่งพยักหน้า มือของเซียวอิ่นจางอุ่นมาก ทำให้หัวใจของเธออบอุ่นตามไปด้วย

“ไม่ต้องกังวล ฉันอยู่ตรงนี้เสมอ” เขาพูดอย่างจริงจัง

5

คำแนะนำของเซียวอิ่นจางทำให้เจียงเหมยอิ่งยิ่งมั่นใจว่าตนเองจะต้องไปสอดแนมที่ร้านบะหมี่โหย่วเจียน

ถือโอกาส…ก็แค่ถือโอกาส ไปขอโทษหานต้ง…โดยอ้างชื่อผู้กำกับหลิว

มาถึงยังชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์ฮุ่ยตูอีกครั้ง เจียงเหมยอิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าครั้งก่อนมาก ครั้งที่แล้วไม่รู้ว่าเป็นร้านของหานต้งคนนั้น แต่ครั้งนี้เจียงเหมยอิ่งรู้แล้วว่าเจ้าของร้านคือหานต้ง เธอได้แต่พยายามทำให้ตัวเองไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้และพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติ

คงเพราะใส่ผ้าปิดปาก คนอื่นจึงเห็นใบหน้าเธอได้ไม่ชัด ระหว่างทางเจียงเหมยอิ่งเองก็สบายใจมากขึ้น ไม่ก้มหน้าหลบเลี่ยงยามอยู่ท่ามกลางฝูงชนอีก

“ยินดีต้อนรับค่ะ! อ๊ะ…คุณเจียง…” หวงหรูหรูเพิ่งจะเอ่ยต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ก็พบว่าคนที่มาคือเจียงเหมยอิ่ง

เจียงเหมยอิ่งพยักหน้าอย่างเกรงใจ ใบหน้าขาวสะอาดขึ้นริ้วแดงเพราะความเขินอาย

ช่วงเวลาที่เจียงเหมยอิ่งมาในครั้งนี้ตรงกับเวลาอาหารพอดี คนจึงเยอะมาก คนแปลกหน้าจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันนี้ทำให้เจียงเหมยอิ่งละล้าละลัง ไม่กล้าเดินเข้าไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตือนใจตัวเองด้วยคำพูดของเซียวอิ่นจาง จะต้องเดินเข้าไปในกลุ่มคนอย่างกล้าหาญ มีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าอย่างกระตือรือร้น

เจียงเหมยอิ่งวางแผนในใจเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าร้านไป

โต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ตรงมุมว่างแล้ว หวงหรูหรูพาเจียงเหมยอิ่งตรงไปยังโต๊ะตัวนั้น เจียงเหมยอิ่งพยายามเดินผ่านตรงกลางระหว่างโต๊ะสองฝั่งอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตัวเองไปชนคนอื่นเข้า แต่ลูกค้าบางคนก็คุยกันออกรสออกชาติ หัวเราะตัวโยน กระโดดโลดเต้น เจียงเหมยอิ่งจึงต้องหลบหลีกอย่างระมัดระวัง

หวงหรูหรูถามเจียงเหมยอิ่งว่าต้องการสั่งอะไรตามปกติ

เจียงเหมยอิ่งก้าวออกมาจากเซฟโซน เธอเอ่ยถาม “เถ้าแก่อยู่ไหมคะ”

เวลาคุยกับเจียงเหมยอิ่ง หวงหรูหรูก็จะตั้งใจฟังเป็นอย่างดี เธอพยักหน้า “อยู่ค่ะ”

เจียงเหมยอิ่งผงกศีรษะ กำลังคิดอยู่ว่าควรจะขอโทษหานต้งอย่างไร

เจียงเหมยอิ่งกวาดตามองเมนูอาหารที่อยู่บนผนังรอบหนึ่ง ความกดดันในใจมากขึ้นทุกที ในเมนูไม่มีเมนูไหนเลยที่ดูแล้วเธอพอจะกินได้ในเวลานี้

“น้ำขิง?” เจียงเหมยอิ่งพูดพึมพำกับตัวเอง

หวงหรูหรูมองเจียงเหมยอิ่งอย่างสงสัย

เจียงเหมยอิ่งลุกขึ้นมา ชี้ไปยังบรรทัดสุดท้ายของเมนูอาหารบนผนัง อักษรสี่ตัวเล็กๆ ที่เขียนด้วยปากกามาร์กเกอร์บนผนังนั้นมีขนาดเท่าเม็ดข้าว ถ้าไม่มองให้ดีๆ ก็คงนึกว่าเป็นแมลงวัน

“น้ำขิงอุ่นใจ” หวงหรูหรูอ่านอักษรสี่ตัวนั้น เจียงเหมยอิ่งหันกลับมาเหล่ตามองหวงหรูหรู

สายตาคู่นั้นเหมือนมีคำถาม จะมีเมนูนี้หรือเปล่านะ

หรือนี่จะเป็นเมนูลับ? หวงหรูหรูเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าบนเมนูอาหารมีของแบบนี้เขียนเพิ่มลงไปตั้งแต่เมื่อไร

หวงหรูหรูจดเมนูพลางตอบ “มีค่ะ ยังต้องการอะไรอีกไหมคะ”

เธอเงยหน้ามองเจียงเหมยอิ่ง อีกฝ่ายส่ายหน้าทันทีโดยไม่มีท่าทีลังเล

“…แค่…น้ำขิง?” หวงหรูหรูกระตุกมุมปาก

เจียงเหมยอิ่งนั่งลงและพยักหน้า

ที่นี่คนเยอะเกินไป โต๊ะข้างๆ ยังมีชายฉกรรจ์สามคนกำลังดื่มเหล้าอยู่ พูดคุยเสียงดังจนทะลุโสตประสาท เจียงเหมยอิ่งรู้สึกว่าทุกครั้งที่พวกเขาหัวเราะเสียงดังเสมือนมีหมัดมาต่อยกลางหน้าท้องของเธอ ทำให้เธอเหงื่อออกมากผิดปกติ

เจียงเหมยอิ่งลอบถอนหายใจให้กับการเลือกของตน แม้น้ำขิงจะหวาน แต่ไม่มัน เจียงเหมยอิ่งแอบสะกดจิตตัวเอง น้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงเป็นแค่เครื่องดื่มทั่วไป อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นสามารถดื่มได้

 

ตอนที่หานต้งได้ยินหวงหรูหรูแจ้งออเดอร์ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ “น้ำขิงอุ่นใจ?” เขาขมวดคิ้ว คิดอยู่ครู่หนึ่งถึงนึกขึ้นได้ว่าร้านของพวกเขาเพิ่มเมนูนี้มาตอนไหน

“ค่ะ เป็นคุณเจียงที่เคยมาร้านเราเมื่อครั้งที่แล้ว สั่งน้ำขิงถ้วยหนึ่ง เถ้าแก่คะ เรามีขิงสดอยู่ใช่ไหม” หวงหรูหรูถาม

หานต้งพยักหน้า “อีกห้านาทีเสร็จ”

น้ำขิงสดมีเตรียมไว้อยู่แล้ว การทำน้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงนั้นจึงเร็วมาก เพียงแต่เขาไม่คิดว่านอกจากเหมียวเหมี่ยวแล้ว…ยังจะมีคนสั่งน้ำขิงอีก

อักษรสี่ตัวที่เขียนด้วยมือนั้นก็เป็นเหมียวเหมี่ยวที่เขียน

ตั้งแต่ร้านบะหมี่เปิดกิจการ น้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงถ้วยนี้เป็นเครื่องดื่มพิเศษเฉพาะของเหมียวเหมี่ยวมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เหมียวเหมี่ยวถูกความเย็นหรืออารมณ์ไม่ดี หานต้งก็มักจะต้มน้ำขิงให้เธอถ้วยหนึ่ง ความหนาวเหน็บของเหมียวเหมี่ยวก็ถูกขจัดไปในทันใด อารมณ์ก็จะดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ต่อมาเหมียวเหมี่ยวก็นึกสนุก เขียนคำว่า ‘น้ำขิงอุ่นใจ’ ลงไปบนเมนูอาหาร แถมยังพูดกับหานต้งด้วยรอยยิ้มว่า ‘น้ำขิงของเถ้าแก่ทำให้หัวใจของผู้คนอบอุ่น ดังนั้นจึงเรียกว่า ‘น้ำขิงอุ่นใจ’ ที่แสนจะอบอุ่นเหมือนกับตัวเถ้าแก่ไงล่ะ’

เขาไม่ใช่คนอบอุ่นอะไรหรอก หานต้งรวบรวมสมาธิเพ่งไปที่เตา ความขุ่นเคืองพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจโดยไร้สาเหตุ

เขาไม่ได้ดีกับทุกคน

หานต้งนึกว่านอกจากเหมียวเหมี่ยวแล้วก็คงไม่มีใครเจอตัวหนังสือเล็กๆ บรรทัดนั้น เขาก็แค่เห็นว่าน้ำขิงถ้วยนี้เป็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ตนเองมีต่อเหมียวเหมี่ยว คิดไม่ถึงว่า…สุดท้ายแล้วยังจะมีคนเจอมัน แถมยังสั่งเมนูนี้อีกด้วย

ก็เหมือนกับเหมียวเหมี่ยว ไม่ได้มีแค่เขาที่มองเห็นถึงความดีในตัวเหมียวเหมี่ยว ดังนั้นสุดท้ายแล้วเหมียวเหมี่ยวก็ไม่ได้เป็นของเขา

หานต้งหัวเราะเยาะตัวเอง หยิบน้ำขิงออกมา และกวาดตามองไปทางประตูห้องครัวแวบหนึ่ง

คนที่สั่งแค่น้ำขิงนั่นก็แปลก เป็นมื้อกลางวันแต่กลับดื่มแค่น้ำขิงถ้วยเดียว

หานต้งส่ายศีรษะ คนที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง ทางที่ดีเขาอย่าไปอยากรู้อยากเห็นจะดีกว่า

ห้านาทีต่อมาน้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงอันร้อนกรุ่นก็ถูกเสิร์ฟไว้บนโต๊ะ

เจียงเหมยอิ่งตั้งสติ นั่งยืดตัวตรง กล่าวขอบคุณกับหวงหรูหรูอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณค่ะ”

หวงหรูหรูฉีกยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ ระวังร้อนนะคะ”

เจียงเหมยอิ่งพยักหน้า ใช้มือทั้งสองข้างกุมถ้วยเอาไว้ สัมผัสได้ถึงความร้อนตรงกลางฝ่ามือ

ปลายจมูกได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำตาลทรายแดงและขิงสดอ้อยอิ่งอยู่จางๆ เมื่อหลับตาลง กลิ่นหอมนั้นก็พลันชัดเจนและเข้มข้นขึ้นมา

รู้สึกสบายมาก เจียงเหมยอิ่งพ่นลมหายใจ ความอบอุ่นจากฝ่ามือค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง รู้สึกได้ว่าหัวใจอบอุ่นขึ้นมา

จู่ๆ เธอก็มีความมั่นใจ

เจียงเหมยอิ่งถอดผ้าปิดปากออก ยกริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา หยิบช้อนตักแกงตักน้ำขิงขึ้นมาช้อนหนึ่งจ่อที่ปาก ใช้ริมฝีปากแตะเบาๆ ครู่หนึ่ง น้ำขิงนั้นร้อน แต่ในใจของเธอก็ไม่ได้มีความอึดอัดและไม่มีความรู้สึกคลื่นเหียนใดๆ

 

เจียงเหมยอิ่งตาเป็นประกาย อ้าปากเล็กน้อยแล้วซดน้ำขิงช้อนนั้นเข้าไปในปาก

ทันใดนั้นเองรสหวานละมุนก็แผ่กระจายออกมาและไหลลงคอในช่วงเวลาสั้นๆ จู่ๆ รสขิงอันเผ็ดร้อนก็ระเบิดออก อวลไปทั่วลำคอ จมูกของเจียงเหมยอิ่งพลันมีเหงื่อซึม แก้มทั้งสองข้างแดงซ่าน รสเผ็ดร้อนนี้คงอยู่เพียงสองวินาที รสหวานของน้ำตาลทรายแดงจากโคนลิ้นก็กลับคืนมาสะกดรสเผ็ดนั้นไว้ สุดท้ายแล้วเจียงเหมยอิ่งก็สูดปากเบาๆ รู้สึกได้ถึงรสหวานติดปลายอ่อนๆ ในปาก

อร่อยมาก! เจียงเหมยอิ่งสูดจมูก ดวงตาทั้งสองข้างแดงเรื่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขิงสดหรือเพราะความตื่นตะลึงในใจกันแน่

เมื่อก่อนเธอไม่เคยดื่มน้ำขิง และไม่เคยได้ลิ้มรสที่สลับเปลี่ยนไปมาอย่างนี้ ทว่าเพียงคิดว่าเชฟที่เทพขนาดนี้คือหานต้ง เจียงเหมยอิ่งก็เกิดอารมณ์สับสน

เธอไม่ชอบรสชาติของขิงสด แต่น้ำขิงถ้วยนี้กลับดื่มไปแล้วกว่าครึ่ง

เจียงเหมยอิ่งดื่มด่ำอยู่กับความซาบซึ้งของตนเอง ก่อนจะใส่ผ้าปิดปากกลับเข้าไปบนใบหน้า เมื่อเงยหน้าก็เห็นหานต้งกอดอกพิงประตูห้องครัวจ้องมองตนเองอยู่ ไม่รู้ว่ามองมานานแค่ไหนแล้ว

เมื่อทั้งสองสบสายตากัน หานต้งก็ยกคิ้วแล้วพยักหน้าน้อยๆ ให้กับเจียงเหมยอิ่งด้วยสีหน้าราบเรียบ แววตานิ่งเฉย คล้ายกับว่าแค่บังเอิญสบตากับลูกค้าของเขา และทักทายเป็นมารยาทเท่านั้น จากนั้นเขาก็สวมหมวกเชฟที่อยู่ในมือแล้วกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง

เจียงเหมยอิ่งเพิ่งอ้าปากหมายจะเรียกชื่อหานต้ง แต่เขาก็กลับเข้าไปในห้องครัวเสียก่อน เธอจึงมองที่ประตูห้องครัวอย่างงงงวย

หานต้งคนนี้ไม่เหมือนกับที่เธอจินตนาการเลยจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นลูกไม่รักดีคนนั้นที่พ่อของเขาเรียกเมื่อตอนอยู่ที่ปักกิ่ง หรือจะเป็นเชฟหน้าตายและเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์เกินเหตุคนนั้นที่อยู่ในรายการ

เขาหนักแน่น ใจเย็น พูดน้อย ทั้งยังสามารถ…ทำอาหารที่เธอกินได้อีกด้วย

ไม่แน่ว่าหลังจากที่เธอค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับคนในร้านบะหมี่ เธอกับหานต้งก็อาจจะกลายเป็นเพื่อนกันได้จริงๆ

บทที่ 3 อาหารแลกกับความจริงใจ

1

เจียงเหมยอิ่งแช่อยู่ในร้านบะหมี่นานมาก รอจนคนในร้านเหลือแค่สองโต๊ะ พอในครัวว่าง หานต้งกับเจิ้งหลินเทียนก็ออกมา

เจิ้งหลินเทียนเห็นเจียงเหมยอิ่งก็ทักทายอย่างเป็นมิตร “คุณเจียง มาอีกแล้วเหรอครับ~”

เจียงเหมยอิ่งค่อยๆ คุ้นชินกับความกระตือรือร้นของเจิ้งหลินเทียนแล้ว เธอยิ้มและพยักหน้า

เจิ้งหลินเทียนกำลังจะเข้าไปพูดคุยกับเจียงเหมยอิ่งสักสองสามประโยค ก็ถูกหานต้งเรียกให้เข้าไปล้างจานชามที่เหลือในครัว

ลูกค้าโต๊ะหนึ่งลุกไปเช็กบิล หวงหรูหรูก็ไปให้บริการพวกเขาที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน

หานต้งยืนอยู่ข้างโต๊ะเจียงเหมยอิ่งเพียงลำพัง เจียงเหมยอิ่งรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ เมื่อเงยหน้าเหลือบมองหานต้งก็พบว่าสายตาของเขามองมาที่ตนเองพอดี

เจียงเหมยอิ่งรีบหลุบตาลงหลบสายตา แต่ในใจยังจดจำได้ถึงภารกิจที่เธอมาในครั้งนี้

เธอกัดฟันก่อนจะลุกขึ้นพูดกับหานต้งเสียงเบาว่า “เถ้าแก่หาน ที่ฉันมาครั้งนี้เพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณค่ะ”

หานต้งมองออก น้ำขิงที่เหลืออยู่ครึ่งถ้วยเย็นหมดแล้ว แต่เจียงเหมยอิ่งยังคงนั่งอยู่ในร้านเหมือนกำลังรออะไร แววตาที่มองเขาก็เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูด

“เรื่องอะไรครับ”

“เอ่อ…” เจียงเหมยอิ่งนึกหาคำอยู่นาน กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ก่อนหน้านี้ทีมงานรายการของเราสร้างความวุ่นวายให้พวกคุณ”

หานต้งได้ยินจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย และก็ไม่เกรงใจอีก “สร้างความวุ่นวายไม่น้อยทีเดียว”

“…” เธอควรไปต่ออย่างไรดีล่ะ

หานต้งไม่ชอบคนนิสัยโลกส่วนตัวสูงที่เอาแต่กลัวตัวสั่นงันงกอย่างเจียงเหมยอิ่ง ทว่ารอยยิ้มที่มีความสุขบนใบหน้าในตอนที่เธอดื่มน้ำขิงเมื่อครู่กลับสลักลึกอยู่ในหัว ไม่อาจลบออกไปได้

เขาชำเลืองมองเจียงเหมยอิ่งอีกครั้ง ก็พบว่าเธอหลุบตาลงเหมือนคิดอะไรอยู่อย่างอึดอัดใจ

“ยังมีธุระอะไรอีกไหมครับ” หานต้งถาม

เจียงเหมยอิ่งกัดฟันเอ่ยขอโทษต่อ “นั่น…เป็นเพราะการตัดต่อของพวกเราทำให้ผู้ชมเข้าใจเถ้าแก่หานผิดไป…”

“อืม แล้ว?”

“…ฉันมาที่นี่เพื่อขอโทษเถ้าแก่หานอย่างจริงจัง ขอโทษจริงๆ ค่ะ” เจียงเหมยอิ่งพูดเสียงเบา ในใจแสนกระอักกระอ่วน เธอคิดเงียบๆ ผู้กำกับหลิว ถ้าคุณไม่เพิ่มโบนัสให้ฉัน ฉันเอาคุณตายแน่

“ไม่ต้อง” จู่ๆ หานต้งก็พูดขึ้นมา

เจียงเหมยอิ่งตะลึงงัน เธอเงยหน้ามองเขา กลับพบว่าแววตาลุ่มลึกของอีกฝ่ายกำลังมองเธออย่างจริงจัง

เขายกสองมือกอดอก ชุดเชฟสีขาวทั้งตัว สะอาดสะอ้าน พิถีพิถัน แขนเสื้อพับขึ้นมาถึงข้อศอกทีละทบๆ เผยให้เห็นข้อมือและแขนที่ขาวสะอาดของเขา

หานต้งกล่าวอธิบายเสียงเรียบ “ก่อนอื่น ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องอื่น ผมไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองผมยังไง แค่ผมไม่มีอะไรต้องละอายใจต่อตัวเองก็พอแล้ว”

เจียงเหมยอิ่งกะพริบตา สติยังไม่คืนกลับมา

“อีกอย่าง คำขอโทษของคุณไม่จริงใจเลยสักนิด แน่นอนว่าที่คุณตัดต่อนั่นก็ทำเกินไปบ้างจริงๆ แต่นั่นก็เป็นปัญหาของทีมงานรายการของพวกคุณ ที่คุณมาขอโทษก็ไม่ได้มาเพราะใจจริงสินะครับ ในเมื่อคำขอโทษไม่จริงใจ งั้นก็ไม่ต้องพูดแล้วครับ ในใจคุณเองก็คงไม่ได้รู้สึกดี”

หานต้งพูดราบเรียบ แต่เจียงเหมยอิ่งฟังแล้วกลับรู้สึกอับอายและโมโห

โมโหที่ถูกแทงใจดำ

หานต้งพูดไม่ผิด เธอไม่ได้มาขอโทษด้วยความจริงใจจริงๆ เธอก็แค่คิดว่าตัวเองมาขอโทษแทนผู้กำกับ เธอเองก็แค่เป็นคนซวย ดังนั้นจึงคิดว่าแค่มาก็จบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเพราะหานต้ง ทำให้โทรศัพท์มือถือของเธอมีสายโทรก่อกวนมาตลอดสามปีเต็ม

หากไม่ใช่เพราะดูเหมือนว่าหานต้งจะสามารถทำอาหารที่เธอกินได้ออกมาได้ล่ะก็ เธอก็ไม่อยากจะมาเสวนากับเขาอีกครั้งหรอก

“เถ้าแก่หาน ฉันขอโทษคุณอย่างจริงใจนะ” เจียงเหมยอิ่งขมวดคิ้วเบาๆ เสียงดังขึ้นเล็กน้อย

หานต้งไม่ตอบรับ

ไฟโทสะในใจของเจียงเหมยอิ่งค่อยๆ ปะทุไหม้ขึ้นมา ท่าทีของหานต้งทำให้เธอไม่พอใจมาก ถึงแม้ว่าเขาจะพูดถูกก็ตาม เธอไม่จริงใจก็จริง แต่ท่าทางไม่ยี่หระของเขาทำให้เธอโมโหมาก

เจียงเหมยอิ่งไม่พูดไม่จา เดินหน้าดำไปเช็กบิลแล้วก็สะบัดหน้าจากไป หานต้งมองแผ่นหลังของเธอ จากนั้นก็มองน้ำขิงที่เหลืออยู่บนโต๊ะและขมวดคิ้ว

2

เจียงเหมยอิ่งหัวเสียตลอดทางกลับบ้าน

แต่ขณะที่โมโห เธอกลับคิดถึงรสชาติน้ำขิงต้มน้ำตาลทรายแดงไม่หยุด กลิ่นฉุนของขิงยังคงวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก ทำให้เธอค่อยๆ ผุดไอเดียเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

พอออกจากรถไฟฟ้าใต้ดิน เจียงเหมยอิ่งก็แวะซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ข้างๆ อพาร์ตเมนต์ ซื้อขิงสดมาสองขีดครึ่ง เมื่อกลับถึงห้อง เธอก็พับแขนเสื้อและสวมผ้ากันเปื้อน เริ่มทำสูตรอาหารของตัวเอง

เธอนำขิงสดส่วนหนึ่งมาล้างให้สะอาด หลังจากปอกเปลือกก็วางไว้ในกะละมัง เติมเกลือและน้ำส้มสายชู จากนั้นก็ปิดฝาดองไว้สองชั่วโมง

ระหว่างที่รอ เจียงเหมยอิ่งก็นำขิงสดที่เหลืออยู่ล้างให้สะอาดและนำมาฝานเป็นแผ่น โยนมันลงไปในน้ำเดือด จากนั้นก็นำอกไก่ใส่ลงไปทั้งชิ้น รอหลังจากน้ำขิงซึมเข้าไปในเนื้อไก่แล้ว เจียงเหมยอิ่งก็ยกอกไก่ขึ้นมา นำไปทำเป็นไก่ฉีกและคลุกกับน้ำมันมะกอก

สองชั่วโมงต่อมา เจียงเหมยอิ่งก็นำขิงสดดองมาล้างให้สะอาด คลุกกับน้ำตาลนิดหน่อย สุดท้ายก็นำขิงสดดองมาหั่นฝอย

ทักษะการใช้มีดของเจียงเหมยอิ่งไม่เลวเลย โดยพื้นฐานแล้วสามารถหั่นขิงเป็นเส้นฝอยได้อย่างเสมอกัน และบางเหมือนเส้นผม

เจียงเหมยอิ่งหยิบขิงมาชิมเส้นหนึ่ง รสเผ็ดหายไปเกือบจะทั้งหมดแล้ว อมเปรี้ยวอมหวาน รสชาติกำลังดี กลิ่นขิงยังฉุนอยู่ ขิงอ่อนสดๆ ยังมีกลิ่นแรงขนาดนี้ คุณภาพไม่เลวเลย

เจียงเหมยอิ่งชิมไก่ฉีกผัดขิง กลิ่นคาวของเนื้อไก่ถูกขจัดไปจนหมดและแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนของขิง แต่เพราะเป็นขิงอ่อนจึงไม่เผ็ด

เจียงเหมยอิ่งจัดไก่ฉีกผัดขิงลงบนกะหล่ำปลีหั่นฝอย จากนั้นก็โรยหน้าด้วยขิงดองหั่นฝอย และถ่ายรูป

 

พระเอกของวันนี้คือขิงสด เพราะกลัวว่าจะเผ็ดเกินไปก็เลยเลือกเป็นขิงอ่อนที่สดใหม่ รสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก ค่อนข้างคล้ายกับหมูผัดขิงของญี่ปุ่น นำเนื้อไก่ฉีกและกะหล่ำปลีหั่นฝอยมากินคู่กัน ชูรสชาติให้โดดเด่น ข้างบนเป็นขิงดองหั่นฝอย เพราะใส่เกลือค่อนข้างเยอะ คนที่กำลังลดน้ำหนักต้องกินน้อยๆ นะ

 

หานต้งเห็นสูตรอาหารสูตรใหม่ของตำรวจตัวกลมก็นึกสงสัย ทำไมวันนี้ถึงได้เกี่ยวกับขิงสด

เขาส่งไดเร็กต์เมสเสจไปให้ตำรวจตัวกลม

 

เชฟแคป : ของวันนี้เป็นขิงสด?

ตำรวจตัวกลม : เห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตวางขายขิงอ่อนฤดูใบไม้ผลิ ก็เลยอยากทำดู

เชฟแคป : คืนนี้หลังจากปิดร้านแล้วผมจะลองดู

ตำรวจตัวกลม : อืม เป็นสูตรที่ทำให้พวกคุณ เอาไปเถอะ

 

มือที่กำลังพิมพ์ข้อความของหานต้งชะงักไป เธอเข้าใจลักษณะพิเศษของร้านพวกเขาจริงๆ

หานต้งอดไม่ไหวที่จะถามเธอ

 

เชฟแคป : ช่วงนี้คุณมาที่ร้านเราเหรอครับ

ตำรวจตัวกลม : เปล่านี่

 

ความรู้สึกผิดหวังพุ่งขึ้นมาในใจหานต้งอย่างสะกดไม่อยู่

 

เชฟแคป : ผมชอบสูตรอาหารของคุณในช่วงนี้มาก ค่อนข้างเหมาะกับเทสต์ของคนหมู่มากทีเดียว

ตำรวจตัวกลม : ขอบคุณ

 

เจียงเหมยอิ่งวางโทรศัพท์ลง ลอบก่นด่าตัวเองว่าใจบุญสุนทานเสียจริงๆ หงุดหงิดอยู่เต็มอกแต่กลับปิดบังตัวตนของตัวเอง แถมยังเอาสูตรอาหารให้อีกฝ่ายอย่างสุภาพนุ่มนวลอีก

ไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะไม่ไปขอโทษหานต้งอีกแล้ว ถ้าผู้กำกับหลิวถามขึ้นมาเธอก็จะบอกว่าหานต้งไม่ยินดีที่จะรับคำขอโทษ เธอไม่อยากจะเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบกับก้นเย็นๆ* หรอก

เจียงเหมยอิ่งนั่งบนเตียงแล้วใช้สองมือกอดเข่าไว้ มองไปยังบทสนทนาในโทรศัพท์มือถือ แล้วฟุบหน้าลงบนเข่า

เจียงเหมยอิ่งคิดไว้เสียดิบดี แต่ไม่กี่วันต่อมาเธอก็พบว่าตัวเองคิดไกลเกินไป

ผู้กำกับหลิวเกรงใจหานต้งกับซานเว่ยฟางมาก จึงเรียกเจียงเหมยอิ่งไปคุยอีกครั้ง

“เสี่ยวเจียง เธอขอโทษแล้วหรือยัง”

เจียงเหมยอิ่งหน้าบึ้ง “ผู้กำกับหลิว ฉันขอโทษแล้วค่ะ”

“ถ้างั้นแล้วทำไมเถ้าแก่หานถึงยังไม่ติดต่อฉันมาล่ะ ฉันได้ฝากนามบัตรของฉันให้เธอไปหรือเปล่า” ท่าทางของผู้กำกับหลิวเองก็กระวนกระวาย

เจียงเหมยอิ่งพูดหงอยๆ “เถ้าแก่หานไม่ยอมรับคำขอโทษจากฉันค่ะ”

“ฮะ! เขายังโกรธอยู่เหรอ” ผู้กำกลับหลิวพลันมีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา

เจียงเหมยอิ่งอธิบาย “ไม่ใช่ค่ะ เขาไม่ได้แคร์เลยสักนิด บอกว่าไม่เป็นไร”

นี่เป็นนิสัยของหานต้ง ไม่อย่างนั้นตอนแรกที่ทำรายการ เขาจะไม่สนใจอะไรเลย และไม่ดูแม้แต่วิดีโอตัวอย่างแบบนั้นเหรอ

ผู้กำกับหลิวผ่อนลมหายใจ เห็นท่าทางเป็นทุกข์ของเจียงเหมยอิ่ง ในที่สุด ความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่กว่าความเมตตา เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง “งั้นเสี่ยวเจียง เธอดูสิ เธอไปมาหาสู่บ่อยๆ ก็คงค่อนข้างสนิทกับเถ้าแก่หานแล้วล่ะสินะ”

“…” ในใจของเจียงเหมยอิ่งเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี

“ฉันคิดว่าจะฝากเธอเอานามบัตรของฉันไปให้เขาด้วย เธอว่า…เธอพอจะมีเวลาไหม” ผู้กำกับหลิวถาม

ท่าทางของผู้กำกับอ่อนโยนเสียจนเจียงเหมยอิ่งทำอย่างไรก็ไม่อาจปฏิเสธได้

เธอหลับตาลง รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ผู้กำกับหลิวคะ ทำไมต้องเอานามบัตรไปให้เขาให้ได้ด้วย”

ผู้กำกับหลิวขยิบตาให้เจียงเหมยอิ่ง “คนหนุ่มสาวเนี่ยไม่รู้จักมองการณ์ไกลกันสินะ ถ้ามีคอนเน็กชั่นกับซานเว่ยฟาง เราจะถ่ายทำร้านเก่าแก่อะไรทำนองนั้นกันไม่ได้เชียวเหรอ อย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นรายการอะไร”

รายการทัวร์ชิมทั่วจีนที่เป็นสกู๊ปพิเศษด้านอาหารอันดับหนึ่งของประเทศ พอไม่มีเรื่องกินแล้วก็ไม่มีค่าอะไร

เจียงเหมยอิ่งใจเย็นลง เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้กำกับหลิวถึงอยากถ่ายทำซานเว่ยฟาง

ก็ใช่ ตอนนี้ยังไม่มีรายการที่เคยถ่ายทำวัฒนธรรมอาหารการกินของซานเว่ยฟาง แม้จะมีรายการแข่งขันทำอาหารเคยใช้ห้องครัวและห้องอาหารของซานเว่ยฟาง แต่เชฟใหญ่ของซานเว่ยฟางเองล้วนไม่เคยได้เข้ากล้อง

“ก็นับได้ว่าพวกเราเคยถ่ายเชฟใหญ่ของซานเว่ยฟางแล้ว หานต้งไม่ใช่หรอกเหรอคะ” เจียงเหมยอิ่งเปลี่ยนเรื่อง

ผู้กำกับหลิวส่ายหน้า “ที่พวกเราถ่ายทำเป็นแค่อาหารระดับพื้นๆ ของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับอาหารอันโอชะของซานเว่ยฟางเลย อีกอย่าง หานต้งเคยบอกกับเราว่าถ่ายเขาได้ แต่ห้ามใช้ซานเว่ยฟางโปรโมต ห้ามดึงซานเว่ยฟางเข้ามาเกี่ยวข้อง ร้านบะหมี่โหย่วเจียนคือร้านบะหมี่โหย่วเจียนของเขา ไม่ใช่ของซานเว่ยฟาง” ผู้กำกับหลิวนึกย้อนไป เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ดูไปแล้ว เถ้าแก่น้อยคนนี้จะมีความเชื่อมั่นเป็นของตัวเอง และมีความคิดต่างจากซานเว่ยฟาง”

เจียงเหมยอิ่งคิดว่าก็ถูก ซานเว่ยฟางที่มีร้านร้อยกว่าสาขาทั่วประเทศ มีภัตตาคารระดับมิชลินสิบกว่าแห่ง แต่ละแห่งล้วนเป็นภัตตาคารหรู การบริโภคเฉลี่ยต่อคนต่ำสุดอยู่ที่ห้าร้อยถึงหกร้อยหยวน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์จำนวนมหาศาลของซานเว่ยฟาง การประดับตกแต่งและรสนิยมของแต่ละแห่งล้วนหรูหราประณีต มีเอกลักษณ์โดดเด่น และทุ่มเงินไม่อั้น

ถึงอย่างไรเธอก็คิดไม่ถึงว่าผู้รับช่วงต่อคนต่อไปของอาณาจักรอาหารที่เก่งกาจขนาดนี้ จะยอมมามุดอยู่ในร้านบะหมี่ร้านเล็กๆ ในแถบชานเมืองฝูเฉิง ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทำงานกันอยู่แค่สามคน ผลประกอบการในแต่ละวันเทียบไม่ได้แม้แต่กำไรสุทธิในสองชั่วโมงของร้านที่เล็กที่สุดของซานเว่ยฟางด้วยซ้ำ

เหตุผลอะไรที่ทำให้หานต้งยอมแตกหักกับพ่อของตนเอง หนีออกจากบ้าน หนีจากชีวิตที่ดีพร้อมและผู้คนต่างอิจฉาก่อนหน้านี้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

แม้เจียงเหมยอิ่งจะไม่พอใจหานต้ง แต่กลับสนใจใคร่รู้ขึ้นมา

3

หลายวันต่อมา เวลาอาหารค่ำ

“เถ้าแก่คะ คุณเจียงมาอีกแล้ว” หวงหรูหรูพิงประตูห้องครัวแล้วเอ่ยเสียงเบา “วันนี้สั่งไข่ดาวค่ะ”

“ไข่ดาว?” พอหานต้งได้ยินก็ขมวดคิ้ว และถามกลับด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ค่ะ เป็นไข่ดาว ฟองเดียว ไม่ใส่ซีอิ๊ว” หวงหรูหรูพยักหน้า

เจิ้งหลินเทียนยู่ปาก “ลดน้ำหนักสินะ”

หวงหรูหรูพูดเสริม “อ้อ อีกอย่าง คุณเจียงหวังว่าเถ้าแก่จะลงมือทำเองด้วยค่ะ”

มือของหานต้งที่กำลังคีบเต้าหู้แห้งหยุดชะงัก เขาพยักหน้าเพื่อแสดงว่าตนเองได้ยินแล้ว

เจิ้งหลินเทียนพึมพำกับตัวเองอยู่ด้านข้างว่าเจียงเหมยอิ่งมีอคติกับเขาหรือเปล่า ฝีมือทำอาหารของเขาก็ดีมากนะ

ความรู้สึกที่หานต้งมีต่อเจียงเหมยอิ่งนั้นซับซ้อนมาก

ท่าทางที่เธอดื่มน้ำขิงในวันนั้น หานต้งจำได้ไม่ลืม เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่มีนัยซับซ้อนแบบนั้นมาก่อน หานต้งอ่านไม่ออก จึงยิ่งสนใจมากขึ้น

แต่ท่าทีที่เธอมาขอโทษเขาเพราะเรื่องรายการนั้นไม่จริงใจเอาเสียเลย คล้ายกับฝืนใจไล่เป็ดขึ้นคอน* หานต้งอดคิดไม่ได้ว่ามุมมองส่วนตัวของเธอคงจะเหมือนกับสิ่งที่แสดงออกมาในตอนที่เธอตัดต่อวิดีโอใช่หรือไม่ คิดว่าเขารุนแรงกับเจิ้งหลินเทียนเกินไป และเป็นพวกเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์กับการทำอาหารและเรื่องอาหารการกินมากเกินไป ด้วยเหตุนี้เองตอนที่มาขอโทษจึงไม่ได้รู้สึกผิดจากก้นบึ้งหัวใจ

ยิ่งเคารพอาหาร ก็จะยิ่งเข้าใจในการที่เขาเข้มงวดกับข้อกำหนดในด้านนี้

หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือเจียงเหมยอิ่งไม่เคารพอาหารใช่หรือไม่

หานต้งยืนอยู่ตรงประตูห้องครัว สังเกตเจียงเหมยอิ่ง หัวคิ้วค่อยๆ ผูกเข้าหากัน

แม่สาวน้อยที่ผมสั้นเท่าติ่งหูคนนี้ ลักษณะอายุประมาณยี่สิบสองยี่สิบสาม ท่าทางกลัวคนแปลกหน้าและค่อนข้างโลกส่วนตัวสูง เมื่ออยู่ในร้าน ทำอะไรก็ระแวดระวังไปหมด สวมชุดวอร์มธรรมดาๆ สบายๆ ไหปลาร้าเด่นชัด มองออกว่าร่างกายผอมบางเป็นพิเศษ ใบหน้าเล็กมาก แต่สีหน้าขาวซีดไม่มีสีเลือด ดวงตาคู่นั้นมีแววเฉลียวฉลาดและมีเสน่ห์ หางตาเฉียงขึ้นเล็กน้อย สวยมาก

เวลานี้เธอจับจ้องไปยังจานที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นเต้น ใช้ตะเกียบทิ่มลงไปบนไข่ดาว จากนั้นก็เฉือนตรงมุมเบาๆ ตอนที่เห็นไข่แดงไหลเยิ้มออกมา ดวงตาก็พลันเป็นประกาย ในแววตาเต็มไปด้วยความสดใสยินดี ทำให้คนมองแล้วอารมณ์ดีตามไปด้วย

สาขาหลักของซานเว่ยฟางที่ปักกิ่ง เขาเคยเห็นลูกค้าที่เห็นอาหารราวกับเป็นขุมสมบัติมานักต่อนัก แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นพวกตะกละ มักจะให้ความสำคัญกับโอกาสที่จะได้ลิ้มรสวัตถุดิบบางอย่างซึ่งมีแค่ครั้งเดียวในหนึ่งปีเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้เองแม้สีหน้าจะเคร่งขรึม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความตะกละ

ในแววตาของผู้หญิงคนนี้แม้จะมีความสุข ทว่าความสุขนี้กลับมีอารมณ์ที่ซับซ้อนมาก ราวกับเป็นความปีติยินดีเมื่อได้รับหยาดฝนหลังจากที่แห้งแล้งมาเนิ่นนาน ในความเยือกเย็นนั้นมีความประหลาดใจพุ่งทะลุออกมา

เธอสำรวจไข่ดาวราวกับกำลังส่องกล้องจุลทรรศน์ดูส่วนประกอบ ตรวจสอบอย่างละเอียด จากนั้นก็ค่อยๆ คีบส่วนที่เฉือนออกมาอย่างระมัดระวัง

ไข่ดาวชิ้นเล็กๆ ชิ้นนั้นเล็กกว่าเล็บนิ้วมือด้วยซ้ำ หานต้งเพียงเห็นร่างกายเธอชะงักไป เบะปาก ดูท่าทางสะเทือนอารมณ์มาก

หานต้งมองเธอที่ค่อยๆ กินไข่ดาวหมดไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เธอไม่ได้หยิบตะเกียบขึ้นมาอีก

สั่งไข่ดาวฟองเดียวแล้วก็ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง? กินทิ้งกินขว้างเกินไปแล้ว

หานต้งรู้สึกรำคาญ นี่คงจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำของเขา เมื่อเห็นคนอื่นกินทิ้งกินขว้าง เขามักจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ตอนนี้เห็นเจียงเหมยอิ่งแล้วก็ยิ่งเป็นมากขึ้นไปอีก

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะหมุนกายเข้าไปในครัว

เจิ้งหลินเทียนเงยหน้าขึ้นก็เห็นความไม่พอใจบนใบหน้าอาจารย์ของตน แม้หานต้งจะยังคงอารมณ์สงบนิ่ง แต่เป็นศิษย์อาจารย์กันมาสามปี มองแวบเดียวเจิ้งหลินเทียนก็รู้แล้วว่าหานต้งไม่พอใจ

“เป็นอะไรไปครับอาจารย์ ถึงได้อารมณ์ไม่ดีขนาดนี้”

หานต้งส่ายหน้า อารมณ์คุกรุ่นไม่พูดไม่จาอยู่นาน

ขณะที่เจิ้งหลินเทียนคิดว่าเขาคงไม่ตอบแล้ว จู่ๆ ก็ได้ยินหานต้งพูดว่า “จะดีแค่ไหนถ้ามีผู้หญิงที่รักการกินและก็ไม่กินทิ้งกินขว้าง”

เจิ้งหลินเทียนงงงัน ถามเขาอย่างลังเลว่า “อาจารย์…หมายถึง…พี่เหมียวสินะครับ?”

“…” จู่ๆ ก็พูดถึงเหมียวเหมี่ยว อารมณ์ของหานต้งพลันจมดิ่ง เขาชำเลืองมองเจิ้งหลินเทียน ไม่ได้พูดอะไร ทว่าอานุภาพที่อยู่ในแววตาคู่นั้นถึงกับทำให้เจิ้งหลินเทียนตัวสั่นระริก

เจิ้งหลินเทียนรีบหันเหความสนใจของหานต้ง “อาจารย์ ร้านสาขาย่อยของเราจะเปิดกิจการเมื่อไหร่ล่ะครับ”

“ได้เงินทุนเต็มจำนวนแล้วก็โอเค” หานต้งตอบ

ตอนออกมาจากปักกิ่ง บัตรธนาคารทั้งหมดของเขาถูกอายัด ปีที่แล้วเพิ่งจะคืนดีกับพ่อ ช่วงนี้จึงค่อยๆ ปลดอายัดบัตร พอถึงเวลาก็จะมีเงินทุน และค่อยๆ เริ่มโปรเจ็กต์ของเขา

เขาอยากจะสร้างอาณาจักรอาหารเกรดบีที่ยิ่งใหญ่เหมือนซานเว่ยฟาง แต่วางตำแหน่งทางการตลาดไม่เหมือนกับซานเว่ยฟางทั้งหมด

เจียงเหมยอิ่งพอใจมาก ไข่ดาวที่ทอดด้วยน้ำมันหมู มันกำลังพอดีและหอมมาก ขอบไข่ชั้นนอกเป็นสีเหลืองทอง กรอบ

น้อยครั้งที่เธอจะกินไข่ที่มันขนาดนี้ แถมยังกินไปได้มากกว่าครึ่ง คืบหน้าไปได้มากทีเดียว เจียงเหมยอิ่งอยากจะบอกข่าวดีให้พ่อแม่และเซียวอิ่นจางได้รู้โดยทันที

แต่ตอนนี้เธอยังมีภารกิจอื่นอีก พอคิดถึงภารกิจขึ้นมา อารมณ์ก็พลันดำดิ่ง รู้สึกไร้เรี่ยวแรง

เธอรอให้คนค่อยๆ บางตาลงเหมือนอย่างเคย ฉวยโอกาสตอนที่หานต้งออกมาจากห้องครัว ร้องเรียกหานต้งเสียงเบา

หานต้งขมวดคิ้ว ถามว่า “มีอะไรครับ”

เจียงเหมยอิ่งเลียริมฝีปาก รู้สึกคุ้นตากับหานต้งในมุมนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว เธอใจกล้าขึ้นนิดหน่อย ฉีกมุมปาก ยิ้มอย่างแข็งกระด้าง “คือว่า…เรื่องเมื่อครั้งที่แล้ว ฉันขอโทษคุณจากใจจริงจริงๆ ค่ะ”

น้ำเสียงสุภาพมากเกินไป กลับทำให้หานต้งรู้สึกไม่ชิน

เขาเลิกคิ้ว ไม่ได้ตอบกลับไปในทันที

เจียงเหมยอิ่งหน้าด้านพูดต่อไปพลางหยิบเอานามบัตรของผู้กำกับหลิวและของตัวเองออกมาจากกระเป๋า “อีกอย่าง…คือว่า…แค่ก รบกวนคุณเก็บอันนี้ไว้หน่อยนะคะ บริษัทของเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถร่วมงานกับคุณได้มากยิ่งขึ้น”

“…” หานต้งไม่ได้รับไว้ในทันที แต่หลุบตามองนามบัตร

นามบัตรของผู้กำกับหลิวอยู่ด้านบน เจียงเหมยอิ่งก้มหน้า ใช้สองมือยื่นให้ ท่าทางราวกับกำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งด้วยความอดทน หานต้งมองไม่เห็นนามบัตรของเจียงเหมยอิ่งที่อยู่ข้างใต้

หานต้งปฏิเสธเสียงเย็น “คุณเก็บกลับไปเถอะ”

เจียงเหมยอิ่งอึ้งไป “ทำไมคะ”

“หัวหน้าของคุณให้คุณมาเพราะอยากจะมีคอนเน็กชั่นกับซานเว่ยฟางสินะ แล้วที่คุณมาขอโทษผมหลายครั้งขนาดนี้ก็เพราะเหตุผลนี้ใช่หรือเปล่า” หานต้งพูดอย่างเย็นชา

ที่เขาพูดเป็นความจริง เจียงเหมยอิ่งไร้ข้อแก้ตัว ใบหน้าของเธอขาวซีด ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

“ผมเคยบอกไปแล้วว่าผมไม่โกรธ จะขอโทษหรือไม่ขอโทษก็ไม่เป็นไร”

“แต่ว่า…”

หานต้งถอนหายใจเบาๆ “และตอนนี้ผมก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซานเว่ยฟางแล้ว พวกคุณมาหาผม ผมก็ให้พวกคุณไปถ่ายทำรายการที่ซานเว่ยฟางไม่ได้หรอก”

หานต้งไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับซานเว่ยฟางอีก เพียงแค่อยากอาศัยความพยายามและความสามารถของตนเองเท่านั้น

เจียงเหมยอิ่งหน้าแดง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอายหรือเพราะโมโหกันแน่

“เถ้าแก่หาน…แค่เรื่องเก็บนามบัตรสองใบ…”

หานต้งกลับถามเธอว่า “คุณชอบอาหารที่ผมทำเหรอ”

เจียงเหมยอิ่งอึ้งไป ตอบไปตามจิตใต้สำนึก “ชอบค่ะ” อาหารที่หานต้งทำ เธอสามารถกินได้ในตอนนี้ซึ่งเป็นอย่างที่สอง ส่วนอีกอย่างก็คืออาหารที่เธอทำ

“ผมไม่ยักจะมองออก” หานต้งคัดค้านคำพูดของเธออย่างตรงไปตรงมา

หานต้งไม่เข้าใจว่าเจียงเหมยอิ่งคิดอย่างไรกับอาหารที่ตนเองทำ เธอมาที่ร้านไม่กี่ครั้ง ไม่เคยกินอะไรหมดเลย แถมยังเหลืออีกมากกว่าครึ่ง เขามองไม่ออกจริงๆ เลยว่าเจียงเหมยอิ่งชอบอาหารที่เขาทำ

เจียงเหมยอิ่งคงแค่มาทำภารกิจของเจ้านายให้สำเร็จเท่านั้น

เพียงคำคัดค้านออกมาจากปากของหานต้ง ใบหน้าของเจียงเหมยอิ่งเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด สีหน้ายิ่งไม่น่ามอง

เธอจะไม่ชอบอาหารที่ตัวเองกินลงได้อย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าที่ทำมานั้นอร่อยมากด้วย!

ท่าทีของหานต้งนั้นเห็นได้ชัดว่ามีอคติกับเธอ

เจียงเหมยอิ่งไม่พอใจ “หานต้ง ถ้าคุณจะตำหนิฉันเพราะเรื่องรายการที่ฉันและบริษัทของเราทำ งั้นฉันก็ขอโทษคุณแทนตัวฉันเองและบริษัทของเราก็แล้วกัน แต่ฉันขอร้องคุณว่าอย่ามาตัดสินความคิดของคนอื่นตามใจชอบ”

หานต้งได้ยินคำพูดของเธอก็อึ้งไป เสียงของเธอไม่ได้แผ่วเบาเหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่กลับกัน น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นไม่น้อย หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่จริงจังของเจียงเหมยอิ่ง

“บนโลกนี้ไม่มีใครชอบอาหารอร่อยๆ ไปมากกว่าฉันอีกแล้ว คุณไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก” เจียงเหมยอิ่งพูดมาถึงตอนท้าย เธอสะอื้นเล็กน้อย จ้องมองหานต้งด้วยขอบตาแดงก่ำ ก่อนจะหิ้วกระเป๋าและสะบัดศีรษะออกจากร้านไป

หานต้งหันหลังให้ประตู ยังคงตกอยู่ในภวังค์จากคำพูดของเธอ

คำพูดเมื่อกี้นี้ออกมาจากใจของเจียงเหมยอิ่งอย่างแท้จริง ถึงขั้นฟังออกว่าเธอไม่พอใจเอามากๆ

หานต้งเริ่มครุ่นคิดว่าตนเองเข้าใจเจียงเหมยอิ่งผิดไปหรือเปล่า

4

ช่วงนี้เจียงเหมยอิ่งส่งสูตรอาหารให้หานต้งไม่น้อยเลย และเธอก็ยังปฏิเสธค่าลิขสิทธิ์สูตรอาหารที่หานต้งเสนอมาครั้งแล้วครั้งเล่า

ตอนนี้คิดๆ ดูแล้วก็ใจดีจนตามืดบอดไปแล้วจริงๆ

เจียงเหมยอิ่งพูดถึงหานต้งให้เซียวอิ่นจางฟัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “คนพรรค์นี้ เหมือนที่พ่อเขาพูดไว้ไม่มีผิด ไร้มนุษยธรรม”

คนที่เกลียดไม่ว่าจะแสดงข้อดีมากมายแค่ไหน ก็ยังคงเกลียดอยู่วันยังค่ำ

เซียวอิ่นจางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “บางทีนี่อาจจะมีอะไรเข้าใจผิดกัน เธอก็อย่าตัดสินเอาเองสิ”

เจียงเหมยอิ่งส่ายศีรษะ “เขาเป็นผู้ชายใจแคบ เกลียดชะมัด”

“แต่เขาก็จะเป็นคนช่วยชีวิตเธอต่อจากนี้นะ” เซียวอิ่นจางลูบศีรษะเธอ พูดปลอบใจเบาๆ “ถึงยังไงขอแค่เธอกินอาหารที่เขาทำก็พอ ไม่จำเป็นต้องไปคลุกคลีกับเขาก็ได้ล่ะมั้ง”

เจียงเหมยอิ่งเบ้ปาก ดึงดันต่อ “จำเป็นต้องคลุกคลีน่ะสิ ฉันยังไม่ได้เอานามบัตรของผู้กำกับให้เขาเลย!”

“…” เซียวอิ่นจางยิ้มโดยไร้คำพูด

“ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ไม่ใช่แค่ผู้กำกับหลิวนะ พอถึงเวลานั้นแม้แต่บอสก็มาโทษฉัน แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ” เจียงเหมยอิ่งพูดอย่างกลัดกลุ้ม “ไม่รู้ทำไมต้องให้ฉันไปทำเรื่องแบบนี้ด้วย” ถ้าจะโทษก็โทษที่เธอตัดต่อวิดีโอที่เต็มไปด้วยการปะทะอารมณ์แบบนั้นออกมาในตอนที่สมองฟุ้งซ่าน

เซียวอิ่นจางเห็นเธอคิดได้แล้วก็ตบบ่าเธอเบาๆ “เอาล่ะ งั้นครั้งหน้าเธอก็เอานามบัตรให้ลูกศิษย์ของเขา หรือไม่ต่อไปก็สั่งดีลิเวอรี่ไปส่งที่บริษัท จะได้ใกล้หน่อย”

“แต่ถ้าสั่งดีลิเวอรี่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะเป็นหานต้งทำเองนี่” เจียงเหมยอิ่งจนปัญญา

จุดนี้เองก็น่าเหลือเชื่อมาก ตอนอยู่ที่ร้านเธอสามารถแยกออกได้อย่างง่ายดายว่าอาหารจานไหนหานต้งเป็นคนทำ จานไหนเจิ้งหลินเทียนเป็นคนทำ เพราะถ้าเห็นแล้วรู้สึกพะอืดพะอม อยากอาเจียน นั่นก็คืออาหารที่เจิ้งหลินเทียนทำ

เธอรู้ว่ามีแค่อาหารที่หานต้งทำเท่านั้นเธอถึงจะกินมันได้

ตอนนี้มาถึงทางตันแล้ว เจียงเหมยอิ่งไม่อยากเจอหานต้งคนหน้าตายคนนั้นอีกเลยจริงๆ

เซียวอิ่นจางโน้มน้าวอยู่นาน ในที่สุดเจียงเหมยอิ่งก็ตกปากรับคำ ไปกินอาหารที่ร้านบะหมี่โหย่วเจียนต่อ อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาอาการป่วยของตนเองไปก่อน

 

วันต่อมาเจียงเหมยอิ่งเลิกงานก่อนเวลา แต่งตัวอย่างประณีตบรรจง ฉวยโอกาสตอนที่ในร้านคนน้อยๆ เชิดหน้าวางท่า ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านอย่างสง่าผ่าเผย

หวงหรูหรูเห็นเจียงเหมยอิ่งเข้าประตูมาก็ตกใจ วันนี้คุณเจียงสวมชุดเดรสสีดำ สวมรองเท้าส้นสูงสีดำ ใส่ต่างหูห่วงใหญ่คู่หนึ่ง ริมฝีปากทาด้วยสีแดงเพลิง ใส่แว่นตาดำอันใหญ่ ออร่าเปล่งประกายสุดๆ!

ทะเลาะกับเถ้าแก่ไปแล้วเมื่อวันก่อน วันนี้จะมาก่อเรื่องอีกหรือไง

หวงหรูหรูกระวนกระวาย ยังไม่ทันได้ไปเรียกหานต้งที่อยู่ในห้องครัวก็ถูกเจียงเหมยอิ่งเรียกไว้ “สั่งอาหารค่ะ!”

เสียงนั้นดังมาก แต่ฟังแล้วก็อ่อนแรงมากเช่นกัน

เธอรีบวิ่งเข้าไป ยกยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปากแล้วทักทาย “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าต้องการอะไรคะ”

เจียงเหมยอิ่งไม่ถอดแว่นตาดำ เธอใช้มันปกปิดแววตาตื่นกลัวและขาดความมั่นใจของตนเอง

เธอเชิดคางขึ้นและเผยอริมฝีปากแดงเล็กน้อย “บะหมี่เนื้อตุ๋นน้ำแดง!”

หวงหรูหรูเซอร์ไพรส์มาก คงเพราะเจียงเหมยอิ่งมาร้านตั้งหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่สั่งอาหารจานหลัก

หวงหรูหรูจดไปถามไป “ดะ…ได้ค่ะ ไม่ทราบว่าใส่ต้นหอมหรือผักชีไหมคะ เอาเผ็ดหรือเปล่าคะ”

แววตาของเจียงเหมยอิ่งที่อยู่ใต้แว่นดำล่อกแล่กไปมา ชั่วขณะนี้ใจเธอเต้นจนแทบกระดอนออกมา โชคดีที่คนอื่นไม่เห็นสีหน้าแววตาของเธอ เพราะตอนนี้ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล

เธอไม่แน่ใจว่าหลังจากสั่งบะหมี่ไปแล้วตนเองจะกินได้สักกี่คำ บะหมี่ชามนั้นที่เจิ้งหลินเทียนให้เมื่อครั้งก่อนเธอกินไปได้แค่สองคำก็ยกให้ฟางเข่อเข่อ ตอนนี้สั่งชามใหญ่ขนาดนี้ กินทิ้งกินขว้างเกินไปแล้ว

“เอ่อ…เอ่อ…เอาหมดเลย” เจียงเหมยอิ่งตอบคำถามของหวงหรูหรูอ้อมๆ แอ้มๆ เสียงกลับมาอยู่ในระดับปกติ

หวงหรูหรูพยักหน้า หลังจากจดออเดอร์แล้วก็เสียบสมุดและปากกาไว้ที่กระเป๋าผ้ากันเปื้อน ก่อนจะไปสั่งออเดอร์ที่ครัว ยังไม่ทันถึงประตูห้องครัว จู่ๆ หานต้งกลับเดินออกมาขวางหวงหรูหรูไว้

หานต้งยื่นมือไปหยิบสมุดที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของหวงหรูหรู กวาดตามองออเดอร์บนสมุด จากนั้นก็เดินไปหาเจียงเหมยอิ่งที่นั่งอยู่กลางร้าน

หานต้งวางสมุดลงบนโต๊ะ สองมือค้ำยันโต๊ะไว้แล้วก้มมองเจียงเหมยอิ่ง เจียงเหมยอิ่งถูกเขาจ้องจึงรู้สึกหวั่นใจอยู่หน่อยๆ

“คุณแน่ใจนะครับว่าจะสั่ง” หานต้งถามเธอเสียงต่ำ

เสียงของหานต้งทุ้มต่ำน่าฟัง ตอนที่ตั้งใจมองเขาพูดทำเอาเธอหัวใจเต้นรัว

เจียงเหมยอิ่งเห็นหานต้งหน้าตึงตั้งแต่เขาออกมา เธอตื่นเต้นมาก สองมือกำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ อารมณ์ที่ปกปิดอยู่ภายใต้แว่นดำ เพราะกังวล กล้ามเนื้อจึงเกร็งเล็กน้อย

หานต้งมองออกว่าเจียงเหมยอิ่งก็แค่สั่งบะหมี่เนื้อด้วยความโมโห เธอคงจะกินได้แค่ไม่กี่คำ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบฝีมือการทำอาหารของเขาก็ตาม เขาไม่อยากเห็นเหตุการณ์กินทิ้งกินขว้างเกิดขึ้นอีก

“คุณเจียง อาหารที่ผมทำ มีตรงไหนที่ไม่ดีหรือเปล่าครับ คุณบอกมาได้เลย” หานต้งถาม

เจียงเหมยอิ่งส่ายหน้า

หานต้งยืดตัวตรง ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก และเปลี่ยนเรื่องพูด “วันนี้ผมรับนามบัตรไม่ได้ ส่วนคำขอโทษผมรับไว้ ครั้งที่แล้วผมเองก็พูดไม่ถูก ขอโทษคุณด้วยครับ”

เจียงเหมยอิ่งเบิกตากว้าง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

นี่มันอะไรกัน ตบหัวแล้วลูบหลังหรือไง

หานต้งพูดจบ เห็นเจียงเหมยอิ่งพยักหน้าอย่างตกอยู่ในภวังค์ก็หันกลับเข้าไปในห้องครัว เขาพูดขอโทษไม่เก่ง คำขอโทษนี้ทำให้เขาต้องเตรียมใจอยู่นานมาก

ไม่นานบะหมี่ก็มาเสิร์ฟ และก็ยังคงเป็นบะหมี่ที่หานต้งทำเองกับมือ

ในร้านมีคนไม่มาก หานต้งนั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ กับประตูห้องครัว มองเจียงเหมยอิ่งเป็นครั้งคราว

เมื่อเจียงเหมยอิ่งเห็นบะหมี่ควันฉุยมาเสิร์ฟ แววตาก็เต็มไปด้วยความปีติยินดี ในใจของหานต้งดำดิ่ง คิดว่าตนเองคงจะเข้าใจเจียงเหมยอิ่งผิดไปจริงๆ ใครว่าเธอไม่ชอบอาหารที่เขาทำกัน

ผลสุดท้ายความคิดนั้นก็คงอยู่ได้ไม่นาน หานต้งเหมือนถูกตบหน้า

เจียงเหมยอิ่งกินบะหมี่ชามนั้นไม่หมด ไม่สิ ต้องบอกว่ากินเส้นบะหมี่ไปได้แค่สามคำ ไม่ได้แตะกระทั่งน้ำซุปและเนื้อ จากนั้นก็วางตะเกียบและช้อนลงเตรียมเช็กบิล

เจียงเหมยอิ่งก็ยังดูดี สุขภาพแข็งแรง นอกจากผอมนิดหน่อยก็มองไม่ออกเลยสักนิดว่าไม่เจริญอาหาร

อารมณ์โมโหที่ยากจะอธิบายปะทุขึ้นมาในใจของหานต้ง

เธอไม่เคารพอาหาร และก็ไม่ชอบฝีมือทำอาหารของเขาจริงๆ ด้วยสินะ

เขาเห็นเจียงเหมยอิ่งเรียกหวงหรูหรูไป หลังจากจ่ายเงินก็คุยอะไรกันสักอย่างเสียงเบา จากนั้นก็ยัดของใส่ในมือหวงหรูหรูแล้วเดินออกจากประตูร้านไป

หานต้งเรียกหวงหรูหรูมาทันทีแล้วถาม “เธอให้อะไรไว้”

หวงหรูหรูล้วงเอานามบัตรสองใบออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน “เอ่อ อันนี้ค่ะ คุณเจียงฝากฉันเอามาให้คุณ”

หานต้งมองแวบนึงก็เห็นว่าบนนั้นมีชื่อของผู้กำกับแซ่หลิว เขาพลันหงุดหงิดใจ ไม่พูดจาสักคำ ลุกขึ้นยืนแล้วออกไปตามเจียงเหมยอิ่ง

“รอเดี๋ยว” หานต้งตะโกนเรียกเจียงเหมยอิ่ง

เจียงเหมยอิ่งชะงัก ก่อนจะหันมาหาเขาตัวแข็งทื่อ “มีอะไรเหรอคะ”

นัยน์ตาของเธอล่อกแล่ก ไม่กล้ามองหานต้ง เธอแอบยัดนามบัตรให้หวงหรูหรู แถมยังกำชับหวงหรูหรูไว้ว่าต่อไปเธอจะสั่งดีลิเวอรี่ ต้องพยายามให้หานต้งเข้าครัวให้ได้”

คิดไม่ถึงว่าหานต้งจะตามมาเร็วขนาดนี้

หานต้งสีหน้าเย็นชา “เรื่องครั้งที่แล้วถึงผมจะพูดไม่ดี แต่ผมก็ยังอยากถามคุณเจียงสักหน่อย”

“คะ?”

“อาหารที่ผมทำมีอะไรที่คุณไม่ชอบหรือเปล่า”

เจียงเหมยอิ่งเอ่ยอย่างแปลกใจ “ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าไม่มี”

“งั้นทำไมไม่แตะบะหมี่ชามนั้นเลย”

“ฉันกินแล้ว ก็แค่กินน้อยไปหน่อย…” เจียงเหมยอิ่งพูดอย่างรู้สึกผิด

พ่อครัวทุกคนไม่ชอบที่ความทุ่มเทของตนเองถูกทำให้สิ้นเปลืองหรอก โดยเฉพาะคนที่เกิดมาในตระกูลด้านอาหารอย่างหานต้ง เขาพยายามปรับปรุงคุณภาพให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และมีใจเคารพในอาหาร

บะหมี่ชามนั้นไม่มีอะไรที่ไม่ดี แต่เจียงเหมยอิ่งป่วยเป็นโรคเบื่ออาหาร และก็ไม่ยอมบอกใคร

“ถ้าคุณไม่ชอบกินอาหารที่เราทำ คุณจะเปลี่ยนร้านก็ได้” หานต้งแนะนำ

แววตาของเจียงเหมยอิ่งเต็มไปด้วยความร้อนรน เธอพยายามอธิบาย “ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ไม่ชอบ…”

“งั้นทำไมล่ะ” หานต้งถาม

เจียงเหมยอิ่งไม่รู้จะอธิบายเหตุผลอันซับซ้อนของตัวเองออกมาอย่างไร อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นาน พูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว

ดูเหมือนว่าจะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน

เธอเห็นคนหลายคนล้อมตัวเธอในอดีตไว้ เสียงหัวเราะแหลมดังขึ้นรอบๆ ตัว ใบหน้าของเธอในอดีตแทบจะเคลื่อนเข้ามาจนชิด

เสียงเสียดหูของเธอในตอนนั้นเอ่ยถาม ‘งั้นนายก็บอกมาสิ ถ้านายไม่ได้เอาไปแล้วใครเอาไป’

เสียงแตกหนุ่มของคนอีกคนหัวเราะแหบแห้งและพูดว่า ‘ฮ่าๆๆ แก้วใบละแปดหมื่นเยนของเธอแค่ใบเดียว ไม่มีค่าพอให้เป็นของเล่นของพวกเราด้วยซ้ำ’

รูม่านตาของเจียงเหมยอิ่งหดลงในทันใด หัวของเธอราวกับถูกของหนักกระแทกอย่างรุนแรง จู่ๆ เธอก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อได้สติคืนมา เธอก็ตระหนักได้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในโรงเรียน คนตรงหน้าคือหานต้ง

“ทำไมคุณถึงได้รั้นนัก! ทุกคนต่างก็มีเรื่องที่ไม่อยากพูดถึงกันทั้งนั้นแหละ!” เจียงเหมยอิ่งขึ้นเสียงสูง มองเขาอย่างโมโห แล้วก็หมุนกายจากไป

หานต้งยังไม่ทันได้ตะโกนเรียก เจียงเหมยอิ่งก็วิ่งหนีหายไปในพริบตา

ความเร็วในการวิ่งและสภาพร่างกายยังดีมาก ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนป่วย หานต้งรู้สึกแค่ว่าเจียงเหมยอิ่งเป็นคนแปลกๆ

เขากลับไปถึงร้าน หวงหรูหรูก็เข้ามาถามอย่างกังวล “เถ้าแก่ นามบัตรนี้จะเอายังไงดีคะ”

“…” หานต้งรับนามบัตรมา เหลือบมองชื่อของผู้กำกับหลิวและถอนหายใจ “เก็บไว้เถอะ” ขณะที่พูด เขาเพิ่งเห็นว่าข้างใต้ยังมีนามบัตรอีกใบ จึงหยิบออกมาดู

หวงหรูหรูบอกว่า “เถ้าแก่ เมื่อกี้คุณเจียงบอกฉันว่าต่อไปถ้าเธอสั่งอาหาร ต้องพยายามทำให้คุณเข้าครัวให้ได้ แถมยังไม่ให้ฉันบอกคุณด้วย ฉันคิดว่าเธอน่าจะชอบฝีมือทำอาหารของคุณนะคะ อาจจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้กินไม่ค่อยลงล่ะมั้ง เถ้าแก่?”

หานต้งไม่ได้ฟังที่หวงหรูหรูพูด เขาจ้องเบอร์ติดต่อของเจียงเหมยอิ่งที่อยู่บนนามบัตร จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

นี่มัน…เป็นเบอร์มือถือที่เขาเคยใช้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก่อนที่จะออกจากบ้านไม่ใช่เหรอ

5

ทันทีที่เจียงเหมยอิ่งเข้ามาในห้อง เธอก็เริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเองออก จากนั้นก็กระโดดฝังตัวเข้าไปในผ้าห่มด้วยความหงุดหงิด

บนโลกนี้ทำไมถึงได้มีคนที่น่ารังเกียจอย่างหานต้งกันนะ!

เธอเอาสูตรอาหารให้เขาด้วยความหวังดี ผลกลายเป็นว่าคนคนนั้นไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานของเธอไม่พอ แถมยังมาเค้นถามสาเหตุการกินทิ้งกินขว้างของเธออีก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่หานต้งแทบจะทำลายชีวิตตลอดสามปีที่ผ่านมาของเธอ!

เพราะใช้เบอร์มือถือเลขเดียวกันกับเขา ชีวิตอันสวยงามของเธอต้องมากล้ำกลืนฝืนทนกับการถูกก่อกวนถึงสามปี

สวรรค์ ทำไมเขาถึงได้มีเพื่อนสนิทมิตรสหายมากมายขนาดนี้นะ คนรอบตัวเขาต่างก็โทรมาและส่งข้อความมาให้เธอ!

ตอนนี้เจียงเหมยอิ่งแน่ใจแล้วว่าหานต้งเถ้าแก่ร้านบะหมี่ที่น่ารังเกียจคนนั้นเมื่อตอนกลางวัน ก็คือ ‘หานต้ง’ คนที่ ‘ก่อกวน’ ชีวิตเธอมาตลอดสามปี

ไม่ว่าอย่างไรเจียงเหมยอิ่งก็ข่มความโกรธไม่ได้ สุดท้ายจึงเปิดผ้าห่มลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ แล้วส่งไดเร็กต์เมสเสจไปให้เชฟแคป

 

ตำรวจตัวกลม : อยู่ไหม ฉันมีคำถามจะถามคุณ

เชฟแคปตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ครับ

 

เจียงเหมยอิ่งใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่จะโต้ตอบกลับไป เธอรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังเตรียมพร้อมที่จะทำงาน

 

ตำรวจตัวกลม : ตอนที่ฉันไปร้านบะหมี่ของคุณครั้งแรก ได้ยินลูกน้องของคุณกำลังปรึกษากันเรื่องที่จะจัดงานวันเกิดให้คุณ คุณเกิดวันที่สี่ เดือนมีนาคมใช่ไหม

เชฟแคป : ครับ คุณมาที่ร้านวันนั้นเหรอ

 

เจียงเหมยอิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โยนคำถามเฮือกสุดท้ายออกไป

 

ตำรวจตัวกลม : ใช่ ฉันขอถามคุณหน่อย เมื่อก่อนคุณเคยใช้เบอร์มือถือที่ลงท้ายด้วย 1993 ใช่ไหม

เชฟแคป : คุณรู้ได้ยังไง

 

เจียงเหมยอิ่งเผยรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ และเริ่มพิมพ์ข้อความยาวๆ อย่างคล่องมือ

 

ตำรวจตัวกลม : ฉันต้องรู้แน่นอนสิ! เบอร์ที่ฉันใช้ตอนนี้ก็คือเบอร์เก่าของคุณไง! คุณรู้ไหมว่าคุณทำฉันซวยแค่ไหน! คุณจะหนีออกจากบ้านก็อย่าทำให้กระทบชีวิตคนอื่นได้หรือเปล่า! โดนด่าว่าเด็กเลว ลูกไม่รักดีวันเว้นวัน! มีสายโทรมากวนเรียกฉันว่าคุณหานทุกวัน! แถมยังมีแจ้งเตือนบิลค่าน้ำค่าไฟของบริษัทส่งมาทุกเดือน! วันเกิดฉันแต่ละปีธนาคารก็ไม่ได้ส่งข้อความยินดีมาให้ฉัน! แต่วันเกิดคุณดันได้รับมาสิบกว่าข้อความ! คุณถามว่าฉันรู้ได้ยังไง ฉันจะใช้บทเรียนที่เต็มไปด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตาบอกให้คุณรู้ไว้!

 

เจียงเหมยอิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเติมเงินค่าโทรไปทีเดียวห้าร้อยหยวนเพื่อร่วมกิจกรรมของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ล่ะก็ เธอคงเปลี่ยนเบอร์ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับสายก่อกวนแล้วล่ะ

ตอนนี้ใช้มาสามปีแล้ว ทั้งคนและข้อมูลที่ติดพันอยู่กับเบอร์นี้มีมากเกินไป หากเปลี่ยนเบอร์ก็จะกระทบไปทั้งหมด จึงไม่สะดวกที่จะเปลี่ยนจริงๆ เมื่อคิดถึงว่าอนาคตข้างหน้ายังต้องกลับปักกิ่ง เจียงเหมยอิ่งก็เลยไม่เปลี่ยนเบอร์อย่างเด็ดขาด

“…” อีกด้านหนึ่ง หานต้งที่กำลังถือโทรศัพท์นิ่งงันเป็นไก่ไม้*

ผ่านชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้ว ลูกค้าในร้านลดลงไปมาก เสียงพูดคุยเบาๆ ของคนไม่กี่คนดังมา

หานต้งเหม่อลอยอยู่ที่เคาน์เตอร์ สมองขาวโพลน ยังประมวลผลข้อความแสนยาวเหยียดที่ตำรวจตัวกลมส่งมาด้วยอารมณ์โมโหพุ่งปรี๊ดไม่ได้ไปชั่วขณะ

เขาถามอย่างงุนงง

 

เชฟแคป : คุณเป็นใคร

ตำรวจตัวกลม : ฉันก็คือเจียงเหมยอิ่งยังไงล่ะ! รู้หรือยัง! ไอ้คนเฮงซวย!

 

เจียงเหมยอิ่งยิ้มเย็น รู้สึกว่าอารมณ์โมโหของตนได้ระบายออกไปหมดแล้ว อยากจะแหงนหน้าหัวเราะเหลือเกิน เธอเดาได้เลยว่าอารมณ์บนใบหน้าหานต้งจะเปลี่ยนไปต่างๆ นานามากแค่ไหน

แต่หานต้งเป็นคนหน้าตาย อารมณ์บนใบหน้าของเขาก็ยังคงราบเรียบอยู่อย่างนั้น

ทว่าแววตาตกตะลึงก็เปิดเผยอารมณ์ของเขาออกมา

เขาอึ้งไปนาน จนในที่สุดก็ดึงสติกลับมาได้

เขาเพิ่งจะรู้ว่าเจียงเหมยอิ่งใช้เบอร์เก่าที่เมื่อก่อนตนเองเคยใช้ ด้วยตอนนั้นเขาหนีออกจากบ้านกะทันหันมาก เจียงเหมยอิ่งจะต้องโดนเพื่อนๆ และคนใกล้ชิดของเขาคอยรบกวนตลอดเวลาแน่ หานต้งคิดอยู่แล้วว่าเจียงเหมยอิ่งน่าจะรู้ว่าเขาก็คือเจ้าของเบอร์คนเก่า แต่ไม่คิดว่าเธอจะระเบิดอารมณ์ออกมา

หานต้งรู้สึกว่ามันน่าขำจริงๆ จะหัวเราะก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็ไม่ออก

ภาพลักษณ์ของตำรวจตัวกลมที่ร่าเริงสดใส สร้างแรงบันดาลใจ และเฉลียวฉลาด จู่ๆ ก็มีตัวตนจริงๆ ขึ้นมา เธอมีผมสั้นสีน้ำตาลยาวถึงติ่งหู มีดวงตาคู่งามมีเสน่ห์ จมูกและริมฝีปากเล็ก ใบหน้ารูปไข่ รูปร่างไม่สูง ผอมบางมาก แต่งตัวทันสมัย ทั้งยังกลัวคนแปลกหน้าและพูดจาเสียงเบา

ตอนที่อับอายจนกลายเป็นโมโห ทั้งใบหน้าแดงก่ำ จากนั้นก็พูดกับเขาตาขวาง พยายามเปล่งเสียงให้ดังขึ้น แต่กลับยังขาดพลังของความโกรธ

น่ารักเหมือนลูกแมว ‘ขู่’

หานต้งหัวเราะ

เขาแทบจินตนาการได้เลยว่าเจียงเหมยอิ่งที่อยู่ปลายสายในตอนนี้กำลังพองขนด่าทอถึงความผิดของเขาอย่างไรบ้าง

 

ตำรวจตัวกลม : ฉันไม่เคยเจอใครที่น่ารังเกียจเท่าคุณเลย! คุณเป็นพ่อครัวแท้ๆ ยังจะมาค่อนแคะลูกค้าอีก! ฉันขอบอกให้คุณทราบอย่างเป็นทางการ! ความร่วมมือระหว่างตำรวจตัวกลมและคุณ! โอเวอร์! บ๊ายบาย!

 

หานต้งนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะรีบส่งข้อความไปขอโทษ

 

เชฟแคป : ขอโทษครับ

ระบบแจ้งเตือน : ตำรวจตัวกลมแบล็กลิสต์คุณ

 

“…”

ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาล่ะก็ ถูกรบกวนตลอดทั้งวันเพราะเจ้าของเบอร์คนเก่า แถมยังถูกพาร์ตเนอร์ตำหนิอีก เขาก็คงโกรธเหมือนกัน

หานต้งเริ่มคิดทบทวนตัวเอง

เจียงเหมยอิ่ง ไม่สิ ตำรวจตัวกลม เป็นคนที่รักอาหาร จากเวยป๋อของเธอก็พอมองออกว่าเธอหวงแหนอาหารมาก และไม่ใช่คนที่กินทิ้งกินขว้างแบบนั้น

แต่การแสดงออกของเจียงเหมยอิ่งตอนที่อยู่ในร้านกลับแตกต่างออกไป หานต้งนึกย้อนไปถึงท่าทีตอนที่เจียงเหมยอิ่งกินอาหารเหลือ ดูแล้วไม่ได้เต็มใจ บางครั้งก็ถึงขั้นรู้สึกปวดใจมาก

พอนึกถึงคำพูดของหวงหรูหรู หานต้งก็รู้แล้วว่าตัวเองผิด เจียงเหมยอิ่งจะต้องมีความลับอะไรสักอย่างและบอกเขาไม่ได้แน่นอน แต่เขากลับเค้นถามไม่หยุด กระทั่งกล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่เคารพอาหาร

เขาส่งไดเร็กต์เมสเสจหาตำรวจตัวกลมซ้ำๆ แต่ข้อความนั้นก็ส่งไม่ไป แม้แต่คอมเมนต์บนเวยป๋อก็ล้มเหลว

หานต้งถอนหายใจ เปิดหน้าต่างข้อความอย่างจนใจ

เจียงเหมยอิ่งไม่รู้สินะว่าเขาความจำดีมาก

 

หลังจากเจียงเหมยอิ่งกำจัดโทสะที่สุมอยู่ในอกออกไปได้แล้ว ก็รู้สึกว่าแค้นนี้ได้รับการสะสางเรียบร้อย เธอโยนมือถือทิ้งไว้ด้านข้างแล้วกลิ้งบนเตียงด้วยความลิงโลด

นิสัยของหานต้งเธอก็พอจะเข้าใจ เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก

ดังนั้นเธอก็จะไม่ตอบเขา ให้หานต้งรู้สึกผิดซะบ้าง!

‘ติ๊ง’ โทรศัพท์มือถือสั่นครู่หนึ่ง

เจียงเหมยอิ่งกลิ้งกลับไปหาโทรศัพท์มือถือ นอนคว่ำบนเตียง และเปิดโทรศัพท์ดู

มีข้อความส่งมาจากเบอร์แปลก

 

คุณเจียงครับ ผมคือหานต้ง นี่คือเบอร์มือถือของผม วันนี้ขอโทษจริงๆ หวังว่าคุณจะยกโทษให้ผมนะครับ

 

“…”

เจียงเหมยอิ่งนอนคว่ำบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง รู้สึกหายใจไม่ออก

เธอจะเปลี่ยนเบอร์มือถือ!

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 ก.พ. 64

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: