X
    Categories: LOVEทดลองอ่านเพลิงธุลี

ทดลองอ่าน เพลิงธุลี บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 2

บ้านเรือนส่วนใหญ่สองข้างทางชานเมืองลุคน่ายังคงเป็นบ้านชั้นเดียวทำด้วยดินเหนียว ชาวบ้านจะปั้นขี้วัวเป็นก้อนกลมแปะไว้ตามผนังบ้านด้านนอกเพื่อกันความร้อน ทว่าพอรถเลี้ยวเข้าสู่ตัวเมืองลุคน่า สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมก็เริ่มเปลี่ยนเป็นอาคารพาณิชย์และบ้านก่ออิฐสีสันสดใส ประดับประดาด้วยดอกดาวเรืองตามประตูบ้านเพื่อบูชาเทพที่ตนเคารพนับถือ

สารินเหลือบมองหลอดไฟดวงเล็กดวงน้อยที่ห้อยระย้าตามเสาไฟสองข้างทาง สลับกับธงทิวปลิวไสว และป้ายโปสเตอร์ระบุถึงงานแต่งงานของลูกสาวเศรษฐีใหญ่ประจำเมือง

สารินปรายตามองชื่อเจ้าบ่าวบนป้ายโปสเตอร์ก่อนเปรยเสียงเรียบ

“แกรู้จักเจ้าบ่าวรึเปล่ามีร่า”

มีร่าลอยหน้าลอยตายิ้มๆ “ลูกค้าขาประจำของฉันเลยล่ะ”

“เขาเป็นใคร”

“ก็ญาติห่างๆ ของยายมุกตาร์นั่นแหละ หมอนี่ลูกแหง่จะตาย พ่อแม่สั่งให้ทำอะไรก็ทำ เรื่องแต่งงานก็คงไม่พ้นถูกพ่อแม่บังคับ”

“แล้วทำไมแม่เลี้ยงฉันถึงยอมให้แต่งงานด้วย ปกติรานีหวงลูกสาวจะตาย”

“คนเขาเม้าท์กันว่ายายมุกตาร์ท้อง แกก็รู้ว่าพี่สาวแกเป็นยังไง ใครจะไปรู้ว่านางท้องกับใคร ลูกค้าฉันเคยมาบ่นว่านางไปหาถึงบ้านแล้วบอกว่าท้องจะให้รับเป็นพ่อ แต่พวกนั้นมันลื่นอย่างกับปลาไหล ไม่มีใครยอมรับสักคน นางก็เลยต้องคว้าญาตินางมาแต่งด้วยน่ะสิ ไม่รู้ใช้เงินปิดปากไปเท่าไร”

สารินกระตุกยิ้ม เวรกรรมที่พวกมันเคยทำกับเธอ ในที่สุดก็ย้อนกลับมาสู่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน แล้วจะไม่ให้เธอรีบเข้าไปแสดงความยินดีกับพี่สาวสุดที่รักได้อย่างไร

หลังจากมีร่าพาเธอไปทานอาหารเช้าที่ร้านเจ้าประจำแล้ว ปารีก็ขับรถมาส่งเธอยังจุดหมาย ปารีไม่ได้ส่งที่หน้าบ้านหลังใหญ่แต่เลียบรถเข้าข้างทาง เยื้องกับบ้านหลังงามเพียงนิดเดียว มีร่าก็หันมาพลางยื่นมือถือให้

“มีอะไรก็โทรหาฉันหรือปารีก็ได้ ฉันเมมเบอร์ไว้ให้แล้ว”

“ขอบใจมาก”

“จะให้พวกฉันรอไหม เผื่อคนพวกนั้นไม่ยอมให้แกอยู่”

สารินส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ต้องหรอก พวกเขายอมให้ฉันอยู่ด้วยแน่”

สารินลงจากรถ เดินตัดถนนข้ามไปหยุดยืนหน้าประตูรั้วเหล็กซึ่งเปิดกว้างต้อนรับแขกผู้มาเยือน ตรงกลางประตูทางเข้าประดับด้วยม่านดอกดาวเรืองสีเหลืองระโยงระยางทั้งซ้ายขวา

คงเพราะพูรัมเป็นประเทศเล็กๆ ติดทะเลและเป็นเส้นทางสัญจรของเรือสินค้าในอดีตจึงได้รับอิทธิพลด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากหลากหลายดินแดน ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมจนกลายเป็นแบบฉบับของพูรัม

ที่จริงพูรัมค่อนข้างเปิดกว้างทางด้านศาสนา ใครใคร่นับถือศาสนาอะไรก็ตามแต่ใจปรารถนา ไม่ค่อยมีความขัดแย้งในเรื่องนี้นัก แต่ถ้าถามว่าวัฒนธรรมและดนตรีใกล้เคียงกับประเทศไหนที่สุดก็เห็นจะต้องเป็นอินเดีย

ดังจะเห็นได้จากเครื่องแต่งกายของสตรีที่เป็นชุดส่าหรี และซัลวาร์ กุรตา ซึ่งเป็นชุดที่ประกอบด้วยเสื้อตัวยาวคลุมเข่ากับกางเกงทรงหลวม ช่วงบนกว้างแต่ช่วงล่างลู่ลงมารัดข้อเท้า

สารินมองเข้าไปด้านในก็พบคนงานจำนวนมากกำลังเดินขวักไขว่เตรียมงาน หลายคนหยุดยืนมองแขกผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าสนใจใคร่รู้ เพราะสารินค่อนข้างแตกต่างจากสาวลุคน่าพอสมควร ผิวของเธอค่อนข้างขาว รูปร่างสูงเพรียวบาง ผิดแผกจากสาวลุคน่าที่ส่วนใหญ่โครงร่างใหญ่และมีผิวสีน้ำผึ้ง

หลังจากก้าวผ่านประตูเข้าไปหยุดยืนกลางลานบ้านซึ่งเปิดเพดานโล่งเพื่อรับแสง เสียงแหลมก็ดังขึ้นเรียกความสนใจของผู้คนในงาน

“นังสาริน!”

“คุณแม่!”

สารินคลี่ยิ้ม สาวเท้าเข้าไปหาหญิงวัยกลางคนผู้ชักสีหน้าถมึงทึงพลางก้มลงแตะเท้าอีกฝ่ายด้วยกิริยานอบน้อม ก่อนนำมือนั้นขึ้นมาจรดหน้าผากตนเองตามธรรมเนียมการเคารพผู้ใหญ่ของพูรัม ทว่าอีกฝ่ายกลับชักเท้าถอยหนี

“แกออกจากคุกตั้งแต่เมื่อไร”

สารินรู้ว่ารานีจงใจประกาศให้รู้ว่าเธอเคยติดคุก แต่เรื่องแค่นี้ทำอะไรสารินไม่ได้ รานีเล่นผิดคนแล้ว

“เพิ่งออกมาเมื่อเช้าค่ะคุณแม่”

“แล้วแกเสนอหน้ากลับมาที่นี่ทำไม”

“พี่มุกตาร์แต่งงานทั้งที สารินเป็นน้องสาวก็ต้องมาร่วมงานอยู่แล้วนี่คะ”

“ฉันมีลูกสาวแค่คนเดียว”

“คุณแม่ลืมลูกสาวคนนี้ แต่คงไม่ลืมบาปกรรมที่คุณแม่เคยทำกับหนูหรอกใช่ไหมคะ”

“แกพูดอะไรของแก” รานีกระแทกเสียง ทำทีจะยกมือเรียกคนรับใช้ให้มาไล่เธอออกไป แต่สารินรู้สันดานผู้หญิงคนนี้ดีจึงก้าวเข้าไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

“ใจเย็นสิคะคุณแม่ เพิ่งเจอหน้าก็จะไล่กันแล้ว หนูยังไม่ได้เล่าเรื่องชู้ของคุณแม่ให้ฟังเลยนะคะ”

“กะ…แกพูดบ้าอะไร”

“อย่าตีหน้าซื่อสิคะคุณแม่ ชายชู้ที่คุณแม่คบหาอยู่หลายปีก่อนจะจ้างคนอุ้มฆ่าหมอนั่น แล้วใส่ร้ายภรรยาของเขาว่าเป็นคนฆ่า คุณแม่ลืมแล้วเหรอคะ”

ยิ่งเห็นใบหน้าของรานีเผือดสี สารินก็ยิ่งเชื่อว่าข้อมูลที่นักโทษหญิงผู้นั้นและข้อมูลที่ปารีกับมีร่าสืบมาเพิ่มเติมเป็นเรื่องจริง

“แกคิดจะขู่ฉันเหรอ”

“หนูจะกล้าขู่คุณแม่ได้ยังไงล่ะคะ บุญคุณของคุณแม่ล้นฟ้า หนูนับวันรอตอบแทนบุญคุณของคุณแม่จนตัวสั่นเลยนะคะ”

“แกต้องการอะไร เพิ่งออกจากคุกอย่างแกคงไม่พ้นอยากได้เงินล่ะสิ”

“หนูบอกแล้วไงคะว่าหนูอยากตอบแทนบุญคุณของคุณแม่กับคุณพ่อให้สาสมเสียก่อน หนูถึงจะนอนตายตาหลับ”

“อีสาริน!”

“เบาๆ สิคะคุณแม่ เกิดหนูตกใจหลุดปากเรื่องชายชู้ของคุณแม่ขึ้นมา คุณแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะคะ ยิ่งวันนี้เป็นวันหมั้นของพี่มุกตาร์ด้วย ขายขี้หน้าแย่นะคะคุณแม่”

“อี…อี…นังงูพิษ นังลูกอกตัญญู!” รานีถลึงตา เท้าเอวชี้หน้าราวกับตัวร้ายในละครน้ำเน่า

“ถ้าหนูอกตัญญู หนูจะรีบกลับมาตอบแทนบุญคุณคุณแม่กับพี่มุกตาร์เหรอคะ”

“แกคิดจะทำอะไร”

“หนูก็แค่มาร่วมยินดีกับพี่มุกตาร์ แล้วก็กลับมาดูแลคุณแม่กับคุณพ่อให้สมกับเป็นครอบครัวตัวอย่างประจำเมืองลุคน่าไงล่ะคะ”

“แกคิดว่าฉันเชื่อที่แกพูดรึไง ไสหัวไปจากบ้านนี้ซะ ฉันไม่มีวันยอมเลี้ยงงูพิษไว้ในบ้านอีกหรอก”

“ตกลงคุณแม่จะเอาแบบนี้ใช่ไหมคะ”

“กะ…แกจะทำอะไร”

สารินกรีดยิ้มหวาน กุมมือผู้เป็นแม่เลี้ยงขึ้นมาบีบเบาๆ “หนูอยู่แค่เพียงไม่นาน ได้ที่ใหม่แล้วหนูก็จะไป แต่ถ้าคุณแม่ยังรั้นไม่เข้าเรื่อง อะไรๆ ที่คุณแม่พยายามปิดไว้ก็เห็นจะปิดไม่มิดหรอกนะคะ”

“แกคิดจะขู่อะไรฉันอีก”

“คุณแม่จะให้หนูสาธยายให้ผู้คนในงานฟังเหรอคะ” สารินเหลือบมองผู้คนในงานที่ต่างเมียงมองด้วยความใคร่รู้ “คุณแม่อยากให้หนูพูดเรื่องไหนก่อนดีคะ เรื่องชายชู้ของคุณแม่ เรื่องคุณพ่อหลอกคุณแม่ว่าพี่แม่บ้านเป็นญาติ ทั้งที่เป็นเมียเก็บของคุณพ่อ หรือว่าจะเอาเรื่องที่พี่มุกตาร์ท้องไม่มีพ่อดีคะคุณแม่”

“แก…นัง…นังงูพิษ…ฉันไม่น่าหลงเก็บแกมาเลี้ยงเลย” พอเห็นรานีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนเป็นที่พอใจแล้ว สารินก็ชักเข้าประเด็นทันที

“เอาล่ะค่ะ ไหนๆ หนูก็กลับมาแล้ว เรื่องงานแต่งงานของพี่มุกตาร์ คุณแม่สบายใจได้ค่ะ พี่มุกตาร์ได้แต่งงานมีสามีสมใจคุณแม่แน่นอน”

รานีหรี่ตามองลูกเลี้ยงอย่างหวาดระแวง มันเคยร้ายกาจอย่างไร ออกจากคุกกลับยิ่งร้ายกาจกว่าเดิม รานีส่งมันเข้าคุก มีหรือมันจะไม่รอวันเอาคืน ที่จริงรานีอยากขับไล่มันไปให้พ้นตา แต่อีกใจก็ค้านว่าเก็บศัตรูไว้ใกล้ตัวดีกว่า หากมันแว้งกัดก็จะได้ตีให้ตายไปเลย ไม่ใช่ปล่อยให้มันล้างแค้นแล้วหายเข้ากลีบเมฆไปเฉยๆ

“ถ้าแกอยากอยู่บ้านนี้ก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าจะมาอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ฉันสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ”

“ค่ะคุณแม่ หนูจะปัดกวาดเช็ดถูให้เกลี้ยง เหมือนไม่เคยมีอะไรวางอยู่เลยค่ะคุณแม่!”

สิ่งแรกที่สารินได้รับมอบหมายจากแม่เลี้ยงหลังได้รับอนุญาตให้อยู่บ้านนี้ก็คืออย่าสะเออะโผล่หน้ามาร่วมงานหมั้นเด็ดขาด ไม่แน่ใจว่าเพราะรานีอับอายที่ต้องรับคนขี้คุกเข้าบ้าน หรือเพราะไม่อยากให้ว่าที่สามีของมุกตาร์เห็นใบหน้าสวยหวานที่เคยสะกดหัวใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มานักต่อนักกันแน่

ที่จริงสารินก็ไม่คิดยินดีให้คนพรรค์นี้ขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว เธอหมายมั่นจะกระชากพวกมันลงนรกมากกว่า เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาออกแรง ปล่อยให้พวกมันเสวยสุขกันให้เต็มที่ ถึงเวลาเมื่อไรพวกมันจะไม่มีแม้แต่เวลาร้องขอความเห็นใจ

ด้วยความที่ยังเช้าอยู่ ว่าที่สามีของมุกตาร์และครอบครัวยังเดินทางมาไม่ถึง สารินจึงทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูบ้านสีขาวขนาดสามชั้นของแม่เลี้ยง โดยมีสายตาหื่นกระหายของไอ้เฒ่าวิปริตคอยติดตาม

“เปลี่ยนไปเยอะนะสาริน”

“แต่คุณพ่อไม่เปลี่ยนเลยนะคะ เคยเลวยังไง…ก็ยังเลวอยู่อย่างนั้น!”

“ฉันทักแกดีๆ แกก็ยังไม่วายหาเรื่อง อยากให้แม่แกฟาดด้วยไม้เรียวรึไง”

ทว่าคำขู่ของอรุณทำอะไรคนที่เคยผ่านความทุกข์ยากในคุกไม่ได้หรอก สารินจึงแค่นยิ้มหยัน

“คุณพ่อคิดว่าคุณแม่จะทำอะไรหนูได้เหรอคะ”

“อีสาริน!”

“อย่าเพิ่งโกรธสิคะคุณพ่อ เกิดหัวใจวายตายขึ้นมา บรรดาเด็กสาวที่คุณพ่อเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้จะพากันโล่งอกที่ไอ้เฒ่าจัญไรตายเสียได้นะคะ”

“อีสารเลว มึงกล้าด่ากูเรอะ”

“หนูว่าหนูก็ไม่ได้อ้อมค้อมนะคะ แค่นี้ก็น่าจะเดาได้ว่าด่า เป็นถึงครูใหญ่…ไม่น่าโง่เลยนะคะ!”

“อีลูกระยำ นอกจากมึงไม่สำนึกบุญคุณแล้ว มึงยังกล้าใส่ร้ายกูอีกเรอะ”

สารินปรายตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “คุณพ่ออยากให้หนูสาธยายว่าคุณพ่อทำอะไรลงไปบ้างงั้นเหรอคะ หนูกลัวแต่ว่าวันนี้จะบรรยายความเลวของคุณพ่อไม่หมดน่ะสิคะ”

อรุณกัดฟันกรอด เงื้อมือขึ้นเตรียมฟาด แต่สารินกลับเชิดหน้าสู้อย่างท้าทาย

“ลองตบหนูสิคะ แล้วคุณพ่อจะได้รู้จักหนูดีขึ้นอีกเยอะเลยล่ะค่ะ”

“มึงจะทำอะไร!”

“บอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิคะคุณพ่อ”

อรุณยืนยักแย่ยักยัน ชนักติดหลังทำให้ตนหวั่นวิตก วันนี้เป็นวันมงคลของลูกสาว เขาไม่ควรเสี่ยง

“วันนี้กูจะไว้ชีวิตมึง จบงานนี้ กูจะล่อมึงให้ร้องไม่ออกเลย คอยดู!”

สารินแสร้งยกมือทาบอกด้วยความตกใจ “หยาบคายจังเลยค่ะคุณพ่อ ขืนใครได้ยินว่าครูใหญ่โรงเรียนดังประจำลุคน่าสันดานต่ำช้า ผู้ปกครองที่ไหนจะอยากส่งลูกสาวมาเรียนล่ะคะ”

“กูหยาบคายเฉพาะกับผู้หญิงแพศยาอย่างมึงเท่านั้นแหละ ทำเป็นวางท่าผู้ดี แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ ที่แท้ก็ร่านนอนกับผู้ชายไปทั่ว พวกคนงานที่ร้านเสร็จมึงไปกี่คนแล้วล่ะ ถ้าเสี้ยนนักทำไมไม่บอก กูจะได้สงเคราะห์ให้”

คำพูดหยาบโลนของพ่อเลี้ยงทำให้สารินรู้สึกหดหู่และสังเวชใจ ไม่คิดเลยว่าตนจะโชคดีรอดพ้นเงื้อมมือคนจัญไรมาได้ สงสารก็แต่เด็กสาวที่เคยถูกผู้ชายหน้าเนื้อใจเสือผู้นี้ล่อลวง คงยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น

“ผู้หญิงแพศยาที่ว่า…คุณพ่อพูดถึงหนูหรือพี่มุกตาร์กันแน่คะ”

อรุณหน้าแดงก่ำด้วยรู้เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร

“มึงไสหัวไปให้พ้นหน้ากูเลยถ้าไม่อยากโดนตีน ไป๊!”

สารินยักไหล่ เดินผ่านไปด้วยสีหน้ากวนๆ

แค่เริ่มต้นก็เต้นเป็นเจ้าเข้าขนาดนี้ ถ้าเธอลงมือเมื่อไร พวกมันไม่อกแตกตายกันเลยรึไง!

รานีสั่งเด็ดขาดว่าช่วงงานหมั้นห้ามสารินลงมาข้างล่างเด็ดขาด สารินก็เชื่อฟังแต่โดยดีจึงหมดเวลากับการเข้าห้องโน้นออกห้องนี้อย่างไม่รีบร้อน ไม่ใช่เพราะทำความสะอาดหรอก แค่กำลังหาอะไร ‘เด็ดๆ’ มาป่วนคนพวกนี้เล่นเท่านั้น

ด้วยความที่รู้จักพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมานาน สารินจึงรู้ตื้นลึกหนาบางว่าทั้งสองชอบไม่ชอบอะไรและซ่อนอะไร ‘เด็ดๆ’ ไว้ตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะแม่เลี้ยงของเธอ

ปกติรานีมักขลุกอยู่ในห้องพระเป็นเวลานาน ไม่ใช่เพราะมีศรัทธาต่อองค์เทพจนไม่อยากให้ใครมาขัดขวางการสวดมนต์หรอก แต่เพราะรานีต้องการตรวจเช็กขุมสมบัติซึ่งซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชาต่างหาก

สารินรู้ความลับนี้โดยบังเอิญก่อนเข้าคุกจึงนับวันรอทวงบัญชีแค้น แล้วจะมีอะไรล้างแค้นคนตระหนี่ถี่เหนียวได้ดีกว่าเรื่องเงินทองเล่า

ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลางมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านในสุดทางขวามือ รอบด้านวางตู้หนังสือ อุปกรณ์บูชา เบาะสำหรับรองนั่ง และกล้องวงจรปิดสามตัวซึ่งเล็งไปทางแท่นบูชาทั้งสามตัว ตอกย้ำว่าขุมสมบัติมหาศาลซ่อนอยู่ใต้เทวรูปซึ่งมีผ้าคลุมสีแดงคลุมทับอยู่อีกหนึ่งชั้น

เพราะรู้นิสัยดีว่ารานีเป็นคนเค็ม กล้องวงจรปิดที่ใช้อยู่เป็นประจำจึงไม่ใช่กล้องที่สามารถเชื่อมสัญญาณส่งตรงเข้ามือถือตามสมัยนิยม แต่เป็นกล้องรุ่นดึกดำบรรพ์ที่เดินสายเชื่อมต่อกับทีวี จะเปิดข้อมูลแต่ละทีก็ยุ่งยาก ข้อสำคัญคือไม่เคยมีใครสนใจจะเปิดด้วยซ้ำ

สารินวางถังน้ำซึ่งมีน้ำขุ่นคลั่กจากการทำความสะอาดลงบนพื้นหินขัด พิงไม้ถูพื้นไว้ข้างประตู ก่อนเดินไปหยุดอยู่หน้าแท่นบูชา เธอหยิบเทวรูปพระแม่อุมาวางบนพื้นโดยไม่เกรงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด เพราะเชื่อลึกๆ ว่าเทพเทวาที่ดีไม่มีทางสิงสถิตอยู่กับคนจิตใจอัปรีย์พวกนี้หรอก

หีบไม้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุหญิงสาวรูปร่างเพรียวบางได้หนึ่งคนปรากฏขึ้นเมื่อดึงผ้าคลุมสีแดงออก มีแม่กุญแจล็อกแน่นหนาถึงสองชั้น แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเพราะเพื่อนร่วมห้องขังเคยสอนสารินสะเดาะกุญแจมาแล้ว ไม่ว่าจะรูกุญแจแบบไหนหญิงวัยกลางคนผู้นั้นก็สามารถสะเดาะได้โดยง่าย

‘เหลืออีกแค่สองอาทิตย์จะหนีทำไม เราล่ะจะหนีไหม ป้าจะสอนให้’ อดีตช่างทำกุญแจมือเปรยยิ้มๆ

‘ไม่หนีค่ะ หนูไม่ได้ทำผิด’

หญิงวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ มองเธอด้วยสายตาของคนที่ผ่านโลกมานาน

‘มีใครในนี้บ้างยอมรับว่าทำผิด ถูกใส่ร้ายกันทั้งนั้น เอาเถอะ ไหนๆ ก็ติดคุกแล้ว เอาเป็นว่าป้าจะสอนวิชาให้ ออกจากคุกได้เมื่อไรเอ็งจะเอาไปใช้แก้แค้นคนที่ใส่ร้ายเอ็งก็ยังไม่สาย’

สารินดึงกิ๊บดำที่เสียบผมออกหนึ่งตัว ง้างมันออกจนเกือบเป็นเส้นตรง ก่อนแยงเข้าไปในรูกุญแจ ขยับตามจังหวะที่อดีตเพื่อนร่วมห้องขังสอนอยู่ครู่หนึ่ง แม่กุญแจก็หลุดออกอย่างง่ายดาย เธอเปิดหีบออกก็พบธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐปึกใหญ่เรียงอย่างเป็นระเบียบทางซ้ายมือ ขณะที่ด้านขวาเป็นทองแท่งและทองรูปพรรณกองพะเนินเทินทึกส่องแสงอร่ามจับตา

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียน้ำใจที่แม่เลี้ยงอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบสมบัติเหล่านี้ไว้ใช้กับสามีจอมลวงโลก สารินก็จะช่วยใช้สมบัติเหล่านี้ให้สมกับที่รานีหามาอย่างเหนื่อยยากก็แล้วกัน หญิงสาวหยิบถุงซิปล็อกออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนยัดเงินดอลลาร์ปึกใหญ่หลายปึกตามด้วยทองแท่งและทองรูปพรรณลงไป พอเต็มแล้วก็เปลี่ยนถุงใหม่ไปเรื่อยจนในหีบไม่เหลือทองแม้แต่ก้อนเดียว

สารินมองเงินดอลลาร์สองปึกในหีบพลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เธอเดินไปเปิดพัดลมดูดอากาศก่อนโยนเงินใส่ถาดเหล็ก จุดไฟเผาจนเงินก้อนโตกลายเป็นเพียงเศษธุลีไร้ค่า ควันจากการเผาลอยออกไปนอกหน้าต่างก็จริง เสียดายที่คนในงานมัวยุ่งวุ่นวายจึงไม่มีใครสังเกตเห็น

เธอรอจนธนบัตรไหม้หมดเกลี้ยงแล้วจึงพรมน้ำดับเปลวไฟจนมอดสนิท ก่อนจะโกยเศษธนบัตรเหล่านั้นเข้าหีบแล้วนำเทวรูปกลับไปวางไว้ดังเดิม

รานีจะหาว่าสารินเป็นลูกอกตัญญูคงไม่ได้ เพราะเธออุตส่าห์เผาเงินไปให้แม่เลี้ยงล่วงหน้าแล้ว ตายเมื่อไรค่อยตามไปใช้ในนรกก็แล้วกัน!

เกือบสองชั่วโมงกว่าสารินจะผ่องถ่ายเงินออกจากห้องพระไปไว้ในที่ซ่อนจนเรียบร้อย พอได้ยินว่าพิธีหมั้นด้านล่างเสร็จแล้ว แขกเหรื่อเริ่มส่งเสียงกันวุ่นวาย สารินจึงเตรียมลงไปโชว์ตัวข้างล่างเสียหน่อย แต่พี่สาวสุดที่รักกลับเดินสวนขึ้นมาพอดิบพอดี

“ใครใช้ให้แกสาระแนขึ้นมาบนนี้นังสาริน”

“เจอหน้ากันก็ทักทายเสียงหวานเชียว พี่มุกตาร์คงจะคิดถึงสารินมากใช่ไหมคะ”

“ไม่ต้องตีสองหน้า ฉันรู้ทันแกหรอก แกเข้าไปขโมยอะไรในห้องฉัน บอกมานะ” คงเพราะจุดที่สารินยืนอยู่ห่างจากห้องนอนของมุกตาร์ไม่ไกลนัก อีกฝ่ายจึงกระชากเสียงหาเรื่อง

“สารินแค่เข้าไปทำความสะอาดตามที่คุณแม่สั่ง พี่มุกตาร์อย่าใส่ความสารินสิคะ”

“สันดานขี้ขโมยอย่างแกมีหรือจะอดใจไหว เพิ่งออกจากคุกมาด้วย คงจะร้อนเงินน่าดูล่ะสิ”

“ถ้างั้นพี่มุกตาร์ก็ค้นตัวสารินเลยค่ะ” หญิงสาวกางแขนออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

มุกตาร์ลูบมือไปตามเนื้อตัวก็ไม่พบสิ่งผิดสังเกต พานให้กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ

“อย่าให้จับได้ล่ะ ฉันจะเฉดหัวแกออกไปนอนข้างถนน”

สารินยิ้มบางๆ ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับคำขู่แม้แต่น้อย ขนาดห้องมืดซึ่งมีกลิ่นอุจจาระปัสสาวะคละคลุ้งเธอก็นอนมาแล้ว ประสาอะไรกับข้างถนนที่มีแค่ฝุ่นควันท่อไอเสีย

“ยิ้มอะไร”

“สารินแค่คิดว่าวันนี้พี่มุกตาร์สวยผิดหูผิดตา ผอมลงด้วยใช่ไหมคะ”

มุกตาร์เป็นคนอ้วนมาตั้งแต่เล็ก แม้พยายามลดความอ้วนอย่างไรก็ไม่เป็นผล ดังนั้นพอได้ฟังคำชมที่ตนปรารถนาจึงเผลอยิ้มตัวลอยไม่ได้

“ก็ผอมน่ะสิ ฉันหมดเงินกับคอร์สไดเอ็ตไปตั้งเท่าไรกว่าแขนขาจะเรียวเล็กลงได้ขนาดนี้”

“เอ…แต่ก็แปลกนะคะ แขนขาดูเล็กลง แต่ทำไมท้องดูนูนๆ เหมือนคนท้องเลยล่ะคะพี่มุกตาร์”

คำถามนั้นทำให้มุกตาร์หน้าแดงก่ำสลับซีดเผือด “ฉันก็แค่ท้องผูก แกจะมารู้อะไรดีกว่าหมอล่ะ”

“งั้นก็แล้วไปค่ะ สารินแค่เป็นห่วงพี่มุกตาร์ พรุ่งนี้ก็จะแต่งงานแล้ว กลัวจะไม่สบายชวดงานแต่งขึ้นมา พี่มุกตาร์คงต้องวิ่งวุ่นหาเจ้าบ่าวคนใหม่ยากหน่อย”

“อี…อีสาริน…อีปากจกเปรต…”

“อย่าหยาบคายสิพี่มุกตาร์ วันนี้วันมงคล ขืนว่าที่สามีได้ยินเข้าจะตกใจไม่อยากให้แต่งเข้าบ้านนะคะ”

มุกตาร์คว้าแขนสารินบีบไว้แน่น กระชากเสียงห้วน “มึงคิดจะลองดีกับกูใช่ไหมอีสาริน”

“อย่าออกแรงมากสิคะพี่มุกตาร์ กำลังท้องกำลังไส้ เกิดเด็กหลุดพรวดออกมา พี่มุกตาร์จะหาเจ้าบ่าวคนใหม่ไม่ทันนะคะ”

มุกตาร์ถลึงตาโต กระทืบเท้าเร่าๆ ชี้หน้าด่าว่าสารินไม่หยุด แต่สารินกลับเหยียดยิ้มยืนมองงิ้วออกโรงอย่างสบายใจก่อนคว้าถังน้ำและไม้ถูพื้นลงไปข้างล่างตามที่ถูกอีกฝ่ายไล่ส่ง

“คอยดูสิ ฉันต้องเฉดหัวแกออกจากที่นี่ให้ได้”

ในเมื่อเคยส่งนังงูพิษเข้าคุกครั้งแรกได้ ทำไมมุกตาร์จะยัดตะรางให้มันเป็นครั้งที่สองไม่ได้!

 

(ติดตามตอนต่อไปวันที่ 24 ก.ค. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Jamsai Editor: