บทที่ 2
เผยไหวกวงถอดชุดคลุมบุนวมออกมาคลุมลงบนร่างของเสิ่นหุย
เสิ่นหุยใจเต้นรัวเร็ว ยืนอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น
เผยไหวกวงร่างสูงมาก ชุดคลุมบุนวมตัวงามที่พอดีตัวเขาคลุมลงบนร่างของเสิ่นหุย ชายเสื้อลากพื้น ทำให้เสิ่นหุยที่เดิมทีร่างเล็กอยู่แล้วยิ่งร่างเล็กมากขึ้น
เผยไหวกวงค่อยๆ ผูกเชือกตรงคอเสื้อของเสิ่นหุย แถบผ้าสีน้ำเงินเข้มพันไปมาตรงหว่างนิ้วเรียวยาวของเขา ขับให้ข้อนิ้วของเขาดูขาวสะอาดเด่นชัด
เขาอยู่ใกล้มาก ใกล้จนเสิ่นหุยได้กลิ่นกำยานอวี้ถานจางๆ บนร่างของเขา
เหตุใดเผยไหวกวงขันทีดูแลพระราชลัญจกรที่ควบคุมอำนาจฝ่ายในจนทุกคนในราชสำนักก่นด่าอย่างหวาดกลัวถึงมีรูปลักษณ์เช่นนี้ เขากับรูปลักษณ์ที่เสิ่นหุยนึกคิดไว้ไม่ค่อยเหมือนกัน แม้จะไม่พูดถึงรูปลักษณ์ แต่ก่อนหน้านี้เสิ่นหุยก็ไม่รู้ว่าขันทีผู้ดูแลพระราชลัญจกรจะเป็นคนอายุน้อยเช่นนี้ ควรเป็นขันทีชราที่หลังงุ้มมีรอยยิ้มประหลาดน่ากลัวบนใบหน้ามิใช่หรือ
หลังจากความประหลาดใจตอนแรกผ่านไป เสิ่นหุยสงบใจแล้วตระหนักได้ว่าเผยไหวกวงกับฮ่องเต้ล้วนเป็นคนที่น่ารังเกียจและอันตรายเช่นเดียวกัน เมื่อตระหนักได้ถึงจุดนี้ หัวใจของเสิ่นหุยก็เต้นรัวเร็ว นางหลุบตาลง ซ่อนความว้าวุ่นใจเอาไว้
เสิ่ยหุยรู้สึกว่าเวลาช่างยาวนานยากจะทนไหว แต่แท้จริงแล้วการกระทำของเผยไหวกวงลื่นไหลราวเมฆลอยน้ำไหล เขาผูกเชือกชุดคลุมให้นางเสร็จแล้วก็ปล่อยมือ จากนั้นก็วางแขนไว้ใต้มือของนางที่ค้างกลางอากาศนั้นอีกครั้ง
“เหนียงเหนียง?” เขาส่งเสียงเตือน ในน้ำเสียงแฝงรอยขบขันจางๆ
เสิ่นหุยพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ ฝืนปล่อยให้เขาประคองเดินออกไปข้างนอก
พอเดินอ้อมฉากบังตาไป เสิ่นหุยก็เห็นขันทีรุ่นเล็กสองคนคุกเข่าอยู่บนพื้นเก็บกวาดคราบเลือดอย่างประณีต เสิ่นหุยรีบเลื่อนสายตากลับมา ไม่มองส่งเดชอีก แต่เลือดสดบนฉากบังตาที่หางตาบังเอิญเหลือบไปเห็นนั้นยังคงทำให้นางรู้สึกกลัวอยู่บ้าง
แค่เหม่อลอยเพียงชั่วครู่ เสิ่นหุยก็ถูกชายเสื้อยาวลากพื้นทำให้สะดุด มือของนางที่แตะเบาๆ บนแขนเผยไหวกวงออกแรงตามจิตสำนึก ตอนนี้จึงกุมแขนของเขาไว้แน่น
เสิ่นหุยหนาวมาก นางรู้สึกว่าร่างกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว ฝ่ามือแนบติดแขนของเผยไหวกวง จากนั้นก็พบว่าเขาเย็นกว่านางเล็กน้อย ความหนาวเย็นเข้ากระดูกแทรกซึมจากฝ่ามือของนางเข้าสู่ร่างกายนางทีละน้อย
นางอยากจะเก็บมือกลับมาจริงๆ แต่นางกลัวว่าพอตนเองคลายมือแล้ว แม้แต่จะเดินคงเดินได้ไม่มั่นคง นางเม้มริมฝีปาก มองข้ามความหนาวเย็นนี้ไป หวังเพียงว่าจะหนีไปจากที่นี่ให้เร็วสักนิด ตอนที่ก้าวข้ามธรณีประตู เสิ่นหุยรีบเพิ่มความเร็วฝีเท้าทันที
หลังออกจากตำหนักประทับ เสิ่นหุยเดินทีละก้าวไปบนทางที่มีหิมะปกคลุมอย่างยากลำบาก นางกำนัลขันทีคุกเข่าก้มหน้าหลบ รอบด้านเงียบสนิท ข้างหูมีเพียงเสียงที่เหยียบลงบนพื้นหิมะของนางกับเผยไหวกวง
เสียงเดินสวบสาบเหมือนอารมณ์ที่ว้าวุ่นของเสิ่นหุยอย่างยิ่ง
เสิ่นหุยมองไปทางเกี้ยวที่อยู่ไม่ไกลและสาวใช้ของตนเอง ทั้งที่เป็นทางเดินที่สั้นมาก แต่นางกลับหวังว่าทางเดินนี้จะสั้นลงอีกนิด
เฉินเยวี่ยที่อยู่ข้างเกี้ยวเห็นเสิ่นหุยแล้วเช่นกัน จึงรีบวิ่งเหยาะๆ มาหา
“เหนียงเหนียง” เฉินเยวี่ยยอบกายคารวะอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบเดินไปประคองเสิ่นหุยเอง
เสิ่นหุยราวกับหลบหนี รีบชักมือที่กุมบนแขนของเผยไหวกวงออกแล้วยื่นให้เฉินเยวี่ย แตกต่างกับตอนถูกเผยไหวกวงประคอง นางแทบจะใช้แรงทั้งหมดที่มีพิงลงบนร่างของเฉินเยวี่ย จากนั้นก็ฝืนเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปทางเผยไหวกวง
“รบกวนจั่งอิ้นแล้ว” เสียงของเสิ่นหุยแผ่วเบา แฝงความสั่นเครือเล็กน้อย
ฮองเฮาจะกล่าวขอบคุณขันทีได้อย่างไร แต่ต่อให้เป็นคนโง่งมก็ไม่มีทางเห็นเผยไหวกวงเป็นบ่าวไพร่
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง นี่คือการตอบรับคำขอบคุณจากนาง
เสิ่นหุยไม่อยากเสียเวลา รีบหันกายเดินขึ้นเกี้ยวทันที
จันทร์กระจ่างลมสงบ หิมะปกคลุมเป็นสีเงิน เกี้ยวสีแดงสะดุดตาเป็นพิเศษ พู่ห้อยสีแดงตรงมุมเกี้ยวแกว่งไกวไปตามการเคลื่อนไหวของคนแบก
เผยไหวกวงยืนอยู่ที่เดิม มองไปทางยังเกี้ยวของเสิ่นหุยที่จากไปคล้ายมีความคิดบางอย่าง
ขันทีรุ่นเล็กนามหวังไหลรีบวิ่งเหยาะๆ มาหา เขาเว้นระยะไปหนึ่งก้าว ก่อนจะค้อมกายคารวะเผยไหวกวงจากข้างหลังแล้วสอบถามเสียงเบา
“ท่านพ่อบุญธรรม ฝ่าบาทยังไม่สร่างเมา จะทำอย่างไรดี”
เผยไหวกวงเอ่ยเสียงเรียบ “กรอกน้ำแกงสร่างเมาหนึ่งชามแล้วส่งไปที่ตำหนักลี่เฟย”
หวังไหลรับคำแล้วรีบไปดำเนินการทันที
ภายในเกี้ยว เสิ่นหุยนั่งร่างแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น นิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว
เห็นว่าใกล้จะถึงตำหนักหย่งเฟิ่งแล้ว เฉินเยวี่ยที่อยู่นอกเกี้ยวทนไม่ไหวจึงพูดกระซิบอย่างปวดใจว่า “เหนียงเหนียง ใกล้ถึงแล้วเพคะ”
เสิ่นหุยตอนนี้จึงเหมือนได้สติกลับมา นางกะพริบตาอย่างช้าๆ ทำให้น้ำตาไหลลงมาทันที
ปลอดภัยแล้ว อย่างน้อยคืนนี้ก็ปลอดภัยแล้ว
เสิ่นหุยนำสาวใช้เข้าวังมาเพียงสองคนคือเฉินเยวี่ยกับสือซิง สาวใช้สองคนนี้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
สือซิงคอยอยู่ในลานอย่างร้อนใจ พอเห็นเกี้ยวของเสิ่นหุยอยู่ไกลๆ ก็รีบวิ่งไปหา คอยอยู่ข้างเกี้ยวอย่างสำรวม จนกระทั่งเกี้ยวหยุดลงจึงช่วยเฉินเยวี่ยประคองเสิ่นหุยซ้ายหนึ่งคนขวาหนึ่งคนก้าวเข้าตำหนักประทับ
หลังจากให้นางกำนัลคนอื่นออกไปและปิดประตูตำหนักประทับแล้ว ร่างของเสิ่นหุยก็อ่อนพับทรุดนั่งลงบนพื้นในชั่วพริบตา
“เหนียงเหนียง!” เฉินเยวี่ยกับสือซิงรีบประคองเสิ่นหุยไปนั่งลงบนตั่งคนงาม
“เหนียงเหนียงคงตกพระทัย เสด็จกลับมาแล้วเพคะ ไม่เป็นไรแล้วๆ…” เฉินเยวี่ยที่ตาแดงก่ำพูดปลอบเสียงเบา
เสิ่นหุยเจ็บจนคิ้วขมวดแน่น จากนั้นก็กระชากกระโปรงของตนเอง
สือซิงส่งเสียงร้องอย่างตกใจ
ต้นขาด้านในของเสิ่นหุยมีเลือดสดเปรอะเปื้อนเป็นแถบ ตอนนี้ยังมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลนั้น
ไม่ต้องให้เสิ่นหุยสั่งการ เฉินเยวี่ยกับสือซิงก็เคลื่อนไหวทันที คนหนึ่งเรียกนางกำนัลรุ่นเล็กส่งน้ำร้อนเข้ามา คนหนึ่งหายารักษาแผลภายนอกออกมาจากในตู้
เฉินเยวี่ยบิดผ้าที่แช่ในน้ำร้อนแล้วเช็ดเลือดบนขาของเสิ่นหุยอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็พูดว่า “เหนียงเหนียง เหตุใดถึงทำให้แผลลึกเช่นนี้เพคะ…”
ในสถานการณ์เช่นนั้นเสิ่นหุยจะมีแก่ใจควบคุมเรี่ยวแรงได้อย่างไร
คนข้างกายเสิ่นหุยต่างรู้ว่านางกลัวความหนาวที่สุด สือซิงหยิบชุดคลุมผ้าฝ้ายมาคลุมร่างเสิ่นหุย จากนั้นก็ยอบกายลงข้างกายเสิ่นหุย ถามเสียงสะอื้น
“เหนียงเหนียง ยังทรงเจ็บหรือไม่เพคะ”
เสิ่นหุยหันหน้าไปมองสือซิง จากนั้นก็พยักหน้า
เจ็บ เจ็บมาก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ตำหนักหยวนหลงยังไม่รู้สึกเจ็บเท่าใด แต่เวลานี้กลับรู้สึกเจ็บแทบตาย นางกัดริมฝีปากแน่นจนริมฝีปากแดงนุ่มซีดขาว
วันมงคลอย่างวันอภิเษกสมรสของฮ่องเต้กับฮองเฮาจะคัดเลือกกำหนดไว้เป็นอย่างดี และต้องหลีกเลี่ยงช่วงระดูของฮองเฮาเช่นกัน ดังนั้นเสิ่นหุยที่กลัวความขมมาแต่ไหนแต่ไรจึงดื่มยาขมเร่งระดูติดต่อกันสามวัน แต่ยานั้นกลับไร้ผล ไม่สามารถทำให้ระดูของนางมาเร็วขึ้นได้อย่างใจปรารถนา ด้วยเหตุนี้นางจึงเสี่ยงอันตรายทำร้ายตนเอง
นางไม่รู้เช่นกันว่าตนเองจะหลบเลี่ยงได้นานเพียงใด แต่หลบเลี่ยงได้นานเท่าไรก็ยิ่งดี!
เสิ่นหุยถอดกำไลเงินบนข้อมือออกมา ตรงข้อต่อเชื่อมปล้องกำไลถูกนางบิดออก ในนั้นมีมีดปลายเข็มที่แหลมคมซ่อนอยู่หนึ่งเล่ม นางยื่นกำไลเงินให้สือซิง
“ทำความสะอาดคราบเลือดเสีย”
พอเอ่ยปากนางก็พบว่าเสียงของตนเองสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
เฉินเยวี่ยทำแผลให้เสิ่นหุยเสร็จแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนปลอบเด็กน้อย “เฉินเยวี่ยต้มน้ำขิงสักถ้วยให้เหนียงเหนียงดีหรือไม่เพคะ อากาศหนาวเช่นนี้ อีกทั้งเหนียงเหนียงวุ่นวายมาพักใหญ่ ระวังจะเป็นหวัดนะเพคะ”
หากเป็นเมื่อก่อนเสิ่นหุยไม่มีทางดื่มแน่นอน นางไม่เพียงกลัวความขม แต่ยังเกลียดกลิ่นรสของขิงที่สุด
ทว่ายามนี้เสิ่นหุยพยักหน้าอย่างเหนือความคาดหมาย
ตอนน้ำขิงถูกส่งมา นางถือน้ำขิงถ้วยใหญ่กรอกใส่ปากตนเองรวดเดียวโดยไม่หยุด
ตอนนี้นางจะป่วยไม่ได้ เสิ่นหุยรู้ดี
เสิ่นหุยในวัยเยาว์ร่างกายอ่อนแอ กลัวความหนาวอย่างยิ่ง ต้องลมหนาวเป็นหวัดนอนติดเตียงหลายครั้งจนเกือบตายมาแล้ว ดังนั้นหลายปีมานี้นางจึงพำนักที่เจียงหนานเป็นส่วนใหญ่ กลับเมืองหลวงน้อยครั้งยิ่ง
ตกกลางคืนเฉินเยวี่ยย่องเข้ามาตรวจดูถ่านไฟเป็นระยะ นางเดินไปคลุมผ้าห่มให้เสิ่นหุยที่มักจะชอบเตะผ้าห่มด้วยความเคยชิน แต่กลับพบว่าเสิ่นหุยยังคงอยู่ในท่าขดตัวอยู่ตลอด ไม่ได้ขยับตัวสักนิด
ส่วนหิมะก็ตกหนักโปรยปรายตลอดทั้งคืน
ตอนเสิ่นหุยตื่น ช่วงเอวและท้องเจ็บเหมือนจะฉีกขาด ยาขมเร่งระดูนั่นออกฤทธิ์ช้าไปหนึ่งวันและมีอาการรุนแรง ทรมานจนใบหน้าเล็กของเสิ่นหุยซีดขาว
“ที่ผ่านมาเหนียงเหนียงไม่เจ็บปวดรุนแรงเช่นนี้ คิดว่าคงเป็นผลกระทบของยานั่น เดือนหน้าคงไม่เป็นเช่นนี้แล้วเพคะ” สือซิงฉวยโอกาสตอนนางกำนัลคนอื่นไม่อยู่กระซิบพูดข้างหูของเสิ่นหุย จากนั้นก็ป้อนพุทราเชื่อมน้ำผึ้งหนึ่งชิ้นใส่ปากของเสิ่นหุย
เสิ่นหุยกลับไม่ใส่ใจ เพราะระดูมาแล้วจึงรู้สึกโล่งใจไม่น้อย แต่พอคิดว่าอีกสักครู่ต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ใบหน้าเล็กของนางก็ซีดขาวยิ่งขึ้นทันที
วันนี้นางต้องไปเซ่นไหว้ที่ศาลบรรพชนพร้อมกับฮ่องเต้
เสิ่นหุยสวมชุดทรงฮองเฮาที่งดงามภูมิฐาน นั่งเกี้ยวหงส์เดินทางไปตำหนักชั้นหน้า ชุดทรงฮองเฮาที่หนาหนักใช่ว่าจะไม่พอดีตัว แต่ยามสวมบนร่างนางที่มีความไร้เดียงสาหลายส่วน ทำให้ดูไม่เข้ากันอยู่บ้าง
ตอนที่เกี้ยวหงส์ของนางมาถึง ฮ่องเต้ก็มาถึงก่อนแล้ว เขานั่งอยู่บนเกี้ยวมังกรด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
เสิ่นหุยกัดริมฝีปาก มือเล็กกำแน่นโดยไม่รู้ตัว นางลอบถอนหายใจคราหนึ่ง ทำให้ตนเองสงบสติอารมณ์แล้วเกาะมือของเฉินเยวี่ยเดินลงจากเกี้ยวหงส์ เดินไปที่หน้าเกี้ยวมังกรแล้วคารวะตามพิธีการ
พอได้ยินเสียงทักทายอ่อนหวาน ฮ่องเต้จึงเลื่อนสายตาไปที่ร่างเสิ่นหุย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพูดว่า “ขึ้นมา”
เสิ่นหุยจำต้องเดินขึ้นเกี้ยวมังกร นั่งลงข้างกายฮ่องเต้อย่างอกสั่นขวัญแขวน
ตอนออกเดินทางฮ่องเต้มองดูประตูวังที่เปิดกว้างอยู่ไม่ไกล จู่ๆ ก็มองไปโดยรอบแล้วถามขันทีรุ่นเล็กข้างกาย
“เผยไหวกวงเล่า”
เห็นได้ชัดว่าขันทีรุ่นเล็กไม่รู้เรื่อง เพียงตอบว่า “บ่าวไม่ทราบ ให้ไปถามเดี๋ยวนี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปตามเผยไหวกวงมาหาเรา! รีบไป! ไป!”
“พ่ะย่ะค่ะๆๆ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้!”
ชั่วขณะนั้นเสิ่นหุยรับรู้ถึงอารมณ์ที่แปรปรวนของฮ่องเต้ที่อยู่ข้างกายได้อย่างชัดเจน เขาไม่สบายใจมาก กำลังกลัวว่าจะถูกลอบสังหารกระมัง ใช่แล้ว ตอนนี้แคว้นศัตรูจับจ้องตาเป็นมัน ภายในแคว้นคนที่พร้อมลุกขึ้นต่อต้านก็มีนับไม่ถ้วน แคว้นต้าฉีมีศึกทั้งภายในและภายนอก คนที่อยากสังหารฮ่องเต้มีมากจนนับไม่ไหว
เสิ่นหุยถึงขั้นคิดว่าออกจากวังวันนี้หากพบมือสังหารบุกมาสังหารฮ่องเต้ นั่นก็คงไม่เลวจริงๆ…
นางกำลังคิดอะไรส่งเดช จู่ๆ ฮ่องเต้ก็หันหน้ามามองนาง
“เมื่อคืนทำให้ฮองเฮาตกใจหรือ”
“มะ…ไม่เพคะ…” เสิ่นหุยหลุบตาลง
ฮ่องเต้หัวเราะออกมาทันใดแล้วพูดว่า “ฮองเฮาไม่ต้องกลัว ตอนเราไม่เมาไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
เสิ่นหุยก้มหน้าต่อไป เพียงรับคำอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “เพคะ”
“เงยหน้าขึ้นมา”
เสิ่นหุยตกใจ แต่ไม่ทำตามก็ไม่ได้ จึงฝืนเงยหน้าขึ้น
คงเพราะฮ่องเต้ไม่ชอบที่นางทำอะไรชักช้าเกินไป จึงยื่นมือไปบีบปลายคางของนางแล้วยกขึ้น
ฮ่องเต้มองโฉมหน้าของนางครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “รูปโฉมของฮองเฮาเมื่อเทียบกับพี่สาวทั้งสองคน…”
“หม่อมฉันเทียบกับพี่สาวไม่ได้เพคะ…”
ฮ่องเต้ขยับเข้าไปใกล้แล้วมองอย่างละเอียดทันที เสิ่นหุยตกใจจนร่างสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
จากนั้นฮ่องเต้ก็เลิกคิ้ว “เราน่ากลัวมากหรือ”
เสิ่นหุยร่างสั่นไม่กล้าตอบ
“มองเรา!” น้ำเสียงของฮ่องเต้ฉุนเฉียวขึ้นมา
เสิ่นหุยเหลือบตาขึ้นช้าๆ แต่ว่าไม่ได้มองฮ่องเต้ สายตาของนางมองผ่านฮ่องเต้ เห็นเงาร่างของเผยไหวกวงอยู่ไกลๆ
เขาเดินมาเพียงลำพัง ยังคงสวมชุดสีแดงเข็มขัดหยก แม้แต่ชุดคลุมก็ไม่มี ร่างสูงโปร่ง ทว่าก็ผอมบางเช่นกัน
เสิ่นหุยรีบพูดว่า “ฝ่าบาท จั่งอิ้นมาแล้วเพคะ!”
ฮ่องเต้ปล่อยมือทันทีจริงดังคาด หันหน้ามองไปทางเผยไหวกวง แม้แต่น้ำเสียงสั่งให้ออกเดินทางก็เปลี่ยนเป็นมีความสุขขึ้น
นี่ทำให้เสิ่นหุยรู้สึกโล่งอก
ตลอดทางเสิ่นหุยราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม ส่วนฮ่องเต้ดูไม่ค่อยสดชื่น มีอาการง่วงงุนอยู่ตลอด
เมื่อถึงศาลบรรพชนดำเนินพิธีเซ่นไหว้เสร็จก็ใกล้ยามอู่แล้ว รอจนกินอาหารเจเสร็จจึงค่อยกลับวัง
ดวงตะวันส่องแสงเจิดจ้า ความง่วงงุนของฮ่องเต้หายไปแล้ว เขาชี้ไปที่หญิงชาวบ้านตรงแผงน้ำชาที่เชิงเขา
เผยไหวกวงเหลือบมองแล้วพูดว่า “ฝ่าบาททรงแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่แล้ว ต้องการหญิงชั้นต่ำเช่นนี้ไปเพื่ออันใดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแล้วหันกายเดินเข้าไปในระเบียงทางเดิน มองเห็นเสิ่นหุยที่นั่งรออยู่กลางลานไกลๆ
โดยรอบเต็มไปด้วยหิมะ นางนั่งอย่างสง่างามอยู่ใต้ต้นเหมยแดง นอกชุดทรงฮองเฮาคลุมด้วยชุดคลุมผ้าฝ้ายสีแดงสดตัวหนา คลุมจนนางเป็นก้อนกลม
กลีบเหมยแดงกลีบหนึ่งปลิวตกลงบนหัวไหล่ของเผยไหวกวง เขาเก็บขึ้นมาใช้นิ้วบิดเล่นแล้วเอ่ยถามว่า “หรือว่าลี่เฟยไม่ตั้งพระทัยปรนนิบัติพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ดวงตาเป็นประกาย
“ถึงแม้ฮองเฮารูปโฉมงดงาม แต่ทึ่มทื่อไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง” ฮ่องเต้ค่อยๆ หัวเราะ “ไหวกวง เจ้าช่วยเราสอนฮองเฮาให้น่ารักเหมือนลี่เฟยได้หรือไม่”
ฮ่องเต้จำได้ว่าลี่เฟยเป็นคนที่เผยไหวกวงส่งมา
ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีเรื่องใดที่จั่งอิ้นผู้นี้ทำไม่ได้ เขาอยากได้อะไรจั่งอิ้นผู้นี้ก็ส่งมาให้เสมอ
เผยไหวกวงที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเหลือบมองฮ่องเต้อย่างแปลกใจเล็กน้อย
เดิมทีลี่เฟยเป็นนางคณิกา
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 4 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.