บทที่ 4
“ถวายพระพรฮองเฮา ถวายพระพรสนมชายาทุกพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงเดินเข้ามา พูดทักทาย ทว่าแผ่นหลังนั้นไม่ได้ค้อมลงแม้แต่น้อย
แต่ใครจะว่าเขาไม่มีมารยาทได้เล่า
เขาอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้กับไทเฮายังไม่ต้องทำความเคารพ ต่อให้เขายังไม่ได้เป็นจั่งอิ้น ยามอยู่ต่อหน้าอดีตฮ่องเต้ก็ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
“ฝ่าบาทเห็นพระทัยฮองเฮาที่วันนี้เซ่นไหว้บรรพชนลำบากเหน็ดเหนื่อย สนมชายาทุกพระองค์รีบเสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
เสียนกุ้ยเฟยยืนขึ้นเป็นคนแรกแล้วพูดว่า “นี่เป็นความผิดของพวกเรา ลืมไปว่าวันนี้เหนียงเหนียงเดินทางเหน็ดเหนื่อย ยังจะมาพูดมากที่นี่อีก”
“ไม่ควรรบกวนเหนียงเหนียงพักผ่อนจริงๆ” ตวนกุ้ยเฟยก็พูดเช่นกัน
สนมชายาคนอื่นๆ ต่างลุกขึ้นแล้วทยอยกล่าวลา
เผยไหวกวงมองลี่เฟยคราหนึ่ง
ลี่เฟยตกใจ ชะงักฝีเท้าไม่ได้จากไป นางไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ไม่ได้ถามเช่นกัน เพียงยืนรออยู่ด้านข้างเงียบๆ
เสิ่นหุยอยากหลบสายตาที่เผยไหวกวงมองมาอย่างยิ่ง
นางรู้ดีว่าเผยไหวกวงมาด้วยเหตุใด และเข้าใจได้รางๆ ว่าที่นอกวังยามกลางวันนั้นเขารู้ว่านางได้ยิน
…นางสามารถฝืนแสร้งทำเป็นเมื่อยามกลางวันไม่ได้ยินอะไรได้หรือไม่
“แม้นางกำนัลที่คอยปรนนิบัติเหนียงเหนียงในวังจะมีมาก แต่ไม่มีคนที่อายุมากสักคน หลิวหมัวมัวเคยอบรมชี้แนะสนมชายาหลายพระองค์ กระหม่อมเห็นว่าให้อยู่ปรนนิบัติเหนียงเหนียงที่ตำหนักหย่งเฟิ่งเหมาะสมที่สุดแล้ว” เผยไหวกวงชะงักเล็กน้อย “และสอนวิชาให้เหนียงเหนียงได้เช่นกัน”
นี่เขาจะแทรกคนไว้ข้างกายนางหรือ
หลิวหมัวมัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางสวมเสื้อตัวยาวหนาหนักบนร่าง ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม เหล่าหมัวมัวในวังดูเหมือนจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้อยู่มาก ลองไปคว้าตัวมาอย่างส่งเดชสักคนก็มองไม่ออกว่ามีความพิเศษอะไร
“บ่าวถวายพระพรฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงมีพระชนมายุยืนพันปีเพคะ”
เสียงก็ธรรมดาทั่วไปเช่นกัน
“รบกวนจั่งอิ้นแล้ว” เสิ่นหุยพูดประโยคที่ขัดกับใจคิด
“ฝ่าบาททรงโปรดปรานดนตรีร่ายรำ คิดว่าเหนียงเหนียงคงอยากให้พระองค์เบิกบานพระทัยเช่นกัน ลี่เฟยเชี่ยวชาญการร่ายรำ ฝ่าบาทตรัสชมหลายครั้ง กระหม่อมจึงตัดสินใจด้วยตนเอง เชิญลี่เฟยมาสอนการร่ายรำเพลง ‘บัวหล่นลอยน้ำ’ ที่นางสร้างสรรค์ขึ้นเอง”
เผยไหวกวงเอ่ยเสียงเรียบ ตอนที่เขาพูดมักจะเป็นเช่นนี้ น้อยครั้งนักจะยอมให้คนฟังออกถึงอารมณ์ความรู้สึก อีกทั้งเสียงของเขาไม่แหลมเล็กเหมือนขันทีในวังเช่นกัน แต่กลับทุ้มต่ำแฝงความเยือกเย็นไปอีกแบบ
ลี่เฟยรู้สึกตกใจ เพลง ‘บัวหล่นลอยน้ำ’ นางเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้นเองจริง
นั่นเป็นตอนที่นางอยู่ที่หอยวนยาง คืนนั้นเป็นคืนที่นางต้องเสียความบริสุทธิ์ บุรุษที่อยากจะซื้อคืนแรกของนางนั่งล้อมอยู่เบื้องล่างแท่นกลม นางเลือกร่ายรำเพลง ‘บัวหล่นลอยน้ำ’ นี้ เดิมทีการร่ายรำไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ใช้ชื่อว่า ‘บุปผาแรกแย้ม’ บุรุษที่ซื้อคืนแรกของนางเป็นคนตั้งชื่อที่ไพเราะเช่นนี้ให้
แท้จริงแล้วนั่นเป็นการร่ายรำยั่วยวนที่คล้ายกับการร่ายรำเปลื้องผ้า
สอนฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ให้ร่ายรำยั่วยวนหรือ นี่…
แม้ลี่เฟยจะตกใจ แต่นางเป็นคนฉลาด บนใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใด เพียงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ลี่เหนียงโง่เขลา แบกรับคำว่า ‘สอน’ ไม่ไหว บอกกล่าวฮองเฮาสักสองสามประโยคได้ก็ถือเป็นเกียรติอันใหญ่หลวงแล้วเพคะ!”
“จั่งอิ้นคิดการรอบคอบจริงๆ” เสิ่นหุยพูดประโยคที่ขัดกับใจคิดอย่างจริงจังต่อไป แน่นอนว่านางในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าการร่ายรำนั้นเป็นเช่นไร
ยามเสิ่นหุยพบเจอเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ก็มักจะชอบประวิงเวลาเอาไว้ ประวิงได้กี่วันก็เท่านั้น อย่างเช่นตอนนี้ไม่ว่ากฎเกณฑ์มารยาทอะไรการร่ายรำอะไร วันหน้าค่อยพูดกัน ตอนนี้นางเพียงอยากให้เผยไหวกวงรีบจากไปเสีย
เขาอยู่ที่นี่ทำให้ห้องเย็นเยือกอย่างยิ่ง
หนาวโดยแท้
เผยไหวกวงมองเสิ่นหุยที่นั่งหลังตรงบนเก้าอี้อย่างเงียบๆ ดวงตาเย็นชาราวกับมองเห็นความคิดในใจฮองเฮาน้อยได้ เพียงแต่เขาคร้านจะเปิดโปงเท่านั้น
หลังจากเผยไหวกวงกับลี่เฟยจากไปแล้ว เสิ่นหุยก็ให้หลิวหมัวมัวไปพักผ่อนเช่นกัน วิชาอะไรการร่ายรำอะไร วันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที
นางนวดเอวและท้อง รีบวิ่งเหยาะๆ ไปยังตำหนักชั้นใน เข้าไปที่เตียงนอน เตะรองเท้าทิ้งแล้วใช้ผ้าห่มห่อตัวอย่างแน่นหนา
เฉินเยวี่ยมองแผ่นหลังงดงามของเสิ่นหุยด้วยท่าทางเหม่อลอย ยามนี้ราวกับยังอยู่ที่เจียงหนาน นายหญิงของตนเองยังคงเป็นเด็กสาวที่ถูกทุกคนประคองไว้ในมือคนนั้น
แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนที่ผ่านมาแล้ว
“เฉินเยวี่ย!” เสิ่นหุยหันมาเรียกนาง “จิ้งกุ้ยเฟยผู้นั้นแปลกเหลือเกิน เมื่อก่อนข้าเคยพบนางหรือไม่”
เฉินเยวี่ยถอนหายใจคราหนึ่ง ในใจเป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าเมื่อใดนายหญิงจะเติบใหญ่เสียที นางเดินเข้าไปใกล้ จัดรองเท้าของอีกฝ่ายให้เรียบร้อย
“ข้างสะพานไม้ตรงสระบัวเขียว ข้ออ้างบนเรือ เหนียงเหนียงทรงจำไม่ได้แล้วหรือเพคะ”
เสิ่นหุยคิดอยู่ครู่ใหญ่จึงนึกออก นั่นเป็นเรื่องที่เจียงหนานปีที่แล้ว
ญาติผู้พี่พานางนั่งเรือผ่านสะพานไม้ยาวไปขุดรากบัวมากิน นางนั่งอยู่บนเรือที่ลอยโอนเอนเล็กน้อย มองใบบัวสีเขียวที่แผ่ขยายไร้ขอบเขต ลมอบอุ่นพัดมา สรรพสิ่งเบ่งบาน
เจียงเยวี่ยเหลียนกับญาติผู้พี่ยืนพูดคุยกันบนสะพานไม้ ลมอบอุ่นพัดเอาคำพูดที่ขาดเป็นห้วงๆ ของพวกเขาลอยมาเข้าหูของนาง
‘…การคัดเลือกหญิงงามครั้งนี้ท่านพ่อวางแผนจะส่งข้าเข้าวัง ท่านไม่มีอะไรจะพูดกับข้าจริงหรือ’
‘เหตุใดท่านถึงใจดำเช่นนี้’
‘เยวี่ยเหลียนคิดมาตลอดว่าพวกเราเติบโตเป็นคู่กันมาแต่เด็ก ที่แท้ข้ารักไปเองข้างเดียวหรือ’
‘เซียวมู่ ขอเพียงคำพูดประโยคเดียวจากท่าน ข้าจะหาทางไปช่วงชิงเอง! คำพูดเพียงประโยคเดียว…ต่อให้ท่านมีใจชอบข้าเพียงเล็กน้อย ต่อให้เป็นการโกหก ข้าก็มีเหตุผลไปช่วงชิงได้…’
เสิ่นหุยฟังการระบายความในใจนั้นอย่างงุนงง แต่ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดปานจะขาดใจของเจียงเยวี่ยเหลียน
‘ขอบคุณความรักจากแม่นางเจียง แต่ว่าข้ามีคนในใจแล้ว’ เซียวมู่พูด
เจียงเยวี่ยเหลียนเค้นถามต่อ
ใบบัวเสียดสีสวบสาบพร้อมคำตอบของเซียวมู่ที่ดังขึ้น
‘คุณหนูสามสกุลเสิ่น’ เซียวมู่หยุดเล็กน้อยแล้วเอ่ยชื่อของนางอย่างจริงจัง ‘เสิ่นหุย’
เจียงเยวี่ยเหลียนร้องไห้จากไป ตัดความคิดเพ้อฝันทุกอย่างทิ้งก่อนจะแบกรับภาระหน้าที่ของตระกูลเข้าวังไป
เซียวมู่ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันใด ไม่รู้ว่าควรจะเผชิญหน้ากับเสิ่นหุยอย่างไร อีกทั้งกลัวจะทำให้นางตกใจ เขาจึงหันกลับไปมองนาง
เรือโยกไหวเล็กน้อย คลื่นน้ำแผ่วเบา ใบหน้าของเสิ่นหุยโผล่ออกมาจากหน้าต่างไม้ นางเท้าคางยิ้มจนดวงตายกโค้ง ในดวงตากระจ่างใสราวกับมีดวงดาวเปล่งประกาย
‘ญาติผู้พี่ ท่านผลักข้าออกไปเป็นข้ออ้างอีกแล้ว!’
เซียวมู่มองนางอย่างอ่อนโยน ยิ้มแต่ไม่พูดไม่จา
ตอนที่พี่ชายตายในสงคราม เสิ่นหุยร้องไห้จนแทบจะรักษาโรคเก่าไม่ได้ เซียวมู่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของนาง ตาแดงก่ำพลางพูดว่า ‘อาหุย เหตุใดถึงร้องไห้ พี่ชายสองคนของเจ้าไม่อยู่แล้ว แต่ยังมีข้าอยู่มิใช่หรือ”
ด้วยเหตุนี้เสิ่นหุยจึงนับถือเขาเป็นพี่ชายแท้ๆ
เสิ่นหุยตอนเด็กอ่อนแอ ก่อนอายุสิบขวบไม่เคยออกจากห้องของตนเอง จนกระทั่งเลยสิบขวบนางจึงพอจะ ‘ยืนได้อย่างมั่นคง’ ทุกคนในครอบครัวรักใคร่ทะนุถนอมนางไว้ในฝ่ามือ ปกป้องนางเป็นอย่างดี และเลี้ยงดูนางจนเป็นคนบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นนางอยู่ในวัยสิบสามสิบสี่ปี ยังไม่ประสีประสา
ตอนนั้นแม้จะไม่เข้าใจ แต่ภายหลังก็เข้าใจได้แล้ว
พระราชโองการส่งไปถึงเจียงหนาน นางยืนอยู่ใต้ชายคาเรือน ฟังเสียงร้องคร่ำครวญของท่านยายอย่างงุนงง และได้ยินการทะเลาะโต้แย้งของเซียวมู่กับท่านลุงเขย
ตอนเด็กนางล้มป่วยจนทนไม่ไหวร้องไห้น้ำมูกไหลบ่อยครั้ง ญาติผู้พี่พูดหยอกเย้านาง บอกว่าตัวเขาไม่มีวันร้องไห้
และเสิ่นหุยเคยเห็นเซียวมู่ร้องไห้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เขาร้องไห้อย่างหนัก นั่งอยู่บนพื้นแล้วถามนางทันใดว่า ‘อาหุย ข้าต้องทำเช่นไร’
ทำเช่นไรได้เล่า เสิ่นหุยไม่รู้จริงๆ ในใจนางรู้สึกเศร้าและหวาดกลัว แต่นางทำได้เพียงยกมุมปากขึ้นช้าๆ เผยรอยยิ้มที่ทำให้คนเห็นสบายใจออกมา
เหมือนตอนเด็กคนในครอบครัวกังวลเรื่องสุขภาพของนาง ทุกครั้งที่นางเจ็บปวดอย่างรุนแรง เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวเสียใจก็จะยิ้มเช่นนี้ ขอเพียงนางยิ้ม คนในครอบครัวจึงจะยิ้มได้
จากเจียงหนานมาถึงเมืองหลวงระยะทางยาวไกล เซียวมู่เป็นคนมาส่งนาง
ตั้งแต่เด็กนางชอบที่จะได้พบเซียวมู่ เพราะญาติผู้พี่มักจะยิ้มแล้วมองนาง เวลาเขายิ้มน่ามองอย่างยิ่ง ทำให้รอบข้างรู้สึกอบอุ่นตามไปด้วย
แต่ระหว่างทางเซียวมู่ไม่ได้ยิ้มสักครั้ง
หนึ่งวันก่อนเสิ่นหุยเข้าวัง เซียวมู่ตาแดงก่ำพูดกับนางว่า ‘อาหุย เจ้ารอข้า’
เสิ่นหุยยิ้มจนตายกโค้ง ยังคงมีท่าทางบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเช่นในวันวาน แต่นางไม่ได้ตอบกลับ
“เหนียงเหนียง รีบลงมาล้างหน้าหวีผมแล้วค่อยปีนขึ้นเตียงเถิดเพคะ” สือซิงเข้ามาแล้วพร่ำบ่น
เสิ่นหุยกะพริบตา ได้สติกลับมาอีกครั้ง ริมฝีปากโค้งขึ้นช้าๆ ยิ้มให้สือซิงแล้วพูดกระเง้ากระงอดเสียงอ่อนหวาน
“นอนเพียงหนึ่งเค่อจากนั้นค่อยไปล้างหน้าหวีผม!”
นางจะตอบรับได้อย่างไร
มีคนเคยพูดกับพี่รองของนางเช่นนี้ พี่รองก็ตอบรับแล้วรอคอย รอคอยจนตาย
ตายอยู่ที่ตำหนักหย่งเฟิ่ง ตำหนักนี้ ที่ห้องนี้ บนเตียงหลังนี้
นางจึงตอบรับไม่ได้
เสิ่นหุยรู้ว่าหากครั้งนี้นางหกล้มหรือล้มป่วย ไม่มีใครจะสามารถช่วยนางได้แล้ว
ไม่มีความหวังก็จะไม่ผิดหวัง
เสียเวลาตนเองไม่ว่า ยังเสียเวลาคนอื่นด้วย
วันต่อมา เผยไหวกวงเพิ่งมาถึงตำหนักหยวนหลง ฮ่องเต้ก็พูดโอดครวญกับเขา
“ผิงหนานอ๋องคิดก่อกบฏ! คิดจะชิงบัลลังก์ของเรา! โจรกบฏเช่นนี้ไม่สมควรถูกลงโทษด้วยการใช้ห้าม้าแยกร่างหรือ ขุนนางอาวุโสกลุ่มนั้นคิดจะให้เราเห็นแก่ความเป็นพี่น้องลงโทษด้วยความเมตตา น่าขัน!“
ฮ่องเต้กริ้วจนเดินวนไปมาในตำหนัก ระหว่างนั้นก็ขว้างปาสิ่งของใกล้มือ
เผยไหวกวงมองด้วยสายตาเย็นชา
ฮ่องเต้เรียกตัวเผยไหวกวงมาไม่ใช่ด้วยเรื่องนี้ เขาสะกดกลั้นความเคืองโกรธแล้วถามอีกฝ่ายว่า “ยาอายุวัฒนะเมื่อใดจะทำออกมาได้กันแน่”
เผยไหวกวงขมวดคิ้ว แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาหลายส่วนแล้วพูดว่า “ขาดกระสายยาหนึ่งตัวพ่ะย่ะค่ะ แต่กระสายยาประหลาดมาก อาจไม่มีประโยชน์จริงก็ได้ ดังนั้นต้องศึกษาใหม่…”
“กระสายยาอะไร” ดวงตาของฮ่องเต้เปล่งประกายขึ้นมา ตัดบทคำพูดของเขา
“ผงเลือดเนื้อกระดูกเครือญาติ” เผยไหวกวงเอ่ยลากเสียงทีละคำ
ฮ่องเต้ตกใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตัดสินใจ “ผิงหนานอ๋องกล่าวอ้างว่าจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ยึดมั่นคุณธรรม นี่เป็นโอกาสให้เขาได้แสดงความจงรักภักดีที่ดีที่สุดมิใช่หรือ”
มุมปากของเผยไหวกวงมีรอยยิ้มเย็นชาแฝงการเยาะหยันที่แทบไม่สังเกตเห็น เขาเอ่ยชมว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
นางกำนัลขันทีที่คอยปรนนิบัติในตำหนักหลุบตาอย่างนอบน้อม แต่ในใจกลับรู้สึกเศร้า
เพราะผิงหนานอ๋องกับฮ่องเต้เป็นพี่น้องมารดาเดียวกัน
ตอนเผยไหวกวงออกมาจากตำหนักหยวนหลงเป็นเวลาพลบค่ำ มีหิมะตกลงมาแล้ว
หวังไหลจะกางร่มให้เขา แต่เขากลับปฏิเสธ
เขาไม่ได้ขอเกี้ยว แต่เดินเท้ากลับไป
ระหว่างทางนางกำนัลขันทีเห็นเผยไหวกวงต่างไม่กล้าหายใจแรง หากไม่หลบเลี่ยงไปให้ไกลก็หมอบคารวะบนพื้นอย่างนอบน้อม
หวังไหลเดินตามหลังเผยไหวกวง ขณะมองแผ่นหลังโดดเดี่ยวของเขาก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
ขันทีในวังหลวงนี้มีสองประเภท
ประเภทแรกคือทำความผิด ได้รับการลงทัณฑ์ในวังอย่างช่วยไม่ได้
ประเภทที่สองคือทางบ้านยากจน จึงส่งบุตรเข้ามาแลกข้าวสารประทังชีวิต
แล้วจั่งอิ้นเล่า
หวังไหลไม่รู้ ไม่มีใครรู้
คนที่เกลียดแค้นเผยไหวกวงมีมาก คนที่ประจบเอาใจเผยไหวกวงกลับมีมากยิ่งกว่า คนเหล่านี้จะพยายามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังของเผยไหวกวง อาจเพื่อรู้เขารู้เรา หรืออาจเพื่อทำตามความชอบของเขา
แต่ไม่มีผู้ใดสืบหาจนทราบอดีตของเผยไหวกวง
เผยไหวกวงดูเหมือนจะไม่มีอดีต
เหล่าขันทีรุ่นเล็กจำนวนมากต่างหานางกำนัลมาเป็นคู่ในนาม เหล่ากงกง ที่มีตำแหน่งสูงเล็กน้อยจะสร้างคฤหาสน์ไว้นอกวัง ถึงขั้นแต่งภรรยาเลี้ยงดูบุตร ด้วยอำนาจบารมีของเผยไหวกวงในตอนนี้เขายิ่งควรเป็นเช่นนี้ ฮ่องเต้เองก็เคยมอบขุนนางหญิงที่มีความโดดเด่นเป็นเลิศในวังให้เขาเช่นกัน แต่ว่าเขาปฏิเสธ
เขาไม่มีคฤหาสน์อยู่นอกวัง ไม่เคยแต่งภรรยา ไม่มีญาติ และไร้สหาย
เดิมทีแม้แต่บุตรบุญธรรมก็ไม่มี แต่เพราะความนิยมการคารวะบิดาบุญธรรมในวัง เหล่าขันทีรุ่นเล็กต่างพากันเข้ามาพูดอย่างอ่อนหวานเรียกเขาว่าบิดาบุญธรรม เขาก็ไม่เห็นจะดีใจสักเท่าใด หากเป็นตอนอารมณ์ไม่ดี ขันทีรุ่นเล็กที่เรียกส่งเดชไม่แน่ว่าอาจสิ้นชีวิตก็ได้ หลายปีมานี้จึงไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปเรียกเขาว่าบิดาบุญธรรมแล้ว
หวังไหลคิดว่าตนเองไม่เข้าใจความคิดของจั่งอิ้นสักนิด
หากบอกว่าเขาไม่รักอำนาจบารมี ใครจะเชื่อเล่า เชื้อพระวงศ์ในราชสำนักถูกเขาครอบงำจนหมดสิ้น
แต่เผยไหวกวงกลับดูเหมือนไร้ความปรารถนาไร้ความต้องการปานนั้น
ใกล้วันปีใหม่แล้ว นางกำนัลขันทีทำน้ำแข็งแกะสลักไว้ทุกหนแห่ง
หวังไหลรู้สึกว่าจั่งอิ้นเหมือนน้ำแข็งแกะสลักเหล่านั้น ไม่มีความอบอุ่นและไม่มีหัวใจ
เขาส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่ๆๆ หากมีแสงอาทิตย์เพียงพอ น้ำแข็งแกะสลักก็ละลายได้ กลายเป็นน้ำหนึ่งแอ่ง
จั่งอิ้นไม่มีทางเป็นเช่นนั้น
หลิวหมัวมัวรายงานตามความสัตย์จริงว่า “ฮองเฮาไม่ยอมเรียนเจ้าค่ะ ลี่เฟยร่ายรำหนึ่งรอบ ฮองเฮาก็อ้างว่าพระวรกายไม่สู้ดี แม้แต่ชุดร่ายรำก็ไม่ยอมเปลี่ยน วิชาของบ่าวบรรยายได้เพียงครึ่งเค่อก็อ้างว่าปวดพระเศียร ฮองเฮาทรงถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลสูงศักดิ์ อีกทั้งพระชนมายุยังน้อย ไร้ซึ่งประสบการณ์ ยังคงเขินอายอยู่”
เขินอาย?
เผยไหวกวงก้าวเข้าไปในตำหนักก็เห็นท่าทางของฮองเฮาน้อยที่พยายามเผชิญหน้ากับเขาอย่างชัดเจน
เขาไม่มีความอดทนในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ จึงพูดตามตรงว่า “ฝ่าบาททรงให้เวลาเหนียงเหนียงเพียงสิบห้าวัน”
เสิ่นหุยใช้วิชาประวิงเวลาอีกครั้ง “วันนี้ข้าไม่สบาย วันพรุ่งนี้ข้าจะเรียนเอง เย็นมากแล้ว ข้าจะอาบน้ำพักผ่อนแล้ว”
เผยไหวกวงพยักหน้า “กระหม่อมจะปรนนิบัติเหนียงเหนียงสรงน้ำเองพ่ะย่ะค่ะ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 11 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.