บทที่ 5
เสิ่นหุยไร้ท่าทีตอบสนอง นางมองเผยไหวกวงอย่างตกตะลึง ยังคิดว่าตนเองฟังผิดไป
“ไม่รบกวนจั่งอิ้นแล้ว” ปากของนางตอบสนองก่อนสมองของนางหนึ่งก้าว
“คนที่กระหม่อมเคยปรนนิบัติคืออดีตฮ่องเต้ หรือฮองเฮาคิดว่ากระหม่อมที่เคยปรนนิบัติแม้แต่อดีตฮ่องเต้จะปรนนิบัติพระองค์ไม่ได้”
“ไม่ๆ…”
เสิ่นหุยส่ายหน้า ใบหน้าเล็กซีดขาว ยามนางตื่นเต้นหวาดกลัวใบหน้าจะซีดขาวง่ายมาก ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ทำให้เผยไหวกวงแปลกใจเล็กน้อย เด็กสาวผู้นี้ช่างตื่นตระหนกเกินไปแล้ว
นี่เพิ่ง…เริ่มต้นเท่านั้น
“คืนนี้ข้าไม่อาบน้ำแล้ว”
“ลืมไปว่าฮองเฮายังมีระดู ไม่สะดวกจะนั่งสรงน้ำ” เผยไหวกวงเอ่ยเสียงเรียบ “แต่คราบเลือดต้องเช็ดล้างให้สะอาดจึงจะบรรทมสบาย”
เสิ่นหุยมองเผยไหวกวงอย่างตื่นตกใจ ดวงตารูปจันทร์เสี้ยวแต่เดิมเบิกโต ริมฝีปากแดงก็เผยอเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันเล็กขาวสะอาด ใบหน้าเล็กขาวซีดของนางแต่เดิมก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับเปลี่ยนหน้า แทบจะมีเลือดหยดออกมาอยู่แล้ว
เผยไหวกวงมองนางด้วยสายตาเย็นชา เห็นปลายนิ้วสั่นเทาของนางที่วางอยู่บนพนักแขนเก้าอี้กลม เขาอยากรอดูว่าอีกนานเท่าใดฮองเฮาน้อยผู้นี้จึงจะร้องไห้ออกมา
“เช่นนั้นก็…รบกวนจั่งอิ้นแล้ว”
เผยไหวกวงมองนางอย่างแปลกใจอยู่บ้าง ฮองเฮาน้อยบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ พยายามซ่อนความสั่นเล็กน้อยในเสียงพูดเอาไว้
เสิ่นหุยลุกขึ้นเดินไปยังห้องอาบน้ำทางทิศตะวันตก
เมื่อไปถึงห้องอาบน้ำ เฉินเยวี่ยก็เข้ามากระซิบข้างหู “จั่งอิ้นไม่ได้ตามมาเพคะ”
เสิ่นหุยโล่งใจอย่างยิ่ง เขาหลอกให้นางกลัวจริงดังคาด
แต่ว่าเสิ่นหุยก็ไม่กล้าเดิมพันว่าเผยไหวกวงจะบุกเข้ามาหรือไม่ ทำได้เพียงทำอะไรให้เร็วสักนิด ตั้งแต่นางเติบโตมา นี่เป็นครั้งแรกที่ทำอะไร ‘คล่องแคล่ว’ เช่นนี้
เฉินเยวี่ยหอบชุดนอนเข้ามาพลางถามเสิ่นหุยเสียงเบาว่า “เปลี่ยนหรือไม่เพคะ”
เสิ่นหุยขยับปากถามสือซิงอย่างไร้สุ้มเสียงว่า “ไปหรือยัง”
สือซิงขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า
เสิ่นหุยลังเลครู่หนึ่งแล้วถอดชุดลำลองออกเปลี่ยนไปสวมชุดนอน ตอนที่เปลี่ยนนางลงมือรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เฉินเยวี่ยกับสือซิงเห็นแล้วก็ตกตะลึง
จะว่าไปแล้วชุดนอนกับชุดลำลองเหมือนกัน ต่างห่อตัวอย่างแน่นหนา ไม่เผยให้เห็นส่วนใด แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรขอเพียงเป็นชุดนอน สวมออกไปพบปะคนก็ไม่ค่อยเหมาะสมนัก
เผยไหวกวงไม่อยู่ในห้องโถงแล้ว
เสิ่นหุยรู้จากปากนางกำนัลว่าเผยไหวกวงไปที่ตำหนักประทับของนางแล้ว นางฝืนก้าวเท้าเข้าไปก็เห็นเขายืนอยู่ที่หน้าต่างตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งของนาง
เขาก้มหน้า นิ้วมือเรียวยาวหมุนกล่องชาดทาปากของนาง กล่องชาดทาปากกระเบื้องขาวกลมหมุนบนพื้นโต๊ะไม้จันทน์ เกิดเสียงลากยาว
หน้าต่างเปิดแง้มครึ่งหนึ่งนำพาลมเย็นพัดเข้ามาเล็กน้อย แสงจันทร์ส่องกระทบเข้ามาเป็นวงกว้าง
เสิ่นหุยส่งสายตาให้เฉินเยวี่ย จากนั้นก็เดินไปนั่งลง เฉินเยวี่ยดึงปิ่นหงส์และปิ่นระย้าบนศีรษะของเสิ่นหุยออกอย่างคล่องแคล่ว ผมนุ่มดำขลับสยายลงมาราวน้ำตก
เฉินเยวี่ยไปหยิบหวี แต่พบว่าหวีไม้อยู่ในมือของเผยไหวกวงแล้ว นางจนปัญญา ทำได้เพียงถอยห่างออกไปอย่างเป็นกังวล
เสิ่นหุยปั้นหน้านิ่งนั่งอย่างเรียบร้อย บังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์
เผยไหวกวงหวีผมยาวของนางอย่างช้าๆ ผมนุ่มราวเมฆลอยน้ำไหลเลื่อนผ่านฝ่ามือของเขา ขณะที่เขาหวีผมให้นางดูจริงจังอยู่หลายส่วน
หวีไม้เลื่อนลงผ่านปลายผม ตอนนี้เขาจึงเหลือบตาขึ้นมองเสิ่นหุยผ่านคันฉ่องแล้วถามว่า “เหนียงเหนียงพรุ่งนี้จะตั้งพระทัยเรียนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยเหลือบตามองเช่นกัน ประสานสายตากับเขาในคันฉ่องอย่างกล้าหาญแล้วพูดว่า “วันพรุ่งนี้มีงานเลี้ยงในวัง”
“เช่นนั้นหลังงานเลี้ยงในวังเล่า” เขาวางหวีไม้ลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ตอนเก็บมือกลับมาก็วางมือลงบนไหล่ของเสิ่นหุยด้วยอากัปกิริยาที่เป็นธรรมชาติ
หนักเหลือเกิน
“เรียน”
เผยไหวกวงโน้มกายลงมา จากนั้นพยักหน้า ครั้งนี้ไม่ได้มองนางผ่านคันฉ่องแล้ว แต่มองนางในระยะประชิดแล้วพูดขึ้น
“ถ้าหลิวหมัวมัวสอนได้ไม่ดี กระหม่อมจะสอนเหนียงเหนียงเอง”
ในจมูกของเสิ่นหุยมีกลิ่นกำยานอวี้ถานจางๆ
เขาอยู่ใกล้เพียงนี้ ลมหายใจตอนพูดรดแก้มของนาง ให้ความรู้สึกคลุมเครือ เยือกเย็น
คนผู้นี้ไม่มีความอบอุ่นสักนิดจริงๆ หนาวทะลุจากข้างในถึงข้างนอก
เผยไหวกวงพอใจแล้ว เขายืดตัวตรงแล้วยื่นแขนไปให้นาง สายตาเย็นชามองฮองเฮาน้อยฝืนใจวางมือลงบนแขน จากนั้นก็ลุกขึ้นประคองนางไปที่เตียง ห่มผ้าแพรลายหงส์คู่ดั้นเมฆให้นางด้วยตนเอง
เผยไหวกวงปลดม่านเตียงที่เกี่ยวแขวนอยู่ลงมาช้าๆ พลางส่งเสียงถามว่า “เหนียงเหนียง คืนพรุ่งนี้จะให้กระหม่อมมาปรนนิบัติหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“จั่งอิ้นมีงานยุ่งมาก ที่ตำหนักข้าไม่ต้องให้ท่านลำบากแล้ว”
จากนั้นเผยไหวกวงก็จากไป
ผ่านไปพักใหญ่ร่างกายที่แข็งเกร็งของเสิ่นหุยก็ค่อยผ่อนคลายลง นางผ่อนลมหายใจยาวช้าๆ คราหนึ่ง
เฉินเยวี่ยเข้ามาถามนางว่าเป็นอะไรหรือไม่ นางเพียงสั่งให้เฉินเยวี่ยดับไฟด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มเท่านั้น
วันพรุ่งนี้มีงานเลี้ยงในวัง เป็นโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งที่จะได้พบบดามารดา นางต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้สีหน้าดีขึ้นสักนิด จะให้บิดามารดาเป็นห่วงไม่ได้
แต่ว่านางนอนไม่หลับ
กลางคืนทั้งเงียบและมืด ในสมองของนางสับสนไปหมด
ในวังนี้หากส่งคนที่มีฐานะต่ำต้อยไปเข้าเฝ้าปรนนิบัติฮ่องเต้ หลังจากอาบน้ำแล้วจะมีเหล่าขันทีรุ่นเล็กตรวจร่างกายแล้วเอาผ้าห่มห่อตัว จากนั้นก็แบกไปบนเตียงมังกร นอกผ้าห่มที่ห่อตัวนั้นยังใช้แถบผ้าต่วนมัดไว้ด้วย รอฮ่องเต้มาถึงก็จะแก้แถบผ้าต่วนราวกับแกะของขวัญบรรณาการเปิดผ้าห่มออกแล้วชื่นชมตามใจชอบ
เสิ่นหุยยังไม่ได้เข้าวังก็เคยได้ยินเรื่องนี้ ตอนนั้นนางไม่เข้าใจอย่างยิ่ง หรือพูดได้ว่ารับไม่ได้
นางไม่เข้าใจว่าสตรีดีๆ ถูกเลี้ยงดูอย่างดีในบ้าน ทำตามกฎชายหญิงที่เมื่ออายุเลยเจ็ดขวบแล้วแม้แต่บิดากับพี่ชายก็จะไม่อยู่ใกล้ชิดกันเกินไป เหตุใดพอเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าปรนนิบัติฮ่องเต้กลับถูกขันทีกลุ่มหนึ่งตรวจร่างกายได้เล่า และทุกคนยังคิดว่าไม่มีอะไรไม่ถูกต้องอีกด้วย
บ่าวรับใช้ที่เล่าเรื่องนี้ให้นางฟังอธิบายว่า ‘เพราะขันทีไม่ใช่บุรุษ’
บ่าวรับใช้อีกคนหนึ่งหัวเราะ ‘ขันทีไม่ใช่คนด้วยซ้ำ’
เสิ่นหุยไม่เข้าใจว่าอวัยวะขาดไปส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่คนแล้วหรือ มีหลักเหตุผลเช่นนี้ด้วยหรือ
ตอนนี้นางคิดถึงเผยไหวกวงขึ้นมาอีกครั้ง
เหตุใดคนเช่นเขาถึงเข้าวังมาเป็นขันทีเล่า
เสิ่นหุยเคยได้ยินบิดาเล่าว่าเผยไหวกวงยินดีเข้าวังมาเอง
เหล่าเด็กชายตัวเล็กตัวใหญ่เข้าแถวรอการชำระกาย นี่ไม่ใช่เรื่องดีอะไร ใครบ้างจะไม่ร้องไห้เจ็บปวดใจแทบขาด
แต่บิดาเพียงมองก็สังเกตเห็นเผยไหวกวงแล้ว
เด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีเป็นช่วงอายุที่รู้ดีที่สุดว่าการชำระกายหมายความว่าอย่างไร เขายืนอยู่ในกลุ่มคนที่ร้องไห้คร่ำครวญ รูปโฉมหล่อเหลา ท่าทางสงบนิ่งเยือกเย็น แววตากระจ่างใสและมั่นคง ดูสะดุดตาเหลือเกิน
ขันทีผู้เฒ่าที่คอยลงชื่อรู้จักตัวอักษรไม่มาก ครุ่นคิดอยู่นานก็ลืมไปว่าตัวอักษร ‘เผย’ เขียนเช่นไร เขาเคาะสมุดบนโต๊ะ ถามเสียงแหลมว่า ‘เขียนชื่อตนเองเป็นหรือไม่’
บิดาเล่าว่าเผยไหวกวงไปดูสมุดลงชื่อนั้นคราหนึ่ง
ท่ามกลางตัวอักษรโย้เย้ไปมาเต็มหน้า ชื่อของเขาก็เหมือนเช่นตัวเขาที่ไม่เข้าพวกกับผู้ใดสักนิด
บิดาเล่าว่าลายมือของเขางดงามอย่างยิ่ง แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นศิษย์ของอาจารย์ชั้นเลิศ
เสิ่นหุยอ้าปากหาว พลิกตัวแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด
หลังแต่งงานหญิงชาวบ้านจะต้องกลับบ้านเกิด วันนี้ฮองเฮาจัดงานเลี้ยงเหล่าขุนนางก็มีจุดประสงค์นี้ด้วยเช่นกัน
เสิ่นหยวนหงกับเสิ่นฮูหยินตื่นเต้นจนนอนหลับไม่สนิททั้งคืน เข้าวังไปพบบุตรสาวแต่เช้า รวมถึงพี่สะใภ้ใหญ่ลั่วซื่อ ก็พาบุตรสาวเสิ่นหมิงอวี้มาด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้เสิ่นหุยประหลาดใจเล็กน้อย
นับตั้งแต่พี่ชายตายในสนามรบ ลั่วซื่อก็ล้มป่วยหนัก หลังจากหายป่วยก็ไม่เคยออกจากจวนอีก กินอาหารเจสวดมนต์ไหว้พระทุกวันเป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว
“ถ้าพี่ใหญ่เจ้ายังอยู่…” ลั่วซื่อฝืนยิ้มแล้วเปลี่ยนคำพูด “เหนียงเหนียงต้องอยู่อย่างมีความสุขนะเพคะ”
เสิ่นหุยเข้าใจแล้ว พี่สะใภ้มาเยี่ยมนางแทนพี่ชาย และคงกลัวว่าหากบิดามารดาเสียใจ คนอื่นอาจดูแลได้ไม่ดีเท่าพี่สะใภ้กระมัง นางมองสำรวจสีหน้าของลั่วซื่อ หวังว่าพี่สะใภ้จะมีกำลังใจดีขึ้นโดยเร็ว นางยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้พี่สะใภ้ดูแลงานในจวนได้ดีรอบด้าน ไม่บกพร่องสักนิด แต่ตอนนี้…
“ถ้าพี่ใหญ่ยังอยู่ต้องหวังให้พี่สะใภ้กับหมิงอวี้อยู่อย่างมีความสุขเช่นกัน” เสิ่นหุยพูดอย่างจริงใจ
ลั่วซื่อนิ่งอึ้งแล้วพยักหน้า
บิดามารดาสามีอายุมากแล้ว ครอบครัวมีสภาพเช่นนี้ นางดูเหมือนจะหลบเลี่ยงอีกไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาฝืนค้ำยันเอาไว้ ถือว่าทำเพื่อสามี
เสิ่นหมิงอวี้อายุสิบเอ็ดปีแล้ว เป็นช่วงอายุที่กำลังเติบโต นางยืนตัวตรงอย่างเงียบๆ ข้างกายมารดา
เสิ่นหุยสั่งคนเอาลูกกวาดมาให้นางกิน และมอบของขวัญที่เตรียมไว้แล้วให้นาง จากนั้นก็พูดคุยกับคนในครอบครัวครู่ใหญ่ แต่นางกำนัลมาเร่งแล้วเร่งอีก นางจึงต้องเดินไปด้านหน้าพร้อมกับคนในครอบครัว
งานเลี้ยงวันนี้มีขุนนางที่ถูกเชิญมาไม่น้อย
เสิ่นหุยยังเดินไปไม่ถึงก็พบกับฮ่องเต้เสียก่อน
พอได้กลิ่นสุราบนร่างของฮ่องเต้แล้ว เสิ่นหุยก็หัวใจกระตุกคราหนึ่ง
“นี่คือใครหรือ” ฮ่องเต้มองสำรวจเสิ่นหมิงอวี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
เสิ่นหุยหัวใจเต้นรัวเร็วอย่างไร้สาเหตุแล้วพูดว่า “ฝ่าบาท นางเป็นบุตรสาวของพี่ชายหม่อมฉันเพคะ”
“อายุเท่าใดแล้ว”
“เพิ่งสิบเอ็ดปีเพคะ”
ฮ่องเต้มองสำรวจเสิ่นหมิงอวี้อีกครา จากนั้นก็มองไปที่เสิ่นหุยแล้วหันกายเดินไปข้างหน้า
เสิ่นหุยเดินตามหลังไปครู่หนึ่งก็ดึงมือของเสิ่นหมิงอวี้แล้วพูดว่า “กำไลที่ให้เจ้าเหตุใดถึงไม่ใส่ ไป อยู่บนโต๊ะ ไปเอามา”
เสิ่นหมิงอวี้มองเสิ่นหุยอย่างงุนงง
กำไลอะไร
ฮ่องเต้พูดว่า “ให้นางกำนัลไปหยิบมาก็ได้”
“อุตส่าห์ตั้งใจเลือกให้นาง นางกลับไม่ดูแลรักษาให้ดี นี่เป็นการลงโทษนาง!” เสิ่นหุยแสร้งทำเป็นโกรธอยู่หลายส่วน
ลั่วซื่อหน้าซีดเล็กน้อย ลอบหยิกบุตรสาวคราหนึ่ง
ตอนนี้เสิ่นหมิงอวี้พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว นางยอบกายคารวะแล้วรีบวิ่งกลับไป
รอจนได้นั่งประจำที่ตรงที่นั่งด้านหน้า ลั่วซื่อก็หาเหตุผลลอบกลับไปที่ตำหนักหย่งเฟิ่ง ไม่กล้าอยู่ต่อ รีบร้อนพาบุตรสาวออกจากวังไป
เสิ่นหุยได้ข่าวจากนางกำนัลก็รู้ว่าลั่วซื่อสองแม่ลูกออกจากวังไปแล้วจึงค่อยรู้สึกโล่งอก
นางหันหน้าไปมองฮ่องเต้ที่ยังดื่มสุราอยู่ ฮ่องเต้ดูเมามายอย่างเห็นได้ชัด
ฮ่องเต้หลังเมาสุรามีนิสัยเป็นเช่นไร วันที่เสิ่นหุยเข้าวังก็ได้เห็นแล้ว นางรู้สึกกังวลใจขึ้นมา ขอให้วันนี้อย่าได้เกิดเรื่องไม่คาดคิดอะไรขึ้นเลย
จริงดังคาด ผ่านไปไม่นานฮ่องเต้ก็เริ่มพูดจาเหลวไหล
ในงานเลี้ยงค่อยๆ เงียบลง เหล่าสนมชายาและขุนนางใหญ่กับครอบครัวที่นั่งอยู่เต็มงานต่างเงียบสนิท กลัวว่าจะเกิดเรื่อง ทุกคนรู้ว่าฮ่องเต้เบาปัญญาบ้าตัณหา หากเขาดื่มสุราจนเมามายจะเปลี่ยนเป็นคนโหดร้าย
มีคนส่งข่าวให้เผยไหวกวง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็มาถึง เขาเดินไปประคองฮ่องเต้แล้วพูดว่า “ฝ่าบาททรงเมามายแล้ว เสด็จกลับไปพักผ่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ดึงแขนของเผยไหวกวงแล้วหัวเราะคิกคัก “ไหวกวงเองหรือ! ขุนนางใหญ่เหล่านี้น่ารำคาญยิ่ง เจ้าถูกใจเราที่สุด!” เขาหัวเราะอีกแล้วพูดว่า “ขุนนางหญิงที่มอบให้เจ้าครั้งก่อนไม่ตรงใจ เจ้าต้องการใคร เจ้าต้องการใครเราให้เจ้าหมด!” จากนั้นก็ยืนขึ้นด้วยร่างที่โงนเงน กวาดแขนไปทั่วหนึ่งรอบ “สนมชายาในตำหนักในเจ้าเลือกได้ตามใจชอบ!”
เหล่าสนมชายาในที่นี้ไม่มีใครไม่ตกใจ
เผยไหวกวงขมวดคิ้วเล็กน้อย ฮ่องเต้เมามายอย่างหนักและดึงแขนเสื้อของเขาจนยับแล้ว
ด้วยเหตุนี้เผยไหวกวงจึงคลายมือออก ปล่อยให้ฮ่องเต้โซเซถอยหลังไปหลายก้าวแล้วยืนด้วยตนเอง
เผยไหวกวงรับผ้าเช็ดหน้าที่หวังไหลยื่นมาให้แล้วจัดแขนเสื้อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นับวันเขายิ่งหมดความอดทนกับฮ่องเต้ชั่วผู้นี้มากขึ้นทุกทีแล้ว
ฮ่องเต้พูดจาเหลวไหลขณะเดินผ่านโต๊ะจัดเลี้ยง เขาเห็นหญิงงามที่ออกเรือนแล้วคนหนึ่ง จึงยิ้มแล้วเดินเข้าไปดึงร่างหญิงงามขึ้นแบกใส่บ่าแล้วเดินไปข้างหน้า
“ท่านแม่!” เด็กชายอายุหกเจ็ดขวบคนหนึ่งร้องไห้จะวิ่งตามไป
บิดาของเขาตาแดงก่ำรีบวิ่งไปอุ้มเขา ใช้มือที่สั่นเทาปิดปากของบุตรชาย
ฮ่องเต้เดินไปไม่กี่ก้าวก็วางหญิงงามบนบ่าลงบนโต๊ะทันทีแล้วโน้มกายลง ทำให้คนทั้งโต๊ะตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น
เสิ่นหุยมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยใบหน้าซีดขาว
นางนึกถึงนางกำนัลรุ่นเล็กที่ร้องไห้อยู่อีกฝั่งของฉากบังตาในคืนวันนั้นขึ้นมาในทันใด
นางทำอะไรได้บ้าง
มือที่ถือผ้าเช็ดหน้ากำแน่นมากขึ้น
เผยไหวกวงมองการกระทำเหลวไหลของฮ่องเต้ด้วยสายตาเย็นชา กำลังจะสั่ง ‘กางม่าน’ อย่างรำคาญใจก็ได้ยินเสียงไม่ดังพูดขึ้น
“ใครก็ได้เข้ามาที”
เขาหันหน้ามองไปทางฮองเฮาน้อย
“ใครก็ได้เข้ามาที!” เสิ่นหุยพูดเสียงดังอีกหนึ่งรอบ “ฝ่าบาททรงเมามายแล้ว ส่งพระองค์กลับตำหนักหยวนหลง!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหุยพูดเสียงดังต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้
แต่จะมีใครฟังนางหรือไม่
องครักษ์ นางกำนัล ขันที และขุนนางที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างไม่ขยับเขยื้อน
หน้าโต๊ะหินอ่อนที่เรียบเนียนสะท้อนลายหงส์บนเสื้อของนาง
นางเป็นฮองเฮามิใช่หรือ
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเห็นฮองเฮาน้อยลุกขึ้นยืน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.