บทที่ 6
เสิ่นฮูหยินเห็นภาพเหตุการณ์นี้แล้วก็ตกใจ พอเห็นเสิ่นหุยยืนขึ้นก็คิดจะปกป้องบุตรสาวคนเล็กที่อ่อนแอผู้นี้ จึงยืนขึ้นคิดจะดึงบุตรสาวมาข้างหลังตน แต่เสิ่นหยวนหงกุมมือห้ามนางเอาไว้
“นายท่าน!”
เสิ่นหยวนหงไม่ได้พูดอะไร เขามองแผ่นหลังของบุตรสาวคนเล็กพลางขมวดคิ้วแน่น
เสิ่นหุยถูกปกป้องดีเกินไปตั้งแต่เด็ก นอกจากคนในครอบครัวกับท่านหมอที่รักษาโรคให้นางแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกับคนนอก นางพูดเสียงดังต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นางรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ว่านางยังคงลุกขึ้นยืน
ไม่มีใครฟังคำสั่งของฮองเฮา แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรฮองเฮาเช่นกัน นอกจากฮ่องเต้เดรัจฉานที่บ้าคลั่งหลังเมาสุราผู้นั้น
เสิ่นหุยเดินผ่านโต๊ะที่นั่ง เดินผ่านสนมชายากับขุนนางที่ต่างก้มหน้า เดินไปยังฮ่องเต้ที่ทำตัวเหลวไหล
เสียงร้องของหญิงงามคนนั้นเสียดแทงหูอย่างยิ่ง
ฝีเท้าของเสิ่นหุยก้าวเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ สุดท้ายกลายเป็นวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา
มงกุฎบนศีรษะของนางหนักอึ้ง มุกระย้าแกว่งไปมา ภายในตำหนักที่เงียบสนิทมีเพียงเสียงกระทบกันของมุก ตอนที่นางวิ่งผ่านข้างกายเผยไหวกวง ปลายด้านหนึ่งของผ้าคลุมไหล่สีเหลืองหลุดลงลากพื้น
เผยไหวกวงหลุบตาลง สายตาไล่ตามชายผ้าคลุมไหล่ที่ลากพื้นนั้นไป
เสิ่นหุยคว้าข้อมือของฮ่องเต้ ออกแรงเล็กน้อย นางพยายามทำให้เสียงพูดของตนเองสงบนิ่ง “ฝ่าบาท พระองค์ทรงเมามายแล้ว หม่อมฉันจะประคองพระองค์ไปพักผ่อนนะเพคะ”
ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นมองอย่างมึนงง ชั่วขณะนั้นกลับจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็พึมพำว่า “อาถู เราขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว เหตุใดเจ้ายังควบคุมเราทุกอย่าง…“
เขาเห็นเสิ่นหุยเป็นฮองเฮาพระองค์แรกซึ่งก็คือพี่สาวคนโตของนางไปเสียแล้ว
ฮ่องเต้เมาสุราจึงมีเรี่ยวแรงมาก แต่กลับยืนได้ไม่มั่นคง เขาอยากจะปีนขึ้นโต๊ะ แต่ปีนอยู่นานก็ปีนไม่ขึ้น
มือของเสิ่นหุยที่ฉุดข้อมือของฮ่องเต้เพิ่มแรงมากขึ้น ใช้แรงทั้งหมดดึงเขาถอยหลัง ใบหน้าเล็กออกแรงจนขึ้นสีแดง ปากก็พูดประโยคเดิม
“ฝ่าบาท พระองค์ทรงเมามายแล้ว หม่อมฉันจะประคองพระองค์ไปพักผ่อนนะเพคะ!”
สือซิงอยากจะเข้าไปช่วย แต่เฉินเยวี่ยรั้งตัวนางไว้
เฉินเยวี่ยมองนายหญิงของตนเองอย่างสงสาร แต่รู้ว่าสถานการณ์ในวันนี้ สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ความช่วยเหลือจากคนข้างกายฮองเฮา
พวกองครักษ์ลังเล มีคนเหมือนอยากจะเดินไปข้างหน้า แต่คนข้างกายกลับออกแรงรั้งตัวเขาไว้
เรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ช่วงต้นปีก็เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คนที่ถูกหยามเกียรติต่อหน้าฝูชนไม่ใช่ภรรยาขุนนาง แต่เป็นน้องสาวของสนมคนหนึ่ง สนมคนนั้นเรียกขันทีรับใช้เข้ามาประคองพร้อมเกลี้ยกล่อมให้ฮ่องเต้กลับไป
วันต่อมาฮ่องเต้ตื่นแล้วก็กริ้วอย่างยิ่ง ไม่เพียงลงโทษสนมคนนั้นอย่างหนัก แต่ยังเรียกตัวน้องสาวของนางเข้าวังมาร่วมหลับนอน หลังจากร่วมหลับนอนแล้วก็เพียงปล่อยออกจากวังไม่ได้ให้ตำแหน่งใด ฮ่องเต้ประกาศว่าสตรีในใต้หล้าทุกคนเป็นของเขา เขาหาความสำราญได้ตามใจชอบ ทั้งยังมีคำสั่งให้สังหารขันทีที่ประคองเขากลับในวันนั้นทั้งหมด
และเป็นเพราะเรื่องนี้ทำให้ไทเฮากริ้วจนหมดสติ สุดท้ายด้วยความโมโหจึงพาองค์ชายน้อยย้ายออกจากวังหลวงไปพำนักที่ตำหนักตากอากาศ
คนที่ยืนขึ้นคนแรกคือสามีของหญิงคนนั้น
เขาแต่งตัวแบบบัณฑิต ใบหน้าซีดเผือด วิ่งเข้าไปถอดชุดคลุมชั้นนอกมาคลุมร่างภรรยาตนเองเอาไว้ ถึงแม้เรื่องเลวร้ายยังไม่สำเร็จ แต่เสื้อผ้าบนร่างของหญิงงามก็หลุดลุ่ยไปหมดแล้ว
เสิ่นหุยร่างเล็กบอบบาง เมื่อดึงร่างฮ่องเต้ที่กำลังเมามายนับว่ากินแรงอย่างยิ่ง
นางรู้สึกว่าข้อมือเจ็บมากจนใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว นางเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปรอบๆ สุดท้ายก็มองไปทางองครักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ตะคอกตำหนิเสียงดังด้วยสีหน้าเย็นชา
“ไม่ได้ยินคำสั่งของข้าหรือ!”
องครักษ์อายุน้อยที่อยากจะเดินเข้ามาก่อนหน้านี้ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ผลักมือของสหายร่วมงานที่ขวางไว้ออกแล้วรีบวิ่งเข้ามาช่วยเสิ่นหุยประคองฮ่องเต้ จากนั้นก็มีองครักษ์กลุ่มเดียวกันวิ่งกรูออกมาอีกหลายคน
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ เขามองเสิ่นหุย คิดถึงตอนที่เห็นนางครั้งแรก ร่างเล็กๆ นั่งอยู่บนเตียงมังกรคนเดียวห่อตัวด้วยผ้าห่มร้องไห้จนแทบไร้วิญญาณ แววตาที่นางมองเขาเหมือนเห็นเขาเป็นคนที่ช่วยชีวิต ใช้ดวงตาเปื้อนน้ำตาที่แฝงความหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือนั้นจ้องมองเขา แต่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันความกล้าของนางกลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ทว่าท่าทางอยากต่อต้านอย่างดื้อรั้นและเงอะงะนั้นยังคงเหมือนเดิม
“ฮองเฮาทรงมีรับสั่งแล้ว พวกเจ้าทำงานชักช้าเช่นนี้หรือ” เผยไหวกวงเอ่ยปากพูดในที่สุด น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นพูดอย่างช้าๆ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด
เพียงชั่วพริบตาคนที่นิ่งเป็นรูปสลักก่อนหน้านี้ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เสิ่นหุยเหมือนร่างกายหมดเรี่ยวแรง พอลมเย็นพัดมานางถึงได้รู้สึกว่าตนเองมีเหงื่อเต็มแผ่นหลัง นางยืนอยู่ตรงนั้น เม้มริมฝีปากมองคนเหล่านี้
คนที่ประคองฮ่องเต้ คนที่ไปเชิญหมอหลวง คนที่หามเกี้ยวมังกร คนที่เก็บกวาดโต๊ะที่เละเทะ…
เผยไหวกวงเดินไป เขาก้มตัวลงไปเก็บผ้าคลุมไหล่สีเหลืองบนพื้นมาคลุมให้เสิ่นหุยอีกครั้งอย่างช้าๆ จากนั้นก็โน้มกยเล็กน้อยแล้วยื่นแขนให้นาง
“เหนียงเหนียง?”
เสิ่นหุยหันหน้าไปมอง จากนั้นก็วางมือลงบนแขนของเขา ฝืนทนไม่ให้มือสั่น ปล่อยให้เขาประคองกลับไป
นางไม่มีแรงแล้วจริงๆ
เสิ่นหุยหลุบตาลง มองดูเงาคนสองคนบนพื้นสีทองอร่าม ในใจคิดว่าเขาน่าจะรู้ความ ‘แข็งนอกอ่อนใน’ ของนาง เพราะมือของนางที่วางบนแขนของเขาสั่นเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา
ทนไม่ไหว…
เผยไหวกวงเลื่อนสายตาออกจากร่างของเสิ่นหุย เขามองไปข้างหน้า กวาดตามองขุนนางราชสำนักตรงโต๊ะจัดเลี้ยงอย่างเย็นชา มองดูใบหน้าเหล่านั้นที่บ้างก็โกรธเกรี้ยวบ้างก็ผิดหวังบ้างก็หวาดกลัว
หึ สาแก่ใจจริงๆ
งานเลี้ยงในวังจบลงแล้ว ขุนนางใหญ่รีบพาครอบครัวออกจากวัง แต่ละคนมีสีหน้ากลัดกลุ้ม ระหว่างนั้นได้ยินเสียงถอนหายใจอยู่บ้าง
วันนี้คนที่รับเคราะห์แม้จะไม่ใช่ตนเอง แต่มีฮ่องเต้เช่นนี้จะไม่กลัดกลุ้มทุกข์ใจทุกวันได้อย่างไร ขุนนางทัดทานไม่รู้ว่าถูกสังหารไปกี่คนแล้ว และไม่รู้ว่าวันนี้จะมีขุนนางผู้จงรักภักดีอีกกี่คนที่คิดจะเกษียณกลับบ้านเกิด
เห็นว่าใกล้จะเดินเข้าใกล้รถม้าของจวนตนเองแล้ว เสิ่นหยวนหงจึงชะงักฝีเท้า “เจ้าไปรอบนรถม้าก่อน ข้าจะกลับไปสักครู่”
“กลับไปทำอะไร เวลานี้ไปพบอาหุยอีกเกรงว่าจะไม่เหมาะ!” เสิ่นฮูหยินพูด
เสิ่นหยวนหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงพูดตามความสัตย์จริงว่า “ไปหาเผยไหวกวง”
เสิ่นฮูหยินตกใจ “ท่านจะไปหาเขาเพื่ออันใด”
เสิ่นหยวนหงไม่รู้เช่นกันว่าหากตนเองเอา ‘บุญคุณ’ เล็กน้อยในตอนนั้นออกมาใช้ ขันทีดูแลพระราชลัญจกรที่มือค้ำฟ้าได้ในตอนนี้จะยอมตอบแทนหรือไม่
แต่เขามีเสิ่นหุยเป็นบุตรเพียงคนเดียว เพื่อบุตรสาวคนเล็ก ต่อให้ต้องเสียศักดิ์ศรี ครั้งเขานี้ย่อมต้องไป
เสิ่นหยวนหงรออยู่บนทางที่เผยไหวกวงต้องผ่านเพื่อกลับหอชังชิง
เขารออยู่สองเค่อก็เห็นเงาร่างของเผยไหวกวง
หอชังชิงเป็นที่พักในวังของเผยไหวกวง ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลผู้คนและไกลจากตำหนักชั้นหน้า แม้ยามเผยไหวกวงอยู่ในวังจะใช้เกี้ยวได้ แต่ส่วนใหญ่เขาจะชอบเดินช้าๆ ไปตามริมกำแพงแดงกระเบื้องเขียว
หวังไหลอยู่ข้างหลังห่างจากเผยไหวกวงไปครึ่งก้าว ชูร่มขึ้นสูง เผยไหวกวงร่างสูงมาก หวังไหลแทบจะต้องเขย่งเท้า
เผยไหวกวงเหลือบมองเสิ่นหยวนหงคราหนึ่ง ไม่ได้หยุดฝีเท้า
เสิ่นหยวนหงพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้ม แผ่นหลังโน้มลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ช่วงก่อนบังเอิญได้แท่นฝนหมึกทองมาหนึ่งกล่อง ได้ยินว่าก่อนหน้านี้จั่งอิ้นกำลังหาอยู่จึงส่งมาให้ท่าน”
เผยไหวกวงมองเขาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย “นี่ไม่เหมือนการกระทำของท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเสิ่น“
รอยยิ้มบนใบหน้าเสิ่นหยวนหงดูอึดอัดเล็กน้อย
เรื่องการให้ของขวัญนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เขากระทำจริงๆ
เมื่อเห็นว่าเผยไหวกวงจะเดินไป เขาก็รู้สึกร้อนใจเล็กน้อย “จั่งอิ้นตำแหน่งสูงมีอำนาจมาก คำพูดย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ! แม้…แม้ว่าจะเป็นคำพูดล้อเล่นในวัยเด็กก็ตาม”
เรื่องนี้ต้องเริ่มพูดจากตอนที่เผยไหวกวงเพิ่งเข้าวัง เพราะเขาสะดุดตาเกินไป เสิ่นหยวนหงจึงสังเกตเห็นเขา เรื่องการชำระกายนี้ไม่ใช่ทุกคนจะมีชีวิตรอด เสิ่นหยวนหงจึงสั่งให้คนเอายาไปให้เขา
ตอนที่บ่าวส่งยากลับมาได้นำคำพูดมาด้วย
‘เผยไหวกวงจดจำไว้แล้ว’
ตอนนั้นเสิ่นหยวนหงเพียงหัวเราะ ไม่ได้คิดจริงจัง ภายหลังอำนาจบารมีในมือของเผยไหวกวงมากขึ้นเรื่อยๆ ใส่ร้ายผู้จงรักภักดีและทำเรื่องเลวร้ายมากมาย กลายเป็นขันทีชั่วที่ทุกคนเกลียดชังหวาดกลัว
พอเสิ่นหยวนหงได้พบเขาอีกครั้งก็ด่าทอตำหนิไม่น้อย รู้สึกเสียใจภายหลังที่มอบยาให้และเคยพูดต่อหน้าเขาว่าตอนนั้นควรมอบยาให้สุนัขเร่ร่อน ไม่ควรให้สุนัขถูกตอนเช่นเขาใช้ยารักษาชีวิต
ตอนนี้เขาจนปัญญา ต้องหยิบยกเรื่องที่เคยมอบยาในอดีตขึ้นมาอย่างกระอักกระอ่วน
ข้างทางมีศาลาเล็กหลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนภูเขาจำลองที่ปูด้วยกองหิน เผยไหวกวงก้าวเท้าเดินขึ้นไป
ระยะนี้หิมะตกหนัก แม้บันไดหินจะกวาดทำความสะอาดทุกวัน แต่ตอนนี้ยังคงมีหิมะกองอยู่ บันไดหินไม่ใช่อิฐดำที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เป็นหินภูเขา ในหลุมบ่อนั้นมีหิมะกองทับถม
เผยไหวกวงรักสะอาดเกินพอดี นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันทั่ว
เสิ่นหยวนหงลังเลเพียงชั่วครู่ก็ขยับไม้เท้ารีบไล่ตามไป เดินพลางถอดชุดคลุมบนร่างออก จากนั้นก็รีบเอาชุดคลุมมาปูบนหลุมบ่อที่มีหิมะกองทับถมนั้น
เขาก้มหน้าเม้มริมฝีปากแน่น มองรองเท้าของเผยไหวกวงเหยียบลงบนชุดคลุมแล้วก็รู้สึกโล่งอก ขณะที่รู้สึกโล่งอก ในใจก็เกิดความรู้สึกขมขื่นที่พูดไม่ออกเช่นกัน
เผยไหวกวงนั่งลงบนม้านั่งหินกลางศาลา มองภูเขาใหญ่สูงตระหง่านที่อยู่ไกลออกไป
“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเสิ่น ในใจท่านมีความเกลียดแค้นหรือไม่” เขาถาม
เสิ่นหยวนหงเผยอปาก แต่ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร
“บุตรชายคนโตของท่านวรยุทธ์เป็นเลิศใช้ทหารดังเทพ ศัตรูได้ยินชื่อก็ขลาดกลัว เดิมทีเขาควรมีชื่ออยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ฝ่าบาททรงเชื่อคำยุแยงก็รีบสั่งถอนกำลังหนุน ทำให้เขาถูกล้อมอยู่ในเมืองสู้ศึกหมดแรงจนตาย ถูกกีบม้าของศัตรูเหยียบย่ำร่างจนแหลก”
“บุตรชายคนรองของท่านประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย อายุเพียงสิบห้าปีก็มีผลงานทางการทหารติดตัว แต่ถูกขุนนางชั่วให้ร้ายว่าคิดกบฏ จึงถูกธนูยิงตาย ปณิธานแรงกล้ายังไม่ทันแสดงให้ได้เห็น”
“บุตรสาวคนโตของท่านเก่งกาจงดงาม ทั้งบุ๋นและบู๋ไม่แพ้บุรุษอกสามศอก เมื่อแคว้นศัตรูมารุกราน บีบคั้นฝ่าบาทให้ทรงมอบตัวฮองเฮา นางก็กระโดดลงจากกำแพงเมือง สละชีวิตเพื่อแผ่นดิน”
“บุตรสาวคนรองของท่านรูปโฉมงดงาม เป็นคู่สวรรค์สรรสร้างกับซื่อจื่อ* น้อย ผู้คนต่างอิจฉา คำนับฟ้าดินแล้วด้วยซ้ำ แต่กลับถูกพาตัวเข้าวัง ทุบตีดุด่า ใบหน้าหญิงงามแห่งเมืองหลวงนั้นก็ถูกฝ่าบาททรงเผาจนเสียโฉม ตอนนางตายน่าเวทนาอย่างยิ่ง เสียงแหบแห้งตะโกนเรียกบิดามารดา ทว่าท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากับฮูหยินคุกเข่าไม่ยอมลุกขึ้นเพื่อขอพบหน้าบุตรสาวสักครั้ง ส่วนฝ่าบาทกลับกอดหญิงงามที่หามาใหม่ไปหาความสำราญที่ตำหนักอื่นแล้ว”
เผยไหวกวงพูดเรื่องอดีตอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ตอนที่เกิดเรื่องเหล่านี้เขาไม่ได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้ ตอนที่ได้ยินก็รู้สึกว่าสกุลเสิ่นน่าเวทนายิ่ง
ทุกหนึ่งประโยคที่เขาพูด สีหน้าของเสิ่นหยวนหงก็ซีดขาวขึ้นหนึ่งส่วน ไม่รู้ว่าทรุดนั่งลงบนพื้นหอบหายใจตั้งแต่เมื่อใด มือทาบอยู่ตรงหน้าอกของตนเอง รู้สึกหายใจอย่างยากลำบาก
เผยไหวกวงลุกขึ้น เขายอบกายลงตรงหน้าเสิ่นหยวนหงแล้วขยับเข้าไปใกล้ “ดูเถิด นี่คือฮ่องเต้ที่ท่านจงรักภักดี แคว้นต้าฉีที่ท่านถวายชีวิตให้”
เสิ่นหยวนหงไม่พูดไม่จา ร่างยังคงสั่นอยู่ ความเกลียดแค้นเอ่อล้นเต็มสองตาของเขา
เผยไหวกวงหัวเราะ เขาเกิดความเบิกบานใจขึ้นอีกครั้ง
พอเผยไหวกวงลุกขึ้นเดินลงจากศาลา เสิ่นหยวนหงก็ใช้มือที่สั่นเทาดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้
เผยไหวกวงก้มหน้าหลุบตามอง
“บุตรสาวคนเล็กอายุน้อยไม่รู้ความ รบกวนจั่งอิ้นช่วยดูแลให้มากสักนิด…” เสิ่นหยวนหงพูดพลางออกแรงจับไม้เท้า ฝืนตัวอยากจะลุกขึ้น ทำท่าจะคุกเข่า เผยไหวกวงจึงช่วยดึงตัวเขาไว้
เสิ่นหยวนหงรู้สึกว่าร่างลอยขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ยืนขึ้นมาแล้ว
“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า สวะเช่นข้าไม่มีค่าพอ” เผยไหวกวงยิ้ม ปัดเกล็ดหิมะบนไหล่ของเสิ่นหยวนหง “ส่งท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากลับไป อากาศหนาว ให้หมอหลวงหลี่ตามไปตรวจร่างกายให้ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าด้วย”
เผยไหวกวงมองส่งเสิ่นหยวนหงที่เดินจากไปไกลแล้วนั่งในศาลาคนเดียวอยู่เป็นนาน
หิมะค่อยๆ ตกหนักขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ หยุดลง จันทร์เสี้ยวลอยสูง
การแก้แค้นครั้งนี้เขาเสียสละทุกอย่าง ไม่เหลือทางให้ถอย แม้แต่ตนเองก็ทำลายจนหมดสิ้น
ตอนนี้หรือ นี่เพิ่งเริ่มต้น
เผยไหวกวงลุกขึ้น ไม่ได้กลับหอชังชิง แต่ไปที่ตำหนักหย่งเฟิ่งก่อน
หน้าต่างเปิดอยู่ เสิ่นหุยนั่งอยู่ตรงหน้าต่าง ในมือถือหนังสือหนึ่งม้วน แสงไฟสลัวบนโต๊ะตกกระทบบนใบหน้านาง ลากเงาขนตาของนางให้ยาวขึ้น
“เหนียงเหนียงมีสมาธิดีจริง” เผยไหวกวงพูด
เสิ่นหุยขนตาสั่นไหว หันไปมองเผยไหวกวงที่ยืนอยู่นอกหน้าต่าง จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้นช้าๆ แสงไฟสะท้อนแก้มของนางให้ดูอ่อนโยนอย่างอธิบายไม่ถูกอยู่หลายส่วน
“ข้าบอกแล้วว่าจะตั้งใจเรียน”
เผยไหวกวงยื่นมือมาจากนอกหน้าต่าง หยิบม้วน ‘ภาพวังวสันต์’ ในมือของนางไปหมุนแล้วยื่นให้อีกครั้ง จากนั้นก็เหลือบตาขึ้นมองนางเล็กน้อย
“หนังสือของเหนียงเหนียงถือกลับหัวแล้ว”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 18 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.