X
    Categories: Crush รักอีกครั้งก็ยังเป็นเธอWith Loveทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Crush รักอีกครั้งก็ยังเป็นเธอ บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 2 อาจารย์ตาบอด

(1)

เดิมทีช่วงสายวันอังคารเป็นเวลาของการอัดเสียงสัมภาษณ์ แต่เนี่ยซีกลับบอกซังอู๋เยียนว่าไม่ต้อง เตรียมรายการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

“สัมภาษณ์ใครเหรอคะ” ซังอู๋เยียนถาม

เนี่ยซีหัวเราะอย่างมีลับลมคมใน “เก็บเป็นความลับชั่วคราวจ้ะ รอจนถึงกลางคืนเดี๋ยวออกอากาศเธอก็รู้แล้วไม่ใช่หรือไง”

ซังอู๋เยียนเหลือบมองเนี่ยซีที่ใบหน้าอิ่มเอิบด้วยความสุข นานๆ จะได้เห็นเธอดีอกดีใจขนาดนี้ ดูท่าจะไม่ใช่คนธรรมดาซะแล้ว เรื่องนี้ซังอู๋เยียนกลับไม่ได้ใส่ใจ หันหลังได้ก็ลืมหมดแล้ว

แต่ปัญหาในการสัมภาษณ์งาน มหาวิทยาลัยเปิดวิชาจำพวกแนะแนวการทำงานตั้งแต่ปีสามแล้ว เทอมนี้คณะได้เชิญอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์มาสอน ‘การเข้าสังคมและการใช้คำพูด’ ตอนบ่ายมีเรียนวิชานี้สองคาบพอดี แต่ไม่คิดว่าพอมาถึงที่มหาวิทยาลัย ซังอู๋เยียนกลับเห็นที่กระดานดำเขียนประกาศไว้ว่าอาจารย์มีธุระกะทันหัน เปลี่ยนไปเป็นตอนกลางคืน

อาจารย์คนนี้แม้ว่าจะไม่เคยเช็กชื่อ แต่ว่าสอนสนุกสุดๆ ดังนั้นจึงมีคนโดดเรียนไม่มาก

อย่างเช่นเขากล่าวในคาบเรียนหนึ่งว่า “ถ้าวิเคราะห์จากด้านจิตวิทยาแล้วล่ะก็ ระหว่างที่คนเราสนทนากันอยู่นั้นจะเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวใหญ่ๆ สามประการ ได้แก่ ความหวาดกลัวจากความไม่คุ้นเคย ความหวาดกลัวจากตำแหน่งสูงๆ และความหวาดกลัวจากองค์ประกอบ ระดับของความหวาดกลัวนี้แตกต่างกันไปในแต่ละคนเพราะว่าประสบการณ์ต่างกัน แต่ว่าต่างก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การสัมภาษณ์งาน สัมภาษณ์สอบเข้าปริญญาโท และก็การสัมภาษณ์เป็นพนักงานรัฐล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่รวบรวมความกลัวใหญ่ๆ เหล่านี้ไว้ด้วยกัน ดังนั้นถึงได้มีผู้คนมากมายรู้สึกว่าเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่”

นักศึกษาที่อยู่ด้านล่างถามขึ้นมา “อาจารย์คะ ตอนที่อาจารย์เผชิญหน้ากับพวกเรามีความหวาดกลัวจากองค์ประกอบเหล่านี้ไหมคะ”

อาจารย์หัวเราะออกมา “มีสิ อย่างเช่นที่ตอนนี้เธอลุกขึ้นถามคำถาม ถึงอาจารย์จะไม่ได้แสดงสีหน้า แต่ว่าก็รู้สึกตกใจอยู่ในใจเหมือนกัน กลัวว่าเธอจะถามอะไรที่ทำให้อาจารย์อึดอัดใจน่ะสิ”

หลังจากเลิกเรียน เมื่อซังอู๋เยียนกลับมาที่ห้องพักจึงฉุกคิดได้ว่าคืนนี้การสัมภาษณ์ลึกลับของเนี่ยซีจะออกอากาศ เธอเพิ่งจะเปิดวิทยุก็ได้ยินเสียงเนี่ยซีกล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณคุณอีจินจากใจจริงเลยนะคะที่หาเวลาว่างมารายการของพวกเราได้ทั้งๆ ที่ก็ยุ่งมากทีเดียว

ไม่ต้องขอบคุณหรอก

เสียงที่ตอบกลับเนี่ยซีเป็นเสียงของผู้ชาย ฟังดูแล้วค่อนข้างทุ้มต่ำ แต่เจือด้วยน้ำเสียงที่ดึงดูดใจให้ฟัง

อีจินงั้นเหรอ?!

ซังอู๋เยียนเบิกตากว้างมองไปยังเฉิงอิน

“แต่ดูเหมือนว่ารายการจะจบแล้วนะ” เฉิงอินโจมตีเธอ

นี่เป็นครั้งแรกที่ซังอู๋เยียนได้ยินข่าวคราวที่เกี่ยวกับอีจิน แม้ว่าจะเป็นเพียงสองคำเรียบๆ จากปากของชายหนุ่มที่มีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น แต่กลับแฝงด้วยสีสันอย่างน่าอัศจรรย์

เขากล่าวว่าไม่ต้องขอบคุณหรอก

ประโยคหนึ่งที่ไร้ซึ่งที่มาที่ไปทำให้เธออดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกลแสนไกล ชายหนุ่มคนนี้จะตัวสูงหรือว่าตัวเตี้ย อ้วนหรือว่าผอม เป็นคนโลกส่วนตัวสูงหรือว่าเปิดเผย…ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ซังอู๋เยียนมองเหม่อไปยังวิทยุ ผ่านไปเนิ่นนานจึงใช้เสียงนั้นต่างหมอนแล้วหลับไปพร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาด

 

บ่ายวันต่อมาเธอไม่ได้เข้าเรียน เดิมทีนี่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วนในเวลาเข้างานหรือเลิกงาน ดังนั้นคนบนรถเมล์หมายเลขหนึ่งศูนย์หนึ่งจึงน้อยลงไปอีก ซังอู๋เยียนขึ้นรถมาได้ก็หาที่นั่งได้ที่แถวสุดท้ายติดหน้าต่าง

รถเมล์หมายเลขหนึ่งศูนย์หนึ่งเป็นรถขนส่งสาธารณะสำหรับเที่ยวชมทิวทัศน์ของเมือง A ตั้งแต่บริเวณเมืองไปจนถึงบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว วนเวียนไปกลับระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่างๆ ของเมือง คนในพื้นที่ไม่ค่อยนั่งกัน อย่างแรกเพราะว่าเส้นทางอ้อมไปไกล อย่างที่สองเพราะว่าแพงกว่าขนส่งสาธารณะทั่วไปอยู่เล็กน้อย

ทว่าหากว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ซังอู๋เยียนก็มักจะจ่ายเงินสามหยวนเพื่อนั่งรถวนอ้อมเมืองเอ้อระเหยอยู่ครึ่งค่อนวัน ส่วนมากไม่ว่าเวลาไหนผู้โดยสารก็น้อย หร็อมแหร็มบางตา เธอชอบที่จะฟังเพลงพลางมองเหม่อออกไปข้างนอกเพื่อคิดเรื่องราวภายในใจ นี่แหละคือซังอู๋เยียนที่เป็นคนโลกส่วนตัวสูง เธอขี้ขลาดและเก็บความรู้สึกต่อหน้าคนแปลกหน้ามาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เธอถึงได้เริ่มมีนิสัยร่าเริงเพิ่มมากขึ้นช้าๆ

ขณะที่อยู่บนรถเมล์สายนี้ ซังอู๋เยียนก็ได้ยินการออกอากาศซ้ำของรายการที่เนี่ยซีสัมภาษณ์อีจินเมื่อวานนี้

ตอนนั้นมีฝนเม็ดละเอียดตกปรอยๆ อยู่ที่นอกหน้าต่าง สายฝนในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างซาบซึ้งกินใจ อากาศทั่วทั้งเมืองเองก็เย็นสบายและสดชื่นยิ่งขึ้นด้วยการชะล้างจากสายฝน

ในรถมีคนอยู่ไม่มาก เธอได้ยินเสียงของชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้งในรายการที่ออกอากาศบนรถ

คราวนี้เธอได้ยินอย่างชัดเจนเอามากๆ

เสียงผู้ชายที่ฟังดูเป็นผู้ใหญ่ น้ำเสียงทุ้มต่ำละเมียดละไมคมคาย ทั้งในน้ำเสียงยังเจือด้วยความรู้สึกเฉยเมย ทุกประโยคที่เนี่ยซีเอ่ยถาม เขาจะตรึกตรองอยู่สักครู่ แล้วจึงตอบออกมาอย่างง่ายๆ เป็นคนพูดน้อยเชียวล่ะ

เพราะอะไรคุณถึงคิดว่าจะเดินทางบนเส้นทางการเขียนเพลงคะ ตอนเด็กๆ มีความฝันจะเขียนโคลงกลอนรึเปล่า เนี่ยซีเอ่ยถาม

เป็นเรื่องที่ทำได้โดยบังเอิญน่ะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดมาก่อนเลย เขาตอบ

คุณอีจิน ทั้งๆ ที่คุณมีแฟนเพลงมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงได้จงใจหลบเลี่ยงสาธารณชนล่ะคะ เนี่ยซีเอ่ยถาม

เพื่อรักษาพื้นที่ชีวิตส่วนตัวเอาไว้ครับ

เพราะเหตุผลนี้อย่างเดียวหรือคะ

จะมีอะไรอีกล่ะครับ เขาถามกลับ

คุณประสบความสำเร็จในวงการถึงขนาดนี้ แต่ได้ยินมาว่าคุณยังมีอาชีพอื่นอีก หรือว่าการเขียนเพลงจะเป็นอาชีพรองของคุณคะ

ใช่ครับ

เขาตอบคำถามนี้อย่างไม่ลังเล สองคำสั้นกระชับได้ใจความ ให้ความรู้สึกเย่อหยิ่งในความสามารถของตัวเอง ทว่าซังอู๋เยียนที่นั่งอยู่ที่แถวสุดท้ายกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อาจเป็นเพราะว่าเขาอยากถ่อมตัวสักหน่อย แต่พอตอนนั้นเนี่ยซีถามเขารวดเดียวถึงสองคำถาม เขาขี้เกียจจะสิ้นเปลืองถ้อยคำจึงกล่าวยืนยันออกไปพร้อมๆ กัน

จากนั้นโฆษณาจากวิทยุตัวหนึ่งก็แทรกขึ้นมา

หรือว่า

ผ่านไปสักครู่ซังอู๋เยียนก็มองไปที่นอกหน้าต่าง พลางคิดขึ้นอีก หรือว่าเดิมทีเขาเป็นคนเย่อหยิ่งแบบนี้อยู่แล้วนะ

คุณอีจิน ชื่อในวงการของคุณมีความหมายแฝงรึเปล่าคะ หนึ่งคืนหนึ่งวัน ก็เลยใช้ชื่อที่แฝงความหมายว่าอีจิน*  รึเปล่าคะ หรือเพื่อระลึกถึงเรื่องอะไร หรือว่าใคร

เปล่าครับ แค่เพราะจำนวนขีดน้อยน่ะ เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ

ซังอู๋เยียนล่ะนับถือในตัวเนี่ยซีเลย ทำงานกับคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ก็ยังสามารถดำเนินรายการไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าเป็นเธอแล้วล่ะก็ จะต้องมีเดดแอร์บ่อยแน่ๆ

ก่อนหน้านี้หลายเดือน มีแฟนเพลงสาวคนหนึ่งสวมรอยเป็นคุณบนอินเตอร์เน็ต ทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่ออกมาแก้ข่าวล่ะคะ

ผมไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงน่ะ

เพลงที่คุณเขียนหลายเพลงทำให้แฟนเพลงผู้หญิงประทับใจจำนวนไม่น้อยเลย อย่างเช่นท้องนภาสีคราม’ ‘เปลือกหอยลิเบียในนั้นมีเรื่องราวของตัวคุณเองอยู่รึเปล่าคะ

ไม่มีหรอก ผมน่ะ?”

ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เขาพูดออกมาในรายการเลยก็ได้ แต่ว่ากลับถูกเสียงประกาศของสถานีกลบทับเสียก่อน จากนั้นก็มีผู้โดยสารขึ้นมาเยอะแยะ คนขับรถจึงปิดวิทยุทันที

เสียงของเขาก็เลยค่อยๆ เลือนหายไปจากห้วงความคิดของเธอ

ซังอู๋เยียนเกิดความรู้สึกท้อใจบางอย่าง

เธอกับอีจินอยู่ในเมืองเดียวกันแท้ๆ หายใจเข้าออกด้วยอากาศจากพื้นที่เดียวกัน เวลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก็เห็นท้องฟ้าผืนเดียวกัน

(2)

ขณะที่ซังอู๋เยียนกำลังอ่านหนังสือทบทวนเพื่อสอบเข้าปริญญาโท เธอก็ยุ่งอยู่กับปริญญานิพนธ์ของตัวเองไปด้วย

เมื่อถึงกลางเทอม ทุกคนต่างถูกแบ่งให้ไปฝึกงาน กลุ่มของหลี่ลู่ลู่ถูกย้ายมาที่ชานเมืองเพื่อทำการปรับสภาพจิตใจให้กับนักโทษในเรือนจำเขตเฝ้าระวังขั้นสูง

“อะไรคือเรือนจำเขตเฝ้าระวังขั้นสูงเหรอ” ซังอู๋เยียนถามด้วยความประหลาดใจ

“ก็คือเรือนจำที่ข้างในมีนักโทษร้ายแรงอายุสิบห้าปีขึ้นไปทั้งหมดน่ะสิ” หลี่ลู่ลู่ตอบกลับไปอย่างสบายๆ

ซังอู๋เยียนเบิกตากว้างในทันที “เป็นผู้ต้องหาฆ่าคนทั้งหมดเลยเหรอ”

“ก็ไม่แน่หรอก” หลี่ลู่ลู่คลี่ยิ้มเล็กน้อย “มีนักโทษลักพาตัว ยาเสพติด ค้าของเถื่อน แล้วก็ข่มขืนผู้หญิงด้วยน่ะ”

ซังอู๋เยียนเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน เธอคิดไปถึงหนังเรื่อง ‘The Green Mile ปาฏิหาริย์แดนประหาร’ ที่เกี่ยวกับว่าเรือนจำดำเนินการกับนักโทษประหารชีวิตอย่างไร บนหัวของนักโทษมีผ้าขนหนูชื้นๆ วางอยู่ จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ไฟฟ้า ภาพเหตุการณ์นั้นทำให้เธอกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน

หลี่ลู่ลู่เลิกคิ้วขึ้น “โชคดีที่สาวๆ น่ารักบอบบางอย่างพวกเธอไม่ได้ไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกอกตกใจกันบ้างล่ะ”

ก็จริงนั่นแหละ กลุ่มของซังอู๋เยียนสบายที่สุดแล้ว ถูกแบ่งไปยังโรงเรียนผู้พิการในเขตชุมชนแห่งหนึ่ง โรงเรียนค่อนข้างจะพิเศษสักหน่อย พวกเธอต้องส่งกำหนดการเข้าไปก่อน แล้วเดือนหน้าค่อยเข้าไปอย่างเป็นทางการ

วันจันทร์ซังอู๋เยียนไปยื่นกำหนดการฝึกสอนที่แผนกการสอนที่โรงเรียนพิเศษแห่งนั้น

เธอทำธุระเสร็จก็ออกมาจากห้องพักครูที่ชั้นบนสุด เป็นคาบเรียนที่สองของบรรดาเด็กๆ พอดี ตอนที่ซังอู๋เยียนเดินผ่านห้องเรียนเล็กๆ ที่ชั้นสองไป เธอก็ได้ยินเสียงที่เหมือนจะเคยได้ยินมาก่อน

จากนั้นซังอู๋เยียนก็เห็นชายหนุ่มคนนั้นเป็นครั้งที่สามผ่านหน้าต่างบานนั้น

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อผ้าอ่อนนุ่มยืนข้างๆ โพเดียม อยู่ในท่าทางสบายๆ บรรดาเด็กๆ กำลังทำการบ้านอยู่ เขาก้มหน้าลง รอคอยอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จา

“อาจารย์ซู!” เด็กหญิงมัดผมแกละตะโกนขึ้นจากตรงไหนสักแห่ง

ที่แท้เขาก็นามสกุลซูนี่เอง ซังอู๋เยียนหัวเราะเบาๆ ยืนนิ่งมองพวกเขาอยู่ตรงที่เดิม

ไม้เท้าไม่ได้อยู่ในห้องเรียน มือของเขาเฉียดผ่านโต๊ะไปหลายตัว ค่อยๆ เดินไปข้างๆ เด็กหญิงคนนั้น ดูเหมือนว่าเขาจะคุ้นเคยกับทุกอย่างที่นี่เป็นอย่างมาก

ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปพูดจาสองสามประโยค จากนั้นจึงค้ำมือไว้กับโต๊ะ พูดคุยกับเด็กหญิงต่อไปอย่างใจเย็น เสียงของเขาแตกต่างไปจากความรู้สึกตอนที่อยู่ในลิฟต์โดยสิ้นเชิง ทั้งอ่อนโยนและละเมียดละไม ทำให้รู้สึกราวกับว่าเขากำลังยิ้มแย้ม

ในที่สุดก็ถึงเวลาเลิกเรียน ตอนที่เขาออกมา ซังอู๋เยียนที่เอาแต่ซ่อนตัวส่องดูอยู่ที่นอกหน้าต่างก็ลังเลอยู่สักครู่ แล้วจึงตะโกนเรียกตามเด็กน้อยเหล่านั้น

“อาจารย์ซูคะ”

เขาหันกลับมาด้วยปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไว ดวงตาไม่โฟกัส ดูเหมือนว่าสายตาจะตกกระทบไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป

เขาเอ่ยถาม “มีธุระอะไรหรือครับ”

“ไม่มีค่ะ”

“เรารู้จักกันเหรอ”

“ดูเหมือนว่าจะไม่รู้จักเหมือนกันค่ะ”

เมื่อเขาได้ยินก็เผยท่าทีที่ดูเหมือนโล่งใจให้เห็น จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งค้ำไม้เท้าไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งพยุงตัวกับราวจับเตรียมจะลงบันได

ซังอู๋เยียนเห็นสถานการณ์ก็ถามขึ้นอีก “คุณจะไปไหนคะ ต้องการให้ช่วยรึเปล่า”

เขาจึงหันกลับมาเป็นครั้งที่สอง ไตร่ตรองอยู่สักครู่ แล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ “ดูเหมือนว่าจะเคยเจอคุณที่สถานี”

“ในลิฟต์ค่ะ” ซังอู๋เยียนกล่าวเสริม

ตอนนี้เธอเองก็เอ่ยขึ้นด้วยความหวังดีว่า “ต้องการให้ช่วยหรือเปล่า” ห้าคำเหมือนกัน

ดีนะที่เขาความจำใช้ได้ ซังอู๋เยียนคิดด้วยความดีใจ

“ฉันเป็นนักศึกษาฝึกสอนที่เพิ่งมาใหม่ ชื่อซังอู๋เยียน อาจารย์ซูล่ะคะ?”

“ซูเนี่ยนชิน”

“เนี่ยนฉิง*?” ซังอู๋เยียนค่อนข้างแปลกใจทีเดียว จึงเอ่ยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

“ไม่ใช่ ชินน่ะ” ซูเนี่ยนชินแก้ไขการออกเสียงของเธอเสียใหม่

เธอเป็นคนทางใต้ ก่อนหน้านี้เธอค่อนข้างสับสนกับการแยกแยะเสียงนาสิกหน้าหลัง** และก็ด้วยเหตุผลนี้เอง รายการของเธอถึงได้ถูกหัวหน้าสถานีเขี่ยออกไป เวลานี้เธอสามารถพูดได้ชัดเจนแล้ว แต่ว่าฟังได้ไม่แม่นยำเท่าไรนัก

ซูเนี่ยนชินดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความงุนงงของเธอ จึงกล่าวเพิ่มขึ้นอีกประโยค “จินอี ชิน***

จินอี ชิน?

ซังอู๋เยียนแค่นหัวเราะ ภาษาของเธอไม่ดีมาตลอด ไม่รู้ว่าอะไรคือจินอีชิน แต่ก็เกรงใจที่จะสอบถามอีก เดี๋ยวจะดูเหมือนว่าไม่มีอารยธรรม จึงทำได้เพียงแสร้งทำเป็นว่าเข้าใจ

 

คืนนั้นขณะที่ซังอู๋เยียนกำลังท่องคำศัพท์อยู่ จู่ๆ ก็คิดถึงชื่อเขาขึ้นมาได้ เธอไม่ได้เปิดพจนานุกรมภาษาจีนมานานมากแล้ว จึงเสียเวลาหน่อยกว่าจะหามันเจอในกลุ่มตัวอักษรที่มีเสียงเดียวกัน

จินอี ชิน เธออ่านคำอธิบาย ที่แท้ก็แปลว่าผ้าห่มนี่เอง

“เนี่ยนชินงั้นเหรอ ตอนเด็กๆ ที่บ้านจะต้องจนมากแน่ๆ เลยไม่มีผ้าห่ม” เฉิงอินที่อยู่ข้างๆ วิเคราะห์อย่างไร้อารมณ์

“ไม่แน่ว่าตอนเกิดมาอาจจะตั้งชื่อไว้แล้วก็ได้นี่?” ซังอู๋เยียนตอบโต้

“งั้นก่อนที่พ่อแม่เขาจะแต่งงานกันก็คงจะจนกันสุดๆ พ่อแม่คนจีนน่ะนะ ต่างใส่ความหวังลงไปในชื่อของลูกๆ กันทั้งนั้น” เฉิงอินยังคงอยู่ในท่าทีไร้อารมณ์ต่อไป

ในที่สุดซังอู๋เยียนก็ยอมจำนน ไม่เสวนาปัญหาเหล่านี้กับผู้หญิงที่ขัดคอเธออีก

ซูเนี่ยนชิน

ซังอู๋เยียนนอนลงบนโซฟา ประคองพจนานุกรมพลางรำพึงรำพันสามพยางค์นี้อยู่เงียบๆ นึกย้อนกลับไปถึงสถานการณ์เมื่อตอนกลางวันที่เขาและเธอพูดคุยกัน ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเบาๆ

ชายหนุ่มพูดภาษาจีนกลางได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ก็มีคำจำเพาะบางคำที่แฝงไว้ด้วยสำเนียงนิดๆ หน่อยๆ อย่างเช่นคำว่า ‘ชิน’ เขาก็จะออกเสียงท้ายที่เดิมทีเป็นเสียงกลางสูงขึ้นเล็กน้อย เขาน่าจะเป็นคนในพื้นที่นี้แหละ เพราะว่าคนเมือง A จะออกเสียงจีนกลางเสียงแรกสับสนกับเสียงที่สองและเสียงที่สาม

“อู๋เยียน” เฉิงอินหยุดความคิดของเธอ

“หืม?”

“รีบเช็ดปากเร็วเข้า มีความสุขจนน้ำลายแทบจะไหลลงมาอยู่แล้วนะ” เฉิงอินกล่าวไปพลางยื่นกระดาษทิชชูให้เธอด้วยท่าทีจริงจัง

“…”

(3)

อาทิตย์ที่สอง เพราะว่าซังอู๋เยียนเป็นหัวหน้ากลุ่มทั้งยังเคยไปโรงเรียนผู้พิการแห่งนั้นมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อส่งเอกสารเพิ่มเติมของนักศึกษาคนอื่นๆ เธอเพิ่งจะถึงห้องพักครูของหัวหน้าวังที่แผนกการสอนก็บังเอิญพบกับเขาซึ่งกำลังจะไปสอนพอดี

“เสี่ยวซัง เธอรอก่อนนะ หมดคาบแล้วเดี๋ยวผมมา” หัวหน้าวังกำชับ

“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ อาจารย์ไปสอนเถอะค่ะ ฉันไม่รีบ”

หัวหน้าวังเพิ่งจะก้าวเท้าออกไป เสียงกริ่งเข้าเรียนก็ดังขึ้น ซังอู๋เยียนมองไปรอบๆ ห้องพักครูแห่งนี้สักครู่ หาหนังสือพิมพ์ได้ปึกหนึ่งก็นั่งลงบนเก้าอี้หวายทันที

อาคารเรียนเป็นสิ่งก่อสร้างสี่ชั้นสไตล์โบราณ ทางเดินของทุกๆ ชั้นคั่นอยู่ตรงใจกลางของห้องเรียนทั้งสองฝั่ง ฉะนั้นระเบียงจึงดูแคบและยาวเป็นพิเศษ มีเสียงสะท้อนได้ง่าย โดยทั่วไปเวลาเข้าเรียน ห้องเรียนส่วนใหญ่จะปิดประตูเพื่อกันไม่ให้เสียงสะท้อนถึงกัน

และห้องพักครูของหัวหน้าวังก็อยู่ที่ปลายสุดของทางเดินพอดี ห่างจากห้องเรียนค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงค่อนข้างเงียบสงบ

หนังสือพิมพ์ปึกหนานั้นเป็นเพียงหนังสือพิมพ์ประเภทข่าวการศึกษาของพรรค (คอมมิวนิสต์) ทุกระดับเท่านั้น ไม่มีลายเส้นกรอบ ไม่มีเรื่องซุบซิบ และไม่มีมุกตลก เพราะฉะนั้นไม่กี่นาทีซังอู๋เยียนก็อ่านได้รอบหนึ่งแล้ว หลังจากพลิกเปิดดูก็รู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่ช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน

เธอเหลือบตามองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง เพิ่งจะผ่านไปได้เจ็ดหรือแปดนาทีนี่เอง จึงพาดคางเอาไว้บนโต๊ะทำงานอย่างหมดอาลัยตายอยาก สะลึมสะลืออยากจะนอน เมื่อได้ยินเสียงอ่านหนังสือของบรรดาเด็กๆ ดังขึ้นแว่วๆ เธอก็ฟุบลงกับโต๊ะแล้วหลับตาลง

อ่านอะไรกันอยู่นะ

ดูเหมือนจะเป็น ตรอกชุดดำของหลิวอวี่ซี*

“นางแอ่นหน้าโถงหวังเซี่ยแต่เก่าก่อน โผบินร่อนสู่ครอบครัวสามัญชน”

ทันใดนั้นเสียงเปียโนท่อนหนึ่งก็แทรกขึ้นมาพร้อมกับการอ่านออกเสียงที่แจ่มชัด

แม้ซังอู๋เยียนจะเรียกได้ว่าเป็นพวกซื่อบื้อในเรื่องดนตรี แต่ก็รู้ว่าเพลงนี้คือเพลง ‘Twinkle Twinkle Little Star’ เพียงแค่ตัวโน้ตง่ายๆ สองสามตัวบรรเลงไปอย่างสบายๆ รอบหนึ่ง พอขึ้นรอบที่สองกลับกลายเป็นตัวโน้ตที่ขาดหายเป็นห้วงๆ อีกทั้งยังวนกลับไปกลับมา ซ้ำไปซ้ำมา เพียงแค่ครั้งเดียวก็ยังพอทน แต่เธอกลับได้ยินว่ามีคนเล่นอยู่อย่างนั้นถึงสามสี่รอบ อีกทั้งคนที่เล่นเปียโนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเล่นเลยสักนิด

เธอลุกขึ้นยืนอย่างอารมณ์เสีย ขยี้มือลงบนผม จากนั้นจึงมองนาฬิกาแขวนผนังเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ยังห่างไกลจากเวลาเลิกเรียนนานถึงขนาดนั้น…

ซังอู๋เยียนเดินออกมาจากห้องพักครู ก็พบว่าเสียงเปียโนดังมาจากห้องเปียโนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม แม้ว่าจะปิดประตูเอาไว้ แต่ก็ปิดไม่สนิท ฉะนั้นจึงได้มีเสียงลอดออกมาเบาๆ

เธอเกรงว่าเด็กๆ คงจะกำลังเรียนอยู่ข้างใน ก็เลยเดินไปที่ช่องประตูด้านนอกแล้วยื่นหน้าเข้าไปเงียบๆ ผลลัพธ์คือข้างในไม่เหมือนกับที่เธอจินตนาการเอาไว้นัก มีคนนั่งอยู่แค่คนเดียว

แล้วคนคนนั้นก็คือซูเนี่ยนชิน เงาร่างที่เคลื่อนไหวในสมองของซังอู๋เยียนในระยะนี้อยู่เสมอ

มือซ้ายของเขากดลงบนคีย์ มือขวาจับปากกาด้ามหนึ่งจดบางอย่างลงบนกระดานขนาดเล็ก กระดานขนาดเล็กนั้นก็มีอยู่ในห้องของหัวหน้าวังด้วยเช่นกัน เป็นกระดานอักษรเบรลล์ เขาขมวดคิ้วแน่น กดคีย์ไปด้วยพลางจดจำอักษรเบรลล์ไปด้วย ดูท่าทางของเขาแล้ว ดูเหมือนว่ากำลังเตรียมการอะไรสักอย่าง ทำนองว่ากำลังครุ่นคิดว่าจะสอนเด็กๆ กลุ่มนั้นอย่างไรดี

แต่ดูเหมือนว่าจะยากเกินความสามารถไปแล้ว

ซูเนี่ยนชินกดไปได้สองคีย์ก็จรดปากกาจดอะไรสักอย่าง จากนั้นก็ลูบไล้ไปบนแป้นคีย์ รู้สึกได้ในทันทีว่าไม่ถูกต้อง จึงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอีกครั้ง ซังอู๋เยียนเห็นเขาทำอย่างนี้ไปมาอยู่หลายครั้ง ก็เข้าใจแล้วว่าเสียงเปียโนที่น่าหงุดหงิดนั้นมีที่มาอย่างไร

เห็นแต่เพียงว่าดูเหมือนอารมณ์ดีๆ ของเขาจะค่อยๆ ลดลงจนแทบจะไม่เหลือ มือที่เขียนอักษรเบรลล์ยิ่งร้อนรนจนแทบจะทนรอไม่ได้ แล้วก็หนักมือมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งจรดปากกาแต่ละครั้งก็แทบจะกดลงไปบนกระดานนั้นอย่างแรง

ครั้งสุดท้ายในที่สุดซูเนี่ยนชินก็ระเบิดออกมา จับปลายปากกาตรงเข้ากระแทกอย่างแรงลงบนกระดานอักษรเบรลล์จนเกิดเสียงดังปึง

ซังอู๋เยียนอดไม่ได้ที่จะตกใจ รู้ได้ทันทีว่าอารมณ์ของเขาตอนนี้ต้องย่ำแย่เอามากๆ แน่ ถึงได้ใช้อารมณ์กับตัวเองขนาดนี้ ทำเอาเธออยากจะหายตัวไปในฉับพลัน เดี๋ยวเขาจะรู้ว่าเธอแอบมอง กลายเป็นปลาตัวที่ถูกต้มอยู่ในคูน้ำข้างประตูเมืองตัวนั้น*

แต่ว่า…

เธอก็ยืนอยู่ตรงนั้นต่อไป

ขณะนั้นเองซูเนี่ยนชินก็ยื่นนิ้วชี้ข้างซ้ายออกมารูดผ่านแป้นคีย์อย่างรุนแรง จากขวาไปซ้าย จากนั้นก็รูดจากซ้ายไปขวา หลับตาลงทำซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามครั้ง นิ้วมือของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลจากที่เดิมทีแข็งกระด้างขณะที่เขาโมโห ส่วนสีหน้าก็ดูจะผ่อนคลายลงแล้ว

เมื่อเขาถอนหายใจอย่างหนักหน่วงแล้ว ก็วางมือทั้งสองลงบนแป้นคีย์อีกครั้ง หยุดนิ่งอยู่สักครู่ จากนั้นก็บรรเลงเพลงเพลงหนึ่งออกมาอย่างคล่องแคล่ว เพลงเพลงนั้นค่อยๆ ช้าลงอย่างน่าประหลาด เผยสไตล์จีนเล็กน้อย ขณะนั้นเองเมื่อเขาบรรเลงออกมาด้วยเปียโนอย่างชำนาญ เพลงนี้ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์บางอย่าง

เป็นเพลงที่ไพเราะมากๆ ถ้าเกิดเติมถ้อยคำที่เหมาะสมลงไป ก็อาจจะงดงามขึ้นก็เป็นได้ ขณะที่ซังอู๋เยียนกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ สายลมก็พัดผ่านเข้ามาที่ทางเดิน พัดประตูห้องเปียโนให้สั่นไหวอยู่สักครู่

บานพับประตูค่อนข้างเก่า จึงเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขึ้นมา

ซังอู๋เยียนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว จึงรีบดึงประตูเอาไว้อย่างรีบร้อน ไม่ให้มันแกว่งได้อีก ไม่คิดว่าซูเนี่ยนชินจะได้ยินการเคลื่อนไหวเสียแล้ว ฉะนั้นเมื่อเสียงเปียโนช้าลง เขาก็หันหน้ามาทางฝั่งที่ซังอู๋เยียนยืนอยู่ หันหน้ามาทางซังอู๋เยียนได้สักครู่ จากนั้นก็หันกลับไป

ซังอู๋เยียนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เดิมทีลมพัดประตูก็เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดา ทว่าเธอกลับตื่นตูมจนเลยเถิด เธอจึงรีบกลั้นลมหายใจเอาไว้ หยุดทุกๆ การกระทำ

ระหว่างนั้นก็ได้ยินเพียงเสียงของบรรดาเด็กๆ อีกฝั่งกำลังอ่าน ‘ตรอกชุดดำ’ ดังมาจากทางเดินแว่วๆ นอกจากนั้นก็เป็นเสียงลม ลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านต้นอู๋ถงที่เหี่ยวแห้งจนเกิดเป็นเสียงแกรกๆ ทั้งยังมีเสียงสายลมหนาวหวีดหวิวที่เบียดแทรกเข้ามา

ประเดี๋ยวเดียวซูเนี่ยนชินก็เอ่ยถามขึ้นเรียบๆ “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ”

เมื่อซังอู๋เยียนถูกถามด้วยประโยคนี้ก็ทำตัวไม่ค่อยจะถูก จึงตัดสินใจตอบกลับไปว่า “ฉันเองค่ะ”

เดิมทีก็เป็นแค่ประโยคคำตอบที่คนจีนหมื่นล้านคนใช้บ่อยที่สุดเท่านั้น แต่ว่าซูเนี่ยนชินกลับรู้สึกราวกับว่าเสียงของเธอประทับอยู่ในความทรงจำอย่างลึกซึ้ง จึงขมวดคิ้วพลางเอ่ยขึ้น

“คุณคือซัง…”

เขาชะงักเล็กน้อย ซังอู๋เยียนก็รีบพูดต่อให้ด้วยความเบิกบานใจ “อู๋เยียน ซังอู๋เยียนค่ะ”

“คุณมาทำอะไรที่นี่งั้นเหรอ” ซูเนี่ยนชินเอ่ยถามช้าๆ

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาดีขึ้นจากที่โกรธเกรี้ยวอยู่คนเดียวเมื่อสักครู่นี้มากแล้ว ซังอู๋เยียนก็ยืดเอวและหลังให้ตรงพลางเอ่ยถาม “ฉันได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ จากห้องพักครูฝั่งตรงกันข้ามก็เลยเดินมาดูน่ะค่ะ”

“งั้นตอนนี้ผมก็เล่นจบแล้ว”

“คะ?” เธอไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขาไปชั่วขณะ

“คุณไปได้แล้ว” เขาเอ่ยจบก็เบือนหน้าหนีไป แล้วหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง

ซังอู๋เยียนมึนงง เมื่อเผชิญหน้ากับการไล่แขกที่ตรงไปตรงมาอย่างนี้เข้าก็ค่อนข้างอึดอัดใจ จึงยืนเหม่ออยู่ที่เดิม แต่ไม่คิดว่าซูเนี่ยนชินจะไม่ให้โอกาสเธอครุ่นคิด ก็กำชับขึ้นอีกครั้งโดยที่ไม่ได้หันหน้ามา

“รบกวนคุณปิดประตูให้ด้วย”

ซังอู๋เยียนปิดประตูอย่างงกๆ เงิ่นๆ หันหลังและเดินกลับไปยังห้องพักครู การกระทำในลักษณะเดียวกันสำเร็จไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติโดยที่ไม่อาจควบคุมได้ จนกระทั่งครึ่งนาทีผ่านไป เสียงกริ่งเลิกเรียนก็ดังขึ้น เธอถึงได้สติกลับคืนมา กล่าวขึ้นอย่างฉุนเฉียวในทันใด

“หยิ่งอะไรนักยะ!” กล่าวจบก็ยังยกขาขึ้นถีบเก้าอี้ของหัวหน้าวังอย่างแรงเพื่อระบายความโกรธ

(4)

ใกล้จะถึงเทศกาลคริสต์มาสแล้ว สถานีจะทำการออกอากาศรวมรายการยอดเยี่ยมประจำปีซ้ำอีกครั้ง ซังอู๋เยียนได้ยินการสัมภาษณ์ที่เนี่ยซีสัมภาษณ์อีจินเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้โดยไม่ได้ตั้งใจจากห้องตัดต่อ

เธอฉกฉวยโอกาสนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว สวมหูฟังเพื่อฟังด้วยตนเอง

เปล่าครับ แค่เพราะจำนวนขีดน้อยน่ะ อีจินกล่าว

ได้ฟังประโยคนี้ ซังอู๋เยียนก็แอบยิ้มโง่ๆ อยู่คนเดียวสักพัก

ซังอู๋เยียนทำธุระเสร็จแล้วก็เดินจากตึกใหญ่ของสถานีไปที่ถนน เมื่อได้เห็นคู่รักตั้งอกตั้งใจเตรียมฉลองคริสต์มาสกันเป็นคู่ๆ จู่ๆ เธอก็คิดถึงเว่ยเฮ่าและสวี่เชี่ยนขึ้นมาได้ ความจริงแล้วในใจของเธอไม่ได้ไม่แยแสเหมือนกับที่แสดงออกมา

เดือนที่สองซังอู๋เยียนไปทำหน้าที่ที่โรงเรียนผู้พิการ ช่วงเวลาที่ฝึกสอน เธอต้องศึกษางานจากอาจารย์นามสกุลหลี่ท่านหนึ่ง

บางครั้งอาจารย์หลี่ต้องประชุมหรือว่าสอนห้องระดับกลางซ้ำอีกครั้ง เธอก็จะเฝ้าอยู่ในห้องพักครูคนเดียว ทบทวนภาษาอังกฤษที่จะใช้สอบเข้าปริญญาโท

วันฝนตกวันหนึ่ง เธอก็เห็นซูเนี่ยนชินอีกครั้ง

ฤดูหนาวเมือง A หิมะตกน้อยเป็นพิเศษ แต่ว่าฝนจะตกอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ไม่เห็นท้องฟ้าปลอดโปร่งถึงสามสี่วัน อารมณ์ของเธอแทบจะห้อยแขวนอยู่กับอากาศ ฉะนั้นเธอจึงมักจะไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ขณะที่เธอเหม่อลอยมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ก็เห็นซูเนี่ยนชินเดินเข้ามาจากที่ไกลๆ อยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับหญิงสาวคนหนึ่ง

ฝนยังคงตกอยู่

เขาใช้มือข้างหนึ่งถือร่มเอาไว้ พับเก็บไม้เท้าแล้วกุมไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง ส่วนหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ จับแขนของเขาที่ถือร่มอยู่เบาๆ เขาอาศัยการนำทางของเธอ เดินผ่านทางเดินแคบๆ ข้างๆ สนามหญ้ามายังอาคารเรียนอย่างช้าๆ

ในห้องพักครู นอกจากเธอแล้วก็ยังมีอาจารย์อีกสองท่านที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจการบ้าน ซังอู๋เยียนมองพวกเขาแวบหนึ่ง แสร้งทำทีว่าอยากสูดอากาศ ผลักบานหน้าต่าง แล้วก็ยื่นคอออกไปเพื่อที่จะได้เห็นอากัปกิริยาของชายหญิงคู่นี้ได้ชัดเจน ท่าทางของพวกเขาทั้งสองดูสนิทสนมกันดี แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีไม่สำรวมหรือเกินเลย รอจนกระทั่งเดินมาถึงใต้อาคาร ซังอู๋เยียนก็หมดโอกาสที่จะจับสังเกตพวกเขา ไม่เห็นได้ยินเรื่องซุบซิบเลยแม้แต่นิดเดียว สักครู่หญิงสาวคนนั้นก็ถือร่มอีกคันหนึ่งเดินออกไปในสายฝน ทิ้งเขาไว้คนเดียว

เมื่อรู้ว่าอีกเดี๋ยวเขาจะขึ้นมา ซังอู๋เยียนก็รีบปิดหน้าต่างทันที เธอเดินไปที่โต๊ะทำงานของอาจารย์หลี่แล้วนั่งตัวตรงอย่างเรียบร้อย ซ้ำยังแสร้งหาวารสารการศึกษาเล่มหนึ่งขึ้นมาทำทีว่าถือไว้ในมือ อาจารย์อู๋ที่สอนดนตรีเงยหน้าขึ้นมามองซังอู๋เยียนแวบหนึ่ง เมื่อสายตาหยุดอยู่ที่วารสารในมือของเธอก็รู้สึกแปลกใจ

ซังอู๋เยียนถึงได้รู้ตัวว่าเธอถือหนังสือกลับด้าน เพราะฉะนั้นเธอจึงยิ้มแหยๆ ให้อาจารย์อู๋

จากนั้นเธอก็คอยแต่เหลือบมองไปที่หน้าประตูอยู่บ่อยๆ แล้วก็หันกลับมามองที่หนังสือในมืออีกครั้ง

เขาช่างเดินช้าเสียเหลือเกิน ตั้งหลายนาทีกว่าจะขึ้นมาถึง ทั้งยังเสียงเบามากๆ อีกด้วย จนกระทั่งเขาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู อาจารย์ทั้งสองก็ทยอยกันเอ่ยทักทาย

“อาจารย์ซูมาแล้วเหรอครับ ฝนตกหนักมากเลยล่ะสิ?”

ซูเนี่ยนชินพยักหน้า พยุงตัวกับไม้เท้าเดินไปยังโต๊ะของตัวเอง เมื่อเขาวางไม้เท้าลง ร่มที่อยู่ในมือของเขากลับทำให้เขาลำบากใจ

น้ำยังคงหยดลงจากร่ม หากแขวนเอาไว้อย่างนี้ ก็เกรงว่าจะทำให้พื้นสกปรกเอาได้ แต่ถ้ากางเอาไว้ หลังเลิกเรียนคนเยอะ มิหนำซ้ำยังเกะกะคนอื่นอีก เขาไม่คุ้นเคยกับห้องพักครูเท่าไรนัก และก็ไม่รู้ว่าจะวางตากไว้ที่ไหนดี อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ยินดีจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ อีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าอาจารย์สองคนนั้นไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของเขา แต่ว่าซังอู๋เยียนกลับสังเกตเห็น

ซังอู๋เยียนเดินเข้าไป “อาจารย์ซูคะ ให้ฉันช่วยคุณเอาไปวางไว้ในถังด้านนั้นนะคะ”

เดิมทีเขาไม่ทันสังเกตว่าภายในห้องยังมีบุคคลที่สี่อยู่ด้วย อีกทั้งคนคนนั้นก็ยังเป็นซังอู๋เยียนที่เคยถูกเขาตำหนิเมื่อคราวก่อนเสียด้วย

ซังอู๋เยียนเอื้อมมือออกไปรับร่มของเขาเอาไว้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะอยู่ในท่าที่เหมือนกับว่าจะไม่คลายมือออก แต่เธอเอ่ยปากไปแล้ว มิหนำซ้ำยังอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ อีก ฉะนั้นจะปล่อยก็ไม่ได้ จะแย่งมาก็ไม่ได้อีก

คนทั้งสองแข็งขืนกันอยู่สามวินาที ก็ได้ยินเสียงกริ่งหมดคาบเรียนเรียนดังขึ้น

มองดูใบหน้าอันแสนเย็นชาของเขา ซังอู๋เยียนพลันรู้สึกว่าเธอยุ่มย่ามไม่เข้าท่า อาจารย์อีกสองท่านช่างมีสายตายาวไกล คิดว่าคงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเขาเป็นตะปูเหล็กวาววับที่สามารถเอาชีวิตคนอื่นได้ในชั่วพริบตา ก็เลยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ขณะที่กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เสียงคุยเล่นหยอกล้อกันก็ดังขึ้นมาจากบรรดาเด็กๆ ที่เดินอยู่บนทางเดิน สายตามองฝูงชนที่กำลังเอ่อทะลักมาทางนี้ ซังอู๋เยียนจึงคิดเงียบๆ อยู่ในใจ นับหนึ่งถึงสาม ถ้าเขายังเป็นอย่างนี้อยู่ ฉันจะหันหลังแล้วไปเสีย

จนกระทั่งเธอนับถึงสอง ซูเนี่ยนชินจึงคลายมือจากร่ม แล้วเอ่ยขึ้นเรียบๆ “รบกวนด้วย”

คำว่า ‘รบกวนด้วย’ สองคำนี้ ทำให้ซังอู๋เยียนอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงเอ่ยปากตอบกลับไปช้าๆ “ไม่เป็นไรค่ะ”

จากนั้นเมื่อเธอกลับไปยังที่นั่งของตัวเองจึงนึกได้ว่านอกจากคนคนนี้จะโมโหง่ายแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะยังหน้าบางอีกด้วย ถ้าเกิดคนอื่นมาเห็นเขากับเด็กสาวยื้อแย่งของกัน จะต้องขายหน้ามากแน่ๆ

อาจารย์หลี่หมดคาบสอนแล้วจึงเข้ามาในห้องพักครู ซังอู๋เยียนจึงรีบร้อนลุกขึ้นต้อนรับ แต่คิดไม่ถึงว่าอาจารย์หลี่จะเอ่ยขึ้นกับซูเนี่ยนชินว่า “อาจารย์ซู ขอโทษด้วย ฉันอยากใช้เวลาในคาบอักษรเบรลล์ของคุณสักหน่อยน่ะ โรงเรียนเพิ่งจะประกาศออกมาว่าจะให้พูดคุยกับนักเรียนเรื่องที่อีกไม่นานจะต้องหยุดเรียนในเทศกาลหยวนตั้น* ไม่เป็นอะไรใช่รึเปล่าคะ”

อาจารย์หลี่มีชื่อเสียงในเรื่องความสุภาพอ่อนโยนมาโดยตลอด แม้ว่าซูเนี่ยนชินเดินทางผ่านทั้งเมืองมา ลุยฝนมาเพื่อสอนในคาบนี้ ก็ไม่ได้มีความเห็นแย้งอะไร เขาพยักหน้าพลางเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไรครับ”

อาจารย์หลี่ได้รับคำตอบก็ไม่คิดอยู่ต่อสักนิด หยิบกระเป๋าได้ก็เดินออกนอกประตูไป เดินไปได้ครึ่งทางก็หันกลับมากล่าวกับซังอู๋เยียน “เสี่ยวซัง ที่นี่ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ถ้าเธอมีธุระอื่นก็กลับก่อนได้เลยนะ”

“ค่ะ” ซังอู๋เยียนกล่าว

แต่ว่าเธอไม่มีความคิดที่จะจากไปเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ไม่มีคาบเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าฝึกงานก็เลยลางานที่สถานีเอาไว้ ถ้ากลับไปตอนนี้ก็ต้องเฝ้าห้องคนเดียวอยู่ดี เงียบจนน่ากลัว ไม่สนุกเท่ากับอยู่ที่โรงเรียน

ซังอู๋เยียนรอจนกระทั่งกริ่งเข้าเรียนดังขึ้น จากนั้นจึงกลับไปนั่งที่เก้าอี้

โต๊ะทำงานของซูเนี่ยนชินกับอาจารย์หลี่อยู่ติดกันและหันหน้าเข้าหากัน ด้วยเหตุนี้ตอนนี้ทั้งสองคนจึงหันหาเข้าหากันพอดี

ซังอู๋เยียนเริ่มฟุบและเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะอีกครั้ง ส่วนซูเนี่ยนชินก็หยิบหนังสืออักษรเบรลล์เล่มหนึ่งออกมาจากลิ้นชักอย่างเรียบร้อย เปิดไปถึงหน้าที่มีที่คั่นหนังสืออยู่แล้วจึงเริ่มอ่าน ทั้งสองมือของเขาวางราบอยู่บนหน้ากระดาษ เคลื่อนจากซ้ายไปขวาอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

นี่เป็นคาบเรียนที่สี่ อาจารย์อีกสองคนเมื่อสักครู่นี้ไปสอนแล้ว อาจารย์ที่ไม่มีคาบสอนก็กลับบ้านกันหมด ในห้องพักครูจึงเหลือเพียงพวกเขาทั้งคู่ ซูเนี่ยนชินยังไม่ได้กลับไปเพราะว่าอาจารย์หลี่บอกว่าจะใช้เวลาสักพัก ไม่ได้บอกว่าจะใช้เวลาทั้งคาบ ดังนั้นไม่แน่ว่าเธออาจจะพูดจบก่อนก็ได้ และเขาจะได้ไปสอนต่อ

ฝนที่นอกหน้าต่างค่อยๆ ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ สาดลงบนกระจกเสียงดังเปาะแปะ

ซังอู๋เยียนที่ไม่มีอะไรทำก็หาหนังสืออ่านจากโต๊ะของอาจารย์อู๋ที่อยู่ข้างๆ อาจารย์อู๋เป็นอาจารย์สอนภาษา จึงมีแต่หนังสือประกอบการสอนภาษาวางอยู่ ตรงบริเวณรอยพับเป็น ‘ตรอกชุดดำ’ ของหลิวอวี่ซีพอดี ซังอู๋เยียนสนใจคำศัพท์ที่ใช้ในบทกวีมาตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านี้ที่บ้านของเว่ยเฮ่ามักจะเปิดเทปเสียงอ่านของ ‘กวีสามร้อยบทแห่งราชวงศ์ถัง’ อยู่เสมอ ผลลัพธ์ก็คือเธอที่ฟังอยู่ที่บ้านข้างๆ ก็ฟังจนจำได้ซ้ำยังท่องได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เว่ยเฮ่ากลับท่องไม่ได้

บทกวี ‘ตรอกชุดดำ’ เธอเองก็ท่องได้ เพียงแต่ว่าจำได้ไม่แม่นนัก ด้วยเหตุนี้ขณะอ่านหนังสือไปก็อดไม่ได้ที่จะใช้ปากท่องไปเงียบๆ “ดอกไม้ป่าริมสะพานหงส์แดง แสงอาทิตย์อัสดงส่องเฉียงตรอกชุดดำ นางแอ่นหน้าโถงหวังเซี่ยแต่เก่าก่อน โผบินร่อนสู่ครอบครัวสามัญชน”

เพราะว่าตอนมัธยมปลายเรียนสายวิทยาศาสตร์ เข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนสาขาจิตวิทยาการศึกษา จึงไม่ได้สัมผัสกับบทกวีโบราณแบบนี้มานานหลายปี จู่ๆ ก็เลยนึกถึงเรื่องในอดีตบางเรื่องขึ้นมา ยากที่จะไม่ถอนใจออกมาด้วยความหดหู่ ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะท่องซ้ำอีกครั้ง

เสียงที่เธออ่านบทกวีเบามากๆ แทบจะเรียกได้ว่าพึมพำกับตัวเอง หากอยู่ห่างออกไปไกลหลายก้าวก็ไม่มีทางได้ยิน แต่ว่าซูเนี่ยนชินที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเธอกลับได้ยินอย่างชัดเจน

เมื่อเธอท่องไปถึง ‘แสงอาทิตย์อัสดงส่องเฉียงตรอกชุดดำ’ ท่อนนี้ ในที่สุดซูเนี่ยนชินก็อดไม่ได้ที่จะบอกว่า “ตัวอักษรนี้อ่านว่าสยา”

“คะ? อะไรนะคะ” ซังอู๋เยียนมึนงง

“อูอีก่างโข่วซีหยางสยา*

“ซีหยางเสียชัดๆ เลยนี่คะ” ซังอู๋เยียนขมวดคิ้ว เตรียมตัวยื่นหนังสือไปตรงหน้าเขา ให้เขาได้เห็นกับตา ว่าในหนังสือเขียนตัวอักษร ‘เสีย’ ที่มาจากคำว่าเฉเฉียง แต่ว่าแสดงท่าทางออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่งก็เก็บกลับไปเงียบๆ

“ผมรู้ว่าเป็นเสีย แต่ว่ากวีท่อนนี้ควรจะอ่านว่าสยา เสียงที่สอง” ขณะที่ซูเนี่ยนชินกล่าวอยู่นั้นก็ย่นหน้าผากไปด้วย เผยให้เห็นถึงความเย่อหยิ่ง

ปกติแล้วเขาเป็นคนไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่นมาโดยตลอด แต่ตอนนั้นกลับแก้ไขให้ซังอู๋เยียนเสียยืดยาว เพราะว่าได้ยินเธอท่องว่าเสียแล้วเสียอีกอยู่ข้างหูซ้ำไปซ้ำมา ภายในใจจึงอดกลั้นจนถึงขีดสุด

“อ๊ะ?” ใบหน้าของซังอู๋เยียนแสดงความอึดอัดใจในทันที เธอกล่าวแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ไม่ใช่หรอกมั้งคะ ตอนที่ฉันเรียนหนังสือมันก็อ่านว่าเสียนี่นา”

ซูเนี่ยนชินขี้เกียจจะสนใจเธอแล้ว

ปกติก็เรียนศิลปะได้ไม่ดีอยู่แล้ว คราวนี้ดันมาขายขี้หน้าไปถึงครอบครัวคุณยายนู่นแน่ะ ซังอู๋เยียนกัดริมฝีปาก รีบร้อนคิดจะกล่าวอะไรเพื่อเป็นการกู้หน้า

“ตอนที่ฉันเรียนปีสองยังเคยไปสถานที่ที่เรียกว่าตรอกชุดดำด้วยนะคะ” เธอกล่าวไปก็เหลือบมองซูเนี่ยนชินไปด้วย ก็พบว่าความเร็วที่เขาอ่านอักษรเบรลล์ช้ากว่าเมื่อครู่นี้ไปมากโข อาจเป็นเพราะว่ากำลังฟังคำพูดของเธออยู่ ฉะนั้นเธอจึงค้นหาความทรงจำที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับตรอกชุดดำด้วยความรีบร้อน

“ได้ยินไกด์นำเที่ยวบอกฉันถึงได้รู้ว่าที่จริงแล้วหวังซีจือและหวังเซี่ยนจือ** ก็คือหนึ่งในหวังเซี่ยที่อยู่ในตรอกชุดดำนี่เอง อีกทั้งหวังเซี่ยนจือก็เจ้าชู้เสียจนสมควรตาย ยังจะสร้างตำนานท่าเรืออะไรนั่นขึ้นมาอีก”

ซูเนี่ยนชินเอ่ยเสริม “เรียกว่าท่าเรือใบท้อ แต่ว่าหวังเซี่ยที่อยู่ในกลอนบทนี้ไม่ได้กล่าวถึงหวังคนรองหรอกนะ”

“เหรอคะ ถ้างั้นใครล่ะคะ”

“หวังเต่า”

“อยู่ในสมัยเดียวกันทั้งหมดเลยเหรอคะ”

“เป็นญาติกันน่ะ”

ไม่รู้ว่าวันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ หรือว่าสนใจเรื่องที่ซังอู๋เยียนพูดขึ้นมาจริงๆ กันแน่ ซูเนี่ยนชินเกิดใช้น้ำเสียงปกติตอบรับคำพูดของเธออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ซังอู๋เยียนหัวเราะหึๆ “แต่ว่าฉันไม่รู้จักหวังเต่าน่ะค่ะ ดังนั้นก็เลยรู้สึกว่าเรื่องราวระหว่างหวังเซี่ยนจือกับเถาเยี่ย*** สนุกมากๆ เลย”

และแล้วมือของซูเนี่ยนชินก็หยุดชะงักจากอักษรเบรลล์ทันที เขาเงยหน้าขึ้น สายตาตกกระทบอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ดูค่อนข้างเหม่อลอย ผ่านไปสักครู่ความสนใจของเขาก็กลับไปที่หนังสือดังเดิม

บรรยากาศกลับมาอยู่ในภาวะเงียบงันอีกครั้ง ราวกับว่าการสนทนาเมื่อครู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้น ใกล้จะเที่ยงแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการนั่งรถในชั่วโมงเร่งด่วน ซังอู๋เยียนก็เลยตัดสินใจว่าจะเก็บของแล้วกลับไปก่อน เมื่อมาถึงชั้นล่าง เธอก็มองไปบนฟ้า ครุ่นคิดอยู่สักครู่ก็ย้อนกลับไปที่ห้องพักครูอีกครั้ง

เธอเดินไปที่ถังใบเล็กริมหน้าต่าง หยิบร่มของซูเนี่ยนชินขึ้นมา แล้ววางไว้ที่ข้างมือของเขา “ร่มของคุณ อย่าลืมเอาไปด้วยนะคะ ฝนยังตกอยู่เลย”

เธอเป็นคนช่วยเขาวางของ หากไม่เอามาคืนเขา เขาต้องหาไม่เจอแน่

(5)

ซังอู๋เยียนอยู่ที่โรงเรียนได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ ก็ตัวติดสนิทสนมกับอาจารย์เสี่ยวหวังที่เพิ่งถูกส่งตัวมาเมื่อปีก่อน

“เขาไม่ใช่ครูของที่นี่น่ะ” เสี่ยวหวังกล่าวขึ้นมาตอนที่พูดถึงซูเนี่ยนชิน

“คะ?”

“เดิมทีอาจารย์เจิ้งที่สอนอักษรเบรลล์คลอดลูกก็เลยลาคลอดไป อาจารย์สวีก็ปลดเกษียณ ตอนแรกโรงเรียนจะกลับมาจ้างเธออีก แต่สุดท้ายเธอต้องไปเลี้ยงหลานที่ต่างเมือง ก็เลยขาดครูสอนอักษรเบรลล์ ผู้อำนวยการเผยสนิทสนมกับอาจารย์ซูพอดี จึงให้เขาเข้ามาสอนแทน เห็นอย่างนี้ก็สอนแทนมาได้ครึ่งปีแล้วล่ะมั้ง”

“งั้นตอนแรกเขาทำงานอะไรเหรอคะ สอนหนังสืออยู่ที่อื่นเหรอ”

“ไม่รู้สิ” เสี่ยวหวังส่ายหน้า “เขาไม่เคยพูดคุยกับพวกเรามาก่อนเลยน่ะ”

“อ๋อ”

“แต่ว่าตาเขาเป็นแบบนี้ จะทำอะไรได้ล่ะ” เสี่ยวหวังถามกลับ

ซังอู๋เยียนยักไหล่ ประเดี๋ยวก็หมุนปากกาเซ็นชื่อในมือเป็นครั้งคราว ความคิดล่องลอยไปอยู่ที่อื่น

 

ตอนที่เธอเรียนประถมก็ไม่ได้มีรูปร่างสูง ทุกๆ เทอมเวลาที่เรียงแถวเล่นกีฬาก็มักจะยืนอยู่คนท้ายๆ ของแถวหน้าสุดเสมอ ไม่ว่าจะออกกำลังกายตามวิทยุกระจายเสียงหรือว่าเรียนวิชาพละ คนที่ยืนอยู่ติดกันกับเธอก็มักจะเป็นหวงเสี่ยวเยี่ยน เมื่อคนตัวเล็กทั้งสองมาเจอกันก็พลันดูมีชีวิตชีวา พอดีว่าบ้านของหวงเสี่ยวเยี่ยนอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอ ก็เลยนัดกันตลอดว่าจะกลับบ้านด้วยกัน ถ้าเธอถูกรังแก หวงเสี่ยวเยี่ยนก็มักจะออกหน้าแทนเธอเสมอ ดังนั้นหลังจากจบประถมมาได้หลายปี ทั้งสองคนก็ยังคงแทบจะตัวติดกันอยู่ดี

มีอยู่ปีหนึ่ง ทุกครั้งตอนที่เธอกับหวงเสี่ยวเยี่ยนกลับบ้านก็จะเจอกับพี่ชายตาบอดคนหนึ่งอยู่ที่ป้ายรถโดยสารเป็นประจำ แม้ว่าตาทั้งสองข้างจะมืดบอด แต่ก็ไม่ได้กระทบกับทัศนคติในการใช้ชีวิตของเขาเลยสักนิด เพราะว่าเขาหน้าตาดีสุดๆ อีกทั้งสีหน้ายังมีไมตรีชวนให้อยู่ใกล้ บางครั้งบางคราวก็จะมีคนที่รอรถอยู่ด้วยกันเข้าไปพูดคุยด้วยก่อนบ้าง แสดงความเป็นห่วงเป็นใยเขา หรือไม่ก็ช่วยเหลือเขา หวงเสี่ยวเยี่ยนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

นิสัยของหวงเสี่ยวเยี่ยนก็คือมองโลกในแง่ดี เข้ากับคนง่าย คุยเก่ง ซังอู๋เยียนเองก็อยากถามเขามาตลอดว่า ‘ถ้ามองไม่เห็นมาตั้งแต่เกิดล่ะ หากคนอื่นบอกว่าสีฟ้าหรือว่าสีแดง คุณจะรู้ว่าสีนั้นมีลักษณะแบบไหนยังไง’ เธอเคยเรียนเรื่องตาบอดสีแดงและสีเขียวในวิชาชีววิทยา จึงรู้ว่ามีคนบางจำพวกแยกสีแดงและสีเขียวไม่ออก เมื่อมองดูแล้วก็เป็นสีเหมือนๆ กัน

ฉะนั้นเธอจึงสงสัยมาตลอดว่าถ้าเป็นคนตาบอดสนิท จะสัมผัสถึงสีสันได้อย่างไร

แต่ว่าซังอู๋เยียนไม่เคยกล้า จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ตามที ซังอู๋เยียนไม่เคยพูดกับเขามาก่อน

ตอนเด็กๆ ซังอู๋เยียนนิสัยแตกต่างจากตอนนี้อยู่บ้าง อยู่ที่บ้านหัวเราะเฮฮาไม่กลัวใคร แต่ว่าเพียงแค่ออกไปข้างนอกก็เหี่ยวแห้งเสียอย่างนั้น คุณลุงคุณป้าที่อยู่นอกบ้าน เพื่อนหรือว่าคุณครู เพียงแค่ถามคำถามกับเธอกะทันหันตอนที่เธอยังไม่ทันได้เตรียมความคิด ใจของเธอก็จะเต้นเป็นกลองรัวในทันที จากนั้นเวลาพูดจาก็จะเริ่มติดอ่าง

ถ้าใช้คำพูดของแม่ซังอู๋เยียนก็คือไม่สง่างามและภูมิฐานเอาเสียเลย มิหนำซ้ำยังไม่ใช่คนปากหวาน สรุปก็คือไม่ชวนให้คนรักใคร่ชอบพอ

หวงเสี่ยวเยี่ยนอยู่ชั้นประถมปีที่หกก็มีปรัชญาความรักเป็นของตัวเองแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่รักที่ชอบ ก็ต้องกล้าที่จะช่วงชิงมาให้ได้ ตอนนั้นในห้องเรียนก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเป็นแฟนกัน ทุกคนยังไม่รู้ความ แต่ถ้าหากมีเด็กหญิงและเด็กชายคนไหนหยอกล้อกันหลังเลิกเรียนบ่อยเข้าๆ ก็จะเกิดเป็นข่าวลือ

ซังอู๋เยียนค่อนข้างเก็บตัว แต่ก็ไม่ได้ทึ่ม เธอดูออกว่าหวงเสี่ยวเยี่ยนเองก็มีความคิดเป็นอย่างอื่นกับพี่ชายตาบอดคนนั้นอยู่เหมือนกัน

ต่อมาหวงเสี่ยวเยี่ยนจะกลับไปเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนจื่อตี้* โรงเรียนจื่อตี้อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง หวงเสี่ยวเยี่ยนเองก็ไม่สามารถถือโอกาสดึงตัวเธอเดินผ่านป้ายรถโดยสารนั่นได้อีก เพียงแต่บางครั้งบางคราว ซังอู๋เยียนก็ยังสามารถเจอพี่ชายตาบอดคนนั้นได้ รอยยิ้มที่ผ่านไปหลายปีก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงยังคงประทับอยู่บนใบหน้าของเขา

เมื่อซังอู๋เยียนมาถึงโรงเรียนใหม่ แรกเริ่มคุณแม่ซังก็ยังรับฟังที่เธอพร่ำพูดถึงหวงเสี่ยวเยี่ยนอยู่ร่ำไป เพียงเพราะว่ากลุ่มเวรกวาดพื้นของพวกเธอมีผู้ชายบางคนไม่ยอมกวาด ทำให้พวกเธอทุกคนต้องแบ่งหน้าที่กันคนละมากๆ มิหนำซ้ำยังไม่กล้าบอกอาจารย์อีก

‘ถ้าเสี่ยวเยี่ยนอยู่ล่ะก็ จะต้องไม่มีทางจบแบบนี้แน่’ ซังอู๋เยียนกล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม

‘งั้นลูกก็ไปบอกอาจารย์สิ’ คุณแม่ซังเอ่ยปาก

‘หนูเหรอคะ ไม่เอาด้วยหรอก’

หรือไม่เธอต้องรวบรวมการบ้านวิชาเลข แต่มีเพื่อนบางคนไม่ยอมส่ง เธอจึงรายงานชื่อให้กับอาจารย์ สุดท้ายก็ทำเสียจนเพื่อนในห้องคนนี้ชักสีหน้าใส่ซังอู๋เยียนไปทั้งอาทิตย์

‘ถ้าเสี่ยวเยี่ยนอยู่ล่ะก็ จะต้องช่วยหนูเอาคืนแน่’ ซังอู๋เยียนเริ่มพร่ำบ่นกับตัวเอง

แต่นานวันเข้าช่วงเวลาที่ซังอู๋เยียนพูดถึงหวงเสี่ยวเยี่ยนก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ โรงเรียนของทั้งสองห่างไกลกัน ตอนนั้นคนที่ใช้โทรศัพท์ก็มีไม่มาก ติดต่อกันน้อยลง เจอหน้ากันน้อยลง มิตรภาพที่สั่งสมมาเป็นเวลาหกปีก็ดูเหมือนจะค่อยๆ จืดจางลงในกาลเวลาที่ผ่านไปเหมือนกับสายน้ำ

ท้ายที่สุดซังอู๋เยียนก็ลืมเรื่องที่เดือนมิถุนายนของทุกปีจะต้องขอเงินเล็กๆ น้อยๆ จากแม่ล่วงหน้าเพื่อเตรียมของขวัญวันเกิดให้กับหวงเสี่ยวเยี่ยน

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งซังอู๋เยียนไปซื้อรองเท้ากับแม่ เจอกับแม่ของหวงเสี่ยวเยี่ยนที่หน้าประตูทางเข้า คุณแม่หวงใบหน้าซีดเซียว ตอนที่ซังอู๋เยียนเรียกอีกฝ่ายนั้นเธอกำลังรอสัญญาณไฟจราจร มองหน้าซังอู๋เยียนอยู่เนิ่นนานถึงได้สติแล้วยิ้มให้ ทำนองว่ารู้สึกคุ้นหน้า แต่ลืมไปแล้วว่าซังอู๋เยียนชื่ออะไร

‘คุณป้าหลี่ หนูชื่อซังอู๋เยียนค่ะ เป็นเพื่อนสมัยประถมของเสี่ยวเยี่ยนไงคะ’

‘อ๋อ ประเดี๋ยวเดียวก็ตัวสูงขนาดนี้แล้วนะ’ คุณแม่หวงพยักหน้า แล้วยิ้มให้คุณแม่ซังอีกครั้งหนึ่ง

พวกแม่ๆ ธรรมดาแล้วก็เป็นอย่างนี้ มักจะรู้สึกว่าลูกของตัวเองเลี้ยงยาก ส่วนลูกของคนอื่นแป๊บเดียวก็เติบโตแล้ว

‘เสี่ยวเยี่ยนสบายดีไหมคะ ไม่ได้เจอเธอนานเลย’ ซังอู๋เยียนถามอีก

ไม่ถามก็ดีอยู่หรอก แต่เพียงถามออกมา คุณแม่หวงก็ไม่ตอบอยู่เป็นนานสองนาน แต่ว่าดวงตากลับแดงไปหมด

‘เสี่ยวเยี่ยน…’ เธอเบือนหน้าหนี ‘เสี่ยวเยี่ยนป่วยน่ะ’ กล่าวจบน้ำตาก็ไหลเผาะลงมา

หวงเสี่ยวเยี่ยนเป็นมะเร็งในสมอง

ตรวจเจอเมื่อสามอาทิตย์ก่อน ส่งตัวไปรักษาที่ปักกิ่งแล้ว ที่คุณแม่หวงกลับมาที่บ้านคราวนี้ก็หยิบยืมเงินไปทั่วสารทิศ

หลังจากแยกจากกัน ซังอู๋เยียนเดินไปได้หลายเมตรก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมา เห็นคุณแม่หวงรีบร้อนเดินลอดผ่านฝูงชน สักพักหนึ่งก็แยกไม่ออกว่าเป็นเงาร่างไหนกันแน่

ก่อนหน้านี้เสี่ยวเยี่ยนชอบบ่นว่า ‘ปวดหัว’

ตอนที่ซังอู๋เยียนร้องไห้งอแงอย่างไม่มีเหตุผลอยู่ที่บ้าน ก็มักจะได้ยินแม่ฟ้องพ่อว่า ‘ลูกของคุณเอะอะจนฉันปวดหัวไปหมดแล้ว’ ฉะนั้นเธอเลยไม่รู้ว่าปวดหัวมีอาการแบบไหน เธอเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดว่ามะเร็งสมองเป็นโรคอะไรกันแน่

แต่ว่าเด็กอายุสิบกว่าขวบกลับรู้ว่ามะเร็งเป็นโรคที่พรากชีวิตคนสู่ความตาย

เธอกลับมาที่บ้านก็หดหู่เสียไม่มี ผู้ใหญ่เรียกไปกินข้าวหลายครั้งเธอก็ไม่ได้ยิน สุดท้ายคุณพ่อซังต้องไปลากตัวเธอออกมานั่งที่โต๊ะกินข้าว ถึงได้พบว่าซังอู๋เยียนน้ำตาไหลพราก

ผู้ใหญ่ทั้งสองคนอดไม่ได้ที่จะสบตากัน จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา

 

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ต่อมาคุณพ่อซังก็ไปที่บ้านของหวงเสี่ยวเยี่ยนเป็นเพื่อนซังอู๋เยียน พอดีว่าคุณย่าของเธอกำลังหุงข้าว เมื่อซังอู๋เยียนได้รับสัญญาณจากผู้เป็นพ่อ ก็ส่งซองจดหมายกระดาษคราฟต์ในมือให้กับคุณย่าหวง ทักทายกันไม่กี่คำก็จากไป

ในซองจดหมายบรรจุเงินอยู่ปึกหนึ่ง เป็นเงินเดือนที่คุณพ่อซังเพิ่งจะถอนออกมาจากธนาคาร

หนึ่งปีผ่านไป เมื่อหวงเสี่ยวเยี่ยนเสร็จสิ้นจากการรักษาตัวก็กลับมายังเมือง B ซังอู๋เยียนดีใจแทบเป็นแทบตาย ส่วนบรรดาผู้ใหญ่ต่างก็รู้ว่าการผ่าตัดไม่อาจกอบกู้สิ่งใดได้ เซลล์มะเร็งยังคงแพร่กระจายต่อไป

เมื่อปิดเทอมเธอก็ไปที่บ้านของหวงเสี่ยวเยี่ยน ครอบครัวหวงอาศัยอยู่บนอาคารติดถนนในเขตเมืองที่คึกคัก ซังอู๋เยียนสะพายกระเป๋าหอบแฮ่กๆ วิ่งพรวดขึ้นไป พอดีเห็นหวงเสี่ยวเยี่ยนนั่งยองๆ พัดไฟหน้าเตาถ่านหินรังผึ้งอยู่ที่หน้าบ้าน เตาไฟดับมอดไปเมื่อตอนเที่ยง ตอนนี้ยังจุดไม่ติด ทั่วทั้งทางเดินตลบอบอวลไปด้วยควันไฟแสบจมูก

มือข้างหนึ่งของหวงเสี่ยวเยี่ยนพัดจุดไฟ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งปิดจมูกเอาไว้ เธอถูกควันรมใส่เสียจนน้ำตาไหลอยู่ตลอดเวลา

‘เสี่ยวเยี่ยน!’ ซังอู๋เยียนเรียกขึ้นครั้งหนึ่ง

หวงเสี่ยวเยี่ยนได้ยินเสียงเรียกก็หันหน้าไปหา เมื่อเห็นว่าเป็นซังอู๋เยียนก็หัวเราะแหะๆ

ขณะเดียวกันผู้ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างในก็ยื่นหน้าออกมาดู ในมืออุ้มเด็กทารกด้วยความระมัดระวัง ซังอู๋เยียนเคยเห็นผู้ชายวัยกลางคนคนนี้มาก่อน เขาเป็นพ่อของหวงเสี่ยวเยี่ยน ส่วนทารกคนนั้นเธอกลับไม่รู้จัก

‘นี่เป็นน้องสาวของฉันเองแหละ เพิ่งจะอายุได้สองเดือน’ หวงเสี่ยวเยี่ยนหัวเราะ

ซังอู๋เยียนเบิกตากว้าง แล้วเอ่ยถาม ‘น้องแท้ๆ เลยเหรอ’ เธอรู้ว่าคุณพ่อหวงทำงานในโรงงานและเหมือง การมีลูกมากกว่าที่รัฐบาลกำหนดจะต้องออกจากงาน

‘ก็น้องแท้ๆ น่ะสิ หรือว่าเราสองคนหน้าตาไม่เหมือนกัน’ หวงเสี่ยวเยี่ยนกล่าว

ซังอู๋เยียนอยู่กินข้าวที่บ้านหวงจนดึกดื่น จนกระทั่งพ่อของเธอมารับถึงได้กลับไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตอนที่เดินไปถึงใต้อาคาร คุณแม่ซังก็เอ่ยขึ้นมาทันที ‘คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็เหลือเกินจริงๆ นะ ลูกยังไม่ทันดีขึ้นก็คลอดลูกคนที่สองออกมาซะแล้ว!’

คุณพ่อซังชำเลืองมองลูกสาว จากนั้นก็ชักสีหน้าใส่ภรรยา เป็นสัญญาณให้รู้ว่าอย่าได้พูดต่อ

แต่ว่าประโยคนี้ประโยคเดียวกับใบหน้ายิ้มแย้มซูบตอบจนเหลือแค่ผิวหนังที่เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้เถ้า เพราะไม่ทันระวังจากทางเดินในอาคารเมื่อครู่นี้ กลับประทับอยู่ในความทรงจำของซังอู๋เยียน

หลายเดือนผ่านไป วันหนึ่งซังอู๋เยียนก็ได้ข่าวการเสียชีวิตของหวงเสี่ยวเยี่ยนขณะอยู่ที่บ้าน

ก็อยู่ภายใต้บรรยากาศที่ฝนตกครึ้มไม่ขาดสายอย่างนี้เช่นกัน

 

เชิงอรรถ

* อีจิน แปลว่าหนึ่งวัน

* เนี่ยนฉิง มีความหมายว่าความคิดถึง

** เสียงนาสิกหน้า ได้แก่ สระประสม อัน (an) เอิน (en) อิน (in) อุน (un) อวิน (ün) เสียงนาสิกหลัง ได้แก่ สระประสม อัง (ang) เอิง (eng) อิง (ing) อง (ong)

*** อักษรคำว่า ชิน (衾) ประกอบด้วยตัวอักษร จิน (今) และตัวอักษร อี (衣)

* หลิวอวี่ซี (ค.ศ.772-842) เป็นกวีและนักปราชญ์ในสมัยราชวงศ์ถัง

* มาจากสำนวน ‘ไฟไหม้ประตูเมืองร้อนถึงปลาในคู’ หมายถึงเหตุร้ายลุกลามต่อเนื่อง

* เทศกาลหยวนตั้น คือวันที่ 1 เดือนมกราคม หยวนตั้น แปลว่ารุ่งอรุณแรก วันที่ 1 มกราคมก็คือวันแรกของปี

* เป็นคำอ่านภาษาจีนของประโยค ‘แสงอาทิตย์อัสดงส่องเฉียงตรอกชุดดำ’

** หวังซีจือและหวังเซี่ยนจือ คือนักอักษรศิลป์เลื่องชื่อในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ซึ่งหวังชีจือคือบิดาของหวังเซี่ยนจือ

*** เถาเยี่ย แปลว่าใบท้อ คำเดียวกับ ‘ท่าเรือใบท้อ’

* โรงเรียนจื่อตี้ เป็นโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของแรงงานที่โยกย้ายข้ามถิ่นที่ครอบครัวไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้พักอาศัยในท้องที่

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 19 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: