X
    Categories: My Little Happiness... ขอเรียกเธอว่าความสุขWith Loveทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน My Little Happiness… ขอเรียกเธอว่าความสุข บทที่ 1

หน้าที่แล้ว1 of 20

บทที่ 1

“ได้ยินว่าคุณบอกกับคนอื่นว่าคุณชอบผม?”

 

ยามเช้าของวันหนึ่งในฤดูหนาว แสงแดดเจิดจ้า ฉงหรงกึ่งนั่งกึ่งนอนหยีตาอย่างเกียจคร้านอยู่บนฟูกนุ่มๆ ที่มุขหน้าต่างผิงแดดอยู่ครู่หนึ่ง จิบกาแฟเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าออกจากบ้าน พอเปิดประตูก็เห็นประตูฝั่งตรงข้ามเปิดกว้าง คนงานกำลังขนเฟอร์นิเจอร์เข้าๆ ออกๆ ไม่หยุด แต่ไม่เห็นเจ้าของห้อง

ฉงหรงพิงประตูมองอยู่ครู่ใหญ่ ห้องตรงข้ามไม่มีคนพักมาราวครึ่งปีกว่า ได้ยินว่าเจ้าของห้องเป็นคนอนามัยจัด คนเช่าทั่วๆ ไปยอมรับเงื่อนไขการเช่าที่เข้าใกล้ระดับโรคจิตของเขาไม่ไหว อีกอย่างเขาคงไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ดังนั้นที่ผ่านมาจึงไม่มีคนมาเช่า ไม่รู้ว่าคนที่ย้ายเข้ามาอยู่เป็นเทพระดับไหน ชุมชนคอนโดมิเนียมแห่งนี้แต่ละชั้นมีห้องชุดสองห้อง ที่ผ่านมาห้องฝั่งตรงข้ามไม่เคยมีคนมาอยู่ เท่ากับว่าเธอยึดชั้นนี้เอาไว้คนเดียว ทำให้จงเจินอิจฉามาก

หลายวันให้หลัง ตอนบ่ายฉงหรงออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตในชุมชน หิ้วถุงใหญ่สองใบยืนอยู่ที่ปากประตู ขณะกำลังจะเอื้อมมือออกไปเปิดม่านประตูหนาหนักนั้นเอง วินาทีถัดมาม่านก็ถูกคนเปิดออกจากด้านนอก ผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังม่าน หน้าตาสะอาดสะอ้าน ดวงตาเรียวยาวดำขลับ ดูมีเสน่ห์มาก มือข้างหนึ่งของเขาถือโทรศัพท์มือถือกำลังคุยกับปลายสาย มืออีกข้างแหวกผ้าม่าน พอเห็นฉงหรงตะลึงจ้องหน้าเขาจึงส่งสัญญาณให้เธอเดินไปก่อน เขาจับผ้าม่านค้างไว้แล้วขยับตัวออกด้านข้างพลางพูดเบาๆ กับโทรศัพท์

ฉงหรงพยักหน้าขอบคุณ เธอเดินออกมาแล้วก็หันกลับไปมองอีก แต่ได้เห็นเพียงมือที่กำลังชักกลับไป มือคู่นั้นเรียวยาวมีพลัง ข้อนิ้วชัดเจน ดูเรียบเนียนแบบที่ผู้ชายน้อยคนจะมี น่าจะเป็นคนทำงานด้านศิลปะ

ลูกค้าของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้พักอาศัยในชุมชนคอนโดมิเนียม เธออยู่ที่นี่มาตั้งนาน ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยเจอผู้ชายเริดๆ เบอร์นี้เลยน้อ

 

ผ่านไปอีกหลายวัน ตอนเช้าฉงหรงตื่นสาย วันนี้เธอต้องขึ้นว่าความ ผู้พิพากษาท่านนี้เกลียดคนมาสายมาก

หลังจัดแจงตัวเองอย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็รีบออกจากบ้าน เพิ่งเปิดประตูเดินออกมาก็เห็นประตูลิฟต์กำลังปิดช้าๆ เธอจึงรีบวิ่งไปที่ลิฟต์ทันที

คนในลิฟต์คงจะได้ยินเสียงข้างนอกถึงได้รีบยื่นมือข้างหนึ่งมากันประตูลิฟต์ซึ่งกำลังจะปิดเข้าหากันช้าๆ ฉงหรงเดินเข้าลิฟต์แล้วจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ยังไม่ทันได้พูดขอบคุณก็ตาค้าง ในลิฟต์นอกจากผู้ชายหนึ่งคนแล้ว ยังมีก้อนขนฟูฟ่องสีขาวหมอบอยู่ด้วย

ฉงหรงกลัวหมาเป็นที่สุด ตอนแรกคิดจะออกไปรอลิฟต์ใหม่ แต่ก็กังวลว่าคนหนึ่งคนกับหมาหนึ่งตัวข้างๆ เธอจะรู้สึกไม่ดี ถึงแม้จะไม่รู้ว่าซามอยด์ตัวที่กำลังแลบลิ้นจ้องหน้าเธอจะรู้สึกไม่ดีหรือไม่ก็ตาม มิหนำซ้ำตอนนี้ยังไม่มีเวลาแล้ว เธอจึงได้แต่แข็งใจยืนตัวตรง เบียดตัวชิดผนังลิฟต์ จ้องสัตว์เลี้ยงสีขาวอย่างระวังตัว

เวินเซ่าชิงมองเธอ ก้มตัวลงลูบขนคอซามอยด์แล้วตบหัวมันเบาๆ “เดินลงบันไดไปนะ เดี๋ยวจะรอข้างล่าง”

ฉงหรงยิ้มมุมปาก เสียงก็น่าฟังมาก

ก้อนขนฟูฟ่องสีขาวรีบวิ่งออกจากลิฟต์ เหลือเพียงเงาร่างขาวๆ ก่อนประตูลิฟต์จะปิด ฉงหรงเห็นมันวิ่งไปที่ทางหนีไฟ

ถึงเวลานี้ฉงหรงจึงหันหน้าไปมองเจ้าของก้อนขนฟูฟ่องสีขาว กำลังคิดจะชมเขาว่าสอนหมามาดี แต่พลันต้องตกตะลึงอีกครั้ง ผู้ชายคนนี้คือคนทำงานด้านศิลปะที่ครั้งก่อนเจอที่ประตูซูเปอร์มาร์เก็ตนี่นา บังเอิญขนาดนี้เชียว เขาก็พักอยู่ในตึกหลังนี้หรือ

ฉงหรงถอนสายตากลับ กะพริบตาถี่ๆ ผู้ชายคนนี้พิเศษจริงๆ

วันนี้ทุกอย่างราบรื่นมาก ฉงหรงไม่ได้ไปสาย ถึงก่อนเวลาหลายนาทีด้วยซ้ำ แต่ทนายฝ่ายตรงข้ามมาสาย วันนี้ทั้งวันเธอจึงอมยิ้มดูผู้พิพากษาเล่นงานทนายฝ่ายตรงข้ามซึ่งหน้าดำคร่ำเครียด คำด่าไม่มีซ้ำอีกต่างหาก

เมื่อศาลเลิกแล้ว ฉงหรงยืนรอที่ประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเคียงไหล่กับผู้พิพากษาคนเมื่อครู่ออกไป “อาจารย์อา ทนายคนนั้นเค้าแค่มาสายห้านาทีเท่านั้น ต้องเล่นงานให้ถึงตายเลยหรือ”

“มาสายหนึ่งวินาทีก็ไม่ได้! ยังมีอีกนะ เห็นเอกสารที่เขาส่งขึ้นมาไหม พิมพ์เอียงซะขนาดนั้น! เขาไม่รู้ว่าผมเป็นโอซีดี ขั้นรุนแรงหรือไง อ่านแล้วพะอืดพะอม!”

ฉงหรงกุมหน้าผาก “ทีแรกว่าจะกินข้าวเที่ยงด้วย แต่ว่าเห็นอาการป่วยของคุณหนักกว่าเดิม คาดว่าการพูดจาท่าทางของหนูก็จะทำให้คุณพะอืดพะอม พวกเราต่างคนต่างกินดีกว่านะ!”

ท่านผู้พิพากษาพยักหน้า “ก็ดี ตอนเที่ยงมีนัดพอดี”

ฉงหรงยิ้มบอกลาอีกฝ่าย “เจอกันวันเปิดศาลครั้งหน้าก็แล้วกันค่ะ”

 

ผ่านไปอีกหลายวัน ช่วงหัวค่ำฉงหรงเลิกงานเพิ่งกลับถึงบ้าน ขณะยืนรอลิฟต์อยู่ชั้นล่างเธอก็เจอผู้ชายคนนั้นเป็นครั้งที่สาม

ลิฟต์ขึ้นๆ หยุดๆ ประตูลิฟต์เปิดๆ ปิดๆ คนเข้าๆ ออกๆ ฉงหรงจ้องตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดาอยู่ในใจว่าผู้ชายคนนั้นพักอยู่ชั้นไหนกันแน่ แต่แล้วก็รู้สึกทันทีว่าตัวเองไร้สาระ

เมื่อเธอได้สติอีกครั้ง ในลิฟต์ก็เหลือเพียงเธอกับผู้ชายคนดังกล่าว ขณะที่ตัวเลขชั้นที่ยังติดสว่างอยู่ก็คือชั้นห้องของเธอเพียงดวงเดียว ชุมชนคอนโดมิเนียมแห่งนี้แต่ละชั้นเหมือนกันทั้งหมดคือมีเพียงสองห้อง หรือว่า

ประตูลิฟต์เปิดอีกครั้ง ฉงหรงเดินออกไปก่อน เธอหยิบลูกกุญแจออกมาเปิดประตูพร้อมกับสังเกตผู้ชายที่ด้านหลังไปด้วย เขาเดินไปยังประตูฝั่งตรงข้ามจริงๆ ฉงหรงเปิดประตูแล้วจึงหันกลับไปมองอีกแวบก่อนจะปิดประตู ครั้งนี้เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเขา เธอแอบพยักหน้าเงียบๆ อยู่ในใจ ผู้ชายคนนี้รับสมญานามนุ่มนวลปานหยกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ถัดไปอีกหนึ่งวัน ตอนสามทุ่ม ฉงหรงอ่านเอกสารจนเวียนหัว จึงสวมเสื้อคลุมออกจากบ้านไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อขนม

ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตถึงมีคนเยอะเป็นพิเศษ ตอนที่ฉงหรงเข้าคิวรอจ่ายเงิน ในสมองยังมีภาพเอกสารเมื่อครู่ จนกระทั่งพนักงานเก็บเงินดูจำนวนเงินที่หน้าจอแล้วเตือนเธอว่า “สามสิบเก้าหยวนหนึ่งเหมา”

ฉงหรงล้วงธนบัตรใบละห้าสิบหยวนออกจากกระเป๋าส่งให้ พนักงานเก็บเงินถามตามที่ได้ฝึกมา “มีหนึ่งเหมาไหม”

ฉงหรงส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ”

ทันใดนั้นด้านหลังก็มีมือข้างหนึ่งยื่นเหรียญหนึ่งเหมาออกมาวางบนเคาน์เตอร์เก็บเงิน

ฉงหรงก้มหน้ามองมือข้างนั้นชั่วแวบหนึ่ง รู้สึกคุ้นตามาก หญิงสาวหันกลับไปมองเจ้าของมือ เอ๊ะ คุ้นตาจริงๆ

เธอพยักหน้าเล็กน้อยแสดงความขอบคุณ “ขอบคุณค่ะ”

คนที่ด้านหลังพูดอย่างเนิบนาบไม่ช้าไม่เร็ว “ไม่เป็นไร”

ฉงหรงหิ้วโยเกิร์ตหลายกล่องออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็เห็นซามอยด์ตัวนั้นหมอบอยู่ที่ประตูจริงๆ มันหมอบนิ่งอย่างว่านอนสอนง่ายรอเจ้าของ ขนของมันสีขาวราวหิมะ ทำหน้าคล้ายกำลังยิ้ม มีเด็กสองคนกำลังล้อมดูอยู่

เด็กสองคนที่หุ้มตัวจนเหมือนบ๊ะจ่างสองลูกหน้าตาอยากรู้อยากเห็น ยื่นมือออกไปลูบขนซามอยด์อย่างระมัดระวังแล้วดีใจหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เสียงหัวเราะดังไปไกลมาก

ฉงหรงยิ้มพลางเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน เป็นเด็กนี่ดีจริงๆ มีความสุขได้ง่ายๆ

หลังจากวันนั้นฉงหรงไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกหลายวัน ทุกครั้งที่เธอออกจากบ้านหรือกลับบ้านเห็นประตูฝั่งตรงข้ามปิดอยู่ก็จะคิดว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝันของเธอหรือเปล่า

ส่วนจงเจิน พักนี้เขาแวะมาหาเธอบ่อยๆ

เธอเลิกงานกลับถึงบ้าน พอเปิดประตูก็เห็นจงเจินนอนตีแปลงอยู่บนโซฟา กินขนมดูทีวี

ฉงหรงเดินไปเตะขาน้องชายข้างที่ยื่นขวางทาง นั่งลงแล้วจ้องหน้าเขาอยู่นานมาก “สงสัยจังว่าทำไมนายยังอยู่ที่นี่อีก ถูกไล่ออกแล้วหรือไง”

“ไม่มีทาง!” จงเจินชักขากลับ “พักนี้บอสผมไปประชุมต่างเมือง ผมเลยถือโอกาสอู้”

ฉงหรงทำงานมาทั้งวัน รู้สึกเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ เธอดูหน้าจอทีวีปล่อยสมองให้โล่ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงสังเกตเห็นว่าจงเจินเอาแต่จ้องหน้าเธอ “จ้องทำไม”

จงเจินถามอย่างระมัดระวัง “พี่ ทำไมพี่ยังไม่มีแฟน”

ฉงหรงขมวดคิ้ว “ถามไปทำไม”

จงเจินยิ้มแหยๆ “ก็ไม่มีอะไร เพราะป้าสะใภ้ชอบถามผมอยู่นั่นแหละ ผมเผลอบอกไปว่าพี่ชอบผู้หญิง”

ฉงหรงรีบนั่งตัวตรง ถามอย่างจริงจังว่า “คำพูดเต็มๆ ว่ายังไง พูดว่าตอนนี้ฉงหรงชอบผู้หญิงงั้นเรอะ ด้านหลังชื่อของฉันเขียนเลขประจําตัวประชาชนด้วยมั้ย แล้วนี่อัดเสียงไว้รึเปล่า”

“เอ่อ…” จงเจินดูออกว่าอาการโรคบ้างานของพี่สาวกำเริบอีกแล้ว รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก “คงไม่มี…ผมแค่พูดว่าพี่อาจจะชอบผู้หญิง”

ฉงหรงถอนใจอย่างโล่งใจ เอนพิงโซฟา “แบบนี้ก็ไม่เป็นไร เป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่มีเวลาที่ชัดเจนด้วย ความเข้าใจต่อคำว่า ‘ชอบ’ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นประโยคนี้ไม่มีผลผูกมัด แม่ฉันสอนกฎหมาย น่าจะเข้าใจ”

จงเจินจับตัวฉงหรงเขย่าอย่างแรง “พี่! ตื่นได้แล้ว! พี่เลิกงานแล้วนะ!”

ฉงหรงผลักน้องชาย “ถ้าคราวหน้ายังกล้าพูดเหลวไหลอีก ฉันมีวิธีทำให้นายตายโดยไม่ผิดกฎหมายหนึ่งร้อยวิธี!”

จงเจินกลัวมาก กอดหมอนอิงบิดไปบิดมาบนโซฟาแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ผมหิวแล้วอะพี่”

ฉงหรงเปิดแอพฯ สั่งอาหารแล้วโยนมือถือให้เขา “สั่งเอง!”

ระหว่างรออาหาร จงเจินไปนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตในห้องหนังสือ ส่วนฉงหรงหยิบโน้ตบุ๊กมานั่งทำงานต่อ

ผ่านไปไม่กี่นาทีจงเจินก็โผล่หน้ามามองเธออีก ก่อนจะชี้ไปที่ไอคอนบนหน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วถามว่า “พี่ยังเล่นเกมนี้อยู่อีกเหรอ”

ฉงหรงตอบโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมอง “ไม่ได้เล่นแล้ว”

เธอไม่ได้เล่นอีกแล้วจริงๆ เพียงเก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น

จงเจินไม่ว่าอะไรอยู่นาน ทำท่าเหมือนอยากจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูด เธอขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย “นายเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว จะพูดอะไรก็พูดออกมาเลยสิ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นั่นล่ะ”

คราวนี้จงเจินกลับกล้าถามตรงๆ “สาเหตุที่พี่ไม่ยอมมีแฟน เพราะเขาหรือเปล่า”

ฉงหรงรีบปฏิเสธทันที “ไม่ใช่!”

จงเจินเบะปากแล้วพึมพำ “ผมยังไม่ได้บอกว่าเขาเป็นใครเลย…”

ฉงหรงคว้าหมอนอิงข้างตัวขว้างใส่อีกฝ่าย “จงเจิน อยากตายเหรอ”

“ผมยังไม่อยากตาย…” ทันใดนั้นจงเจินก็นึกอะไรขึ้นได้ ทำท่ากระแซะเข้ามาหาพี่สาว “พี่ๆ ผมแนะนำให้พี่รู้จักกับบอสผมดีมั้ย ผมว่าพวกพี่สองคนเหมาะสมกันมากนะ”

ฉงหรงเลิกคิ้วอย่างเกียจคร้าน “หมอ?”

จงเจินพยักหน้ารัวๆ “ใช่ๆ!”

ฉงหรงเท้าคางทำท่าครุ่นคิดจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างเป็นงานเป็นการ “อืม เหมาะสมกันมาก เขาสามารถชำแหละศพฉันเงียบๆ หรือไม่ฉันก็ฟ้องหย่าชนิดให้เขาออกจากบ้านตัวเปล่า นายอยากเห็นจุดจบแบบนั้นเหรอ”

จงเจินพูดไม่ออก “พี่อย่ามองโลกในแง่ร้ายสุดขั้วขนาดนี้สิ บอสน่ะดีจริงๆ นะ! เขายังเลี้ยง…”

วินาทีต่อมาจงเจินก็ถูกฉงหรงเตะออกนอกประตู ทำเอาลุงที่มาส่งอาหารตกใจแทบตาย ก่อนจะทำหน้าเห็นใจพลางส่งอาหารในมือให้จงเจิน “อายุยังน้อย อนาคตวัยรุ่นยังอีกยาวไกล…”

จงเจินรีบอธิบาย “เธอเป็นพี่สาวของผม!”

คุณลุงโบกมือ “เจ้าหนุ่มไม่ต้องอาย ถูกเมียเตะออกจากบ้านไม่น่าอายหรอก ลุงเคยผ่านมาแล้ว ข้ออ้างแบบนี้ลุงก็เคยใช้มาก่อน”

จงเจินอึ้งไปทันที “…”

เขาใช้สายตาส่งคนส่งอาหารเข้าไปในลิฟต์แล้วจึงมาเคาะประตูต่อ “พี่ พี่เปิดประตูหน่อย! ผมเอาข้าวมาส่ง! พี่ไม่หิวเหรอ”

ด้านในไม่มีความเคลื่อนไหว จงเจินจึงนั่งกินข้าวหน้าประตูเสียเลย กินเสร็จก็ลุกขึ้นยืน เช็ดปากแล้วเริ่มสารภาพบาป “ผมผิดไปแล้วคร้าบ”

ฉงหรงได้ยินคำนี้กำลังคิดจะลุกไปเปิดประตูให้เขา ก็ได้ยินด้านนอกเพ้อเจ้อด้วยตรรกะวิบัติชุดใหม่

“ผู้หญิงเราต้องรักนวลสงวนตัวล่ะเนาะ ผมไม่น่าถาม ‘ดีมั้ย’ อะไรแบบนี้เลย ผมควรจะลากบอสมาหาพี่โดยตรง ยัดเขาเข้าไปในอ้อมกอดพี่ต่างหาก! อื้ม! เอาแบบนี้ก็แล้วกันนะ! กินอิ่มละ ผมไปก่อนนะ เหลือให้พี่ครึ่งหนึ่ง แขวนไว้หน้าประตู หายโมโหแล้วก็ออกมาเอาเอง”

วินาทีนั้นฉงหรงแน่ใจแล้วว่าไอ้หนูที่โตขึ้นมาพร้อมกับเธอตั้งแต่เล็ก ไอ้หนูที่ท่าทางเหมือนใสซื่อบริสุทธิ์รักความก้าวหน้าคนนี้ ช่วงที่ตัวเธอไปอยู่เมืองนอกหลายปี เขาโตมาด้วยระบบความคิดที่ผิดทางเสียแล้ว…

 

อากาศเย็นลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าหลายวันนี้ขมุกขมัวคล้ายกับสภาพจิตใจของฉงหรง เพราะว่าทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นทุกวัน เป็นใครก็ต้องรู้สึกแย่เหมือนกัน

วันที่ได้เจอหน้ากับผู้ชายคนนั้นอีกครั้งคือสุดสัปดาห์ หิมะเพิ่งตกหนักไป ฉงหรงกลับมาจากกินมื้อกลางวันกับเพื่อน เดินย่ำหิมะอยู่ในเขตชุมชน เพิ่งเข้าตัวอาคารก็เห็นผู้ชายคนนั้นสวมชุดสากลและรองเท้าหนังกำลังยืนรอลิฟต์ เขาพาดโค้ตแคชเมียร์ตัวใหญ่ไว้ที่แขน มีกระเป๋าเดินทางสีดำใบหนึ่งอยู่ข้างตัว ดูท่าทางเหมือนเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกล

ฉงหรงเป็นทนายความมานาน เห็นคนแต่งกายแบบทางการมามาก ถ้าไม่ใช่พวกทื่อๆ ก็คือพวกขายประกัน น้อยคนนักที่จะแต่งตัวถึงระดับสะท้อนสไตล์ของตัวเอง

เธอแอบเหลือบมองเขาหลายครั้ง ตัดเย็บด้วยมือ หรูหราแต่ไม่รุงรัง รสนิยมดีมาก ว่ากันว่าสีเทาเป็นตัวเลือกอันดับแรกในตู้เสื้อผ้าผู้ชาย เป็นตัวของตัวเอง มีเสน่ห์ตามแบบฉบับ

เธอเห็นมามากแล้วย่อมรู้ว่าจุดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของคนไม่ใช่เสื้อสูทตัวนอก แต่เป็นเสื้อเชิ้ต คอเสื้อเชิ้ตของผู้ชายที่ด้านหน้าเธอคนนี้ได้ขนาดพอดีระดับ ปลายแขนเสื้อโผล่มาครึ่งนิ้วอย่างพอเหมาะ สมบูรณ์แบบ

สายตาของฉงหรงลดต่ำลง กางเกงสแล็กส์ห่อหุ้มขาที่ยาว ปลายขากางเกงยาวถึงขอบรองเท้าพอดี

ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้น เขากำลังขยับคอเสื้อ นิ้วมือเรียวยาวและสะอาดงอเล็กน้อยเห็นข้อนิ้วชัดเจน มือข้างนั้นแกว่งไปมา แกว่งจนหัวใจฉงหรงพองโต รู้สึกเซ็กซี่จนต้องร้องขอชีวิต

มองต่อไปไม่ได้แล้ว ดูต่อไปไม่ได้แล้ว! สติสัมปชัญญะของฉงหรงกำลังเตือนตัวเองไม่หยุด แต่ดวงตากลับอาลัยอาวรณ์ไม่ยอมเลื่อนพ้นออกไป

หลายวินาทีให้หลังเธอรวบรวมพลังหันตัวกลับ ตัดสินใจออกไปย่ำหิมะสักครู่ให้สติแจ่มใสเสียก่อน

พอดีกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก หางตาเวินเซ่าชิงเหลือบมองคนด้านหลังที่เหมือนลมพัดม้วนออกไป เขายิ้มแล้วเดินเข้าไปในลิฟต์

เวินเซ่าชิงกลับถึงบ้านอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านอีกครั้ง ขณะเดินผ่านสวนดอกไม้ของชุมชนก็เห็นเพื่อนบ้านคนใหม่สวมชุดลำลองย่ำหิมะอย่างโมโหอยู่ข้างกลุ่มเด็กน้อยที่กำลังเล่นหิมะกันอย่างสนุกสนาน ท่าทางต่างกันมากกับผู้หญิงเก่งความมั่นใจสูงที่เจอเวลาเลิกงานเกือบทุกวัน

เขาดูอยู่ครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วเดินออกไป

หิมะตกสะสมอยู่บนถนน เพราะอุณหภูมิต่ำมากจึงจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เวินเซ่าชิงไม่ได้ขับรถ โดยสารรถไฟใต้ดินหลายต่อจนมาถึงย่านเฉิงหนาน

หลังออกจากรถไฟใต้ดิน เดินต่ออีกช่วงหนึ่งจึงมาถึงหน้าบ้านแบบเรือนสี่ประสาน ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปด้านในก็ได้กลิ่นหอมของตัวยาสมุนไพร ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บยิ่งส่งกลิ่นเด่นชัด เขายืนอยู่ที่ปากประตูดมกลิ่นหอมของตัวยาอยู่ครู่หนึ่งจึงเคาะประตู

เคาะสามครั้งแล้ว เวินเซ่าชิงก็ไม่เคาะอีก เขายืนรอนิ่งๆ ครู่หนึ่ง สักพักประตูก็เปิดออกจากด้านใน เขายิ้มแล้วร้องเรียกอีกฝ่าย “คุณย่า”

หญิงชราผมสีเงินทั้งศีรษะแต่สีหน้าสดใสดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงเรียกเขาเข้าไปในบ้าน “กลับมาแล้วหรือ เดาแล้วต้องเป็นแกแน่ๆ คนอื่นเคาะประตู ไม่มีใครมีความอดทนอย่างนี้หรอก ทนรอไม่ได้ แต่แกน่ะรู้ว่าย่าอายุมาก เดินช้า”

เวินเซ่าชิงปิดประตู โอบบ่าหญิงชราอย่างสนิทสนม ประคองเธอเดินเข้าไปด้านใน “อืม ผมมาถึงตอนเที่ยง เลยมาขอข้าวกิน แล้วก็มารับรั่ง…รับหมาด้วย”

คุณย่าเวินฟังแล้วก็หัวเราะ “อะไรกัน ทำอย่างกับพวกเราไม่รู้ว่ามันชื่อ ‘รั่งอี๋รั่ง’ (ขอทางหน่อย) พอปู่เรียกชื่ออาคนเล็กของแกก็เห็นมันวิ่งหางปั่นไปหาแล้ว แกนี่น้า ทำไมยังซุกซนเหมือนตอนเด็กๆ อีก”

“ฮ่าๆๆ แล้วปู่ล่ะครับ”

“ป้าไม่สบาย ญาติผู้พี่ของแกเลยแวะมาเอายา ปู่เองก็อยู่ในบ้านคุมอาคนเล็กของแกต้มยาอยู่”

เวินเซ่าชิงเลิกคิ้ว “เซียวจื่อยวนก็อยู่นี่เหรอ”

เวินรั่ง…อาคนเล็กของเวินเซ่าชิงเป็นลูกที่เกิดตอนแก่ของผู้เฒ่าเวิน อายุมากกว่าเวินเซ่าชิงไม่เท่าไหร่ แม้ว่าทั้งสองคนมีศักดิ์เป็นอาหลานกัน แต่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เล่นกันหัวหกก้นขวิด มีปู่คอยดูแลจนโต เวินเซ่าชิงไม่เคยเรียกเขาว่า ‘อา’ แม้แต่ครั้งเดียว หลายปีก่อนเวินรั่งอายุยังน้อยแต่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในวงการแพทย์แผนจีน ไม่รู้ว่าถูกอะไรกระทบกระเทือนจิตใจถึงหลบไปพักที่วัดแห่งหนึ่งบนภูเขา วันๆ เอาแต่กินแล้วก็นอนรอความตาย อาจเป็นเพราะว่ากินๆ นอนๆ นานไป ทางวัดเริ่มไม่พอใจ เขาจึงแขวนป้ายรับรักษาคนป่วยบนภูเขา ไม่สนใจว่ากิจการจะดีหรือไม่ดี วันๆ ว่างจัด ผู้อาวุโสสกุลเวินสั่งสอนวิชาแพทย์ให้เขาด้วยตัวเอง เวินรั่งจึงเชี่ยวชาญการแพทย์มาก เวลาผ่านไปนานเข้าชื่อเสียงเริ่มขจรขจาย มีคนป่วยมาหาเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนเดินทางข้ามอำเภอข้ามมณฑลมา เงินที่หาได้เขาถวายให้วัดทั้งหมด ถือว่าชดเชยค่าข้าว มีมากเกินก็ถือว่าเป็นเงินค่าธูปค่าน้ำมันตะเกียงไป

ขึ้นเขาคราวนี้อยู่นานหลายปี เวินเซ่าชิงใช้แผนขี้โกงหลอกให้อาลงจากดอยมาได้ จากนั้นก็ไม่สามารถหลบหนีไปอีก

พอเวินเซ่าชิงเดินเข้าไปในห้องก็หัวเราะ แม้ว่าเวินรั่งยังหนุ่ม แต่ในวงการแพทย์แผนจีนชื่อของเขาก็พอมีน้ำหนักอยู่ไม่น้อย ต้องมานั่งยองๆ อยู่หน้าเตา ใช้พัดคอยคุมไฟในเตา หน้าเปื้อนคราบขี้เถ้าดำๆ ยังมีปู่ที่ด่าจนตัวสั่นอยู่ข้างๆ อีก ทำให้เวินเซ่าชิงเห็นแล้วอารมณ์ดี

ผู้เฒ่าเวินชราแล้วแต่ยังแข็งแรง บารมียังเต็มเปี่ยม เวลาด่าคนก็เปี่ยมด้วยพลัง “หลายปีนี้ไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย! วิชาที่สอนไปก็ลืมหมด! แค่ต้มยายังต้มไม่เป็น! รู้นะว่าตอนนี้แกมีชื่อเสียงแล้ว งานแบบนี้ไม่ต้องทำเอง”

ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เซียวจื่อยวนญาติผู้พี่ของเวินเซ่าชิงกับสุยอี้ผู้เป็นภรรยาดูไปยิ้มไปตลอดเหตุการณ์

แม่ของเวินเซ่าชิงกับแม่ของเซียวจื่อยวนเป็นพี่สาวน้องสาวแท้ๆ ร่วมแม่เดียวกัน ทั้งสองคนโตมาด้วยกัน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันอีกจึงสนิทกันมาก

เวินเซ่าชิงเพิ่งเหยียบเท้าเข้าบ้านก็เจอก้อนสีขาวพุ่งเข้ามาหา เขาหัวเราะพลางลูบตัวมันอยู่นานมาก หนึ่งคนหนึ่งหมารวมตัวเป็นก้อนต่อหน้าผู้ชม

เวินรั่งได้ยินเสียงคนเคลื่อนไหวจึงเงยหน้ามอง แต่ยังไม่ทันเห็นอะไรก็ถูกตวาดเสียงดังจนต้องก้มหน้าลงอีก

“ดูไฟ! ดูไฟดีๆ!”

เวินเซ่าชิงมองอย่างอารมณ์ดี ดีใจกับตัวเองอีกครั้งที่ตอนนั้นเลือกเรียนแพทย์แผนปัจจุบัน รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาด

ในที่สุดยาหลายชุดก็ต้มเสร็จด้วยเลือดและน้ำตาของเวินรั่ง ตอนที่เซียวจื่อยวนรับยามาจากมือเวินรั่งก็ไม่ลืมแทงอีกหนึ่งแผล “พักนี้คงจะต้องมารบกวนอาเล็กบ่อยๆ ล่ะนะ”

เวินรั่งมองรอยยิ้มที่มุมปากเซียวจื่อยวน ยิ่งได้ยินคำว่า ‘อาเล็ก’ ก็ตาโตทันที ตัวสั่นด้วยความกลัว

ผู้เฒ่าเวินไม่เพียงไม่คำนึงถึงหน้าตาของดาวรุ่งวงการแพทย์แผนจีนผู้นี้ แต่ยังดุด่าเข้มงวดตลอดเวลา สุดท้ายยังสั่งการบ้านอีกด้วย “เดี๋ยวไปคัดเปิ่นเฉ่ากังมู่หนึ่งรอบ!”

เวินรั่งอยู่นอกบ้าน อยู่ต่อหน้าคนอื่นมีคนยกย่องนับถือ แต่ตอนนี้ทำหน้าคล้ายจะร้องไห้อ้อนวอนแบบไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ตัวเอง “พ่อ! ผมโตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังจะลงโทษคัดตำราอีก”

เวินเซ่าชิงกลั้นหัวเราะไม่ไหว เผลอขำก๊ากออกมา

เวินรั่งรุกกลับทันที “ยังกล้าหัวเราะอีก ถ้าไม่ใช่เพราะแกหลอกฉันกลับมา ฉันก็ไม่ต้องมาถูกด่าทุกวันหรอก!”

เวินเซ่าชิงอมยิ้ม ย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แบบนี้แสดงว่ายังคิดจะกลับขึ้นเขาอีกสินะ”

พอเวินเซ่าชิงพูดแบบนี้ เวินรั่งก็รู้แล้วว่าเสียเปรียบ ตอนนั้นตัวเองหนีออกจากบ้านเงียบๆ ผู้เฒ่าเวินโมโหจนล้มป่วย ไม่ต้องการฟังเรื่องนี้ที่สุด

เหมือนที่คิดไว้ไม่ผิด วินาทีต่อมาชายชราก็ขมวดคิ้ว “คัดสองรอบ! คัดไม่เสร็จห้ามออกจากบ้าน!”

เวินรั่งถลึงตาใส่เวินเซ่าชิง เวินเซ่าชิงยิ้มตาหยีจ้องตอบ

เวินเซ่าชิงพารั่งอี๋รั่งมาด้วยจึงนั่งรถไฟใต้ดินไม่ได้ หลังกินอาหารเย็นแล้วจึงติดรถเซียวจื่อยวนกลับไป หิมะตกถนนลื่น เซียวจื่อยวนจึงขับช้าๆ พวกเขาหาเรื่องสัพเพเหระมาคุยกัน

“คุณป้าเซียวไม่สบายอีกแล้วเหรอ”

“ก็แบบเดิมนั่นแหละ พักนี้อากาศเริ่มเย็น อาการก็มากหน่อย”

“เดี๋ยวไว้มีเวลาจะไปเยี่ยมนะ”

เซียวจื่อยวนนึกอะไรขึ้นได้ “หลายวันก่อนหลินเฉินติดต่อมา”

เวินเซ่าชิงรับคำอย่างใจลอย ตอนนั้นเขาเพิ่งกลับจีน หลินเฉินก็เดินทางไปอเมริกา ตั้งแต่นั้นก็เอาแต่หลบหน้า ค่อยๆ ติดต่อกันน้อยลง เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยา เซียวจื่อยวนก็ตามจี้ “เขาถามถึงเพื่อนหลายๆ คน แต่ไม่ได้ถามถึงนาย”

ตั้งแต่เล็กเวินเซ่าชิงก็ถูกญาติผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายตัวแสบคนนี้แกล้งบ่อยๆ นานวันเข้าเลยมีภูมิต้านทาน หันหน้าไปถามยิ้มๆ ว่า “ข้อหนึ่ง ผมไม่ใช่แม่เขา ข้อสอง ไม่ใช่คนในดวงใจเขา ไม่พูดถึงก็เป็นเรื่องปกติ”

ตอบแบบนี้เข้าทางเซียวจื่อยวนพอดี เขาจึงยิ้มแล้วรุกกลับ “รู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่ ‘คนในดวงใจ’ ของเขา การที่เขาเอาแต่พเนจรอยู่ข้างนอกไม่ยอมกลับมา สาเหตุก็มาจากนาย เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้สินะ”

“เฮอะ” เวินเซ่าชิงไม่ยิ้มแล้ว พึมพำเบาๆ “พูดเหมือนกับคนเราไปทรยศอะไรเขา เจ้าอารมณ์ซะจริง!” ท่าทางเวินเซ่าชิงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ก่อนจะตอกกลับความอยากรู้อยากเห็นของอีกฝ่าย “ถามจริงๆ นะ ผู้หญิงคนที่บอกว่าชอบหมอไม่ชอบทนายความ ตอนนี้ไปอยู่ไหนแล้ว”

เวินเซ่าชิงมองเซียวจื่อยวนซึ่งกำลังอิ่มเอมใจอารมณ์ดี ขมวดคิ้วหันไปตีหน้าเศร้ากับคุณนายเซียว “รุ่นน้องสุย ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้เขาไม่ถึงขั้นนี้…หรือว่าคนที่กำลังมีความรักทุกคนจะกลายเป็นพวกชอบเผือกเรื่องชาวบ้านขนาดนี้กันนะ”

สุยอี้เป็นรุ่นน้องของเวินเซ่าชิงตอนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งสองคนเรียนแพทย์ประจำบ้านเหมือนกัน ที่ผ่านมาเธอจึงเรียกเวินเซ่าชิงว่ารุ่นพี่มาตลอด

สุยอี้เม้มปากยิ้ม อ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนปกติ “ไม่ใช่เผือก เพียงแต่ว่าตอนนั้นทุกคนมองว่าพี่กับหลินเฉินน่าจะคู่กัน แต่คิดไม่ถึงว่า…ฉันรู้จักหลินเฉินมานานหลายปี ยังไม่เคยเห็นเขาหลบหน้าใครขนาดนี้ ก็เลยนึกสงสัย”

เวินเซ่าชิงรู้สึกว่าตัวแสบคู่นี้ร่วมมือกันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตน คนน้อยสู้คนมากย่อมไม่ใช่แผนที่ดี เขาจึงใช้แผนนิ่งเงียบ

 

ฉงหรงเข้าใจมาตลอดว่าวันนั้นจงเจินเจตนาพูดยั่วโมโหเธอ ใครจะรู้ว่าเขาอยากแนะนำจับคู่ให้จริงๆ จนถือเอาเรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญ

ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเวินเซ่าชิงออกตรวจคนไข้ตามห้องพักผู้ป่วยเสร็จแล้วก็เห็นจงเจินขยับเข้ามาหา ถามด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง “บอสมีแฟนหรือยังครับ”

เวินเซ่าชิงมองอีกฝ่าย “ไม่มี ทำไม”

จงเจินฟังแล้วดีใจสุดๆ “ถ้าอย่างนั้นผมจะแนะนำลูกพี่ลูกน้องของผมให้รู้จักก็แล้วกัน ผมมีพี่สาวโสดและสวยน่ารัก ที่สำคัญพี่ผมน่ะ…”

เวินเซ่าชิงเสียบปากกากลับเข้ากระเป๋าตรงอกเสื้อ มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เด็กน้อยจงเจิน ทางลัดกอบกู้ประเทศชาติไม่ได้หรอก ต่อให้ผมแต่งงานกับพี่สาวคุณ วันจันทร์หน้าบทความของคุณก็ต้องอยู่ในเมลบ็อกซ์ของผม”

พูดถึงบทความวิชาการ จงเจินก็ปวดหัว แต่ตอนนี้เรื่องที่เขาใส่ใจที่สุดไม่ใช่บทความ “ผมไม่ได้คิดแบบนั้น…ผมอยากช่วยหาแฟนให้จริงๆ”

“ไม่ต้องลำบากหรอก” เวินเซ่าชิงหยุดครู่หนึ่งแล้วหันหน้ามามองจงเจิน “ผมมีคนที่ชอบแล้ว”

“อ้าว” จงเจินมีสีหน้าผิดหวัง “ยังโสดไม่ใช่หรือครับ”

เวินเซ่าชิงยิ้ม “โสดแล้วจะมีคนที่ชอบไม่ได้หรือไง ทำไม หรือว่าพี่สาวคุณขายไม่ออก”

ปกติหน้าจงเจินแสดงอารมณ์ได้หลากหลายมาก ได้ฉายาว่าตัวอีโมจิเดินได้ พอได้ยินแบบนี้ก็ตาโต เริ่มอธิบายทันที “ทำไมจะขายไม่ออก! ทำไมจะขายไม่ออก! ผมน่ะนะกลัวว่าคุณตัวคนเดียวจะว้าเหว่ก็เลยแนะนำพี่สาวให้ต่างหาก ใช่แล้ว บอสรู้จักหมอผู้ชายโรงพยาบาลเราที่อายุไล่ๆ กับคุณและยังโสดอยู่อีกมั้ย อายุน้อยกว่าปีสองปีก็ได้”

“เรียนหมอลำบากมาก เลยอยากจะเปลี่ยนอาชีพเป็นพ่อสื่อสินะ” เวินเซ่าชิงจนใจ

“ไม่ใช่ครับ” จงเจินทำท่าเจนโลก ถอนหายใจ “ทำไมผู้หญิงดีๆ แบบพี่ผมจะหาผู้ชายไม่ได้ อาจารย์เวิน พี่สาวผมดีระดับพิเศษของพิเศษจริงๆ นะ ไม่ลองพิจารณาดูสักหน่อยหรือ”

หมอเวินปิดแฟ้มประวัติผู้ป่วย “งั้นเปลี่ยนใจละ”

จงเจินดีใจ ยังไม่ทันได้ยิ้มหน้าบานก็ได้ยินอีกฝ่ายบอกว่า “บทความรอถึงสุดสัปดาห์ไม่ได้แล้ว วันศุกร์ก่อนเลิกงานต้องมาอยู่ในเมลบ็อกซ์” พูดจบก็เดินออกจากห้องไปตรวจคนไข้

จงเจินหมดแรง ทรุดนั่งที่มุมห้อง กลายเป็นอีโมจิหน้าเงียบนิ่งไปทันที

 

หิมะตกต่อเนื่องหลายวัน น้ำบนผิวถนนจับตัวเป็นน้ำแข็ง อากาศไม่ดี สภาพถนนก็ไม่ดี รถติดสาหัส ฉงหรงจึงใช้รถไฟใต้ดินทั้งไปทำงานและเลิกงาน

ช่วงเลิกงานคนใช้บริการหนาแน่น แม้ว่าฉงหรงจะมีที่นั่ง แต่ก็นั่งแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบาย เมื่อทนไม่ไหวเธอก็เงยหน้ามองผู้ชายซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เขากำลังเอียงคอดูหน้าจอของรถไฟใต้ดิน

ฉงหรงอดบ่นในใจไม่ได้ นี่มันจะบังเอิญมากเกินไปแล้วนะ

รถไฟใต้ดินหนึ่งขบวนมาทุกสองนาที แต่ละขบวนมีสิบกว่าตู้ แต่ละตู้คนมากขนาดนั้น ต่อให้ตั้งใจนัดเจอกันก็ไม่แน่ว่าจะได้เจอ แต่นี่ก็ยังมาเจอกันจนได้

เรื่องบังเอิญขนาดนี้ยังเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ลางดีแน่นอน

ผ่านไปอีกหนึ่งสถานี คนทั้งสองลงจากรถ คนหนึ่งลงด้านหน้าคนหนึ่งลงด้านหลัง แล้วเดินออกจากสถานีกลับเขตที่พักอาศัย เพื่อไม่ให้รู้สึกแย่ฉงหรงซึ่งเดินอยู่ข้างหลังจึงเลี้ยวเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตในชุมชน เดินวนหลายรอบแล้วค่อยกลับบ้าน

 

เมื่อคืนก่อนทำงานล่วงเวลาดึกมาก เช้านี้ฉงหรงตื่นไม่ไหว คิดอยู่ครู่หนึ่งดูเหมือนไม่มีเรื่องสำคัญอะไรก็เลยหลับต่ออย่างสบายใจถึงสิบโมง แล้วเดินเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ออกจากบ้าน

เธอยังตื่นไม่เต็มตา ตอนที่ประตูลิฟต์ปิดจึงสะดุ้ง เพิ่งรู้สึกว่าในลิฟต์มีคนอีกหนึ่งคน ไม่ใช่แค่มีคน ยังมี…

ดูเหมือนหมาตัวนั้นจำเธอได้ มันแลบลิ้นพลางขยับเข้าใกล้ ฉงหรงแข็งทื่อไปทั้งตัว ก้อนขนสีขาวบีบจนเธอถอยไปชิดมุมลิฟต์ เบียดตัวชิดผนังลิฟต์มองหมาใหญ่อย่างระวังเต็มที่ แต่วันนี้ท่าทีเจ้าของหมาเปลี่ยนไป ไม่เป็นฝ่ายออกปากบอกให้หมาใหญ่ไปใช้ทางหนีไฟ แต่กลับทำเป็นมองไม่เห็นเหตุการณ์ เธออดทนอยู่นานมาก สุดท้ายก็ยอมแพ้ “เวินเซ่าชิง เรียกมันถอยไป! ฉันกลัวหมา!”

เวินเซ่าชิงมองเธอนิ่งๆ อยู่นานมาก เขาเลิกคิ้ว ยิ้มแล้วพูดเนิบนาบว่า “ไม่แกล้งทำเป็นไม่รู้จักกันต่อแล้วเหรอ”

ฉงหรงเม้มปาก ถลึงตาแบบเคืองๆ ใส่เขา

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ถามต่อด้วยน้ำเสียงสงสัย “มีเรื่องหนึ่งอยากถามมานานละ”

ตอนนี้ฉงหรงหดตัวอยู่ในมุม ไม่มีโอกาสต่อต้านแม้แต่น้อยนิด “ถามมาสิ!”

“ได้ยินว่า…” เวินเซ่าชิงหยุดครู่หนึ่ง จ้องหน้าฉงหรงอยู่นาน ท่าทางอยากได้คำตอบมาก ก่อนจะทิ้งระเบิดว่า “คุณบอกกับคนอื่นว่าคุณชอบผม?”

ฉงหรงหน้าร้อนผ่าว พองขนป้องกันตัวทันที “เปล่า!”

ตั้งแต่ได้เจอกันอีกครั้งที่ประตูซูเปอร์มาร์เก็ตในชุมชน ฉงหรงก็แกล้งทำเป็นไม่รู้จักเวินเซ่าชิงมาตลอดเพราะกลัวเขาจะถามเรื่องนี้ สุดท้ายเหมือนที่คิดไว้ไม่ผิด เขาถามเรื่องนี้จริงๆ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเจอหน้ากันอีกครั้งเขาก็เล่นใหญ่ขนาดนี้

เวินเซ่าชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “อ้อ ในเมื่อเป็นแบบนี้…” เขาพูดพลางปลดโซ่ที่คอหมาใหญ่ เจ้าหมาดีใจมากพุ่งเข้าหาฉงหรงทันที

ฉงหรงพยายามข่มใจไม่กรีดร้อง ยอมแพ้แล้ว “ใช่ๆ! รีบเอามันออกไป!”

เวินเซ่าชิงบรรลุเป้าหมาย พูดเสียงเบาๆ “รั่งอี๋รั่ง…รั่งอี๋รั่ง”

ฉงหรงตัวติดผนังลิฟต์แล้ว เธอตวาดเขา “ฉันจะหลบไปไหนได้อีกล่ะ!”

เวินเซ่าชิงเงยหน้ามอง พอใจมากที่เห็นท่าทางแตกตื่นของหญิงสาว เขาเรียกเจ้าก้อนขนมาข้างตัวแล้วก้มลงลูบหัวมันพลางอธิบาย “ไม่ได้หมายถึงคุณ ผมเรียกหมา ขอแนะนำอย่างเป็นทางการ มันชื่อรั่งอี๋รั่ง ชื่อเล่นกุ่น (กลิ้ง)”

“…” ในใจฉงหรงค้อนเขาไปวงหนึ่ง คนปกติใครเขาตั้งชื่อประหลาดๆ แบบนี้ให้สัตว์เลี้ยงของตัวเองกัน แต่หมาใหญ่ตัวนั้นได้ยินชื่อนี้ก็ทำท่าระริกระรี้เป็นพิเศษ เอาหัวถูเวินเซ่าชิง

เวินเซ่าชิงยังไม่คิดจะปล่อยเธอไปแค่นี้ “จับมือกันหน่อย ทำความรู้จักกัน”

ฉงหรงมองอย่างพิจารณาอีกครั้ง…ซามอยด์ คล่องแคล่ว ฉลาด ว่านอนสอนง่าย มุมปากชูขึ้นคล้ายยิ้มมาแต่กำเนิด ดูแล้วน่ารักเป็นมิตร มีคำจำกัดความว่า ‘ใบหน้ายิ้มแบบนางฟ้า หัวใจซุกซนแบบปีศาจ’ เธออดเหลือบมองเวินเซ่าชิงไม่ได้ ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า…สัตว์เลี้ยงเหมือนเจ้าของ

ยิ้มแบบนางฟ้ายิ้มแล้วก็ยื่นขาหน้าออกมารอจริงๆ ฉงหรงจ้องหน้ายิ้มของมันอยู่นาน แม้จะรู้ว่ามันหน้ายิ้มมาแต่กำเนิด แต่ก็ยังอดใจไม่ได้ ในที่สุดก็เอาชนะความกลัวจากส่วนลึกในหัวใจ ยื่นมือออกไปช้าๆ จับขาหน้าของรั่งอี๋รั่งเบาๆ แล้วถอยหนีแบบสายฟ้าแลบ

 

หลายนาทีต่อมาสองคนหนึ่งหมาก็มานั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวในสวนประจำชุมชน

ชายหนุ่มค้อมเอวเล็กน้อยลูบขนรั่งอี๋รั่ง หมาใหญ่แลบลิ้นทำหน้าเคลิ้ม อยู่ดีๆ ก็หันหน้ามองมาทางฉงหรง

ฉงหรงแข็งทื่อทั้งตัวทันที รีบขยับนั่งห่างออกจากมัน

เวินเซ่าชิงรู้สึกตลกดี “กลัวหมาขนาดนั้นเลยเหรอ”

ฉงหรงกลัวสัตว์ขนยาวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงพยักหน้ายอมรับ

เวินเซ่าชิงจ้องหน้าเธออยู่หลายวินาที ไม่รู้ว่ามองทะลุความคิดในใจเธอหรืออย่างไร ก่อนจะถามเหมือนไม่ได้ตั้งใจ “ไม่เจอหลายปี ผมยาวแล้ว”

ฉงหรงหันหน้ามามองเวินเซ่าชิง เขาหมายความว่าตัวฉันเองก็จัดเป็นสัตว์ขนยาวด้วยหรือเปล่านะ

เวินเซ่าชิงถูกเธอจ้องจนงง จึงเลิกคิ้วถาม ฉงหรงรู้สึกว่าตนคงจะคิดมากเกินไป แอบบอกตัวเองให้รีแลกซ์หน่อย พอผ่อนคลายแล้วก็รู้สึกว่าคำพูดง่ายๆ ไม่กี่คำทำให้พวกเขาเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน เธอรู้สึกอบอุ่นใจ การพูดก็ช้าลง

“แม่ไม่ยอมให้ฉันตัดผมสั้น ตอนต้นเทอมทุกเทอม ออกจากบ้านมาถึงมหาวิทยาลัยก็จะไปตัดสั้น พอปิดเทอมผมก็กลับมายาวเหมือนเดิม ตอนกลับบ้านก็ไม่มีใครรู้ หนนั้นที่เจอกันเพิ่งเปิดเทอมไม่นานเท่าไหร่ ก็เลยเห็นผมสั้น” พูดจบเธอก็กวาดตามองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว “คุณขาวขึ้นมาก”

เวินเซ่าชิงยิ้มให้ตัวเอง “อยู่ในโรงพยาบาลทั้งวัน ไม่อยากจะขาวก็ไม่ได้แล้ว”

ฉงหรงฟังแล้วก็หัวเราะ ดวงตาสุกใสเปล่งประกายสดใส เวินเซ่าชิงมองหน้าเธอไม่พูดอะไรอีก

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ตอนที่ไม่ได้เจอหน้ามักรู้สึกใจว้าวุ่น พอได้พบกันแล้วบรรยากาศดี สองคนก็เข้ากันได้ดี แต่กลับทำให้ฉงหรงรู้สึกว่านี่กลับไม่ใช่เรื่องดีอะไร

ครู่ใหญ่เวินเซ่าชิงก็เอ่ยปากทำลายความเงียบ

“คุณทนายฉง ผมมีปัญหาด้านกฎหมายอยากปรึกษา”

ฉงหรงพูดล้อเล่น “ค่าปรึกษาของฉันค่อนข้างแพงนะ”

เวินเซ่าชิงหัวเราะ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หลบหนีเนื่องจากกลัวความผิด ควรจะมีความผิดเพิ่มหรือไม่”

ฉงหรงใจหายวาบ ครุ่นคิดเลือกคำที่จะใช้อยู่ครู่ใหญ่จึงตอบว่า “หลบหนีเนื่องจากกลัวความผิด หมายถึงหลังจากผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดแล้วหลบหนีเพราะกลัวถูกลงโทษหรือจะต้องรับโทษตามความผิดทางอาญา หลบหนีการรับโทษตามกฎหมาย ตามที่ระบุในกฎหมายอาญากับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปัจจุบันนี้ของบ้านเรา หลบหนีเนื่องจากกลัวความผิดจะไม่ถูกเพิ่มระยะเวลาการลงโทษ เพราะว่าหลังจากผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดแล้วหลบหนีเพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษตามกฎหมาย การหลบหนีเป็นเรื่องธรรมดาของคน ด้วยเหตุนี้ไม่สามารถเอาการหลบหนีเนื่องจากกลัวความผิดมาเป็นเงื่อนไขเพิ่มโทษความผิดทางอาญา หลบหนีเนื่องจากกลัวความผิดไม่ใช่ข้อพิจารณาในการกำหนดโทษ แต่ไม่รวมถึงการกระทำความผิดต่อเนื่องในระหว่างหลบหนี โดยทั่วไปไม่ถือเอามาเป็นข้อพิจารณาในการกำหนดโทษหรือเพิ่มโทษ แต่การมอบตัวหลังจากหลบหนี ตามกฎหมายยังสามารถลงโทษสถานเบาหรือลดโทษ ถ้าเป็นการกระทำความผิดสถานเบาอาจจะงดเว้นการลงโทษก็ได้”

เวินเซ่าชิงฟังเธอร่ายยาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังแต่สายตาล่อกแล่กจบแล้วก็จับข้อความระหว่างบรรทัดได้ว่า “เป็นเรื่องธรรมดาของคน เข้ามอบตัวด้วยตนเอง”

ฉงหรงเตือนสติเขา “เมื่อกี้…ในลิฟต์…”

พฤติกรรมตอนอยู่ในลิฟต์เมื่อครู่นี้จะเรียกว่า ‘เข้ามอบตัว’ ก็ยังไม่ค่อยตรงทีเดียวนัก แต่พอจะเรียกได้ว่า ‘ให้ความร่วมมือดีมาก’ กระมัง

ดูเหมือนเวินเซ่าชิงไม่คิดจะเล่นงานเธอด้วยเรื่องนี้ต่อไปอีก เขาอมยิ้มพลางมองเธอแล้วเอ่ยอย่างมีเลศนัย “เหมือนที่คิดไว้ไม่ผิด เวลามืออาชีพทำเรื่องเกี่ยวกับอาชีพของตัวเองจะค่อนข้างเชี่ยวชาญ”

ฉงหรงมองรอยยิ้มของเขาแล้วรู้สึกหนาวใจ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องวุ่นวายในอดีตตอนนั้นจบอย่างไร ที่เวินเซ่าชิงบอกว่า ‘ได้ยินว่า’ จริงๆ แล้วได้ยินมาจากใคร เขากับหลินเฉินผิดใจกันเพราะเธอหรือไม่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ทำไมเขาไม่มาคิดบัญชีกับเธอ เรื่องในใจที่เก็บซ่อนมาหลายปีในที่สุดก็มีคำพิพากษาออกมาแล้ว เธอไม่รู้สึกหวาดกลัวไม่สบายใจ ตรงกันข้ามเมื่อถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว กลับรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก

แต่ว่าเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาทีฉงหรงพลันเริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาอีกข้อหนึ่ง “บ้านของคุณตอนนี้…อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านฉัน เช่าหรือว่าซื้อ”

เวินเซ่าชิงไม่ตอบแต่กลับย้อนถามว่า “บ้านคุณเช่าหรือว่าซื้อล่ะ”

“ซื้อสิ”

เวินเซ่าชิงอมยิ้ม “บังเอิญขนาดนี้เชียว ผมก็ซื้อ”

ฉงหรงร้องโหยหวนอยู่ในใจ ความหวังสุดท้ายดับสูญไปในรอยยิ้มของชายหนุ่ม

ถ้าเวินเซ่าชิงเช่า เธอยังพอจะหวังลมๆ แล้งๆ ให้เขาย้ายออกไปได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าวันนี้ไม่เจอพรุ่งนี้ก็เจอ เธอจะต้องเก้อเขินไปถึงเมื่อไหร่กันนะ

แม้จะอยู่กลางแจ้งแต่อุณหภูมิก็ยังค่อนข้างต่ำ ถึงจะใกล้เที่ยงวันแล้ว นั่งนานๆ ก็รู้สึกหนาว ฉงหรงดึงผ้าพันคอให้แน่นกระชับ หน้าตาไร้ความรู้สึก แต่ในใจกำลังคิดว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น

เมื่อมีทางออกฉงหรงก็นั่งไม่ติดแล้ว เธอยกข้อมือดูเวลาแล้วมองคนข้างๆ “เดี๋ยวนะ วันนี้วันทำงาน ทำไมคุณไม่ไปทำงาน”

“รั่งอี๋รั่งไม่สบายนิดหน่อย จะพามันไปหาหมอ ลาหยุดหนึ่งวัน”

ฉงหรงทำหน้าสงสัย “ตัวคุณเองก็เป็นหมอนะ”

เวินเซ่าชิงอึ้งไป ได้แต่มองหน้าเธอ “ผมไม่ใช่สัตวแพทย์”

“ก็คล้ายๆ กันไม่ใช่หรือ”

“แต่ละสาขามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่คล้ายกันเลย” เวินเซ่าชิงเห็นเธอนั่งไม่ค่อยสบายเพราะความหนาว “ตอนเที่ยงกินข้าวด้วยกันไหม”

ฉงหรงส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า ตอนบ่ายยังต้องเจอลูกความ” พูดแล้วก็ลุกขึ้นยืน ในที่สุดก็บอกลาได้สำเร็จ สบายใจเสียที สีหน้าก็พลอยผ่อนคลายไปด้วย

เวินเซ่าชิงยังคงนั่งนิ่ง ส่งเสียงเรียกเธอเอาไว้ “ฉงหรง”

หญิงสาวชะงักเท้า “หืม?”

เวินเซ่าชิงเอ่ยปากเหมือนไม่ได้ตั้งใจถาม “คุณยังติดต่อกับหลินเฉินอยู่หรือเปล่า”

ในใจฉงหรงเริ่มมีลางไม่ดี “เปล่า ไม่ได้ติดต่อกันนานมากแล้ว”

ชายหนุ่มมองเธอแล้วยิ้มจนหน้าบานแต่ก็เหมือนมีความนัยแฝงอยู่ “ผมก็เหมือนกัน”

เห็นๆ อยู่ว่ารอยยิ้มของเขาอ่อนโยนมาก แต่กลับทำให้ฉงหรงหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ แน่นอนว่าเธอไม่โง่ถึงขนาดถามว่าทำไม เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเธอ! ผู้ชายคนหนึ่งชอบเธอ แต่เธอกลับรักเพื่อนซี้ของเขา พล็อตละครน้ำเน่าแบบนี้ทำให้เพื่อนสนิทผิดใจกัน

ฉงหรงหมุนตัวออกเดิน กระชับคอเสื้ออีกครั้ง ต้องเป็นเพราะนั่งกลางแจ้งนานเกินไปถูกความเย็นซึมเข้ามาในตัวแน่ๆ!

เวินเซ่าชิงจ้องมองเงาร่างที่หนีไปด้วยใจหวาดหวั่น ยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีสุดขีด

ฉงหรงออกจากประตูของชุมชนแล้วก็โทรหาจงเจิน ถามตรงๆ ว่า “หลายวันก่อนนายบอกว่าเช่าห้องใกล้ๆ มหาวิทยาลัยอยู่ใช่มั้ย”

 

วันนี้จงเจินมีเรียน ห้องที่เช่าไว้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมาก ฉงหรงตั้งใจว่าตอนเที่ยงจะไปดูสักหน่อย

จงเจินยืนรอเธออยู่ที่ประตูทางเข้า พอฉงหรงเดินเข้ามาในเขตที่พักก็สังหรณ์ใจไม่ดี จนกระทั่งเขาเปิดประตูให้เธอเข้าไป ฉงหรงก็ถอนหายใจเบาจนแทบไม่ได้ยิน จงเจินพาเธอเดินดูรอบๆ ยิ้มหน้าแป้นแล้นถามว่า “ไม่เลวใช่มั้ย”

ฉงหรงมองเขา ก็นับว่าดีแต่ว่านี่มันจะบังเอิญมากเกินไปแล้วนะ! ห้องนี้ก็คือสถานที่ที่เธอเจอเวินเซ่าชิงครั้งแรก เป็นห้องที่หลินเฉินเช่า!

ฉงหรงถามหยั่งเชิงว่า “ห้องของนายนี่…เช่าจากใคร”

“ห้องบอสไงล่ะ เขาเป็นคนดีระดับดีพิเศษ! ห้องดีขนาดนี้ให้ผมเช่าถูกมากๆ!”

เป็นห้องของอาจารย์งั้นเหรอ อืม มีเหตุผล อาจารย์จำนวนไม่น้อยซื้อห้องไว้ใกล้ๆ มหาวิทยาลัย X จะปล่อยให้นักศึกษาเช่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนนั้นหลินเฉินก็คงเช่าจากอาจารย์คนไหนสักคนเหมือนกันสินะ

ฉงหรงค่อนข้างลำบากใจ แต่คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจเด็ดขาด เธอมองจงเจิน ตัดสินใจใช้คารมเกลี้ยกล่อม

“สภาพแวดล้อมไม่เลว แสงก็ดี แต่หน้าร้อนคงร้อนมาก ว่างๆ ติดแอร์สักตัวนะ”

จงเจินรีบไปที่มุมห้อง ยืนตัวตรง

ฉงหรงประหลาดใจ “นายจะทำอะไร”

จงเจินตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมพยายามทำตัวเป็นแอร์ไงล่ะ”

ฉงหรงถอนหายใจ “ไอ้น้อง มุกนายหนาว* จริงๆ…นายคงไม่ต้องใช้แอร์แล้วล่ะ เพราะนายมีระบบทำความเย็นด้วยตัวเองแล้ว” ทันใดนั้นเธอนึกอะไรขึ้นได้ “น้องพี่ งั้นพี่จะติดแอร์ให้เองก็แล้วกัน”

จงเจินพยักหน้า เดินออกมาเปิดพื้นที่มุมห้องให้ “งั้นพี่มายืนทำตัวเป็นแอร์ตรงนี้ก็แล้วกัน”

ฉงหรงพูดไม่ออก เดินเข้าไปเขย่าหัวจงเจินอย่างแรงจนสาแก่ใจ “ฉันหมายถึงแอร์ที่เป็นแอร์จริงๆ!”

จงเจินมองพี่สาวที่วันนี้ใจดีเป็นพิเศษ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ “แล้ว…?”

รอยยิ้มของฉงหรงชัดเจนขึ้นกว่าเดิมอีกระดับ “แล้วฉันก็จะมาพักอยู่ที่นี่สักช่วงหนึ่ง ดีมั้ย”

“งั้นผมจะอยู่ที่ไหน”

“นายไปอยู่บ้านฉันก่อนก็ได้”

“บ้านพี่ค่อนข้างไกลจากคณะกับโรงพยาบาล”

“รถฉัน ยกให้นายขับก็ได้”

“ยังเป็นนักศึกษา ไม่เหมาะจะขับรถ”

ฉงหรงใช้ความอดทนจนหมดแล้ว หุบยิ้ม “งั้นนายก็นอนห้องหนังสือ ตกลงตามนี้!”

“ทำไมอะเจ๊!”

“ไม่ทำไม ตอนบ่ายฉันยังมีงาน ค่ำๆ จะขนของมา เอากุญแจให้ฉันชุดนึงด้วย” พูดจบก็คว้าลูกกุญแจแล้วเดินออกไป จงเจินยืนงงอยู่กับที่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ฉงหรงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ย้อนกลับมา เขย่งเท้านวดหัวจงเจิน “ไม่ต้องห่วงนะ ช่วงที่อยู่นี่ ฉันจะออกค่าเช่าให้”

จงเจินหายงงอย่างรวดเร็ว ดิ้นหัวฟูหนีจากมือปีศาจ ฉงหรงมองหัวรังไก่ของเขา หัวเราะแล้วก็เดินออกไป

 

ฉงหรงปฏิบัติการเร็วมาก ตอนกลางคืนจงเจินกลับมาก็เห็นสมบัติของเธอกองอยู่เต็มห้อง ดูท่าจะอยู่ยาว เขาเพิ่งย้ายเข้ามายังไม่ทันได้ทำความสะอาด ตอนนี้ทั้งบ้านถูกเก็บกวาดจนสะอาด แต่ว่าที่นอนผ้าห่มของเขาถูกย้ายออกจากห้องนอนไปอยู่ห้องหนังสือแล้ว

จงเจินมองฉงหรงที่กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ มองอยู่นานก็ไม่เห็นความผิดปกติ “พี่ บ้านพี่มีอะไร ท่อน้ำแตกหรือไง”

ฉงหรงไม่แม้แต่จะเงยหน้า “เปล่า”

จงเจินขมวดคิ้ว คิดไปคิดมา “แล้วทำไมพี่ต้องย้ายมาอยู่บ้านผมอะ รีบร้อนขนาดนี้เชียว”

ฉงหรงพูดเหลวไหลด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันกลัวนายทำตัวเหลวแหลกพาผู้หญิงมาอยู่ด้วย จะมาคุมนาย”

จงเจินเบะปาก “ผมยังไม่มีแฟน”

“ใช้บริการพิเศษก็ยิ่งไม่ได้” ฉงหรงปั้นหน้าจริงจังมองเขา “ละเมิดกฎหมายว่าด้วยบทลงโทษที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ เข้าข่ายฝ่าฝืน กรณีซื้อบริการผู้ค้าประเวณีมีโทษจำคุกสิบวันขึ้นไปแต่ไม่เกินสิบห้าวัน ปรับไม่เกินห้าพันหยวนอีกด้วย”

จงเจินถูกสองคำนั้นทำเอาตกใจแทบตาย เบิกตาโตพลางร้องแทรก “เฮ้ยพี่!”

ฉงหรงใช้ความอดทนหมดไปแล้ว เธอก้มหน้าทำงานต่อพร้อมกับมอบอีกสองคำให้จงเจิน “หุบปาก!”

ต่อให้จงเจินเด๋อด๋ายิ่งกว่านี้อีกร้อยเท่าก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เขาย่องเหมือนตีนแมวมาตรงหน้าฉงหรง เอ่ยถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นมาก “นี่ๆ พี่กำลังหลบหน้าใครอยู่”

ฉงหรงหัวเราะอย่างเลือดเย็น เอนพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเยือกเย็นมองหน้าเขา “คนอย่างฉันต้องหลบหน้าใครมิทราบ”

“ก็ใช่นะ…” จงเจินเกาหัว ก่อนจะเอ่ยแบบไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ “พี่เป็นคนมีเหตุผลระดับเข้าสายเลือด ก็ควรจะรู้ว่าหลบหน้าช่วงสั้นๆ พอได้ แต่หลบระยะยาวไม่ได้ใช่มั้ย”

ฉงหรงสะดุ้งอยู่ในใจ มองหน้าใสซื่อของจงเจินอีกครั้ง หลังแน่ใจว่าตัวเองคิดมากไปเองแล้วจึงปั้นหน้าขรึมไล่จงเจินไปอาบน้ำ

รอจนจงเจินออกไปจากห้องหนังสือ ฉงหรงจึงฟุบกับโต๊ะร้องโหยหวน

ใช่แล้ว! ฉันเป็นทนายความเชียวนะ! คนสายตรรกะ ใช้เหตุผลระดับเข้มข้นอย่างฉันทำไมต้องทำตัวแบบนกกระจอกเทศอีกแล้ว?!

ฉงหรงทำงานเสร็จก็บิดคอไปมาแล้วปิดคอมพิวเตอร์ ตั้งใจว่าจะไปเทน้ำที่ห้องครัว เพิ่งออกจากห้องหนังสือก็เห็นห้องครัวไฟสว่าง เงาร่างผู้ชายคนหนึ่งเลือนรางอยู่บนประตูกระจก

เธอยืนตะลึง ก่อนจะเดินเข้าไปช้าๆ พอเปิดประตูก็เห็นจงเจินกำลังยืนตั้งอกตั้งใจต้มบะหมี่อยู่ข้างใน

ฉงหรงตั้งหลักหลายวินาที รอจนหัวใจเต้นในอัตราปกติแล้วจึงขมวดคิ้วร้องตวาดใส่เขา “ออกมา!”

เนื่องจากการงานอาชีพ เวลาฉงหรงอยู่กับคนภายนอกจึงมีท่าทางเคร่งขรึมเรียบเฉย แต่เวลาอยู่กับน้องชายคนนี้ส่วนใหญ่เธอจะพูดคุยยิ้มแย้มหัวเราะ ดังนั้นเวลาที่เธอทำหน้าเคร่งขรึมเรียบเฉย จงเจินจะกลัวมาก

“ทำไมเหรอ ผมกำลังต้มบะหมี่อะพี่”

ฉงหรงหมุนตัวเดินถอยออกมา “อย่ายืนข้างใน มีอะไรออกมาคุยกันข้างนอก”

ฮวงจุ้ยห้องนี้ต้องมีปัญหาแน่นอน เธอต้องถูกมนตร์ดำแน่ๆ ถึงเข้าใจว่าเมื่อครู่คนที่ยืนอยู่ในห้องครัวคือเวินเซ่าชิง

จงเจินเห็นสีหน้าของเธอแย่มากจึงเดินหงอยๆ ออกมา ทำหน้าน่าสงสาร “ผมหิวอะเจ๊…”

ความรู้สึกอึดอัดในใจฉงหรงสลายไปอย่างรวดเร็ว เธอก็รู้ว่าตัวเองทำเกินไป จึงดื่มน้ำหนึ่งอึกเพื่อปรับอารมณ์ “ไม่มีอะไรแล้ว นายไปต้มบะหมี่เถอะ กินเสร็จแล้วก็รีบไปพักผ่อน” พูดจบก็เดินออกไปตรงระเบียงรับลม ยืนจนเมื่อยก็พิงเข้ากับราวลูกกรง

จงเจินยืนรออยู่ครู่ใหญ่มากกว่าจะกล้าตามออกมาที่ระเบียงแล้วถามอย่างระมัดระวัง “พี่เป็นอะไรไป”

ฉงหรงรู้ว่าตัวเองผิดปกติ เธอมองแสงไฟจุดเล็กจุดน้อยที่ไกลออกไป ความในใจซึ่งซ่อนอยู่ในดวงตานั้นลึกไม่เห็นก้นบึ้ง ครู่ใหญ่จึงตอบเรียบๆ ว่า “ไม่มีอะไร”

จงเจินพิงราวอยู่ข้างๆ เธอ พูดเรื่อยเปื่อยไปอีก “ถ้าพี่มีเรื่องอะไรก็คุยกับผมได้ ผมเป็นผู้ชาย ช่วยพี่ได้”

ฉงหรงถูกคำว่า ‘ผู้ชาย’ ของเขาทำเอาหัวเราะ “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ต้องยุ่ง”

จงเจินไม่ยอมแพ้ “ผมไม่ใช่เด็กนะ! ผมยี่สิบกว่าแล้ว!”

ฉงหรงหัวเราะก๊าก “ถ้าอย่างนั้นขอถามผู้ชายอายุยี่สิบกว่าอย่างนายหน่อยนะ เดือนนี้ฉันไม่ต้องให้เงินพิเศษแล้วใช่มั้ย”

“ไม่นะ!” จงเจินรีบกอดแขนพี่สาวสารภาพผิด “เจ๊คร้าบ! ผมไม่ถามละ ผมไปนอนเดี๋ยวนี้เลย!” พูดจบก็เดินกลับเข้าไปข้างใน เดินไปพึมพำไป “ดูท่าต้องรีบช่วยหาแฟนให้พี่ละ ผู้หญิงนี่นะ โสดนานเกินไปก็จะไม่ค่อยปกติ…”

ทันใดนั้นฉงหรงก็ร้องเรียกเขา “จงเจิน”

จงเจินตกใจสะดุ้งโหยง “หือ?”

“เมื่อกี้ไม่ได้เจตนาตวาดนายนะ ฉันขอโทษด้วย พักนี้มีเรื่องเยอะ อารมณ์ไม่ค่อยดี อย่าคิดมากนะ”

ญาติผู้น้องคนนี้นิสัยดีมาก บางครั้งเธอใช้คำพูดรุนแรงกับเขา เขาก็ทำท่าน่าสงสารไม่กี่นาที เดี๋ยวเดียวก็เรียกเธออย่างสนิทสนมว่าพี่อีก

จงเจินได้ยินก็ปั้นสีหน้าจริงจังทันที เดินกลับมากล่าวว่า “พี่พูดมาตลอดว่าตอนนั้นพี่ใช้ผมเป็นหินถามทาง แอบช่วยแก้จดหมายแสดงความจำนงสำหรับสมัครเรียนปริญญาตรีให้ผม ผมรู้ว่าความจริงไม่ใช่แบบนั้น! พี่วางแผนนานมาก ยกโอกาสที่ดีที่สุดให้ผม ความสำเร็จเลียนแบบซ้ำไม่ได้ เรื่องแบบนี้จะประสบความสำเร็จง่ายมากในตอนที่คนอื่นไม่ทันระวังตัว มีครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปที่บ้านก็จะรู้ตัวป้องกันไว้ล่วงหน้า พี่จะหนีออกมาก็ยาก เพราะไม่มีผู้ปกครองคนไหนอยากเห็นลูกท้าทายขีดจำกัดของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก”

ฉงหรงมองเขาอย่างประหลาดใจ เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าจริงจังก็หัวเราะพลางยีหัวจนผมยุ่งกระเซิงจึงคลายมือปีศาจออก

ครั้งนี้จงเจินอยู่นิ่งๆ ไม่ดิ้น ครู่ใหญ่จึงพูดทั้งๆ ที่ผมยุ่งไปทั้งหัว ดวงตาสุกใส “ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยแข็งแรง พวกพี่ชายพี่สาวในบ้านก็รำคาญ ไม่เล่นกับผม มีแต่พี่ที่เล่นกับผม ผมจำได้ไม่ลืม”

ใช่แล้ว ตอนนั้นทารกชายคลอดก่อนกำหนดร่างกายอ่อนแอมาก เธอเขย่งเท้าดูเขาในตู้อบเด็กทารกแรกเกิด เด็กทารกที่เธอมองแล้วก็ถามผู้ใหญ่ว่า ‘ทำไมน้องชายต้องอยู่ในตู้’ ‘น้องจะลืมตาเมื่อไหร่’ ‘น้องจะเล่นกับหนูเมื่อไหร่’ ในที่สุดก็เติบใหญ่แล้ว

ฉงหรงฟังไปฟังมาก็เริ่มได้กลิ่นอันตราย เหมือนที่คิดไว้ไม่ผิด จงเจินกำหมัด กล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “พี่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะต้องช่วยพี่แย่งผู้ชายกลับมาให้ได้!”

เธออดไม่ไหวค้อนไปทีหนึ่ง “…ไม่ได้ตอบแทนบุญคุณ แต่ล้างแค้นใช่มั้ย”

ฉงหรงยืนอยู่ที่ระเบียงอีกครู่หนึ่งจึงกลับเข้าห้อง เธอยึดห้องหนังสือ จงเจินก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องรับแขก เธอเข้าใจว่าจงเจินหลับแล้ว เข้าไปก็เห็นเขานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเตี้ย บนโต๊ะมีตำราแพทย์หนาหนักหลายเล่ม เขาเกือบถูกฝังอยู่ในกองหนังสือเหล่านี้

ฉงหรงเดินเข้าไปหยิบมาดู อ่านไม่รู้เรื่อง หางตาเหลือบเห็นมุมโต๊ะมีบันทึกตำราแพทย์หลายเล่มจึงหยิบขึ้นมาดู

หนังสือเย็บกี่ใหญ่ๆ หนามากหลายเล่ม เป็นหนังสือที่เก่าพอสมควรแล้วแต่เก็บรักษาอย่างดี เมื่อเปิดออกดูก็เห็นอักษรตัวบรรจงเล็กขนาดเท่าหัวแมลงวันเขียนด้วยพู่กันแล้วเย็บรวมเป็นเล่ม เล่มหนึ่งเป็นแพทย์แผนจีน เล่มหนึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน เล่มแพทย์แผนจีนด้านในมีตัวอักษรภาษาจีนตัวเต็มจำนวนมาก เป็นตำรับยาหลายชนิด และมีรูปประกอบตัวยาสมุนไพรบางอย่าง ส่วนอื่นๆ เธอไม่รู้จัก เล่มแพทย์แผนปัจจุบันมีรูปกายวิภาคที่วาดด้วยมือ รูปประกอบประเภทต่างๆ ทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ตัวอักษรภาษาอังกฤษสวยมาก

ฉงหรงถือไว้ในมือยังไม่วางคืน “เอามาจากไหนกันนี่”

พอพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าจงเจินก็ฉายแววนับถือมาก “บอสผมไง! ประทับใจมากล่ะสิ เพื่อนในชั้นหลายคนอยากยืมเล่มนี้มาก! ได้ยินว่าครอบครัวเขาเป็นตระกูลหมอ เขาเรียนการแพทย์ตั้งแต่เด็กๆ พวกนี้เป็นบันทึกสรุปที่เขารวบรวมเอาไว้! ไม่มีขายตามร้านหนังสือด้วยนะ”

ลายมือวิจิตรบรรจง มีชีวิตชีวา ดูสง่างามแบบศาสตราจารย์ โลดแล่นอยู่บนกระดาษ ฉงหรงพยักหน้าเห็นด้วย “อืม…ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นใครใช้พู่กันเขียนแล้ว แถมยังเขียนเยอะมากด้วย” ฉงหรงดูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกระแอมเบาๆ ถามหยั่งเชิงว่า “เอ่อ…ขอสักเล่มได้มั้ย”

“เฮ้ย พี่บ้าไปแล้วเหรอ?!” จงเจินเข้าโหมดอีโมจิอีกครั้ง ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาจ้องหน้าพี่สาว จากนั้นก็ยื่นนิ้วมือออกมา “ก่อนหน้านี้มีลูกเศรษฐีขอซื้อราคานี้ เจ้านายผมยังไม่แยแสเขาเลย!”

ฉงหรงก็รู้ว่าเขาไม่มีทางยกให้ แต่ว่ายังไม่ยอมแพ้ ลองถามดูก่อน ถูกปฏิเสธก็ไม่เป็นไร เธอยิ้มแล้วพูดชมว่า “อืม…เป็นผู้อาวุโสที่ลายมือมีเอกลักษณ์เด่นชัดมากเลยนะ”

จงเจินหน้าคว่ำ “บอกพี่ไปตั้งหลายครั้งแล้วว่าเขายังหนุ่มมาก! ไม่ใช่ท่านผู้เฒ่าอะไรนั่น!”

ฉงหรงหัวเราะ ไม่ถือสาอะไร สไตล์เก่าแก่ขนาดนี้ ไม่ใช่ผู้เฒ่าก็ครึ่งผู้เฒ่าอยู่แล้ว

 

นับตั้งแต่วันที่ได้คุยกับฉงหรงอีกครั้งหลังจากไม่ได้คุยกันมานานมาก อีกหลายวันต่อมาเวินเซ่าชิงก็ไม่ได้เจอเธออีก เช้าวันหนึ่งเขายืนอยู่ตรงทางเดินมองประตูฝั่งตรงข้ามที่ปิดอยู่ ก้มหน้าถามรั่งอี๋รั่ง “คงไม่ใช่หนีไปอีกหรอกนะ หลังจาก ‘เข้ามอบตัว’ ก็หลบหนีเนื่องจากกลัวความผิดอีกครั้งงั้นหรือ”

รั่งอี๋รั่งคาบลูกบอลไว้ในปาก ส่ายหางมองเจ้านายด้วยสีหน้าเปี่ยมความหวัง

เวินเซ่าชิงเลิกคิ้ว “ก็ได้ ลงไปเล่นลูกบอลข้างล่างกัน”

เวลานี้บนโต๊ะอาหารเช้า จงเจินมองหน้าเหยเกของฉงหรงอยู่นาน ในที่สุดก็ทนดูต่อไปไม่ไหว “ดูหน้าตาพี่สิ ทำไมเจ็บปวดแบบนี้ล่ะ”

ฉงหรงเค้นคำสองคำออกมาทางร่องฟัน “ปวดฟัน”

จงเจินมองสีหน้าเธอ ทำให้เขาเริ่มหน้าเบี้ยวตามไปโดยไม่รู้ตัว “ฟันคุดเหรอ”

ฉงหรงพยักหน้าอย่างเจ็บปวด “อืม”

“ฟันคุดของพี่นี่ลากยาวมาขนาดนี้ ถอนทิ้งเหอะ!”

ฟันคุดของเธออยู่มานานมาก ทุกครั้งที่เป็นไข้ก็จะปวด เป็นไข้ครั้งนี้ต้องโทษเวินเซ่าชิงคนเดียวเลย

ฉงหรงจิบน้ำอึกหนึ่ง “ขอคิดดูก่อน”

 

ฉงหรงเข้าใจว่าคงเหมือนคราวก่อนที่กินยาไม่กี่วันก็หาย แต่ปวดฟันครั้งนี้รุนแรงมาก เธอเพิ่มปริมาณยาก็ยังไม่ดีขึ้น ตรงกันข้ามกลับยิ่งบวมไปครึ่งหน้า เธอดูตารางเวลาไปศาลแล้วตัดสินใจเด็ดขาด ส่งเมสเสจหาจงเจิน

จงเจินอ่านเมสเสจแล้วก็เงยหน้าจากกองแฟ้มประวัติผู้ป่วยก่อนจะเอ่ยถาม “อาจารย์เวิน คุณรู้จักหมอฟันบ้างมั้ยครับ”

เวินเซ่าชิงมองอีกฝ่าย “ปวดฟันเหรอ”

จงเจินยกมือถือส่ายไปมา “ไม่ใช่ผมครับ พี่สาวน่ะ ปกติเป็นคนเด็ดขาดจะตาย แต่ฟันคุดซี่เดียวยึกยักอยู่นั่น เปลี่ยนมาหลายโรงพยาบาล ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมถอน ตอนนี้อักเสบหนักแล้ว”

เวินเซ่าชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จำได้ว่ามีรุ่นน้องคนนึงอยู่แผนกทันตกรรม เดี๋ยวจะบอกเธอไว้ก่อน พี่สาวคุณจะมาเมื่อไหร่”

จงเจินดูมือถือ “ตอนบ่ายครับ”

“ได้ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวคุณไปบอกชื่อพี่ไว้นะ”

“ขอบคุณมากครับ”

 

ตอนบ่ายฉงหรงไปโรงพยาบาล แจ้งบัตรคิวหมอตามที่จงเจินบอกไว้

ตอนพบทันตแพทย์ ฉงหรงหยีตาดูป้ายชื่อที่หน้าอกอีกฝ่าย…’เหอเหวินจิ้ง’ (สุภาพนุ่มนวล) แล้วก็มองผู้หญิงที่สูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะท่าทางโผงผางใจกล้า ชื่อตรงข้ามกับตัวจริงสุดขั้ว

เหอเหวินจิ้งถือแฟ้มประวัติแล้วอ่านชื่อผู้ป่วย “ฉงหรง? อ๋อ ญาติผู้พี่ของจงเจินสินะ เขาบอกไว้แล้ว”

เธออ้าปากอย่างยากลำบาก เรียกชื่อหมอ “สวัสดีค่ะหมอเหอ”

เหอเหวินจิ้งชะงัก “ไม่ชอบให้เรียกว่าหมอเหอเลย คุณเรียกฉันว่าพี่เหอก็ได้”

ฉงหรงมองด้วยความลำบากใจ เห็นสีหน้าเฝ้ารอคอยของอีกฝ่าย เธอจึงเรียก “พี่เหอ” ด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เหอเหวินจิ้งหัวเราะแล้วถามเบาๆ “ฉงหรง จงเจิน บ้านคุณตั้งชื่อทุกคนแบบนี้หรือ”

ฉงหรงยังไม่ทันได้ตอบ เหอเหวินจิ้งก็หัวเราะอีก “ฮ่าๆๆๆ…ชื่อจงเจินก็ตลก เขายังมีน้องชายหรือน้องสาวอีกคนชื่อปู้อวี๋หรือเปล่า จงเจินปู้อวี๋ที่แปลว่าซื่อตรงไม่แปรผันคำนั้นน่ะ?”

ฉงหรงพยักหน้า ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณรู้ได้ยังไง เขามีน้องสาวแท้ๆ อีกคนชื่อจงปู้อวี๋จริงๆ น่ะแหละ”

คิดถึงจงปู้อวี๋เจ้าปีศาจน้อยคนนั้น ฉงหรงก็ถอนหายใจเบาจนแทบไม่ได้ยิน

“…” เหอเหวินจิ้งหุบยิ้ม “ฉันรู้จักคนเปิ่นๆ ชื่อประหลาดมากคนหนึ่ง ชื่อ ‘โสมคน’ รู้สึกว่าจำเป็นต้องแนะนำให้พวกคุณรู้จักกันนะ”

ฉงหรงมองคนข้างหน้าซึ่งคุยกับเธอมาพักหนึ่งแล้ว ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าหมอที่จงเจินแนะนำให้ไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่

เหอเหวินจิ้งคงจะรู้ว่าฉงหรงกำลังสงสัยอะไร จึงกระแอมเบาๆ “เออ…ถอดมาสก์ออกด้วยแล้วนอนลง ขอตรวจดูก่อนนะคะ”

เหอเหวินจิ้งใส่หน้ากากอนามัยแล้วตรวจฉงหรง “หน้าบวมขนาดนี้เลย ไข้ขึ้นอีกด้วยนะ”

ฉงหรงบวมไปครึ่งหน้าแล้ว ขยับมุมปากนิดเดียวก็รู้สึกเจ็บไปถึงขั้วหัวใจจึงไม่พูดอีก แค่เค้นเสียง “อือ” ออกมาเท่านั้น แต่ว่าครู่ต่อมาก็ถามอย่างยังไม่ยอมแพ้ “ไม่ถอนได้มั้ย”

“ตอนนี้อยากถอนก็ถอนไม่ได้แล้ว รอหายบวมก่อนค่อยมาถอนก็แล้วกัน” พูดจบก็ลุกยืน “รอสักครู่นะ”

หมอที่ชื่อเหอเหวินจิ้งเดินตึงๆ เหมือนพายุออกไปที่ทางเดินแล้วตะโกนเรียก ทันใดนั้นนักศึกษากลุ่มหนึ่งก็โผล่ออกมาจากในวอร์ดทันที

เหอเหวินจิ้งชี้ที่ฟันคุดของฉงหรง “พวกเธอดูเคสนี้นะ รูปร่างกับตำแหน่งฟันคุดซี่นี้พิเศษมาก เป็นเคสที่ช่วยในการเรียนรู้ได้ดี” พูดจบทุกคนก็พากันยกมือถือถ่าย

ฉงหรงรีบหุบปาก ใส่มาสก์แล้วลุกขึ้นนั่ง

เหอเหวินจิ้งไล่กลุ่มนักศึกษาออกไปแล้วจึงหัวเราะพูดว่า “เดี๋ยวจะจ่ายยาแก้อักเสบให้ รอหายบวมแล้วคุณค่อยมาถอนทิ้งนะ”

ฉงหรงถือใบสั่งยาเดินออกไป เธอหันกลับไปมองเหอเหวินจิ้งอีกแวบหนึ่ง สงสัยมากว่าทำไมคนที่จงเจินแนะนำถึงดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเหมือนๆ กัน หมอควรเป็นอาชีพที่เคร่งขรึมจริงจังไม่ใช่หรือ ทำไมคนนี้ดูแล้ว…เพี้ยนขนาดหนัก

 

ตลอดทั้งบ่ายจงเจินงานยุ่งมาก ตอนนี้พอจะว่างแล้วจึงคิดจะไปดูฉงหรงสักหน่อย เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกถึงเรื่องบางอย่าง เขาหันกลับเดินไปหาเวินเซ่าชิงในห้องคนไข้ ปั้นหน้าประจบเต็มที่ “อาจารย์เวินครับ เดี๋ยวหมอเฉินจะผ่าตัด ผมอยากไปดูการผ่าตัด ส่วนพี่สาวผม ให้อาจารย์ช่วยไปดูหน่อยได้มั้ยครับ”

พักนี้จงเจินชอบพูดถึง ‘พี่อย่างนั้นพี่อย่างนี้’ ต่อหน้าเวินเซ่าชิง เขารู้แผนของอีกฝ่ายหมดแล้ว จึงยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่ว่าง”

จงเจินผิดหวังมาก “อาจารย์ก็ช่วยเมตตาสงสารพี่ผมหน่อยเถอะ…”

เฉินชู่หรือ ‘หมอเฉิน’ ที่ถูกพาดพิงถึงเมื่อครู่เดินผ่านมา เห็นจงเจินท่าทางน่าสงสารจึงถามว่า “มีอะไร ต้องการให้ช่วยอะไรมั้ย” พูดจบก็สะกิดเวินเซ่าชิง “คุณดุเขาอีกแล้วหรือ”

เวินเซ่าชิงอมยิ้มมองเฉินชู่ “เขาต้องการความช่วยเหลือ พี่สาวเขาโสดและสวยน่ารัก คุณจะรับคนคนนี้ไปดูแลมั้ย”

คนที่ทำงานในโรงพยาบาล จากหมอไปถึงพยาบาลพอมีอายุหน่อยไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนชอบแนะนำจับคู่ให้คนอื่น ก่อนหน้านี้เฉินชู่ก็เคยประสบชะตากรรมแบบนี้มาก่อน พอได้ยินก็รีบถอยเข้าเซฟโซนทันที “ไม่ได้เด็ดขาด ผมมีแฟนแล้ว เดี๋ยวผมมีผ่าตัด ต้องไปเตรียมตัวก่อนนะ พวกคุณคุยกันตามสบายเหอะ”

“เอาล่ะ” เวินเซ่าชิงมองจงเจินอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ใจอ่อน “ไปเตรียมตัวเถอะ ผมจะไปดูพี่คุณให้”

จงเจินดีใจมาก รีบเดินกระดี๊กระด๊าจากไปทันที

แต่ก็ยังน่าเสียดาย…ความปรารถนาสูงสุดที่จงเจินอยากให้บอสของเขาเจอพี่สักครั้งก็ยังไม่บรรลุผล

เวินเซ่าชิงยืนอยู่ที่ประตูห้องทันตกรรม มองเข้าไปด้านในเห็นเหอเหวินจิ้งก็ทักทาย “พี่ของจงเจินล่ะ”

เหอเหวินจิ้งนับถือรุ่นพี่คนนี้มานาน รีบตอบว่า “ไปแล้ว”

“ไปแล้วเหรอ” เวินเซ่าชิงถามต่อว่า “เป็นยังไงบ้าง”

เหอเหวินจิ้งทำท่าครุ่นคิดจริงจังมาก ก่อนจะสรุปว่า “เป็นคนสวยสไตล์สาวทำงาน แม้จะหน้าบวมก็เป็นคนสวยที่หน้าบวม”

เวินเซ่าชิงพูดไม่ออก “ถามถึงอาการป่วย”

“ไม่ตายหรอก อักเสบ มีไข้ เรื่องเล็ก ถอนฟันแล้วก็หมดเรื่อง แต่ว่ามีปัญหาเรื่องการกิน”

เวลางานเหอเหวินจิ้งทำงานแบบเรียบง่ายฉับไว พูดพลางทำท่าหล่อเท่ ยืนพิงเครื่องวัดดิจิตอล พยาบาลสาวสองคนเดินเข้าๆ ออกๆ มักจะแอบมอง เหอเหวินจิ้งเห็นเข้าก็ยิ้มให้พวกเธอ

เวินเซ่าชิงทนไม่ไหว “รุ่นน้องเหอ ถ้ายังทำแบบนี้อีก พยาบาลสาวพวกนี้ต้องตกหลุมรักเธอแน่ๆ”

พอพูดถึงเรื่องนี้เหอเหวินจิ้งก็ห่อเหี่ยว “แหม รุ่นพี่ ฉันดูไม่เหมือนผู้หญิงเลยเหรอ”

เวินเซ่าชิงบอกแบบอ้อมๆ “จากมุมมองด้านการแพทย์ ใช่เลย”

เหอเหวินจิ้งโวยวาย “โธ่ รุ่นพี่ ทำร้ายกันอย่างนี้คราวหน้าถ้าแนะนำคนรู้จักมารักษาอีก ฉันจะถอนฟันเขาให้หมดปากเลย แล้วค่อยๆ ใส่กลับเข้าไปทีละซี่ๆ!”

“เอาเลย” หมอเวินตอบพลางค่อยๆ ถอยออกนอกห้อง “อย่าลืมเก็บค่ารักษาสองเท่าด้วยนะ”

 

ฉงหรงใกล้จะเลิกงานแล้ว แต่นึกขึ้นได้ว่ามีเอกสารชุดหนึ่งลืมทิ้งไว้ที่บ้าน จึงส่งเมสเสจหาจงเจิน บอกว่าคืนนี้จะไม่กลับบ้านเขา

ฉงหรงทั้งอนุมานทั้งคำนวณอย่างรอบคอบรอบด้านที่สุด เลือกเวลาที่เวินเซ่าชิงมีโอกาสที่จะออกจากบ้านต่ำที่สุดเป็นเวลาที่เธอจะกลับมา แต่ขณะที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากลิฟต์ เตรียมวิ่งเหยาะๆ เข้าบ้าน ประตูฝั่งตรงข้ามก็เปิดผางทันที เวินเซ่าชิงในชุดอยู่บ้านสีอ่อนหิ้วถุงขยะกำลังจะออกจากบ้าน ด้านหลังมีรั่งอี๋รั่งเดินแกว่งหางตามมา

คนคํานวณมิสู้ฟ้าลิขิตจริงๆ

เวินเซ่าชิงเลิกคิ้ว “หลายวันนี้ดูเหมือนไม่ค่อยได้เห็นคุณเลย”

ฉงหรงโกหกหน้าตาย “อ่า…พักนี้งานยุ่งมาก ก็เลยนอนที่สำนักงานทนายความน่ะ”

“มืดแล้ว ใส่มาสก์ทำไม” เวินเซ่าชิงจ้องหน้าอีกฝ่าย

หญิงสาวกุมหน้าครึ่งซีก ตอบอู้อี้ว่า “ปวดฟัน”

เวินเซ่าชิงมองข้าวกล่องในมือเธอ “กินข้าวหรือยัง”

เธอก็ชูข้าวกล่องให้เขาดู “กินโจ๊ก”

ชายหนุ่มมองหน้าครึ่งซีกที่บวมเป่งของเธอแล้วเอ่ยถาม “ปวดมากมั้ย”

ฉงหรงพยักหน้าอย่างเซื่องซึม

เวินเซ่าชิงรู้สึกว่าสีหน้าเธอผิดปกติจึงถามต่อ “มีไข้เหรอ”

หญิงสาวพยักหน้าอีก

ชายหนุ่มจึงวางถุงขยะลงแล้วเดินเข้าไปหาเธอ “ถอดมาสก์ซิ ผมจะตรวจให้”

ฉงหรงรีบส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฉันไปหาหมอมาแล้ว อีกสองวันก็จะไปถอนละ” เธอไม่อยากให้เขาเห็นหน้าบวมๆ ของตัวเอง

เวินเซ่าชิงก็ไม่ฝืนใจ เปลี่ยนเรื่องถามว่า “ผมทำกับข้าวไว้ มากินด้วยกันหน่อยมั้ย”

เมื่อครู่ตอนเปิดประตู ฉงหรงก็ได้กลิ่นหอมของอาหาร พูดตามจริงแล้วเธอยังคิดถึงฝีมือปรุงอาหารของเขาอยู่บ้าง เธอสูดจมูก ปลอบใจตัวเองว่าฉันป่วยอยู่ ตามใจตัวเองสักครั้งก็ไม่เป็นไรนะ จากนั้นก็พยักหน้าให้เวินเซ่าชิง

เห็นเธอพยักหน้า เขาก็หัวเราะแล้วหิ้วถุงขยะย้อนกลับเข้าห้องไป

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉงหรงเข้ามาในบ้านของเวินเซ่าชิง เธอมองสำรวจแล้วก็พบว่าเขาตั้งใจทุ่มเทกับการตกแต่งมาก เรียบง่ายมินิมอล มีสไตล์แต่ไม่รกรุงรัง สะอาดจนเหลือเชื่อ สมกับที่เป็นหมอ คงจะเป็นโรคคลั่งความสะอาดจนขึ้นสมอง

ห้องที่อยู่ชั้นเดียวกันโดยพื้นฐานแล้วลักษณะแปลนจะเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเพราะการวางตำแหน่งห้องต่างกันหรือเปล่าถึงทำให้บ้านของเวินเซ่าชิงดูใหญ่กว่าบ้านของเธอมาก ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบาย

เธอกวาดตาชมลวกๆ แล้วเวินเซ่าชิงก็เรียกเธอมากินข้าว

เวินเซ่าชิงมองใบหน้าครึ่งซีกใต้หน้ากากของเธอ “ถอดมาสก์ออกเถอะ”

ฉงหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ปลดหน้ากากออก แล้วก้มลงซ่อนใบหน้าไว้ในเรือนผมคล้ายไม่ได้ตั้งใจ พยายามปิดใบหน้าครึ่งซีกที่บวมเป่ง

ทว่าวินาทีต่อมานิ้วมือของเขาก็ยื่นข้ามมาช้อนคางเธอเบาๆ เลื่อนไปทางซ้าย แล้วแตะตรงจุดที่บวมเบาๆ จากนั้นก็รีบดึงมือกลับ “เรื่องเล็ก กินข้าวก่อนเถอะ”

ปลายนิ้วมือของเขาค่อนข้างเย็น นิ้วมือสวยเรียวยาวมีพลัง สัมผัสใบหน้าเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการล่วงเกินแบบหนึ่ง แต่เขาทำอย่างเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มีมารยาท รู้จักความพอดี มีความเป็นสุภาพบุรุษ ดูเหมือนว่าเธอสามารถได้กลิ่นปลายนิ้วของเขาซึ่งแฝงไอร้อนจากร่างของชายหนุ่ม

ฉงหรงมองมือข้างนั้นจับตะเกียบแล้วเหลือบมองใบหน้าเขาแวบหนึ่งเหมือนไม่ได้ตั้งใจ คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ

เขาคงทำไปตามความเคยชินในอาชีพสินะ เปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน เขาก็คงทำแบบนี้ ฉันไม่ควรคิดมากเกินไป สารรูปตัวเองตอนนี้ยังไม่น่าเกลียดมากอีกรึไง

ฉงหรงคิดแบบนี้จึงถือตะเกียบใจลอย ไม่คีบอาหารที่วางอยู่ข้างหน้าเสียที

ความจริงเธอกินอาหารที่เวินเซ่าชิงทำวันนี้ไม่ได้ เธอปวดฟันแสนสาหัส พอออกแรงเคี้ยวก็สะเทือนใบหน้าซีกขวา ปวดไปถึงหัวใจ แม้แต่เสียงก็แหบมาก เธอไม่มีอารมณ์จะกินอะไรทั้งนั้น

เวินเซ่าชิงก็สังเกตเห็น กินไปไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง “ทำแกงจืดไข่น้ำให้ก็แล้วกัน”

ฉงหรงรู้สึกเกรงใจ “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องยุ่งยาก” แม้จะรู้จักกันมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่นับว่าสนิท

ชายหนุ่มกลับลุกขึ้น “หวานหรือว่าเค็ม”

“เค็ม” ฉงหรงมึนหัวมาก เธอตอบไปตามจิตใต้สำนึกแล้วก็ถามกลับว่า “จะทำสงครามเรื่องอาหารภาคเหนือภาคใต้* เหรอ”

เวินเซ่าชิงมองใครบางคนที่กำลังสติเลอะเลือน ยิ้มแล้วเดินเข้าห้องครัวไป

ฉงหรงมองเงาร่างในห้องครัว ก่อนจะค่อยๆ นึกอะไรออก เธอเป็นถึงทนายความมืออาชีพ แต่ถึงกับตกหลุมพรางของคนฆ่าสัตว์มืออาชีพ!

เทคนิคการเจรจาต่อรองมีข้อหนึ่งบอกว่าเวลาถามลูกความ อย่าถามคำถามปลายเปิดเช่นกินอะไร แต่ต้องถามคำถามแบบปิดเช่นกินมั้ย กินหวานหรือว่าเค็ม หลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามพูดความคิดที่แท้จริงภายในใจออกมา

เวลานี้ฉงหรงรู้สึกว่าตัวเองทำขายหน้ามาก! ส่วนเวินเซ่าชิงหลังจากบรรลุเป้าหมายแล้วก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่ที่จริงเขาก็คือสุนัขป่าหางฟู แต่งชุดหมูเพื่อมากินเสือ!

ฉงหรงนั่งแค้นใจเงียบๆ เธอคงลืมเก็บสีหน้า รั่งอี๋รั่งหมอบอยู่บนพื้นจ้องหน้าเธอตลอด อาจจะทำให้มันตกใจกลัว กระทั่งหน้ายิ้มมาแต่กำเนิดก็ไม่ยิ้มแล้ว

เธอถลึงตาดุๆ ใส่มันทีหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงเบาขู่มัน “แกไม่น่าจะเป็นหมา! แกเป็นตัวเป้ย อยู่กับเจ้านายของแกก็กลายเป็นเป้ยเกาะหลังหมาป่า!”

รั่งอี๋รั่งลุกพรวดพราด ฉงหรงตกใจสะดุ้งโหยง ความจริงเธอกลัวหมามาก เมื่อครู่ความโกรธชนะความกลัวไปช่วงสั้นๆ ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีกลับ เธอก็กลับมากลัวเหมือนเดิม

แต่รั่งอี๋รั่งกลับเดินเข้าห้องครัว หมอบที่ข้างเท้าเวินเซ่าชิง เขาจะไล่อย่างไรมันก็ไม่ยอมออกไป

“แกเข้ามาทำไม ออกไปก่อน ไปเล่นที่ห้องรับแขก”

รั่งอี๋รั่งไม่ขยับเขยื้อน เวินเซ่าชิงเดินไปสองสามก้าวเพื่อล้างมือ รั่งอี๋รั่งก็ขยับตาม หมอบชิดเท้าเขาเหมือนเดิม

ชายหนุ่มงุนงงหนัก เจ้าหมาโง่ตัวนี้เป็นอะไร ปกติฉงหรงต้องกลัวมันไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้กลับตาลปัตรเสียแล้ว

เวินเซ่าชิงทำอาหารได้รวดเร็วมาก เพียงไม่นานก็ยกแกงจืดไข่น้ำออกมาหนึ่งชาม

เขาโรยต้นหอม เหยาะซีอิ๊ว กลิ่นหอมฉุยโชยมา ฉงหรงมองแกงจืดไข่น้ำที่อยู่ด้านหน้าแล้วเงยหน้ามองเวินเซ่าชิง พูดขอบคุณจากใจจริง “ขอบคุณมาก”

ภายใต้แสงไฟใบหน้าด้านข้างของเขาหล่อเหลาคมเข้มและอ่อนโยน ได้ยินเธอพูดขอบคุณ เวินเซ่าชิงก็เม้มปากยิ้ม “รีบกินเถอะ”

ช่วงเวลาต่อมาต่างฝ่ายต่างเงียบ เวินเซ่าชิงมองดูเธอกินใกล้เสร็จแล้วก็เอ่ยถาม “ตรวจที่โรงพยาบาลไหน ผมจะดูว่ามีคนรู้จักช่วยดูแลได้มั้ย”

“โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย X” ฉงหรงพูดจบต่างฝ่ายต่างก็เงียบไปอีกพักใหญ่ เธอเงยหน้ามองเขา “มองอะไร”

เวินเซ่าชิงตอบเสียงเนิบนาบ “ผมทำงานที่โรงพยาบาลนั้น”

“…คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง” ฉงหรงดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง “ฉันไม่รู้ว่าคุณอยู่โรงพยาบาลนั้น”

“ผมก็ไม่รู้ว่าคุณอยู่สำนักงานทนายความไหน” เวินเซ่าชิงจ้องมองเธออย่างลึกซึ้ง “ดูท่าเราสองคนมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันและกันให้ดีกว่านี้นะ”

ฉงหรงหยิบนามบัตรหนึ่งใบจากในกระเป๋าส่งให้เขาด้วยท่าทางเป็นทางการสุดๆ “มีปัญหาด้านกฎหมายมาปรึกษาฉันได้”

เวินเซ่าชิงได้ยินแบบนี้ก็ตอบแบบไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ “ตอนนี้รู้ว่าผมอยู่โรงพยาบาลไหนแล้ว ป่วยอะไรก็ไปหาผมได้”

ฉงหรงขมวดคิ้วเล็กน้อยมองดูเขา อยู่ในบ้านคนอื่น กินของคนอื่นก็ต้องเกรงใจเขาบ้าง คำด่า ‘คุณสิป่วย’ ที่ขึ้นมาถึงริมฝีปากจึงไม่หลุดออกมา เธอเก็บไว้อยู่ในใจ รู้สึกอึดอัดมาก

เวินเซ่าชิงก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอตีโต้ รีบเก็บชามเก็บตะเกียบเดินเข้าห้องครัว แล้วยกน้ำที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมาหนึ่งแก้ว

ฉงหรงถามด้วยความสนใจ “นี่อะไรน่ะ”

“น้ำเสาวรส” เวินเซ่าชิงจับแก้วน้ำ ทดสอบอุณหภูมิแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปสองช้อน “ไม่เคยกินหรือ”

ฉงหรงหยีตาเม้มปากก่อนจะตอบว่า “น้ำผลไม้นี่แช่เย็นไว้นานขนาดนี้คงเสียรสชาติเดิมไปหมดแล้ว ไม่กินดีกว่า”

เวินเซ่าชิงชายตา “ปากร้ายน่าดูนะ เนื้อผลไม้ของเสาวรสผสมกับผลจ๊อแดง ชงด้วยน้ำร้อน แก้ไอละลายเสมหะ แก้อักเสบ บรรเทาอาการปวด”

ช่วงนี้ฉงหรงทดลองสูตรยาแก้ปวดฟันมาหลายขนาน พบว่าไม่ได้ผลทุกขนาน ได้ยินสรรพคุณนี้ก็รู้สึกไม่เชื่อถือ “ความจริงก็คงไม่มีสรรพคุณอะไรหรอกมั้ง”

เวินเซ่าชิงถูกตั้งข้อสงสัยแต่กลับไม่โกรธ ตรงกันข้ามเขากลับพยักหน้าเห็นด้วย “อืม ก็กินของหวานหลังอาหารช่วยทางด้านจิตใจหน่อยเท่านั้นเอง”

กลยุทธ์อ่อนโยนของเขาทำให้ฉงหรงอ่อนตาม เธอกินไปครึ่งค่อนแก้วก็พบว่ารั่งอี๋รั่งเอาแต่จ้องหน้าเธอตลอด ประกายตาไม่เป็นมิตร จึงถามว่า “ฉันกินด้วยแก้วของมันหรือ”

เวินเซ่าชิงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ กระแอมเบาๆ “เปล่า”

ฉงหรงทำสีหน้าเป็นผู้ถูกกระทำ “แล้วทำไมมันเอาแต่จ้องหน้าฉัน”

ชายหนุ่มมองนาฬิกาบนผนัง “คงเพราะคุณขัดจังหวะมันออกไปเล่นข้างนอก”

ฉงหรงรีบลุกขึ้นยืน “ถ้าอย่างนั้นก็รีบพามันออกไปเล่นข้างนอกเถอะ ฉันไปก่อนนะ” พูดจบก็คว้ากระเป๋าเดินกลับบ้าน

หญิงสาวลุกลี้ลุกลนกลับออกไปแล้ว รั่งอี๋รั่งก็รีบวิ่งดุ๊กดิ๊กไปที่ประตู รอเวินเซ่าชิงจูงมันออกไปเล่นข้างนอก

เวินเซ่าชิงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา สีหน้าเย็นชา “วันนี้ไม่ออกไปเล่นข้างนอกแล้ว”

เจ้าหมาขาวเห่าสองครั้งเหมือนจะถามว่าทำไม

เวินเซ่าชิงมองมันแล้วเอ่ยสั่ง “ต่อจากนี้ไปเวลาที่เธออยู่ ห้ามไล่เธอ”

รั่งอี๋รั่งเห่าอีกสองครั้ง ทำหูตั้งหมอบอยู่ที่หน้าประตู ส่ายหางด้วยท่าทางเบื่อหน่ายสุดขีด

เวินเซ่าชิงมองบนโต๊ะ ประกายตาผิดหวังเล็กน้อย นามบัตรที่เมื่อครู่วางอยู่บนโต๊ะหายไปแล้ว คงจะถูกใครบางคนที่หนีไปด้วยใจหวาดหวั่นเก็บเอาไป ไม่รู้ว่าเธอตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ กลัวขนาดนี้เชียวหรือ

 

คืนนั้นฉงหรงสะลึมสะลือฝันโน่นนี่นั่นสับสนไปหมด ฝันถึงตอนวัยรุ่น เธอพาจงเจินบุกตะลุยในเกม หันมาเห็นเวินเซ่าชิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอ หลินเฉินพาเวินเซ่าชิงมาแนะนำให้เธอรู้จัก นี่คือเพื่อนซี้ของผม เวินเซ่าชิงยิ้มทักทายเธอ บอกว่า ‘ฉงหรง ผมเคยเจอคุณมาก่อน’ ต่อจากนั้นก็เป็นวันหนึ่งของตอนบ่ายที่ร้อนมาก เธอนั่งอยู่ในหอสมุดเก่าแก่ ด้านหน้ามีกระดาษวางอยู่หนึ่งแผ่น บนกระดาษเขียนเงื่อนไขต่างๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ จากเงื่อนไขหลายๆ ข้อนี้ สุดท้ายอนุมานได้ข้อสรุปที่มีหลักการและเหตุผล

เธอชอบเวินเซ่าชิง

หลายปีนี้ระหว่างที่เรียนกฎหมายฉงหรงได้สร้างนิสัยขึ้นชุดหนึ่ง จากหลักฐานนำไปสู่ข้อสรุป ระบบความคิดชัดเจน ตรรกะครบถ้วนสมบูรณ์

เมื่อผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดและสง่าผ่าเผยเขียนข้อสรุปจบสิ้นแล้วก็หยิบเอกสารข้อเสนอรับเข้าทำงานที่วางอยู่ทางด้านขวามาฉีกเป็นชิ้นๆ ลุกขึ้นแล้วโยนลงถังขยะ กลับประเทศอย่างเด็ดเดี่ยว

นั่นคือเอกสารข้อเสนอเรื่องงานที่ได้รับเมื่อหลายวันก่อน สำนักงานทนายความที่เฝ้าหวังมาแสนนาน ทว่าความคิดแรกของเธอหลังจากเห็นเอกสารถึงกับเป็นแบบนี้ ถ้าตอบตกลง จากนี้ไปก็จะไม่ได้เจอเวินเซ่าชิงอีกแล้ว ตอนนั้นเธอก็รู้สถานการณ์ของตัวเองว่าแย่แน่

ฝันต่อมากลายเป็นเธอยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเองกำลังจะเปิดประตู พอได้ยินคนเรียก หันไปดูก็เห็นรั่งอี๋รั่งโผล่มาจากข้างหลังเวินเซ่าชิงแล้วพุ่งเข้ามาหา เธอจึงตกใจตื่น

ฉงหรงลุกขึ้นนั่งปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วลองแตะหน้าผากตัวเองดู ยังดี ไข้ลดแล้ว เธอกอดผ้าห่มพยายามหายใจตามปกติ จากนั้นก็ลงจากเตียงไปยังห้องหนังสือเพื่อหาหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อหาเจอแล้วก็พลิกเปิดดูหลายหน้า ก่อนจะหยิบกระดาษสีเหลืองหม่นออกมา ด้านล่างของกระดาษเหลืองเก่าเขียนไว้ชัดเจนมาก

 

ฉงหรงชอบเวินเซ่าชิง

 

ตอนที่เธอกลับประเทศ ยังไม่แน่ใจว่าจะได้เจอเวินเซ่าชิงอีก เธอไม่รู้ว่าเวินเซ่าชิงจะกลับประเทศหรือไม่ และไม่รู้ว่าหลังจากเขากลับมาจะเลือกอยู่เมืองนี้หรือไม่ รู้เพียงว่าถ้าไม่กลับมาก็อาจจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว

ต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ตอนที่เธอเพิ่งกลับจีน บางครั้งก็คิดขึ้นมาว่าถ้าได้พบหน้ากันอีกครั้งจะเป็นสถานการณ์แบบไหน ผ่านฤดูร้อนอันยาวนานกับฤดูใบไม้ร่วงช่วงสั้นๆ ก็ค่อยๆ ลืมมันไป คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเข้าสู่ฤดูหนาวจะได้เจอเขาแล้วจริงๆ

เธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงฝันถึงเรื่องพวกนี้อีก เพราะมันผ่านมานานขนาดนี้ หลังจากกลับมาก็ไม่ได้ฝันแบบนี้อีกนานเหลือเกิน ทำไมถึงฝันอีกครั้งหลังจากเจอเวินเซ่าชิงใหม่ล่ะ หรือเพราะว่าข้อสรุปนี้ยังคงอยู่?

พอฟ้าสาง ฉงหรงสมาชิกทีมเกลียดการตื่นเช้าก็รีบตื่นแล้วออกจากบ้านอย่างรวดเร็วชนิดนานทีปีหนจะมีสักครั้ง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 .. 64 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 20

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: