X
    Categories: everYกระบี่คู่หานซานทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 1 บทที่ 17 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 17 ช่วงเวลาที่ดีทัศนียภาพงดงาม

เมิ่งเสวี่ยหลี่ลากอวี๋ฉี่ซูออกมา กระซิบบอก “ข้าว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี”

“เพราะเหตุใด”

“ลางสังหรณ์”

อวี๋ฉี่ซูอธิบาย “วิธีการของข้าเรียกว่าเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร ขอเพียงเขาเข้าร่วมกับเรา วันหน้าไม่ว่าผู้อื่นจะพูดเช่นไร เขาย่อมไม่เอาตัวเองไปเทียบกับจี้เซียวเจินเหริน เมื่อครู่เจ้ายังชี้แนะข้าอยู่เลยว่าอย่ามีอคติกับเขาไม่ใช่หรือไร”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ปั้นหน้าลำบากใจ

‘พรรคยงจี้ตั่ง’ เดิมเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นระหว่างสหายเท่านั้น แต่ยามนี้กลับกลายเป็นเรื่องน่าอายไปเสียแล้ว

เมื่อคืนเซียวถิงอวิ๋นผู้นี้ทำเขาตกใจเสียหน้า ตอนนี้ไม่แน่ว่าอาจกำลังนึกตำหนิเขาอยู่ในใจว่าที่แท้อาวุโสเมิ่งก็เป็นพวกสมองมีปัญหา

“เหตุใดสีหน้าเจ้าถึงไม่สู้ดี”

เมิ่งเสวี่ยหลี่โบกมือ “เอาเป็นว่าเจ้าอย่าคิดฝันดีกว่า! ชาวบ้านมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา ไหนเลยจะเห็นหัวพวกเรา”

แต่แล้วพวกเขากลับได้ยินคนที่อยู่ด้านหลังพูดขึ้น “ศิษย์พี่อวี๋ อาวุโสเมิ่ง ข้าใคร่เข้าร่วมด้วย”

“ความคิดกว้างไกลเป็นเลิศ!” อวี๋ฉี่ซูยักคิ้วกระหยิ่มยิ้มย่องให้เมิ่งเสวี่ยหลี่ก่อนจะหันหลังกลับไป “เราสองคนเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการแต่งตั้งพรรคยงจี้ตั่งที่สุด คนผู้นี้คือคู่ร่วมบำเพ็ญที่จี้เซียวเจินเหรินรักที่สุดในชีวิต ส่วนข้า ขอเรียนตามตรง ข้าคือเหลนของปรมาจารย์หลิงซวี หลานของนักพรตฉงหยวน บุตรชายเจ้าเมืองไป๋ลู่ ว่าที่เจ้าเมืองไป๋ลู่ อวี๋ฉี่ซู ทวดของข้ากับอริยกระบี่เป็นสหายสนิทกัน”

จี้เซียวนิ่งคิด แต่เพราะนึกถึงคนที่อีกฝ่ายพูดถึงไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้าเงียบๆ

อวี๋ฉี่ซูเอ่ยต่อ “วันหน้าเจ้าก็ใช้ชีวิตกินดีมีสุขอยู่กับพวกเรา หากมีผลงานเป็นที่น่าชื่นชม ข้าจะให้เจ้าเป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย”

แม้สีหน้าของเมิ่งเสวี่ยหลี่จะสงบนิ่ง แต่แววตากลับสิ้นหวัง

เดิมจี้เซียวกังวลว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่จะตั้งพรรคหาผลประโยชน์สร้างเรื่องเดือดร้อนวุ่นวายอะไรขึ้น หากแพร่สะพัดออกไปจะจัดการได้ลำบาก ถึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมหมายคอยจับตาดู

หรือว่าขนมขบเคี้ยวที่เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลายต่าง ‘บรรณาการ’ ให้กับเมิ่งเสวี่ยหลี่จะเป็นค่าเข้าร่วมพรรค?

“ขอถามท่านหัวหน้าพรรค พรรคพวกของเรายามนี้มีขอบข่ายเช่นไร”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ไม่อินังขังขอบ เขาหัวเราะหยันออกมาคราหนึ่ง “สมาชิกเน้นคุณภาพไม่เน้นจำนวน รวมเจ้าด้วยมีทั้งหมดสามคน”

เขาเห็นมุมปากอีกฝ่ายยกขึ้นน้อยๆ หางตาแฝงรอยยิ้มเฉกเช่นคืนนั้นยามอยู่ใต้แสงเทียน

เมิ่งเสวี่ยหลี่หงุดหงิดเล็กน้อย “เข้าพรรคเน้นความจริงใจ วันนี้ก่อนตะวันลับฟ้าเจ้าต้องเขียนบทความยกย่องจี้เซียวเจินเหรินหนึ่งพันอักษรให้เสร็จ รูปแบบกฎเกณฑ์ถูกต้องเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก ข้าหัวหน้าพรรคจะตรวจมันด้วยตัวเอง”

รอยยิ้มบนใบหน้าของจี้เซียวจางหาย

สุดท้ายจี้เซียวเจินเหรินก็ไม่อาจเขียนอัตชีวประวัติของตนเองได้เสร็จสิ้น

วันนี้วันหยุด กำหนดการต่างๆ จึงมากเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้มีศิษย์สายตรงมาหาเมิ่งเสวี่ยหลี่ ต่อมาก็มีหัวหน้าฝ่ายการกิจมาหาเซียวถิงอวิ๋น ว่ากันว่าเจินเหรินเจ้าสำนักให้มาตาม

เหล่าสานุศิษย์ต่างหมอบนอนแหงนหน้าทอดตามองอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เห็นกระบี่เหินเวหาของหัวหน้าฝ่ายการกิจพุ่งพรวดทะลุชั้นเมฆ เกิดเป็นลำแสงลับหายไปจากขอบฟ้าอย่างรวดเร็วก็อดอุทานตื่นเต้นออกมาไม่ได้

“ ‘ทะลุเมฆาด้นวายุ ตะลุยโลกหล้า’ เมื่อไรข้าถึงจะขี่กระบี่กับเขาได้บ้างนะ”

“เจินเหรินเจ้าสำนักเรียกศิษย์น้องเซียวไปพบ หรือคิดจะรับเขาเป็นศิษย์?”

“ไม่น่าเป็นไปได้ ทำเช่นนั้นมันผิดกฎไม่ใช่หรือไร”

ครั้นนึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ตัวเองครุ่นคิดเมื่อคืนเกี่ยวกับความเป็นไปได้สามอย่างเรื่องฐานะชาติกำเนิดของเซียวถิงอวิ๋น จิตใจเมิ่งเสวี่ยหลี่ก็พลันหนักอึ้ง

หากเซียวถิงอวิ๋นไม่ใช่หมากลับของหานซาน ขนาดตนเองยังรู้สึกสงสัย แล้วผู้แข็งแกร่งในหานซานที่ครุ่นคิดไตร่ตรองรอบคอบกว่าเขามากมายพวกนั้นมีหรือจะไม่นึกสงสัย

อวี๋ฉี่ซูกลับเข้าใจผิด “หลังจากศิษย์สายตรงสี่คนนั่นกลับไป เจ้าก็เหมือนจะไม่ปกติ”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ยิ้ม “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้ากับพวกเขาหาได้มีข้อขัดแย้งอันใดกันไม่”

เขาอาศัยฐานะคู่ร่วมบำเพ็ญของจี้เซียวมองดูสานุศิษย์หานซานเฉกเดียวกับมองดูชนรุ่นหลัง

เด็กยังไงก็คือเด็ก

อวี๋ฉี่ซูไหนเลยจะเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ ทว่าจู่ๆ เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงกระจ่างชัด “อาวุโสเมิ่ง พรุ่งนี้ยามเหม่าเจ้าต้องไปลานสำแดงกระบี่ใช่หรือไม่ ก่อนเวลาศึกษาตำราเช้าพอดี เช่นนั้นมิสู้พาข้าไปเปิดหูเปิดตาด้วย”

ลานสำแดงเป็นสถานที่ฝึกกระบี่ของศิษย์ฝ่ายใน ศิษย์นอกที่ยังไม่มีกระบี่ทำได้เพียงฉวยโอกาสตอนเดินผ่านมองดูไอกระบี่ที่แผ่ซ่านอยู่ไกลๆ หวังว่าตนเองจะมีโอกาสเช่นนั้นบ้างสักวัน

มีคนรีบแกะเกาลัดยื่นส่งให้เมิ่งเสวี่ยหลี่ “อาวุโสเมิ่ง หากสะดวกพาข้าไปด้วยได้หรือไม่”

“ข้าด้วย ข้าเองก็อยากเปิดหูเปิดตาเหมือนกัน”

อวี๋ฉี่ซูรู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องที่สุด เขาบอกกับเมิ่งเสวี่ยหลี่ “พวกเราไปด้วยกัน ไม่ว่าพวกเขามีแผนชั่วอะไร ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้พวกเขามีหรือจะกล้ารังแกเจ้า”

 

กระบี่เหินเวหาบินไกลออกไป วิหารถกสัจธรรมกับป่าสนเขียวที่ตั้งอยู่เชิงเขาหดเล็กลงรวดเร็ว เทือกเขากว้างใหญ่ไพศาลทั้งหมดค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

จี้เซียวที่ยืนอยู่เหนือกระบี่เหินเวหาค้อมมอง

จุดเขียวเพียงหนึ่งเดียวกลางหมื่นภูผาขาวสล้างคือยอดเขาฉางชุนของเขากับเมิ่งเสวี่ยหลี่

เรื่องราวในแดนมนุษย์แปรผัน มีเพียงทิวเขาพายุหิมะกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเท่านั้นที่ยังคงเดิม เฉกแม่น้ำฉางเจียงที่ยังคงไหลรินชั่วนิรันดร์

เห็นเขาไม่พูดไม่จาเช่นนั้น หัวหน้าฝ่ายการกิจก็หันกลับมาเอ่ยปากปลอบ “ไม่ต้องกลัว เด็กน้อย สำนักเราฝากความหวังไว้กับเจ้าแล้ว ท่านเจ้าสำนักเชิญผู้สูงส่งมาตรวจดวงชะตาให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ วันหน้ายามเดินอยู่บนวิถีผู้บำเพ็ญพรตจะได้ยึดตามคำทำนายหลบเลี่ยงวิบาก ดำรงตนอยู่บนมรรคาที่ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องที่ดี”

จี้เซียวพยักหน้า ที่แท้ศิษย์พี่ของเขาก็มาถึงแล้ว

มิน่าถึงต้องขี่กระบี่เหินเวหา เขาทอดตามอง เห็นเรือสีแดงขนาดใหญ่ราวกับอาทิตย์ดวงโตสีแดงปรากฏให้เห็นอยู่รางๆ ท่ามกลางหมู่เมฆ

ปกติเรือล่องเมฆาลำนี้จะลอยอยู่กลางมหรรณพแดนสรวง ยามนี้กลับหยุดแขวนอยู่เหนือยอดเขายอดประมุข

เรือล่องเมฆาบดบังตะวัน ทำให้ตำหนักกลางกับลานหน้าตำหนักถูกปกคลุมอยู่ใต้เงามืดหนาหนัก

แขกมาจากแดนไกลแทนที่จะจอดเวทศัสตราลงพื้น แต่กลับปล่อยมันลอยค้างอยู่กลางอากาศเช่นนี้ เดิมเท่ากับมิให้เกียรติอีกฝ่าย

ทว่าเพราะแขกที่มาเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของจี้เซียวเจินเหริน เรื่องนี้จึงพออภัยให้กันได้

หลังเซียวถิงอวิ๋นขึ้นเขา เจ้าสำนักเจี้ยนเวยเจินเหรินก็เรียกประมุขยอดเขาทุกคนมาพูดคุยปรึกษาหารือกัน

‘ร่างสถิตวิญญาณกระบี่แต่กำเนิดได้ถือกำเนิดแล้ว พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร’

ประมุขยอดเขาจื่อเยียนเอ่ยปากขึ้นก่อน ‘ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล ลางสังหรณ์’

สิ่งนี้มิใช่ลางสังหรณ์ของอิสตรี แต่ลางสังหรณ์ของผู้บำเพ็ญพรตคือท่าทีตอบสนองล้ำลึกต่อการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินท่ามกลางสถานการณ์ยากจะเข้าใจ

ประมุขยอดเขาหลิวหลันถาม ‘เจ้าว่าบนตัวเขามีอะไรผิดแปลกอย่างนั้นหรือ หรือว่าเขาเป็นสายที่สำนักอื่นส่งมา?’

‘ข้ามิได้กล่าวเช่นนั้น เพียงแต่จี้เซียวสิ้นชีพไม่นาน การประลองแดนสนธยาฮั่นไห่ก็กำลังจะมาถึง ยามนี้สายตาผู้คนที่จับจ้องมาที่หานซานมีไม่น้อย ช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ พวกเราระวังตัวสักหน่อยเป็นดี’

เจินเหรินเจ้าสำนักพูดอย่างลังเล ‘ตอนเขาขึ้นเขามา ข้ายืนมองดูเขาจากบนเมฆอยู่เป็นนาน ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด’

ประมุขยอดเขาจ้งปี้กล่าว ‘ลองคิดหาวิธีดูก็แล้วกัน ในเมื่อพวกเราดูเขาไม่ออก เช่นนั้นมิสู้หาใครสักคนมาช่วยดู’

หากจะพูดถึงความสามารถในการอนุมานทำนาย อ่านพลังล่วงรู้ตัวตนแล้ว เจ้าสำนักอู้อิ่นกวนนับว่ามีฝีมือสูงส่ง หากแต่สัมพันธ์ระหว่างอู้อิ่นกวนกับหมิงเยวี่ยหูใกล้ชิดสนิทสนมกันมาแต่ไหนแต่ไร

‘ผู้สูงส่ง’ ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับหานซานอีกทั้งยังเชี่ยวชาญทักษะการอ่านพลัง ย่อมหนีไม่พ้นประมุขแดนสรวงผู้พำนักอยู่ลึกเข้าไปในม่านเมฆเหนือทะเลหนานไห่

ประมุขแดนสรวงนามหูซื่อเคยให้สัตย์สาบานว่าจะไม่เหยียบเข้าหานซานอีกแม้เพียงครึ่งก้าว

เขายึดมั่นต่อคำสัตย์นี้อย่างที่สุด หลังจี้เซียวสิ้นชีพ ผู้คนจากสำนักต่างๆ พากันมารวมตัวร่วมพิธีเซ่นไหว้ยังศาลบรรพชน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ไม่มา

วันนี้เขาตกลงนัดหมายกับเจ้าสำนัก เรือล่องเมฆาลอยค้างอยู่กลางนภาไม่ลงจอด ไหนเลยจะนับเป็นการ ‘เหยียบเข้าหานซาน’ ได้

หูซื่อไม่ได้แตกหักกับหานซาน หากแต่แตกหักกับผู้เป็นอาจารย์ลุงอย่างอาวุโสไท่ซั่งจั่งเหล่าแห่งหานซาน

ยามนี้อาวุโสไท่ซั่งจั่งเหล่าอายุห้าร้อยหกสิบปีแล้ว บางคนอายุยืนยาวถึงยามนี้ใช้ชีวิตมีแต่จะยิ่งทรงภูมิปัญญา ทว่าบางคนกลับตรงกันข้าม หากมิได้ข้องแวะกับเรื่องส่วนตัวของคนหนุ่มสาว ก็ราวกับเขาสูญเสียความอภิรมย์ในชีวิตจนหมดสิ้น หากเทียบกับโลกมนุษย์ เขาก็ไม่ต่างอันใดกับผู้เฒ่าที่เฝ้าเร่งรัดให้เด็กหนุ่มเด็กสาวข้างบ้านรีบแต่งงาน

ตอนจี้เซียวจับคู่ร่วมบำเพ็ญ ไท่ซั่งจั่งเหล่าได้ตามเจินเหรินเจ้าสำนักมาฟังโอวาท ‘จี้เซียวมีใจมุ่งมั่นอยู่ในมรรคาวิถีมาแต่เล็ก ใครเล่าจะไปนึกว่าสุดท้ายเขากลับแปดเปื้อนธุลีแดงพื้นๆ หาไม่แล้วคงมีหวังที่จะได้ก้าวเป็นผู้สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่แดนสวรรค์เป็นคนแรกของโลกใบนี้’

คำตำหนิเมิ่งเสวี่ยหลี่ว่าเป็นพวก ‘พื้นๆ’ นั้นอันที่จริงซ่อนความหมายแฝงไว้ว่าจี้เซียวถูกลิขิตเอาไว้แล้วว่าจะไม่มีวันสำเร็จมรรคผลขึ้นเป็นเซียนได้ ทว่าเพียรบำเพ็ญของจี้เซียวนั้นสูงกว่าตน คำพูดเช่นนี้ไหนเลยจะกล่าวต่อหน้าจี้เซียวได้

ร้อยกว่าปีก่อน หูซื่อมิได้โชคดีเช่นนี้

เขาไม่ฝึกกระบี่ เพียงจมอยู่กับศาสตร์ปลีกย่อยของผู้บำเพ็ญพรตต่างๆ อย่างการปรุงโอสถวิเศษ หลอมเวทศัสตรา อนุมานอ่านพลัง วันที่เขารู้แจ้งนั้นหานซานร้างไร้เงากระบี่ จะมีก็แต่รัศมีสีแดงสว่างพร่างพรายราวกับเปลวไฟในเตาหลอมโอสถ

อาวุโสไท่ซั่งจั่งเหล่ามาพร้อมกับรัศมีสีแดง กล่าวตำหนิเขาต่อหน้า ‘รู้แจ้งรวดเร็วแล้วเช่นไร หานซานของพวกเราเป็นสำนักกระบี่ เจ้าไม่ใช้กระบี่ ไหนเลยจะมีคุณสมบัติเป็นศิษย์ของหานซานได้ หากอาจารย์เจ้ายังอยู่แล้วรู้ว่าจะมีวันนี้ เขาย่อมต้องนึกเสียใจที่รับเจ้าเข้าสำนัก!’

ยามนั้นหูซื่ออายุยังน้อยไม่รู้จักการสังสรรค์พบปะผู้คน อารมณ์ร้อนไม่ยอมคน จึงลั่นคำสาบานเดินจากไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง กว่าจี้เซียวจะปราบมารกลับมา เรื่องราวก็ไม่อาจแก้ไขอันใดได้แล้ว

หลังไปจากหานซาน หูซื่อก็ก่อความวุ่นวายไปทั่ว ทำตัวกำเริบเสิบสาน มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาถึงกับเปลี่ยนไปบำเพ็ญ ‘เมถุนธรรม’* เลี้ยงดูหนุ่มสาวรูปร่างหน้าตางดงามจำนวนมากไว้ที่มหรรณพแดนสรวง บรรเลงขับขานบทเพลง

ถึงเขาจะหันหลังให้กับมรรคาวิถี ทว่าสภาวะกลับสูงส่ง แม้ไม่ข้องแวะกับเรื่องราวทางโลก แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากเดินทางมาขอโอสถวิเศษเวทศัสตรากับเขาเสมอ ด้วยเหตุนี้มหรรณพแดนสรวงจึงมีแต่รุ่งเรืองมิเสื่อมทราม

 

ครั้นหัวหน้าฝ่ายการกิจขี่กระบี่เข้าใกล้เรือล่องเมฆา โฉมสะคราญกลุ่มหนึ่งก็ตรงเข้ามาต้อนรับ

เรือวิเศษล้ำค่าแดงฉานราวสุริยัน กระโปรงของหญิงสาวเหล่านั้นสะบัดพลิ้วดั่งแสงตะวันรอน ไม่ต่างอันใดกับคำที่ว่าช่วงเวลาที่ดีทัศนียภาพงดงาม ครั้นนึกถึงลีลาท่วงท่าของผู้เป็นศิษย์พี่ขึ้นมา จี้เซียวก็ปวดหัวเล็กน้อย

เขาเดินตามสาวใช้บนเรือ หลังชำระร่างกายอาบกำยานที่ห้องชั้นล่างของลำเรือ เปลี่ยนมาสวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อย สตรีหน้าตาพริ้มเพราอีกนางก็พาเขาเดินขึ้นชั้นบนมาหยุดอยู่ยังชั้นบนสุดของเรือล่องเมฆา ย่ำเท้าเปลือยเปล่าไปบนเสื่อไม้ไผ่ อ้อมผ่านฉากบังตาสีดำชั้นแล้วชั้นเล่า

ที่นี่เป็นห้องเงียบสงัดกว้างใหญ่ห้องหนึ่ง สาวใช้ก้มหน้าเดินนำทางไม่พูดไม่จา ท่ามกลางความเงียบงันมีเพียงเสียงชายกระโปรงกวาดผ่านเสื่อไม้ไผ่ดังขึ้นแผ่วเบาเท่านั้น

ครั้นเดินเข้ามาถึงห้องด้านใน ประตูฉลุลายสองบานที่อยู่ตรงหน้าก็เคลื่อนเปิด

เจ้าสำนักกับประมุขยอดเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่งสีขาว ด้านหน้ามีโต๊ะเตี้ยวางอยู่ตัวหนึ่ง มีสาวใช้หน้าตางดงามคอยรินน้ำชาจัดแจงของว่างให้มิขาด

ทว่าทุกคนกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าไม่คุ้นเคยกับการต้อนรับเช่นนี้

ที่ด้านหน้าของที่นั่งแขกยังมีเบาะนั่งว่างอยู่เบาะหนึ่ง ขยับขึ้นหน้าไปอีกเล็กน้อยคือม่านโปร่งซึ่งกั้นระหว่างแขกกับผู้เป็นเจ้าเรือน

ที่พอเห็นได้เลาๆ อยู่หลังม่านโปร่งคือเงาคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นนั่งตัวตรง ท่าทางเคร่งขรึมจริงจัง

ที่ไม่เหมือนกับท่าทางของเขาเลยแม้แต่น้อยคือเส้นผมยาวสยายเต็มแผ่นหลัง อาภรณ์ตัวนอกหลวมกว้างเผยให้เห็นถึงแผ่นอกเปลือยเปล่า

เขาบอกกับเซียวถิงอวิ๋น “นั่งลง”

จี้เซียวทำตามที่อีกฝ่ายบอก นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของม่านโปร่ง

หากมองปราดเดียวก็รู้ชะตาชีวิตของคนได้แล้ว นั่นย่อมไม่ใช่ผู้บำเพ็ญพรตแต่เป็นเซียนเทพ ยามผู้บำเพ็ญพรตอ่านพลังจำต้องเชื่อมต่อฟ้าดิน คิดคำนวณโดยละเอียด

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ตะเกียงกำยานดับมอดก่อนจะถูกจุดขึ้นใหม่อีกคราว ฟากฟ้าตะวันออกเริ่มสว่างไสวขึ้นทีละน้อย ประมุขแดนสรวงยังคงไม่ขยับ

เบื้องหน้าคือสายตาพินิจพิจารณาถี่ถ้วนของประมุขแดนสรวง เบื้องหลังคือสายตาจับจ้องของผู้คนจำนวนมาก จี้เซียวไม่ขยับเขยื้อนเช่นกัน

ขณะที่ประมุขยอดเขาเยวี่ยเชวียที่มีนิสัยบุ่มบ่ามที่สุดเริ่มใกล้หมดความอดทน ประมุขแดนสรวงก็ยกมือขึ้น

สาวใช้รูปโฉมงดงามสองนางเลิกม่านโปร่งออก เผยให้เห็นใบหน้าสดใสเฉกจันทร์กระจ่างของเขา

ในที่สุดหูซื่อก็ขยับริมฝีปาก เขากล่าวออกมาสองคำ “ศิษย์น้อง”

ทันทีที่คำพูดดังกล่าวหลุดออกจากปาก ประมุขยอดเขาทั้งหมดก็ต่างพากันตื่นตะลึง พรวดพราดลุกขึ้นยืน โต๊ะเตี้ยพลิกล้ม ถ้วยตะไลหล่นร่วง

สายตาเจ้าสำนักเจี้ยนเวยเจินเหรินราวกับอสุนีบาต เขาจ้องดูเซียวถิงอวิ๋นเขม็ง

จี้เซียวทำเพียงเลิกคิ้ว เผยให้เห็นความรู้สึกฉงนสนเท่ห์จางๆ

ประมุขแดนสรวงพูดต่อ “ศิษย์น้อง ยามนี้สำนักหานซานได้ผู้มีความสามารถแล้ว มีผู้สืบทอดเช่นนี้ หากแม้นวิญญาณเจ้าในปรภพรับรู้คงวางใจได้แล้ว!”

ประมุขยอดเขาทั้งหลายพูดอะไรไม่ออก ลมหายใจติดขัด

ประมุขแดนสรวงหันไปกล่าวกับเจินเหรินเจ้าสำนัก “เด็กหนุ่มผู้นี้หากคิดบรรลุมรรคาวิถี มีข้อต้องห้ามประการหนึ่ง”

“ข้อต้องห้ามอันใด”

ประมุขแดนสรวงกล่าวออกมาสองคำ “เลี่ยงหิมะ”

ประมุขยอดเขาหลิวหลันไม่ยอมรับ “พวกข้าล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่ อยู่ต่อหน้ากระบี่ความชั่วร้ายอันใดล้วนมิอาจต้าน ไร้ข้อยกเว้น! บอกให้เลี่ยง เลี่ยงอะไร”

ประมุขยอดเขาจ้งปี้ขมวดคิ้ว “หานซานล้วนมีหิมะขาวโพลนทุกแห่งหน เขาจะหลบเลี่ยงไปที่ใดได้ หรือชั่วชีวิตได้แต่ต้องอยู่ที่วิหารถกสัจธรรมที่เชิงเขานั่น?”

ประมุขยอดเขาจื่อเยียนโบกพัดไปมา “มิสู้ให้เขาคำนับข้าเป็นอาจารย์ ฝึกกระบี่เพลิงอสุนี วันหน้ามีเพลิงม่วงคุ้มกาย รับรองหิมะอันใดมิอาจแปดเปื้อน”

ประมุขยอดเขาทั้งหลายต่างโต้เถียงกันมิสิ้นสุด

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: