ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 71-72 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 71-72 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4

ผู้เขียน :  จื้อฉู่ (稚楚)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

      

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ 

การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว 

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม

มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

            

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 71 คมความรัก

 

นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่เดินเข้ามาในร้านซ่อมคอมพิวเตอร์แห่งนี้

เมื่อฉีโม่ที่กำลังสอนเด็กมัธยมคนหนึ่งลงโปรแกรมอยู่ในร้านเห็นเขากับเจี่ยงเถียนเดินเข้ามา ดวงตาที่อยู่ใต้ปีกหมวกแก๊ปก็ฉายแววตื่นตะลึง

แต่ไม่นานฉีโม่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ เขาใส่มาสก์ที่ห้อยไว้ที่คางให้เรียบร้อยก่อนจะถามพวกหนานอี่ว่าต้องการให้ช่วยเรื่องอะไร

ตลอดเวลาที่ตกลงกันหนานอี่ไม่พูดเลยสักประโยค เขายืนอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้เจี่ยงเถียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฉีโม่ฟังอย่างร้อนใจ

คนที่ถูกตามใจจนเคยตัวมักช่างเรียกร้อง หญิงสาวพูดคำว่า ‘ขอด่วน’ ‘ต้องซ่อมให้ได้’ ไม่หยุดราวกับสาดกระสุน

ห้านาทีต่อมาพวกเขาก็เดินออกมาจากร้านซ่อมคอมพิวเตอร์

ข้างนอกลมแรงมาก ใบไม้แห้งถูกพัดจนหมุนวนปนอยู่กับถุงขยะสีดำพักหนึ่ง ก่อนจะร่วงลงพื้น

ในที่สุดแผนที่วางไว้มานานก็มีความคืบหน้าก้าวใหญ่ นี่เป็นเรื่องที่ควรยินดีอย่างยิ่ง แต่หนานอี่กลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย การจมอยู่ในความแค้นมาเนิ่นนาน ต้องออกเดินด้วยความยากลำบากทุกย่างก้าวทำให้เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องนี้

“สรุปคือต้องใช้เวลาซ่อมสามวัน โชคดีที่กว่าพ่อฉันจะกลับก็อีกหนึ่งสัปดาห์” เจี่ยงเถียนพูดพลางรวบเสื้อขนแกะสีขาวหิมะบนตัวแน่น “ถ้าพ่อรู้ต้องด่าฉันตายแหง”

“ขอโทษ ผมไม่ระวังเอง”

ถ้าได้ของแล้วเผ่นหนีทันทีมันจะดูน่าสงสัย หนานอี่เลยแสร้งทำหน้าสำนึกผิด ซึ่งก็สมใจเจี่ยงเถียน เธอเลยเริ่มได้คืบจะเอาศอก

“ถ้านายอยากขอโทษฉันจริงๆ ก็ไปกินข้าวกับฉันนะ” หญิงสาวพูดยิ้มๆ “ฉันรู้จักร้านอาหารอร่อยๆ อยู่ที่หนึ่ง”

หนานอี่รู้สึกรุ่มร้อนในทุกนาทีที่ต้องอยู่กับเธอ แต่เพื่อทำให้เจี่ยงเถียนคลายความระแวดระวังลงให้มากที่สุด หนานอี่จึงไม่ได้ปฏิเสธ

 

ที่นั่งติดหน้าต่างเห็นวิวกิ่งไม้แห้งสีดำที่อยู่ด้านนอก ไกลออกไปคือผนังตึกสีขาวออกเทาที่ดูสะอาดสะอ้าน สีของกิ่งไม้กับสีของผนังตัดกันกลายเป็นภาพเครื่องกระเบื้องสีขาวแตกลายงา

ไข่มุกบนคอของเจี่ยงเถียนเป็นสีขาว มันล้อกับแสงไฟเหนือโต๊ะอาหารเป็นประกายแกมชมพูอันนุ่มนวล

ภาพนี้ทำให้หนานอี่คิดถึงคลิปที่พ่อแม่ของเซวียอวี๋เคยเอาให้เขาดู เซวียอวี๋ที่อยู่ในคลิปใส่เสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน ติดกระดุมไข่มุกครบทุกเม็ด แต่ไม่นานเสื้อตัวนั้นก็ถูกเจี่ยงเถียนกระชากจนกระดุมหลุดร่วงลงกระทบพื้นกระเบื้องเสียงดัง

ทว่าเสียงร้องไห้อ้อนวอนกลับชัดยิ่งกว่า

“ทำไมไม่กินล่ะ ไม่ชอบอาหารฝรั่งเหรอ”

พอได้ยินคำถามของหญิงสาว หนานอี่ก็หันไปมองหน้าเธอ ภาพใบหน้าที่กำลังหัวเราะเสียงแหลมดังลั่นในคลิปตัดสลับกับภาพของเซวียอวี๋อยู่ในสมองของเขาไม่หยุด

ถ้าเสียงหัวเราะเป็นสีแดงและเสียงร้องไห้เป็นสีเขียว ทั้งสองสีก็ผสมกันเละเทะเหมือนสลัดจานที่อยู่ตรง คนที่ชอบบูลลี่คนอื่นไม่เคยแยกเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ออกมาเดี่ยวๆ พวกเขาจะกินทุกอย่างลงท้องทีละคำๆ ตอบสนองความหฤหรรษ์ของตัวเองและรังเกียจความเจ็บปวดของคนอื่น

“ผมไม่ชอบ” หนานอี่ตอบ

มือเบสหนุ่มหั่นเนื้อสเต๊กในจาน แต่พอได้กลิ่นเขากลับรู้สึกอยากขย้อน

ทุกวินาทีที่นั่งประจันหน้ากับเจี่ยงเถียนทำให้เขาคิดถึงเจี่ยงเจิ้ง คิดถึงเฉินซั่นหง ลามไปถึงคุณยายกับน้าชาย มันทรมานทั้งการมองเห็นและการได้กลิ่นอย่างยิ่ง หนานอี่เลยหันเหความสนใจไปที่โสตประสาท ด้วยการตั้งใจฟังเพลงที่เปิดอยู่ในร้านอาหาร

มันเป็นเพลงที่ตัดต่อใหม่เป็นโพสต์ร็อกตามมาตรฐาน เสียงเครื่องดนตรีเรียบง่าย กีตาร์ไฟฟ้าที่ถูกปรับเสียงจนแตกพร่าให้ความรู้สึกมืดหม่นเหมือนมีฝนตกปรอยๆ มานานแสนนาน

แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายคือพอเพลงเล่นไปได้ถึงหนึ่งในสามก็มีเสียงร้องเนื้อภาษาอังกฤษซ้ำๆ สองสามประโยค

เสียงนี้ค่อนข้างคุ้นหู หนานอี่อดใจไม่ไหวต้องหยิบมือถือออกมาใช้โปรแกรมค้นหาชื่อเพลง และผลที่ได้ทำให้เขาชะงักงันไปหนึ่งวินาที

เพราะมันคือเพลงของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์

มือเบสหนุ่มคลิกเปิดหน้าอัลบั้ม พบว่านี่เป็นซิงเกิลใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อสามเดือนก่อน ชื่อ ‘Recollection’

หลังเปิดดูเนื้อเพลงเขาก็พบสาเหตุที่ทำให้เพลงนี้มีสไตล์ที่แตกต่างจากสไตล์เก่าของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์…ชื่อผู้แต่งเนื้อร้องกับเมโลดี้คือสวี่ซือ มือเบสวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์

เมื่อก่อนสวี่ซือร้องโซโล่น้อยมาก เพลงนี้ไม่ได้เข้าไปอยู่ในอัลบั้มชุดไหนๆ ของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เลย เพราะมันเหมาะจะเอาไปทำเป็นเอาต์โทร* แนวโพสต์ร็อกมากกว่า

“นายชอบคนแบบไหน”

หนานอี่ไม่ได้ตั้งใจฟังเจี่ยงเถียนพูดเลยไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนเรื่องมาถามปัญหาข้อนี้ได้

“คนใจดี” เขายอมรับว่าตัวเองจงใจพูดแบบนี้ออกไป

แต่คนที่ไม่รู้จักกลับเนื้อกลับตัวไม่มีทางรับรู้ถึงความจงใจนี้ เจี่ยงเถียนยิ้ม “ขอบเขตกว้างเกินไปหน่อยไหม มีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”

หนานอี่มองเนื้อร้องสองสามประโยคที่มีคำอยู่แค่ไม่กี่คำ ส่วนหูก็ถูกกรอกด้วยเสียงร้องที่ฟังดูเหมือนทอดถอนใจของสวี่ซืออยู่ในร้านอาหารแห่งนี้

 

‘I always think of the video store, which now sells desserts.’

(ฉันมักจะนึกถึงร้านขายวิดีโอ ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปขายของหวานแล้ว)

 

ไม่รู้ทำไมเขากลับตกหลุมพรางของคำถามข้อนี้จริงๆ ในสมองมีใบหน้าของใครคนหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ราวกับว่าภาพนั้นคือคำตอบ

มือเบสหนุ่มเผลอเอามือเท้าคาง…ทั้งที่ปกตินี่เป็นท่าที่ใครอีกคนติดทำเป็นประจำ หนานอี่พูดเสียงเบา “คนแปลกๆ”

“คนแปลกๆ เหรอ”

หนานอี่ไม่คิดจะดูจอมือถืออีกเลยปิดมัน แต่ยังคงหลุบตาลงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท “คนที่มีพลังยอดมนุษย์”

คำตอบนี้ทำให้เสียงหัวเราะของเจี่ยงเถียนดังขึ้นแบบเกินจริง จนหนานอี่รู้สึกเหมือนมีเชือกป่านที่ถูกยกขึ้นสูงฟาดขวับๆ ลงมาที่ข้างหูเขา

“หนานอี่ บางทีนายก็เล่นมุกหน้าตายเก่งเหมือนกันนะนี่”

หนานอี่กระตุกมุมปาก แต่ไม่พูดอะไร

ต่อมามือถือของเขาก็สั่น เป็นฉือจือหยางที่โทรมา ตามที่เขาส่งข้อความไปบอกเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

หนานอี่อาศัยสายที่โทรเข้ามาจากการเตี๊ยมกันไว้เพื่อยุติ ‘เดต’ ที่เป็นเหมือนเรื่องตลกนี้ โดยอ้างว่าทางรายการเร่งให้พวกเขากลับเข้าค่าย จากนั้นมือเบสหนุ่มก็ออกจากร้านอาหารที่แสนจะน่าอึดอัดแล้วเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง

เจี่ยงเถียนวิ่งตามออกมายืนส่งเขาที่ริมถนน ลอนผมที่เธอตั้งใจทำถูกลมพัดจนยุ่ง

หญิงสาวรีบวิ่งมาดึงประตูเบาะหลังที่กำลังจะปิดไว้ ถามว่า “คราวหน้านายยังไปดูดอกกล้วยไม้ที่บ้านฉันอีกหรือเปล่า”

หนานอี่ใช้มือป้องลำโพงโทรศัพท์ มุมปากของเขายกโค้งขณะมองดูเธอ “ไว้ถึงช่วงดอกไม้บานแล้วค่อยคุยดีกว่า ดูแต่ใบมันไม่น่าสนใจอะไรเลย”

“นั่นมันหน้าร้อนเลยนะ” เจี่ยงเถียนแอบนึกท้อใจ แต่ไม่นานหญิงสาวก็ยกมุมปากขึ้นอีกครั้งอย่างเข้าใจผิด คิดว่าหนานอี่จงใจถ่วงการเดตให้ยาวไปจนถึงฤดูร้อนปีหน้า

“อืม” หนานอี่ยกมุมปากขึ้น ทว่าสายตากลับเย็นชา “ไว้ค่อยคุยกันอีกทีตอนหน้าร้อน”

ไม่รู้ว่าฤดูร้อนปีหน้าบ้านหลังนั้นยังจะเป็นบ้านของเธออยู่อีกไหม

ไม่รู้ว่าดอกกล้วยไม้แพงๆ พวกนั้นจะถูกติดหมายด้วยหรือเปล่า

รถวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ จนโอเวอร์โค้ตสีขาวในกระจกมองหลังหายลับไป

“ใครเหรอ” ฉือจือหยางถามอยู่ในสาย

“ไม่มีอะไร” หนานอี่สังเกตว่าเสียงของฉือจือหยางฟังดูอ่อนแรง เลยนิ่วหน้า “นายไม่สบายเหรอ”

“เปล่า” คนที่อยู่ปลายสายทำตัวมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ให้ฉันไปหานายที่มหาวิทยาลัยไหม”

ใครจะรู้ว่าฉือจือหยางจะปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอกเสี่ยวอี่ ฉันไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัย คืนนี้ต้องกลับไปถ่ายรายการประกวดแล้ว ไว้เจอกันตอนนั้นละกัน”

ความคิดแรกของหนานอี่คือฉือจือหยางอาจจะอยู่กับเหยียนจี้ แต่เรื่องที่น่าแปลกคือถ้าฉือจือหยางอยู่กับเหยียนจี้จริงแล้วทำไมเขาถึงดูห่อเหี่ยวแบบนี้

หนานอี่อยากสอดมือเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่ดูเหมือนฉือจือหยางจะอยากปิดบังเรื่องอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับตัวเขา ซึ่งถ้าเขาสอดมือเข้าไปมันจะละลาบละล้วงเกินไปหน่อยไหม

พวกเขาแต่ละคนก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว

“ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจก็บอกฉัน ฉันจะไปดื่มด้วย”

“ช่างเถอะ!” ฉือจือหยางเริ่มหัวเราะได้ “พ่อคนชอบจัดระเบียบจักรยาน นายอย่าดื่มเลยดีกว่า”

หนานอี่หัวเราะ

หลังวางสายมือเบสหนุ่มก็ย้อนกลับไปที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะมาที่จุดจอดรถมอเตอร์ไซค์ พอหนานอี่ไขกุญแจก็ได้รับสายจากฉีโม่

ฉีโม่เหมือนจะอยู่ข้างนอกเช่นเดียวกัน ในสายเลยมีเสียงรบกวนอยู่มาก

“ทำไมถึงไม่ใช้ไวรัสที่ฉันให้ไปล่ะ” ฉีโม่เข้าประเด็นแบบเปิดประตูเจอภูเขา*

“มันไม่สะดวก ฉันหาโอกาสแยกเธอออกไปไม่ได้เลย”

ฉีโม่หัวเราะ “แหงสิ สายตาเธอเกาะติดอยู่ที่ตัวนายตลอดเลย”

สักพักโปรแกรมเมอร์หนุ่มก็บอกมาอีกว่า “ตอนพวกนายสองคนโผล่มา ฉันถึงกับสะดุ้ง คิดไม่ถึงว่าพวกนายจะหอบเอาโน้ตบุ๊กมาด้วย แบบนี้มันไม่ชัดเกินไปหน่อยเหรอ”

“ไม่หรอก แค่ดูเปิดเผย” หนานอี่เอนตัวพิงรถ “ร้านของนายเป็นร้านซ่อมที่เธอเสนอเอง แถมฉันยังบอกว่าน่าจะไม่เวิร์กให้ส่งไปที่ร้านซ่อมที่เป็นออฟฟิเชียลดีกว่า แต่เจี่ยงเถียนกลัวว่าพ่อเธอจะสังเกตเห็นบันทึกของร้านซ่อมแบบออฟฟิเชียลเลยยืนกรานว่าจะไม่ไป เธอเป็นคนพาฉันไปที่บ้าน ทำโน้ตบุ๊กพัง ถ้าไม่อยากโดนด่าเธอก็ต้องเป็นฝ่ายปิดบังเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น”

ลมพัดผมของมือเบสหนุ่มจนยุ่ง หนานอี่เลยยกมือขึ้นรวบ

“เจี่ยงเถียนเดินเข้าออกประตูหมู่บ้านทุกวัน เห็นร้านของพวกนายกับโบรชัวร์พวกนั้น ต้องได้รับการชี้นำไปแบบไม่ทันรู้ตัวนานแล้ว ทั้งหมดนี้ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเลย เป็นการตัดสินใจของเธอล้วนๆ”

ฉีโม่เข้าใจแล้ว

ต่อให้หลังจากนี้จะเกิดเรื่องจนเจี่ยงเถียนต้องมาคิดทบทวนดูทีหลังก็เป็นเรื่องยากที่เธอจะคิดถึง ‘เหยื่อ’ ที่ตัวเองพยายามตามจีบอย่างยากเย็น เนื่องจากเธอเป็นคนไปตื๊อเขา หนานอี่ถึงได้ฝืนใจมากับเธอสักครั้ง

หญิงสาวคงคิดได้แค่ว่ามีคนในร้านซ่อมคอมพิวเตอร์เอาข้อมูลในโน้ตบุ๊กไป

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนแรกหนานอี่ถึงให้ฉีโม่ใช้บัตรประชาชนปลอมมาสมัครทำพาร์ตไทม์ที่ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์แห่งนี้ การจับตาดูเจี่ยงเถียนนั้นเป็นแค่เหตุผลหนึ่ง แต่นี่คือแผนบีที่หนานอี่วางไว้

“รู้แล้ว ฉันจะพยายามก๊อปปี้ข้อมูลออกมาให้เร็วที่สุดกับติดตั้งไวรัสก๊อปปี้และตรวจสอบเข้าไปสักตัวด้วย”

แต่หนานอี่กลับบอกว่า “ไม่ต้องรีบ ถ้าไม่ได้อะไรเลยจริงๆ ค่อยติดตั้ง แต่ถ้ามันมีจริงๆ ก็อย่าทำอะไร”

รอจนฉีโม่วางสาย หนานอี่ถึงค่อยใส่หมวกกันน็อกแล้วก้าวขึ้นคร่อมรถ

ที่เขาไม่ได้เลือกใช้โปรแกรมไวรัสที่ฉีโม่ให้มาในทันที ไม่ใช่เพราะมันไม่สะดวกเพียงอย่างเดียว

พอคิดแผนให้เจี่ยงเถียน ‘พาตัวเองไปติดกับ’ ได้ หนานอี่ก็โยนวิธีการที่ดูซ่อนเร้นแต่มีความเสี่ยงนี้ทิ้งไป

เพราะอย่างไรการแฮกเข้าโน้ตบุ๊กส่วนตัวและเปิดเผยข้อมูลอย่างจงใจกับการ ‘เจอโดยไม่ได้ตั้งใจ’ ขณะซ่อมโน้ตบุ๊กนั้น ถือเป็นเจตนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทางกฎหมาย

ในสายตาของหนานอี่ ฉีโม่ไม่ได้เป็นแค่ห่วงโซ่ห่วงหนึ่งในแผนการ อีกทั้งไม่ใช่เบี้ย แต่เป็นเพื่อนที่ยืนอยู่ในจุดเดียวกับเขา

หนานอี่รู้ดีว่านับตั้งแต่ที่ฉีโม่ตัดสินใจเดินทางกลับจากต่างประเทศมาเข้าร่วมในแผนร้ายที่ว่านี้อย่างไม่มีลังเล เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างแบบทุบหม้อจมเรือ* แล้ว แต่หนานอี่ก็ยังหวังว่าจะสามารถลดความเสียหายจากการแก้แค้นที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเขาให้ได้มากที่สุด

พอคิดถึงน้ำตาของฉีโม่ตอนที่เห็นหลี่ปู้เหยียนในสภาพเจ้าชายนิทรา คิดถึงเส้นเลือดที่ปูดโปนบนหน้าเขาตอนที่รู้ความจริงเรื่องอุบัติเหตุและเสียงตะโกนอย่างเจ็บปวดนั่นแล้ว หนานอี่ก็เหมือนมองเห็นตัวเองตอนอายุเจ็ดขวบกับสิบห้า

พวกเขาคือภาพสองด้านในแผนการนี้ เป็นด้านสว่างกับด้านมืด หากจะชั่งน้ำหนักว่าใครมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขจริงๆ ทั้งฉีโม่และตัวเขาเองต้องมีน้ำหนักเท่ากัน

ระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์หนานอี่สัมผัสได้ถึงการควบคุมสติอารมณ์อีกครั้ง ท่ามกลางพายุแห่งความโกลาหล แผนของเขากำลังเดินหน้าไปทีละก้าวอย่างมั่นคง สำหรับเขานี่ถือเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้มากที่สุด

แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงชอบคิดถึงเพลงที่ไม่มีความเป็น ‘วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์’ ในร้านอาหารนั่นขึ้นมา

เสียงของสวี่ซือดังอึงอลอยู่ในสมองของเขาเหมือนภูตผีวิญญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่ได้เห็นผลงานของสวี่ซือในฐานะนักดนตรี

ในสายตาเขา สวี่ซือเหมือนต้นอ้อเรียวบาง ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาแสดงให้เห็นถึงความงดงามบอบบาง ดูสวยแบบอ่อนแอ ผลงานของเขาก็เหมือนกัน สวี่ซือเหมือนพร้อมจะปลิวไปตามลมได้ตลอด เวลาที่เจอกับพายุอารมณ์อันเกรี้ยวกราดของฉินอีอวี๋ เขาจะเลือกเล่นไลน์เบสที่จำเป็นตามนักร้องหนุ่ม เมื่อเปลี่ยนตัวมือกีตาร์กับนักร้องนำ สวี่ซือก็พาตัวลอยพลิ้วไปยังทิศทางใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับสไตล์ใหม่

นี่เป็นครั้งแรกที่หนานอี่สัมผัสได้ถึงงานโซโล่เดี่ยวของเขา เป็นผลงานที่แสดงความในใจ เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่หนานอี่ไม่สามารถมองเพลงนี้ในฐานะนักดนตรีจริงๆ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะประสาทสัมผัสอันเฉียบไวบอกเขาว่าคำภาษาอังกฤษไม่กี่วรรคนี้กำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน

ยิ่งผ่านการแปล ความรู้สึกที่ดูคล้ายมีคล้ายไม่มีนั้นก็ยิ่งชัดแจ้ง

 

‘ฉันมักจะนึกถึงร้านขายวิดีโอ ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปขายของหวานแล้ว

ระหว่างมาการงกับเค้กโรล เธอกับฉันยื่นมือออกไปหยิบแผ่นเสียงอันเดียวกันพร้อมกัน

ฉันถ่ายภาพใบหน้ายิ้มแย้มของเธอ เพื่อเก็บเป็นภาพปกของอดีตไว้ตลอดกาล

เค้กวันเกิดที่ยังกินไม่หมด ถ้อยคำที่เธอแกล้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ

บางครั้งฉันก็จะคิดเรื่องทุกอย่างนี้’

 

เพราะเพลงนี้ทำให้หนานอี่เพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่าเขาได้ขี่รถกลับมาที่โรงเรียนมัธยมต้นของตัวเองกับฉินอีอวี๋แล้ว

ซึ่งที่นี่ก็เป็นโรงเรียนมัธยมต้นของสวี่ซือด้วย

มือเบสหนุ่มจอดรถไว้นอกโรงเรียน ส่วนตัวเองเดินเข้าไปด้านใน ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่นี่จะร้างกว่าปกติ ยิ่งเป็นช่วงฤดูหนาวยิ่งไม่มีคน ร้านค้าหลายแห่งที่อยู่แถวประตูโรงเรียนเลยไม่มีลูกค้า

การเดินๆ หยุดๆ อย่างไม่มีจุดหมายเป็นเรื่องที่หนานอี่ทำน้อยครั้งมาก ทว่าเขาก็ไม่รู้ว่าวันนี้ตัวเองเป็นอะไรไป

ลมพัดกรีดผิวหน้าจนรู้สึกเจ็บ แถมยังแทรกเข้าไปในร่องกระดูกอย่างไม่เกรงใจ ระหว่างที่เดินๆ อยู่เขาก็หยุด

หนานอี่หยุดที่หน้าร้านขายขนมแห่งหนึ่ง มองผ่านกระจกหน้าร้านเข้าไปเห็นตู้ขนมที่ตกแต่งด้วยโทนอบอุ่นอยู่ข้างใน ในตู้มีมาการงกับเค้กโรลที่จัดเรียงไว้อย่างสวยงาม

อาจเพราะเขามาหยุดยืนอยู่นานมากเลยไปเรียกความสนใจของพนักงานเข้า พนักงานสาวที่ใส่ผ้ากันเปื้อนสีชมพูยกถาดขนมตัวอย่างออกมา เธอยิ้มพร้อมกับแนะนำเค้กขนาดพอดีคำให้หนานอี่

หนานอี่ถึงค่อยดึงตัวเองออกมาจากความทรงจำของคนอื่นแล้วหันไปเห็นหน้าของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจกหน้าร้าน ดูทะมึนมาก

“ขอโทษครับ” เขาปฏิเสธคำเชิญชวน “ผมทานของหวานไม่ได้”

ดวงตาของพนักงานสาวฉายแววไม่เข้าใจ

แน่นอนว่าการที่คนไม่กินขนมหวานคนหนึ่งมายืนอยู่หน้าร้านขนมนานๆ แบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกว่ามันประหลาด

แต่หนานอี่กลับไม่พูดอะไร ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

เขามีความทรงจำอันลึกล้ำต่อร้านขายวิดีโอ เพราะมันเป็นที่ที่ฉินอีอวี๋โดดเรียนมาบ่อยที่สุด

บางครั้งนักร้องหนุ่มมาอยู่ที่นี่ตลอดทั้งช่วงบ่าย ในขณะที่หนานอี่มักจะไปอยู่ที่ร้านชานมฝั่งตรงข้าม โดยมีถนนหนึ่งสายคั่นกลาง เขาจะเฝ้ามองฉินอีอวี๋ที่ใส่หูฟังฟังเพลงผ่านกระจกหน้าร้านสองบาน

หลังจากที่ร้านขายวิดีโอแห่งนั้นปิดตัวไป ฉินอีอวี๋ก็ไม่เคยมาที่นั่นอีกเลย

ที่แท้ร้านนั้นก็ถูกขายแล้วกลายเป็นร้านขนม

ความจริงในร้านขายวิดีโอแห่งนั้นก็เคยมีเรื่องที่เขาไม่รู้เกิดขึ้น ในสถานที่แห่งเดียวกัน แต่ช่วงเวลาอาจจะเร็วกว่าเขา ฉินอีอวี๋กับสวี่ซือที่เรียนอยู่ชั้นเดียวกันได้ไปอยู่ที่นั่นและบังเอิญถูกใจแผ่นเสียงแผ่นเดียวกันเข้า

มันเลยทำให้พวกเขาสนิทกัน? กลายเป็นเพื่อนสนิทที่มีเรื่องให้คุยกัน พอถูกทำโทษให้ไปยืนตรงมุมตึกก็เลยกลายเป็นวงเดียวกันด้วย?

หยุด…

หนานอี่เบรกกะทันหันตรงหน้าไฟแดง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้ว่าที่แท้ฉินอีอวี๋ก็ไม่ได้เป็นตัวเอกที่มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของตนแค่คนเดียว

ฉินอีอวี๋เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ย่อมต้องเคยพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก มีใครต่อใครผ่านเข้ามาทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตซ้ำไปซ้ำมา สร้างความทรงจำที่เขาไม่รู้และไม่มีส่วนร่วมขึ้นมามากมาย

แบบนี้มันบัดซบจริงๆ

แต่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือตอนนี้เขารู้สึกหายใจไม่ออกเอามากๆ ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของเขากำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอก ปิดตายหน้าต่างทุกบาน ไม่ให้มีอากาศเล็ดลอดออกไปได้

นี่มันคงไม่ใช่เรื่องปกติแล้วล่ะมั้ง หนานอี่บอกตัวเอง เมื่อก่อนเขาจงใจมองข้ามวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ทั้งที่วงนี้มีตัวตนอยู่จริง

ด้วยเหตุนี้เวลาที่มีคนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เขาจึงไม่สามารถเก็บซ่อนความชิงชังไว้ได้มิด ทั้งยังพูดออกไปว่า ‘เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นับ’

ตอนที่รู้ว่าเรื่องที่ถูกฉินอีอวี๋ถูกไล่ออกจากวงเป็นเรื่องจริง หนานอี่ก็ตั้งเป้าหมายขึ้นมาเองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนว่าเขาจะทำให้วงเดอะเกรตโมเมนต์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงกับเงินตามค่านิยมทั่วไป แต่เขาจะใช้วงใหม่ที่เป็นวงของเขากับฉินอีอวี๋ลบวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ออกจากใจของฉินอีอวี๋ ทำให้อดีตเป็นแค่แสงที่วาดผ่าน ลบความทรงจำอันเลวร้ายที่ซัดกระหน่ำออกไป เหลือไว้เพียงความทรงจำใหม่ที่เป็นของพวกเขา

หนานอี่ในตอนนั้นเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นแค่ทิฐิที่เขามีติดตัวมาโดยตลอด

แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่

มือเบสหนุ่มอ่านคอมเมนต์เพลง Recollection

ไม่ใช่แค่เขาที่เดาออกว่าพระเอกอีกคนในเพลงนี้คือใคร เพราะทุกคนก็เดาออกเหมือนกัน เนื่องจากเพลงนี้ร้องบอกความในใจออกมาชัดมาก

 

‘อย่างกับเพลงแอบรัก’

น่าจะเป็นเพลงเลิกกันมากกว่า…’

สรุปว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวันเกิดเหรอ และวันเกิดที่ว่านี่มันเป็นวันเกิดของใคร’

ในเพลงบอกว่าเอารูปที่เขาถ่ายมาทำเป็นปก น่าจะเป็นอัลบั้มแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์หรือเปล่า เพราะเสี่ยวซือเป็นคนถ่ายภาพ…’

 

หนานอี่ย้อนกลับไปที่ลานเพื่อจอดรถ ทันใดนั้นมือถือก็สั่น มีข้อความเข้าจากกลุ่มเครซี่แบนด์ โดยเหยียนจี้เป็นคนส่งมา

 

ได้ยินว่าช่วงนี้ทีมโปรดักชั่นมีเรื่องขัดแย้งภายในหนักมาก อาจส่งผลกระทบต่อการประกวด มีสตาฟฟ์แอบกระซิบว่าอาจแทรกโปรเจ็กต์พิเศษอย่างอื่นเข้ามา เพื่อฉวยโอกาสนี้ปรับแก้กติกาการแข่งขัน’

 

คนอื่นๆ พากันแสดงความคิดเห็น แต่หนานอี่ไม่มีอารมณ์จะสนใจเลยสลับแอพฯ แต่กลับเผลอย้อนกลับไปที่แอพฯ เพลงที่เคยใช้

เขาถูกอารมณ์บางอย่างบงการจึงกดเปิดแถบรายชื่อศิลปินขึ้นมา แล้วเลื่อนดูหน้าอัลบั้มไม่หยุดจนถึงด้านล่างสุด

นิ้วหยุดนิ่งอยู่ที่อัลบั้มแรกของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ปลายนิ้วกดอยู่ที่ใบหน้ายิ้มแย้มของฉินอีอวี๋

มันเป็นภาพถ่ายฟิล์มระยะใกล้ ฤดูที่ถ่ายก็เป็นฤดูเดียวกับตอนนี้ นั่นคือฤดูหนาว

นี่ยังไม่ถือว่าเป็นรูปที่ดูมีชีวิตชีวา เพราะเป็นภาพตอนที่แบบอยู่เฉยๆ แต่หนานอี่กลับได้ยินเสียงหัวเราะดังๆ ของฉินอีอวี๋สมัยเป็นวัยรุ่น มองเห็นควันสีขาวที่เขาพ่นออกจากปาก และเห็นภาพฉินอีอวี๋กางแขนทิ้งตัวลงบนกองหิมะ

หนานอี่เซฟภาพอัลบั้มนี้ไว้และมองมันเหมือนเป็นเป้าธนู จากนั้นก็ ‘ประสานสายตา’ กับฉินอีอวี๋ในวัยเลขหนึ่งนำหน้าบนปกอัลบั้ม

จนถึงวันนี้เขาเพิ่งรู้ว่าคนที่อยู่หลังเลนส์กล้องคือใคร

สิ่งที่ทำให้หนานอี่หมดแรงมากที่สุดคือการที่รอยยิ้มของฉินอีอวี๋ในตอนนั้นไม่ได้เป็นของเขา แต่เขากลับไม่สามารถปฏิเสธรอยยิ้มที่ออกมาจากใจนั่นได้เลย

หัวใจถูกความรู้สึกแปลกประหลาดบีบคั้นจนมีน้ำเปรี้ยวฝาดซึมออกมา

หนานอี่กำจัดภาพหน้าปกนั้นออกจากสมองไม่ได้

ใบหน้าของฉินอีอวี๋กินพื้นที่ส่วนใหญ่ในรูป ผมหยักศกนิดๆ นั้นฟูฟ่อง พอโดนลมพัดก็ยุ่ง จมูกโด่งเป็นสันตรง อากาศหนาวจนจมูกแดง ฉินอีอวี๋กำลังคาบอมยิ้มไว้ในปาก มีควันสีขาวลอยออกมาจากมุมปาก พรางใบหน้าครึ่งล่างไว้จนมองเห็นไม่ชัด ขับเน้นดวงตาให้ดูสุกสว่างเป็นพิเศษ ดวงตาสีดำกลมโตสะท้อนภาพหิมะ

ภาพนี้เหมือนจะค่อยๆ ถูกอคติของหนานอี่ใส่ความมีชีวิตชีวาเข้าไปทีละนิด ราวกับใช้เวทมนตร์ทำให้มัน ‘มีชีวิต’ ขึ้นมา

ควันสีขาวกระจายฟุ้งแล้วค่อยๆ สลายหายไป ผมของฉินอีอวี๋เปลี่ยนเป็นยาวขึ้น มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเดิม ก้านอมยิ้มสีขาวที่เขาคาบอยู่เปลี่ยนเป็นยาวขึ้น สีของภาพเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น ภาพหิมะกับเลนส์กล้องที่แจ่มชัดอยู่ในดวงตาสีดำคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นภาพใบหน้าของใครคนหนึ่งแทน

เมื่อเขม้นมองอย่างละเอียดก็พบว่านั่นคือภาพใบหน้าของตัวหนานอี่เอง

“เหม่ออะไรอยู่”

ฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่บนโซฟายิ้มสดใสไม่ต่างจากเมื่อก่อน เขาคาบบิสกิตแบบแท่งยี่ห้อพีจอยเอาไว้ในปากแล้วหักมันออกครึ่งหนึ่งขณะเดินมา

ก่อนจะเอาปลายบิสกิตแท่งนั้นแตะริมฝีปากล่างของหนานอี่

“วงเดอะเกรตโมเมนต์มากันครบทุกคนแล้วใช่ไหมคะ” สตาฟฟ์มาเคาะประตู “เตรียมติดไมค์ได้แล้วค่ะ อีกครึ่งชั่วโมงจะเริ่มเก็บภาพในห้องซ้อมแล้ว”

แต่บิสกิตแท่งนั้นกลับไม่ยอมออกห่างจากปากของเขา

หนานอี่ดึงสายตากลับมาจ้องตาฉินอีอวี๋ด้วยความรู้สึกที่ว่านักร้องหนุ่มยังคงยิ้มเหมือนตอนนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่

“รีบกินสิ” เสียงของฉินอีอวี๋เบามาก ทั้งยังมีความประจบประแจง

แต่หนานอี่กลับใช้มือรับขนมมา เขาลดสายตาลงไปมองรอยสักตัวอักษรที่อยู่บนคอของฉินอีอวี๋ซึ่งเป็นของตัวเขาเอง

ณ ชั่วอึดใจนี้เขาถึงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของออกซิเจน

แต่ไม่นานหนานอี่ที่เพิ่งหายจากอาการหายใจไม่ออกก็พลันรู้ได้ในทันที

ชายหนุ่มอายุสิบแปดปีที่ถูกความแค้นเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาคนหนึ่งได้ค้นพบอย่างถ่องแท้ในวินาทีนี้ว่าแท้จริงแล้วเขาตกหลุมรักคนคนนี้เข้าจริงๆ และหลงรักมานานแล้ว

ที่แท้ความรักของเขาก็ไม่ได้สวยงาม มันบ้าคลั่งเหมือนความแค้นอาฆาต และถ้าไม่เพ่งดูให้ละเอียดก็จะเข้าใจว่ามันเป็นมีดแหลมที่แทงเข้ามาที่หัวใจ

ชื่อของมีดเล่มนั้นคือความริษยา

* เอาต์โทร (Outro) คือท่อนจบของเพลง เป็นส่วนสุดท้ายของเพลงที่ทำหน้าที่ปิดท้ายเรื่องราวหรืออารมณ์

* เปิดประตูเจอภูเขา เป็นสำนวน อุปมาถึงการพูดหรือเขียนที่ตรงไปตรงมา เข้าประเด็นทันที

* ทุบหม้อจมเรือ เป็นสำนวน หมายถึงไปตายเอาดาบหน้า ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

บทที่ 1 ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1

บทที่ 1 ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้...

community.jamsai.com