ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 71-72 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 71-72 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

 

บทที่ 72 เซอร์ไพรส์แล้วเซอร์ไพรส์อีก

 

เหยียนจี้กับฉือจือหยางถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ภายในห้องพักศิลปินเลยเหลือแค่หนานอี่กับฉินอีอวี๋เพียงสองคน

บนโต๊ะเครื่องแป้งมีไมค์วางอยู่ ฉินอีอวี๋เดินไปหยิบไมค์ที่มีชื่อของเขากับหนานอี่มาสองตัว พอหมุนตัวกลับมาก็พบว่าหนานอี่ยังนั่งพิงโซฟาอยู่ อีกฝ่ายเอามือเท้าคาง ตามองต่ำ ใช้นิ้วคีบบิสกิตแท่งพีจอยที่ฉินอีอวี๋ให้เมื่อกี้ไว้ บิสกิตแท่งยาวนั้นดูเหมือนบุหรี่

เหมือนหนานอี่จะมีเรื่องในใจ ไม่อยากกินขนม เลยเอาบิสกิตแท่งมาทำเป็นของเล่น หมุนควงด้วยนิ้วเรียวยาว

“ฉันเอาขนมมาให้กิน ไม่ใช่ให้เล่น”

หนานอี่ยังจมอยู่กับความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอันบ้าคลั่งของตัวเอง เขาสลัดไม่หลุด ยิ่งได้ยินฉินอีอวี๋วางท่าสั่งสอนแบบผู้ใหญ่ เขาก็ยิ่งไม่อยากคุย

แต่ใครจะรู้ว่าอยู่ดีๆ ฉินอีอวี๋จะคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าเขา ทำให้มือของหนานอี่ที่วางอยู่บนหัวเข่าพลันหยุดนิ่ง บิสกิตแท่งที่ถูกจับควงก็หยุดด้วยเหมือนกัน

วินาทีต่อมาฉินอีอวี๋ก็อ้าปากงับปลายอีกด้านหนึ่งของขนมบิสกิตแท่งพีจอยเอาไว้

หัวใจของหนานอี่เต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ยอมกลับไปเต้นเป็นปกติ สำหรับมือเบสคนหนึ่งแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย

ฉินอีอวี๋กินบิสกิตแท่งยี่ห้อพีจอยที่อยู่ในมือของหนานอี่ทีละคำ คล้ายกำลังสาธิตให้ดู ซึ่งการจะไม่สนใจริมฝีปากและฟันของอีกฝ่ายนั้นถือเป็นเรื่องยากมาก แม้รอยยิ้มของฉินอีอวี๋ที่อยู่บนหน้าปกอัลบั้มหรือของจริงจะไม่เคยทำให้หนานอี่มีความคิดแปลกๆ แต่เวลาที่ฉินอีอวี๋กินอาหารทุกอย่างจะต่างออกไป เพราะริมฝีปากที่เดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิดกับบิสกิตที่ถูกฟันกัดก่อนจะเอาเข้าปากไปด้วยปลายลิ้นนั้นล้วนทำให้เขาคิดถึงการจูบกับฉินอีอวี๋

อีกสามเซนติเมตรฉินอีอวี๋จะกินขนมมาโดนปลายนิ้วของเขาแล้ว

หนานอี่คิดอย่างนึกสนุกว่าคนที่เล่นของกินจริงๆ เหมือนจะเป็นใครอีกคนหนึ่งมากกว่า

ในห้องพักศิลปินมีกระจกบานใหญ่กับไฟบนโต๊ะเครื่องแป้งสี่ชุดกำลังสะท้อนภาพของกันและกันทำให้ห้องสว่างแบบร้อนระอุ กระจกทุกบานสะท้อนแผ่นหลังของฉินอีอวี๋ที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าขาเขา แต่มองไม่เห็นบิสกิตแท่ง

แม้ที่นี่จะไม่มีกล้อง แต่อาจจะมีคนเดินเข้ามาได้ตลอดเวลา

แล้วคนอื่นจะเห็นฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนี้เหมือนกันไหม

ตอนที่คำพูดประโยคนี้ผุดขึ้นมาในสมอง หนานอี่ก็พลันนิ่วหน้า สัญชาตญาณสั่งให้เขายกมือขึ้นเหมือนตอนที่ไม่ยอมให้ฉินอีอวี๋สูบบุหรี่คราวก่อน

ฉินอีอวี๋ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเลิกคิ้ว แกล้งทำเป็นถามหนานอี่ยิ้มๆ ว่า “ไม่ให้ฉันกินเหรอ”

“อืม ไม่ให้”

หนานอี่โยนบิสกิตที่เหลืออยู่แค่นิดเดียวใส่ถังขยะตรงมุมห้องอย่างแม่นยำ จากนั้นก็กระชากคอเสื้อของฉินอีอวี๋ ดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นอย่างแรงแบบไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัว จนฉินอีอวี๋ต้องรีบใช้มือยันโซฟา รักษาการทรงตัวไว้เพื่อไม่ให้ล้มใส่หนานอี่

แต่หนานอี่กลับเป็นฝ่ายยื่นหน้ามาหาเขาแล้วเอียงหน้าจูบ

ที่แท้ก็อยากได้อันนี้?

ฉินอีอวี๋ยิ้ม แกล้งทำเป็นถอยห่าง แต่รอบนี้เขากลับทำไม่สำเร็จ

เนื่องจากหนานอี่ดึงคอเสื้อเขาไว้อย่างแรงจนจูบนี้เกือบจะเป็นการเอาปากกระแทกกัน ฟันที่อยู่ด้านหลังกลีบปากนุ่มๆ ชนกันจนรู้สึกเจ็บ สันจมูกชนกรอบแว่น แต่ไม่นานฉินอีอวี๋ก็ปรับตัวได้ นักร้องหนุ่มเปิดปากของหนานอี่ออกแล้วสอดลิ้นเปียกชื้นเข้าไปด้านใน

สิ่งที่ทำให้เขาเซอร์ไพรส์คือจูบนี้ หนานอี่แสดงท่าทีดึงดันอย่างรุนแรงเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง เขี้ยวแหลมกัดคางและปลายลิ้นของฉินอีอวี๋ ทำให้จูบนี้มีทั้งความเจ็บปวดและความดูดดื่ม ฉินอีอวี๋ยื่นมือไปดันกรอบแว่นบนสันจมูกของหนานอี่ที่เป็นอุปสรรคขึ้นไปอยู่บนศีรษะของอีกฝ่าย เผยให้เห็นเครื่องหน้าทั้งหมด

ระหว่างนั้นนักร้องหนุ่มก็หยอกยิ้มๆ ว่า “นาย…อยากกินฉันเหรอ”

ประโยคนี้ทำให้หนานอี่จูบเขาอย่างดุดันมากขึ้น จนเรียกได้ว่าไร้ระเบียบแบบแผนหรือความยับยั้งชั่งใจใดๆ ปลายลิ้นสอดเข้าไปลึกอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ลิ้นร้อนวาดผ่านเพดานปากอย่างท้าทาย ทุกครั้งที่พวกเขาได้ยินเสียงพูดคุยกับเสียงเดินของสตาฟฟ์ที่ดังอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูขยับเข้ามาใกล้ หัวใจก็จะเต้นตุบๆ มันเร้าใจยิ่งกว่าก่ออาชญากรรมเสียอีก

พวกเขากัดทึ้งและกลืนกินความชุ่มฉ่ำจากน้ำลาย เมื่อความกระหายการตายและความรักพบเจอจุดร่วมในอารมณ์เสน่หา มันก็กระตุ้นให้ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกที่กระชากทั้งคู่ออกจากจุดไคลแมกซ์ในห้วงอารมณ์ ฉินอีอวี๋ไปนั่งอีกฟากหนึ่งของโซฟาคู่ พยายามระงับอาการหัวใจเต้นแรงและหอบหนัก นักร้องหนุ่มใช้มือเช็ดริมฝีปาก ก่อนจะกระแอมให้คอโล่ง

“เชิญครับ”

พอประตูเปิดสตาฟฟ์ก็ยื่นตัวเข้ามาเตือนยิ้มๆ ว่า “ไปสัมภาษณ์ได้แล้วค่ะ”

ฉินอีอวี๋สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ อย่างสุภาพ แล้วบอกสตาฟฟ์ว่า “โอเคครับ” แต่แค่แป๊บเดียวเขาก็พูดใหม่ “เรายังติดไมค์ไม่เสร็จเลย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถือไปติดที่นั่นก็ได้”

ทั้งสองคนเลยเดินตามสตาฟฟ์ออกจากห้องพักศิลปินไปทั้งอย่างนั้น

ฉินอีอวี๋กับหนานอี่เดินตีคู่กันโดยเว้นระยะห่างจากสตาฟฟ์ที่อยู่ด้านหน้า มือของฉินอีอวี๋พาดอยู่บนไหล่ของหนานอี่ เขาโอบมือเบสหนุ่มไว้ขณะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่ายว่า “อร่อยไหม”

หนานอี่ทำหน้านิ่ง เอาแว่นที่อยู่บนศีรษะลงมาใส่อีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทว่า “ก็ธรรมดา”

อะไรนะ

ฉินอีอวี๋รับคำนี้ไม่ได้ ขมับเต้นตุบๆ

ใครธรรมดา จะธรรมดาได้ไง

มุมปากหนานอี่ยกโค้งเมื่อรับรู้ได้ว่ามือที่พาดอยู่บนไหล่กำแน่น มือเบสหนุ่มพูดเสริมไปอีกหนึ่งประโยคว่า “รสมัทฉะเข้มข้นดี”

พวกเขาเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ พอนั่งปุ๊บผู้ช่วยตากล้องก็ชี้นิ้วบอกฉินอีอวี๋ว่า “อีอวี๋ ปากคุณ…เลือดไหลหรือเปล่า”

ฉินอีอวี๋ยกมือขึ้นลูบปาก พบว่ามีเลือดอยู่จริงๆ เขาเลยเช็ดเลือดทิ้งแล้วพูดยิ้มๆ ว่า “พอเข้าหน้าหนาวก็จะเป็นแบบนี้แหละ ปากแห้งมาก”

พูดจบนักร้องหนุ่มก็แกล้งทำเป็นหันไปมองหนานอี่พลางถามยิ้มๆ “จริงปะ”

หนานอี่ผงกศีรษะสองครั้งอย่างไม่ได้ใส่ใจ สีหน้าไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิด เขาแค่บอกว่า “ดื่มน้ำอุ่นหน่อยสิ”

ขนาดผู้ช่วยตากล้องยังขำเขา

“แมนเว่อร์”

“นั่นสิ” ฉินอีอวี๋ยิ้ม แกล้งทำเป็นพูดทวนคำให้หนานอี่ได้ยิน “แมนเว่อร์”

แม้จะได้ยินนักร้องหนุ่มแกล้งทำเป็นกัดฟันพูดเสียงหนัก หนานอี่ก็แค่พูดเรียบๆ ว่า “เลิกขำได้แล้ว เดี๋ยวก็เลือดไหลอีกหรอก”

พอเริ่มการสัมภาษณ์ฉินอีอวี๋ก็สังเกตเห็นว่าหนานอี่เหมือนจะผิดไปจากปกติจริงๆ เมื่อก่อนเวลาเจอคำถามพวกนี้เขาจะตอบเร็วเหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่ตอบคำถามแบบไร้อารมณ์ความรู้สึก แต่วันนี้หนานอี่กลับเผลอคอยมองหาจุดบอดในคำตอบของฉินอีอวี๋เพื่อเอามาซักและโต้แย้ง

เหมือนกำลังหาเรื่อง

เจ้าลูกหมาป่าไปของขึ้นมาจากไหนถึงได้จะมาเอาคืนกับเขา

แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอีอวี๋ประหลาดใจมากยิ่งกว่าก็คือถึงหนานอี่จะเปลี่ยนเป็นฝ่ายรุก ดูมีอารมณ์อยากปะทะแบบปิดไม่มิด แต่เขากลับเริ่มหลบเลี่ยงการสบตากับฉินอีอวี๋

ทั้งที่ฉินอีอวี๋ใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะแก้นิสัยแย่ๆ นี้ของอีกฝ่ายได้

 

หลังจบการสัมภาษณ์พวกเขาสี่คนมารวมตัวกันเพื่อไปเก็บฟุตห้องซ้อมในที่ที่ทางรายการกำหนดไว้ ตอนที่พวกเขาเดินไปถึงหน้าประตู ฉือจือหยางก็สังเกตเห็นความผิดปกติทันที

“บนประตูบานนี้ไม่มีป้ายบอก” มือกลองหนุ่มนิ่วหน้า “หรือรอบนี้พวกเราได้เลื่อนเป็นกลุ่มเอแล้ว?”

“รอบก่อนพวกเราชนะกลุ่มเอส” ฉินอีอวี๋พูดยิ้มๆ “ทำไมถึงไม่สลับตำแหน่งเป็นกลุ่มเอสแทนล่ะ”

เหยียนจี้ยิ้มตาหยี ถามว่า “ที่แท้นายก็อยากสลับตำแหน่ง?”

ฉินอีอวี๋ยิ้มเลียนแบบเขา “แล้วทำไมจะไม่ล่ะ ทอดปลาต้องทอดสองฝั่งนะ”

ฉือจือหยางยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ เลยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า “พวกนายพูดจามั่วซั่วอะไรเนี่ย”

ฉินอีอวี๋ “โฮ่ง…”

เหยียนจี้ “นายมันพันทาง”

หนานอี่ที่ไม่คิดจะแสดงท่าทีใดๆ ต่อเรื่องป้าย เดินอ้อมพวกเขาไปผลักประตูบานใหญ่

สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหนือคาดคือพวกเขาเป็นวงสุดท้ายที่เดินเข้ามาในห้อง เพราะอีกสี่วงที่ผ่านเข้ารอบ ทั้งวงเอ็กซ์คิวท์ วงแอสแซสซิเนชัน วงรีดรีม และวงยูลิสซีสไกแดนซ์ล้วนนั่งกันหมดแล้ว

ถ้าอย่างนั้นรอบนี้คงไม่มีการแบ่งกลุ่มแล้วใช่ไหม

ไกลออกไปวงแอสแซสซิเนชันกับวงยูลิสซีสไกแดนซ์ที่เคยอยู่กลุ่มบีต่างโบกมือทักทายอย่างกระตือรือร้น พร้อมกับเรียกพวกเขาไปหา พอพวกเขาสี่คนเดินไปนั่งลงเรียบร้อย อาซวิ่นถึงทำเหมือนฉุกคิดเรื่องอะไรขึ้นมาได้เลยยกมือขึ้นโบกทักทายพวกเขาพลางพูดเสียงมึนๆ ว่า “ไฮ”

ทำเอาพวกเขาสี่คนหัวเราะ ก่อนจะตอบพร้อมกันว่า “ไฮ…”

ไม่นานไฟเวทีในห้องซ้อมก็สว่าง พวกเขาจึงเลิกเล่นแล้วหันมานั่งดีๆ รอให้งานเริ่ม

แต่รอบนี้กลับไม่มีเงาของเมนทอร์ มีแต่เสียงบรรยาย

“สายัณห์สวัสดิ์ นักดนตรีทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่รายการเครซี่แบนด์! อย่างแรกต้องขอแสดงความยินดีที่ทุกท่านได้ยกระดับจากการแข่งขันรอบก่อน

จากการแข่งขันสองครั้งทำให้ตอนนี้ยี่สิบวงในตอนต้นเหลือแค่หนึ่งในสี่ อย่างที่ทุกท่านเห็นว่าในห้องซ้อมรอบนี้ไม่มีการแบ่งกลุ่ม นั่นหมายความว่าเครื่องหมายกลุ่มบนตัวของพวกคุณถูกถอดออกไปเรียบร้อยแล้ว

ในการแสดงสดแบบไลฟ์เฮ้าส์สองครั้งก่อนหน้านี้ผู้ชมในงานได้โหวตคะแนนให้วงที่ตัวเองชื่นชอบ ทางเครซี่แบนด์จึงได้รวบรวมคะแนนโหวตจากผู้ชมในการแสดงสดทั้งสองครั้ง เพื่อจัดอันดับให้ทั้งห้าวงในขณะนี้ ผลที่ออกมาคือ…”

จอใหญ่บนเวทีฉายภาพอันดับกับคะแนนของวง

 

No.1 วงเดอะเกรตโมเมนต์ 4,982 คะแนน

No.2 วงเอ็กซ์คิวท์ 4,897 คะแนน

No.3 วงยูลิสซีสไกแดนซ์ 4,247 คะแนน

No.4 วงรีดรีม 3,865 คะแนน

No.5 วงแอสแซสซิเนชัน 3,849 คะแนน’

 

พอคะแนนออกฉือจือหยางก็ตื่นเต้น เขาจับเข่าของหนานอี่ พยายามกดเสียงให้เบาลง “เรากลับมานำแล้ว!”

แต่ฉินอีอวี๋กลับสาดน้ำเย็นทั้งอ่างใส่ด้วยการพูดยิ้มๆ ว่า “อย่าลืมสิว่ารอบก่อนมีคะแนนโหวตจากผู้ชมห้าพันคะแนน พวกกลุ่มเอสต้องแบ่งกันสี่วง ส่วนพวกเรามีกันสามวง การที่จะได้คะแนนเยอะกว่าคนอื่นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

ฉือจือหยางเบะปากนึกอยากด่าแต่ก็ห้ามใจไว้ เพราะฉินอีอวี๋พูดไม่ผิดจริงๆ

“รู้สึกได้เลยว่ารายการกลับมาแอ็กทีฟอีกครั้ง” เหยียนจี้อดที่จะคาดเดาไม่ได้ “คงไม่ใช้ลำดับมาเลือกวงที่จะดวลหรอกใช่ไหม”

ฉินอีอวี๋ว่า “แล้วจะเลือกกันยังไง มีกันห้าวง มันต้องเหลือเศษ หรือจะดวลแบบวน?”

ตอนนี้เองเสียงบรรยายของทางรายการก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้ทุกท่านน่าจะรู้อันดับของวงตัวเองแล้ว จากนี้ขอให้ทุกคนเลือก…”

“ต้องเลือกคนที่จะดวลด้วยจริงๆ เหรอ” ฉือจือหยางชิงพูดขึ้นก่อน

“…วงที่พวกคุณอยากร่วมงานด้วย”

พอคำนี้ถูกประกาศออกมา ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเวทีก็พากันประหลาดใจ

“พวกเราเลือกได้เหรอ”

“เลือกได้ตามใจชอบ?”

“เลือกได้แค่วงเดียวใช่ไหม…”

“การถ่ายทำรอบห้องซ้อมรอบนี้ไม่มีการดวล แต่สิ่งที่ทุกคนต้องทำคือการเลือก” เสียงบรรยายพูดต่อ “พวกคุณมีเวลาประชุมกันสามนาที ขอให้ปรึกษากันในวงเพื่อเลือกวงที่พวกคุณอยากเป็นทีมเดียวกันในการแข่งขันรอบนี้ ใต้ที่นั่งของทุกคนมีกระดานไวท์บอร์ดหนึ่งแผ่น ขอให้เขียนตัวเลือกของพวกคุณลงไปบนกระดานภายในระยะเวลาที่กำหนด

โปรดจำเอาไว้ว่าการเลือกครั้งนี้จะต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย หากทั้งสองวงต่างเลือกกันและกันก็จะกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน…”

หลี่อินยกมือขึ้นถาม “แบบนี้ก็ต้องเหลือเศษสิคะ”

“ถูกแล้วครับ” เสียงบรรยายตอบ “การแข่งขันในรอบนี้จะหมุนวนไปจนได้สองทีมที่เลือกกัน ส่วนวงที่เหลือจะไปรวมกับวงที่มีคะแนนโหวตรวมน้อยที่สุดทันที”

หนานอี่พูดโพล่งขึ้น “สรุปคือรอบนี้จะมีสองกลุ่มที่มีวงดนตรีจำนวนไม่เท่ากัน”

เสียงบรรยายว่า “ขออธิบายให้ทราบก่อนว่าทุกคนต้องเลือกอย่างระมัดระวัง เพราะการตัดสินใจของพวกคุณจะส่งผลต่อการแบ่งกลุ่มในการแสดงสดรอบนี้ ซึ่งรอบนี้ก็จะมีผู้ชมจำนวนห้าพันคนเหมือนเดิม ผู้ชมแต่ละคนสามารถโหวตได้หนึ่งคะแนน กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ แต่ละวงห้ามคุยกัน เริ่มต้นนับถอยหลัง สาม สอง หนึ่ง”

เมื่อภาพนาฬิกาทรายบนจอยักษ์โผล่มาอีกครั้ง ทุกวงก็เริ่มประชุมกันเป็นการภายใน

ฉือจือหยางเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ “ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนพวกเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองเลยนะ”

“นายพูดแบบนี้ก็ถูก” ฉินอีอวี๋ว่า “คะแนนของพวกเราตอนนี้เป็นที่หนึ่งก็จริง แต่ความจริงมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย”

“ทำไมล่ะ”

หนานอี่ “เพราะถ้าเราไม่ระวัง ต่อให้ตั้งกลุ่มสำเร็จแต่ดันเป็นฝ่ายที่มีคะแนนสูงกว่าก็จะกลายเป็นทีมที่มีสองวง คู่ต่อสู้ของเราจะมีวงดนตรีมากกว่าเราหนึ่งวง ในการแข่งขันแบบคัดออกที่ผู้ชมมีสิทธิ์โหวตคนละหนึ่งคะแนน การมีวงดนตรีมากกว่าหนึ่งวงจะทำให้ได้เปรียบมาก”

ฉือจือหยางตีมือฉาด “งั้นเราก็เลือกวงที่มีคะแนนโหวตน้อยดีกว่าไหม เราเลือกวงแอสแซสซิเนชันได้นะ!”

แต่เหยียนจี้กลับบอกว่า “ถ้าวงแอสแซสซิเนชันไม่เลือกเราล่ะ”

“…” ฉือจือหยางสะอึก “เกมนี้ต้องอาศัยโชคสินะ”

“บางทีเราอาจจะเป็นวงที่เหลือเศษ” เหยียนจี้ว่า “ตกเป็นเป้าสายตาก็ไม่เลว จะได้เข้าไปเป็นตัวเสริมในกลุ่มที่ได้คะแนนน้อย กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีสามวง”

“ถ้าเป็นแบบนี้ก็เลือกไปตามใจชอบเลยเถอะ” ฉินอีอวี๋เต๊ะท่ามือใหม่ดวงเฮงล้มเซียน “เสี่ยวอี่ บอกชื่อวงอะไรก็ได้มาชื่อหนึ่ง”

“วงเอ็กซ์คิวท์”

แต่พอได้ยินหนานอี่พูดชื่อวงเอ็กซ์คิวท์ออกมาอย่างไม่ลังเล แต่ฉินอีอวี๋กลับไม่พอใจอย่างไม่มีเหตุผล “ทำไม”

“ผมชอบคนเก่ง” หนานอี่ตอบ

แต่ฉันไม่ชอบให้นายใช้คำว่าชอบ ฉินอีอวี๋แย้งอยู่ในใจ

“จะหมดเวลาแล้ว” ฉือจือหยางเตือน

เหยียนจี้หยิบปากกาขึ้นมา “งั้นก็วงเอ็กซ์คิวท์นะ”

ฉินอีอวี๋ประชด “มั่วดีจริงๆ”

“หมดเวลา…”

บนจอยักษ์มีภาพโคลสอัพห้าช่อง โดยแบ่งออกไปจับภาพของห้าวง

“ตอนนี้ขอให้ทุกคนชูกระดานไวท์บอร์ดขึ้นเพื่อประกาศการตัดสินใจของพวกคุณด้วยครับ!”

ทุกคนชูกระดานขึ้นอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะหันไปมองหน้ากัน จากนั้นสีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปเป็นสีหน้าแปลกประหลาดทันที

 

‘วงเดอะเกรตโมเมนต์ ——> วงเอ็กซ์คิวท์

วงเอ็กซ์คิวท์           ——> วงยูลิสซีสไกแดนซ์

วงยูลิสซีสไกแดนซ์    ——> วงแอสแซสซิเนชัน

วงรีดรีม                ——> วงแอสแซสซิเนชัน

วงแอสแซสซิเนชัน    ——> วงยูลิสซีสไกแดนซ์’

 

วงแอสแซสซิเนชันทั้งสามคนปรบมืออย่างตื่นเต้น พวกเธอบอกวงยูลิสซีสไกแดนซ์ว่า “เราเลือกกันและกัน!”

ตอนนี้บรรยากาศเหมือนจับคู่ในงานดูตัวสำเร็จ โดยเฉพาะซิ่วเหยี่ยนกับซุ่ยซุ่ย พวกเธอถึงขั้นเริ่มส่งจูบให้กันและกันอย่างตื่นเต้น แม้จะมีวงเดอะเกรตโมเมนต์คั่นกลาง

“หา?”

นักดนตรีที่ระงับอารมณ์ไม่อยู่คนแรกโชว์ตัวออกมาแล้ว

หนีฉือลุกพรวด หันไปหาวงยูลิสซีสไกแดนซ์ “ไม่นะ ทำไมถึงไม่เลือกฉัน”

แต่ผู้ร่วมชะตากรรมอีกคนกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย อาซวิ่นหันไปถามหลี่กุยอย่างมึนๆ “คุยกันเสร็จแล้วหรือยัง”

“เสร็จตั้งนานแล้ว!” หลี่กุยมึนตึ้บ “เมื่อกี้ก็บอกอยู่ว่าจะเลือกวงแอสแซสซิเนชัน นายก็โอเคแล้วไม่ใช่เหรอ”

“อ้อ…โอเค” อาซวิ่นผงกศีรษะ

หนีฉือหัวใจสลาย ทิ้งตัวกลับลงไปนั่งที่อีกครั้ง

“พวกนายไม่เลือกพวกเรา?” ฉินอีอวี๋งง “หรือชอบเป็นคู่แข่งกับเรา?”

แต่นิคกลับโบกมือให้หนานอี่ “เสี่ยวอี่ ฉันอยากเลือกนายนะ แต่ปากกามันอยู่ในมือของหนีฉือ!”

พอได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อ หนานอี่ก็ตั้งท่าจะหันหน้าไปมอง แต่กลับถูกฉินอีอวี๋ล็อกหน้าไว้

“อย่าโดนคำหวานตบตาเชียว”

เหยียนจี้พยักหน้าสนับสนุน “อย่าฟังว่าเขาพูดอะไร แต่ให้ดูว่าเขาทำอะไร”

ฉือจือหยางแอ่นตัวไปด้านหลังเพื่อคุยกับนิค “ลมปากผู้ชาย ใครเชื่อก็บ้า”

“เราทุกคนเป็นผู้ชายนะ เสี่ยวหยาง…” นิคเบะปากอย่างไร้เดียงสา

เสียงบรรยายประกาศผลอย่างไร้น้ำใจ “ขอแสดงความยินดีกับวงแอสแซสซิเนชันและวงยูลิสซีสไกแดนซ์ ขอให้สามวงที่เหลือเลือกใหม่อีกครั้งครับ”

ความจริงเมื่อผลมันออกมาแบบนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าในรอบก่อน วงเอ็กซ์คิวท์กับวงรีดรีมมีเรื่องกันแรงมากจนกลายเป็นแก้วที่มีรอยร้าว ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางเลือกกันและกัน

ในอีกสามนาทีต่อมาเมื่อพวกเขาชูกระดานขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์ก็เป็นอย่างที่คิด นั่นคือรอบนี้วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์ต่างเลือกกันและกัน ในขณะที่วงรีดรีมเขียนชื่อวงแอสแซสซิเนชัน

ฉินอีอวี๋ดูสีหน้าหนีฉือแล้วแกล้งอำว่า “เป็นอะไรไป มีคนเกิดมาไม่ชอบเล่นมุกด้วยเหรอ จับมือกับเรามันเสียเกียรตินักหรือไง”

“นั่นสิ” เป็นเรื่องยากมากที่ฉือจือหยางจะยืนอยู่แนวรบเดียวกับฉินอีอวี๋

เหยียนจี้พูดยิ้มๆ “พวกเราไม่ได้บังคับนะ”

ในขณะที่หนานอี่แทงเข็มเดียวเห็นเลือด* “แค่เป็นเจ้าภาพจัดงานแต่งเอง”

แต่นิคกลับตื่นเต้นเป็นพิเศษ เหมือนเป็นคนที่นิยมการแต่งงานกันก่อนค่อยไปรักกันทีหลังมาก นิคพูดเสียงดัง “ประกาศเร็วๆ สิ!”

เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างได้จังหวะ “เนื่องจากคะแนนรวมของวงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์ค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้วงรีดรีมที่เหลือเศษจึงต้องเข้าไปอยู่กลุ่มเดียวกับวงแอสแซสซิเนชันและวงยูลิสซีสไกแดนซ์โดยอัตโนมัติ”

“แค่นี้ก็เสร็จแล้วเหรอ” ฉินอีอวี๋รู้สึกได้อย่างแปลกประหลาดว่าทางรายการน่าจะเก็บไม้เด็ดเอาไว้ข้างหลัง

“อาจมีการเปลี่ยนกฎจริงๆ” เหยียนจี้ว่า “ถึงได้ไม่เหมือนเมื่อก่อน”

“สาธุ ขอให้รอบนี้ไม่ยากมาก” ฉือจือหยางพนมมือ

แต่หนานอี่กลับบอกว่า “จริง ขอให้มีวันหยุด”

แต่ใครจะรู้ว่าตอนนี้เองเสียงบรรยายจะพูดต่อว่า “ในการแข่งขันสองช่วงที่ผ่านมา นักดนตรีทุกคนต้องทุ่มเททั้งเวลาและสมองไปกับการฝึกซ้อมและสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยเหตุนี้ก่อนที่การแข่งขันรอบนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ทางรายการเครซี่แบนด์จึงได้จัดทริปสกีเป็นเวลาสองวันเอาไว้เพื่อให้นักดนตรีทุกท่านได้เดินทางไปสกีรีสอร์ตที่ฉงหลี* ถือเป็นตอนพิเศษ”

“อะไรนะ”

“สกีรีสอร์ต!”

ภายในห้องซ้อมเต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

“แต่…” เสียงบรรยายพลันเปลี่ยนเรื่อง “ก่อนหน้านั้นเราขอต้อนรับผู้ชนะจากการแข่งขันรอบแก้ตัวที่ทางรายการเครซี่แบนด์จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนพร้อมๆ กับการแข่งขันของพวกคุณ…”

ฉือจือหยางขนลุกซู่ “รอบแก้ตัว?”

ในเวลาเดียวกันนี้ลำโพงภายในห้องซ้อมพลันระเบิดเสียงดังกึกก้อง เป็นเพลงที่วงเดอะเกรตโมเมนต์คุ้นเคยกันดี

“ขอแสดงความยินดีกับวงอีเทอร์นัลวู้ดด้วยครับ!”

ท่ามกลางเสียงเพลงสัญญาณฤดูร้อน วงอีเทอร์นัลวู้ดเดินออกมาจากหลังม่าน โดยมีเฉิงเฉิงกับยูกะเดินนำทีมมาโบกมือให้ทุกคน

“แสดงว่าวงอีเทอร์นัลวู้ดจะมาแจมกับพวกเราด้วยเหรอ” ฉือจือหยางหลุดประเด็นไปทันที

ไม่รอให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้สติจากอาการช็อก เสียงบรรยายก็ให้ข้อมูลสำคัญล่าสุดว่า…

“คำเตือน วงที่เข้าร่วมการแข่งขันรอบนี้ยังมากันไม่ครบ ลำดับต่อไปขอให้พวกเราปรบมือต้อนรับวงผู้ท้าชิง…”

ลางสังหรณ์เฮงซวยของฉินอีอวี๋กลายเป็นจริงในนาทีนี้

หนานอี่เองก็อึ้งสนิท เมื่อเห็นวงใหม่ที่ขึ้นมายืนอยู่บนเวที ในดวงตาพลันมีระลอกคลื่นเกิดขึ้น

“วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์”

 

* แทงเข็มเดียวเห็นเลือด เป็นสำนวน หมายถึงพูดหรือเขียนอย่างตรงจุดตรงประเด็น

* ฉงหลี เป็นเขตที่ตั้งอยู่ในเมืองจางเจียโขว่ มณฑลเหอเป่ย

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

บทที่ 1 ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1

บทที่ 1 ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้...

community.jamsai.com