everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 73-74 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4
ผู้เขียน : จื้อฉู่ (稚楚)
แปลโดย : ปราณหยก
ผลงานเรื่อง : 恒星时刻 (Heng Xing Shi Ke)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ
การบูลลี่ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว
การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ อาการป่วยทางจิต ความรุนแรง การสะกดรอยตาม
มีการกล่าวถึงการฆ่าตัวตาย และความหลากหลายของกิจกรรมทางเพศ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 73 คนเก่ากับคนใหม่
ทันทีที่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ปรากฏตัว สีหน้าของนักดนตรีทุกคนที่อยู่ภายในห้องซ้อมต่างก็แสดงออกไม่เหมือนกัน
พวกเขามีกันทั้งหมดสี่คน สวี่ซือมือเบสกับต้าเฉิงมือกลอง ทั้งสองเป็นสมาชิกที่ก่อตั้งวงขึ้นมากับฉินอีอวี๋ เหลียงเยวี่ยที่เป็นนักร้องนำเข้าวงมาหลังจากที่ฉินอีอวี๋ออกจากวงไปแล้ว ทำหน้าที่เป็นมือกีตาร์ควบนักร้องนำ หลังฟอร์มวงใหม่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ทำวงที่มีกันสามคนมานานสามปี
จนเมื่อสองเดือนก่อนวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ประกาศว่าได้รับมือกีตาร์เข้ามาหนึ่งคน ชื่ออินลวี่ เพิ่งจะอายุสิบเก้าปี เป็นแชมป์ล่ารางวัลจากการประกวดกีตาร์ไฟฟ้ามามากมาย หลายคนเลยยกให้เขามีระดับเทียบเท่ากับฉินอีอวี๋สมัยเข้าวงการใหม่ๆ
พออินลวี่เข้ามาอยู่ในวงก็โชว์ของออกมาทันที
ตอนที่เสียงบรรยายบอกให้ ‘ปรบมือต้อนรับ’ คนส่วนใหญ่ยังช็อกไม่หาย แต่ไม่นานเสียงปรบมือแบบลากยาวก็ดังขึ้นทำลายความเงียบที่หาได้ยากนี้
แปะ…แปะ…แปะ…
ทุกคนหันไปมองที่ต้นเสียง ก่อนจะพบว่าเป็นฉินอีอวี๋ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ขณะปรบมือเนือยๆ บนใบหน้ามีรอยยิ้มไม่ยี่หระ
ไม่รู้ทำไมฉือจือหยางเห็นภาพนี้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่การปรบมือ แต่เหมือนการตบหน้าผ่านอากาศมากกว่า
แต่เมื่อมีคนปรบมือเยอะขึ้น บรรยากาศกระอักกระอ่วนนั้นก็ค่อยๆ หายไป ทว่าก็ยังคงน่าอึดอัดอยู่เหมือนเดิม
“ผู้ท้าชิง…” เหยียนจี้ที่อยู่ด้านข้างพูดเสียงเบา “น่าจะเลือกวงอื่นมาท้าดวลมากกว่าหรือเปล่า”
ฉือจือหยางโกรธจัดที่ทางรายการทำแบบนี้จนไม่สนใจเรื่องการตัดต่อ มือกลองหนุ่มพูดโพล่งออกมาว่า “วงดังอย่างพวกเขาต้องมาเข้าร่วมการประกวดด้วยเหรอ ทำแบบนี้มีเจตนาอะไรหรือเปล่า ฉันยังไม่ลืมการดวลนัดแรกที่พุ่งเป้ามาที่ฉินอีอวี๋นะ ตอนนี้ยังจะลากเขาออกมาสร้างประเด็นอีกหรือไง”
หนานอี่ไม่พูดเลยสักคำ
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง
ไม่ว่าจะเป็น ‘กระแสต่อต้านการทำร้ายร่างกาย’ ก่อนการแข่งขันรอบก่อน รวมถึงคอมเมนต์ที่พุ่งเป้าไปที่ฉินอีอวี๋คนเดียวอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่รายการเครซี่แบนด์ แต่เป็นวงเก่าของฉินอีอวี๋ ด้วยเหตุนี้หนานอี่เลยเดาว่ามือมืดที่อยู่เบื้องหลังสงครามคอมเมนต์น่าจะเป็นอดีตผู้จัดการวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ แต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้จัดการคนนั้นถึงต้องส่งสายเข้ามาในรายการเครซี่แบนด์ แถมยังติดต่อช่างไฟให้มาก่อกวนไวขนาดนี้
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้…
ความจริงอดีตผู้จัดการวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ตั้งใจจะให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ามาเป็นผู้ท้าชิงในรายการ เรื่องที่ผ่านมาถือว่าเป็นแค่การปูทางเท่านั้น
ถ้าไม่มีคลิปเสียงจากเหยียนจี้ ต่อให้วงเดอะเกรตโมเมนต์ไม่ถูกคัดออกจากการประกวด ชื่อเสียงของฉินอีอวี๋ที่เพียรสะสมมาในช่วงที่อยู่ในรายการเครซี่แบนด์ก็ต้องพังยับ ยิ่งคนเกลียดฉินอีอวี๋มากเท่าไหร่ พวกนั้นก็จะยิ่งให้ความสนใจวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เป็นวงเก่าของเขามากขึ้นเท่านั้น และตอนนี้การที่ให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ามาเป็นวงผู้ท้าชิงก็เพราะมั่นใจว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มหาศาล
พวกเขาจะไม่ได้แค่เป็นที่สนใจ แต่ยังจะได้สร้างชื่อให้ ‘มือกีตาร์อัจฉริยะ’ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วย
พอคิดมาถึงตรงนี้หนานอี่ก็เริ่มรู้สึกนับถือผู้จัดการคนนี้
เพราะเขาสามารถเหยียบย่ำซากของคนคนเดียวกันเพื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ถึงสองครั้ง
“ตอนนี้นักดนตรีทุกท่านครับ การเลือกของพวกคุณเมื่อกี้จะมีการแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์เป็นกลุ่มหนึ่ง วงแอสแซสซิเนชัน วงยูลิสซีสไกแดนซ์ และวงรีดรีมเป็นกลุ่มสอง
ตอนนี้สองวงใหม่ที่อยู่ตรงหน้าพวกคุณจะแยกกันไปเข้ากลุ่มหนึ่งกับกลุ่มสอง และทุกคนจะต้องเข้าร่วมการแข่งขันรอบนี้ด้วยกัน”
“อะไรนะ” ฉือจือหยางพูดไม่ออก
เหยียนจี้รู้สึกว่าลางไม่ดีมากขึ้นกว่าเดิม “ฉันรู้สึกว่าทางรายการกำลังให้พวกเราเลือกอยู่นะ”
“ก่อนทุกท่านจะตัดสินใจ ผมขอให้ทุกท่านทำความเข้าใจกับกฎของผู้ท้าชิงก่อน โดยผู้ท้าชิงจะสามารถเลือกคู่ประลองจากวงที่อยู่ในกลุ่มคู่แข่งแบบไม่เปิดเผย โปรดจำไว้ว่าการประลองกับผู้ท้าชิงจะเป็นแบบตัวต่อตัว ซึ่งการเลือกแบบไม่เปิดเผยนี้จะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในการแสดงสดรอบคัดเลือกเพื่อเล่นเปิดการแสดง”
หนีฉือนิ่วหน้า “ประกาศในวันนั้นเลย? แสดงว่าจะไม่ให้เวลาเตรียมตัวเลยน่ะสิ”
นิคเพิ่งได้สติ “แข่งด้นสดแหง”
“ไม่แฟร์” รุ่ยโหรวที่อยู่ด้านข้างชี้ประเด็นให้เห็นอย่างชัดเจน “วงผู้ท้าชิงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะส่งใครออกมา เขาสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ แต่ฝ่ายที่ถูกท้าดวลไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเลย หรือไม่จริง?”
เห็นได้ชัดว่ากฎนี้เอื้อผลประโยชน์ให้กับวงผู้ท้าชิง ยิ่งไปกว่านั้นวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ไม่ใช่วงดนตรีเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก พวกเขามีกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ยังไงก็ได้เปรียบเรื่องคะแนนโหวต
“นอกจากนี้…” เสียงบรรยายพูดต่อ “การดวลแบบตัวต่อตัวกับผู้ท้าชิงจะส่งผลต่อผลการแข่งขันในรอบนี้ด้วย”
จอใหญ่ฉายภาพแอนิเมชั่นอธิบายขึ้นมาพร้อมกันว่ามีความเป็นไปได้สี่แบบ
‘หนึ่ง ผู้ท้าชิงชนะและวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ชนะการแข่งขันแบบกลุ่ม วงที่ดวลกับผู้ท้าชิงจะถูกคัดออก (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)
สอง ผู้ท้าชิงชนะ แต่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์แพ้ในการแข่งขันแบบกลุ่ม วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์จะได้ไปต่อ (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวงผู้ท้าชิง)
สาม ผู้ท้าชิงแพ้ แต่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ชนะการแข่งขันแบบกลุ่ม วงที่ดวลกับผู้ท้าชิงจะได้ไปต่อ (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)
สี่ ผู้ท้าชิงแพ้และวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็แพ้ในการแข่งขันแบบกลุ่ม วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์จะถูกคัดออก (โดยไม่สนใจลำดับภายในของวง)’
เมื่อกฎเป็นแบบนี้ไม่ว่าวงที่ถูกคัดออกจะมีกี่วง มันก็จะมีวงที่ถูกวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ท้าชิงและเตะออกไปวงหนึ่งแน่นอน
ถึงตอนนี้วงที่ดังพอจะฟาดกับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ได้ก็มีแต่วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์
นี่เป็นเรื่องทุกคนรู้ดี
ถ้าวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้ากลุ่มหนึ่ง พวกเขาก็จะเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มสอง
หลังนิ่งกันไปชั่วอึดใจหนึ่งเสียงบรรยายก็พูดต่อว่า “เนื่องจากกลุ่มหนึ่งมีคะแนนสะสมเยอะกว่าแต่จำนวนวงน้อยกว่า พวกคุณจึงมีสิทธิ์เลือกว่าใครจะเข้ากลุ่มของพวกคุณ ระหว่างวงอีเทอร์นัลวู้ดที่ชนะรอบแก้ตัวหรือวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เป็นผู้ท้าชิง โดยพวกคุณมีเวลาคุยกันหนึ่งนาที”
วงเอ็กซ์คิวท์กับวงเดอะเกรตโมเมนต์ที่เพิ่งฟอร์มทีมกันได้ไม่นานต้องเจอกับโจทย์ยากหลังฟอร์มวงได้แค่สิบนาที
วงเอ็กซ์คิวท์ทั้งสามคนเป็นฝ่ายเดินมาคุยกับวงเดอะเกรตโมเมนต์
หนีฉือพูดกับฉินอีอวี๋ว่า “คุณว่าไง”
แต่ฉินอีอวี๋กลับยิ้ม “ฉันโอเคหมด ไม่เป็นไร”
หนานอี่มองหน้าเขาแล้วสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนักร้องหนุ่มค่อยๆ เลือนหายไปจนเหลือแค่ความจริงจัง
ฉินอีอวี๋ไม่ชอบถูกมองว่าจะต้องได้รับการปกป้อง เพราะสำหรับฉินอีอวี๋การทำแบบนี้ไม่ต่างจากการดูถูกกัน หนานอี่รู้เรื่องนี้ดี
“ที่ฉันบอกว่าไม่เป็นไรคือไม่เป็นไรจริงๆ พวกนายไม่ต้องห่วงความรู้สึกฉัน ฉันโคตรไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยจริงๆ อย่ามองว่าฉันเคยเป็นนักร้องนำของพวกเขา” ดวงตาของฉินอีอวี๋ฉายแววเครียดอย่างหาได้ยาก “ฉันคือนักร้องนำของวงเดอะเกรตโมเมนต์”
ฉือจือหยางคิดไม่ถึงว่าฉินอีอวี๋จะพูดแบบนี้เลยหันมามองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อ
“ฉันรู้” หนีฉือยิ้ม “นายแทบจะเขียนคำว่าเดอะเกรตโมเมนต์ไว้บนหน้าผากอยู่แล้ว!”
“ถ้าคุณไม่แคร์” รุ่ยโหรวหันไปมองทุกคนแวบหนึ่ง “งั้นก็เปิดเกมเลยเถอะ”
นิคยิ้มพร้อมถูมือ “มาเลย!”
เหยียนจี้แอบรู้สึกกังวลอยู่ในใจ เนื่องจากมือกีตาร์คนใหม่ของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เก่งมาก หากเขาท้าดวลกับฉินอีอวี๋จริงๆ ด้วยสภาพของฉินอีอวี๋ตอนนี้น่ากลัวว่าคงจะสู้ไม่ไหว
ถึงจะไม่ได้พูดออกไปชัดๆ แต่หนานอี่ก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกับเขา
“ใกล้หมดเวลาแล้ว ถ้าไม่มีใครเขียนฉันเขียนเองนะ” ฉินอีอวี๋หยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำตอบลงบนกระดานไวท์บอร์ดแล้วหันไปให้คนอื่นๆ ดู
“โอเคไหม”
ตอนที่เหลือเวลาอีกสามวินาทีวงเอ็กซ์คิวท์ทั้งสามคนก็เดินกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง
คนฉลาดย่อมรู้ว่าควรเลือกยังไง นี่เป็นวิธีที่พวกเขาจะได้ประโยชน์มากที่สุดและปลอดภัยที่สุด
แต่พวกเขากลับเป็นวงที่ไม่คำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ แบบสุดๆ
“ตอนนี้ขอเชิญกลุ่มหนึ่งประกาศการตัดสินใจของพวกคุณครับ!”
จุดที่วงเดอะเกรตโมเมนต์กับวงเอ็กซ์คิวท์มีเหมือนกันคือนิสัยไม่ยอมแพ้
หนานอี่หันกระดานไวท์บอร์ดมาให้กล้อง พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “วงอีเทอร์นัลวู้ด”
พอเขาพูดจบ นักดนตรีสามคนจากวงเอ็กซ์คิวท์และนักดนตรีที่เหลือของวงเดอะเกรตโมเมนต์ก็เริ่มปรบมือร้องไชโยออกมาอย่างตื่นเต้นเหมือนกัน
ผิดกับสมาชิกวงอีเทอร์นัลวู้ดบนเวทีที่อึ้งงันไปพร้อมกันสองสามวินาที โดยเฉพาะเฉิงเฉิง เขายกนิ้วขึ้นชี้หน้าตัวเองเหมือนไม่เชื่อในการตัดสินใจของพวกเขา
แต่ฉินอีอวี๋กลับยิ้มแล้วพยักพเยิดหน้าให้ “นายนั่นแหละ ยังไม่รีบมาอีก”
การตัดสินใจนี้ทำให้วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์รู้สึกเหนือคาด แต่ก็ไม่แปลกใจ
นับตั้งแต่ที่ฉินอีอวี๋ออกจากวง วาสนาของพวกเขาก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถอยู่ทีมเดียวกันได้อีก แต่เมื่อสองสามนาทีก่อนหน้านี้สวี่ซือยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าพวกเขาน่าจะมีโอกาสได้ร่วมวงกันอีกครั้ง
แต่ภาพฝันนั้นกลับถูกทำลาย
“เอาล่ะครับ เท่ากับเราตั้งกลุ่มแข่งขันรอบนี้กันอย่างเป็นทางการแล้ว…กลุ่มหนึ่ง ได้แก่ วงเดอะเกรตโมเมนต์ วงเอ็กซ์คิวท์ และวงอีเทอร์นัลวู้ด และกลุ่มสอง ได้แก่ วงแอสแซสซิเนชัน วงยูลิสซีสไกแดนซ์ วงรีดรีม และวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์”
หลังการแบ่งกลุ่มสิ้นสุดเสียงบรรยายก็ฟังดูแฮปปี้ขึ้นไม่น้อย
“ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านโปรดลืมเรื่องการแข่งขันรอบสามไปก่อนชั่วคราวและสนุกกับทริปสกีรีสอร์ตของพวกคุณให้เต็มที่!”
สำหรับคนอื่นนี่เป็นทริปพักผ่อนระหว่างการประกวดที่ทางรายการจัดมาให้ แต่สำหรับฉินอีอวี๋ นี่คือทริปฮันนีมูน
เขากับหนานอี่รักกันมานานขนาดนี้ แต่กลับต้องแอบลูบๆ คลำๆ กันใต้หนังตาของรายการที่มีเพื่อนร่วมวงอยู่ด้วยในทุกวัน ต่อให้อยากทำอะไรที่มากกว่านั้นก็ต้องอดใจไว้ ในที่สุดตอนนี้ก็มีโอกาสแล้ว พอคิดถึงเรื่องนี้ฉินอีอวี๋ก็ยอมยกโทษให้กับทางรายการที่จงใจสร้างเรื่อง ไม่สิ…เขายอมยกโทษให้คนทั้งโลกเลยด้วย!
จะให้เขาไปคุยกับคนของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ตอนนี้แบบเผชิญหน้ากันตรงๆ เลยก็ยังได้ เขายินดีมาก เพราะฉินอีอวี๋ในตอนนี้ไม่ใช่ถังเชื้อเพลิงที่เจอประกายไฟแค่นิดเดียวก็ระเบิดแล้ว ตอนนี้เขาคือเด็กผู้ชายตัวน้อยที่มีความสุขที่สุดและใจดีที่สุดในโลก
“อีอวี๋”
พอได้ยินเสียงนี้ฉินอีอวี๋ก็ชะงักไปหนึ่งวินาที
ไม่นะ แค่เปรียบเปรยในใจเท่านั้นเอง ทำไมแค่พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บแบบนี้ล่ะ
ตรงโถงทางเดินสมาชิกทั้งสี่คนของวงเดอะเกรตโมเมนต์หันหน้ามามองมือเบสของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ที่เดิมดุ่มๆ มาคนเดียว
ฉินอีอวี๋หมุนตัวไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจว่าสวี่ซือจะมาทำอะไรตอนนี้ ใบหน้าจึงฉายแววฉงนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“ฉันอยากคุยกับนายตามลำพัง ได้ไหม”
คำพูดนี้ทำให้ฉือจือหยางกับเหยียนจี้มองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองหนานอี่อย่างพร้อมเพรียง
แต่ฉินอีอวี๋กลับทำท่าไม่เข้าใจ เขาเกาศีรษะแกรกๆ “คุยเรื่องอะไร มีอะไรน่า…”
เหยียนจี้กลัวว่าฉินอีอวี๋จะถูกแคปภาพร้ายๆ เลยตัดบทคำพูดของเขาว่า “พอดีเลย เมื่อกี้ฉันบอกว่าจะไปช่วยพวกซิ่วเหยี่ยนย้ายเครื่องดนตรีพอดี เสี่ยวหยาง เสี่ยวอี่ เราไปกันก่อนเถอะ”
พูดจบเหยียนจี้ก็ตบไหล่ฉินอีอวี๋และก้มหน้าไปกระซิบที่ข้างหูเขา “เก็บอารมณ์หน่อยนะ”
ไม่รอให้ฉินอีอวี๋ได้พูด หนานอี่ที่ไม่พูดอะไรเลยมาจนจบก็เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว
สวี่ซือไม่อยากถูกกล้องบันทึกภาพตอนคุยกับฉินอีอวี๋ และทางรายการก็อนุญาต พวกเขาเลยเดินออกจากตึกไปหาที่เงียบๆ ในสวนเพื่อยืนคุยกัน
“นายอยากคุยเรื่องอะไร” ฉินอีอวี๋สอดมือไว้ในกระเป๋า สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
สวี่ซือเงยหน้าขึ้นมองฉินอีอวี๋ วูบหนึ่งมีลมพัดแรงมากจนผมของฉินอีอวี๋ปลิวยุ่งทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนสมัยที่เรียนอยู่มัธยมปลาย
สวี่ซือฝืนยิ้ม เขาบอกฉินอีอวี๋ว่า “ฉัน…เรื่องเมื่อก่อนฉันขอโทษ ความจริงตอนนั้น…”
ฉินอีอวี๋ตัดบทเขาทันที “หยุด”
หลังพูดคำนี้ออกไปฉินอีอวี๋ก็กลับเป็นฝ่ายชะงักค้างพลางคิดในใจว่านี่มันเป็นคำพูดติดปากของหนานอี่ไม่ใช่เหรอ
แต่พอเห็นสวี่ซือหยุดนิ่งจริงๆ ฉินอีอวี๋ก็ได้สติแล้วพูดต่อ “ทุกอย่างมันผ่านไปนานแล้ว นายไม่ต้องขอโทษฉัน เราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เมื่อก่อนในวงมีเรื่องกันแรงมาก นายต้องติดแหง็กอยู่ตรงกลางระหว่างฉันกับต้าเฉิง เรื่องนี้ฉันรู้ดี ฉันเลยไม่โทษนาย”
สิ่งที่ฉินอีอวี๋พูดทำให้สวี่ซือประหลาดใจ ดวงตาฉายแววมึนงง
“ฉันควรลุกขึ้นพูดแทนนาย แต่พวกเขาบอกว่าถ้าฉัน…”
“ถ้านายช่วยฉันก็จะเป็นเหมือนฉัน” ฉินอีอวี๋ตัดบทแถมยังยิ้ม “ฉันเข้าใจ นายเป็นคนอ่อนโยน จะไปสู้กับจิ้งจอกเฒ่าพันธุ์นั้นได้ยังไง แถมตอนนั้นต่อให้นายลุกขึ้นมาช่วยฉัน แล้วผลลัพธ์มันจะต่างออกไปเหรอ ไม่มีทาง”
ใบหน้ายิ้มแย้มของฉินอีอวี๋ทำให้สวี่ซือนึกถึงตอนที่ตนสารภาพรักกับอีกฝ่าย
ช่วงก่อนที่ฉินอีอวี๋จะออกจากวงสองเดือนเป็นวันเกิดของสวี่ซือ ตอนนั้นพวกเขาเพิ่งจบคอนเสิร์ตเลยไปหาร้านอาหารญี่ปุ่นเพื่อฉลองวันเกิดให้เขา
ในตอนนั้นฉินอีอวี๋เป็นคนเดียวที่ไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้สวี่ซือ อีกฝ่ายดูรู้สึกผิดแต่ก็พูดยิ้มๆ ว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อมาให้และถามสวี่ซือว่าอยากได้อะไร
สวี่ซือในตอนนั้นนิ่งไปสองสามวินาทีก่อนจะบอกว่าอยากกินไอศกรีม ขอให้ฉินอีอวี๋ไปซื้อไอศกรีมที่ร้านสะดวกซื้อข้างๆ กับเขาตอนนี้เลย
‘แค่นี้เองเหรอ โอเค ไปกัน’ ฉินอีอวี๋รับคำทันที
สวี่ซือรู้ว่าฉินอีอวี๋จำวันเกิดของเขาไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมาฉินอีอวี๋ไม่เคยจำวันเกิดใคร ในใจเขามีแต่ตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงฉินอีอวี๋ยอมลุกขึ้นไปซื้อไอศกรีมเป็นเพื่อนเขาเท่านี้ก็ดีมากแล้ว
หลังร้านสะดวกซื้อมีลานเล็กๆ อยู่ ถึงจะบอกว่าเป็นลาน แต่ความจริงแทบไม่ต่างจากป่า เพราะมีต้นไม้รกครึ้ม รอบๆ มีม้านั่ง เลยมีคู่รักที่นัดเดตกันโผล่มาให้เห็นเป็นระยะ
ตอนนั้นสวี่ซือกำลังเดินกินไอศกรีมอยู่กับฉินอีอวี๋บนถนนสายเล็กๆ ภาพของคู่รักทำให้มือเบสหนุ่มมองเห็นภาพหลอนอันแสนหวาน สวี่ซือต้องมนตร์จากภาพนี้เลยหยุดเดินเพื่อสารภาพรักกับฉินอีอวี๋เบาๆ ว่า
‘ฉันชอบนาย’
แต่ปฏิกิริยาแรกของฉินอีอวี๋กลับเป็นการหยอกเขาว่า ‘ฉันรู้ ฉันก็ชอบตัวเองมากเหมือนกัน ใครๆ ก็ชอบฉันกันทั้งนั้น’
สวี่ซือทวนคำพูดด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เขาบอกฉินอีอวี๋อย่างจริงจังว่า ‘ไม่ใช่ชอบแบบเพื่อนหรือสมาชิกในวง แต่ชอบแบบแฟน’
มือเบสหนุ่มเข้าใจว่าฉินอีอวี๋คงตกใจ หรือไม่ก็อึ้งไปสักสองสามวินาที
แต่ฉินอีอวี๋กลับไม่เป็นแบบนั้น นักร้องหนุ่มเพียงแค่ยิ้ม แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าที่ไม่ยี่หระของเขาทำให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน
‘โอเค’ ฉินอีอวี๋ตอบ ‘ฉันรู้แล้ว’
ฉินอีอวี๋กินไอศกรีมถ้วยเล็กหมดไปหนึ่งถ้วย นักร้องหนุ่มโยนถ้วยไอศกรีมทิ้งลงถังขยะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้
‘เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามัคคีในวงเรา ฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินนะ’
ฉินอีอวี๋ทำตามที่พูดคือทำเหมือนไม่เคยได้ยินการสารภาพรักครั้งนี้ พอพวกเขากลับไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นก็ตัดเค้ก ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันอย่างมีความสุข เสร็จแล้วฉินอีอวี๋ก็หาข้ออ้างปลีกตัวออกไป
ถ้าไม่มีแฟนคลับถ่ายภาพเขาเล่นหมากรุกอยู่กับคนแก่ในสวนสาธารณะ สวี่ซือคงไม่รู้ว่าฉินอีอวี๋ไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากแค่ไหน
ตั้งแต่ต้นจนจบฉินอีอวี๋ทำเป็นไม่ได้ยินคำสารภาพรักของเขาอย่างจริงจังจนเกือบถึงขั้นโหดร้าย
ด้านหนึ่งสวี่ซือเสียใจ แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็ดูถูกความเสียใจของตัวเอง ทว่านี่มันก็คือสิ่งที่ทำให้เขาชอบฉินอีอวี๋ไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงต้องเสียใจอีกล่ะ
ฉินอีอวี๋ก็เป็นแบบนี้กับทุกคน หรือไม่จริงล่ะ
มือที่ซุกอยู่ในกระเป๋าของสวี่ซือกำของที่อยู่ข้างในแน่น มันเป็นของที่เขาอยากมอบให้ฉินอีอวี๋มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ความผิดหวังกลับทำให้เขามึนไปหมด
สวี่ซือรู้สึกสับสนจนคิดไปว่าการที่ฉินอีอวี๋ไม่เลือกอยู่ทีมเดียวกันวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์คงเป็นเพราะเขายังมีใจที่ตัดไม่ขาดไม่มากก็น้อยและคงเจ็บแค้นนิดๆ ด้วย ไม่ใช่ไม่แคร์เลยเหมือนอย่างที่เขาแสดงอยู่ตอนนี้
มือเบสหนุ่มทำได้แค่คิดแบบนี้เท่านั้น
“ลมแรงมาก” ฉินอีอวี๋หันไปมองสวี่ซือแวบหนึ่ง “นายสุขภาพไม่ดี อย่ามายืนตากลมอยู่ที่นี่เลย กลับไปเถอะ”
สวี่ซือไม่พูดอะไรเหมือนที่ผ่านมา เขาเอาแต่เดินตามหลังฉินอีอวี๋เงียบๆ เหมือนพวกเขาเป็นแค่มือกีตาร์กับมือเบสที่อยู่วงเดียวกัน พอกลับไปถึงตึกของรายการเครซี่แบนด์ก็เข้าไปในลิฟต์
ฉินอีอวี๋ไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องมันก็ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว สวี่ซือยังจะมาขอโทษเขาอีกทำไม หรือถ้าเขายอมรับคำขอโทษนี้แล้วทุกอย่างจะสามารถย้อนกลับไปเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้เหรอ
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นฉินอีอวี๋คงด่าไปแล้ว แต่เขารู้ว่าสวี่ซือเป็นโรคซึมเศร้าเลยไม่อยากไปกระตุ้นอารมณ์ด้านลบของอีกฝ่าย
ทั้งคู่อยู่ในลิฟต์กันเงียบๆ จนสวี่ซือเผลอจามเสียงดังออกมา ถือเป็นการทำลายบรรยากาศประดักประเดิดนี้ลง
ไม่ง่ายเลยที่ฉินอีอวี๋ซึ่งกำลังอึดอัดแทบแย่จะสบช่อง เขาเลยพูดแบบหยอกๆ ว่า “ดูสิ ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าที่ผีหลอกนี่ลมแรงมาก อย่ามัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนั้นเลย”
พอประตูลิฟต์เปิดนักร้องหนุ่มก็ตั้งใจจะเดินออกไปพลางพูดต่อว่า “กลับไปอาบน้ำอุ่นด้วยนะ อย่าปล่อยให้ตัวเองแข็งไปจริงๆ ล่ะ เดี๋ยวต้องไปเล่นสกี…”
เขาพูดไม่จบ เพราะคนที่อยู่อีกฟากของประตูลิฟต์ที่เปิดออกคือหนานอี่
แถมยังมีปีศาจตังเมสมควรตายอย่างนิคด้วย
“เอ๋? บังเอิญจัง!” นิคว่า “พวกนายไปไหนกันมาเหรอ ฉันกับเสี่ยวอี่ตั้งใจจะออกไปซื้อขนม อยากได้อะไรหรือเปล่า”
เสี่ยวอี่?
แถมยังจะออกไปซื้อขนมกันด้วย?
นายไปเองไม่ได้หรือไงฮะ ไม่ต้องพาแฟนคนอื่นไปด้วยได้หรือเปล่า
ฉินอีอวี๋กล้ำกลืนความไม่พอใจไว้แล้วปั้นหน้ายิ้ม “พาฉันไปด้วยสิ”
สวี่ซือหันไปมองฉินอีอวี๋แล้วกะพริบตาปริบๆ
แต่หนานอี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูลิฟต์กลับบอกว่า “งั้นพวกคุณไปกันเองละกัน”
พูดจบหนานอี่ก็หมุนตัวเดินกลับไปห้องพัก
นิคงงไปหมด เขากับฉินอีอวี๋มองหน้ากันแล้วนิคก็รีบวิ่งตามหนานอี่ไป “เดี๋ยวสิ เสี่ยวอี่ เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอ รอฉันก่อนสิ”
“รออะไรฮะ” ฉินอีอวี๋ดึงตัวนิคไว้ ก่อนจะใช้พละกำลังมหาศาลราวกับฆาตกรฆ่าอำพรางศพลากมือเบสหนุ่มเข้าไปในลิฟต์แล้วบอกเขาว่า “ร้านสะดวกซื้ออยู่ชั้นหนึ่ง ห้องพักของวงเอ็กซ์คิวท์อยู่ชั้นสิบห้า เชิญ”
เสร็จสรรพเขาก็วิ่งตามหนานอี่ไปราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นด้วย
นิคที่ถูกลากเข้าไปในลิฟต์กดปุ่มเปิดประตูค้างไว้ ตามองสวี่ซือที่ยืนอึ้งอยู่ข้างนอกแล้วยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “คือว่านายอยากไปซื้อขนมกับฉันหรือเปล่า”
ฉินอีอวี๋ต้องวิ่งผ่านโถงทางเดินทั้งสายกว่าจะตามหนานอี่ทัน
“ทำไมนายถึงไม่ไปซื้อขนมกับเขาล่ะ” ฉินอีอวี๋โอบไหล่หนานอี่ “หรือพอเห็นฉันแล้วหักใจทิ้งฉันไว้ไม่ได้?”
แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาหนานอี่จะบอกว่า “ตรรกะของคุณผิด ถ้าผมหักใจทิ้งคุณไม่ได้คงพาคุณไปด้วยกันแล้ว”
ฉินอีอวี๋ชะงัก
“หา?”
“แค่อยู่ดีๆ ผมก็ไม่อยากไป” หนานอี่พูดจบก็ปัดมือของฉินอีอวี๋ที่วางพาดอยู่บนไหล่ของเขาออก ก่อนจะเดินตรงไปเปิดประตูเข้าห้องพัก
ในห้องรับแขกนั้นอึกทึกครึกโครมมาก ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยกระเป๋าเดินทางที่เปิดอ้า คนกลุ่มใหญ่กำลังชุลมุน เสียงดังเซ็งแซ่ ถ้าคนไม่รู้มาเห็นอาจเข้าใจว่าที่นี่มีการแข่งขันแพ็กกระเป๋าอะไรสักอย่าง
“เฮ้ พวกนายมีใครอยากได้ถุงเท้าขนแกะไหม ฉันมีเพียบ!”
“ฉันขอคู่หนึ่งสิ!”
“นายไม่ต้องใช้หรอก นายเป็นลูกแกะอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ฮ่าๆๆ!”
ฉินอีอวี๋ฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังยุ่งลากแขนหนานอี่กลับเข้าห้องแล้วปิดประตูดังปัง จากนั้นนักร้องหนุ่มก็ดันตัวหนานอี่ให้แนบติดกับบานประตูโดยไม่พูดพล่ามอะไร ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบมือเบส
คิดไม่ถึงว่าหนานอี่จะเบือนหน้าหนีทันที
ฉินอีอวี๋ชะงักไปหนึ่งวินาที กะพริบตาปริบๆ เอียงศีรษะมองหนานอี่อย่างไม่อยากจะเชื่อ
“นายเป็นอะไรไป”
“เปล่า” หนานอี่ยื่นมือออกไปผลักฉินอีอวี๋ “ถอยไป ผมจะเก็บของ”
“ไม่” ฉินอีอวี๋จับหน้าเขา พูดจาวางโตอย่างหน้าไม่อาย “ฉันจะจูบ”
พูดจบเขาก็เอียงหน้าประทับจูบ แต่หนานอี่หลบ จุมพิตของฉินอีอวี๋เลยไม่โดนปาก แต่ไปโดนคางแทน นักร้องหนุ่มขยับตามติดหนานอี่ไปอย่างรวดเร็ว โดยรอบนี้เป้าหมายคือปาก ยิ่งหนานอี่หนี ฉินอีอวี๋ก็ยิ่งไล่ตาม ยื้อยุดกันอยู่หลายครั้ง หลังจากนั้นก็เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เขาจูบอย่างดูดดื่มโดยพยายามให้อีกฝ่ายเปิดปาก
ทว่ารอบนี้ฉินอีอวี๋กลับทำไม่สำเร็จ นักร้องหนุ่มไม่เพียงอดได้จูบที่ลึกซึ้ง แต่ยังถูกกัดด้วย
“โอ๊ย!” ฉินอีอวี๋ใช้มือปิดปากตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เขามองหนานอี่ด้วยสีหน้าเจ็บปวด แลบลิ้นออกมาพูดเสียงอู้อี้ “กัดฉันทำไม มันเจ็บนะ”
แต่หนานอี่กลับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด เขาพูดเลียนเสียงของฉินอีอวี๋ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก “มันเจ็บนะ”
“นายทำแบบนี้หมายความว่าไง หนานอี่ ฉันเสียใจนะ” ฉินอีอวี๋แสร้งทำตัวน่าสงสาร โชว์ลิ้นที่ถูกกัดจนแดงของตัวเอง จากนั้นนักร้องหนุ่มก็สวมกอดหนานอี่อย่างออดอ้อน หันหน้าเข้าหากัน “จูบฉันหน่อยสิ”
“ทำไมผมถึงต้องจูบคุณ” หนานอี่จ้องหน้าเขา
“เพราะฉันเสียใจมาก”
“เหรอ” หนานอี่เลิกคิ้ว “คุยกับมือเบสเก่าของคุณแล้วไม่มีความสุขหรือไง”
“หา?” ฉินอีอวี๋งง เขาคิดไม่ถึงว่าประเด็นจะถูกเปลี่ยนมาเป็นเรื่องนี้อย่างฉับพลัน อารมณ์อินเลิฟที่เพิ่งเปิดสวิตช์เลยยังหมุนเปลี่ยนตามมาไม่ทัน “ไม่นี่ เราก็คุยกันดีนะ”
ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ในระดับสุดยอด มีพัฒนาการเยอะขนาดนี้ นายจะไม่จูบให้รางวัลหน่อยเหรอ
“งั้นคุณก็ไปคุยกับเขาให้นานหน่อยสิ”
หนานอี่พูดจบก็ออกแรงผลักเขา ก่อนจะหิ้วกระเป๋า เปิดประตูออกไปร่วมการแข่งขันแพ็กกระเป๋าที่กำลังคึกคัก หลังการแข่งขันอันร้อนแรงดำเนินไปได้ครึ่งชั่วโมง หนานอี่ก็ได้แชมป์ในฐานะที่แพ็กกระเป๋าได้เนี้ยบเป๊ะ
ไม่ว่าฉินอีอวี๋จะออดอ้อนขอร้องยังไง แชมป์จัดกระเป๋าก็ไม่ยอมช่วยจัดกระเป๋าให้คนที่ไม่มีพรสวรรค์ในการจัดกระเป๋าอย่างเขา ฉินอีอวี๋เลยต้องเล่นลูกไม้ด้วยการแอบเปิดกระเป๋าของหนานอี่ตอนกลางดึกแล้วเอาเสื้อผ้าสีสันสดใสของตัวเองยัดเข้าไป
แต่ไม่นานก็ถูกจับได้ เพราะฉินอีอวี๋ยัดเข้าไปเยอะเกินจนปิดกระเป๋าไม่ลง อีกทั้งเสียงมันยังดังมากจนทำให้หนานอี่ที่แกล้งหลับอยู่ต้องสะดุ้งตัวขึ้นมา
คุณแชมป์ลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็มีท่าทีโอนอ่อนอยู่นิดหน่อย หนานอี่ช่วยฉินอีอวี๋แพ็กกระเป๋าและยอมเอาเสื้อผ้าส่วนหนึ่งของนักร้องหนุ่มที่เก็บใส่กระเป๋าตัวเองไม่ได้มาใส่ในกระเป๋าของตัวเองแทน
“นายนี่ เหมือนมาก”
คำพูดประโยคนี้ทำให้อารมณ์ของหนานอี่ที่เพิ่งจะดีขึ้นเล็กน้อยเดือดทันที “ถ้าคุณไม่อยากโดนต่อยก็หุบปาก”
“โอเค” ฉินอีอวี๋รูดซิปปากตัวเอง
แต่ไม่นานนักร้องหนุ่มก็เม้มปาก ทำท่าชี้ตัวเองให้หนานอี่ดูและลูบติ่งหูของตัวเอง
ผ่านไปสองวินาทีหนานอี่ถึงเพิ่งเข้าใจว่าหมอนี่กำลังสื่อสารภาษามือกับเขา
‘เหมือนภรรยาฉัน’
เล่นแรงเกินไปแล้ว หนานอี่คว้าหมอนมาฟาดหน้าฉินอีอวี๋อย่างแรง
“หุบปาก”
“ฉันก็หุบปากอยู่” ฉินอีอวี๋อ้าปากให้ดูอย่างพาซื่อแล้วหุบปากลงอย่างว่านอนสอนง่าย
Comments



