everY
ทดลองอ่าน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4 บทที่ 73-74 #นิยายวาย
บทที่ 74 รายการเรียลลิตี้หาคู่
ข่าวเรื่องที่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์เข้าร่วมรายการเครซี่แบนด์แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ปลุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอย่างเมามัน
‘ไม่นะ รายการเครซี่แบนด์ของพวกเธอเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า ไหนตอนแรกบอกว่าจะปั้นวงเล็กวงไม่ดังไม่ใช่เหรอ วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์มันแตะขอบคำว่าวงเล็กวงไม่ดังตรงไหน’
‘น่ากลัวว่าจะเชิญวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์มาเป็นป๋าดัน…’
‘แฟนคลับวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์นี่ตลกจริงๆ พวกเธอคิดว่าทำไมวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ถึงมาแจมด้วย ก็เพราะเห็นว่าตอนนี้รายการเครซี่แบนด์กำลังดังไง ตอนแรกก็คงคิดว่าการประกวดวงดนตรีคงไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้มันดังจนต้องรีบแทรกตัวเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงอะไรก็ไม่รู้ แบบนี้มันแฟร์กับวงที่ตะเกียกตะกายกันมาตั้งแต่รอบออดิชันหรือเปล่า’
‘กระแสของรายการในช่วงเปิดตัวครึ่งหนึ่งมาจากฉินอีอวี๋คัมแบ็ก ต่อมาก็อาศัยม้ามืดอย่างคู่ฉินหนาน จื้ออี่ กับวงเดอะเกรตโมเมนต์ ตอนนี้เขาเม้าท์กันให้แซ่ดว่าที่ให้พวกนักดนตรีไปเล่นสกีก็เพื่อสร้างซีนความรักความแค้นระหว่างฉินอีอวี๋กับวงเก่าหรือเปล่า พวกเธอนี่มันซื่อเป็นลูกแกะกินหญ้ากันจริงๆ’
‘ตอน qyy อยู่วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ ซีนจิ้นกับ xs* ก็มีคนฟินเยอะอยู่นะ รายการเครซี่แบนด์ของพวกเธอเตรียมจะเทิร์นจากงานดูตัวมาเป็นการประกาศเปิดตัวแฟนหรือไงยะ’
‘นั่นสิ แค่พ่อไลต์มิวสิก* ไม่ตีกับคนของวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ก็ไม่เลวแล้ว ยังจะฝันหวานอะไรอีกฮะ’
‘พวกเธอเลิกพูดเถอะ เมื่อสองสามวันก่อนมีแฟนคลับที่ไปเฝ้าในพื้นที่ถ่ายรูปฉินอีอวี๋ยืนคุยกับสวี่ซือได้’
‘มิน่าในคลิปแพ็กกระเป๋าที่ปล่อยออกมาฉันถึงเห็น ny ไม่คุยกับ qyy เลย เอาแต่เก็บของตัวเองคนเดียว qyy เลยเอาถุงมือสีส้มไปยัดใส่กระเป๋าเดินทางของ ny พอถูกจับได้ก็โดนโยนทิ้ง ฮ่าๆๆ’
‘ก่อนหน้านี้พวกเขาสวีตกันมากจนเหมือนการแสดง ฉันเลยไม่อิน พอดูคลิปนั้นจบฉันโดนตกเลย ทั้งที่ฉันกับเพื่อนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แถม ny เป็นคนหน้านิ่งๆ เฉยๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถ้าทำให้เขาแสดงอารมณ์ออกมาได้นะ จุ๊ๆ’
‘ต่อให้พวกเขาสองคนไม่ได้คุยกันในที่สาธารณะ แต่รับรองว่าเบื้องหลังต้องจูบกันจนหน้ามืด ไม่งั้นคงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมปากสองคนนี้ถึงได้แตกได้แตกดี แตกทุกวัน’
‘ฉันไถไปเห็นว่ามีด้อมแฟนคลับคู่จิ้นคู่นี้ซื้อบัตรไปลานสกีแล้ว ถ้าบังเอิญเจอก็รบกวนช่วยรายงานสถานการณ์มาหน่อยนะ! ถ้าไลฟ์สดได้ยิ่งดี!’
‘เมื่อกี้ฉันเห็นคลิปที่ถ่ายในร้านอาหารที่สนามบินแล้ว! สี่หนุ่มวงเดอะเกรตโมเมนต์ของพวกเราเป็นลูกน้อยที่น่ารักสุดๆ! แม่ขอหอมคนละฟอด!’
‘ฉันไม่เห็นคลิปอะไรเลย ใครก็ได้ช่วยพิมพ์เล่าสถานการณ์หน่อย’
‘ขำจัง น้องแกะกับเสี่ยวอี่นั่งเก้าอี้ในห้องพักรอของผู้โดยสาร เยื้องไปข้างหน้าเป็นซุ่ยซุ่ยกับซิ่วเหยี่ยน น้องแกะถ่ายรูปให้พวกเธอสองคน พอเปียเขาหลุด เสี่ยวอี่ก็ช่วยถักให้ ไลต์มิวสิกกับเหยียนจี้ยืนคุยกันอยู่ที่หลังเก้าอี้ของพวกเขา ไลต์มิวสิกเล่นผมของเสี่ยวอี่ ผลคือเผลอทำให้มวยดังโงะที่เขามัดไว้หลุดกระจาย ไลต์มิวสิกเลยต้องช่วยเสี่ยวอี่มัดใหม่ แต่พอไลต์มิวสิกก้มหน้าแว่นตาดำบนหัวก็จะร่วง เหยียนจี้ต้องช่วยเขาจับแว่นไว้ทั้งที่มือก็ต้องถือบอร์ดดิ้งพาสสี่ใบ’
‘ฮือๆ เด็กๆ วงเดอะเกรตโมเมนต์ของพวกเราทั้งสี่คนคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สนิทกันดีเหลือเกิน’
‘ก็ดีแล้ว กลุ่มเซียน* ตีกันแล้ว qyy มือซนไปดึงเปียของน้องแกะเลยถูกน้องแกะเขกกบาล’
‘ฉันเห็นคู่แฝดโผล่มาในคลิปของวงเดอะเกรตโมเมนต์ หนีฉือต้องเป็นตุ๊กตาห้อยกระเป๋ากลับชาติมาเกิดแน่นอน ถึงได้เอาแต่ห้อยตัวติดกับพี่ชายตลอด พี่ชายนายเป็นคนรีแอ็กชั่นช้าอยู่แล้วยังต้องหอบหิ้วขวดน้ำมันตัวใหญ่อย่างนายไปด้วยอีก มีหวังเขาตายแหง’
‘หนีฉือสูงขึ้นหรือเปล่า ทำไมเขาดูสูงกว่าอาซวิ่นอีกนะ สงสัยรายการเครซี่แบนด์จะเลี้ยงดีจริงๆ’
‘นิคฮามาก เขาฉวยโอกาสตอนที่คู่ปลาแกะมีเรื่องกันแอบไปหา ny เพื่อแบ่งขนมให้เขา แต่ดูเหมือน ny จะบอกปัดเลยถูกวงอีเทอร์นัลวู้ดฉกไป ยูกะเอาเนื้อวัวอบแห้งไปให้เฉิงเฉิงก่อน เขาโคตรตลกเลยจริงๆ’
‘ขาจรอยากรู้ค่ะว่าทำไมถึงเรียก qyy กับ czy* ว่ากลุ่มเซียนเหรอคะ’
‘เพราะพวกเขาเป็นคู่ที่ชอบทักทายบรรพบุรุษ* ของอีกคน (ทำหน้าซีเรียส)’
‘ดูคลิปสนามบินของทุกคนหมดแล้ว วงดิสออเดอร์คอร์เนอร์ดูไม่เข้ากับวงในรายการเครซี่แบนด์เลยวางตัวไม่ถูก ถึงได้บอกไงว่าถ้าไม่ใช่ที่ของตัวเองก็อย่าเข้ามาแทรก’
‘ผ้าพันคอที่สวี่ซือใส่ใช่ผ้าพันคอที่แม่ของ qyy ให้สมาชิกวงดิสออเดอร์คอร์เนอร์คนละผืนหรือเปล่า’
‘แล้วเธอรู้ไหมว่าที่ฉินอีอวี๋ใส่อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสเว็ตเตอร์พอดีตัวกับแว่นดำบนหัว ทุกชิ้นเป็นของหนานอี่ และสร้อยที่หนานอี่ใส่อยู่ที่คอก็คือปิ๊กสั่งทำของ qyy ส่วนต่างหูที่เขาใส่อยู่ก็เป็นห่วงปากของฉินอีอวี๋เหมือนกัน’
‘ขึ้นเครื่องกันแล้ว ขอให้ฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ คู่แฝด น้องนิทรา ยูกะ เฉิงเฉิง และคู่รักคู่อื่นๆ สนุกกับทริปฮันนีมูน รายการเครซี่แบนด์ถ้าฉลาดก็อย่าได้กล้าแยกคู่จิ้นของฉัน ไม่งั้นขอให้สมาชิกทั้งหมดถอนตัวจากการแข่งขัน!’
‘แฟนคลับทั้งหลาย เวยป๋อออฟฟิเชียลของรายการเครซี่แบนด์ลงภาพหมู่ที่สนามบิน! วงเดอะเกรตโมเมนต์อยู่ตรงกลาง!’
‘เสื้อขนเป็ดของน้องแกะตัวใหญ่มากจนมองไม่เห็นมือเลย ดูจากแพตเทิร์นกับสีแล้วน่าจะของเหยียนจี้นะ’
‘qyy ถ่ายรูปทุกครั้งต้องเอาหน้าไปแนบหน้า ny เป็นรูปหัวใจ เห็นฉินอีอวี๋ หนานอี่ ฉือจือหยาง เหยียนจี้ สวีตกันแบบนี้แล้วสบายใจ ต่อไปขอภาพคืนแรกด้วยนะคะ ขอบคุณ’
กว่าจะไปถึงวิลล่าในลานสกีก็เป็นเวลาสิบเอ็ดโมงแล้ว ทั้งเจ็ดวงทยอยลงจากรถ พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านแฝดสองหลังที่ทางรายการจัดหาไว้
ผู้กำกับพูดมาจากหลังกล้องว่า “เนื่องจากจำนวนคนค่อนข้างเยอะ อยู่รวมกันหลังเดียวไม่พอเลยต้องเหมาบ้านเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองเอาไว้ และเพื่อเซฟเวลาทางเราได้แบ่งห้องเอาไว้ล่วงหน้า ถ้าพวกเธออยากสลับห้องกัน เดี๋ยวค่อยไปสลับกันเองนะ”
หนานอี่ที่ยืนอยู่หน้าสุดรับคีย์การ์ดห้องมาจากสตาฟฟ์แล้วเห็นชื่อของตัวเองกับฉินอีอวี๋ทันที พวกเขาอยู่ห้องเดียวกันในบ้านเบอร์สอง แต่เรื่องบังเอิญคือคนที่อยู่ห้องติดกันนั้นคือสวี่ซือกับอินลวี่
เขารู้ว่านี่เป็นความตั้งใจของรายการ เมื่อคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วหนานอี่ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ทว่าพอนึกถึงภาพที่ไม่อยากเห็นแต่จำต้องเห็นแล้ว ไม่ว่าจะมากหรือน้อยมันก็ต้องส่งผลกระทบต่อจิตใจอยู่บ้าง
ส่วนสวี่ซือ หนานอี่ถึงขั้นไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกเป็นอริ แต่ถ้าจะให้มองเห็นเขากับฉินอีอวี๋อยู่บ้านหลังเดียวกัน หนานอี่ก็คอยแต่จะคิดถึงภาพที่พวกเขาทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกันสมัยเรียนมัธยมปลาย คิดถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน ซ้อมกีตาร์ด้วยกัน ซ้อมวงด้วยกัน ไปจนถึงออกแสดงด้วยกัน
สำหรับคนที่มีนิสัยชอบบงการแบบสุดๆ คนหนึ่ง การที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ถือเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างที่สุด
หนานอี่โกรธตัวเองมาก
เขาถือคีย์การ์ดไปหาฉือจือหยางกับเหยียนจี้เพื่อเป็นฝ่ายถามว่า “พี่จี้ เราแลกห้องกันไหม ผมขออยู่กับเสี่ยวหยาง”
เหยียนจี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร กลายเป็นฉือจือหยางที่ทำตาโตแทน
“หา?”
พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ หนานอี่ก็รู้สึกแปลกใจเลยถามตรงๆ “ก่อนหน้านี้นายอยากอยู่กับฉันมาตลอดไม่ใช่เหรอ หรือตอนนี้ไม่อยากแล้ว”
“อยากสิ! ฉัน…” ความรู้สึกผิดของฉือจือหยางฉายชัดอยู่บนใบหน้า มือกลองหนุ่มเกาศีรษะ เกาแก้มอย่างบอกไม่ได้ว่ามันผิดปกติที่ตรงไหน “ยังไง คราวนี้ฉัน…”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ฉินอีอวี๋ก็ลากกระเป๋าเดินมาล็อกตัวหนานอี่ พูดยิ้มๆ “พวกนายซุบซิบอะไรกัน เอาของไปเก็บที่ห้องก่อนเถอะ”
ฉือจือหยางกำลังคิดหาทางลงอยู่ นึกไม่ถึงว่าเหยียนจี้ที่อยู่ข้างๆ จะพูดขึ้นว่า “เสี่ยวอี่อยากแลกห้องกับฉัน อีอวี๋ นายโอเคไหม”
คราวนี้กลายเป็นฉือจือหยางกับฉินอีอวี๋ทำตาโตกันทั้งสองคน
“หา?” ฉินอีอวี๋สงสัยว่าตนน่าจะฟังผิด “จะให้ฉันกับเสี่ยวอี่ย้ายไปอยู่ห้องนายกับฉือจือหยางเหรอ”
“เปล่า” เหยียนจี้ยิ้มน้อยๆ “ฉันไปอยู่กับนาย ส่วนพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกัน”
“โทษที ฉันไม่เข้าใจภาษาจีน” ฉินอีอวี๋พูดมั่วซั่วไปเรื่อย ก่อนจะลากตัวหนานอี่ไปยังห้องพักที่ถูกจัดเอาไว้ให้โดยไม่มองหนีฉือกับอาซวิ่นที่อยู่บ้านหลังเดียวกันและกำลังทักทายพวกเขาเลย นักร้องหนุ่มหิ้วกระเป๋าขึ้นไปที่ชั้นสอง พอเจอห้องพักก็เสียบคีย์การ์ดเข้าไปข้างในแล้วปิดประตูดังปัง
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน ฉินอีอวี๋ที่ไม่สนใจจะตรวจสอบด้วยซ้ำว่าในห้องมีกล้องไหมก็เอ่ยปากถามไปตรงๆ
“ทำไมถึงอยากแลกห้อง”
หนานอี่ไม่มองอีกฝ่าย เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรและเขาก็กลัวว่าตัวเองจะพูดเรื่องที่ไม่สมควรออกไปเลยไม่ตอบมันซะเลย
ตอนแรกฉินอีอวี๋โมโห แต่พอคิดได้ว่ากว่าจะได้ออกมาเที่ยวกันก็แสนยาก นักร้องหนุ่มจึงไม่อยากทำให้หนานอี่ไม่พอใจ จากนั้นก็เดินมาจับมืออีกฝ่าย
“ทำไมมือนายเย็นแบบนี้” พูดพลางรูดซิปเสื้อตัวเองเพื่อเอามือของหนานอี่ใส่เข้ามาตรงอก ก่อนจะพูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูดเมื่อกี้ต่อ “ฉันทำอะไรผิดตรงไหนเหรอ นายถึงไม่พอใจ”
ทันใดนั้นหนานอี่ก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังงี่เง่า เขาโกรธทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ แม้แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังดูออก และนี่เป็นพฤติกรรมที่แย่มาก
ทั้งที่ตัวเขาเก่งเรื่องการควบคุมอารมณ์มากแท้ๆ
มือเบสหนุ่มยกศีรษะขึ้นส่ายหน้าให้ฉินอีอวี๋
“เปล่า ผมแค่ลองเสนอดู” เขาพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูนิ่งเหมือนปกติและยิ้มเล็กน้อย “เพราะก่อนหน้านี้ฉือจือหยางไม่ได้อยู่กับผมเลย ทั้งที่เมื่อก่อนพวกเรานอนด้วยกัน”
พอพูดจบเขาก็ดึงมือออกมาจากเสื้อตรงอกของอีกฝ่ายแล้วพูดกับฉินอีอวี๋ด้วยน้ำเสียงเบาแสนเบาว่า “อย่าคิดมากสิ”
“นายอารมณ์ไม่ดี” ฉินอีอวี๋มองหลังเขา
หนานอี่ไม่ชอบถูกใครอ่านใจเลยไม่ยอมแม้แต่จะหันหน้ากลับไปมอง เขาเดินไปเปิดกระเป๋าเพื่อเอาเสื้อผ้าออกมาแขวนและถือโอกาสเช็กห้อง พอมั่นใจว่าไม่มีกล้องเขาก็ตอบฉินอีอวี๋ว่า “โทษที ผมเป็นคนหน้าบูดอยู่แล้ว”
“ทำไมถึงพูดแบบนี้” ฉินอีอวี๋นึกถึงภาพของหนานอี่ตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรกแล้วเดินไปกอดเอวอีกฝ่าย จากนั้นก็โยนเสื้อผ้าที่หนานอี่ถืออยู่ในมือไปไว้บนเตียง “ฉันชอบหน้านายมาก”
ใช่สิ ถ้าไม่ชอบก็ไม่มีทางจูบลงหรอก
หนานอี่ผงกศีรษะอย่างไม่ใส่ใจ “อืม ผมก็ชอบหน้าคุณเหมือนกัน”
“เรื่องนี้ฉันรู้” ฉินอีอวี๋ยิ้มพลางจุ๊บปากหนานอี่ “เวลาจูบกันนายไม่เคยหลับตา”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้
หนานอี่คิดในใจว่าถึงเขาอาจจะไม่มีวันบอกชอบฉินอีอวี๋ก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเผลอหลุดปากพูดออกไป น่ากลัวว่าปฏิกิริยาของฉินอีอวี๋ก็คงเป็นแบบนี้เหมือนกัน
นั่นคือ ‘ฉันรู้ การชอบฉันเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ชอบฉันกันทั้งนั้น’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หนานอี่ก็นึกขำ อารมณ์หงุดหงิดพลันหายไปเกินครึ่ง
“เสื้อผ้าคุณต้องแขวนไหม”
“ไม่ต้องหรอก นายอุตส่าห์พับให้ฉัน”
“เดี๋ยวก็ยับหมด” หนานอี่ผละออกจากอ้อมกอดของฉินอีอวี๋ ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้ากระเป๋าเดินทางของอีกฝ่าย
พอความสนใจเปลี่ยนไปอยู่ที่กระเป๋า ฉินอีอวี๋ก็พลันฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ”
นักร้องหนุ่มย่อตัวลงมานั่งยองตาม “นายเดาซิว่าฉันเอาอะไรมา”
“คงไม่ใช่เบสนะ” หนานอี่อดมองใบหน้าด้านข้างของฉินอีอวี๋ไม่ได้ เขารู้สึกว่าช่วงสันจมูกกับหว่างคิ้วของอีกฝ่ายช่างดูดีจริงๆ
“ปากนายนี่มันจริงๆ เลย…” ฉินอีอวี๋เปิดกระเป๋าเดินทาง ทำเสียงแต่น แตน แต๊น แบบเด็กๆ “ดูสิ!”
วินาทีแรกที่เห็นหนานอี่อึ้งงัน
เพราะมันคือหมอนที่เขาทำให้ฉินอีอวี๋
ทั้งที่เมื่อคืนตอนที่เขาช่วยฉินอีอวี๋แพ็กกระเป๋าก็ไม่เห็นจะมีแท้ๆ
“ฉันตั้งใจกลับไปที่บ้านของโจวไหวเพื่อเอาหมอนน้อยสุดรักสุดหวงของฉันมา” ฉินอีอวี๋พูดพลางเลิกคิ้วอย่างภูมิใจ เขาเอาหมอนวางบนพรม เอนตัวลงนอนแล้วหลับตา
พอเห็นหมอนหนานอี่ก็นึกถึงช่วงที่ฉินอีอวี๋อยู่ที่ยูนนานคนเดียวด้วยความรู้สึกหวั่นไหว
นี่คือความรู้สึกที่กำลังปวดใจใช่ไหม หนานอี่ก็ไม่รู้ ฉินอีอวี๋มีพรสวรรค์ในด้านที่ทำให้คนนิยมชมชอบแน่นอน เพราะเขามักจะทำอะไรที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเกินคาดและปลาบปลื้มใจอยู่เสมอ
เพราะฉะนั้นถ้าฉันจะชอบเขา มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน หนานอี่คิด
เมื่อการกระทำไม่ยอมรับคำสั่งจากสมอง กว่าหนานอี่จะได้สติเขาก็จูบหน้าผากฉินอีอวี๋ไปแล้ว
นี่ฉันทำอะไรลงไป…
หนานอี่อยากไล่อีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แต่ฉินอีอวี๋กลับลืมตาขึ้นอย่างได้จังหวะพอดี นักร้องหนุ่มจับมือของหนานอี่ไว้แล้วพูดยิ้มๆ “นายรักฉันจริงด้วย”
รักจริง?
หนานอี่ไม่คิดว่าตัวเองมีความเชื่อมโยงอะไรกับคำนี้
ฉินอีอวี๋พูดพลางจับมือของหนานอี่ไปจูบที่ปลายนิ้ว
“ตอนที่นายทำหมอนให้ฉันโดนเข็มทิ่มมือหรือเปล่า” นักร้องหนุ่มพูดพลางจูบข้อนิ้วของหนานอี่เบาๆ แล้วไล่ตามเรียวนิ้วขึ้นไป จุมพิตในแต่ละครั้งเบาหวิวเหมือนขนนกปัดผ่าน
“เปล่า” หนานอี่จั๊กจี้แต่ก็อดทนไว้ เขาไม่พูดอะไรอีกแล้วก็ไม่ได้ดึงมือหนี
ฉินอีอวี๋ยิ้ม ประทับจูบตรงเส้นเลือดบนหลังมือของหนานอี่
ตอนแรกเขาตั้งใจจะบอกว่า ‘เก่งมาก’ แต่พอคำนั้นเดินทางมาถึงริมฝีปากก็เปลี่ยนเป็น “สวยจริงๆ”
“อะไร” หนานอี่นิ่วหน้า เข้าใจว่าตัวเองฟังผิด
“มือนายสวยมาก โดยเฉพาะเวลาเล่นดนตรี ทุกครั้งฉันจะแอบดูอยู่นาน” มือซ้ายที่มีรอยสักรูปดอกไม้ยื่นนิ้วชี้กับนิ้วโป้งออกไปจับโคนนิ้วชี้ของหนานอี่เบาๆ แล้วบีบไล่ไปจนถึงปลายนิ้ว จากนั้นก็เปลี่ยนนิ้ว ไล่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ทีละนิ้วก่อนจะหยุดนิ่งที่นิ้วนาง จนกระทั่งไปถึงนิ้วก้อย
หลังจากนั้นฉินอีอวี๋ที่นอนอยู่ก็เอามือของหนานอี่มาแนบแก้มตัวเอง เขาจูบฝ่ามือหนานอี่ ดวงตาสีดำมองผ่านร่องนิ้วตรงมาที่เขา
ทั้งที่ไม่ได้จูบกัน แต่หนานอี่กลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าตอนจูบกันเสียอีก เพราะถ้าเทียบกับการแสดงความสนิทชิดเชื้อกันแบบทั่วๆ ไปนี้ เขาคุ้นชินกับการรับมือจุมพิตดิบเถื่อนที่เต็มไปด้วยความปรารถนามากกว่า
มือเบสหนุ่มดึงมือตัวเองกลับมาอย่างวางตัวไม่ถูก เขากำมือแน่นจนฝ่ามือร้อนผ่าว
แต่เรื่องนี้ต้องโทษฉินอีอวี๋ เขาไม่เคยเรียนรู้อะไรดีๆ จากคนคนนี้เลย
ระหว่างที่หนานอี่กำลังใช้ความคิดก็พลันมีเสียงเคาะประตู
ตอนนี้เองเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าที่แท้ที่นี่ก็ไม่ใช่โลกของสองเรา พวกเขายังอยู่ในรายการ
เสียงของหนีฉือดังมาจากด้านนอก
“สุดหล่อสองคนในห้องลงมาทำภารกิจกันได้แล้ว!”
แค่ได้ยินเสียงเขา ฉินอีอวี๋ก็อยากจะมองค้อน
เขาอุตส่าห์ตะล่อมหนานอี่อย่างดี แถมบรรยากาศก็เป็นใจซะขนาดนี้ อีกแค่นิดเดียวเอง
ไอ้รายการประกวดสมควรตาย ไอ้ภารกิจเฮงซวย
ฉินอีอวี๋เดินตามหนานอี่ลงมาจากห้องอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจแล้วพบว่าตัวเองสบถด่าไวเกินไป
“นายว่ารายการบ้านี่มันคิดอะไรอยู่วะ อุตส่าห์มาถึงสกีรีสอร์ตทั้งที มันก็น่าจะปล่อยให้ทุกคนไปทำกิจกรรมตามใจชอบ ใครอยากจะเล่นสกีก็ไปเล่น ใครอยากทำสงครามหิมะก็ทำสิ”
หนีฉือที่ถูกดึงมาเข้าพวกด้วยพูดไม่ออก เขาหมุนพวงมาลัยรถพลางหันมาพูดกับฉินอีอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างคนขับว่า “คุณพูดแบบนี้มาสามรอบแล้ว”
เขาก็ไม่อยากแยกกับอาซวิ่นเหมือนกัน หนีฉืออารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับฉินอีอวี๋ที่เอาแต่บ่นไม่หยุดเขาก็ยิ่งหงุดหงิดคูณสอง
ฝ่ายโปรดักชั่นมอบหมายภารกิจให้สองอย่างคือให้คนกลุ่มหนึ่งไปเอาอุปกรณ์เล่นสกีประเภทต่างๆ มา ส่วนอีกกลุ่มก็รับหน้าที่เตรียมมื้อเที่ยงซึ่งรวมถึงการไปซื้อของสดด้วย โดยแบ่งกลุ่มจากการจับสลาก
บังเอิญเหลือเกินที่เขากับฉินอีอวี๋จับได้กลุ่มซื้อของสด
แน่นอนว่าต้องมีสวี่ซือด้วย แบบนี้มันกระอักกระอ่วนสุดๆ
พอคิดมาถึงตรงนี้หนีฉือก็ปรายตามองผ่านกระจกมองหลังเพื่อมองสวี่ซือกับตากล้องที่นั่งอยู่ข้างเขา ก่อนจะพบว่าสวี่ซือไม่พูดอะไรเลย หนีฉือรู้สึกว่ามันไม่เข้าทีเลยเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง “สวี่ซือ คุณช่วยผมตั้งจีพีเอสหน่อยสิ”
“ได้” สวี่ซือพยักหน้า
“อีกเดี๋ยวพวกเราคงไม่ต้องทำกับข้าวเองหรอกใช่ไหม” หนีฉือว่า “ผมทำเป็นแค่หุงข้าว”
ฉินอีอวี๋เอามือเท้าคาง ตามองหิมะขาวโพลนบนหลังคากระท่อมของรีสอร์ต พูดยิ้มๆ “งั้นนายก็กากมาก เพราะฉันทำเนื้อตุ๋นเป็น”
ฉินอีอวี๋ทำเนื้อตุ๋นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่เมื่อก่อนเขายังหั่นผลไม้ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ สวี่ซือฟังนักร้องหนุ่มพูดด้วยอาการเหม่อลอยจนไม่สามารถตั้งสมาธิอยู่กับจีพีเอสได้
“จริงหรือเปล่า ทีเด็ดนะเนี่ย”
“จริงแท้แน่นอน ฉันหัดทำมาจากเพื่อนสมัยเด็กโดยเฉพาะ เขาทำอาหารเก่งมาก”
ระหว่างที่ทั้งสองคนคุยกัน สวี่ซือก็ชี้นิ้วไปทางด้านขวาเพื่อบอกพวกเขาเสียงเบาว่า “ฉันเห็นซูเปอร์ฯ แล้ว ทางนั้น”
“โอเค” หนีฉือมองผู้โดยสารทั้งสองคนแวบหนึ่งแล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าในบรรดาพวกเขาสามคน คนที่ชิลที่สุดและไม่อินังขังขอบกับอะไรมากที่สุดคือฉินอีอวี๋
เพราะในใจของฉินอีอวี๋มีแต่เนื้อตุ๋น
พอเข้าใปในซูเปอร์ฯ ฉินอีอวี๋ก็บอกสวี่ซือว่า “นายไปเอาของที่ตัวเองชอบกินมาก็พอ เผื่อให้เหลือหน่อย ไม่งั้นของจะไม่พอ”
สวี่ซือพยักหน้า “อืม”
พูดจบฉินอีอวี๋ก็พุ่งปราดไปที่แผนกเนื้อเพื่อไปยืนเลือกเนื้อวัวที่หน้าตู้แช่อย่างเอาจริงเอาจัง
นาทีนั้นสวี่ซือรู้สึกไม่คุ้นกับฉินอีอวี๋ที่เป็นแบบนี้อย่างมาก มือเบสหนุ่มไม่เคยเห็นฉินอีอวี๋ทำอะไรจริงจังแบบนี้มาก่อน แถมการเข้าครัวแบบนี้มันก็ดูไม่ใช่ฉินอีอวี๋เลย
เขาเป็นคนที่ปล่อยวางได้มากขนาดนี้เลยเหรอ
หนีฉือเดินมาหาฉินอีอวี๋แล้วหยิบเนื้อแบบอื่นมาใส่รถเข็น เสร็จแล้วก็จุปากใส่นักร้องวงเดอะเกรตโมเมนต์
“จริงจัง? เดี๋ยวผมต้องขอลองหน่อยว่าคุณทำได้อร่อยแค่ไหน”
“นายฝันไปเถอะ ฉันทำให้หนานอี่ต่างหาก”
หนีฉือเลยมองค้อน “ผมรู้”
สวี่ซือที่ถือโยเกิร์ตเดินมาได้ยินบทสนทนาของพวกเขาพอดี มือเบสหนุ่มถึงกับอึ้งงัน
ทำให้หนานอี่
มือเบสท่าทางเย็นชาเป็นน้ำแข็งคนนั้น
ความเชื่อที่สวี่ซือยึดมั่นอยู่ในใจพลันมีรอยปริร้าวปรากฏขึ้นมาในนาทีนี้
ที่แท้ฉินอีอวี๋ที่ชอบพูดยิ้มๆ ว่า ‘ใครรักฉัน คนนั้นซวย’ และ ‘ฉันไม่เก็บเอาใครหรือเรื่องอะไรมาใส่ใจหรอก เพราะฉันไม่อยากทำเรื่องโง่ๆ ให้เปลืองแรงตัวเอง’ ก็รู้จักคิดถึงใครสักคน จำได้ว่าเขาชอบอะไร ถึงขั้นหัดทำอาหารอย่างเต็มอกเต็มใจและมีความสุขขนาดนี้
นี่เป็นเรื่องน่ากลัวที่สวี่ซือไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน
ฉินอีอวี๋เริ่มเข็นรถไปหาวัตถุดิบ
“แครอต!”
หนึ่งถุง
“ข้าวโพด!”
หนึ่งกล่อง
“พริกหยวก…”
“หนานอี่ชอบกินพริกหยวกด้วยเหรอ” หนีฉือประหลาดใจ
“เท่าที่ฉันสังเกตดู หนานอี่ไม่ค่อยชอบกินเท่าไหร่” แต่ฉินอีอวี๋ก็ยังหยิบพริกหยวกมาหนึ่งกล่อง “แต่ในพริกหยวกมีสารอาหาร”
หนีฉือยอมรับนับถือ “ผมยกให้คุณเป็นพี่ และจะขอเรียนรู้จากคุณ”
“อย่าเลย” ฉินอีอวี๋เข็นรถสองคันไปที่แคชเชียร์ “เป็นพี่ชายนายนี่โคตรอันตราย”
ซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ชั้นใต้ดิน ส่วนชั้นหนึ่งกับชั้นสองเป็นแหล่งให้เช่าอุปกรณ์เล่นสกี อีกทีมหนึ่งกำลังแยกย้ายกันไปทำงาน เหยียนจี้ หนานอี่ ยูกะ และเฉิงเฉิงกำลังเลือกชุดเล่นสกี
เหยียนจี้เห็นหนานอี่ไปยืนเหม่อหน้าชุดสกีสีส้มชุดหนึ่งเลยเดินไปหา มือคีย์บอร์ดหนุ่มพูดยิ้มๆ “เทสต์ชุดสกีของนายต่างจากการแต่งตัวปกติขนาดนี้เลยเหรอ”
“เปล่า” หนานอี่หมุนตัวไปหยิบชุดสกีสีดำมาอย่างเขินๆ “แค่รู้สึกว่าชุดนี้มันน่าเกลียดมาก”
เหยียนจี้เกือบหลุดหัวเราะออกมา
ยูกะกับเฉิงเฉิงที่อยู่ด้านข้างถือชุดสกีสองชุดมาพร้อมกัน ของเฉิงเฉิงเป็นสีม่วง ส่วนของยูกะเป็นสีแดง ทั้งคู่ยังไม่ทันพูดอะไร แค่เห็นหนานอี่ก็ยิ้ม
หนานอี่มองพวกเขานิ่งๆ แล้วหมุนตัวไปเช็กชุดสกีที่แขวนอยู่ทีละตัว
“ชุดนี้เหมาะกับฉือจือหยาง คู่กับหมวกสีขาว” เขาหยิบชุดสีขาวออกมาหนึ่งชุด ก่อนจะหยิบชุดสีเทาแบบเดียวกันที่อยู่ข้างๆ มาโชว์ให้เหยียนจี้ดู “ส่วนนายใส่ชุดนี้”
เหยียนจี้พยักหน้ารับการจัดแจงแบบโจ่งแจ้งนี้ เขารับชุดมาจากมือของหนานอี่ “ก็สวยดี”
หนานอี่ไม่อยากเลือกต่อแล้วเลยถ่ายรูปชุดสกีแบบต่างๆ ในร้านแชร์ลงกลุ่มเพื่อให้ทุกคนเลือกกันเอง
“ของอีอวี๋ล่ะ”
หลังถามปัญหานี้ออกไปเหยียนจี้ก็สังเกตเห็นว่ามือของหนานอี่ที่กำลังพิมพ์ข้อความหยุดชะงักไปสองวินาที
“แล้วแต่เขา” หนานอี่พูดจบก็เผลอส่งรูปซ้ำไปรูปหนึ่ง แต่โรคย้ำคิดย้ำทำทำให้เขาไม่สบายใจเลยต้องกดยกเลิกข้อความ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาเริ่มคิดเงินกันที่แคชเชียร์ เนื่องจากเงินอยู่ที่เหยียนจี้ เขาเลยต้องอยู่จ่ายเงิน โดยปล่อยให้พวกหนานอี่ไปเลือกสโนว์บอร์ดที่ร้านข้างๆ ก่อน
“เท่าไหร่ครับ ผมจะเคลียร์บิลเลย”
“สักครู่นะครับ ของที่ลูกค้าต้องการมันเยอะมาก ทางเราขอตรวจนับก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาด” พนักงานของร้านพูดพลางเริ่มนับจำนวนชุดสกีทีละตัวๆ
“โอเคครับ” เหยียนจี้ยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วพลันสังเกตเห็นว่าในบรรดาชุดสกีพวกนั้นมีสีสว่างโดดเด้งขึ้นมาจนสะดุดตาอย่างที่สุด เหมือนแถบสะท้อนแสงบนเสื้อชูชีพเวลาที่ลงไปลอยคออยู่ในทะเลสีดำทะมึน
มือคีย์บอร์ดหนุ่มดึงมุมผ้าออกมาดูแล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่ามันคือชุดสกีสีส้มที่หนานอี่บอกว่า ‘น่าเกลียด’ เมื่อกี้นี้
มันถูกซ่อนเอาไว้ใต้กองผ้า
พนักงานเห็นเขายิ้ม แต่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยถามแบบหยั่งเชิง “ตัวนี้เอาด้วยหรือเปล่าครับ”
“เอาด้วยครับ” เหยียนจี้วางชุดกลับเข้าไปในกอง รอยยิ้มกดลึกขึ้น “ชุดอื่นหลุดได้ไม่เป็นไร แต่ชุดนี้ของห้ามขาด ไม่งั้นน้องผมจะไม่สบายใจ”
พอซื้อของสดเสร็จพวกฉินอีอวี๋ทั้งสามคนก็หิ้วของมายังที่จอดรถใต้ดิน แต่ตอนกำลังจะเอาวัตถุดิบไปเก็บที่รถ เขาก็ได้ยินเสียงเฉิงเฉิงดังมาแต่ไกล อีกฝ่ายเรียกชื่อเขาดังมาก “ฉินอีอวี๋”
นักร้องหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็เห็นทีมที่ไปเช่าอุปกรณ์เล่นสกีพอดี
ทั้งทีมได้มาเจอแป๊บหนึ่ง ฉินอีอวี๋โบกมือพลางสอดส่ายสายตามองหาหนานอี่โดยอัตโนมัติ ไม่นานเขาก็เห็นอีกฝ่ายเลยปิดประตูท้ายรถเพื่อเดินไปหาอย่างตื่นเต้น แต่คิดไม่ถึงว่าข้างตัวหนานอี่จะมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย
ผู้ชายคนนี้ตัวสูงมากและเหมือนจะตัวใหญ่กว่าเขาเล็กน้อย ใส่ชุดเล่นสกี
ฉินอีอวี๋ไม่สนใจจะมองรูปร่างหน้าตาของหมอนั่นให้ละเอียด เพราะสิ่งที่เขาสังเกตเห็นคือหนานอี่กำลังคุยกับชายร่างสูงคนนั้นพร้อมด้วยรอยยิ้ม
จนกระทั่งลักยิ้มเผยออกมาให้เห็น
เปลวไฟที่ไร้เหตุผลลุกโชนขึ้นมาทันที ฉินอีอวี๋ตั้งใจจะเดินไปหาหนานอี่ แต่เพราะเห็นเหยียนจี้ที่กำลังเก็บของอยู่ ฉินอีอวี๋เลยดึงตัวมือคีย์บอร์ดหนุ่มมาถามว่า “ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
เหยียนจี้มองไปตามการชี้ของเขาแวบหนึ่ง “โค้ชของที่นี่ล่ะมั้ง เหมือนเขาจะเคยรู้จักกับหนานอี่มาก่อน พวกเราเจอกันตอนเลือกสโนว์บอร์ดเมื่อกี้ เขาบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเสี่ยวอี่ด้วย”
“จะมาเลี้ยงอะไร หนานอี่เขาจะกินเนื้อที่ฉันทำต่างหาก” ฉินอีอวี๋พูดจบก็ไม่สนใจการห้ามปรามของเหยียนจี้ ตรงดิ่งไปหาสองคนนั้นทันที
โค้ชที่หันหน้ามาทางฉินอีอวี๋สังเกตเห็นเขาก่อน โค้ชมองหนุ่มหล่อที่เดินกระฟัดกระเฟียดมาอย่างประหลาดใจจึงหยุดการสนทนา
“คุณคือ?”
หนานอี่หันหน้าไปมองตาม พอเห็นฉินอีอวี๋ มือเบสหนุ่มก็ประหลาดใจ “คุณไปซื้อของไม่ใช่เหรอ”
“ซื้อเสร็จแล้ว” ฉินอีอวี๋โอบไหล่หนานอี่ เขามองชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มๆ “คนนี้คือ?”
หนานอี่ยังไม่ทันได้พูด โค้ชก็เป็นฝ่ายยื่นมือออกมาก่อน อีกฝ่ายแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มสดใส “สวัสดีครับ ผมชื่อจางสวิน เป็นโค้ชพาร์ตไทม์ของที่นี่และเป็นรุ่นพี่ของเสี่ยวหนานด้วย เราสองคนเรียน ม.ปลาย…”
ไม่รอให้จางสวินพูดจบ ฉินอีอวี๋ก็จับมือจางสวินเสียงดังปับจนอีกฝ่ายตกใจ
“บังเอิญจังนะครับ!”
ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ
“ผมก็เป็นรุ่นพี่ของเขาเหมือนกัน ตอน ม.ต้น อยู่โรงเรียนเดียวกัน”
* xs ย่อมาจาก Xu Si ชื่อภาษาอังกฤษของสวี่ซือ
* ไลต์มิวสิก (Light Music) เป็นชื่อที่นำมาใช้เรียกแทนฉินอีอวี๋ เพราะในภาษาจีนอ่านว่า ‘ชิงอินเยวี่ย’ ซึ่งออกเสียงใกล้กับชื่อฉินอีอวี๋
* กลุ่มเซียน ใช้เรียกแทนฉินอีอวี๋กับฉือจือหยาง โดยคำว่าเซียน (鲜) นี้เป็นการประกอบตัวอักษรระหว่างคำว่าปลา (鱼) กับแกะ (羊) ในภาษาจีน
* czy ย่อมาจาก Chi Zhi Yang ชื่อภาษาอังกฤษของฉือจือหยาง
* บรรพบุรุษ ในภาษาจีนออกเสียงเหมือนกับคำว่ากลุ่มเซียน
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ท่วงทำนองฝัน วันของดวงดาว เล่ม 4
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments



