everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 38-39 #นิยายวาย
บทที่ 39
“งั้นผมขอแตะจริงๆ นะ” เซวียโย่วข่าสังเกตสีหน้าของเขาแล้วค่อยๆ ยื่นมือไป ขณะที่ปลายนิ้วเอื้อมไปแตะอย่างลองเชิง สีหน้าของเฉิงอวี้ก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจจริงๆ
กลองราคาหลักล้าน เซวียโย่วข่าทั้งตื่นเต้นทั้งไม่อยากจะเชื่อ ไม่ใช่ว่าห้ามใครแตะเหรอ แล้วทำไมถึงให้เขาแตะได้ล่ะ
“นี่มันไม่ใช่ทองจริงๆ ใช่ไหมครับ สัมผัสไม่เหมือนเลย”
“ถ้าเป็นทองนายจะเลียมันไหม”
เซวียโย่วข่ายืนยันได้อย่างรวดเร็วว่าไม่ใช่ทองจริงๆ เลยสวนไปทันที “เลียสิ!”
“ตรงนี้” เฉิงอวี้ชี้ไปที่กลองใหญ่ หนังกลองสีขาวหันเข้าหาคนดู พิมพ์ชื่อแบรนด์และชื่อเทอร์โบ แถมยังมีโลโก้สกอร์ปิโอด้วย “อันนี้ชุบทอง เลียสิ”
เซวียโย่วข่า “…”
เขาชักมือกลับเงียบๆ
เฉิงอวี้ยกแขนกอดอก “ทำไมนายไม่พูดแล้วล่ะ”
“พี่แกล้งผม”
“ฉันไปแกล้งนายตอนไหน”
“พี่รังแกผม!”
เฉิงอวี้อึ้งไป จู่ๆ ก็รู้สึกประดักประเดิดขึ้นมา เขารู้สึกว่าคำพูดนั้นของอีกฝ่ายเหมือนจะติดน้ำเสียงออดอ้อนมาด้วย ฉับพลันความชาก็เริ่มแล่นริ้วจากปลายนิ้วที่ตกอยู่ข้างลำตัวไล่ขึ้นมาถึงหน้าอก
เฉิงอวี้อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ในตอนนั้นประตูก็เปิดออก
เหล่าเคหิ้วน้ำแร่เข้ามาหลายขวด “คนละขวดนะ”
“ค่ำนี้มีนัดกินข้าว ไปไหม”
“กับใคร” เฉิงอวี้บิดฝาน้ำแร่ ตั้งใจจะยื่นให้เซวียโย่วข่า แต่เห็นว่าเจ้าตัวบิดเปิดเองแล้ว แถมยังไปนั่งวางท่าบนเก้าอี้กลองของเขาอีก
เหล่าเคเห็นเขานั่งก็ตื่นตระหนกทันที “ระ…รุ่นน้อง ที่นั่งนั้น…”
“ไม่เป็นไร ให้เขานั่ง”
เหมือนเซวียโย่วข่าจะนึกอะไรขึ้นได้เลยลุกพรวดทันที
เหล่าเคมองทั้งคู่อย่างไม่เข้าใจ “กับเสิ่นไหวหลิน พี่เฟย แล้วก็พวกประธานเกาน่ะ”
คนทั้งหมดเป็นนักดนตรีรุ่นใหญ่ ทั้งกลุ่มมีอายุตั้งแต่สามสิบห้าปีขึ้นไป สูงสุดก็ห้าสิบกว่าๆ ปกติแล้วคนพวกนี้จะชอบดูถูกวงดนตรีวัยรุ่นที่ทำเท่แต่ไม่รู้จักประเมินฝีมือตัวเอง ทว่าวงดนตรีวัยรุ่นอายุราวยี่สิบอย่างสกอร์ปิโอกลับได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมาก
“สมัยเราวัยรุ่นยังกร่างกว่าพวกเขาอีก ฝีมือก็ยังไม่ดีเท่าพวกเขาด้วยซ้ำ”
เหล่าเคออกไปตามวูล์ฟกับหลินสือเม่าที่จู่ๆ ก็หายตัวไป ในห้องเลยเหลือแค่เซวียโย่วข่ากับเฉิงอวี้อีกครั้ง
เฉิงอวี้เห็นเขาไปยืนพิงผนัง “ฉันบอกให้นายนั่ง ทำไมถึงลุกขึ้นมา”
“ผมกลัวว่าเดี๋ยวพี่จะบังคับให้ผมเลียกลอง” มีเหตุผลรองรับว่าเทอร์โบสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างแน่นอน
“ในสายตานายฉันเลวขนาดนั้นเลยเหรอ” เฉิงอวี้พูดเสียงเบาแล้วนั่งลงข้างๆ “ฉันแค่พูดเล่น ไม่ได้จะรังแกนาย”
คราวนี้เซวียโย่วข่ากลับเป็นฝ่ายที่อึ้งไป
เขาก็แค่พูดเล่นว่าเทอร์โบจะรังแกตัวเอง คิดไม่ถึงว่าเฉิงอวี้จะขอโทษเขาอย่างจริงจังขนาดนี้
เซวียโย่วข่าลูบจมูก แอบเขินสุดๆ เขายังไม่ค่อยชินกับเทอร์โบที่เป็นแบบนี้เลย
“แย่แล้ว!” เหล่าเคพรวดพราดเข้ามา “เทอร์โบ! อาเม่า…เสียงเขา…”
เฉิงอวี้ดีดตัวลุกขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น”
เหล่าเคอธิบายรวดเดียว “ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆ คอเขาก็บวมขึ้นมา เสียงหายไปนิดหน่อย เพิ่งเป็นเมื่อกี้นี่เอง”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อกี้เขากินอะไรไปหรือเปล่า”
ตอนนี้วูล์ฟกับหลินสือเม่ายืนอยู่ที่ประตู วูล์ฟพูดด้วยความร้อนรน “เขาดื่มแค่น้ำขวดนี้ ฝ่ายจัดงานเตรียมไว้ให้ ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่ได้…” เสียงหลินสือเม่าฟังดูเหมือนเสียงลมหายใจ เขาส่ายหน้า “เราทำสัญญาไว้แล้ว ถ้าออกไปสองคน วงจะแสดงยังไง นายอยู่นี่แหละ ฉันไปก็พอ”
“แต่…” วูล์ฟยังอยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ถูกหลินสือเม่ากดไหล่ไว้พลางจ้องเขม็ง “วันนี้อย่าสร้างเรื่อง แสดงให้ดี”
“งั้นผม…ผมไปโรงพยาบาลกับพี่เม่าเอง ผมจะเรียกแท็กซี่เดี๋ยวนี้เลย!” เซวียโย่วข่าหยิบมือถือออกมา “โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปแค่สองกิโล!”
เฉิงอวี้กำชับเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง “ในน้ำน่าจะมียาที่เป็นพิษต่อหูหรือไม่ก็สารก่อภูมิแพ้ เอาขวดนี้ไปตรวจด้วย ถึงโรงพยาบาลแล้วผลตรวจออกมาค่อยโทรหาฉัน”
จากนั้นก็หันไปสั่งเหล่าเค “ไปหาผู้จัดงาน ขอภาพจากกล้องวงจรปิด”
“ที่นี่มุมอับเยอะ” เหล่าเคเพิ่งนึกได้ “ผู้จัดไม่น่าทำเรื่องแบบนี้ มีแค่คนเดียว ฉันสงสัยว่าจะเป็นต่งเกิงหรือเปล่า…”
เฉิงอวี้ว่า “ต่งเกิง? ใคร”
“มือคีย์บอร์ดเก่าวงเรา นายลืมแล้วเหรอ ตอนนี้ไปอยู่กับวงชื่ออะไรนะ…วงเควีอะไรสักอย่างนี่แหละ”
วงเควีอะไรสักอย่างนั่นเป็นวงเล็กๆ ยังไม่ถึงขั้นโนเนม แต่ก็ไม่ค่อยดัง พวกเขามาเล่นอุ่นเครื่องในงานเทศกาลดนตรี ไม่ใช่แค่ไม่ได้ค่าตัว แถมยังไม่ได้ขึ้นเวทีเดียวกับพวกเขาด้วย
เหล่าเคยังจำเขาได้ เพราะต่งเกิงเคยแอบยักยอกเอาเงินวงไปใช้
วูล์ฟถกแขนเสื้อ ดวงตาแข็งกร้าว “ไอ้หัวขาวนั่นใช่ไหม ฉันจะอัดมันให้เละ”
“เดี๋ยวๆๆ ถ้าเป็นต่งเกิงก็คงใส่แค่ยาที่ทำให้เสียงหายชั่วคราวหรือไม่ก็สารก่อภูมิแพ้ ไม่น่าจะถึงกับวางยาพิษหรอก นายไปซัดเขาตอนนี้จะมีแต่เสีย เราไปขอดูกล้องวงจรปิดจากฝ่ายจัดงานก่อนเถอะ ถ้ามีหลักฐานจะดีที่สุด หรือถ้าไม่เจอหลักฐานก็รอให้การแสดงจบก่อนค่อย…” เหล่าเคทำท่าทำทาง เขาไม่มีทางปล่อยคนที่กล้าทำร้ายเพื่อนของเขาไปแน่
เทอร์โบยังคงเป็นห่วงอาการของหลินสือเม่า ถึงไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่ในใจก็กระสับกระส่ายมาก เขาจึงส่งข้อความไปหาเซวียโย่วข่า
‘ถึงโรงพยาบาลหรือยัง’
ทางนั้นยังไม่ตอบ
“ตอนนี้มีเรื่องเดียวที่เราต้องคิด นั่นคือใครจะร้องนำ”
ทุกคนหันมามองเทอร์โบ
เขาเสียงดีมาก เรียกได้ว่าไม่แพ้หลินสือเม่าเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาไม่ชอบเป็นนักร้องนำเพราะรู้สึกว่าเด่นเกินไป
เนื่องจากเฉิงอวี้ยังไม่ได้ซ้อม เลยมีเวลาออกไปสอบถาม แล้วก็ได้เจอวงของต่งเกิง พวกเขาก็มีสี่คนเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้กำลังซ้อมอยู่
เฉิงอวี้ชี้ไปที่มือคีย์บอร์ดผมขาว
สีหน้าของต่งเกิงเปลี่ยนไปทันที
การซ้อมของทั้งสี่คนหยุดชะงัก นักร้องนำรู้จักเขาและดูเหมือนจะแปลกใจมาก “เทอร์โบ?”
เฉิงอวี้ทำหน้าขรึม “วันนี้มือคีย์บอร์ดของพวกนายวางยานักร้องนำของเรา อีกหนึ่งชั่วโมงจะเป็นการแสดงของพวกนาย ต่งเกิง ก่อนเริ่มโชว์นายก็คุกเข่าหันหน้าไปหาคนดูแล้วขอโทษหลินสือเม่าซะ”
ต่งเกิง “ว่าไงนะ…”
“นายได้ยินชัดแล้ว ไม่งั้นวงของพวกนายก็ไสหัวลงจากเวทีไป” เฉิงอวี้ดูเย็นชาจนน่ากลัว
ทั้งสี่คนถึงกับตกตะลึงกับออร่าการบีบคั้นของเขา
ต่งเกิงเดือด “มีสิทธิ์อะไรมาไล่ให้พวกเราลงจากเวที ใครวางยาหลินสือเม่า มันเกี่ยวอะไรกับฉัน! ฉันไม่ได้ทำ!”
เฉิงอวี้ไม่พูดอะไรแล้วเดินออกไปทันที
สี่คนนั้นด่ากระจาย “ต่งเกิง ไอ้นี่เหรอคนที่นายพูดถึง ที่ชอบเอาฉาบขึ้นเวทีเยอะๆ ให้แสงสะท้อนเข้าหน้าตัวเองน่ะ ยังจะมีหน้ามาสาดน้ำสกปรกใส่แล้วไล่พวกเราลงเวทีอีก เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!!”
“เออ มีสิทธิ์อะไรวะ หยิ่งเพราะมีสาวตามกรี๊ดเหรอ ผู้จัดงานยังไม่พูดอะไรแล้วเขาจะมาพล่ามอะไรวะ ตลก!”
“เก๊กฉิบหาย โคตรเก๊กเลยแม่งเอ๊ย ใครจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลินสือเม่า ทำไมต้องโยนความผิดให้พวกเราด้วย เพราะมือคีย์บอร์ดเราเป็นอดีตมือคีย์บอร์ดของพวกมันเหรอ”
“ต่งเกิง นายไม่ได้ทำใช่ไหม” นักร้องนำหันไปถาม
“ปะ…เปล่า”
สีหน้าลนลานแบบนั้น ทำเอานักร้องนำเริ่มไม่สบายใจนิดๆ
สี่โมงเย็น เวที YOUNG BLOOD
เวทีนี้เป็นเวทีที่ใช้อุ่นเครื่อง วงที่ขึ้นแสดงมีแต่วงเล็กๆ ตอนช่วงค่ำของงานเทศกาลดนตรีถึงจะเป็นไฮไลต์ มีศิลปินดังที่หาดูได้ยากขึ้นเวที ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีคนมาดูแค่สองในสามส่วนเท่านั้น ส่วนอีกหนึ่งในสามก็จะรอให้ถึงหกโมงเย็นก่อนถึงค่อยมา
หลังจากวงคีย์ขึ้นเวที อินโทรก็เปิดขึ้นมาสั้นๆ นักร้องนำชูมือขึ้นกลางอากาศทำสัญลักษณ์ร็อก “หวัดดีทุกคน! พวกเราคีย์!”
ในฝูงชนมีเสียงตอบดังขึ้นเบาบาง “โอ้…”
นักร้องนำขัดเขินนิดหน่อย เขาหันไปสบตากับเพื่อนร่วมวงแล้วเตรียมจะร้องเพลง
ต่งเกิงยืนอยู่หลังคีย์บอร์ด พยายามตั้งสติ
นี่ก็ขึ้นเวทีแล้ว ไม่มีทางไล่ให้พวกเขาลงไปได้ ต่อให้เทอร์โบเก่งยังไงก็ไม่มีทางทำได้แน่
ไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะร้องท่อนแรกไป จู่ๆ ไมโครโฟนก็ดับ ไฟเครื่องดนตรีโดนตัด ทั้งเวทีเงียบพลันไปหมด
เกิดอะไรขึ้น!
ทั้งวงรวมถึงคนดูที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างงุนงงกันถ้วนหน้า
“ขอโทษครับ! อุปกรณ์เรามีปัญหานิดหน่อย!” นักร้องนำตะโกนบอกสตาฟฟ์ข้างเวที
ไม่นานสตาฟฟ์ที่ดูเหมือนจะเป็นการ์ดก็กรูกันขึ้นมาและขอให้พวกเขาลงเวทีไปก่อน
ทั้งสี่คนคิดว่าเกิดเหตุขัดข้องอะไรที่ต้องตรวจเช็กเลยยอมตามลงเวทีไป
แต่พอพวกเขาลงจากเวที วงเล็กอีกวงก็ขึ้นไปแทน นักร้องนำคนนั้นพูดใส่ไมโครโฟนที่ไม่มีปัญหาใดๆ ว่า “วงคีย์มีเหตุขัดข้องนิดหน่อย งั้นต่อไปวงมาร์สของเราจะมาแสดงนะครับ! ขอบคุณนะครับทุกคน!”
แม้คนดูจะแปลกใจ แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจมากนัก
ด้านล่างเวที วงคีย์สี่คนจะพุ่งกลับขึ้นไป “ทำอะไรวะ! คิวเราแสดงไม่ใช่เหรอ!”
“พวกนั้นเป็นใคร มาขโมยเวทีเรา!”
“มีสิทธิ์อะไรวะ! เราก็เซ็นสัญญานะเว้ย!”
การ์ดยืนขวางพวกเขาหน้าตาย “ขอโทษครับ การแสดงของคุณจบแล้ว กรุณากลับไปเก็บของหลังเวทีด้วย”
การได้มาแสดงในเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่แบบนี้คือโอกาสทองที่จะได้เปิดเผยโฉมหน้าสำหรับวงดนตรีหลายวง แต่ตอนนี้ยังไม่ทันร้องเพลงก็โดนเชิญลงเวที นี่ไม่ใช่แค่พลาดโอกาสดีๆ แต่เป็นความอัปยศที่ไม่เคยเจอมาก่อน
ทันใดนั้นมือกลองก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เป็นฝีมือเทอร์โบแน่ๆ!”
ต่งเกิงหน้าซีดเผือด
ไม่คิดเลยว่าวงดนตรีที่แม้แต่บริษัทตัวแทนก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญาวงหนึ่งจะสามารถทำให้พวกเขาลงจากเวทีด้วยความอับอายได้
ความเดือดดาลของพวกเขาไม่ส่งผลอะไรต่อวงสกอร์ปิโอที่กำลังซ้อมอยู่
ก่อนขึ้นแสดง ในที่สุดเฉิงอวี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเซวียโย่วข่า
“ผลออกมาแล้ว! ในน้ำมีพีช…พี่เม่าแพ้อันนี้ แต่หมอบอกว่าไม่หนักอะไร ตอนนี้ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่เม่าฉีดยา” เซวียโย่วข่ายืนอยู่ที่ระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล เซวียโย่วข่าส่งต่อข้อความที่หลินสือเม่าพิมพ์ไว้ในมือถือ “พี่เม่าบอกว่าพวกพี่อย่าก่อเรื่องให้ผู้จัดงานเห็นเด็ดขาด เรื่องนี้เขาจะจัดการเอง ตั้งใจเล่นให้ดี เดี๋ยวพวกเราก็กลับแล้ว เขายังบอกว่า…”
หลังจากที่หลินสือเม่าฉีดยาเสร็จแล้วก็ตอบข้อความของทุกคน วันนี้มีพี่น้องในงานเทศกาลดนตรีรู้ว่าเขาไปโรงพยาบาล ถึงจะยังไม่รู้สถานการณ์โดยละเอียด แต่ก็ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง
เขาไล่ตอบทีละคน ด้วยการพูดเสียงเบากับเซวียโย่วข่า “บอกพวกเขาทีว่าขอโทษด้วย วันนี้ไปช่วยไม่ได้ สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ”
ในกลุ่มแชตของวง
วูล์ฟ สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ
เหล่าเค สกอร์ปิโอเก่งที่สุดเสมอ!
แม้แต่เทอร์โบก็พิมพ์มาด้วยว่า ‘พวกเราเก่งที่สุดเสมอ’
เซี่ยงไฮ้ช่วงปลายเดือนมกราคม เวลาหนึ่งทุ่ม ม่านราตรีแผ่ปกคลุม แสงไฟระยิบระยับสาดส่องไปยังเวทีหลักสีดำ ภายใต้อากาศหนาวแบบนี้ผู้คนก็ยังระเบิดเสียงกรีดร้องที่อัดแน่นไปด้วยพลังอันร้อนแรง
“สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ!”
ถึงวงสกอร์ปิโอจะจัดการอย่างเงียบๆ แต่หลินสือเม่าถือเป็นเศรษฐีใหญ่ ลับหลังเพื่อนร่วมวงต่างก็ทุ่มเงินโปรโมตเพลงของวงตัวเองแบบไม่ยั้ง ทำให้ขึ้นแนะนำหน้าแรกของแพลตฟอร์มดนตรีใหญ่ๆ อยู่เสมอ บวกกับเพลงของพวกเขาก็ดีจริงๆ ฐานผู้ฟังกว้าง ความนิยมเลยพุ่งแรง
เซวียโย่วข่ากับหลินสือเม่ารีบนั่งแท็กซี่กลับมาที่ศูนย์กีฬา
ด้านนอกอากาศหนาวชื้นติดลบ ผู้คนรวมตัวกันแน่นขนัดอยู่บนลานหญ้า ทุกคนต่างก็กำลังตะโกนเชียร์
“ราชากลอง! ราชากลอง!”
“เทอร์โบ! เทอร์โบ! เทอร์โบ!”
“หลินสือเม่า! หลินสือเม่า! หลินสือเม่า!”
ผู้ชมตะโกนชื่อของแต่ละคน แต่เมื่อวงดนตรีสามคนขึ้นเวทีไปจริงๆ และเห็นว่าตำแหน่งนักร้องนำเป็นมือคีย์บอร์ด ผู้ชมด้านล่างเวทีก็พากันงงเป็นไก่ตาแตก
ถึงมือคีย์บอร์ดจะหล่อ แต่พวกเขามาฟังหลินสือเม่าร้องเพลงนะ!
แล้วหลินสือเม่าล่ะ
“ผมคือวูล์ฟ วันนี้นักร้องนำไม่ใช่อาเม่า แต่เป็นผม” หนุ่มหล่อที่รับหน้าที่นักร้องนำโน้มตัวเข้าหาไมค์ตรงหน้าพร้อมพูดเสียงต่ำ “งานวันนี้มีนักดนตรีมาเยอะ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่ดีของเรา แต่ก็มีไอ้โง่อยู่ตัวหนึ่ง”
เวทีเงียบกริบลงทันที ไม่มีใครคาดว่าเขาจะด่าคนออกไมค์…
แม้แต่เทอร์โบก็ไม่ทันคิด
“ผมอยากบอกไอ้โง่ที่เผลอใส่สารก่อภูมิแพ้ลงในน้ำของนักร้องนำเราว่าฉันจะถือว่าแกเผลอก็แล้วกัน ถึงนักร้องของเราจะร้องเพลงไม่ได้ แต่สกอร์ปิโอของเราก็ยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม”
เซวียโย่วข่ากับหลินสือเม่าที่เพิ่งกลับมาถึงศูนย์กีฬามองหน้ากัน
ดูเหมือนหลินสือเม่าจะปวดหัวนิดๆ เขานวดขมับ ก็บอกแล้วไงว่าเขาจะจัดการเอง ทำไมหมอนี่ไม่ฟังกันเลย
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



