ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 40-41 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 40-41 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือด

            

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 40

 

ตอนบ่ายฝ่ายจัดงานรู้เรื่องที่ต่งเกิงมือคีย์บอร์ดของวงคีย์ใส่สิ่งที่มีสารก่อภูมิแพ้ให้หลินสือเม่ากินแล้ว แต่เมื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดก็กลับไม่พบอะไร มีแค่สตาฟฟ์คนหนึ่งบอกว่าเห็นผู้ชายผมขาวถือลูกพีชท่าทางลับๆ ล่อๆ แต่ไม่ได้ถ่ายติดว่าเขาทำอะไร

ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว ลูกพีชไม่ใช่ผลไม้ตามฤดูกาลจึงแทบไม่มีใครซื้อ

ถึงค่ายเพลงที่อยู่เบื้องหลังฝ่ายจัดงานจะสนิทกับหลินสือเม่ามาก แต่นี่ก็ไม่ใช่หลักฐานที่เป็นรูปธรรมอะไรนัก เลยจัดการลำบาก

จากนั้นเทอร์โบก็โทรหาเถ้าแก่ของค่ายเพลงผู้อยู่เบื้องหลังงานเทศกาลดนตรี จนกระทั่งเถ้าแก่กดดันลงมา สุดท้ายเลยตัดการแสดงของวงคีย์ออกไป เพราะยังไงก็ไม่ใช่วงสำคัญอะไร ถึงตัดออกไปก็ไม่เสียหาย

พอลงจากเวทีแล้ววงก็ทะเลาะกันยกใหญ่ นักร้องนำถามต่งเกิงว่าที่หายไปยี่สิบนาทีไปทำอะไรมา แล้วก็รู้เรื่องที่เขาซื้อลูกพีชมาด้วย เพราะเขาซื้อมาหลายจิน สุดท้ายทั้งวงก็ยังกินด้วยกัน

ต่งเกิงเรียกร้องความสงสารจากเพื่อนร่วมวง “ฉันก็ไม่รู้ ใครจะไปรู้ว่าเขาบอบบางขนาดนั้น เป็นผู้ชายแท้ๆ แพ้จนเกือบตายได้ไงล่ะ ฉันกินยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

นักร้องนำเลยเป็นฝ่ายบอกเรื่องนี้กับฝ่ายจัดงานเอง

แต่ไม่คิดเลยว่ามือคีย์บอร์ดของวงสกอร์ปิโอจะแฉกลางเวที ฝ่ายจัดงานต่างอึ้ง ส่วนผู้ชมก็ตกตะลึงไปหลายวินาที ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธ “ใครมันเลวขนาดนี้!”

“ใครวะที่ใส่สารก่อภูมิแพ้ให้เม่าจื่อ! น่าโมโหเป็นบ้า!”

“ปล่อยคนแบบนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด!”

“ฝ่ายจัดงานออกมานะ! ต้องเปิดชื่อคนพวกนี้ต่อสาธารณะ!”

“แบนมันไปเลย!”

“ฉันอุตส่าห์บินมาจากตงเป่ยตั้งไกลเพื่อมาดูการแสดงของวงสกอร์ปิโอ! ใครมันวางยานักร้องนำวะ ไอ้หมอนี่มันเลวเกินไปแล้ว ไปตายซะ!”

ความเดือดดาลของคนดูเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ฝ่ายจัดงานถึงกับแตกตื่น รีบสั่งยกเลิกเวทีของวงคีย์ตอนบ่ายทันที และในขณะที่กำลังปรึกษากันว่าจะเอายังไงดี จู่ๆ บนเวทีก็มีเสียงกลองทุ้มๆ ดังขึ้นมาหนึ่งที

เฉิงอวี้ยกเท้าเหยียบกระเดื่อง “ชู่ว์…” เขาพูดใส่ไมค์ตรงหน้าพร้อมกับยกนิ้วแตะริมฝีปาก “เงียบกันหน่อย”

ความโกรธของคนดูนับหมื่นถูกทำให้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ในชั่วพริบตา

จากนั้นเทอร์โบก็ยกไม้กลองชี้ไปที่วูล์ฟแล้วหันไปทางเหล่าเค ทั้งสามเหมือนกำลังเล่นทายคำปริศนาที่คนนอกไม่เข้าใจ

เซวียโย่วข่าที่เพิ่งเข้ามายืนอยู่ด้านหลังสุดสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำอันเหนือชั้นจากชายที่นั่งอยู่หลังกลองชุด ที่แท้เวลาเทอร์โบจริงจังขึ้นมาก็น่าเกรงขามขนาดนี้

ทันใดนั้นเสียงคีย์บอร์ดก็ดังขึ้นกลบเสียงอินโทรทั้งหมด ตามด้วยจังหวะกลอง การเรียบเรียงอินโทรวงของพวกเขาครั้งนี้ต่างออกไป ชวนให้ขนลุกซู่สุดๆ ซึ่งมันโคตรเจ๋ง นิ้วของวูล์ฟกดแป้นคีย์บอร์ด ก่อนจะก้มหน้าขยับเข้าหาไมค์

And you see, I kind of shive…”

พอเขาเปล่งเสียงออกมา ทั่วทั้งงานก็ถึงกับตกใจ

มือคีย์บอร์ดร้องนำได้เก่งขนาดนี้เลยเหรอ

“เพลงนี้ชื่ออะไรครับ สไตล์การเรียบเรียงไม่เหมือนเดิมเลย ให้ความรู้สึกไซเบอร์พั้งก์นิดหน่อยด้วย” เซวียโย่วข่าถามหลินสือเม่า

หลินสือเม่าพิมพ์ตอบว่า ‘ชื่อ Tempts And Then Flies อินโทรไม่เหมือนเดิมก็เพราะคราวนี้ วูล์ฟเป็นคนเรียบเรียงทำนองเกือบทั้งหมด’

“พี่เม่า พี่ยังขึ้นเวทีได้ไหมครับ”

หลินสือเม่าพยักหน้าแล้วพิมพ์ต่อ ‘นายอาจไม่รู้ แต่แฟนเพลงหลายคนซื้อตั๋วมาเพราะฉันนะ’

เซวียโย่วข่า “…”

หลินสือเม่าพิมพ์ว่า ‘ฉันจะขึ้นไปเล่นกีตาร์ แต่ฉันแปลกใจนิดหน่อย ที่จริงฉันนึกว่าเทอร์โบจะเป็นคนร้อง’

“เทอร์โบร้องเพราะเหรอครับ”

‘แน่นอน เพลงของเราหลายเพลงเขาเป็นคนแต่งนะ’ หลินสือเม่ากดแป้นพิมพ์ ‘แค่เขาไม่เคยร้องต่อหน้าคนอื่นเลย ถ้าเขาเป็นนักร้องนำล่ะก็ ฉันคงโดนแย่งซีนไปแน่ๆ คงไม่มีสาวๆ มาชอบฉันหรอก’

ถึงเขาจะไม่ชอบร้องต่อหน้าคนอื่น แต่เทอร์โบก็มีความรับผิดชอบสูง ช่วงเวลาแบบนี้ยังไงเขาก็ต้องออกมากอบกู้สถานการณ์ บางทีถ้าทุกคนเห็นเขามาร้องแทนอาจจะดีใจยิ่งกว่าตอนเห็นหลินสือเม่าเสียอีก

เพราะฉะนั้นหลินสือเม่าเลยเดาว่านี่คงเป็นคำขอของวูล์ฟเพื่อเอาไมค์มาด่าคน

พอเพลงจบคนทั้งงานก็ระเบิดเสียงกรี๊ด “สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ! สกอร์ปิโอ!”

ตอนที่หลินสือเม่าเดินขึ้นมาจากข้างเวที ด้านล่างเวทีก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงตะโกนเชียร์ดังกว่าเดิม หลินสือเม่าไปยืนข้างวูล์ฟ ก่อนจะรับไมค์มาจากเขา เจ้าตัวเอามืออังไมค์ เสียงกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทำให้ด้านล่างเวทีเงียบลง

“ขอโทษนะ ตอนนี้ผมพูดเสียงดังไม่ได้ เสียดายมากเลยที่วันนี้ร้องให้พวกคุณฟังไม่ได้” เสียงของหลินสือเม่ายังแหบมาก แม้จะดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเบาอยู่มาก

คนดูตะโกนลั่น “ไม่เป็นไร!! หลินสือเม่าสุดยอดที่สุด!! หลินสือเม่าสู้ๆ!!”

“แต่ผมจะอยู่บนเวทีตลอด” ถึงเสียงเขาจะเบา แต่กลับก้องไปทั่วศูนย์กีฬา ทั้งที่เป็นฤดูหนาวเดือนมกราคม และยังมีแววว่าหิมะจะโปรยปราย ทว่าในใจผู้ชมกลับเต็มไปด้วยความร้อนแรงพลุ่งพล่าน

หลินสือเม่ากอดกีตาร์ยืนข้างวูล์ฟเหมือนที่ทำเป็นประจำ

ผู้ชมรู้สึกว่าใบหน้าเย็นเฉียบเลยแหงนหน้ามองฟ้า

เซี่ยงไฮ้กำลังมีหิมะตก

วงสกอร์ปิโอจุดไฟให้ทั้งงานลุกโชนท่ามกลางหิมะโปรย บางคนที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายก็ถึงกับชูธงโบกสะบัดพร้อมตะโกนเชียร์ทั้งน้ำตาและยังมีเสียงตะโกนลั่น “ฉันรักหลินสือเม่า!!”

ฝ่ายจัดงานหลังเวทีถึงกับอุทาน “การแสดงสดของพวกเขาสมกับที่ได้ยินมาจริงๆ เยี่ยมมาก ทักษะของเทอร์โบดีมาก ท่อนใส่ลูกเล่นนี่สวยจัด มิน่าถึงเป็นวงที่เถ้าแก่เองก็ยังอยากได้…”

ค่ายเพลงที่สนับสนุนงานเทศกาลดนตรีคือไทรเดนต์ หนึ่งในค่ายเพลงอินดี้ที่ใหญ่ที่สุดของจีน เรียกได้ว่าวงดนตรีทุกวงในจีนต่างก็อยากเซ็นสัญญากับพวกเขาทั้งนั้น แต่สุดท้ายเถ้าแก่ใหญ่ไร้พ่ายของพวกเขาอย่างตี๋สวินก็พลาดท่าให้กับวงสกอร์ปิโอเป็นครั้งแรก

แต่ถึงอย่างนั้นประธานตี๋ก็ยังชอบไปไลฟ์เฮ้าส์มิวเป็นประจำเพื่อฟังการแสดงสดของวงสกอร์ปิโอ เขามักจะนั่งที่ระเบียงชั้นสอง พอฟังจบก็จะดื่มในไลฟ์เฮ้าส์มิวต่ออีกสักพัก แถมยังสนิทกับหลินสือเม่าเป็นการส่วนตัว แต่เทอร์โบไม่เคยเลี้ยงเขาเลยสักครั้ง

ถ้ายืนยันได้จริงว่าต่งเกิงมือคีย์บอร์ดวงคีย์ใส่สิ่งที่มีสารก่อภูมิแพ้ใส่หลินสือเม่า เขาต้องโดนประธานตี๋แบนแน่ๆ ซึ่งตอนนี้ก็สามารถยืนยันได้คร่าวๆ แล้ว

เซวียโย่วข่าที่อยู่ด้านล่างมองไปยังเวทีที่สว่างไสวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เกล็ดหิมะเย็นจัดโปรยปรายอยู่เหนือศีรษะ แต่หัวใจกลับร้อนรุ่ม เขาหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเวทีที่ร้อนแรงนี้ในระยะประชิด รวมถึงผู้ชมที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความประทับใจที่อยู่ด้านล่างเวทีด้วย

นับตั้งแต่นี้ไปเขาคือแฟนคลับของวงสกอร์ปิโอแล้ว!

หลังการแสดงจบลงคนดูก็เริ่มตะโกนเรียกร้องให้กระโดดลงจากเวที แต่ครั้งนี้กลับเป็นชื่อวูล์ฟ

“วูล์ฟ! วูล์ฟ! วูล์ฟ! กระโดด! กระโดด!!”

ปกติแล้ววูล์ฟไม่ค่อยกระโดด ถึงเขาจะไม่ใช่พวกคนรักความสะอาดจนเกินไป แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาแตะตัว

แต่ความรู้สึกและบรรยากาศในงานมันพาไป วูล์ฟหอบหายใจพลางหันไปมองหลินสือเม่าที่กอดกีตาร์อยู่

หลินสือเม่ายิ้มแล้วขยับปากเป็นคำว่า ‘โดดเลย’

วูล์ฟถอดไมค์โยนไปด้านข้างแล้วหันหลังกระโดดลงไปหาฝูงชน ร่างเขาถูกชูไว้ด้วยมือของทุกคน ขณะที่เกล็ดหิมะตกลงบนใบหน้า

 

วูล์ฟลงจากเวทีแล้วแต่ก็ยังไม่หยุดบ่น “ฉันโดดลงไปทีไร มีแต่ไอ้หื่นมาลวนลามจับก้นฉัน”

ทั้งวงมีแค่เทอร์โบคนเดียวที่รักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ได้ เพราะเขาจะไม่ยอมกระโดดลงเวทีเด็ดขาด

เฉิงอวี้เหลือบไปเห็นเซวียโย่วข่าที่มีท่าทางเหม่อลอยตรงด้านล่างเวที เลยเข้าไปคว้าตัวอีกฝ่าย “เฮ้ ไปกันได้แล้ว”

คอของเซวียโย่วข่าถูกแขนของเทอร์โบโอบไว้ เจ้าตัวร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะถูกเฉิงอวี้ลากเข้าไปหลังเวทีด้วยความหงุดหงิด

ฝ่ายจัดงานรีบเข้ามาทันที “วูล์ฟ…เรารู้ว่าคุณโกรธ แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ควรพูดคำหยาบบนเวทีนะ”

“ผมไม่ได้ใช้คำหยาบเลยนะ ผมเซ็นเซอร์คำแล้วด้วย”

ฝ่ายจัดงานงงงัน

วูล์ฟทำหน้าเฉยเมย “คำว่าไอ้โง่ไม่ถือว่าหยาบ ไอ้งั่งต่างหากที่หยาบ”

ถึงตอนนี้ฝ่ายจัดงานก็พากันอ้าปากค้าง จุกอกจนพูดไม่ออก

เหล่าเคถาม “แล้วนัดกินข้าวกับพวกพี่ๆ เย็นนี้ล่ะจะทำยังไง” ก่อนจะเอ่ยว่า “พี่เม่าคงต้องกลับไปพักผ่อน…”

ว่าแล้วบรรดาพี่ใหญ่หลังเวทีก็กรูเข้ามาห้อมล้อม “อาเม่า ตอนนี้นายโอเคไหม”

“ไม่เป็นอะไรมากครับ ขอบคุณพี่ๆ ที่เป็นห่วง”

“ไอ้ต่งเกิงนั่น ฉันคุยกับบอสใหญ่ไว้แล้ว เดี๋ยวออกประกาศแบนมันเลย สบายใจได้ พี่จัดการให้เอง”

แม้ว่าวงการร็อกไม่ได้ใหญ่ แต่ก็มีวงดนตรีอยู่ทุกที่และมีอยู่ทั่วทุกเมือง

ถ้าโดนบริษัทใหญ่อย่างไทรเดนต์แบนก็เท่ากับว่าต่อไปจะไม่สามารถขึ้นเวทีใหญ่ที่ไหนได้อีกเลย อย่างมากที่สุดก็ได้แค่ร้องตามบาร์เล็กๆ ทั้งนี้วงคีย์คงเฉดหัวต่งเกิงออกไปเพื่อปกป้องตัวเอง และสำหรับทั้งวงการก็เหมือนได้กำจัดเนื้อร้าย ใครไปรู้ว่าในอนาคตคนแบบนี้จะทำร้ายคนอื่นเพราะเรื่องผิดใจกันเล็กน้อยอีกหรือไม่

คอนเน็กชั่นอันดีของหลินสือเม่าได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ในเวลานี้ ทุกคนล้วนมีน้ำใจ เมื่อเพื่อนโดนเล่นงาน พวกเขาก็พร้อมที่จะเอาคืน

ตอนนั้นเองดวงตาของวูล์ฟกลับกวาดมองไปทั่วบริเวณหลังเวที

“ไอ้ผมขาวนั่นอยู่ไหน”

หลินสือเม่าบอกให้เขาอย่าก่อเรื่องตรงนี้ จนถึงตอนนี้พอการแสดงจบแล้ว วูล์ฟก็รีบหาว่าคนวงนั้นอยู่ที่ไหนทันที

ว่าจะลากออกไปซัดก่อนสักยก

มีคนพูดว่า “หนีไปตั้งแต่บ่ายแล้วมั้ง ช่างหัวพวกมันเถอะ ได้บทเรียนครั้งนี้แล้ว ต่อไปคงไม่กล้ามาหาเรื่องพวกนายตรงๆ หรอก เดี๋ยวพอปล่อยข่าวออกไปก็มีคนช่วยพวกนายสั่งสอนมันเอง”

ด้วยความที่หลินสือเม่ามีคอนเน็กชั่นที่ดีมาก ต่งเกิงที่มาหาเรื่องเขา ร้อยทั้งร้อยคงอยู่ไม่รอดแน่ บางทีถ้าแฟนคลับของวงสกอร์ปิโอเห็นเข้าก็อาจจะจับอีกฝ่ายยัดกระสอบแล้วลากไปกระทืบอีก จากนี้ไปคงต้องหดหัวใช้ชีวิตแล้ว

เฉิงอวี้จัดการเรียกคนขับรถให้ไปส่งกลองของตัวเองกลับปักกิ่งในคืนนั้นเลย ส่วนนัดกินข้าวมื้อเย็นหลินสือเม่าไม่ได้ไป วูล์ฟก็กลับโรงแรมเป็นเพื่อนเขา

เซวียโย่วข่าไม่รู้จักใคร แถมไม่ใช่คนในวงการ เดิมทีจะขอตัวกลับ แต่ก็โดนเฉิงอวี้หนีบศีรษะไว้ “กินข้าวมื้อเดียวเอง นายไม่ต้องควักตังค์จ่ายด้วย”

ถือว่ามีพี่ใหญ่เลี้ยง

 

เซวียโย่วข่าเป็นหน้าใหม่ บนโต๊ะอาหารมีพี่ใหญ่คนหนึ่งที่มีริ้วรอยเต็มหน้า แต่ท่าทางยังหนุ่มแน่นถามว่าเด็กนี่เป็นใคร ยังดูอายุน้อยมาก

มีคนตอบ “ฉันถามหลินสือเม่าตอนกลางวัน เขาบอกว่าเป็นคนของเทอร์โบ”

“อืม…คนของผม” เทอร์โบว่า “ไม่ใช่นักดนตรีหรอก”

เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ เขายิ้มพลางหัวเราะแหะๆ

พี่ใหญ่คนนั้นพูดว่า “นัดอยู่ตั้งนานก็ยังนัดเทอร์โบไม่ได้ ในที่สุดก็ได้กินข้าวด้วยกัน ฉันมีลูกสาวอายุยี่สิบ วันนั้นฉันถามว่าเธอฟังเพลงร็อกไหม เธอบอกว่าฟังสกอร์ปิโอแถมยังชอบเทอร์โบด้วย”

ในงานนี้นอกจากวงสกอร์ปิโอจะเป็นวงใหม่ ที่เหลือบนโต๊ะล้วนเป็นวงดนตรีรุ่นใหญ่ที่ก่อตั้งมาอย่างน้อยสิบห้าปี แล้วยังมีวงร็อกรุ่นใหญ่ที่ก่อตั้งมานานถึงสามสิบกว่าปีด้วย ตอนที่พวกเขาเล่าถึงวงการร็อกสมัยก่อน อันที่จริงมันไม่เกี่ยวอะไรกับวงสกอร์ปิโอเลย แม้ตอนนี้วงสกอร์ปิโอจะดังและเก่งแค่ไหน แต่ในสายตาของคนรุ่นใหญ่ก็ยังเป็นเด็กๆ ที่ไม่เคยผ่านยุคนั้นของพวกเขามาก่อน

ถึงอย่างนั้นบรรยากาศบนโต๊ะก็ยังกลมเกลียวมาก ควันบุหรี่คละคลุ้ง คำหยาบลอยว่อน เหล่าเคกับเทอร์โบโดนรินเหล้าให้ไม่น้อย เดิมทีจะยุให้เซวียโย่วข่าดื่มด้วย แต่เฉิงอวี้พูดแทรกว่าเด็กนี่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เขาเลยรอดตัวไป

ระหว่างนั้นเซวียโย่วข่าได้ขออนุญาตใช้กล้องถ่ายรูปพวกพี่ๆ ไปหลายรูป ก่อนจะพูดว่า “เดี๋ยวจะล้างรูปออกมาแขวนที่ผนังไลฟ์เฮ้าส์มิวนะครับ”

ทุกคนตกลงกันว่าวันหลังจะไปเล่นที่ไลฟ์เฮ้าส์มิว ซึ่งเฉิงอวี้ยินดีเป็นอย่างมาก ถึงขั้นบอกว่าจะไม่หักส่วนแบ่งค่าตั๋ว ขายได้เท่าไรก็ยกให้วงเท่านั้น

“เทอร์โบ นายโคตรตรงไปตรงมาเลย! จะไม่ให้นายทำเงินได้ยังไง โธ่เอ๊ย ฉันยังติดภาพนายตอนเอาฉาบขึ้นไปเวทีจนเต็มไปหมดเพื่อให้แสงสะท้อนเข้าหน้าตัวเองเหมือนจอมวางแผนอยู่เลย ไอ้น้องเอ๊ย นายนี่ตรงไปตรงมาสุด ๆ!” นักดนตรีที่ดื่มจนเมาหน้าแดงพูดพลางชูนิ้วโป้งให้เขา

เฉิงอวี้คงจะมึนนิดๆ แต่ก็ไม่ได้โกรธ เขาอธิบายว่า “ที่ผมเอาฉาบไปเยอะๆ ไม่ได้ตั้งใจจะส่องหน้าตัวเองนะ…”

“แล้วทำไมล่ะ”

“กันน้ำลายน่ะ คนดูพ่นไกลมาก” เพราะแบบนั้นทุกครั้งเขาถึงหลบอยู่หลังสุด ตีกลองเงียบๆ ของตัวเองไป

ทั้งโต๊ะหัวเราะลั่น “เอ็งนี่มันของจริง”

 

กว่าจะกินดื่มกันเสร็จก็เกือบเช้า

หิมะตกหนักกว่าตอนก่อนหน้านี้ ถึงจะไม่เหมือนทางเหนือ แต่ก็เป็นหิมะละเอียดที่ละลายไปกว่าครึ่งกลางท้องฟ้า เซวียโย่วข่าไม่ได้พันผ้าพันคอ ใบหูกับคอจึงเย็นจนทำให้เขาต้องห่อไหล่ เขาอดที่จะก้มหน้าพ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือไม่ได้ จากนั้นก็ปิดหูที่เย็นจนแข็งของตัวเองเอาไว้

พอเฉิงอวี้เห็นเข้า ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้นมาใช้นิ้วลูบติ่งหูอีกฝ่ายเบาๆ

เซวียโย่วข่าเงยหน้ามองเขา ด้วยไม่รู้ว่าเขาทำอะไร

เฉิงอวี้เอื้อมไปแตะที่คอของเซวียโย่วข่าอีกทีแล้วพูดว่า “ตัวนายเย็นชะมัด”

เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาท่าทางจะเมาหน่อยๆ เลยจับแขนเขาไว้ไม่ให้เดินโซเซ

เหล่าเคพักโรงแรมเดียวกับทุกคน เป็นโรงแรมพูลแมนที่ฝ่ายจัดงานจองไว้ให้

พอเหล่าเคเห็นเฉิงอวี้กับเซวียโย่วข่าเดินไปด้วยกันก็เดินตามหลังพวกเขาไปแบบงงๆ แต่แล้วก็ถูกเฉิงอวี้หันมาตวาด

“นายเป็นพวกโรคจิตเหรอ ตามเรามาทำไม”

“ไม่ตามพวกนายแล้วจะให้ฉันตามใคร”

เฉิงอวี้ว่า “นายพักที่ไหน”

เหล่าเคทำหน้างง “ฉันจะไปรู้เหรอว่าพักที่ไหน…”

เซวียโย่วข่าโทรหาวูล์ฟ พอยืนยันได้แล้วก็พาเหล่าเคไปยัดใส่แท็กซี่คันที่พี่ๆ เขาเรียกไว้ จากนั้นเขาก็โบกรถแท็กซี่อีกคันเหมือนกัน

เฉิงอวี้บอกว่าห้องสวีตโรงแรมที่พักก่อนหน้านี้มีปัญหา มีแมลงในผ้าห่มกัดเขาตอนกลางคืน ตัวเลยขึ้นจุดแดงๆ หลายจุด เช้านี้เลยให้คนจากโรงแรมคาเพลลาที่อยู่ข้างๆ นำกระเป๋าของทั้งสองคนไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

เซวียโย่วข่ารู้ว่าพักที่โรงแรมคาเพลลาจึงบอกชื่อโรงแรมกับคนขับ แต่ก็เกรงใจที่จะไปพักฟรี

เพราะพอเสิร์ชดูแล้วราคาของโรงแรมนั้นแพงมาก เขาเลยกะว่าหลังส่งเฉิงอวี้แล้ว ตัวเองค่อยไปหาที่พักธรรมดาๆ อย่างเซเว่นเดย์ที่อยู่ข้างๆ เพื่อพักสักคืน

ขณะที่ในรถเปิดฮีตเตอร์ คนขับก็เปิดที่ปัดน้ำฝนไปด้วย “หลายปีแล้วนะที่ไม่เห็นเซี่ยงไฮ้หิมะตกขนาดนี้”

เซวียโย่วข่าที่อยู่ในรถรู้สึกอุ่นขึ้นมาก

เฉิงอวี้หลับตาพลางพิงเบาะ มือข้างหนึ่งพาดอยู่บนไหล่ของเซวียโย่วข่า

คนขับถาม “เพื่อนคุณดื่มหนักมากเหรอ กลิ่นเหล้าแรงเชียว”

“ดื่มไปเยอะหน่อยน่ะครับ แต่คงไม่อ้วกหรอก ผมว่าเขายังพอมีสติ ไม่ได้เมาหนักจนไม่รู้เรื่องรู้ราว”

เฉิงอวี้ไม่ได้หลับ พอได้ยินคำพูดนี้มือที่วางนิ่งอยู่บนไหล่ของเซวียโย่วข่าก็ขยับยกขึ้นมาบีบคางเขาเบาๆ

เซวียโย่วข่าจนปัญญา ได้แต่หันหลบ “ถ้าจับอีกเดี๋ยวผมงับแล้วนะ”

คนขับรู้สึกแปลกๆ เขาแอบชำเลืองดูกระจกมองหลังอีกที

พอไอ้คนเมาคนนั้นได้ยินก็ลูบคางพ่อหนุ่มหล่อคนนั้นอีกเหมือนหยอกเล่น

เซวียโย่วข่าพูดจริงทำจริง เขางับนิ้วอีกฝ่ายเข้าไป แน่นอนว่าไม่ได้ออกแรง เพราะนี่คือมือของราชากลองแห่งมาเก๊า แค่งับพอประมาณเป็นการประท้วงก็พอแล้ว

เฉิงอวี้เช็ดความเปียกแฉะที่ปลายนิ้วกับเสื้อเขา จากนั้นก็ยังคงอยู่ในสภาพหลับตาพักผ่อน เหมือนตัวเองไม่ได้ทำเรื่องเด็กๆ แบบนี้

รถแท็กซี่มาจอดเทียบหน้าล็อบบี้โรงแรมคาเพลลา

ถึงจะเป็นเวลาเช้าตรู่แต่ก็ยังมีพนักงานเฝ้าประตูเดินเข้ามาช่วยเปิดประตูรถให้

เซวียโย่วข่าลากเขาลงจากรถจนเฉิงอวี้ออกมายืนอย่างเกียจคร้าน หลังจากนั้นเซวียโย่วข่าก็ไม่สนใจเขา แล้วก้มหน้าสแกนจ่ายค่าแท็กซี่ให้เรียบร้อย

พอเข้ามาในโรงแรมก็ต้องเช็กอิน กระเป๋าเดินทางของพวกเขาสองคนถูกส่งมาถึงห้องตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว

ขั้นตอนเช็กอินใช้เวลาไม่นาน ถึงอย่างนั้นพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก็อดที่จะมองหนุ่มหล่อสองคนอยู่หลายรอบไม่ได้

จากนั้นเซวียโย่วข่าก็หยิบคีย์การ์ดมาแล้วเดินตามพนักงานไปยังห้องพัก สถาปัตยกรรมของโรงแรมนี้มีเอกลักษณ์มาก เดิมทีที่นี่เป็นตรอกสือคู่เหมิน* พอโรงแรมคาเพลลาเข้ามาทำกิจการก็พยายามบูรณะสถาปัตยกรรมของตรอกโดยยังคงรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมเอาไว้จนกลายเป็นโรงแรมสุดหรู

เฉิงอวี้จองวิลล่าทั้งหลังไว้คนเดียว

เซวียโย่วข่าพาเฉิงอวี้เข้ามาในห้อง หลังทิ้งตัวลงบนเตียงเซวียโย่วข่าก็ก้มลงช่วยถอดรองเท้าให้อีกฝ่าย ถือว่าดูแลปรนนิบัติอย่างดี ในห้องอุ่นมาก นอกจากนี้เขายังช่วยถอดเสื้อคลุมให้เฉิงอวี้ด้วย ปกติเทอร์โบจะเป็นคนเรื่องมาก แต่ตอนนี้กลับโอนอ่อนผ่อนตามอย่างน่าประหลาด เชื่อฟังเขาหมดทุกอย่าง โดยไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ให้ความร่วมมือ

เซวียโย่วข่าช่วยถอดเสื้อคลุมกับสเว็ตเตอร์แล้วปลดเข็มขัดหนังให้เขา ขณะที่เฉิงอวี้ค่อยๆ ลืมตา มองดูอีกฝ่ายจัดการตัวเองตามใจชอบอยู่เงียบๆ

เจ้าเด็กนี่ลวนลามกันโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสีเลยสินะ

ไปฝึกความสามารถนี้มาได้ยังไงกัน

กว่าจะถอดกางเกงให้เขาได้นั้นลำบากมาก เซวียโย่วข่าเลยขี้เกียจถอดถุงเท้าให้ ดังนั้นขาของเฉิงอวี้จึงเปลือยเปล่า มีแค่เท้าเท่านั้นที่สวมถุงเท้าสีดำ จากนั้นเซวียโย่วข่าก็ดึงชายผ้าห่มออกมาห่มลงบนตัวเขา

“พี่หนักมากเลย ผมอุ้มไม่ไหว งั้นนอนไปแบบนี้นะ”

ในตอนนั้นเองเสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นมา

เซวียโย่วข่าไปเปิดประตู ที่แท้ก็เป็นพนักงานเอายาแก้แฮงก์กับซุปอุ่นๆ มาส่ง

เฉิงอวี้ไม่มีอารมณ์จะกินซุปอะไรทั้งนั้น

เซวียโย่วข่าปลุกเขาให้ลุกขึ้นมาแล้วโอบหลังเขาไว้ ก่อนจะป้อนยาเข้าปากเขา เจ้าตัวรู้สึกมึนนิดๆ เมื่อกี้ยังไม่เมาขนาดนี้นี่นา…

เฉิงอวี้กินยาอย่างว่าง่าย พอเซวียโย่วข่าถามว่าจะกินซุปอุ่นๆ ไหม เขาก็ยังพอตอบได้ว่า “ไม่กิน”

เซวียโย่วข่าคิดว่าอยู่ดูแลเขาเหมือนจะดีกว่า แต่ถึงจะเป็นวิลล่ากลับมีเตียงใหญ่แค่เตียงเดียว เขาเองก็เกรงใจ พอดูว่าอาการเฉิงอวี้ไม่ได้หนักหนา เซวียโย่วข่าคิดไปคิดมา สุดท้ายก็เก็บของแล้วเตรียมตัวจะออกไป

พอเห็นเซวียโย่วข่าเก็บของ เฉิงอวี้ก็นึกว่าจะจัดของให้เรียบร้อยเฉยๆ จนกระทั่งเห็นอีกฝ่ายลากกระเป๋าเดินทางไปที่ประตู แถมยังสวมเสื้อคลุมและพันผ้าพันคอ ตอนนั้นเฉิงอวี้ถึงได้รู้ตัว

“กลับมา!” เสียงเฉิงอวี้ดุมาก

“หือ?”

“นายมานี่เลย” เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยแขนสองข้าง สองขาอ้าออกเหยียบม้านั่งปลายเตียง

แม่ง…

เซวียโย่วข่าหันไปเห็นท่าทางกับร่างกายเขาแล้วนึกว่าเป็นฉากเปิดหนังเรตอาร์อะไรสักอย่าง

“นายจะไปไหน”

“ไปหาที่นอนครับ”

“เตียงนี่ใหญ่ไม่พอเหรอ ไม่พอให้นายนอนหรือไง” พูดจามีเหตุผล ไม่เหมือนคนเมาเลย

“ผมจะไปนอนเตียงเดียวกับพี่ได้ยังไงล่ะครับ”

“นอนกับฉันมันทำให้นายอับอายหรือไง”

เซวียโย่วข่าเกาศีรษะ “เปล่าหรอก น่าจะเป็นพี่มากกว่าที่อาย”

“มานี่เดี๋ยวนี้เลย”

เซวียโย่วข่าลังเลนิดหน่อย เขาวางกระเป๋าแล้วเดินไปข้างเตียง ก่อนจะถูกเฉิงอวี้จับไว้ น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ดุขนาดนั้นแล้ว

“ลองหนีอีกทีสิ ต่อไปอย่าหวังว่าจะปีนขึ้นเตียงฉันได้เลย”

 

* สือคู่เหมิน (Shikumen) คือสถาปัตยกรรมอันมีเอกลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้ เป็นรูปแบบอาคารที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 1-2

บทที่ 1 ภายใต้การปกครองของต้าฉีตลอดร้อยปีที่ผ่านมา อำเภอเฟ่ยเซี่ยนนับเป็นเขตเมืองที่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองเมืองหนึ่ง พื้...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทนำ

บทนำ พระเอกไม่อยู่แล้ว มีธุระใดให้จุดธูปถาม วันที่สิบเดือนสาม ด้านในจวนอัครมหาเสนาบดีเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดไว้ทุกข์ เสียง...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4

บทที่ 3 เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 1

บทที่ 1 ผู้น้อยแซ่หลี่ มีนามว่าโก่วตั้น ห่างจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สองร้อยหลี่ ยามเช้าในสำนักศึกษาชิงหงอาบย้...

community.jamsai.com