everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2 บทที่ 40-41 #นิยายวาย
บทที่ 41
เซวียโย่วข่าเห็นว่าเขาเมาค่อนข้างหนักเลยเอ่ยปลอบว่า “ได้ครับ ไม่หนี”
เฉิงอวี้เหมือนจะพอใจขึ้นหน่อย เสียงตอบรับว่าอืมพร้อมเสียงหายใจเบาๆ ดังออกมา เซวียโย่วข่าก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดเหมือนกำลังกล่อมเด็ก “งั้นพี่อยากไปอาบน้ำไหม”
เฉิงอวี้ยังอยู่ในท่านั้น เขายกเปลือกตาขึ้นมองเซวียโย่วข่าครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดคางขึ้นอย่างเกียจคร้าน “อืม”
ตอนเฉิงอวี้เข้าไปอาบน้ำ เซวียโย่วข่าก็ล้างหน้าแปรงฟันอยู่ข้างนอก ประตูห้องอาบน้ำเป็นแบบกึ่งโปร่งใส ไอน้ำลอยฟุ้งเกาะเป็นหยดบนกระจก ระหว่างที่อาบเฉิงอวี้สังเกตเห็นว่าเซวียโย่วข่าเดินไปเดินมาอยู่ข้างนอกก็หวาดระแวงอยู่พักใหญ่ สุดท้ายถึงได้รู้ว่าเซวียโย่วข่าไม่ได้คิดจะแอบมองเขาเลย
จริงๆ เขาไม่ได้เมาขนาดนั้น เขายังมีสติอยู่และกำลังชั่งใจว่าอีกเดี๋ยวควรจะทำยังไงต่อไป เพราะเซวียโย่วข่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนตัวเขาเอง…ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไร
ครึ่งชั่วโมงให้หลังเฉิงอวี้ก็ออกมาจากห้องน้ำ
ในห้องไฟมืดสลัวมาก เขาคลำทางขึ้นไปบนเตียง…ทำไมไม่มีใครอยู่
เขากระชากผ้าห่มขึ้น แม้แต่เส้นผมสักเส้นก็ยังไม่มี!
ปฏิกิริยาแรกของเฉิงอวี้คือเจ้าเด็กนี่ฉวยโอกาสตอนเขาอาบน้ำหิ้วกระเป๋าหนีไป เขาเตรียมตัวจะออกไปดูทั้งเท้าเปล่าโดยไม่สนใจจะใส่รองเท้า จนถึงห้องแต่งตัวตรงประตูทางเข้าก็เห็นกระเป๋าเดินทางของเซวียโย่วข่าวางอยู่
ยังไม่หนี
เขารู้ว่าผู้ชายที่โตขนาดนี้ไม่จำเป็นต้องให้เขามาคอยห่วงหรอก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบโล่งใจ ก่อนจะหันไปมองโซฟาในห้องนั่งเล่น
ประตูบานคู่ของห้องนั่งเล่นหันออกไปทางสวน ผ้าม่านเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง แสงเทียนในสวนส่องแสงริบหรี่
เขาเดินไปอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเห็นว่าเซวียโย่วข่าขดตัวอยู่บนโซฟา โดยมีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมทับอยู่บนตัวและหลับสนิทไปแล้ว
เฉิงอวี้ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มลงช้อนอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาทั้งตัวทั้งผ้าห่ม เซวียโย่วข่าเอนพิงอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เฉิงอวี้อุ้มเซวียโย่วข่ามาวางบนเตียงอย่างแผ่วเบาแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย เขาอดที่จะยื่นมือไปลูบเส้นผมของอีกฝ่ายไม่ได้ แต่พอเห็นว่าสีหน้าของเซวียโย่วข่าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็ไม่กล้าลูบต่ออีก
เขานอนฝั่งขวา ส่วนเซวียโย่วข่ายังขดตัวอยู่ฝั่งซ้าย ทั้งสองคนนอนอย่างสงบไปทั้งแบบนี้
เช้าวันต่อมา ตอนตื่นขึ้นเซวียโย่วข่าพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงจึงงงไปเล็กน้อย “พี่เฉิงอวี้ เมื่อคืนผมไม่ได้หลับบนโซฟาเหรอ”
“นายปีนขึ้นมาบนเตียงฉันตอนดึก”
“ไม่น่าจะใช่นะครับ…”
“ฉันบอกว่าใช่ก็ต้องใช่”
เซวียโย่วข่าแอบสงสัยว่าตัวเองจำสับสนหรือเปล่า แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก จากนั้นเขาก็ส่งข้อความไปถามอาการหลินสือเม่า พอได้ความว่าอาการแพ้ดีขึ้นมากจนเกือบจะหายแล้วจึงค่อยโล่งใจ
เฉิงอวี้สั่งอาหารเช้ามากินในห้อง เซวียโย่วข่ากินไปดูตั๋วเครื่องบินไป “เราจะกลับปักกิ่งกันไหม จะออกเดินทางเมื่อไร”
“ฉันจะกลับบ้าน ยังไม่ได้ซื้อตั๋วเลย”
“ผมก็จะกลับบ้านเหมือนกัน” เซวียโย่วข่าเห็นว่าไฟลต์กลับตอนหกโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ราคาถูกกว่าหลายร้อย เลยกดจองไปเลย “เครื่องของผมออกพรุ่งนี้เช้าหกโมงครับ”
“งั้นนายจะตื่นตีสามไปสนามบินเหรอ”
“ไม่ครับ วันนี้ยังมีเวลาช่วงบ่าย กะจะว่าไปเดินเล่นในเซี่ยงไฮ้ ซื้อของกลับบ้านไปฝากแม่นิดหน่อย ตอนเย็นก็หิ้วกระเป๋าไปสนามบิน หาร้านกาแฟอ่านหนังสือแล้วค่อยงีบสักตื่น”
“งั้นไปกัน” เฉิงอวี้เช็ดมือด้วยผ้าเช็ดปาก “ออกไปเที่ยวข้างนอก”
ตอนนั้นเองเซวียโย่วข่าถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายจะออกไปเที่ยวกับเขา “แล้วพี่จะกลับบ้านตอนไหนล่ะครับ”
“ตอนไหนก็ได้” เดี๋ยวโทรเรียกเครื่องไว้ล่วงหน้า ส่วนที่เหลืออย่างการติดต่อกับหอบังคับการบินเขาก็ไม่ต้องจัดการเองอยู่แล้ว
เซวียโย่วข่าเลือกเซรั่มชะลอวัยขวดหนึ่งเป็นของขวัญให้เหอเสี่ยวโหยว เขาถามเถียนอ้ายมาโดยเฉพาะ ซึ่งเถียนอ้ายรู้สถานการณ์ของเขาดีจึงไม่ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ราคาแพง แล้วยังบอกเขาว่า ‘แม่ของนายชอบไปสปาเสริมความงามไหม บอกให้ท่านเลิกไปสถานที่แบบสปาเสริมความงามพวกนั้นเถอะ การเสียเงินไปที่พวกนั้นก็เหมือนเสียภาษีค่าโง่ เก็บเงินเอาไว้ไปทำเลเซอร์ยกกระชับที่โรงพยาบาลจะดีกว่า’
เฉิงอวี้เห็นเขาซื้อของพวกนี้ก็บอกว่า “นายรักแม่นายมาก ฉันจำได้ว่านายเก็บเงินอยู่ตั้งนานเพื่อซื้อรองเท้าให้เธอ”
เซวียโย่วข่าที่เพิ่งจ่ายเงินแล้วรับใบเสร็จมาหันไปมองด้วยความแปลกใจ “พี่รู้ได้ไง” รองเท้าคู่ที่ว่าเหอเสี่ยวโหยวยังใส่อยู่ตลอดทั้งยังขัดมันอยู่บ่อยๆ หนังเลยยังเงาอยู่มาก แม้หัวรองเท้าจะถลอกไปแล้ว แต่เธอก็ยังเอาไปให้ช่างซ่อมรองเท้าซ่อมเพื่อที่จะได้ใส่ต่อ
“ฉันไปซื้อกับนาย จำไม่ได้เหรอ”
เซวียโย่วข่ายิ่งงง แต่พอพยายามนึกทบทวนดีๆ ก็พอจะมีความทรงจำรางๆ อยู่ว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย ทว่าท่าทางที่พยายามคิดอย่างลำบากลำบนและกลุ้มอกกลุ้มใจเหลือเกินของเซวียโย่วข่ากลับทำให้เฉิงอวี้หงุดหงิดจนต้องจิ้มหน้าผากอีกฝ่าย
“ไม่มีหัวใจจริงๆ”
พูดจบก็เดินลิ่วๆ จากไป
เซวียโย่วข่าหิ้วถุงสกินแคร์วิ่งตามไปพลางร้องเรียก “พี่…พี่โกรธอีกแล้วเหรอ อย่าโกรธเลย เดี๋ยวผมเลี้ยงหนังเอาไหม”
คำว่า ‘พี่’ หลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
เฉิงอวี้พลันชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองเขา เซวียโย่วข่ายิ้มแบบไม่คิดอะไรมาก ดวงตาเป็นประกาย “ไปไหมครับ”
เฉิงอวี้ว่า “ฉันไม่ดูหนังห่วยๆ”
ปกติเขาชอบดูหนังเก่าอยู่ที่บ้านคนเดียว และแทบจะไม่ไปโรงหนังเลย มีแค่สองครั้งที่ไปก็เพราะโดนพวกหลินสือเม่ากับเหล่าเคลากไปดูด้วยกัน
จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เริ่มซื้อตั๋ว
ใกล้ตรุษจีนแล้ว หนังที่ฮิตที่สุดในโรงตอนนี้คือเรื่องขบวนการหมูพิทักษ์โลก
เซวียโย่วข่าเลยซื้อตั๋วหนังแนวสายลับของฮอลลีวูดมาสองใบ พร้อมทั้งซื้อเครื่องดื่มกับขนมให้เฉิงอวี้กินเพิ่มด้วย น่าเสียดายที่หนังดันห่วยแตกมาก ถ้าเป็นปกติหนังห่วยแบบนี้แค่สิบนาทีเขาก็นั่งต่อไม่ไหวแล้ว แต่ไม่รู้เพราะอยู่กับคนข้างๆ แล้วรู้สึกสนุกเป็นพิเศษหรือเปล่า เลยอดทนจนผ่านสองชั่วโมงนี้มาได้
หลังออกจากโรงหนัง เฉิงอวี้สาบานว่าจะไม่มาที่แบบนี้อีกแล้ว
ปรากฏว่าพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเกมเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง ประตูหน้าร้านมีตู้คีบตุ๊กตาด้วย
ขณะที่กำลังจะถามเขาว่ายังชอบดูคนอื่นคีบตุ๊กตาอยู่ไหม เฉิงอวี้ก็ถูกลากเข้าไปในร้านเครื่องประดับทำมือที่ตกแต่งแนวศิลปะโบราณเสียก่อน เขานึกว่าเซวียโย่วข่าจะเลือกของขวัญให้แม่อีกเลยไม่ได้ใส่ใจ และยืนอยู่ด้านนอกร้านเพียงลำพังเพื่อรอให้เขาเลือกเอง
เซวียโย่วข่าก้มดูตู้กระจก พอพนักงานถามว่าจะเลือกแบบไหน เซวียโย่วข่าก็บอกว่า “อันนี้เป็นต่างหูเอียร์คัฟแบบแม่เหล็กใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ข้อดีของต่างหูแบบนี้คือไม่เจ็บหู มีหลายแบบเลยค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานที่ช่างฝีมือของเราทำขึ้นด้วยมือ ตรงนี้คือรุ่นสัตว์เลี้ยงน่ารัก ส่วนนี่เป็นรุ่นจักรราศี…”
“จักรราศีเหรอครับ” เขาหันไปมองเฉิงอวี้ที่อยู่ไม่ไกล อีกฝ่ายทนดูหนังห่วยๆ เป็นเพื่อนเขาแต่กลับไม่ได้หงุดหงิดเลย เขากดเสียงให้เบาลงพร้อมเอ่ยถาม “ราศีพิจิกคืออันไหนครับ”
“อันนี้ค่ะ” พนักงานหยิบมาให้เขาดู “ลองไหมคะ”
เซวียโย่วข่าลองหนีบที่หูตัวเอง ก่อนจะพบว่ามันไม่เจ็บจริงๆ
“งั้นเอาอันนี้ครับ”
“สองชิ้นลดสามสิบเปอร์เซ็นต์ เหลือคู่ละสามร้อยห้าสิบ เอาสองคู่ไหมคะ”
เซวียโย่วข่ากลั้นใจคำนวณบัญชี เงินสองร้อยนี่ตัวเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม ไม่จำเป็นเลยจริงๆ
“เอาแค่คู่เดียวครับ”
เมื่อมาถึงสนามบิน ตอนที่ต้องแยกกัน เซวียโย่วข่าก็ยื่นของขวัญให้เฉิงอวี้
“อะไรน่ะ”
“ของขวัญปีใหม่ของพี่ไง”
“สร้อยคอ?” เฉิงอวี้ดูออกว่าเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่ซื้อมาจากร้านเครื่องประดับเมื่อกี้
“ไม่ใช่ครับ เป็นต่างหูเอียร์คัฟ บางทีพี่ก็ใส่ขึ้นเวทีไม่ใช่เหรอ” ตอนไปดูสกอร์ปิโอขึ้นเวทีครั้งแรก เขาก็พบว่าราชากลองแห่งมาเก๊าคนนี้ไม่ใช่แค่มีแขนสีดำ แต่ยังใส่ต่างหูด้วย ต่อมาถึงรู้ทีหลังว่าหนุ่มหล่อคนนี้ไม่ได้ใส่ในชีวิตประจำวัน แถมยังไม่ได้เจาะหูด้วยซ้ำ
พอค้นดูในอินเตอร์เน็ตถึงรู้ว่านี่คือไอเทมสุดเทพที่เรียกว่าต่างหูเอียร์คัฟ
คงเพราะกลัวเจ็บเลยไม่กล้าเจาะหู แถมยังไม่กล้าสักด้วย ถึงยังไงเขาก็เป็นโรคหัวใจนี่นะ
“อันนี้เป็นแบบแม่เหล็ก เดี๋ยวผมสอน” เซวียโย่วข่าหนีบขาเข้ากับกระเป๋าเดินทางของตัวเองเพื่อไม่ให้มันไหลไป ก่อนจะเปิดกล่องเครื่องประดับ หยิบของสองชิ้นออกมาแล้วยกมือขึ้นไปหนีบมันเข้ากับติ่งหูของเฉิงอวี้
เฉิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะหูตัวเอง
ติ่งหูมีความรู้สึกเย็นๆ ชาๆ
เซวียโย่วข่ายื่นกล่องให้เขา “ง่ายมากเลย โอเค ผมไปแล้วนะ บ๊ายบาย!”
เฉิงอวี้โบกมือพลางมองเขาเดินเข้าเกตไปจนแผ่นหลังลับสายตา จากนั้นก็ยกมือขึ้นคลำหูของตัวเองอีกครั้ง
เฉิงอวี้ขึ้นกัฟสตรีมกลับมาเก๊า ส่วนเซวียโย่วข่านั่งแถวสุดท้ายของชั้นประหยัดกลับฉางซา
เมื่อก่อนตอนที่เหอเสี่ยวโหยวพาลูกชายกลับบ้านเกิด ช่วงแรกได้ไปพักอยู่กับพ่อแม่ระยะหนึ่ง แต่ก็เกรงใจ ไม่นานก็ไปเจอบ้านเช่าใกล้กับโรงเรียน ใช่ว่าเธอจะไม่มีเงินเก็บเลย แต่เนื่องจากเอาไปช่วยอดีตสามีใช้หนี้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือเธอก็คิดถึงปัญหาการเข้าเรียนของลูกชายเลยไม่กล้าใช้ และได้แต่เก็บไว้ในบัญชีฝากประจำ
พอเซวียโย่วข่าสอบติดมหาวิทยาลัย T ได้เงินรางวัลแปดหมื่นหยวน ได้ยกเว้นค่าเล่าเรียน แถมยังคว้าทุนของมหาวิทยาลัยได้อีก แรงกดดันที่เหอเสี่ยวโหยวแบกรับมาหลายปีก็พลันสลายหายไปในชั่วข้ามคืน จากนั้นเธอก็ย้ายจากบ้านที่อยู่ในเขตโรงเรียนไปยังที่พักบุคลากรของโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่
แต่เธอก็กลัวว่าอีกสองสามปี ถ้าลูกชายมีแฟนที่เมืองหลวง พอเห็นสภาพครอบครัวของพวกเขาที่ไม่มีแม้แต่บ้านเป็นของตัวเอง แฟนของลูกก็อาจจะหลบลี้หนีหน้าไป และเนื่องจากการแต่งงานของตัวเธอนั้นล้มเหลว เธอจึงรู้ว่าความรักสามารถแพ้ให้กับความจริงได้
ดังนั้นเหอเสี่ยวโหยวเลยคำนวณเงินเก็บของตัวเอง ก่อนจะไปยืมพ่อแม่อีกหนึ่งแสน แล้วกัดฟันวางเงินดาวน์ซื้อห้องชุดห้องหนึ่ง
เซวียโย่วข่ารู้ว่าเธอย้ายมาอยู่ที่ห้องนี้แล้ว มันเป็นที่พักบุคลากรของโรงพยาบาล เป็นชุมชนที่เก่าแก่มาก หมอหลายคนย้ายออกไปแล้ว เมื่อห้องว่างลงก็จะปล่อยเช่าให้บุคคลภายนอก แต่ถ้าหากบุคลากรภายในโรงพยาบาลเช่าก็จะถูกลงหน่อย
เขาโบกแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยโทรหาเหอเสี่ยวโหยว
“ลูกถึงโรงพยาบาลแล้วเหรอ งั้นแม่ออกไปรับเดี๋ยวนี้เลย!”
พยาบาลที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ถามขึ้น “พี่เสี่ยวโหยว นั่นลูกชายพี่เหรอคะ”
ปกติเหอเสี่ยวโหยวไม่ได้มีหัวข้อพิเศษไปคุยกับพยาบาลวัยรุ่นรอบๆ ตัว สิ่งที่เธอมักจะคุยก็คือเรื่องลูกของตัวเอง ทุกคนชอบถามว่าลูกชายของเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย T ได้ยังไง ซึ่งเหอเสี่ยวโหยวก็มักจะตอบว่า ‘ฉันไม่เคยยุ่งกับการเรียนของเขาเลย เขาน่ะแค่ทำให้ฉันภูมิใจเท่านั้นเอง’
เหอเสี่ยวโหยวรีบวิ่งออกจากโรงพยาบาลเพื่อมารับเขา ห้องพักสวัสดิการอยู่ในเขตโรงพยาบาล ต้องเข้ามาข้างในก่อนถึงจะสามารถเข้าไปในเขตชุมชนโรงพยาบาลได้
“เดี๋ยวแม่ช่วยยกกระเป๋าให้”
“แม่ช่วยผมถือกระเป๋าเป้ก็พอครับ เดี๋ยวผมถือกระเป๋าเดินทางเอง” เซวียโย่วข่าเงยหน้ามองผนังที่ขึ้นราและหลุดล่อน “อยู่ชั้นไหนครับ”
เขตชุมชนแห่งนี้มีความเก่ายิ่งกว่าที่ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในอำเภอซานหลิงเมื่อตอนนั้นเสียอีก กลิ่นอายเก่าแก่ย้อนยุคพุ่งเข้ามาเต็มหน้า ทั้งราวบันไดขึ้นสนิม หน้าต่างก็มัวหม่น
“ชั้นหก” เพราะเป็นตึกเก่าไม่มีลิฟต์ ดังนั้นชั้นหกที่สูงขนาดนี้ ค่าเช่าเลยยิ่งถูกลงไปอีก แถมเหอเสี่ยวโหยวยังรู้จักคุณหมอหูเจ้าของตึก เลยได้ห้องที่มีสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นในราคาเช่าแค่เดือนละพัน
พอเปิดประตูเข้าไปจะเป็นห้องนั่งเล่นเล็กๆ ที่ถูกกวาดจนสะอาดเอี่ยม โซฟาเก่าหุ้มด้วยผ้าคลุมโซฟาผ้าลายดอกไม้ หน้าต่างก็สะอาดใสกิ๊ง
เหอเสี่ยวโหยวจัดการชีวิตคนเดียวของตัวเองได้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี
“นี่ห้องของลูก เจ้าของคนก่อนเป็นลูกสาวหมอหู เรียนมัธยมปลาย พอจ่ายค่าเช่ารอบก่อนหมอหูก็ถามแม่ว่าลูกสอนพิเศษไหม พอดีลูกสาวเขาอ่อนเลขน่ะ”
เมื่อเปิดเข้าไปในห้องนอน ด้านในเป็นห้องเล็กๆ ผนังทาสีชมพูและติดสติ๊กเกอร์เฮลโล คิตตี้ มีเตียงเหล็กสีขาวพร้อมด้วยโต๊ะทำการบ้าน ขอบหน้าต่างกว้างมาก ในห้องมีแสงสว่างเพียงพอ เตียงก็ปูชุดผ้าปูสีเรียบไว้เรียบร้อย
เซวียโย่วข่าเข็นกระเป๋าเดินทางเข้าไป ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียงพลางมองหลอดไฟสีฟ้าอมชมพูบนเพดาน
‘ถึงหรือยัง’
มือถือของเซวียโย่วข่าสั่น
มันเป็นข้อความจากเฉิงอวี้ ตอนที่อยู่บนเครื่องเฉิงอวี้แอบเสิร์ชดูว่าไฟลต์บินจากเซี่ยงไฮ้ไปฉางซาต้องใช้เวลาเท่าไร หลังจากกะเวลาคร่าวๆ แล้วก็รอไปอีกชั่วโมงถึงค่อยส่งข้อความ เพื่อที่จะได้ไม่ดูตั้งใจจนเกินไป
‘ผมถึงบ้านแล้ว!’
มือถือที่ใช้มาเกือบครึ่งปี นับวันยิ่งหน่วง ตอนนี้เวลาพิมพ์ก็มักจะพลาดตลอด
เฉิงอวี้คิดแล้วตอบกลับไป
‘ให้ของขวัญแม่หรือยัง’
‘ยังครับ’
ข้างนอกมีเสียงเหอเสี่ยวโหยวดังมา “หมี่หมี่ แม่สลับกะได้แล้วนะ เดี๋ยวแม่จะไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อยากกินอะไรไหม”
เซวียโย่วข่าว่า “มันฝรั่งผัดเส้นครับ ไม่ต้องซื้อกับข้าวก็ได้”
เขาเห็นว่าในกล่องตรงประตูครัวมีมันฝรั่งวางอยู่ถุงหนึ่ง
“งั้นแม่ออกไปซื้อไก่หน่อย ลูกก็พักผ่อนให้เต็มที่นะ เรียนเหนื่อยมานี่นา”
วันถัดมาเหอเสี่ยวโหยวได้เรียกให้เซวียโย่วข่าเอาของไปส่งให้เธอที่แผนกโดยเฉพาะ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานต่างก็อยากเห็นว่าลูกชายที่สอบติดมหาวิทยาลัย T ของเธอหน้าตาเป็นยังไง
ถึงเซวียโย่วข่าจะร่ำเรียนอยู่ที่นี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เคยแวะมาที่ทำงานของแม่เลย
เมื่อเซวียโย่วข่าหาอะไรทำไม่ได้ก็อ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง หรือไม่ก็อ่านวิจัย ทบทวนบทเรียน กระทั่งซุนเหวินเฮ่าโทรมาชวนเขาออกไปข้างนอก
“มือถือนายเป็นอะไรนักหนา ส่งข้อความไปหานายก็ไม่ตอบเลย”
“มันค้างหนักมาก ยิ่งวีแชตยิ่งโคตรค้าง!” วันนี้เขากะจะโหลดไฟล์ในกรุ๊ปสักหน่อย แต่คงเพราะไฟล์ใหญ่เกินไปจนทำเอาเครื่องค้างหลายรอบ สุดท้ายเลยต้องลบแอพพลิเคชั่นแล้วติดตั้งใหม่ ทำให้ประวัติแชตหายเกลี้ยง
“ค้างขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นนายเปลี่ยนเครื่องไหม เพิ่งได้เงินมาพอดีนี่ ซื้อเครื่องใหม่เถอะ เครื่องของนายมันไม่ไหวแล้ว!”
“อีกสองสามวันค่อยว่ากัน”
เพื่อนสนิทสมัยมัธยมปลายชวนกันไปกินข้าว ต่อด้วยร้องคาราโอเกะ เซวียโย่วข่าได้ลองค้นเพลงของวงสกอร์ปิโอในเครื่องของร้านคาราโอเกะ แต่ก็หาไม่เจอ เพราะที่นี่มีแต่เพลงป็อปที่เป็นกระแสเท่านั้น
อีกฝั่งหนึ่ง หลังเฉิงอวี้กลับมาที่บ้านเก่าก็ใช้ชีวิตน่าเบื่อแบบเมื่อหลายปีก่อน ตอนเช้ามีคนปลุก ห้องมีคนเก็บกวาด กินข้าวเสร็จต้องคุยกับผู้ใหญ่ ไม่ก็ออกไปเดินเล่น หรือถ้ามีเวลาว่างก็ซ้อมกลองคนเดียว เวลามีแรงบันดาลใจก็ใช้เปียโนบันทึกเอาไว้สักท่อนสองท่อน
เขาส่งข้อความหาหลินสือเม่าว่าอยากนัดสถานที่เพื่อมารวมตัวกันทำเพลงใหม่ให้เสร็จ แต่หลินสือเม่าตอบกลับมาว่า ‘ฉันไม่อยู่มาเก๊า’
‘ไม่ใช่เพิ่งกลับมาหรือไง’
‘วันนี้ฉันออกไปอีกแล้ว’
‘ไปไหน’
‘ซีอาน’
‘ไปซีอานทำไม’
หลังถามคำถามนี้จบเฉิงอวี้ถึงเพิ่งนึกออกว่าบ้านเกิดของวูล์ฟเหมือนจะอยู่ที่ซีอาน* บางครั้งเขาชอบฮัมทำนองเพลงพื้นเมืองที่ตัวเองแต่งขึ้น มีครั้งหนึ่งเฉิงอวี้บังเอิญได้ยินแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจจึงเอ่ยปากถามเขาออกไป ก่อนจะได้รู้ว่ามันเป็นภาษาถิ่นของมณฑลส่านซี**
หลินสือเม่าตอบมาว่า ‘ไปกินของอร่อย ฉลองเทศกาล’
งั้นก็ไปหาวูล์ฟสินะ เฉิงอวี้คิดพลางกำมือถือ
เฉิงอวี้ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่จะสนิทกันเกินไปหรือจะเป็นแบบที่เขาคิด เขาก็ไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ถ้าเพื่อนร่วมวงอยากพูดย่อมพูดออกมาเอง อีกอย่างเขาไม่ใช่คนชอบนินทา เพียงแต่เฉิงอวี้ทั้งสงสัยและอิจฉาอยู่ในที ปกติแค่พักอยู่ด้วยกันก็ว่าไปอย่าง แต่นี่พอถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวก็ยังตัวติดกันแจอีก
เขาหยิบคิวปิดตัวจิ๋วที่เซวียโย่วข่าให้ขึ้นมาดู แล้วก็หมดอารมณ์แต่งเพลงใหม่ไปเลย
‘ทำอะไรอยู่’
หลายวันแล้วที่ไม่ได้ส่งข้อความหาเจ้าเด็กนั่น ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งข้อความมาเช่นกัน
ทุกครั้งที่เฉิงอวี้จะส่งข้อความหา เขาจะคิดคำอยู่นาน และสุดท้ายก็จะตัดให้กระชับที่สุด
ทางฝั่งซุนเหวินเฮ่ากำลังแผดเสียงร้องเพลง ‘ค่ำคืนที่คิดถึงเธอ’ ของกวนเจ๋อ*** อยู่ในห้องร้องคาราโอเกะย่างเมามัน
ปีที่แล้วมีรายการประกวดร้องเพลง โดยได้มีคนเอาเพลงเก่ามาร้องจนกลับมาดังอีกครั้ง
เซวียโย่วข่ากำลังอ่านชีตเตรียมสอบระดับหก**** จากไฟล์ที่รุ่นพี่สาวส่งมาให้ในกลุ่ม เมื่อเห็นข้อความเด้งขึ้นมาเขาก็กดเข้าไปตอบ
‘ร้องคาราโอเกะอยู่ครับ’
เขากดที่คำว่าส่งบนหน้าจอแล้วแต่ไม่ว่ายังไงก็ส่งไม่ไป จนในที่สุดก็ส่งออกไปได้ แต่เนื่องมาจากปัญหาอินเตอร์เน็ตในห้องส่วนตัวจึงทำให้วงโหลดหมุนอยู่นานกว่าจะส่งสำเร็จ
มือถือเครื่องนี้ทำเอาเซวียโย่วข่าหัวร้อน เขาออกแรงบีบเครื่องแน่นแล้วเคาะมันไปสองสามที
พรุ่งนี้เปลี่ยนใหม่แน่!
เฉิงอวี้พิมพ์คำว่าเชยแล้วก็ลบ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘อื้อ แล้วร้องเพลงอะไร’
เซวียโย่วข่าพิมพ์ชื่อเพลงไปได้แค่สองคำแรก ตัว ท.ทหาร ก็กดไม่ติดแล้ว ขณะที่ซุนเหวินเฮ่ากับเพื่อนผู้ชายอีกสองคนร้องท่อนฮุคกันอย่างสุดเหวี่ยงจนเสียงแตก เซวียโย่วข่าก็ใช้นิ้วชี้กดหน้าจอรัวๆ แต่ช่องตอบกลับข้อความกลับไม่ขยับ จนตอนนี้เครื่องค้างไปแล้ว เขาจึงได้แต่โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆ อย่างจนปัญญา ตั้งใจว่าอีกสองสามนาทีค่อยรีสตาร์ต
เมื่อเห็นว่าฝั่งนั้นไม่ตอบสักที เฉิงอวี้ก็ส่งไปอีกว่า ‘ไปกับเพื่อนเหรอ สนุกไหม’
กล่องข้อความเงียบไปอย่างน้อยสิบนาที กระทั่งเฉิงอวี้เริ่มรอไม่ไหวแล้ว
‘เซวียหมี่หมี่ นายไม่ตอบข้อความเลย กำลังทำอะไรอยู่’
ในที่สุดฝั่งนั้นก็ตอบกลับมา
‘คิดถึงพี่’
* ซีอาน เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซีประเทศจีน
** มณฑลส่านซี เป็นมณฑลสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน
*** กวนเจ๋อ หรือ Grady Guan คือศิลปินและนักแต่งเพลงชาวจีน
**** การสอบระดับหก ในที่นี้หมายถึงการสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษา (College English Test) ของประเทศจีน โดยแบ่งออกเป็นสองระดับคือระดับสี่และระดับหก ถือเป็นหนึ่งในข้อกำหนดในการสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในจีน
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 2
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments



