X
    Categories: everYFantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2 บทที่ 37 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของเด็กและสัตว์

มีการกล่าวถึงสถานการณ์อันน่าขยะแขยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 37 พายุฝน

 

เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่ดุดั่งเสือของไป๋เยวี่ยหู เสี่ยวฮวาที่ตอนแรกหมดสติไปแล้วก็พยายามดิ้นรนตื่นขึ้นภายในอ้อมแขนของลู่ชิงจิ่ว มันละล่ำละลัก “ฉันว่า…ยังช่วยชีวิตฉันได้อยู่นะ…”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

ไป๋เยวี่ยหูเห็นว่าลู่ชิงจิ่วไม่คิดจะยอมเรื่องเจ้าหมูดำตัวน้อยนี่ เขาจึงถอนหายใจน้อยๆ อย่างผิดหวัง “มันไม่ค่อยต่างอะไรจากหมูธรรมดาทั่วไป ให้น้ำหน่อยก็พอ”

ได้ยินแล้วลู่ชิงจิ่วก็พาเสี่ยวฮวากลับเข้าบ้าน อิ่นสวินนำน้ำแข็งจากตู้เย็นและผ้าขนหนูเปียกหมาดๆ มาให้เสี่ยวฮวา ในที่สุดก็ช่วยชีวิตเสี่ยวฮวากลับมาได้ มองถุงน้ำแข็งสุดพิเศษที่ทำให้เสี่ยวฮวารอดชีวิตในมือไป๋เยวี่ยหู อิ่นสวินก็แทบจะร้องไห้ด้วยความยินดี เขาอุ้มเสี่ยวฮวาแล้วเอ่ยว่าต่อไปนี้ฉันจะดีกับแก

เสี่ยวฮวาถูกเขากอดจนแทบจะสลบไปอีกครั้ง มันบอก “ถ้านายจะดีกับฉัน…ก็อย่ากอดฉันเลย…”

อิ่นสวินเอ่ย “ชิงจิ่ว เสี่ยวฮวาบอกว่ามันชอบฉัน!”

เสี่ยวฮวา “…” ตั้งแต่มีชีวิตมา มันไม่เคยเห็นใครหน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย

ลู่ชิงจิ่วปล่อยให้พวกเขาทะเลาะกัน ชายหนุ่มกลับเข้าไปทำอาหารในครัว จิ้งจอกน้อยวิ่งดุกดิกตามหลังเขาราวกับลูกสุนัข

ขณะที่ลู่ชิงจิ่วทำอาหาร เขาส่งชิ้นเนื้อให้จิ้งจอกน้อยเป็นครั้งคราว บรรเทาความอยากของมัน และบางครั้งเขาก็ให้มันช่วยเก็บขยะ ซึ่งมันก็รับบทเป็นผู้ช่วยได้อย่างชาญฉลาด

อิ่นสวินบอกว่าอยากกินเหลียงเฝิ่ง ลู่ชิงจิ่วจึงใช้แป้งถั่วลันเตาทำเส้นวุ้นด้วยตัวเอง วุ้นที่ได้มีลักษณะสีขาวครีมเหนียวนุ่ม เมื่อหั่นออกมาเป็นเส้นแล้วราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษที่เตรียมไว้ ก็ให้รสชาติจัดจ้านชวนน้ำลายสอ ลู่ชิงจิ่วนึ่งซาลาเปาที่ตัวเองทำ ซาลาเปาไส้หมูวุ้นเส้นประสบความสำเร็จในการปรุงเป็นอย่างมาก รสชาติอร่อยและมีกลิ่นหอม กัดลงไปแล้วจะมีน้ำแกงไหลออกมาจากเนื้อ เนื่องจากเนื้อหมูที่นำมาปรุงเป็นหมูที่อยู่ในฟาร์ม และเป็นหมูที่เลี้ยงด้วยธัญพืชชั้นดีทั้งหมด เนื้อของพวกมันจึงหอมหวานเป็นพิเศษ ส่วนไขมันหมูที่เหลือลู่ชิงจิ่วนำไปเจียวแล้วนำน้ำมันที่ได้ใส่ไว้ในหม้อใบใหญ่ รสชาติน้ำมันนั้นดีมาก ไม่ว่าจะนำไปใส่ในหมี่หรือนำไปผัด เมื่อปรุงอาหารออกมาก็จะได้รสชาติที่ดีกว่าใช้น้ำมันผสมธรรมดา

เมื่อลู่ชิงจิ่วทำอาหารเสร็จก็เรียกพวกเขามารับประทาน

ทั้งสามคนนั่งบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศแสนมีชีวิตชีวา เจ้าจิ้งจอกน้อยและเสี่ยวฮวาเสี่ยวเฮยมีโต๊ะเล็กๆ ของตัวเองอยู่ด้านข้าง บนโต๊ะมีเนื้อสับและอาหารพิเศษสำหรับเสี่ยวฮวาเสี่ยวเฮย ครู่เดียวทั้งบ้านก็มีแต่เสียงเคี้ยวอาหาร

ขณะที่พวกเขากำลังทานอาหาร ก็มีเสียงฟ้าร้องดังจากข้างนอก ลู่ชิงจิ่วมองออกไปเห็นเมฆหนาทึบลอยอยู่กลางท้องฟ้า สายลมพัดเป็นสัญญาณว่าฝนใกล้จะตกแล้ว

“เฮ้ย หน้าต่างบ้านฉันยังไม่ได้ปิดเลย” อิ่นสวินพูด “อากาศวันนี้นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน” ปากพูดเป็นกังวล แต่ก็ยังตัดใจวางซาลาเปาในมือไม่ลง

“นายเป็นเทพภูเขานี่” ลู่ชิงจิ่วพูด “ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลยเหรอ”

อิ่นสวิน “…ความสามารถพิเศษอะไร”

ลู่ชิงจิ่ว “ปิดหน้าต่าง…ที่ห่างออกไปพันลี้*

อิ่นสวินจ้องเขม็ง “ใครบอกว่าเทพภูเขาจะปิดหน้าต่างที่ห่างไปพันลี้ได้ พวกเราจะทำเรื่องยากๆ แบบนั้นได้ยังไง…”

ยังไม่ทันพูดจบก็ได้ยินเสียงหน้าต่างทุกบานในบ้านปิดลง ไป๋เยวี่ยหูมองอิ่นสวินอย่างเรียบเฉย “หน้าต่างบ้านนายก็ปิดเหมือนกัน ไม่ต้องขอบคุณ”

อิ่นสวิน “…”

ลู่ชิงจิ่วถอนหายใจ “ทำไมฉันถึงมีลูกชายที่ไร้ประโยชน์แบบนี้นะ…”

อิ่นสวินร้องโฮ

ฝนที่พัดกระหน่ำในฤดูร้อนกับฝนที่ตกในฤดูหนาวไม่อาจเทียบกันได้เลย แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่การทำลายล้างกลับชวนให้ตกตะลึง ถ้าไม่ได้ปิดหน้าต่าง ของภายในบ้านคงถูกทำลายยับเยิน เวลาตลอดทั้งปีในหมู่บ้านสุ่ยฝู่ ปริมาณน้ำฝนจัดว่าไม่เยอะ ฤดูร้อนปีนี้ฝนตกอยู่ไม่กี่วัน แถมยังหยุดตกอย่างรวดเร็วจึงไม่เกิดผลกระทบใดๆ

“ฝนมาแรงขนาดนี้…” อิ่นสวินส่งซาลาเปาคำสุดท้ายเข้าปาก “เห็นทีคงจะตกอีกนาน”

ลู่ชิงจิ่วพูด “งั้นนายจะค้างที่บ้านฉันสักคืนมั้ยล่ะ”

อิ่นสวินตอบ “อย่างนั้นก็ได้”

ห้องรับแขกในบ้านลู่ชิงจิ่วมีหลายห้อง เพียงแค่ต้องทำความสะอาดสักหน่อย

ลู่ชิงจิ่วเริ่มอิ่ม ชายหนุ่มหยิบไม้ถูพื้นและผ้าขี้ริ้วมาช่วยอิ่นสวินจัดการห้องนอน และเตรียมเครื่องนอนที่สะอาดให้เขา

ขณะที่กำลังวุ่นวายจัดการอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระทบพื้นดิน ฝนเม็ดใหญ่หล่นจากก้อนเมฆบนฟ้าลงบนพื้นดินที่มีไอร้อน ฝุ่นและฝนผสมปนเป อากาศเริ่มมีกลิ่นเฉพาะเวลาฝนตก ซึ่งกลิ่นนี้ช่วยให้คนรู้สึกผ่อนคลาย

แค่ช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาที จากเม็ดฝนที่ตกลงมาน้อยๆ ก็กลายเป็นม่านฝนที่ปกคลุมทั่วทั้งโลก ฝนที่ตกหนักพัดพาโคลนในสวนให้เกิดเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ บนพื้นดิน

ลู่ชิงจิ่วย้ายเก้าอี้โยกของไป๋เยวี่ยหูไปไว้ที่ประตู เขานึกว่าไป๋เยวี่ยหูจะนั่งบนนั้น กินเมล็ดแตงโมพลางมองดูสายฝนอย่างพวกเขา แต่ไป๋เยวี่ยหูกลับหยัดกายยืนขึ้น หันมองออกไปด้านนอก สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน

ลู่ชิงจิ่วสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาเอ่ย “เยวี่ยหู เป็นอะไรหรือเปล่า”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “ออกไปข้างนอกด้วยกันหน่อยสิ”

ลู่ชิงจิ่ว “…ออกไป? ออกไปไหน” เขาค่อนข้างแปลกใจ ฝนตกแรงขนาดนี้ถึงพกร่มไปก็คงไร้ประโยชน์ ออกไปข้างนอกหมายความว่าต้องเปียกปอนแน่ๆ

ไป๋เยวี่ยหู “ไปที่ที่เคยไป”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วตอนนี้จะไปทำอะไรล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหูกลับพูดอะไรที่ยากจะเข้าใจ “ฝนคงตกไปอีกสักพัก” พูดจบเขาก็หยิบร่มจากห้องเก็บของข้างๆ พยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงให้ลู่ชิงจิ่วไปกับเขา

ลู่ชิงจิ่วรับร่มมา มองไปที่อิ่นสวินแล้วพูดว่า “นายล่ะอิ่นสวิน”

“ฉัน?” อิ่นสวินเกาคาง “ฉันก็…ไปด้วย”

ไป๋เยวี่ยหูไม่พูดอะไร ทั้งสามคนถือร่มเดินเข้าสู่สายฝนที่โหมกระหน่ำ ฝนตกหนักมากจริงๆ แทบจะเรียกได้ว่าสาดเทลงมา แรงของฝนที่ตกกระทบบนร่มทำให้คนที่ถือเกิดอาการมือชาขึ้นในเวลาไม่นาน

ลู่ชิงจิ่วมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ได้แต่เดินตามไป๋เยวี่ยหูไปข้างหน้า คล้ายพวกเขาจะขึ้นมาบนเขา ถนนทางเดินแปรเปลี่ยนเป็นคดเคี้ยว ลู่ชิงจิ่วไม่รู้ว่าไป๋เยวี่ยหูจะพาเขาไปที่ไหน แต่ดูจากเส้นทางแล้วเหมือนว่าพวกเขากำลังเดินจากภูเขาขึ้นไปอีก

หลังจากที่เดินไปได้สิบกว่านาที ฝนรอบๆ บริเวณถึงค่อยซาลง ลู่ชิงจิ่วมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างชัดเจน พวกเขาขึ้นมาบนภูเขาแล้วเรียบร้อย เพียงแต่ภูเขาลูกนี้ไม่ใช่ภูเขาในหมู่บ้านสุ่ยฝู่ แต่เป็นสถานที่ที่ไป๋เยวี่ยหูเคยพาเขามาตกปลา

ตอนนี้บนภูเขาอยู่ในช่วงเวลาโพล้เพล้ ดวงอาทิตย์สาดแสงทั้งสี่ทิศ ทะเลก้อนเมฆม้วนวน ท้องฟ้าไร้ทั้งเมฆทึบและหยาดฝน ลู่ชิงจิ่วชอบสถานที่นี้มาก หลังเก็บร่มแล้วรอยยิ้มเล็กๆ ก็ฉายบนใบหน้าของเขา

“พวกนายรออยู่ที่นี่ ฉันมีเรื่องนิดหน่อย” ไป๋เยวี่ยหูโยนร่มทิ้งลงด้านข้าง “รอฉันกลับมา”

ลู่ชิงจิ่วยังไม่ทันได้พูดอะไรก็เห็นเขาหมุนตัวแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา

ลู่ชิงจิ่วหันศีรษะไปสบตากับอิ่นสวิน

อิ่นสวินเกาหลังศีรษะของตัวเอง “ถ้าไม่มีเรื่องอะไร พวกเราไปเดินเล่นบนภูเขากันมั้ย”

ลู่ชิงจิ่วพูด “นายรู้มั้ยว่าไป๋เยวี่ยหูไปทำอะไร”

อิ่นสวินตอบ “ฉันไม่รู้” เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา และดูเหมือนว่าจะไม่ได้โกหก

ลู่ชิงจิ่วไม่ค่อยเชื่อ เขามองอิ่นสวิน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เขาพยักหน้าก่อนจะออกเดินไปทางยอดเขาพร้อมกับอิ่นสวิน

ครั้งก่อนที่มาที่นี่ถูกไป๋เยวี่ยหูจูงเดินไปตลอดทาง ลู่ชิงจิ่วไม่มีเวลามากพอจะสังเกตทิวทัศน์ข้างทาง แต่มาคราวนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไร ลู่ชิงจิ่วจึงเดินไปข้างหน้าพลางชื่นชมทัศนียภาพ

ต้นไม้ที่นี่ล้วนเป็นพืชพันธุ์ที่ลู่ชิงจิ่วไม่เคยพบเห็นมาก่อน บางชนิดก็ธรรมดาทั่วไป แต่บางชนิดก็ดูแปลกประหลาด ลู่ชิงจิ่วโดนหญ้าต้นหนึ่งดึงดูดสายตา หญ้าต้นนั้นมีก้านเปลือยเปล่าเพียงหนึ่งก้าน บนสุดของก้านมีดอกไม้เล็กๆ สีขาว แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ประเด็น จุดสำคัญคือสิ่งมีชีวิตขนปุกปุยตัวน้อยๆ ขนาดเท่าเล็บมือที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงกลางดอกไม้ มองแวบแรกเจ้าสิ่งนี้ดูคล้ายแมว แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ จะเห็นได้ว่ามีหลายส่วนที่แตกต่างออกไป หูของมันลู่ลงด้านข้างเหมือนกระต่าย ขนตามร่างกายของมันเป็นสีขาว มองดูแล้วน่าสัมผัสมาก

อิ่นสวินเห็นลู่ชิงจิ่วหยุดฝีเท้า เขาจึงเดินเข้าไปหา “นี่คืออะไรน่ะ”

ลู่ชิงจิ่ว “ไม่รู้สิ” ตอนนี้เขาอ่านคัมภีร์ซานไห่จิงหลายรอบแล้ว ชายหนุ่มมั่นใจว่าในคัมภีร์ไม่มีสิ่งมีชีวิตแบบนี้

อิ่นสวินเอ่ย “ลูบได้มั้ย”

ลู่ชิงจิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะ “อย่าเลย” เขารู้สึกว่าของที่นี่ไม่แตะต้องมันจะดีกว่า

ทว่าอิ่นสวินไม่ได้รอให้ลู่ชิงจิ่วพูดจบ เขายื่นมือออกไปตรงๆ เพื่อจะสัมผัสกลุ่มขนแสนนุ่มบนร่างกายของเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ใครจะรู้ว่าเมื่อยื่นมือออกไปแล้ว กลีบดอกไม้ที่เดิมทีนิ่งสนิทไม่ขยับกลับแยกออก แล้วเปลี่ยนเป็นปากขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม ก่อนจะงับเข้าที่มือของอิ่นสวิน

อิ่นสวินไม่ทันสังเกต ครู่เดียวก็กรีดร้องเพราะฝ่ามือถูกกัดไปกว่าครึ่ง

ลู่ชิงจิ่วที่มองอยู่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา เขาร้อง “อิ่นสวิน! นายไม่เป็นไรใช่มั้ย!!!”

อิ่นสวินร้องไห้ “ฉันดูเหมือนไม่เป็นไรเหรอ” มือของเขาแทบจะหายไปแล้ว

ลู่ชิงจิ่ว “…แต่นายไม่มีเลือดไหล” ฝ่ามือนั้นสะอาดสะอ้าน ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว เขาเพ่งมองที่ขอบบาดแผลถึงได้เห็นว่ามันเป็นสีโปร่งใส ราวกับว่าข้างในร่างกายของอิ่นสวินไม่มีเลือด แต่เป็นน้ำทั้งหมด

อิ่นสวินพูด “ใช่แล้วล่ะ ร่างของฉันคือสายน้ำ”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

อิ่นสวิน “ช่างเถอะๆ อย่าจับมันอีกเลย สักพักเดี๋ยวฉันก็ดีขึ้น พวกเราเดินไปข้างหน้าต่อกันเถอะ”

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้ารับอย่างจำใจ

ทั้งสองเดินต่อขึ้นไปบนภูเขาโดยไม่กล้าแตะต้องดอกไม้ป่าและวัชพืชริมทางอีก อย่างไรก็ตามลู่ชิงจิ่วก็ค้นพบแล้วว่าสำหรับที่นี่นั้นทั้งเขาและอิ่นสวินต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร…

ครู่เดียวลู่ชิงจิ่วก็เห็นหินจารึกที่เคยพบเห็นมาก่อน บนแผ่นหินนั้นปรากฏตัวอักษรตัวใหญ่สามตัว เขียนด้วยสีแดงเลือดว่าหมู่บ้านสุ่ยฝู่ หินจารึกนั้นสูงมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมาตรงนี้

“นี่คือจิตวิญญาณของไป๋เยวี่ยหูใช่มั้ย” ลู่ชิงจิ่วถามอิ่นสวิน

“อืม…จะว่ายังไงดีล่ะ” อิ่นสวินกล่าว “ที่นี่น่าจะได้รับอิทธิพลจากไป๋เยวี่ยหู แต่มันไม่ใช่จิตวิญญาณของเขา”

ลู่ชิงจิ่วฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ เขามีความรู้ในเรื่องโลกของอิ่นสวินและไป๋เยวี่ยหูน้อยมาก พวกเขาเดินไปตามทางเส้นเล็ก เดินไปจนถึงลานกว้างที่ไป๋เยวี่ยหูเคยพาลู่ชิงจิ่วมา ลานนี้ไม่ได้ดูแตกต่างไปจากครั้งก่อน ข้างล่างยังคงเป็นทะเลหมอกที่มีปลาเหวินเหยาว่ายวนไปมาอยู่ในนั้น

ลู่ชิงจิ่วและอิ่นสวินรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยจากการเดิน พวกเขาจึงนั่งริมลานสักพักให้หายเหนื่อย ขณะที่พักผ่อนอยู่นั้น ลู่ชิงจิ่วสังเกตเห็นว่าที่ข้างหลังลานมีถนนเส้นเล็กๆ ที่ดูคล้ายจะวิ่งเข้าสู่ส่วนที่ลึกขึ้นกว่าเดิมของภูเขา

ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “นายว่าทำไมไป๋เยวี่ยหูถึงพาพวกเรามาที่นี่”

อิ่นสวินกำลังฟาดฟันกับวัชพืชข้างทาง เขาคิดจะดึงหญ้าขึ้นมา ทว่าถึงจะใช้แรงทั้งหมดที่มีหญ้าก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาได้ยินคำถามของลู่ชิงจิ่ว ชายหนุ่มเอ่ยตอบทั้งที่ไม่ได้หันหน้ามา “ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเรื่องที่ให้พวกเรารับรู้ไม่ได้ก็ได้มั้ง”

ลู่ชิงจิ่ว “อย่างเช่น?”

อิ่นสวิน “…แอบกินเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวฮวา?”

สีหน้าลู่ชิงจิ่วบิดเบี้ยวเล็กน้อย พูดตามตรง เขากลัวว่าหลังจากกลับไปไป๋เยวี่ยหูจะบอกว่าเสี่ยวฮวาเสี่ยวเฮยรวมถึงเจ้าจิ้งจอกน้อย ทั้งสามตัวหายไปหมดแล้ว

“นายเที่ยวเล่นอยู่ตรงนี้นะ ฉันอยากขึ้นไปดูบนยอดเขาสักหน่อย” ลู่ชิงจิ่วพักผ่อนจนหายเหนื่อยประมาณหนึ่งก็ลุกขึ้นปัดก้น

ในที่สุดอิ่นสวินก็ยอมแพ้ที่จะต่อสู้กับหญ้าที่น่าสงสาร เขาเอ่ย “เฮ้ รอฉันด้วยสิ พวกเราไปด้วยกัน”

ถนนข้างหลังลานกว้างนั้นแคบลง พืชพันธุ์เขียวชอุ่มทั้งสองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นต้นเฟิร์นเตี้ยๆ

ถนนข้างหลังซุกซ่อนอยู่ในกลุ่มหมอกหนาทึบ โชคดีที่บริเวณนี้มีถนนเพียงเส้นเดียว ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง

ลู่ชิงจิ่วก้าวเดินขึ้นเขาอย่างต่อเนื่อง อิ่นสวินที่เดินตามหลังมารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขาเอ่ย “ชิงจิ่ว พวกเรายังจะขึ้นไปอีกเหรอ”

“มีอะไรเหรอ” ลู่ชิงจิ่วถาม

“ฉัน…แค่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ” อิ่นสวินบอก “ตรงนี้หมอกหนาเกินไป”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “น่าจะไม่มีอะไรหรอก”

อิ่นสวินสูดลมหายใจเข้าจมูกโดยไม่พูดอะไร

ลู่ชิงจิ่วเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นขนาดนั้น แต่ไม่รู้ว่าทำไม วันนี้เขากลับอยากขึ้นไปดูมากเป็นพิเศษว่าปลายทางของสายหมอกนั้นมีอะไรกันแน่

อิ่นสวินเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของลู่ชิงจิ่ว เขาก็ไม่พูดโน้มน้าวอะไรอีก ชายหนุ่มกอดแขนตัวเองแน่น เดินตามหลังลู่ชิงจิ่วไปเงียบๆ

เดินไปได้ประมาณสิบนาที กลุ่มหมอกก็จางลง

ลู่ชิงจิ่วมองเห็นสภาพแวดล้อมอันขมุกขมัว ต่างกับทิวทัศน์สวยงามบริเวณลานด้านล่าง สภาพแวดล้อมรอบๆ พวกเขาสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่ารกร้าง ดินที่พื้นถูกแทนที่ด้วยกรวดหินสีดำ บนหินนั้นว่างเปล่า มีเพียงเม็ดทรายละเอียด

ภูเขาสูงใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่ชิงจิ่ว ภูเขาสูงจนยอดของมันลับหายเข้าไปในกลุ่มเมฆ ภูเขาลูกนี้มีสีดำ ข้างบนไม่มีร่องรอยของพืชชนิดใดๆ ส่วนบนของภูเขาเต็มไปด้วยหินสีดำเรียบวาวคล้ายพื้นผิวกระจก ยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะปีนขึ้นเขาลูกนี้ได้ด้วยวิธีไหน

ครึ่งทางของเส้นทางขึ้นภูเขามีเมฆหมอกหนาทึบ ลู่ชิงจิ่วทิ้งสายตามองที่กลุ่มเมฆหมอก ชายหนุ่มดูเหม่อลอย กระทั่งอิ่นสวินเอ่ยถามขึ้นเบาๆ ว่า “นายกำลังมองอะไรน่ะ”

“เหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในเมฆ” ลู่ชิงจิ่วพูด “นายมองเห็นมั้ย”

“ไม่นี่” อิ่นสวินมองครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเลย”

ลู่ชิงจิ่วพูด “หรือว่าฉันจะมองผิดไป…”

อิ่นสวินนิ่งเงียบ

อากาศข้างบนนี้แตกต่างจากที่ลานนั้นเล็กน้อย ท้องฟ้ามีเมฆมากและมีฟ้าแลบฟ้าร้องเป็นบางครั้ง ภูเขาสูงเปรียบดั่งเกาะที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวซึ่งถูกแยกด้วยกลุ่มเมฆและผืนดิน

อิ่นสวินนั่งลงบนพื้น มองไปยังทะเลหมู่เมฆอันไร้ก้นบึ้ง ชายหนุ่มคันมือ จึงคว้าหาก้อนหินโยนเข้าไปในทะเลเมฆหมอกนั้น แต่ใครจะรู้ว่าเมื่ออิ่นสวินโยนหินเข้าไปจะได้ยินเสียงตกกระทบของหินดังมาจากที่ไกลๆ…ที่แท้ก็มีแอ่งน้ำอยู่ในส่วนลึกของทะเลเมฆ

“มีน้ำอยู่ข้างล่างนี่” อิ่นสวินพูด “ที่แท้ก็มีน้ำ”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “มีน้ำมันแปลกมากเลยเหรอ”

อิ่นสวินตอบ “ไม่แปลกหรอก” ชายหนุ่มหัวเราะ โชว์เขี้ยวน่ารัก “หมู่บ้านสุ่ยฝู่มีน้ำ* จะแปลกได้ไง”

ได้ยินอย่างนั้นลู่ชิงจิ่วก็เหลือบมองอิ่นสวิน

ถูกไป๋เยวี่ยหูส่งมาที่นี่อย่างงงๆ ลู่ชิงจิ่วไม่เข้าใจว่าไป๋เยวี่ยหูกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เขาเดาว่าฝนที่ตกหนักข้างนอกนั่นอาจมีความหมายบางอย่าง เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจ

ท้องฟ้าคำรามเสียงต่ำ ในที่สุดลู่ชิงจิ่วก็มองเห็นสิ่งที่กำลังลอยอยู่เหนือภูเขาสีดำจากระยะไกล มันคือมังกรตัวยาวใหญ่

แม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่ลู่ชิงจิ่วก็มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด หัวของมันวนมาเจอหางขณะหมุนรอบยอดเขาสีดำ ร่างกายของมันยาวมาก ลู่ชิงจิ่วตื่นตะลึง

คราวนี้อิ่นสวินเองก็มองเห็นเช่นกัน ปฏิกิริยาของเขาแทบจะไม่ต่างไปจากลู่ชิงจิ่ว เขาตกใจและประหลาดใจพอกัน

“ทำไมถึงมีมังกรอยู่ที่นี่” อิ่นสวินพูด “ไม่ใช่ว่ามันควรจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้วหรอกเหรอ”

ลู่ชิงจิ่วว่า “สูญพันธุ์? ขนาดเทพภูเขายังมีเลย ทำไมมังกรถึงจะสูญพันธุ์ล่ะ”

อิ่นสวินว่า “พอฉันกลายเป็นเทพภูเขาก็ได้รับความทรงจำบางส่วนของพวกเขาเป็นมรดก” เขาตอบ “มังกรไม่เหมือนกับเผ่าพันธุ์อื่น พวกเขามีความสำคัญ โดยปกติมักจะปกป้องสิ่งของบางอย่าง แต่พอเข้าสู่สังคมยุคใหม่ ความเชื่อก็ค่อยๆ บางเบาลงเรื่อยๆ ว่ากันว่ามังกรตัวสุดท้ายสูญพันธุ์ไปกว่าพันปีแล้ว…”

ลู่ชิงจิ่ว “นี่มันเกี่ยวกับสังคมสมัยใหม่ด้วยเหรอ”

อิ่นสวินรู้สึกแย่ “ไม่ใช่อย่างนั้น นายว่าถ้าตอนนี้นายเก็บเงินสิบหยวนได้ตามถนน นายจะคิดว่านายโชคดี หรือจะรู้สึกขอบคุณที่ได้รับการปกป้องจากเหล่าทวยเทพกันล่ะ”

ลู่ชิงจิ่ว “…” คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล

อิ่นสวินพูด “เมื่อไม่มีศรัทธา เทพก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงน้อยลงทุกที”

เรื่องวิญญาณและเทพ ถ้ามีความเชื่อมันก็มีอยู่จริง หากไม่เชื่อก็ไม่มี

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของอิ่นสวิน

ลู่ชิงจิ่วเห็นมังกรตัวนั้นเพียงแวบเดียว หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกแม้แต่เงา โลกใบนี้ไม่มีเวลากลางวันกลางคืน พระอาทิตย์และพระจันทร์ไม่สับเปลี่ยนแทนที่กัน

โดยไม่ทันรู้ตัว ลู่ชิงจิ่วกับอิ่นสวินก็อยู่ที่นี่กว่าแปดชั่วโมงแล้ว ขณะที่ลู่ชิงจิ่วกำลังคิดว่าเขาจะกลับไปได้เมื่อไร ร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นในกลุ่มหมอกทึบข้างหลังพวกเขา

ไป๋เยวี่ยหูกลับมาแล้ว

รูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาที่ชายหนุ่มแยกตัวไป ผมที่เคยสั้นกลายเป็นยาวจรดเอว เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำปักลายมังกรตัวใหญ่โผบินด้วยด้ายสีทอง และเติมตำแหน่งดวงตาด้วยอัญมณีสีแดง ดูเหมือนจริงจนคล้ายว่ามันจะบินออกมาได้ในชั่วพริบตา ช่วงล่างของชุดได้รับความเสียหาย ดูคล้ายกับถูกอะไรเผา ไป๋เยวี่ยหูไม่ได้พูดอะไรเมื่อเห็นพวกเขามองมา ชายหนุ่มเพียงแค่ยกมือขึ้นกวักเรียกน้อยๆ

อิ่นสวินนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ลู่ชิงจิ่วยกยิ้มอย่างสงบก่อนก้าวเข้าไปหา “เยวี่ยหู กลับมาเร็วจัง”

“อืม” ไป๋เยวี่ยหูพูด “ไปเถอะ กลับบ้าน”

เมื่อเข้าไปใกล้ ลู่ชิงจิ่วถึงได้สังเกตเห็นรอยแผลเด่นชัดสามแผลบนใบหน้าของไป๋เยวี่ยหู รอยแผลนั้นเหมือนถูกอะไรบางอย่างบีบจับ มันโดดเด่นเป็นพิเศษบนผิวแก้มขาวของชายหนุ่ม รอยแผลนั้นลึกมาก แม้เลือดจะหยุดไหลแล้วแต่ก็ยังเป็นร่องรอยบาดเจ็บรุนแรง และดูเหมือนว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ได้ง่ายเสียด้วย

“นายบาดเจ็บนี่” ลู่ชิงจิ่วเห็นบาดแผลก็ตกใจ

ไป๋เยวี่ยหูหันหน้าไปด้านข้าง แล้วยกมือขึ้นสัมผัสแก้มของตน เขาเลิกคิ้วเมื่อเห็นเลือดที่หลังมือ เหมือนเขาจะไม่รู้ว่ามีบาดแผลบนแก้มมาก่อน เขาเอ่ย “แผลเล็ก ไม่เป็นไร”

ลู่ชิงจิ่วถาม “นายไปสู้กับใครมา”

ไป๋เยวี่ยหู “อ๋า” ชายหนุ่มทอดสายตามองที่รอยเลือดบนหลังมือ

ลู่ชิงจิ่วเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายสื่อได้อย่างน่าอัศจรรย์ เขาหัวเราะ หยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อพลางคว้ามือไป๋เยวี่ยหู ช่วยเช็ดคราบเลือดให้อีกฝ่ายอย่างจริงจัง

ไป๋เยวี่ยหูถึงค่อยมีสีหน้าพึงพอใจ สายตาอ่อนลงเล็กน้อย

“นายสู้ชนะมั้ย” ลู่ชิงจิ่วถามขึ้นอีก

ไป๋เยวี่ยหูมองลู่ชิงจิ่ว “ชนะ?”

ลู่ชิงจิ่วคิดก่อนเปลี่ยนวิธีการพูด “รสชาติอร่อยมั้ย”

ไป๋เยวี่ยหูได้ยินก็แสดงสีหน้ารังเกียจ “ไม่อร่อยเลยสักนิด รสชาติเหมือนน้ำคาวปลา น่าขยะแขยง”

ลู่ชิงจิ่วอดหัวเราะไม่ได้ เขาสังเกตว่าร่างกายของไป๋เยวี่ยหูเปียกชื้น แถมยังมีกลิ่นคาวเลือดค่อนข้างแรง ตอนแรกเขานึกว่าไป๋เยวี่ยหูไม่ทันระวังจึงเปียกฝน จากนั้นเขาเดินตามไป๋เยวี่ยหูไปสองก้าวถึงได้พบว่าสิ่งที่หยดลงบนเสื้อคลุมยาวของเขาไม่ใช่หยดน้ำ แต่เป็นเลือดสดๆ

เสื้อคลุมสีดำของไป๋เยวี่ยหูชุ่มไปด้วยเลือด ดูจากสภาพประกอบกับคำพูดและการกระทำ ชัดเจนว่านี่คือเลือดจากสิ่งมีชีวิตอื่น

ทั้งสามเริ่มต้นมุ่งหน้าลงเขา ลู่ชิงจิ่วกับไป๋เยวี่ยหูพูดคุยกัน ถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทรงผมของเขา ไป๋เยวี่ยหูลูบผม บอกว่าหลังลงจากเขาจะไปตัด เพราะนี่คือผลข้างเคียง

ลู่ชิงจิ่วพูดจาหยอกล้อว่าที่จริงชายหนุ่มมีผมยาวแบบนี้ดูดีมากทีเดียว

“ยุ่งยาก” ไป๋เยวี่ยหูว่า “ตอนจะกินอะไรก็ต้องรวบไว้”

ลู่ชิงจิ่วหัวเราะเสียงดัง

ไม่รู้ว่าทำไมพอได้เห็นรูปลักษณ์ของไป๋เยวี่ยหู อิ่นสวินถึงได้มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ปกติเขาจะชอบพูดคุย แต่คราวนี้กลับไม่พูดแม้เพียงประโยคเดียว เขานิ่งเงียบราวกับนกกระทาที่ถูกทำให้ตกใจ ลู่ชิงจิ่วเหลือบมองอิ่นสวินอย่างใช้ความคิด แต่ไม่ได้เอ่ยถามว่าเขาเป็นอะไร

พวกเขาเดินตามเส้นทางเล็กๆ ออกจากยอดเขาของหมู่บ้านสุ่ยฝู่ ฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ามีเมฆสีขาวลอยอยู่ อากาศสดชื่นหลังฝนตกทำให้ผู้คนรู้สึกสดใสเป็นพิเศษ

เดิมทีลู่ชิงจิ่วนึกว่าไป๋เยวี่ยหูจะเปลี่ยนกลับไปอยู่ในรูปลักษณ์เดิมทันที ใครจะรู้ว่าเขาจะเดินกลับบ้านไปทั้งอย่างนี้ ไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ดูคล้ายมนุษย์ จากนั้นลู่ชิงจิ่วก็เห็นเขาหยิบกรรไกรเล่มหนึ่งเดินเข้าไปในลานบ้าน ยกกรรไกรขึ้นตัดไม่กี่ครั้ง เส้นผมยาวสีดำสวยก็ถูกขจัดไป

ลู่ชิงจิ่ว “…นายตัดผมเองเหรอ”

ไป๋เยวี่ยหู “ใช่”

ลู่ชิงจิ่ว “นายไม่กลัวตัดแหว่งเหรอ”

ไป๋เยวี่ยหู “ถ้าแหว่งเดี๋ยวก็ยาว”

ลู่ชิงจิ่ว “…ทำไมไม่ใช้เวทมนตร์ล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหู “เพราะมันยุ่งยาก”

ลู่ชิงจิ่วกลืนน้ำลาย “…ทำไมนายไม่ไปตัดที่ร้านตัดผมล่ะ”

ไป๋เยวี่ยหูได้ยินคำถามนี้ก็หยุดการกระทำ แล้วเอ่ยออกมาไม่กี่คำว่า “ไม่มีเงิน”

ลู่ชิงจิ่วมึนงงคล้ายกับตอนที่ได้เห็นไป๋เยวี่ยหูครั้งแรก ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงทางเข้าร้านเสี่ยวหลงเปาและจ้องมองมาที่เขา…ตอนนั้นอยากเอ่ยถามว่าทำไมไป๋เยวี่ยหูถึงได้อยากกินเสี่ยวหลงเปาของตน ในที่สุดตอนนี้ก็ได้รู้ถึงเหตุผลอันน่าเศร้านั้นแล้ว

ปีศาจจิ้งจอกที่บ้านเขาเป็นปีศาจยากจน ยากจนเกินกว่าจะซื้อเสี่ยวหลงเปากินได้…

 

* ลี้ หรือหลี่ เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน 1 ลี้เทียบระยะทางประมาณ 500 เมตร

* ตัว ‘สุ่ย’ ในหมู่บ้านสุ่ยฝู่ มีความหมายว่าน้ำ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 19 .. 65

  

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: