X
    Categories: everYFantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2 บทที่ 38 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 2

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของเด็กและสัตว์

มีการกล่าวถึงสถานการณ์อันน่าขยะแขยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 38 ตำรวจใหม่

 

ในจินตนาการของลู่ชิงจิ่ว ไป๋เยวี่ยหูน่าจะเป็นปีศาจจิ้งจอกที่คล้ายกับเทพเซียน ไม่ฝักใฝ่ในอาหารของมนุษย์และไม่เกลือกกลั้วกับการแก่งแย่งชิงดีใดๆ บนโลกนี้

หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับไป๋เยวี่ยหูระยะหนึ่ง ลู่ชิงจิ่วค้นพบว่าที่ไป๋เยวี่ยหูไม่อยากมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ เหตุผลส่วนใหญ่ก็เพราะความขี้เกียจ ทว่าตอนนี้มีเหตุผลอื่นเพิ่มมาด้วย นั่นก็คือ…ความยากจน

เพราะขี้เกียจเกินกว่าจะไปหาเงินที่มนุษย์ใช้ ดังนั้นนอกจากตัวของเขาแล้ว ไป๋เยวี่ยหูก็ไม่มีอะไรเลย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถกินได้แม้กระทั่งเสี่ยวหลงเปา แต่ละวันได้แต่กินตุ๊กแกตัวใหญ่กับปลาเหวินเหยา ใช้ชีวิตน่าสังเวชปราศจากอาหารร้อนๆ ให้ตกถึงท้อง

นี่…นี่จะพูดได้ว่าไป๋เยวี่ยหูมีชีวิตที่ตกระกำลำบากมั้ย หลังจากลู่ชิงจิ่วคิดดูแล้ว ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกซับซ้อน ปลาเหวินเหยาอาหารอันโอชะในตำนานที่คนทั่วไปไม่อาจรับประทานได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไป๋เยวี่ยหูไม่ชอบ ใช่แล้ว ต่อให้อร่อยแค่ไหนแต่ถ้าต้องกินซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันปีก็เกรงว่าจะไม่รับรู้ถึงรสชาติใดๆ อีกต่อไป

มองไป๋เยวี่ยหูที่ตัดผมสั้นแล้วเริ่มนั่งโยกตัวบนเก้าอี้โยก ลู่ชิงจิ่วนึกถึงประโยคที่จูเหมี่ยวเหมี่ยวชอบพูดติดตลก…‘เดิมทีฉันสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ทั้งหมดเป็นเพราะฉันไม่มีเงิน’

คิดไปคิดมาลู่ชิงจิ่วก็หลุดหัวเราะเสียงต่ำอย่างทนไม่ไหว ไป๋เยวี่ยหูได้ยินเสียงหัวเราะก็หันมองลู่ชิงจิ่ว “นายหัวเราะอะไร”

ลู่ชิงจิ่วซ่อนรอยยิ้ม “ไม่มีอะไร ฉันแค่อยากถามนายว่าเย็นนี้จะกินอะไร”

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “อะไรก็ได้”

ลู่ชิงจิ่วนึกถึงเมื่อครั้งที่พวกเขาพบกัน แล้วพูดว่า “อยากกินเสี่ยวหลงเปามั้ย ถ้าอยากกินฉันจะเข้าเมืองไปซื้อให้”

สำหรับของอร่อยแล้ว ไป๋เยวี่ยหูมักจะสบายๆ อะไรก็ได้ เขาจึงตอบว่า “อะไรก็ได้”

ลู่ชิงจิ่วพูด “ถ้างั้นฉันจะต้มโจ๊กก่อน นายช่วยฉันดูไฟหน่อย อิ่นสวิน นายไปกับฉัน”

อิ่นสวินที่นิ่งเงียบมาตลอดหลังจากกลับมาพยักหน้าตกลง

ทั้งสองคนเดินไปที่รถกระบะคันเล็ก อิ่นสวินขึ้นนั่งบนรถแต่ดูกระสับกระส่าย ลู่ชิงจิ่วเอ่ยถาม “นายเป็นอะไรน่ะ”

อิ่นสวินชี้ไปยังที่นั่งข้างใต้บั้นท้ายของตน “นี่มันทาก พวกเรานั่งอยู่บนส่วนไหนของมัน”

ลู่ชิงจิ่วได้ยินก็แทบจะหัวเราะทั้งน้ำตา ได้แต่เอ่ยปลอบประโลมอิ่นสวินไม่กี่ประโยคว่าทากไม่มีมือไม่มีเท้า ทุกส่วนของมันไม่ได้แตกต่างกัน ลู่ชิงจิ่วสังเกตเห็นว่าตอนที่อยู่บนภูเขา หลังจากได้เจอกับไป๋เยวี่ยหู ท่าทางของอิ่นสวินก็แปลกไปเล็กน้อย ลู่ชิงจิ่วถามว่าเขาเป็นอะไร แต่อิ่นสวินไม่ตอบ เอาแต่พูดเรื่อยเปื่อย ลู่ชิงจิ่วจึงได้แต่ปล่อยเขาไป

อิ่นสวินเป็นคนจิตใจบอบบาง ผ่านไปอีกสองวันก็น่าจะหาย

ร้านเสี่ยวหลงเปาในเมืองเปิดตั้งแต่เช้าจนถึงสองทุ่ม ร้านนี้ไม่ขายอย่างอื่นนอกจากเสี่ยวหลงเปา เพราะมีรสชาติอร่อยมากจนผู้คนจากตัวเมืองใหญ่เดินทางมาที่นี่เพื่อกินเสี่ยวหลงเปาเพียงอย่างเดียว

แต่ลู่ชิงจิ่วเคยกินแค่ครั้งเดียว เป็นครั้งที่เขาชวนให้ไป๋เยวี่ยหูกินด้วยกัน

“ทำไมจู่ๆ ถึงคิดมาซื้อเสี่ยวหลงเปาให้เขากินล่ะ” อิ่นสวินบิดตัวไปมาในรถกระบะคันเล็ก

“ไม่ใช่เพราะนายอึดอัดตอนอยู่ที่บ้านหรือไง” ลู่ชิงจิ่วกระชับพวงมาลัยมองไปข้างหน้า “ถามว่ามีเรื่องอะไร นายก็ไม่ยอมพูด”

อิ่นสวินเกาศีรษะ รู้สึกละอายเล็กน้อย “ความจริงไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากพูด ฉันแค่อธิบายความรู้สึกนั้นไม่ได้เฉยๆ เหมือนกับ…มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของร่างกายฉันน่ะ” ความกลัวซึ่งอธิบายไม่ได้เกิดขึ้นที่ส่วนลึกในใจ ความหวาดหวั่นนี้เกิดขึ้นกะทันหัน แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจหาที่มาของมันได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะอธิบายให้ลู่ชิงจิ่วฟังยังไง

ลู่ชิงจิ่วไม่บังคับ ชายหนุ่มยักไหล่ ปล่อยผ่านเรื่องที่ทำให้อิ่นสวินไม่สบายใจ

หลังจากที่ทั้งสองคนขับรถมาถึงที่ตัวเมือง พวกเขาก็มุ่งตรงไปยังร้านเสี่ยวหลงเปา เจ้าของร้านได้ยินว่าลู่ชิงจิ่วต้องการเสี่ยวหลงเปาสองร้อยลูกก็ยกยิ้มจนตาหยี บอกลู่ชิงจิ่วว่าอีกหนึ่งชั่วโมงค่อยกลับมา

ลู่ชิงจิ่วจ่ายเงินเรียบร้อยก็ไปร้านน้ำชาด้านข้างพร้อมอิ่นสวิน ชายหนุ่มสั่งน้ำชาสองถ้วยพลางนั่งพักพูดคุย

“เอ้อ ความจริงนายเป็นคนที่รวยที่สุดในบ้านหลังนี้เลยนะ” อิ่นสวินพูดกับลู่ชิงจิ่ว “พูดตามตรงฉันเองก็ไม่ต่างจากไป๋เยวี่ยหูหรอก จนสุดๆ เหมือนกัน…”

ลู่ชิงจิ่ว “นายเป็นคนจน? ไม่ได้เป็นเทพภูเขาหรือไง”

อิ่นสวินว่า “หยุดพูดเถอะน่า ก่อนนายจะมา กระทั่งข้าวร้อนๆ ฉันยังไม่มีปัญญากิน”

ลู่ชิงจิ่ว “…” พวกนายสองคนใช้ชีวิตกันยังไง

ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน ใครบางคนก็เดินตรงเข้ามาทางพวกเขาจากริมถนน พอมาถึงฝั่งตรงข้าม เขาก็นั่งลงตรงหน้าลู่ชิงจิ่วอย่างไม่เกรงใจ

คนคนนี้ดูเด็กมาก ดูแล้วน่าจะอายุยี่สิบนิดๆ ท่าทางหล่อเหลาโดดเด่น แต่มาดเย่อหยิ่งเย็นชาทำให้คนมองรู้สึกอึดอัด

ลู่ชิงจิ่วและอิ่นสวินหยุดบทสนทนาเมื่อเห็นบุคคลนี้ ทั้งคู่เห็นความประหลาดใจในแววตาของอีกฝ่ายเมื่อมองหน้ากัน ชัดเจนว่าพวกเขาไม่รู้จักคนคนนี้

“นายชื่ออะไร” ชายหนุ่มมองมาทางอิ่นสวิน น้ำเสียงค่อนข้างกระด้าง สายตาไม่เป็นมิตร

อิ่นสวินชะงักกับคำถามที่ก้าวร้าว “นายเป็นใคร ฉันไม่รู้จักนายนี่นา”

“ตำรวจ” ชายหนุ่มหยิบบัตรประจำตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วโชว์ด้านหน้าทั้งสองคน

บนบัตรประจำตัวนี้ระบุว่าชายหนุ่มเป็นตำรวจชื่อผังจื่อฉี ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา กิริยาก็ถือว่าย่ำแย่ ทำเอาลู่ชิงจิ่วรู้สึกยากที่จะญาติดีกับเขา จึงเอ่ยเสียงเย็นชา “คุณตำรวจผัง พวกเราไม่ได้ทำอะไรนี่ ไม่รู้ว่าคุณตำรวจผังมีท่าทีแบบนี้หมายความว่าอะไร”

ผังจื่อฉีเหลือบมองลู่ชิงจิ่ว แต่ไม่ใส่ใจคำพูดของเขา เอื้อมมือออกไปเคาะบนโต๊ะด้านหน้าอิ่นสวิน “ฉันถามนาย นายชื่ออะไร”

“ฉัน?” อยู่ดีๆ ก็ถูกตำรวจเพ่งเล็ง ทำให้อิ่นสวินรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขาเอ่ย “ฉันชื่ออิ่นสวิน นายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

“นายอาศัยอยู่ที่ไหน” ผังจื่อฉีถามต่อ

อิ่นสวินหงุดหงิดกับคำถามซอกแซกไร้มารยาท เขาตบโต๊ะดังปัง “น้ำเสียงแบบนี้หมายความว่าไง สอบปากคำผู้ต้องหา?”

เมื่อโดนอิ่นสวินตะโกนใส่ ผังจื่อฉีก็ยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “นายไม่ได้ทำอะไรนี่ ทำไมต้องกลัวที่จะบอกฉันว่านายอาศัยอยู่ที่ไหน”

อิ่นสวิน “ต่อให้ตำรวจสอบปากคำก็ต้องให้เหตุผลมั้ย อยู่ดีๆ ก็มาถาม ไม่คิดว่ามันไม่มีมารยาท?”

ผังจื่อฉีตอบ “ฉันมีมารยาทแค่กับคนเท่านั้นแหละ”

คำพูดของเขาฟังแล้วเหมือนเป็นการด่าทอ แต่พอคิดอย่างถี่ถ้วนกลับเหมือนว่าจะมีความหมายอื่น สีหน้าท่าทางของลู่ชิงจิ่วและอิ่นสวินชะงักไปชั่วขณะ อิ่นสวินจ้องเขม็งแล้วเอ่ยอย่างมีโทสะ “คุณตำรวจผัง พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ด่าว่าฉันไม่ใช่คนหรือไง”

ผังจื่อฉีกำลังจะเปิดปากพูด ก็มีมือคู่หนึ่งกดไหล่เขาไว้จากทางด้านหลัง ก่อนจะมีอีกเสียงหนึ่งดังตามขึ้นมา นั่นก็คือหูซู่ นายตำรวจที่คุ้นเคยกันดี “ขอโทษด้วยนะ ขอโทษที่รบกวนพวกนาย”

หูซู่สวมเสื้อผ้าลำลอง ยืนส่งยิ้มขื่นๆ จากข้างหลังผังจื่อฉี “นี่คือเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่สถานีตำรวจ…”

“เขาบอกว่าผมไม่ใช่คน” อิ่นสวินกดความหวาดหวั่นไว้ลึกสุดใจ พร้อมทำท่าโกรธขึ้งอย่างตั้งใจ

“อ่า ต้องขอโทษด้วย เด็กนี่เพิ่งมาใหม่” หูซู่บอก “พวกนายอย่าถือสาเขาเลย”

ได้ยินดังนั้นผังจื่อฉีก็ปัดมือของหูซู่ออก เขาลุกขึ้นยืนพร้อมเอ่ย “คุณว่าใครเป็นเด็ก”

หูซู่ “นายไง”

ผังจื่อฉีแย้ง “คุณแก่กว่าผมไม่กี่ปีเองนี่”

หูซู่ตอบ “แก่กว่าหนึ่งปีก็ถือว่าแก่กว่า”

ผังจื่อฉีดูไม่ค่อยพอใจ เขาชี้ไปที่ลู่ชิงจิ่ว “นี่คนรู้จักของคุณ?”

“ใช่” หูซู่พยักหน้า “คดีก่อนหน้านี้ก็ได้เขามาช่วย”

ผังจื่อฉีได้ยินเช่นนั้นก็เหลือบมองลู่ชิงจิ่วด้วยสายตาระแวดระวัง เขาเอ่ย “นายอยู่ด้วยกันกับเขา?” เขาในที่นี้หมายถึงอิ่นสวิน

“พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“ถ้านายรู้เรื่องพวกนั้นด้วยเหมือนกัน นายก็น่าจะรู้ว่าร่างกายตัวเองมีกลิ่นไม่ดีนี่” ผังจื่อฉีเอ่ยคำพูดชวนประหลาดใจ

“กลิ่นไม่ดี? ยังไงครับ” ลู่ชิงจิ่วถาม

“กลิ่นเหม็นของสัตว์ร้าย” เมื่อผังจื่อฉีเอ่ยว่าสัตว์ร้าย เขาก็เหลือบมองอิ่นสวินแวบหนึ่ง “สัตว์ร้ายก็คือสัตว์ร้าย แม้จะแกล้งทำตัวเป็นมนุษย์ แต่ทันทีที่ได้รับการกระตุ้นก็จะแสดงความดุร้ายออกมา ถึงเวลานั้นจะเสียใจทีหลังก็สายไปแล้ว”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “คุณมีประสบการณ์มากมายจริงๆ”

ผังจื่อฉียิ้มเย็น “ประสบการณ์สั่งสมจากชีวิตของบรรพบุรุษ” เขายังอยากจะพูดอะไรอีก ทว่ากลับเห็นลู่ชิงจิ่วทำมือให้หยุด

น้ำเสียงของลู่ชิงจิ่วนั้นอ่อนโยน แต่ใครได้ยินแล้วก็ฟังออกได้ว่ามันแฝงไปด้วยความหนักแน่น “คุณตำรวจผังครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่ผมรู้เรื่องของตัวเองดี ไม่ต้องการให้คนอื่นมาช่วยตัดสินใจ”

ผังจื่อฉีจ้องลู่ชิงจิ่วสักพักก่อนจะพูดอย่างเย็นชา “ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ลู่ชิงจิ่วไม่อยากพูดกับเขาให้มากความ ชายหนุ่มเรียกอิ่นสวินแล้วเดินจากไป ผังจื่อฉีไม่ได้รั้งพวกเขาไว้ เพียงแต่ดวงตาที่ไร้ความปรานีคู่นั้นยังไม่ได้ละไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

อิ่นสวินได้ยินผังจื่อฉีพูดแบบนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เขาพึมพำกับตัวเองว่าผังจื่อฉีรู้จักพูดบ้างหรือเปล่า สัตว์ร้ายอะไรล่ะ เขาเป็นแค่เทพภูเขาผู้น่าสงสาร อ่อนแอและยากจน…

ลู่ชิงจิ่วไม่รู้จะพูดอย่างไร “นายคิดไม่ถึงล่ะสิว่าสัตว์ร้ายที่ผังจื่อฉีพูดถึงจะไม่ใช่นาย”

อิ่นสวินตอบกลับ “นั่นมัน…เดี๋ยวนะ เขาพูดถึงไป๋เยวี่ยหู?”

ลู่ชิงจิ่ว “เป็นไปได้” ไป๋เยวี่ยหูเหมาะกับคำว่าสัตว์ร้ายมากกว่าอิ่นสวิน

อิ่นสวินถอนหายใจ “ไม่ว่ายังไงฉันก็เกลียดคนประเภทนี้”

ลู่ชิงจิ่วไม่พูดอะไร ทั้งสองออกจากร้านน้ำชาเดินไปทางเข้าร้านเสี่ยวหลงเปา ให้เจ้าของร้านห่อเสี่ยวหลงเปาที่สั่งไว้และเหลือบมองไปทางร้านน้ำชา

หลังจากพวกเขาเดินไป ผังจื่อฉีกับหูซู่ก็นั่งลงตรงโต๊ะที่พวกเขาเคยนั่ง ทั้งสองคนกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด แม้ระยะจะห่างกันเล็กน้อย แต่ลู่ชิงจิ่วก็มองเห็นหูซู่ตบโต๊ะด้วยแรงอารมณ์ ขณะที่ผังจื่อฉีก็ตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้

ลู่ชิงจิ่วมองดูสักพักก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ

อิ่นสวินไม่ใช่มนุษย์ เขาจึงความรู้สึกไวต่อเรื่องพวกนี้มากกว่า ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสงสัย “เฮ้ แปลกมาก คนข้างๆ ผังจื่อฉีคือใครน่ะ”

“อะไรนะ” ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “นายหมายถึงหูซู่?”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่หูซู่” อิ่นสวินพูด “นายดูคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาสิ…”

ลู่ชิงจิ่วเพ่งมองอย่างละเอียดจึงพบว่าข้างหลังผังจื่อฉีมีร่างของคนคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจริงๆ คนคนนั้นเป็นหญิงสาวผมยาว สวมชุดกระโปรงสีฟ้าอมเขียว ในมือถือร่มสีน้ำตาล ร่มคันนั้นมีขนาดใหญ่มากถึงขนาดปิดใบหน้าของเธอได้พอดิบพอดี

แวบแรกที่เห็น หญิงสาวดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับผังจื่อฉี แต่หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าเหมือนเธอจะตั้งใจยืนซ้อนด้านหลังของชายหนุ่ม

“นี่มัน…อะไรน่ะ” ลู่ชิงจิ่วประหลาดใจ สิ่งนี้น่าจะไม่ใช่มนุษย์ ถ้าไม่ใช่เพราะอิ่นสวินเอ่ยทักด้วยประโยคนั้น เขาก็คงไม่สังเกตเห็นว่ามีใครยืนอยู่ข้างหลังผังจื่อฉี

“ไม่รู้สิ” อิ่นสวินมอง “ดูไม่ค่อยดีเลย…” สิ่งนี้มีกลิ่นไม่สู้ดี ทำให้คนรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้

ลู่ชิงจิ่วพูด “…เขาไม่เห็นมันเหรอ”

อิ่นสวินตอบ “เหมือนจะไม่”

อาจเป็นเพราะสายตาของทั้งสองคนชัดเจนเกินไป ผังจื่อฉีจึงรู้สึกได้ว่าพวกเขามองอยู่ เขาลุกขึ้นยืนแล้วมองมาทางร้านเสี่ยวหลงเปาด้วยสายตามาดร้าย ก่อนจะเดินออกไป ทว่าขณะที่เขาเดินไปนั้น ผู้หญิงที่ยืนกางร่มอยู่ข้างหลังก็ขยับตามฝีเท้าของเขาไปด้วย คล้ายกับว่าเธอไม่มีเท้าทอดเดินบนพื้น ลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อผังจื่อฉีเพิ่มความเร็ว เธอก็เร่งตาม หากผังจื่อฉีเดินช้าๆ เธอก็ลอยไปช้าๆ

ลู่ชิงจิ่วเห็นแล้วรู้สึกขนลุก

เมื่อหูซู่ส่งผังจื่อฉีออกไปแล้ว เขาก็ถอนหายใจพลางเดินมาขอโทษขอโพยลู่ชิงจิ่วอีกครั้ง พร้อมอธิบายว่าผังจื่อฉีถูกเบื้องบนส่งมา และจะอยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง เพราะเป็นแผนกพิเศษ ชายหนุ่มจึงค่อนข้างมีความหยิ่งผยอง ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร…

เขาพูดไปเรื่อยๆ ก็พบว่าลู่ชิงจิ่วกับอิ่นสวินพากันเหม่อลอย “พวกนายสองคนมองอะไรอยู่”

อิ่นสวินดึงหูซู่เข้ามาใกล้แล้วชี้ไปที่ผังจื่อฉีที่กำลังเดินห่างออกไป “คุณมองเห็นอะไรมั้ย”

“เห็นอะไร” หูซู่สับสน

“เห็น…คนแปลกๆ อะไรทำนองนั้น” อิ่นสวินถาม

“คนแปลกๆ?” หูซู่ทวน “ฉันว่าในเมืองนี้ไม่มีใครแปลกไปกว่าผังจื่อฉีแล้วล่ะ”

ในเมื่อเขาพูดอย่างนี้แสดงว่าเขามองไม่เห็นผู้หญิงชุดสีฟ้าอมเขียวที่อยู่ข้างหลังผังจื่อฉีแน่นอน ลู่ชิงจิ่วเอ่ยน้ำเสียงไพเราะ “ถ้าอย่างนั้นกลับไปแล้วคุณคุยกับผังจื่อฉีสักหน่อยละกันว่าผมรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างติดตามเขาอยู่” ชายหนุ่มไม่กล้าพูดตรงๆ

“ได้ แต่แผนกของเขาก็ทำสิ่งนั้นแหละ” หูซู่โบกไม้โบกมือ “พวกนายไม่ต้องกังวลนักหรอก”

หลังจากที่ลู่ชิงจิ่วได้ถามไถ่อย่างระมัดระวังก็พบว่าได้เกิดเรื่องขึ้นอีกครั้ง เบื้องบนจึงส่งหน่วยงานพิเศษมา แน่นอนว่าต้องเก็บเป็นความลับ หูซู่จึงไม่อาจบอกเขาได้อย่างชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ทั้งสามคนพูดคุยกันสักพัก เสี่ยวหลงเปาที่สั่งไว้ก็ห่อเสร็จเรียบร้อย หูซู่ช่วยพวกเขานำเสี่ยวหลงเปาขึ้นรถ เขาสงสัยว่าจะซื้อเสี่ยวหลงเปาจำนวนมากขนาดนี้ไปทำไม ต่อให้เป็นครอบครัวที่มีสามคนก็คงกินไปได้อีกหลายสัปดาห์

ลู่ชิงจิ่วยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไร มีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่านี่คือปริมาณอาหารหนึ่งมื้อของไป๋เยวี่ยหู

กลับมาถึงบ้าน ลู่ชิงจิ่วก็นำเสี่ยวหลงเปามาอุ่นร้อน หั่นผักดองพร้อมเตรียมโจ๊ก ทั้งสามคนลงมือรับประทาน รสชาติของเสี่ยวหลงเปานั้นไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย แป้งที่ห่อยังคงเนื้อบางและมีไส้เยอะ เมื่อกัดลงไปก็สัมผัสได้ถึงความชุ่มฉ่ำ ตัวไส้เนื้อแน่นให้ความหยุ่นกำลังดี กระทั่งลู่ชิงจิ่วยังสามารถกินได้ภายในคำเดียว

ขณะรับประทานอาหาร ลู่ชิงจิ่วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองวันนี้ เขาเล่าข้ามรายละเอียดบางส่วน โดยพูดถึงผู้หญิงที่ตามผังจื่อฉีเป็นจุดสำคัญ เขาและอิ่นสวินค่อนข้างสงสัยว่านั่นคืออะไรกันแน่

หลังจากฟังจบ ไป๋เยวี่ยหูก็พูดว่ามนุษย์นี่ช่างกล้าหาญจริงๆ

“หมายความว่าอะไร กล้าหาญ?” ลู่ชิงจิ่วไม่เข้าใจ

ไป๋เยวี่ยหูตอบ “อืม เขาไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรเข้าน่ะสิ”

“สิ่งที่ไม่ควรแตะต้องคืออะไรล่ะ” อิ่นสวินพูด “มันเป็นคำสาปเหรอ”

ไป๋เยวี่ยหูว่า “อันนี้ฉันก็ไม่รู้ ตัวเขาย่อมรู้ดีที่สุด” เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจความเป็นความตายของผังจื่อฉี

เมื่อเห็นไป๋เยวี่ยหูมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ลู่ชิงจิ่วก็รู้ได้อย่างหนึ่งว่า…สิ่งสิ่งนั้นต้องไม่อร่อยแน่ๆ ไม่อย่างนั้นท่าทีของไป๋เยวี่ยหูคงไม่เฉยชาแบบนี้

“โดนของแบบนี้ตามติด น่ากลัวจริงๆ” ในใจอิ่นสวินยังคงหวาดกลัวอยู่ “เหมือนเขาเองจะมองไม่เห็น…”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “ใช่”

แม้พวกเขาจะสงสัยใคร่รู้กับเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ปล่อยให้มันผ่านไป

 

ปริมาณน้ำฝนปีนี้ค่อนข้างน้อย ทั้งยังมีแสงแดดเจิดจ้า ผลไม้จึงค่อนข้างเติบโตได้ดี อิ่นสวินผู้รอบรู้ทุกเรื่องราวบนภูเขาบอกว่ามีบริเวณหนึ่งที่มีต้นหยางเหมย* ซึ่งตอนนี้กำลังออกผลใกล้สุกพอดี อิ่นสวินจึงชวนลู่ชิงจิ่วขึ้นเขาไปเก็บมากินด้วยกัน

ผลหยางเหมยมีอายุสั้นมาก อยู่ได้แค่ประมาณสิบกว่าวัน ยิ่งเนื้อผลไม้ไม่มีเปลือกปกป้องด้วยแล้ว ยิ่งง่ายต่อการถูกแมลงและนกจิกกิน ดังนั้นหยางเหมยตามป่าจึงหายากมาก แต่หยางเหมยตรงนี้ได้อิ่นสวินคอยดูแลเอาไว้

ลู่ชิงจิ่วสะพายตะกร้าขึ้นหลัง เดินขึ้นเขาไปกับอิ่นสวิน หลังจากเดินผ่านป่าทึบก็มองเห็นต้นหยางเหมยที่อิ่นสวินบอกไว้

ต้นหยางเหมยนั้นไม่สูงมาก ผลสีแดงห้อยอยู่บนกิ่งก้านสีเขียวมรกต บางส่วนก็สุกแล้ว สีของมันจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วงดูสวยงาม ลู่ชิงจิ่วเด็ดมาหนึ่งผล ส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวก่อนจะอุทานว่า “หวานจังเลย”

“ใช่แล้ว หวานมาก” อิ่นสวินพูด “พรรณไม้พวกนี้เป็นผลไม้ที่ฉันคอยดูแลเอาใจใส่ทุกปี…”

ลู่ชิงจิ่วพูด “เยอะขนาดนี้นายกินหมดเหรอ”

อิ่นสวินตอบ “กินไม่หมดก็เก็บลงเขาเอาไปขายแลกเงิน พอมีเงินเหลือก็เอาไปซื้อเนื้อ…”

ลู่ชิงจิ่ว “…” ทำไมฟังดูแล้วน่าสงสารจัง

ทั้งสองคนกินไปพลางเก็บผลไม้ไปพลาง เก็บจนเต็มตะกร้าก็รู้สึกอิ่มท้องพอดี ผลหยางเหมยไม่ค่อยเหมือนกับผลไม้อื่นๆ ขณะกินก็รู้สึกหวาน แต่พอกินเยอะๆ เข้ากลับรู้สึกเปรี้ยว ลู่ชิงจิ่วยังพอไหว แต่ถ้าอิ่นสวินกินจนเต็มกระเพาะ คงจะเสียวฟันจนน่าจะกินข้าวเย็นไม่ลง

ลู่ชิงจิ่วมองดูแล้วรู้สึกว่ามันตลกจริงๆ

ไป๋เยวี่ยหูก็ชอบกินหยางเหมยมากเช่นกัน ลู่ชิงจิ่วล้างผลหยางเหมยแล้วก็นำมันบรรจุใส่ตะกร้าใบใหญ่ให้ชายหนุ่มหยิบทาน อิ่นสวินมองดูเงียบๆ เขายังกินไม่อิ่ม แต่ฟันของเขาไม่อาจทนต่อไปได้แล้ว แม้จะเผชิญกับสายตาที่จ้องมองของอิ่นสวิน ไป๋เยวี่ยหูก็ยังสามารถกินต่อไปได้ด้วยท่าทีสงบ ไม่แม้แต่จะชายตามองอิ่นสวิน

สุดท้ายหยางเหมยสิบกว่าจินที่เก็บได้ก็เข้าไปอยู่ในท้องของไป๋เยวี่ยหูเป็นส่วนใหญ่ ลู่ชิงจิ่วแบ่งไปให้บ้านหลี่เสี่ยวอวี๋ที่อยู่ข้างๆ จำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนำมาทำเป็นซอสหยางเหมย

หยางเหมยเหมาะกับการทำซอสมาก วิธีทำไม่ต่างจากซอสเชอรี่ เพราะมีความชุ่มชื้นและความหวานในตัวของมันเอง เมื่อนำมาใส่ในขวดโหลจะช่วยลดความเปรี้ยวแล้วทิ้งไว้แต่รสหวานฉ่ำ ฤดูร้อนจะนำไปใส่น้ำและเติมน้ำแข็ง อร่อยเสียยิ่งกว่าชาลูกพลัม ฤดูร้อนนี้ผ่านมาครึ่งทางแล้ว เมื่อเห็นว่าใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ลู่ชิงจิ่วจึงตั้งใจจะเข้าเมืองไปซื้อเมล็ดพันธุ์สำหรับฤดูที่จะมาถึงนี้

เดิมทีการเกษตรนั้นเป็นไปตามฤดูกาล พืชผลจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องปลูกล่วงหน้า แต่เนื่องจากไป๋เยวี่ยหูคอยดูแลเรื่องการเพาะปลูก ลู่ชิงจิ่วจึงคลายความกังวลลงได้บ้าง ขอเพียงแต่จัดหาเมล็ดพันธุ์ให้ไป๋เยวี่ยหู ใช้เวลาไม่นานก็จะได้รับพืชผลตามต้องการ บางครั้งลู่ชิงจิ่วเดินทางผ่านทางเข้าหมู่บ้าน ได้พบเจอคุณป้าคุณน้าที่เข้ามาพูดคุยทักทาย ก็ล้วนแต่ได้ยินคำชมเกี่ยวกับไป๋เยวี่ยหูว่าเขาเป็นเกษตรกรฝีมือดี แถมยังพูดอีกว่าแม้ชายหนุ่มคนนี้จะมีหน้าตาหล่อเหลา แต่กลับจัดการเรื่องต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งยังซักถามไป๋เยวี่ยหูว่าปลูกพืชผลมาหลายปีแล้วใช่มั้ย ไม่เช่นนั้นทำไมเขาถึงทำการเกษตรได้เก่งแบบนี้ บ้านอื่นต่างต้องใช้วัวในการทำนา แต่เขาสามารถไถนาแล้วเสร็จได้ด้วยตัวเอง…

ลู่ชิงจิ่วได้ยินคุณป้าพูดจบ ความรู้สึกก็ผสมปนเปไปมา คิดในใจว่าปีศาจจิ้งจอกบ้านคนอื่นต่างก็เป็นเรื่องรักโรแมนติก แต่ปีศาจจิ้งจอกบ้านเขาแตกต่างจากปีศาจเจ้าชู้ที่ชอบเกี้ยวพาราสีตนอื่นๆ เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีถูกทุ่มใช้ไปกับการทำนาทำสวน ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจชายหนุ่ม ตุ๋นเนื้อวัวหม้อใหญ่เป็นอาหารมื้อเย็นให้อีก

อิ่นสวินเอ่ยถามอย่างงงๆ ว่าวันนี้ที่บ้านมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า แต่กลับเห็นลู่ชิงจิ่วมองมาที่เขาและไป๋เยวี่ยหูด้วยสายตารักใคร่ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อวัวให้พวกเขากินเพิ่ม

อิ่นสวิน “…” นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ลู่ชิงจิ่วทานข้าวเสร็จแล้วก็ขอให้อิ่นสวินช่วยล้างจาน พร้อมบอกว่าตนเองจะเข้าเมืองไปซื้อเมล็ดพันธุ์และเครื่องเทศ ตอนเย็นเขาจะเตรียมขาไก่ตุ๋นและเนื้อวัวเป็นอาหารว่าง เพียงแต่เครื่องเทศที่มีใช้จนเกือบหมดแล้ว

“ไปเถอะๆ” อิ่นสวินพูด “รีบกลับมาล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้า เขาสะพายกระเป๋าเป้เดินไปข้างๆ รถกระบะคันเล็ก เปิดฝากระโปรงแล้วยื่นเยลลี่ผลไม้ลงไป ก่อนตบหัวมันพลางพูดว่า “เหนื่อยหน่อยนะ ต้องไปในเมืองอีกแล้ว”

เจ้ารถกระบะคันเล็กบีบแตรอย่างยินดีสองครั้ง ลงจากภูเขารอบนี้เร็วขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย

ลู่ชิงจิ่วออกเดินทางตอนเที่ยง เขาตั้งใจจะเดินทางกลับทันทีหลังจากซื้อเมล็ดพันธุ์และเครื่องเทศเสร็จเรียบร้อย กลับเร็วหน่อยเป็นดีที่สุด ตอนกลางคืนจะได้กินขาไก่

ลู่ชิงจิ่วจอดรถเสร็จก็ไปยังร้านขายเมล็ดเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์สำหรับฤดูใบไม้ร่วงที่ต้องการ ขณะที่กำลังจ่ายเงินกับเถ้าแก่อยู่ที่ประตู เขาก็สังเกตเห็นร่างที่คุ้นตากำลังเดินอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนผ่านแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์

ลู่ชิงจิ่วหันมองก็เห็นผังจื่อฉีผู้ซึ่งเคยปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยท่าทีไม่ดีนักคนนั้น และเมื่อเขาเห็นผังจื่อฉีชัดๆ ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ ความหวาดกลัวฉายผ่านแววตา

“เป็นอะไรหรือเปล่า” เถ้าแก่ร้านเมล็ดพันธุ์เห็นความผิดปกติของลู่ชิงจิ่วจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย

“…ไม่ ไม่มีอะไรครับ” ลู่ชิงจิ่วส่ายศีรษะ

“คุณรู้จักนายตำรวจใหม่คนนี้เหรอ” เถ้าแก่คิดว่าลู่ชิงจิ่วกับผังจื่อฉีเคยมีปัญหากันมาก่อน เขาเอ่ย “เขาอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่ทำงานใช้ได้ ได้ยินมาว่าเบื้องบนย้ายเขามา เขาน่าจะอยู่ที่นี่ไม่นาน…”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “อ้อ…” เขาตอบรับอย่างเลื่อนลอย ความหวาดกลัวในแววตายังไม่ลดลง

แม้ผังจื่อฉีจะยังดูเหมือนเมื่อครั้งก่อนที่ได้พบกัน แต่ผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังของเขากลับแตกต่างออกไป ผู้หญิงถือร่มที่ยืนอยู่ข้างหลังคนนั้นตอนนี้ศีรษะของเธอพาดอยู่บนไหล่ของผังจื่อฉี ร่มในมือของเธอปกคลุมศีรษะของคนทั้งคู่ คราวนี้ลู่ชิงจิ่วมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน มันไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ ดวงตาไร้ซึ่งรูม่านตาสีดำ มีเพียงตาขาว บนหูซ้ายขวามีงูตัวเล็กๆ สองตัว ตัวหนึ่งสีแดง ตัวหนึ่งสีเขียว ดวงตาของมันเป็นสีดำ และกำลังจ้องมองผังจื่อฉีด้วยแววตาดุร้าย

ลู่ชิงจิ่วมองแล้วรู้สึกกลัวจนขนศีรษะลุกชัน เขากำลังจะละสายตาออกมา ทว่าไม่รู้เมื่อไหร่ที่หญิงสาวคนนี้สังเกตเห็นเขาเข้า เธอเอียงศีรษะและมองมาทางนี้

ลู่ชิงจิ่วโดนจ้องด้วยดวงตาคู่ขาวโพลนของเธอจนรู้สึกเสียวสันหลัง เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นหญิงสาวก่อนจะดึงสายตากลับมา ถึงอย่างนั้นสายตามาดร้ายของเธอก็ไม่ได้หายไป กระทั่งผังจื่อฉีที่เดินลาดตระเวนหายลับไปที่มุมถนน

สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ ผังจื่อฉีทำอะไรลงไป ในใจของลู่ชิงจิ่วเต็มไปด้วยความคิดที่น่าหวาดกลัว สิ่งนั้นดูเป็นอะไรที่ไม่ดีเอามากๆ หากไป๋เยวี่ยหูพูดถูกล่ะก็ เห็นทีผังจื่อฉีคงโชคร้ายเสียแล้ว…

* หยางเหมย หรือยัมเบอรี่ มีผลสีแดงเข้ม รสชาติหวานเปรี้ยว

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 20 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: