X
    Categories: everYFantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1 บทที่ 1 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 1 กลับบ้านไปขายมันหวาน

 

เมื่อลู่ชิงจิ่วก้าวเท้าลงจากรถไฟ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เขายกกระเป๋าใบหนัก ตั้งใจว่าจะเรียกรถแท็กซี่ แต่ใครจะรู้ว่าพอคนขับรถได้ยินสถานที่ที่เขาจะไปก็รีบปฏิเสธทันที

“สุ่ยฝู่ แถวนั้นไกลจะตาย ไม่ไปหรอก” คนขับรถมองลู่ชิงจิ่วขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้า ด้วยสายตาที่เพิ่มความระแวดระวัง

ลู่ชิงจิ่วถูกประเมินด้วยสายตานั้นก็มึนงง เขาจึงเอ่ย “คุณลุง เพิ่มเงินก็ไม่ไปเหรอครับ”

คนขับลังเลชั่วครู่ “นายเพิ่งกลับมาจากเมืองอื่นสินะ”

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้ารับ “ใช่ครับ ผมกลับมาจากเมือง A” เขาพูดพลางชี้ไปที่กระเป๋าเดินทางข้างกายตนเอง

พอมองเห็นกระเป๋าเดินทางของลู่ชิงจิ่ว คนขับรถก็กัดฟันเอ่ย “นายจะเพิ่มเงินเท่าไหร่ล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วคิดคำนวณระยะทาง “สองร้อยได้มั้ยครับ”

คนขับรถดูผ่อนคลายลงหน่อย “ก็ได้ ขึ้นมา”

ลู่ชิงจิ่วโล่งอก รีบยกกระเป๋าเดินทางไปไว้ในกระโปรงท้ายรถ แล้วเข้าไปนั่งที่นั่งด้านข้างคนขับ

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาก่อนฟ้าสาง ท้องถนนว่างโล่ง มีเพียงรถแท็กซี่ขับผ่านอย่างเร่งรีบเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น อากาศช่วงที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลินั้นค่อนข้างเย็น ลู่ชิงจิ่วที่สวมเพียงเสื้อแขนสั้นจึงยกมือลูบแขนเย็นๆ ของตัวเอง

ที่นี่ไกลจากเมือง A มาก จัดว่าอยู่ในเขตชนบท เศรษฐกิจล้าหลังไม่พัฒนาเท่าเมือง A บริเวณโดยรอบส่วนมากจะเป็นตึกอาคารขนาดเล็ก ส่งกลิ่นอายของความโบราณล้าสมัย

คนขับรถขับตรงไปข้างหน้าพลางถามสัพเพเหระกับเขา ตอบไปตอบมา ลู่ชิงจิ่วถึงได้รู้สาเหตุที่คนขับไม่อยากไปสุ่ยฝู่

สุ่ยฝู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกล ห่างจากใจกลางเมืองของพวกเขาออกไปอีกระยะหนึ่ง ก่อนหน้านี้มีคนขับรถแท็กซี่เสียชีวิตไปสองคน แถมยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ ต่อมามีข่าวลือว่าที่จริงแล้วคนขับรถสองคนนั้นไม่ได้โดนคนฆ่า แต่เป็นเพราะไปชนกับสิ่งที่ไม่ดีเข้าต่างหาก ดังนั้นคนขับแท็กซี่แถวนี้จึงไม่อยากไปที่นั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทอย่างนี้…

ถ้าลู่ชิงจิ่วไม่ได้เพิ่มเงินสองร้อยหยวนล่ะก็ วันนี้เขาคงต้องค้างที่ตัวเมืองแน่ๆ

“กลับจากเมือง A มาทำอะไรล่ะ” คนขับรถมองไปข้างหน้าพลางชวนลู่ชิงจิ่วพูดคุย “บ้านเกิดอยู่ที่นี่เหรอ”

ลู่ชิงจิ่วตอบ “ครับ อยู่ที่อื่นมันไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ผมเลยลาออก คิดว่าที่บ้านยังมีที่ดินเพาะปลูกอยู่บ้าง”

คนขับเอ่ยขึ้นว่า “ที่ทุรกันดารแบบนี้มันจะไปสนุกอะไร พ่อหนุ่ม ฉันว่านายอยู่ไม่ได้หรอก”

เมื่อได้ยินแบบนั้นลู่ชิงจิ่วก็แค่ยิ้ม ไม่ได้ตอบกลับ การกลับมาคราวนี้เขาได้ผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองมาดีแล้ว ไม่ใช่ความคิดเพียงชั่ววูบ

รถขับไปตามท้องถนนด้านหน้า ผ่านถนนเล็กแคบในชนบท สิ่งต่างๆ ที่อยู่โดยรอบก็ยิ่งทิ้งห่างขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็มองไม่เห็นแม้แต่แสงไฟรอบข้าง เหลือเพียงความมืดไร้ที่สิ้นสุดของยามค่ำคืน

ลู่ชิงจิ่วนั่งรถไฟมาหนึ่งวันเต็ม พอพูดคุยกับคนขับมาได้สักพักก็เริ่มรู้สึกง่วง ขณะที่ตาปรือใกล้จะหลับเต็มแก่ คนขับก็กลับหยุดรถกะทันหัน

ลู่ชิงจิ่วพลันตกใจตื่น เอ่ยถามอย่างงุนงง “มีอะไรเหรอครับ”

“นาย…นายมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้านั่นมั้ย…” สีหน้าคนขับตอนนี้ย่ำแย่ถึงขีดสุด ดวงตาเบิกกว้าง ตัวสั่นไปทั้งร่าง ท่าทางเหมือนจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ

“อะไรน่ะ” ลู่ชิงจิ่วมึนงง หันไปมองทางด้านหน้า เมื่อเขามองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้ารถได้อย่างเต็มตา ชายหนุ่มก็มีอาการเช่นเดียวกันกับคนขับ

มองไปเห็นแต่วัตถุสีขาวลอยไหวอยู่บนเนินถนนแคบๆ อาจเพราะระยะห่างค่อนข้างไกล จึงมองเห็นได้ไม่ชัด แต่ก็เห็นได้รางๆ ว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็นคน…

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” น้ำเสียงของคนขับแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ถ้าไม่ใช่ที่นี่แคบเกินกว่าจะกลับรถได้ เขาคงรีบหันรถกลับหนีไปแล้ว

ลู่ชิงจิ่ว “……”

“อ๊ากกก ไอ้นั่นมันลอยมาทางนี้แล้ว!” คนขับรถตกใจกลัว คว้าหมับเข้าที่แขนของลู่ชิงจิ่ว

ลู่ชิงจิ่ว “คุณใจเย็นๆ ก่อนครับ โลกนี้ไม่มีผีซะหน่อย!” ทันทีที่เขาพูดจบ คนขับข้างกายก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง “ไอ้นั่นมันพุ่งเข้ามาใกล้พวกเราแล้วนะ!!!”

ลู่ชิงจิ่วหันมองด้านหน้าก็พบว่าเงาคนสีขาวนั้นกำลังมุ่งเข้ามาใกล้พวกเขาจริงๆ คนขับข้างเขากรีดร้องราวกับหมูถูกเชือด บรรยากาศตอนนี้เหมือนอยู่ในหนังสยองขวัญไม่มีผิด

“นั่นมันน่าจะเป็นคนนะครับ!” เงาสีขาวเข้ามาใกล้ ลู่ชิงจิ่วถึงเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นแท้จริงแล้วคือมนุษย์ แม้จะยังเห็นรูปร่างหน้าตาไม่ชัด แต่ก็ไม่น่าใช่สิ่งเหนือธรรมชาติอะไร

“คนครับ” ลู่ชิงจิ่วรู้สึกว่าแขนของตนถูกคนขับบีบจนแทบจะหักอยู่แล้ว เขาจึงเปล่งเสียงบอก “คุณลุง ไม่ต้องจับผมแล้วน่า นั่นมันคนจริงๆ”

“คน?” คนขับดูสงบลงนิดหน่อย

เงาคนค่อยๆ เดินเข้ามาข้างหน้าพวกเขาช้าๆ เพราะแสงไฟรถ ในที่สุดลู่ชิงจิ่วก็มองเห็นลักษณะรูปร่างของเงาสีขาวได้อย่างชัดเจน แท้จริงแล้วมันคือชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ใส่เสื้อผ้าสีขาวทั้งตัวต่างหาก เขามีหน้าตางดงามหล่อเหลา ใบหน้าไร้ความรู้สึก ฝีเท้าหยุดลงข้างรถฝั่งเบาะนั่งด้านข้างคนขับ

“คุณครับ?” เมื่อแน่ใจว่านี่คือคน ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติใดๆ ลู่ชิงจิ่วจึงค่อยเบาใจลงได้บ้าง เขาลดกระจกรถลง ชะโงกหน้าออกไปครึ่งหนึ่งแล้วเอ่ยถาม “ดึกดื่นป่านนี้ มาอยู่ในที่ที่ไกลจากตัวเมือง คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”

ผู้ชายคนนั้นเหลือบมองลู่ชิงจิ่ว ก่อนจะหันไปมองคนขับที่นั่งกลัวตัวสั่นอยู่ข้างลู่ชิงจิ่ว เขาตอบยิ้มๆ “เปล่าหรอก กลางคืนผมนอนไม่หลับน่ะ เลยออกมาหาอะไรกิน”

ลู่ชิงจิ่วแอบคิดในใจ ดึกขนาดนี้แถมอยู่ในที่ทุรกันดาร ยังจะหาอะไรกินได้ด้วยเหรอ แต่เอาเถอะ ไม่ว่าที่ไหนล้วนมีคนแปลกๆ ทั้งนั้น เขาไม่ควรจะไปยุ่งเรื่องงานอดิเรกของคนอื่น เขาจึงส่งยิ้มอย่างมีมารยาทกลับไป “อ้อครับ งั้นคุณระวังความปลอดภัยด้วยนะครับ”

ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นตบบนประตูรถแท็กซี่ก่อนจะหมุนตัวจากไป เงาของเขาค่อยๆ หายลับเข้าไปกับความมืดในยามราตรี

กระทั่งเขาอันตรธานจากสายตา คนขับข้างกายลู่ชิงจิ่วจึงค่อยรู้สึกตัวอีกครั้ง และขับรถต่อไปยังจุดหมายปลายทาง เพราะถูกทำให้หวาดกลัวเข้า ระยะทางครึ่งหลังเขาจึงแทบไม่พูดไม่จา

ลู่ชิงจิ่วไม่ได้เอาเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาเอ่ยขอบคุณคนขับหลังลงจากรถ ควักเงินสองร้อยหยวนจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้คนขับ

คนขับรถรับเงินโดยไม่พูดอะไรสักคำ รีบขับรถจากไปเหมือนกับโดนผีไล่ตาม ดูท่าแล้วน่าจะไม่รับงานมาสุ่ยฝู่ไปอีกนาน

เห็นเขาหนีไปอย่างตื่นตระหนก ลู่ชิงจิ่วก็อดหัวเราะไม่ได้

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดสนิทที่สุดของวัน อาคารโดยรอบซ่อนอยู่ท่ามกลางความมืด ได้ยินแต่เสียงร้องของแมลงแทรกมาในความเงียบ ลู่ชิงจิ่วลากกระเป๋าเดินทาง อาศัยความทรงจำเดินไปที่ตั้งของบ้านเก่าตน เขาไม่ได้กลับมาสามปีแล้ว ครั้งล่าสุดก็คือตอนที่มาร่วมงานศพคุณยาย จากนั้นบ้านเก่าก็ถูกปิดทิ้งไว้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ตึกรามบ้านช่องโดยรอบดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เส้นทางส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิมอยู่ เดินไปได้ยี่สิบนาที ในที่สุดลู่ชิงจิ่วก็เจอจุดหมายของตัวเอง

บ้านเก่าแห้งแล้งอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้ บนประตูบานใหญ่สีแดงมีตัวล็อกสนิมเขรอะแขวนอยู่ ลู่ชิงจิ่วหยิบกุญแจออกมา เสียบไขอยู่หลายทีกว่าจะเปิดได้ เขายื่นมือไปผลักประตูให้เปิดออก ฝุ่นจำนวนมากร่วงกราวลงมา ทำเอาชายหนุ่มจามอยู่สองสามทีอย่างห้ามไม่ได้

“ไม่ได้กลับมาซะนาน” พึมพำเสียงต่ำ ลู่ชิงจิ่วเปิดประตูอาคารหลังเล็ก มองเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งภายในบ้าน

เพราะเขาได้บอกล่วงหน้าว่าจะกลับมา และได้วานเพื่อนบ้านให้ช่วยจ่ายค่าไฟไว้ก่อน ถึงได้มีไฟฟ้าใช้ ลู่ชิงจิ่วเปิดไฟ ทำให้มองเห็นเฟอร์นิเจอร์ภายในได้อย่างชัดเจน

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แทบไม่ต่างไปจากในความทรงจำ มีเพียงแค่เครื่องเรือนทั้งหมดที่ปกคลุมด้วยฝุ่นกองหนา ลู่ชิงจิ่วจัดการจัดเตียงนอนอย่างง่ายๆ โดยคิดที่จะนอนตรงนี้ไปก่อนสักคืน เขาแผ่กายลงบนเตียงไม้แข็ง มองเพดานที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม คิดว่าพรุ่งนี้คงต้องใช้เวลาทำความสะอาดห้องมากหน่อย…

กลิ่นอับเก่าลอยคลุ้งทั่วโพรงจมูก แล้วลู่ชิงจิ่วก็ผล็อยหลับไป

 

วันที่สอง ลู่ชิงจิ่วนอนหลับจนถึงเก้าโมงกว่าๆ จึงค่อยรู้สึกตัวตื่น แสงอาทิตย์สว่างทอดผ่านหน้าต่างลงบนกายของเขา ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างงุนงง มองเห็นละอองฝุ่นเล็กๆ ลอยเต็มไปหมดผ่านลำแสง เขาลุกขึ้นนั่ง ขยี้ตา พยายามไล่อาการสะลึมสะลือจากการนอน

ลู่ชิงจิ่วหาอะไรกินรองท้อง ก่อนจะเริ่มจัดการกับบ้านให้เป็นระเบียบ

ไม่ได้อยู่อาศัยมาหลายปี เห็นทีต้องทำความสะอาดหมดทั้งหลัง แต่ก่อนสุ่ยฝู่ไม่มีน้ำประปาใช้ด้วยซ้ำ ชาวบ้านต้องพากันไปตักน้ำบนภูเขา ดีที่เมื่อสองปีก่อน รัฐบาลออกงบประมาณจัดหาน้ำให้ที่นี่ ช่วยลดปัญหาไปได้มากทีเดียว

ลู่ชิงจิ่วเจอไม้กวาดที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่พับแขนเสื้อเพื่อลงมือทำความสะอาด บนแขนกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา เขานึกสงสัย จึงพับแขนเสื้อข้างซ้ายของตนเองขึ้นดู เมื่อเห็นจุดที่รู้สึกเจ็บบนแขนชัดๆ แล้ว ก็ถอนหายใจเย็นๆ ออกมาอย่างช่วยไม่ได้

เห็นบนแขนข้างซ้ายมีรอยแดงช้ำห้ารอยปรากฏอยู่ มันเด่นชัดจากผิวขาวสว่างดุจข้าวสาลีของเขา เมื่อเขาใช้มือค่อยๆ สัมผัสรอยแดงก็รู้สึกเจ็บและปวดแสบร้อนขึ้นมา

“ไปได้มาจากไหนนะ” ลู่ชิงจิ่วพึมพำ “โดนแมลงไต่?” เขาค่อนข้างสับสน พอครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ก็ดันมีความคิดที่เหลือเชื่อออกมาจากสมอง

สิ่งที่สัมผัสแขนเขาเมื่อคืน…เหมือนจะมีแค่คนขับรถคนนั้น หรือคนขับรถจะกลัวสุดขีดจนคว้าแขนของเขาแล้วทำให้เกิดรอยแบบนี้

ลู่ชิงจิ่วยิ้มแห้ง รู้สึกว่าจินตนาการของตนโง่เง่าไปหน่อย

แต่ว่านอกจากความรู้สึกเจ็บปวดแล้ว รอยเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งผลอย่างอื่นอีก ลู่ชิงจิ่วมองอยู่ชั่วครู่ก่อนปล่อยแขนเสื้อลง เริ่มต้นทำความสะอาดห้องต่อ วันนี้เขายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เวลาประมาณสิบโมง ขณะที่ลู่ชิงจิ่วกำลังก้มหน้าก้มตากวาดพื้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขาเดินไปทางประตู เมื่อเปิดออกดูก็พบกับใบหน้าอันคุ้นเคย

“เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์ กลับมาแล้วเรอะ มาถึงเมื่อคืนใช่มั้ย” คนที่เอ่ยทักทายลู่ชิงจิ่วนั้นตัวเล็กและดูเด็กกว่าลู่ชิงจิ่วเสียอีก เขายิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวเล็กน่ารัก “ทำไมไม่โทรหาฉันล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วมองเห็นชายหนุ่มก็ยกยิ้มไปกับเขา “เสี่ยวสวิน ไม่เจอกันนานเลยนะ”

คนตรงหน้าชื่อว่าอิ่นสวิน เป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็กของลู่ชิงจิ่ว ทว่าตั้งแต่ลู่ชิงจิ่วไปจากสุ่ยฝู่ พวกเขาสองคนก็นับว่าไม่ได้เจอกันนานแล้ว

“เมื่อคืนวานฉันมาถึงดึกมาก ก็เลยไม่ได้บอกนาย” ลู่ชิงจิ่วชูไม้กวาดในมือขึ้น

“อ้อ” อิ่นสวินพยักหน้า “นายทำความสะอาดอยู่เหรอ มา ฉันช่วย!”

ลู่ชิงจิ่วถามขึ้น “บ้านนายทำสวนเสร็จแล้วเหรอ”

อิ่นสวินตอบ “เกือบแล้วล่ะ เมื่อวานเพิ่งเอาเมล็ดลงดิน เดือนหน้าถึงจะออกผล”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยยิ้มๆ “ดีล่ะ เห็นทีต้องรบกวนนายแล้ว”

อิ่นสวินพับแขนเสื้อ หยิบผ้าขี้ริ้วผืนเก่าขึ้นมาช่วยลู่ชิงจิ่วทำความสะอาดเครื่องเรือน ทำไปพลางคุยกับลู่ชิงจิ่วไปพลาง

แม้เขาสองคนจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กกัน แต่ก็ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ทำให้มีเรื่องพูดคุยกันไม่รู้จบ อิ่นสวินยังคงแปลกใจว่าทำไมลู่ชิงจิ่วถึงลาออกจากเมืองใหญ่แล้วกลับมาที่นี่

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยอย่างจริงใจ “หัวหน้าบอกฉันว่าถ้าไม่ขยันทำงาน ก็กลับบ้านไปขายมันหวานซะดีกว่า ฉันคิดดูแล้ว กลับบ้านมาขายมันหวานก็ดีอยู่นะ ก็เลยกลับมาน่ะ”

อิ่นสวิน “…จริงปะเนี่ย”

ลู่ชิงจิ่วจ้องมองดวงตาสองชั้นคู่โตของเขา “จริง”

อิ่นสวิน “…” เขาแกล้งทำเป็นเชื่อ

ทั้งสองคนทำความสะอาดกันทั้งช่วงเช้า บ้านถูกปัดกวาดจนสะอาดไปได้ประมาณหนึ่งแล้ว อิ่นสวินเห็นว่าเวลากำลังพอเหมาะ จึงเอ่ยชวนลู่ชิงจิ่วไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันที่ร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน ลู่ชิงจิ่วตอบรับด้วยความยินดี

สุ่ยฝู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ หากคนทะเลาะกันที่ต้นหมู่บ้าน คนท้ายหมู่บ้านก็จะได้ยินเสียง หมู่บ้านนี้ไม่มีกิจการธุรกิจ มีแค่ร้านข้าวเล็กๆ สองร้าน ร้านหนึ่งขายกับข้าว ส่วนอีกร้านขายข้าวสวยชนิดต่างๆ

“นายเพิ่งกลับมา อยากกินอะไร ฉันเลี้ยงเอง!” อิ่นสวินพูดเสียงดัง

“กินก๋วยเตี๋ยวละกัน” ตอนเด็กๆ ลู่ชิงจิ่วเคยกินก๋วยเตี๋ยวของร้านนี้ รสชาติจัดว่าดีมาก นึกขึ้นมาตอนนี้ก็รู้สึกได้ถึงวันเวลาเก่าๆ

“ได้เลย ไปกัน” อิ่นสวินพาลู่ชิงจิ่วไปร้านขายก๋วยเตี๋ยว

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเห็นอิ่นสวินก็เอ่ยร้องทักทาย พอเห็นลู่ชิงจิ่วที่ยืนอยู่ข้างกายเขาเข้า ก็กวาดตามองขึ้นลง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ “นี่ใช่หลานชายตระกูลลู่รึเปล่า โตขนาดนี้แล้วเรอะ!”

ลู่ชิงจิ่วยิ้มพลางพยักหน้ารับ

“ลุงเซอ ขอก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองที่ ใส่พริกเยอะๆ นะครับ” อิ่นสวินพูด “ของผมเพิ่มใบกุยช่าย ชิงจิ่ว นายเอาด้วยมั้ย”

“เอาสิ” ลู่ชิงจิ่วก็กินกุยช่าย

เจ้าของร้านส่งเสียงตอบรับ หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านเพื่อไปทำก๋วยเตี๋ยว

ลู่ชิงจิ่วมองสำรวจร้านเล็กๆ แห่งนี้ ขนาดร้านไม่ใหญ่ โต๊ะจัดเรียงไว้บนพื้นด้านนอก แม้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจะเก่าแต่ดูแลได้อย่างสะอาดเอี่ยม ดูแล้วไม่ทำให้คนรู้สึกว่าสกปรกไม่เป็นระเบียบ เมื่อลู่ชิงจิ่วดึงสายตากลับมา ก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างผ่านใต้โต๊ะไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง ลู่ชิงจิ่วสังเกตเห็นแค่ว่าตัวของมันมีสีแดง คล้ายจะเป็นแมลงอะไรสักอย่าง

“มองอะไรอยู่น่ะ” อิ่นสวินถาม

“เหมือนจะมีแมลงน่ะ” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“แมลง?” อิ่นสวินพูด “จริงสิ ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วนี่นา แมลงยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวฉันกลับไปเอายาสมุนไพรมาให้ นายค่อยเอากลับไปต้มที่บ้าน…เมื่อคืนนายนอนที่นั่น ไม่โดนแมลงกัดบ้างเหรอ”

ลู่ชิงจิ่วส่ายหน้า “ไม่มีนะ”

อิ่นสวินได้ยินดังนั้นก็กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพับขากางเกงตนเองขึ้น มองเห็นตุ่มแดงสี่ห้าตุ่มโดดเด่นสะดุดตาอยู่บนขา อิ่นสวินบอก “เฮ้อ เมื่อคืนฉันเดินอยู่ข้างนอกแป๊บเดียว โดนกัดเป็นรอยไปทั้งขาเลย”

ลู่ชิงจิ่วครุ่นคิด “ฉันอาจจะโชคดีล่ะมั้ง”

อิ่นสวินเปิดปากหัวเราะ ทำเอาเขี้ยวเสน่ห์ที่ริมฝีปากดูน่ารักเป็นพิเศษ “มั้ง”

ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ เจ้าของร้านก็นำก๋วยเตี๋ยวที่ปรุงเสร็จมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมโชยกรุ่น

ลู่ชิงจิ่วคว้าตะเกียบขึ้น ชิมไปคำหนึ่งก็อุทานว่า “นี่มันรสชาติสมัยเด็กชัดๆ” เส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ใส่เจลาติน กินแล้วเหนียวนุ่มทั้งยังซึมซาบไปด้วยรสซุปกระดูก เอร็ดอร่อยเป็นที่สุด ในชามปรุงด้วยส่วนผสมแสนเรียบง่าย โรยหน้าด้วยพริกผัดกับใบกุยช่ายมันวาว พอใบกุยช่ายถูกน้ำซุปร้อนๆ ลวกแล้ว ก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมฉุย ช่วยลดความมันของน้ำซุปกระดูกได้อย่างพอดี

คนทั้งคู่รู้สึกหิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พออาหารมาถึงต่างคนก็ต่างหยุดคุยกันทันที เหลือเพียงเสียงกินก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น จนกระทั่งลู่ชิงจิ่วกินก๋วยเตี๋ยวหมดเกลี้ยงชาม แถมยังซดน้ำซุปไปอีกหลายอึก จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความพึงพอใจ

“อิ่มชะมัด” อิ่นสวินเรอ ลูบหน้าท้องตัวเองอย่างสำราญ

“อร่อยจริง” ลู่ชิงจิ่วก็รู้สึกปริ่มเปรม เขาเช็ดปากแล้วเอ่ยว่า “จริงสิ เมื่อวานตอนมาถึงที่นี่ ฉันเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง ได้ยินคนขับบอกว่าแถวนี้มีคนขับแท็กซี่ตายไปสองคน?”

“อ้อ เรื่องนี้น่ะเหรอ” อิ่นสวินพูด “อื้อ ไม่ใช่แค่คนสองคน แล้วก็ไม่ใช่คนขับนะ ผู้โดยสารต่างหาก”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

อิ่นสวินสังเกตเห็นว่าสีหน้าลู่ชิงจิ่วแปลกไปนิดหน่อย จึงเล่าอย่างที่คนซุบซิบกันมา “แต่ไม่แน่ว่าตายหรอกนะ ยังหาศพไม่เจอเลย เจอแต่กระเป๋าเดินทางของพวกเขา”

“ไม่ใช่คนหมู่บ้านสุ่ยฝู่หรอกเหรอ” ลู่ชิงจิ่วถาม

“ไม่ใช่” อิ่นสวินบอก “เป็นคนหมู่บ้านอื่นน่ะ แค่เดินทางผ่านมาสุ่ยฝู่เฉยๆ…ว่าแต่ นายถามเรื่องนี้ทำไม”

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยตอบ “อ๋อ ฉันแค่ได้ยินคนอื่นเล่ามานิดหน่อย”

อิ่นสวินไม่ได้ใส่ใจมากนัก “ความปลอดภัยในหมู่บ้านสุ่ยฝู่ของพวกเรายังดีมากอยู่นะ กระทั่งโจรยังไม่มีเลย ปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ เยอะ”

คนทั้งคู่พูดคุยพลางเดินกลับบ้าน เพิ่งทำความสะอาดไปได้แค่ครึ่งเดียว ยังต้องจัดการต่อ

 

ช่วงเย็นของวัน ในที่สุดบ้านก็มีสภาพให้คนอยู่อาศัยได้ มีแค่บริเวณสวนที่คงต้องใช้เวลาดูแลจัดการอีกสักหน่อย

ที่จริงแล้วบ้านนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ยิ่งรวมพื้นที่สวนทางด้านหลังเข้าด้วยแล้วแทบจะเป็นคฤหาสน์ขนาดย่อมเลย แต่เพราะไม่ได้อยู่อาศัยมาเป็นปี ห้องที่ใช้อยู่อาศัยได้จึงค่อนข้างน้อย ยังมีเพดานและผนังที่ต้องซ่อมบำรุงอีกหลายแห่ง

สวนท้ายบ้านมีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ลู่ชิงจิ่วไปชะโงกดูปากบ่อเมื่อช่วงพลบค่ำ ก็เห็นว่าด้านในยังมีน้ำ และดูเหมือนน่าจะยังใช้ต่อได้ เพียงแต่เชือกที่ใช้ตักน้ำด้านบนเก่าแล้ว จึงต้องเปลี่ยนเส้นใหม่

“จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ ฉันเคยใช้น้ำจากบ่อนี้แช่แตงโม” อิ่นสวินนั่งลงบนขอบปากบ่อ ชะโงกศีรษะลงไปดู “กลับมาคราวนี้นายตั้งใจจะทำอะไรน่ะ ทำไร่ทำสวนรึเปล่า”

“เลี้ยงสัตว์กับเพาะปลูกล่ะมั้ง” ลู่ชิงจิ่วตอบ “ฉันพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ไว้ค่อยปรับปรุงคอกสัตว์ข้างๆ นี่…”

แทบทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้านนี้พากันเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงไก่ หรืออะไรสักชนิด หากมีฐานะดีหน่อยก็พากันเลี้ยงหมูหรือวัว

“จริงสิ” อิ่นสวินร้อง “พรุ่งนี้ฉันจะไปบอกช่างไม้ให้เขามาซ่อมคอกสัตว์ที่บ้านนายก็แล้วกัน อยากจะซื้ออะไรมั้ย อีกสักสองสามวันจะไปตลาดในเมือง พวกเราไปเดินดูด้วยกันสิ”

“เอาสิ ขอบใจมากนะ” ลู่ชิงจิ่วเอ่ยขอบคุณ

“ไม่ต้องเกรงใจน่า” อิ่นสวินโบกไม้โบกมือ กล่าวด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ความสัมพันธ์ของพวกเรายังต้องพูดขอบใจด้วยเรอะ นี่ก็มืดละ ฉันกลับบ้านก่อนละกัน”

“อื้ม” ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “ระวังตัวด้วยล่ะ”

อิ่นสวินหมุนกาย ก่อนเดินออกทางประตูลานบ้าน พอเห็นเขาเดินไปไกลแล้ว ลู่ชิงจิ่วจึงค่อยเดินกลับเข้าบ้านตนเองบ้าง

แม้ว่าในบ้านจะมีโทรทัศน์ แต่ยังไม่ได้เปิดสัญญาณ ลู่ชิงจิ่วจึงทำได้แค่คว้ามือถือออกมาก่อนจะปีนขึ้นเตียงแล้วเปิดแอพพลิเคชั่นดูข่าว

ดูไปได้สักพัก เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน ใช้มือกดเปิดปุ่มค้นหา พิมพ์ลงไปไม่กี่ตัวอักษรว่า ‘ผู้โดยสารรถแท็กซี่หายตัวในหมู่บ้านสุ่ยฝู่’ รอครู่หนึ่ง ผลการค้นหาก็ปรากฏขึ้นมา ลู่ชิงจิ่วกวาดสายตาอ่านคร่าวๆ พบว่าเนื้อข่าวกับเรื่องราวที่อิ่นสวินบอกเล่าไม่ต่างกันมากนัก เพียงแค่มีรายละเอียดมากกว่านิดหน่อย ข่าวบอกว่าคนเหล่านั้นหายตัวไปอย่างกะทันหัน ครอบครัวผู้สูญหายแจ้งความแล้ว สุดท้ายก็พบเพียงกระเป๋าเดินทางที่หายไปของพวกเขาอยู่บริเวณใกล้ๆ หมู่บ้านสุ่ยฝู่ ต่อมาผลการสืบสวนของตำรวจก็พบว่าคนเหล่านั้นล้วนโดยสารแท็กซี่คันหนึ่ง…

อ่านมาถึงตรงนี้ ลู่ชิงจิ่วก็วางมือถือลง พับแขนเสื้อข้างซ้ายของตนเองขึ้น พบว่าบนผิวกายที่ถูกแขนเสื้อปกคลุมนั้นยังคงเห็นตุ่มแดงช้ำทั้งห้าได้ชัดเจน

ลู่ชิงจิ่วยกมืออีกข้างไปสัมผัส ชายหนุ่มสูดปากเบาๆ ตุ่มแดงนี้ยังคงสร้างความเจ็บปวดอยู่มาก ตอนนี้เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนคนขับแท็กซี่คนนั้นมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล โชคดีที่เขาลงจากรถแท็กซี่มาได้อย่างปลอดภัย ไม่มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ลู่ชิงจิ่วครุ่นคิด ความง่วงเริ่มคืบคลานเข้ามา ตอนกลางวันยุ่งมาทั้งวัน เขาจึงค่อนข้างเหนื่อยล้า พอปิดตาลงก็แทบจะหลับไปในทันที

การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพเช่นนี้ ตอนที่เขาทำงานอยู่แม้แต่คิดยังไม่กล้าคิดเลย ที่จริงบริษัทของเขาต้องการให้พนักงานเปิดมือถือตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง โดยเฉพาะพวกฝ่ายวางแผนอย่างเขา หากมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะถูกเรียกตัวไปบริษัทได้ทุกเมื่อ แม้ว่าเงินเดือนจะสูง แต่สภาพจิตใจแห้งเหี่ยวเกินทน

ลู่ชิงจิ่วนึกว่าตนเองจะหลับจนถึงเวลาฟ้าสว่าง ทว่าเวลาประมาณเช้ามืด เขากลับได้ยินเสียงบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา

เสียงนี้เหมือนมีอะไรค่อยๆ ดันแผ่นกระเบื้องด้านบนศีรษะของเขา ทำให้ข้างบนศีรษะของลู่ชิงจิ่วเกิดเสียงครืดคราด

ลู่ชิงจิ่วโดนปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนั้น ชายหนุ่มเปิดเปลือกตาสะลึมสะลือขึ้นก็เห็นแสงอ่อนๆ ด้านบนศีรษะของตน แสงนี้ทำลู่ชิงจิ่วหยุดชะงัก ยังไม่ทันได้หันศีรษะไปมอง เพียงอึดใจเดียวเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มเบิกตาขึ้นทันใด กระเบื้องบนหลังคาถูกอะไรบางอย่างรื้อออก แสงจันทร์สว่างส่องจากข้างบน สาดลงบนผืนผ้าห่มราวกับรอยประทับอุ่นร้อน

“ครืด ครืด” เสียงข้างบนดังขึ้นอีกครั้ง ปฏิกิริยาแรกของลู่ชิงจิ่วคือคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายแมวเร่ร่อนวิ่งปราดขึ้นบนเพดาน ทว่าขณะที่สมองของเขากำลังประมวลผลอยู่นั้น อะไรบางอย่างที่มีลักษณะกลมๆ ก็ปรากฏขึ้นบริเวณรอยโหว่ของเพดานบ้าน ลู่ชิงจิ่วมองเห็นลักษณะของสิ่งกลมๆ นั้นได้อย่างชัดเจน มันคือดวงตาสีแดงคู่หนึ่ง รูม่านตาของมันมีขนาดใหญ่ หนังตาที่สามสีขาวเลื่อนผ่านลูกตา ทิ้งคราบชื้นไว้ด้านบน ลู่ชิงจิ่วจำได้ นี่มันคือดวงตาของสัตว์เลื้อยคลาน

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 9 .. 65

 

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: