X
    Categories: everYFantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย?ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1 บทที่ 2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Fantasy Farm ฟาร์มมหัศจรรย์พรรค์นี้ก็มีด้วย? เล่ม 1

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่ (西子绪)

แปลโดย : ธันวาตุลาคม

ผลงานเรื่อง : 幻想农场 (Huan Xiang Nong Chang)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ มีการบรรยายเกี่ยวกับการตายของสัตว์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

  

บทที่ 2 ดอกไม้ในปีนั้น

 

เมื่อเห็นดวงตาคู่นี้ ลมหายใจของลู่ชิงจิ่วถึงกับติดขัด นึกว่าตัวเองเห็นภาพหลอน ดูเหมือนดวงตาคู่นั้นจะมองเห็นลู่ชิงจิ่วที่อยู่ภายในบ้านผ่านรอยแตก นัยน์ตาฉายแววความตะกละกระหายอย่างแรงกล้า

ลู่ชิงจิ่วชะงักงัน “นี่ฉันกำลังฝันร้ายอยู่ใช่มั้ย…”

คำถามของเขายังไม่ทันได้รับคำตอบ ดวงตาน่ากลัวบนเพดานคู่นั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ลู่ชิงจิ่วยังไม่ทันได้ดึงสติตัวเองกลับมา ก็เจอเข้ากับเรียวลิ้นบางยาวสีชมพูลอดผ่านรูเล็กนั่นเข้ามาในบ้าน

ลิ้นนั้นยาวมาก ด้านบนปกคลุมด้วยเมือกสีใส พุ่งตรงมายังตำแหน่งที่ลู่ชิงจิ่วนอนอยู่ โชคดีที่ลู่ชิงจิ่วมีปฏิกิริยารวดเร็ว จึงรีบมุดลงใต้เตียงหลบหนีการโจมตีของลิ้นได้ทัน เขาเปิดประตูอย่างซวนเซก่อนจะวิ่งออกไปนอกบ้าน พอได้เห็นสิ่งที่อยู่บนหลังคาบ้านของตนเองชัดๆ ชายหนุ่มก็แข็งทื่อไปทั้งร่าง

เขาเห็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดมหึมาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนหลังคาบ้าน ผิวหนังของมันมีสีเทาดำ ดวงตาปูดโปน ขาทั้งสี่วางมั่นลงบนแผ่นกระเบื้องลื่นๆ…ชัดแล้วว่ามันคือตุ๊กแกยักษ์!

ตุ๊กแกตัวนั้นสังเกตได้ถึงการเคลื่อนไหวของลู่ชิงจิ่วเช่นกัน มันค่อยๆ หันหัวมองมาทางลู่ชิงจิ่ว ลู่ชิงจิ่วเห็นท่าไม่ดีจึงหมุนตัววิ่งหนี หากแต่ชั่วขณะเดียวกลับได้ยินเสียงพุ่งแหวกอากาศมาจากด้านหลังของตน ราวกับมีอะไรบางอย่างพุ่งแหวกอากาศมาทางเขา!

ลู่ชิงจิ่วยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก็รู้สึกว่าที่ช่วงเอวถูกรัดแน่น การมองเห็นของเขาหมุนกลับ เขากรีดร้องเมื่อถูกตุ๊กแกยักษ์ใช้ลิ้นพันรัดร่างกายยกให้ลอยขึ้น

เวลาตุ๊กแกต้องการกินอาหารมักจะทำเช่นนี้เสมอ ใช้ลิ้นพันรอบตัวเหยื่อ ก่อนจะตวัดตัวเหยื่อเข้ากลางปาก ลู่ชิงจิ่วมองระยะห่างระหว่างตนเองกับตุ๊กแกยักษ์ที่เข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างอับจนหนทาง และในช่วงเวลาที่เขากำลังจะโดนสิ่งนั้นกลืนเข้าไปในปาก การเคลื่อนไหวของตุ๊กแกกลับหยุดชะงักอย่างกะทันหัน นัยน์ตาคู่ยักษ์สะท้อนความสะพรึง

ลู่ชิงจิ่วลอยหยุดอยู่กลางอากาศ เรื่องราวแปลกประหลาดทั้งหมดนี้มันเกินกว่าที่เขาจะสามารถเข้าใจได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ แต่สัญชาตญาณการอยากมีชีวิตรอดทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ฉวยโอกาสในวินาทีที่เจ้าตุ๊กแกมึนงงสู้กลับ เขาล้วงพวงกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง กรีดลงบนลิ้นที่พันกายเขาอยู่อย่างแรง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดหรือเพราะสาเหตุอื่น ตุ๊กแกนั่นถึงได้ปล่อยลู่ชิงจิ่วลง เขาตกจากกลางอากาศลงสู่พื้นดิน เหลือบเห็นกลุ่มความมืดซึ่งไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ลอยปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ

ราวกับมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เพียงแต่ลู่ชิงจิ่วไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

ดูเหมือนตุ๊กแกจะหวาดกลัวกลุ่มความมืดนี่เหลือเกิน มันหมุนตัวกระโดดลงจากหลังคา ตั้งท่าจะรีบหนี ทว่าความมืดมิดนั้นกลับแผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว โอบล้อมปกคลุมตัวตุ๊กแกเอาไว้

จากนั้นลู่ชิงจิ่วก็ได้ยินเสียงคล้ายการเฉือนแล่เนื้อ ตุ๊กแกที่ถูกปกคลุมด้วยความดำมืดเหลือแต่ปลายหางโผล่ออกมาด้านนอก ลู่ชิงจิ่วมองหางที่สะบัดสู้ไม่หยุดของมันอย่างทำอะไรไม่ถูก การเคลื่อนไหวนั้นค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ กระทั่งหยุดลงในที่สุด

เสียงเฉือนเนื้อก็ค่อยๆ เบาลงเช่นกัน แทนที่ด้วยเสียงกระดูกที่ถูกกัดดังกรวบ ลู่ชิงจิ่วยันกายขึ้นจากพื้นอย่างเชื่องช้า ตั้งใจว่าจะฉวยจังหวะการต่อสู้นี้หลบหนีออกไปจากที่นี่ซะ แต่เพิ่งจะเดินหน้าไปได้สองก้าว ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมา ทั้งร่างทรุดลงบนพื้น และก่อนที่เขาจะหมดสติไป เหมือนเขาจะเหลือบไปเห็นดวงตากลมโตสีส้มเข้า…

 

วันต่อมา ลู่ชิงจิ่วถูกปลุกให้ตื่นอย่างสะลึมสะลือด้วยเสียงเคาะประตู เขาลุกจากเตียง ใช้เวลาครู่หนึ่งถึงค่อยเดินโซเซไปเปิดประตู

“เป็นอะไรน่ะ ดื่มสาเกรึไง สีหน้าดูไม่ได้เอาซะเลย!” อิ่นสวินตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของลู่ชิงจิ่วที่มาเปิดประตู “เมื่อคืนนายไปจับผีมาเรอะ!”

แค่เอ่ยถึงคำว่าผี สีหน้าของลู่ชิงจิ่วก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม เขาตอบ “เมื่อคืนเหมือนฉันจะฝันร้ายแบบน่าสยดสยองน่ะ” เขาพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองเพดาน แต่ข้างบนกลับไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น

“ฝันร้ายแบบน่าสยดสยอง?” อิ่นสวินเอ่ย “นายเหนื่อยเกินไปรึเปล่า…”

ลู่ชิงจิ่วดูเหม่อลอย “ก็…ก็เป็นไปได้มั้ง”

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้นายจะยังไปตลาดในเมืองอยู่มั้ย” อิ่นสวินถาม “หรือจะอยู่บ้านพักผ่อนอีกสักวัน”

“ไปสิ” ลู่ชิงจิ่วสั่นศีรษะเรียกสติตัวเองเล็กน้อย “ฉันอยากจะซื้อพวกข้าวของเครื่องใช้ประจำวันหน่อยน่ะ”

“โอเค งั้นพวกเราตรงไปที่นั่นเลยละกัน ไปกินข้าวเช้าในเมือง” อิ่นสวินเหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตน “รถของพวกลุงเฉินกำลังจะเข้าเมืองพอดี”

หมู่บ้านสุ่ยฝู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองมาก ถ้าจะเดินคงต้องใช้เวลาทั้งวัน ขนาดนั่งรถไปยังใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง ในหมู่บ้านของพวกเขามีเพียงรถกระบะคันเล็กสองคัน โดยปกติหากชาวบ้านต้องการจะเข้าไปในเมือง ต้องรอวันที่เจ้าของรถจะเข้าเมืองไปซื้อของแล้วค่อยขอติดรถไปด้วย ให้ค่ารถนิดหน่อยก็พอ คนที่อิ่นสวินเรียกว่าลุงเฉินคือหนึ่งในเจ้าของรถ บ้านของเขามีที่ดินเพาะปลูกค่อนข้างมาก เข้าเมืองคราวนี้ก็ตั้งใจว่าจะไปซื้อปุ๋ย

ทั้งสองคนเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เอ่ยทักทายลุงเฉินก่อนจะเข้าไปนั่งในรถ

หลังจากลู่ชิงจิ่วจ่ายค่ารถเรียบร้อย อิ่นสวินก็ส่งบุหรี่ให้ลุงเฉินพร้อมรอยยิ้ม ลุงเฉินรับไปจุดสูบพลางพูดคุยถามไถ่ลู่ชิงจิ่วว่าเขาอยากจะซื้อของอะไร

“ผมอยากเลี้ยงลูกหมู” ลู่ชิงจิ่วเอ่ย “แล้วก็ว่าจะซื้อเมล็ดพันธุ์สักหน่อย”

ลุงเฉินพูดขึ้น “ได้สิ ในเมืองมีลูกหมูขาย ไว้ถึงตอนนั้นฉันจะช่วยนายเลือก อย่าให้ใครมาหลอกล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม

ลุงเฉินถามไถ่เรื่องราวช่วงนี้ของลู่ชิงจิ่ว พอรู้ว่าชายหนุ่มเตรียมจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ระยะยาว เขาก็ย้ำจุดที่ต้องระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น ต้องรีบไถดินทันทีถึงจะเพาะปลูกได้ดี การไถนาต้องใส่ใจฤดูกาล ถ้ามัวเสียเวลาก็จะผ่านช่วงฤดูฝนไป แล้วต้องรอไปอีกสามเดือน

ลู่ชิงจิ่วรับฟังพลางพยักหน้าเป็นระยะ พึ่งพิงญาติที่ห่างไกลไหนเลยจะสู้พึ่งพิงเพื่อนบ้าน เดิมทีหมู่บ้านสุ่ยฝู่ก็เล็กอยู่แล้ว ใครมีเรื่องอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอด

รถกระบะขับขึ้นเขา สู่ถนนที่ทอดยาวไปยังตลาดในเมือง ช่วงกลางวันช่างแตกต่างจากความเงียบยามค่ำคืน เมืองเล็กๆ แห่งนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ สองข้างทางล้วนมีแต่ร้านค้าขายของต่างๆ มีทั้งของกินของใช้ เมล็ดพันธุ์มากมายหลายชนิด และพวกสัตว์เลี้ยง

ลุงเฉินบอกว่าตนจะไปซื้อสินค้าตุนไว้ก่อน ให้อิ่นสวินกับลู่ชิงจิ่วซื้อของที่อยากได้กันไปเลย แล้วค่อยกลับมาเจอกันที่ร้านขายลูกหมู

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้ารับ เดินเข้าตลาดกับอิ่นสวินไป

“นายอยากกินอะไร” อิ่นสวินถาม “เสี่ยวหลงเปาร้านนั้นอร่อยนะ”

ลู่ชิงจิ่วพูด “ลองกินได้มั้ย”

อิ่นสวินตอบ “อื้อ ไปกัน”

ลู่ชิงจิ่วเดินตามอิ่นสวินไปยังร้านเล็กๆ ข้างตลาด สั่งเสี่ยวหลงเปาร้อนๆ มาสองที่ พร้อมน้ำเต้าหู้สองถ้วยกับปาท่องโก๋สองตัว

ลู่ชิงจิ่วคีบเสี่ยวหลงเปาขึ้นมา กัดไปครึ่งหนึ่งก็ร้องว่า “อร่อย” ออกมา เสี่ยวหลงเปานี้เป็นไส้เนื้อ แป้งบางไส้แน่น พอกัดลงไปก็ได้รสฉ่ำด้วยน้ำที่ซึมออกมาจากไส้ ด้านในมีรากบัวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ช่วยลดความเลี่ยนของเนื้อ รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว

“อร่อยใช่มั้ย!” อิ่นสวินเอ่ย “ทุกครั้งที่มาร้านนี้ฉันกินไปหลายเข่งเลยล่ะ นายลองน้ำจิ้มนี่มั้ย”

ลู่ชิงจิ่วฟังแล้วก็ลองจิ้มน้ำจิ้มนั้นดู น้ำจิ้มปรุงจากพริกและน้ำส้มสายชูพร้อมโรยด้วยต้นหอม พอลองจิ้มแล้วกลับได้รสชาติที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง รสเผ็ดกลมกล่อมกับรสที่เข้มข้นของเนื้อทำเอาหยุดกินไม่ได้

ลู่ชิงจิ่วเหลือบมองก่อนหัวเราะชอบใจ “นายคนเดียวกินได้กี่เข่งน่ะ”

“ฉัน?” อิ่นสวินถาม “สามสี่เข่งไม่มีปัญหา…แต่ถ้ากินมากไปจะกินข้าวกลางวันไม่ลง”

ลู่ชิงจิ่วคีบเสี่ยวหลงเปาอีกชิ้น ตั้งท่าจะส่งเข้าปาก แต่กลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองแผ่นหลังของตน เขาหันมองอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะเจอกับผู้ชายใส่ชุดสีขาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง กำลังจ้องมองเขาด้วยประกายตาอันสดใส

ลู่ชิงจิ่วคุ้นเคยกับลักษณะท่าทางของชายหนุ่มคนนั้นมาก เขาคือผู้ชายที่ลู่ชิงจิ่วเจอบนถนนขณะนั่งแท็กซี่วันนั้น

“สะ…สวัสดี” ถูกสายตาเช่นนี้จ้องมอง ลู่ชิงจิ่วจึงวางตะเกียบในมือลงเบาๆ “นาย…” เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง

ใครจะรู้ขณะที่เขากำลังลังเล ชายคนนั้นก็เดินมาถึงข้างกายเขาแล้ว

อิ่นสวินกระซิบถาม “นี่ใครเหรอ” ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อเหลา หางตาเฉียงลงเล็กน้อย ดูท่าทางเนือยๆ ริมฝีปากบางเฉียบยกโค้งขึ้น เหมือนเทความสนใจทั้งหมดไว้ที่ลู่ชิงจิ่ว…ไม่ ไม่ใช่ที่ลู่ชิงจิ่ว อิ่นสวินมองให้แน่ใจอีกทีถึงรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังจ้องเสี่ยวหลงเปาที่อยู่ตรงหน้าลู่ชิงจิ่วต่างหาก

ลู่ชิงจิ่ว “…” เขาเองก็เพิ่งรู้เป้าหมายของชายหนุ่ม ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงถามอย่างเกรงใจว่า “กินมั้ยครับ”

ชายหนุ่มเหลือบมองลู่ชิงจิ่วแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น

ลู่ชิงจิ่วรีบสั่งเสี่ยวหลงเปามาอีกสองที่ ชายคนนี้ไม่ใช้ตะเกียบ เขายื่นมือหยิบเสี่ยวหลงเปาลูกหนึ่งส่งเข้าปาก เดิมทีลู่ชิงจิ่วอยากเตือนเขาว่าเสี่ยวหลงเปาจะลวกปาก แต่ดูท่าทางแล้ว เหมือนความร้อนจะไม่มีผลใดๆต่อเขาเลยสักนิด ชิ้นแล้วชิ้นเล่า ชายหนุ่มก็ยังไม่หยุดการกระทำแม้แต่ครู่เดียว

ลู่ชิงจิ่วเอ่ยถามเสียงเบาจากทางด้านข้าง “อร่อยมั้ย”

ชายหนุ่มหยุดเคลื่อนไหวไปชั่วขณะแล้วพยักหน้า

ลู่ชิงจิ่ว “เอาอีกมั้ยครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง

ลู่ชิงจิ่วสั่งเพิ่มอีกสองที่ แม้เขาจะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วชายหนุ่มเป็นใคร แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่า คืนวันนั้นบุคคลตรงหน้าได้ช่วยชีวิตเขาไว้

หนึ่งชิ้น สองชิ้น สามชิ้น…เข่งใส่อาหารด้านหน้าตั้งสูงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของอิ่นสวินที่จ้องมองก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

“อะไรวะนั่น เขากินเสี่ยวหลงเปาไปยี่สิบเข่งแล้ว” อิ่นสวินเอ่ยอย่างขนลุกขนพอง

ลู่ชิงจิ่วพยายามไม่ตื่นเต้น “ไม่เป็นไรน่า เขาคงไม่ตัวแตกหรอก”

อิ่นสวิน “นี่มันปัญหาเรื่องตัวแตกเหรอ…”

ลู่ชิงจิ่ว “ถ้างั้นมีปัญหาอะไรล่ะ”

อิ่นสวิน “นายพกเงินมาพอหรือเปล่า…”

ลู่ชิงจิ่ว “เอามาพอ…นะ?”

เสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่งมีแปดชิ้นราคาสิบสองหยวน ผู้ชายชุดขาวกินไปเกือบยี่สิบเข่ง ลู่ชิงจิ่วนึกสงสัยว่าหากสั่งมาเพิ่มอีกยี่สิบเข่งก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงลูบกระเป๋าสตางค์พลางปลอบใจตัวเอง เสียเงินสี่ร้อยกว่าหยวนแลกกับซื้อชีวิตก็นับว่าคุ้มค่ามากแล้ว

ผู้ชายคนนี้กินเยอะมาก มากขนาดที่ผู้คนรอบข้างยังพากันมองมาด้วยสายตาทึ่งๆ ลู่ชิงจิ่วและอิ่นสวินมองความสูงของเข่งเสี่ยวหลงเปาตรงหน้าแล้วพูดไม่ออก สุดท้ายขณะที่ลู่ชิงจิ่วสั่งเสี่ยวหลงเปาเพิ่มอีกห้าเข่งกับเถ้าแก่ ชายหนุ่มถึงได้โบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องการเพิ่มแล้ว

“อิ่มแล้วเหรอ” ลู่ชิงจิ่วถาม “นายไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าวมื้อนี้ฉันเลี้ยงได้ กินอิ่มแล้วค่อยไป”

“อิ่ม?” เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำนี้ก็หันศีรษะมาจ้องมองลู่ชิงจิ่วอย่างแข็งขันทันที “ฉันไม่ได้กินอิ่มมานานมากแล้ว”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

ชายหนุ่มถามต่อ “นายทำให้ฉันกินอิ่มได้มั้ย”

“ฮ่าฮ่า ฉันจะพยายามนะ” ไม่รู้ทำไม เมื่อถูกดวงตาสีดำของชายหนุ่มจ้องมอง แผ่นหลังของลู่ชิงจิ่วกลับชื้นเหงื่ออย่างไม่คาดคิด ไม่กล้าบ่ายเบี่ยงตรงๆ ได้แต่แสดงความคิดของตนอย่างนุ่มนวล

“โอ้” ชายหนุ่มร้อง “งั้นดีเลย”

ลู่ชิงจิ่วโล่งอก แต่ยังไม่ทันได้ผ่อนคลาย ชายคนนี้กลับพูดขึ้นมาอีกว่า “ฉันชื่อไป๋เยวี่ยหู แล้วฉันจะไปหานาย” เขาเอื้อมมือหยิบถุงผ้าขนาดเล็กออกมาโยนลงบนโต๊ะ “นี่คือมัดจำ”

ลู่ชิงจิ่วชะงัก หากแต่ในช่วงเวลาที่เขานิ่งงันอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ยันกายลุกขึ้นแล้วเดินลับหายไปท่ามกลางฝูงชน

“นี่มันอะไรน่ะ” อิ่นสวินสัมผัสถุงผ้าบนโต๊ะอย่างสงสัยใคร่รู้ “มันคืออะไร ไม่น่าใช่เงินหรอกมั้ง?”

ลู่ชิงจิ่วเปิดปากถุง แค่เห็นสิ่งของภายในนั้นก็มีอาการแข็งค้าง ไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง

อิ่นสวินเห็นลู่ชิงจิ่วมีท่าทางประหลาด จึงชะโงกศีรษะไปดูบ้าง เห็นสิ่งของที่ถูกใส่ไว้ในถุงผ้าสีดำก็ถึงกับนิ่งงัน “มันคืออะไร หนอน?”

ลู่ชิงจิ่วส่ายหน้า แต่ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าแท้จริงแล้วของที่อยู่ภายในถุงคืออะไร เขารูดปากถุงเข้าตามเดิม บางทีคนอื่นอาจจะมองสิ่งนี้ไม่ออก หากแต่ลู่ชิงจิ่วรับรู้ได้ชัดเจน…มันคือหางตุ๊กแก ยังขยับเคลื่อนไหวน้อยๆ อยู่ด้วยซ้ำ ราวกับเพิ่งโดนตัดจากตัวของมันมาได้ไม่นาน ทุกอย่างที่เขาพบเจอเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน

อิ่นสวินบ่นพึมพำเสียงแผ่วจากด้านข้าง “ผู้ชายคนนั้นบอกจะมาหานาย เขาพูดเล่นหรือเปล่า”

ลู่ชิงจิ่วเหลือบมองอิ่นสวิน “ใช่…มั้ง”

พูดจบคนทั้งคู่ก็หันมองหน้ากัน ต่างคนต่างมองเห็นความกังวลในดวงตาของอีกฝ่าย พวกเขาทั้งสองรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดี…

หลังจากชายหนุ่มคนนั้นจากไปแล้ว ลู่ชิงจิ่วก็คว้ากระเป๋าสตางค์ของตนไปจ่ายเงินด้วยท่าทีที่สงบ จากนั้นเขากับอิ่นสวินจึงตัดสินใจว่าจะไปเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการนำไปปลูกที่บ้าน

บ้านของลู่ชิงจิ่วมีพื้นที่ทั้งหมดแปดหมู่ ซึ่งได้ปล่อยให้คนอื่นเช่า แต่ปีนี้มีพื้นที่สองหมู่ที่จะครบกำหนดสัญญาเช่า ลู่ชิงจิ่วจึงเตรียมจะปลูกพืชผักไว้สำหรับบริโภคเองก่อน

“งั้นนายจะปลูกอะไรล่ะ” อิ่นสวินถาม

“ปลูกทุกอย่างเลยแล้วกัน” ลู่ชิงจิ่วไม่มีประสบการณ์ด้านการทำไร่นา คิดว่าปีนี้จะเอาพื้นที่สองหมู่นั้นไว้ฝึกฝีมือ “ข้าวโพด มะเขือเทศ แตงกวา เป็นอะไรที่ปกติกินบ่อยอยู่แล้ว”

“เอาสิ” อิ่นสวินถามพลางเลือกเมล็ดพันธุ์ให้ลู่ชิงจิ่ว “นายเพิ่งเริ่มต้น อะไรก็ยังไม่เข้าใจ ฝึกมือไปก่อนก็ดี พื้นที่สองหมู่ไม่นับว่าเยอะหรอก”

ลู่ชิงจิ่วพยักหน้า พวกเขาสองคนเลือกเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดมาจำนวนหนึ่ง ส่งให้เจ้าของร้านบรรจุแล้วเก็บใส่กระเป๋าสะพายหลัง

หลังจากเลือกเมล็ดพันธุ์แล้ว ลู่ชิงจิ่วก็ไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นหม้อในครัว เครื่องปรุงต่างๆ อิ่นสวินบอกให้เขาไปซื้อมุ้งลวดมาติดหน้าต่างไว้ กลางคืนที่นี่ยุงชุมมาก

ลู่ชิงจิ่วกลับบอกว่าตนเองไม่โดนยุงกัดแม้แต่นิดเดียว

อิ่นสวินไม่เชื่อ ก่อนหน้านี้มันอาจเป็นความบังเอิญ แต่สองวันนี้ที่ลู่ชิงจิ่วยังคงปกติดีอยู่ นั่นมันผิดปกติชัดๆ ใครจะรู้ว่าระหว่างที่ตรวจดูแขนของลู่ชิงจิ่ว เขาดันไม่เห็นตุ่มยุงกัดเลยสักนิด จึงได้แต่ทำท่าทางรังเกียจยุงพวกนี้ที่เป็นหมูป่าไม่ยอมกินรำข้าว ผิวกระจ่างใสอย่างลู่ชิงจิ่วดันไม่กัด มากัดเขา…

ลู่ชิงจิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับนึกถึงตุ๊กแกตัวมหึมายิ่งกว่าอะไรตัวนั้นที่อยู่บนหลังคาบ้านของตน อืม เหมือนว่าอาหารหลักของตุ๊กแกก็คือยุง

เมื่อเลือกของที่ต้องการเรียบร้อย ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ต้องกลับไปหาลุงเฉิน

ลู่ชิงจิ่วกับอิ่นสวินถือข้าวของไปบริเวณที่ขายลูกหมูข้างๆ ตลาด ที่ตรงนี้เป็นตลาดค้าขายสัตว์เลี้ยงเล็กๆ แค่ก้าวขาเข้าไปลู่ชิงจิ่วก็มองเห็นร้านขายเนื้อลูกวัว

อิ่นสวินเอ่ย “มาทางนี้ นายตั้งใจจะซื้อกี่ตัว”

“สองตัว” ลู่ชิงจิ่วตอบ “ตัวเดียวเหงาแย่”

ได้ยินดังนั้นอิ่นสวินก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เขาหันมองลู่ชิงจิ่วแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากเตือนนาย ซื้อหมูกลับไปแล้ว ห้ามนายตั้งชื่อให้มันเด็ดขาด”

“ฉันรู้” ลู่ชิงจิ่วตอบ “ถ้าตั้งชื่อก็จะเกิดความผูกพัน ตอนนายเด็กๆ ไม่ได้ตั้งชื่อหมูที่บ้านว่าเสี่ยวฮวาหรอกเหรอ”

“ก็ใช่” อิ่นสวินตกสู่ห้วงความทรงจำ ความรู้สึกพรั่งพรูขณะพูด “ตอนนั้นฉันชอบเสี่ยวฮวา ฉันป้อนหญ้าที่นุ่มที่สุดให้มันกินทุกวัน”

ลู่ชิงจิ่ว “จริงสิ สุดท้ายเสี่ยวฮวาก็ถูกพ่อนายฆ่า นายเลยร้องไห้ตลอดทั้งบ่าย เออใช่ พวกเขาปลอบนายยังไงล่ะ”

อิ่นสวิน “ทำหมูสามชั้นน้ำแดงให้กินจานนึง”

ลู่ชิงจิ่ว “…”

อิ่นสวิน “หอมมาก”

ลู่ชิงจิ่ว “…” แม่เขาใช้ได้เลยนะจุดนี้

ทั้งคู่พูดคุยกันจนถึงบริเวณที่ขายหมู และเห็นลุงเฉินยืนคุยกับเจ้าของร้านขายลูกหมูอยู่ก่อนแล้ว ลุงเฉินเห็นพวกลู่ชิงจิ่วมาถึงก็โบกไม้โบกมือร้องเรียก “มาทางนี้! ฉันเลือกลูกหมูสองตัวไว้ให้นายแล้ว!”

ลู่ชิงจิ่วเดินไปหา พบว่าข้างกายของลุงเฉินมีหมูน้อยถูกล่ามไว้สองตัว หมูน้อยแรกเกิดนั้นดูสะอาดสะอ้าน ตัวสีชมพูอ่อนนอนครางฮึมฮัมเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น มองดูน่ารักสุดๆ

อิ่นสวินที่ยืนอยู่ข้างๆ มองลูกหมูแล้วพูดขึ้นว่า “นุ่มจริงๆ…”

ลู่ชิงจิ่ว “นายคิดถึงเสี่ยวฮวาเหรอ”

อิ่นสวิน “อย่าพูดถึงอดีตเศร้าๆ อีกเลยน่า”

ลู่ชิงจิ่วแอบคิดในใจ ตอนกินหมูสามชั้นน้ำแดงไม่เห็นพูดแบบนี้

“ลูกหมูล็อตนี้คุณภาพไม่เลวเลยแหละ” ลุงเฉินกล่าว “ที่บ้านเลี้ยงหมูไม่มาก ก็ไม่ต้องคอยใส่ใจอะไรขนาดนั้น นายจะเอาไว้กินเองหรือทำเป็นเนื้อขาย”

“ไว้กินเอง” ลู่ชิงจิ่วตอบ

“อ้อ ดีล่ะ” ลุงเฉินพยักหน้า

ตอนนี้ข้อบังคับในการเลี้ยงหมูค่อนข้างเข้มงวด หากเลี้ยงจำนวนมากกว่าที่กำหนดต้องทำใบรับรองการเลี้ยง แต่สำหรับคนที่อยู่ชนบทในหมู่บ้านสุ่ยฝู่อย่างพวกเขาไม่มีกฎเข้มงวดแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลู่ชิงจิ่ว ที่เลี้ยงหมูเอาไว้ทำอาหารกินเอง

เขารู้สึกพอใจกับหมูที่ลุงเฉินเลือกให้มาก ขณะที่ลู่ชิงจิ่วหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายเงินและเตรียมจากไป เขากลับได้ยินเสียงหมูร้องโหยหวนมาจากบริเวณด้านข้าง เสียงร้องนี้หวีดแหลมเข้ามาในหู ดึงความสนใจจากทุกคนไปยังที่ตรงนั้น

“นั่นมันอะไรน่ะ” ลุงเฉินสงสัย “นี่เถ้าแก่เพาะพันธุ์หมูป่าด้วยเหรอ”

เถ้าแก่ขายหมูส่ายหน้า “ฉันจะไปเพาะพันธุ์ได้ที่ไหนเล่า ฉันเก็บได้บนถนนโดยบังเอิญเมื่อสองวันก่อนต่างหาก เหมือนจะโดนรถชนจนสลบ ให้อาหารกินมันก็ไม่กิน ดูแล้วน่าจะมีชีวิตได้อีกไม่นาน อยากจะลากมาขายให้จบๆ ไปซะ”

“หมูป่าเหรอ” ลู่ชิงจิ่วรู้สึกสนใจ เอ่ยต่อ “ขอดูหน่อยได้มั้ยครับ” เขายังไม่เคยเจอหมูป่ามาก่อนเลย

เถ้าแก่โบกมือเป็นสัญญาณให้ลู่ชิงจิ่วเดินไปดูเอง

พวกเขาเดินไปทางบริเวณที่หมูป่าร้องได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นก้อนกลมๆ สีดำสองก้อนอยู่ที่มุมหนึ่งของรั้ว ก้อนเนื้อที่ใหญ่กว่ากำลังส่งเสียงร้องโหยหวน สายตาของลู่ชิงจิ่วและหมูป่าสบประสานกัน ภายในดวงตาที่ไม่ใหญ่นักคู่นั้นล้นเอ่อด้วยน้ำตาแห่งความเศร้า

“มันกำลังร้องไห้?” ลู่ชิงจิ่วไม่เคยคิดว่าหมูจะมีจิตวิญญาณแบบมนุษย์เช่นนี้

“ใช่” อิ่นสวินตอบ “ว่าแต่ไอ้นี่มันคือหมูป่าเหรอ ทำไมมีเขี้ยวทั้งที่ยังเด็กอยู่เลย” โดยปกติแล้วเขี้ยวหมูป่าจะค่อยๆ งอกออกมา ไม่มีทางที่จะมีเขี้ยวตั้งแต่แรกเกิดแน่ๆ

“ใช่สิ หมูตัวนี้มันดูแปลกๆ อาจจะกลายพันธุ์ล่ะมั้ง” เถ้าแก่ที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นัก “มันเป็นตัวผู้กับตัวเมีย ตัวเมียก็มีเขี้ยวเหมือนกัน”

เดิมทีเจ้าก้อนเนื้อสองก้อนขดตัวอยู่ในมุม แต่ตอนนี้เหมือนจะเข้าใจในบทสนทนาของพวกเขา จึงพากันช้อนตามองมาทางนี้ เสียงร้องในปากเบาลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าลู่ชิงจิ่วรู้สึกไปเองหรือเปล่า เหมือนเขาได้ยินเสียงประจบอ้อนวอน

“เถ้าแก่ตั้งใจจะจัดการกับหมูสองตัวนี้ยังไงครับ” ลู่ชิงจิ่วถาม

เถ้าแก่ตอบ “พวกมันไม่ยอมกินข้าว ถ้าขายไม่ออกก็คงต้องฆ่ากินเนื้อแล้วล่ะ”

ลู่ชิงจิ่วพูด “ตัวเล็กขนาดนี้จะมีเนื้อเท่าไหร่กันเชียว”

เถ้าแก่เอ่ย “อะไร นายอยากซื้อเรอะ”

ลู่ชิงจิ่วพูดต่อ “สองตัวนี้ดูแล้วน่าสงสาร ผมอยากรู้ว่าถ้าผมเพิ่มเงินสักนิด เถ้าแก่จะขายหมูสองตัวนี้ให้ผมได้มั้ย”

เถ้าแก่ลังเล

ลุงเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ โต้ขึ้น “เหล่า สวี เดิมทีหมูนี่ก็ไม่ค่อยมีเนื้ออยู่แล้ว แถมยังดูอ่อนแออมโรคอีก กินเข้าไปก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจ สู้ขายถูกๆ คอยดูว่าจะเลี้ยงมันได้หรือเปล่าดีกว่า”

โดนลูกค้าประจำชักจูงแบบนี้ เถ้าแก่จึงถอนหายใจเฮือกก่อนจะตกลงจับลูกหมูสีดำสองตัวขายให้แก่ลู่ชิงจิ่ว ลู่ชิงจิ่วจ่ายเงิน อุ้มลูกหมูสีดำออกจากเล้า เอาไปวางรวมกับลูกหมูอีกสองตัวในรถกระบะของลุงเฉิน

เจ้าก้อนกลมสองก้อนนั่นดูไม่ชอบใจลูกหมูอีกสองตัวเอามากๆ ไม่ยอมเข้าใกล้สายพันธุ์เดียวกันกับมันเลยสักนิด ลู่ชิงจิ่วนั่งมองการกระทำเล็กๆ ของเจ้าสองตัวนี้อยู่ข้างๆ แล้วยื่นมือไปดึงหูเจ้าหมูตัวเล็กเบาๆ อย่างช่วยไม่ได้ พร้อมเอ่ย “พวกเดียวกันทั้งนั้น รังเกียจอะไร หืม?”

หมูตัวเล็กส่งเสียงร้องสองที น้ำตาไหลอย่างไม่คาดฝัน แสดงออกว่าสุดแสนจะเจ็บปวด

เจ้าหมูตัวใหญ่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็คำรามใส่ลู่ชิงจิ่วอย่างเกรี้ยวกราด แต่ไม่ว่าจะดูดุร้ายยังไงก็น่ากลัวได้แค่นั้น ลู่ชิงจิ่วยื่นมือไปดีดหน้าผากมันพร้อมบอก “ดุกับฉันเหรอ ฉันช่วยชีวิตพวกแกสองตัวออกมาจากที่นั่นนะ ฉันคือผู้ช่วยชีวิตของพวกแก พวกแกปฏิบัติกับผู้มีพระคุณแบบนี้เหรอ”

อิ่นสวินเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “จิ่วเอ๋อร์ นายพูดจามีเหตุผลอะไรกับหมูน่ะ พวกมันฟังออกรึไง”

ยังไม่ทันได้พูดจบ ก็เห็นเจ้าลูกหมูสีดำตัวใหญ่โค้งตัวลงตรงด้านหน้าเท้าของลู่ชิงจิ่วเพื่อคำนับ

อิ่นสวินหัวเราะค้าง “นี่มันบ้าอะไร หมูปีศาจ?”

ลู่ชิงจิ่ว “…เหมือนจะใช่”

อิ่นสวิน “งั้น…เจ้าหมูปีศาจนี่…”

ลู่ชิงจิ่ว “?”

อิ่นสวิน “จะอร่อยมั้ยนะ”

ลู่ชิงจิ่ว “…” พูดตามจริงแล้ว ปีนั้นเสี่ยวฮวาสมควรตายแล้วจริงๆ

    

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 10 .. 65

 

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: