X
    Categories: ทดลองอ่านนิทานรักนักษัตรปีมะเส็งมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นิทานรักนักษัตรปีมะเส็ง บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 3

ระหว่างที่หลินไต้อวี้กำลังคิดว่าจะเอาจย่าเป่าอวี้ไปซ่อนไว้ที่ใดดี สาวใช้ผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาในเรือนแล้ว หลินไต้อวี้จึงได้แต่ปลงอนิจจังและหวังว่าความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางกลับบ้านของนางในวันรุ่งขึ้น

“ช่วยด้วย! เจ้านายทั้งสองได้โปรดช่วยนายหญิงของข้าด้วย!” สาวใช้วิ่งมาแบบหายใจหายคอไม่ทัน และพอเข้ามาในเรือนได้ก็คุกเข่าลงขอร้อง

หลินไต้อวี้ชะงัก กลายเป็นจย่าเป่าอวี้ที่ได้สติก่อน เขาดึงตัวสาวใช้ขึ้นมา “เจ้าคือรุ่ยจู สาวใช้ของเข่อชิงไม่ใช่หรือ”

มุมปากของหลินไต้อวี้กระตุก เก่งจริง ขนาดชื่อสาวใช้ของจวนหนิงกั๋วกงยังจำได้ ถ้าเอาความจำยอดเยี่ยมระดับนี้ไปใช้กับการเรียน เรื่องคิดจะสอบเอาตำแหน่งจ้วงหยวนคงไม่ใช่เรื่องยาก

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” หลินไต้อวี้ถามอย่างนึกสงสัย

วันนี้เป็นงานวันเกิดของท่านยาย ฉินเข่อชิงจึงติดตามคนของจวนหนิงกั๋วกงมาอย่างพร้อมหน้า ตอนจบงานเลี้ยงอาหารหลินไต้อวี้เห็นฉินเข่อชิงติดตามอยู่ข้างกายท่านยาย บอกว่าจะล่วงหน้าไปชมละครที่สวน

“คุณชายรองเป่า นายหญิงของข้าเกิดเรื่องแล้ว ท่านพอจะตามบ่าวไปช่วยนายหญิงได้หรือไม่เจ้าคะ!” รุ่ยจูร่ำไห้ประดุจดอกสาลี่ต้องหยาดฝน หากไม่ใช่เพราะจย่าเป่าอวี้ชิงดึงตัวนางขึ้นมาก่อน เกรงว่านางคงโขกศีรษะให้เขาแล้ว

“ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าเล่ามาให้เข้าใจหน่อย” ทันทีที่ได้ยินว่าฉินเข่อชิงเกิดเรื่อง คิ้วเข้มของจย่าเป่าอวี้พลันขมวดเข้าหากันฉับ

นี่เป็นเรื่องใหญ่ ต้องรู้กันเสียก่อนว่าฉินเข่อชิงเป็นหลานสะใภ้ของภรรยาเอกแห่งจวนหนิงกั๋วกง ถ้าหากมาเกิดเรื่องขึ้นในบ้าน…แต่จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในบ้านได้เล่า

“ตอนทุกคนล่วงหน้าไปชมละครที่สวนทิศใต้ นายหญิงผู้เฒ่าบอกว่าลมตอนกลางคืนเย็นอยากจะได้เสื้อคลุม ความจริงเรื่องนี้ควรให้สาวใช้รุ่นใหญ่ไปนำมา แต่ไม่รู้ว่าคุยกันอย่างไรถึงได้ให้นายหญิงไปแทน นายหญิงไม่คุ้นกับเรือนพักของที่นี่จึงต้องให้บ่าวหญิงกับบ่าวชายช่วยนำทาง เดิมทีควรต้องไปที่ห้องหลักของเรือนทิศเหนือ แต่พอเดินผ่านทางแคบกลับไม่ได้เข้าไปในห้องหลักของเรือนทิศเหนือ เพราะบ่าวหญิงกับบ่าวชายพานายหญิงไปที่ห้องเล็กทางตะวันออกของเรือนทิศเหนือแทน นายหญิงจึงให้บ่าวช่วยเข้าไปเอาเสื้อคลุมในห้องหลักมา ตอนบ่าวกลับไปที่ห้องเล็กอีกครั้งก็เห็นแต่ไกลว่าเป่าจูที่เป็นสาวใช้อีกคนล้มอยู่บนพื้น ส่วนบ่าวหญิงกับบ่าวชายสองคนนั้นกำลังรุมนายหญิง” รุ่ยจูเล่าด้วยน้ำตาไหลอาบใบหน้า

“นายหญิงแอบส่งสายตาให้บ่าว บ่าวจึงรีบวิ่งมาหาคนช่วย แต่ผู้คนในบ้านล้วนไปอยู่ที่สวนทิศใต้กันหมด บ่าวจึงต้องทำใจกล้าบุกเข้ามาหาแม่นางหลินที่นี่”

จย่าเป่าอวี้ฟังถึงตรงนี้ก็มีสีหน้าซีดขาวดุจกระดาษ เพราะรู้ว่าเรื่องนี้จะต้องมีอะไรอยู่แน่ๆ จึงรีบบอกว่า “รีบนำทาง!”

รุ่ยจูกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งก่อนนำจย่าเป่าอวี้ไป หลินไต้อวี้จึงจะตามไปด้วย “ข้าไปด้วย!”

“ผินผินเจ้าห้ามมา!” จย่าเป่าอวี้ตวาดเสียงหนัก

“เหตุใดข้าจะไปไม่ได้ พี่เข่อชิงดีต่อข้าที่สุด ถ้านางมีปัญหา จะให้ข้ายืนดูอยู่เฉยๆ ได้หรือ” แม้พวกนางจะมีวาสนาได้พบกันแค่ครั้งเดียว แต่ฉินเข่อชิงกลับช่วยนางเอาไว้อย่างมาก หลินไต้อวี้ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่ตอบแทนบุญคุณ

เพียงแต่เรื่องพวกนี้มันมาจากนิทานดัดแปลงฉบับใดกัน ฉินเข่อชิงต้องป่วยตายไม่ใช่หรือ! เหตุใดนางจึงถูกม้วนเข้าไปในการฆาตกรรมหน้าตาเฉยเช่นนี้

จย่าเป่าอวี้ไม่มีเวลามาเตือนให้หลินไต้อวี้ถอยออกจากเรื่องนี้เพราะใจห่วงแต่เรื่องช่วยคนเป็นอันดับแรก เขาจึงตามรุ่ยจูไปที่ห้องเล็กทางตะวันออกของเรือนทิศเหนือ

ห้องเล็กนี้อยู่ห่างจากเรือนปี้ซาไปไม่ไกล เพียงผ่านทางเดินเล็กๆ สองสายก็ถึงประตูชั้นในแล้ว พวกเขาเห็นได้แต่ไกลว่าด้านในมีคนล้มลงกับพื้น เมื่อยื่นหน้าเข้าไปมองก็ต้องตกใจ เพราะบ่าวหญิงกำลังกดตัวคนผู้หนึ่ง ในขณะที่บ่าวชายถือเชือกไว้ในมือแน่นเหมือนกำลังรัดอะไรสักอย่างอยู่

จย่าเป่าอวี้ตะลึงค้างอยู่ที่เก่า ตรงกันข้ามกับรุ่ยจูที่กำลังจะพุ่งตัวนำเข้าไป

ทว่าหลินไต้อวี้กลับคว้าตัวรุ่ยจูเอาไว้และแสร้งตะโกนเหมือนไม่รู้เรื่อง “พี่เป่าอวี้ นี่เป็นทางไปสวนทิศใต้จริงหรือ ข้าไม่เห็นเงาใครเลยสักคน ท่านคงไม่คิดจะหลอกข้ามาที่รโหฐานหรอกนะ”

จย่าเป่าอวี้มองนางอย่างอึ้งๆ เพราะไม่เข้าใจในเจตนาของนาง ต่อมาเขาก็ถูกหลินไต้อวี้ลากเข้าไปที่ด้านหลังพุ่มไม้ และเพียงชั่วอึดใจบ่าวหญิงกับบ่าวชายที่อยู่ในห้องก็เปิดประตูแล้ววิ่งออกมา

โคมป้องกันลมที่แขวนอยู่ข้างทางสายเล็กส่องให้เห็นเงาของสองคนนั้นอย่างชัดเจน จย่าเป่าอวี้พิศดูอย่างละเอียดแล้วพบว่าบ่าวหญิงผู้นั้นคือภรรยาโจวรุ่ย ผู้ติดตามของท่านแม่ และบ่าวชายผู้นั้นคือจินเหวินเสียง พ่อบ้านของท่านย่า…

นี่มันเรื่องอะไรกัน! เขาตัวสั่นน้อยๆ

เพราะ…เพราะเหตุใดบ่าวหญิงกับพ่อบ้านในคฤหาสน์ถึงต้องสังหารฉินเข่อชิงเล่า!

เขารู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งร่าง แต่ยังไม่ทันได้สงบใจ หลินไต้อวี้ที่อยู่ข้างกายเขากลับพุ่งตัวนำออกไป ถึงเขาอยากจะรั้งนางไว้แต่ก็ไม่ทัน ทำได้เพียงตามหลังนางกับรุ่ยจูเข้าไปในห้องแล้วรีบปิดประตู

ทันทีที่หันไปก็เห็นรุ่ยจูฟุบตัวร้องไห้อยู่บนร่างของฉินเข่อชิงที่สลบอยู่บนพื้น จย่าเป่าอวี้ตัวแข็งทื่อก่อนเริ่มมีอาการสั่นน้อยๆ

เขาราวกับสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทำให้ไม่อาจทำสิ่งใด ผิดกับหลินไต้อวี้ที่แนบหูฟังที่หน้าอกของฉินเข่อชิงแล้วเงยหน้าขึ้นมาร้องบอกทันทีว่า “หัวใจยังเต้น ยังมีลมหายใจ เรารีบพานางไปเร็ว!”

“นายหญิงยังมีชีวิตอยู่หรือ…” รุ่ยจูร้องไห้จนถามแทบไม่ได้ศัพท์ มือเล็กๆ ลูบเลือดที่มุมปากของฉินเข่อชิงออก

“ยังมีชีวิตอยู่แน่นอน” หลินไต้อวี้รีบพยุงคนขึ้น แต่เนื่องจากแรงนางน้อยเกินไปจึงจำเป็นต้องหันไปขอความช่วยเหลือ “จย่าเป่าอวี้ ท่านยังจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทำอะไร รีบหน่อยสิ!”

จย่าเป่าอวี้ถึงได้สติกลับมาทันที เขารีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ เพื่ออุ้มฉินเข่อชิงขึ้นมา แต่กำลังของเขาใช่ว่าจะอุ้มคนขึ้นมาง่ายๆ และในจังหวะนี้เอง…

“มีคนมา” หลินไต้อวี้พูดเสียงเบาพลางกวาดตามองซ้ายขวา “ลากนางไปที่ใต้โต๊ะหนังสือก่อน”

จย่าเป่าอวี้ไม่ตอบแต่เค้นกำลังทั้งหมดเพื่อลากตัวฉินเข่อชิงไปไว้ที่ใต้โต๊ะหนังสือ ระหว่างที่เขาคิดว่าคนข้างนอกจะเปิดประตู…“ไม่ถูก เหตุใดพวกเราจึงต้องซ่อนตัวไม่ให้พวกเขาเห็น” เขาเป็นคุณชายสกุลจย่า หรือพวกนั้นจะกล้าลงมือกับเขาด้วย? คิดจะเป็นปฏิปักษ์กันหรือไร

หลินไต้อวี้กำลังคิดหนักว่าควรทำอย่างไรต่อไป แต่แล้วนางกลับได้กลิ่นน้ำมันตะเกียง ตามมาด้วยเสียง บานประตูลั่นดังเปรี๊ยะๆ เมื่อไอร้อนได้แทรกผ่านเข้ามาให้เห็นเปลวไฟได้เลือนๆ

“เป็นไปไม่ได้” หลินไต้อวี้จ้องบานประตูที่เริ่มไหม้ไฟอย่างทึ่มทื่อ

พวกนั้นตั้งใจวางเพลิงเผาห้องเพื่อทำลายศพและร่องรอยมาตั้งแต่ต้น!

จย่าเป่าอวี้มองไปทางหน้าต่างที่มีอยู่แค่บานเดียว “ปีนหน้าต่างออกไป เร็ว!”

หลินไต้อวี้กับรุ่ยจูช่วยกันยกตัวฉินเข่อชิงให้จย่าเป่าอวี้อุ้มหนีออกไปทางหน้าต่าง จากนั้นจย่าเป่าอวี้ก็หันกลับมาอุ้มหลินไต้อวี้ ทว่าเมื่อเขาหันไปรับตัวรุ่ยจู เขากลับเห็นนางกำลังมองเป่าจูที่นอนหมดลมหายใจอยู่ที่พื้น

“จะช่วยนางด้วยหรือ” จย่าเป่าอวี้ทำท่าจะปีนกลับเข้าไปในห้อง

แต่รุ่ยจูรีบผลักเขากลับออกมา “คุณชายรองเป่า ได้โปรดช่วยนายหญิงด้วย!”

“เข่อชิงปลอดภัย เจ้าออกมาได้แล้ว”

“ข้าไปไม่ได้”

“เพราะเหตุใด” จย่าเป่าอวี้ไม่เข้าใจ

“เพราะการที่พวกเขาวางเพลิงแสดงว่าต้องมีคนบงการ คอยให้ถึงตอนดับไฟหรือทุกอย่างไหม้หมด พวกนั้นจะต้องมาตรวจดูจำนวนศพแน่ๆ หากศพหายไปศพหนึ่ง พวกเขาก็จะรู้ว่านายหญิงได้รับความช่วยเหลือให้หนีออกไป” รุ่ยจูมีน้ำตาอาบเต็มใบหน้า แต่นางกลับค่อยๆ แย้มยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนและเด็ดเดี่ยว

“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ ข้าจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง ไม่มีทางปล่อยให้เข่อชิงต้องตายอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่แน่ รับรองว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรอีก” จย่าเป่าอวี้พูดเสียงหนักแน่น สะกดความตื่นกลัวในใจเพื่อแสดงความเยือกเย็นและพึ่งพาได้

“คุณชายรองเป่า ท่านน่าจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าถ้าหากนายหญิงไม่ตาย เรื่องนี้ก็ยากที่จะจบ เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นตัวแทนนายหญิงดีกว่า ขอท่านช่วยดูแลนายหญิงให้ดีและหาทางพานางออกไปจากจวนให้ได้” รุ่ยจูกล่าวจบก็คุกเข่าลงโขกศีรษะแรงๆ

“รุ่ยจู เจ้าอย่าทำอะไรโง่ๆ นะ พวกเราสามารถ…” หลินไต้อวี้ฟังบทสนทนาของทั้งสองคนแล้วรู้สึกผิดปกติจึงตั้งท่าจะห้าม แต่กลับเห็นรุ่ยจูลุกพรวดแล้ววิ่งพุ่งชนผนังอย่างแรง ก่อนร่างของนางจะล้มลง บนพื้นใต้ร่างค่อยๆ มีเลือดไหลทะลักออกมา ทำให้สองหนุ่มสาวได้แต่ตะลึงค้าง พูดอะไรไม่ออก

สายลมยามค่ำในเดือนแปดมีไอร้อนแทรกอยู่ในความเย็น ทว่าจย่าเป่าอวี้กลับตัวสั่นอย่างไม่อาจห้ามและรู้สึกเหมือนตนกำลังอยู่ท่ามกลางพายุหิมะในช่วงฤดูเหมันต์ที่หนาวจัด

“จย่าเป่าอวี้ เรารีบพาเข่อชิงไปจากที่นี่ก่อนเถอะ ว่าแต่…เราจะพานางไปที่ใดดี”

เสียงเรียกของหลินไต้อวี้ทำให้จย่าเป่าอวี้ต้องหลุบตามองฉินเข่อชิงที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้น เขาหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วลงมือถอดเสื้อของนางอย่างรวดเร็ว

“ท่านทำอะไรน่ะ!” หลินไต้อวี้ห้ามเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

แต่เรี่ยวแรงของนางไหนเลยจะสู้พละกำลังของเขาได้ นางจึงได้แต่มองจย่าเป่าอวี้ถอดเสื้อปักลายดอกกุหลาบหนูสีแดงดอกท้อของฉินเข่อชิงออกแล้วกระโดดหน้าต่างเข้าไปด้านในเพื่อเอาเสื้อปักตัวนั้นคลุมลงไปบนตัวของรุ่ยจู ภาพนั้นทำให้หลินไต้อวี้เข้าใจเจตนาของจย่าเป่าอวี้ทันที

เมื่อกลับมาอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ถึงอุ้มฉินเข่อชิงขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

“พานางกลับไปที่เรือนข้างของข้าก่อน” จย่าเป่าอวี้บอก

“ไม่ได้ เรือนท่านมีสาวใช้กับบ่าวเยอะแยะ เรื่องของพี่เข่อชิงจะแดงเอา”

จย่าเป่าอวี้ชะงัก “เช่นนั้นจะไปที่ใด”

“…เรือนของสะใภ้ใหญ่หลี่หวันดีกว่า หลันเอ๋อร์ไม่ได้ไปดูละคร เราไปขอให้เขาช่วยดูแลก่อน ที่นั่นมีคนน้อย ท่านยายกับท่านป้าสะใภ้รองคงไม่สังเกตเห็น”

“เช่นนี้ก็ดี”

ลมยามค่ำพัดโหมให้เปลวไฟในยามราตรีลุกแรงเพื่อกลืนกินความอัปลักษณ์และน่าพรั่นพรึงในคฤหาสน์ตระกูลสูงเข้าไปทั้งหมด

 

ก่อนหน้าที่ทั้งสองคนจะไปถึงเรือนพักของหลี่หวัน พวกเขาบังเอิญเจอกับหลี่หวันและพี่น้องชุนทั้งสามที่กลับมาเรือนพักกันก่อน

ทันทีที่หลี่หวันเห็นคนในอ้อมแขนของจย่าเป่าอวี้ สีหน้าของนางก็พลันนิ่งค้าง แต่ไม่มีเวลาให้ซักถาม นางรีบลากตัวพวกเขาเข้าไปในเรือนพักและจงใจไล่สาวใช้รุ่นใหญ่สองคนออกไป

คอยจนหาที่ทางให้ฉินเข่อชิงเรียบร้อย ทั้งสี่คนจึงค่อยถามที่มาที่ไปจากสองหนุ่มสาว

พอหลินไต้อวี้เล่าจบ พวกนางสี่คนก็หน้าถอดสี รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ

หลี่หวันกุมขมับ ตามองรอยรัดชัดเจนบนคอของฉินเข่อชิงอย่างไม่กล้าเชื่อว่าในบ้านจะเกิดเรื่องน่ากลัวทำนองนี้ แต่นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าจย่าคือผู้บงการ

“ไร้เหตุผลสิ้นดี นายหญิงผู้เฒ่าเอ็นดูเข่อชิงมาโดยตลอด แล้วเหตุใดจึงให้คนทำเช่นนี้” หลี่หวันหลุดปากออกมา

“ไม่ใช่ท่านย่า!” จย่าเป่าอวี้แย้งอย่างไม่ต้องหยุดคิด

หลินไต้อวี้ช้อนตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “ท่านแน่ใจหรือ”

“ท่านย่าไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนี้!” น้ำเสียงของจย่าเป่าอวี้ไม่อาจปิดบังความสะเทือนใจ

“เช่นนั้นบอกข้าหน่อยซิว่าผู้ใดในสกุลจย่าที่มีความสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ บ่าวหญิงเป็นคนของท่านป้าสะใภ้รอง พ่อบ้านเป็นคนของท่านยาย หรือท่านจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทั้งสองคนเลยสักนิด ถ้าหากไม่เกี่ยวจริง เหตุใดท่านจึงพาพี่เข่อชิงมาที่นี่ตามคำแนะนำของข้าแทนที่จะพานางไปสอบถามความจริงต่อหน้าท่านยาย”

จย่าเป่าอวี้พูดไม่ออก สีหน้าทะมึน

การที่คนสนิทของท่านย่าและท่านแม่เหิมเกริมถึงเพียงนี้แสดงว่าต้องได้รับคำสั่งให้ลงมือ นอกจากนี้ฉินเข่อชิงยังเป็นคนของจวนหนิงกั๋วกงจึงมีเค้าว่าน่าจะได้รับการยินยอมจากจวนหนิงกั๋วกงด้วย…ด้วยเหตุนี้เขาจึงลังเล เกรงว่าถ้าส่งตัวฉินเข่อชิงออกไปจะเท่ากับเป็นการส่งนางไปสู่ปรโลกอีกครั้ง

เขารู้ดีและมั่นใจกว่าผู้ใดว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นคำสั่งของท่านย่า แต่ปัญหาคือเขาไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรท่านย่าถึงได้ทำเช่นนี้ และเพราะอะไรถึงได้ไม่ให้ค่าชีวิตคนเช่นนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนผู้นี้ไม่ใช่สาวใช้หรือบ่าวไพร่ แต่เป็นหลานสะใภ้คนสำคัญของสกุลจย่า เป็นสะใภ้คนโตของจย่าเจินผู้เป็นทายาทผู้หนึ่งของสกุลจย่า!

“เวลานี้ท่านคงเข้าใจแล้วสินะว่าเพราะเหตุใดท่านจึงทำกร่างในคฤหาสน์สกุลจย่าได้”

มันเป็นคำเหน็บที่ไม่มีคำหยาบแต่กลับทำให้จย่าเป่าอวี้ต้องถลึงตามองอย่างฉุนๆ

หลินไต้อวี้ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ในคฤหาสน์สกุลจย่า ท่านยายเปรียบเสมือนท้องฟ้า ความเป็นความตายของทุกคนล้วนอยู่ในมือนางๆ จึงมองไม่เห็นชีวิตของสาวใช้บ่าวไพร่อยู่ในสายตา เช่นเดียวกับเจ้านายอีกหลายคนที่มองไม่เห็นค่าของชีวิตคน และสักวันท่านก็จะเป็นเหมือนอย่างพวกเขา”

สี่ปีที่อยู่ในคฤหาสน์สกุลจย่า นางได้เห็นความเน่าเฟะ บ้าราคะ และเล่นสนุกกับสาวใช้ในคฤหาสน์สกุลจย่าทุกแบบ แต่พอเรื่องแดงขึ้นมา ถ้าคนผู้นั้นไม่ถูกบีบคั้นจนตายก็มีอันต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ครั้งแรกที่เห็นนางรู้สึกตกใจ แต่วันนี้นางกลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

เวลาแค่สี่ปียังทำให้นางชินชากับเรื่องประหลาดได้ แล้วคนที่ต้องโตขึ้นมาในคฤหาสน์สกุลจย่าจะไม่เปลี่ยนไปเป็นแบบเดียวกันได้หรือ

“ไม่มีทาง! ข้าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น!” จย่าเป่าอวี้แผดเสียง

หลินไต้อวี้มองเขาด้วยแววตาเรียบเฉย “ไม่ว่าท่านจะเป็นหรือไม่ ข้าล้วนไม่ใส่ใจ เพราะถึงอย่างไรพรุ่งนี้เช้าข้าก็จะไปจากที่นี่แล้ว”

“เจ้า!”

“เอาล่ะ เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้คือคิดหาวิธีจัดการเรื่องของเข่อชิงก่อน จะปล่อยให้นางอยู่ในคฤหาสน์นี้ต่อไปไม่ได้ และจะให้ใครรู้ว่าเข่อชิงอยู่ที่นี่ไม่ได้ด้วย หาไม่…” หลี่หวันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “แม้แต่พวกเราก็อาจจะมีปัญหา”

หลินไต้อวี้ชะงักก่อนเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าในคฤหาสน์สกุลจย่าสตรีกลุ่มนี้ไม่ได้มีความสำคัญในสายตาของท่านยาย แม้จะให้การเลี้ยงดู ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่ก็ไม่มีความรู้สึกใดๆ มอบให้ หากมีผู้ใดรู้ว่าพวกนางช่วยฉินเข่อชิงและนำตัวมาซ่อนที่นี่ ไม่แน่ว่าอีกวันพวกพี่สาวน้องสาวกลุ่มนี้อาจจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะกลับหยางโจวแล้ว ข้าจะพาพี่เข่อชิงไปหยางโจวด้วย”

ในเมื่อหลินไต้อวี้เป็นคนช่วยฉินเข่อชิง ย่อมต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด หาไม่นางคงต้องกระวนกระวายใจไปตลอดทางที่กลับหยางโจว

“ไม่ได้หรอก พี่รองเหลียนมีหน้าที่รับผิดชอบส่งเจ้ากลับหยางโจว หากเขารู้…” เสียงแผ่วหวานของจย่าอิ๋งชุนถูกกดลงให้เบาแสนเบาคล้ายกลัวว่าจะมีหูตาอยู่ที่หน้าต่าง

หลินไต้อวี้เผลอย่นหัวคิ้ว จริงด้วย ไม่รู้ว่าจย่าเหลียนรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แต่ถ้าเขารู้จักฉินเข่อชิงและบนรถม้ามีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคน ก็ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้

“ฉวยโอกาสตอนที่พวกฮูหยินแยกย้ายกันหารถม้าสักคัน ส่งเข่อชิงไปที่บ้านมารดาของข้าก่อน แล้วค่อยส่งต่อไปที่บ้านมารดานางดีหรือไม่” หลี่หวันพูดเสียงเบา เมื่อคิดคำนวณแล้วว่านางสามารถหาสาวใช้รุ่นใหญ่สองคนให้ไปกลับรายงานที่บ้านมารดาเพื่อขอความช่วยเหลือได้

“จากนั้นล่ะ นางมิต้องอยู่ที่บ้านมารดาของพี่สะใภ้ตลอดไปหรือ” จย่าทั่นชุนที่ตกใจจนขวัญกระเจิงดึงสติกลับมาแล้วเอ่ยถาม “เรายังไม่รู้แน่เลยว่าเพราะเหตุใดท่านย่าจึงทำเช่นนี้ แล้วยังจะฝืนส่งกลับไปที่บ้านมารดาอีกหรือ”

“ไม่ได้หรอก ถ้าส่งเข่อชิงกลับไปที่บ้านมารดา เรื่องนี้จะต้องไปเข้าหูท่านย่าแน่ๆ” น้ำเสียงของจย่าเป่าอวี้เยือกเย็น

“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี”

จย่าเป่าอวี้นิ่งคิด “พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับท่านย่าว่าข้าจะเป็นคนไปส่งผินผินกลับหยางโจว เมื่อนั้นพี่รองเหลียนย่อมไม่ต้องตามไปและเข่อชิงสามารถออกไปจากที่นี่ได้”

หลินไต้อวี้ปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนใจ “ข้าว่าคุณชายรองเป่าตั้งสติให้ดีกว่านี้ก่อนดีกว่า ท่านเป็นยอดดวงใจของท่านยายและเพิ่งจะอายุเท่าไร นางจะปล่อยให้ท่านเดินทางไปกับข้าได้อย่างไร”

สาเหตุที่พี่รองเหลียนได้รับมอบหมายให้ส่งนางกลับหยางโจวเป็นเพราะเขาสามารถรับภาระทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว และบางครั้งก็ต้องวิ่งรอกเหนือใต้ออกตกเพื่อดูแลที่ดินหลายๆ แห่ง

แต่จย่าเป่าอวี้ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบสองปี! ต่อให้เขาจะวางท่าดีมีอำนาจมากเพียงใดก็ยังไม่ถือว่าโตเป็นหนุ่ม การมีเด็กชายที่มีหน้าตาและท่าทางอย่างเศรษฐีเช่นเขาร่วมทางไปด้วยย่อมเป็นการกวักมือเรียกโจรป่าว่า ‘มาปล้นข้าสิๆ คุณชายมีเงินนะ!’

นางไม่อยากเดินทางกลับบ้านอย่างอกสั่นขวัญหายเช่นนั้น! นอกจากนี้นางไม่อยากให้จย่าเป่าอวี้ติดตามไป และอยากสลัดเขาทิ้งไปให้เร็วที่สุดด้วย

“ข้ามีวิธี รับรองว่าได้ผลแน่”

“วิธีอะไร”

ขนตาดกหนาเป็นแพของจย่าเป่าอวี้หลุบลงชั่วอึดใจ ริมฝีปากโค้งเป็นรอยยิ้มงามประหลาดเปี่ยมเสน่ห์ ทำให้ท่วงทีน่าหลงใหลของปีศาจดอกท้อยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่า แม้แต่จย่าซีชุนที่เป็นคนเฉยๆ พูดน้อยยังพลอยต้องมนตร์สะกดด้วย เห็นได้ชัดว่าเสน่ห์ของเขาร้ายกาจปานใด

แต่สิ่งที่หลินไต้อวี้เห็นมีเพียงความรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วร่าง คล้ายมีลางร้ายบางอย่าง

“พรุ่งนี้เจ้าจะรู้เอง” เขายิ้มจนดวงตาดอกท้อ หรี่ลง แผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายที่น่าหวาดหวั่นออกมา

 

หลินไต้อวี้กลัวมาก นางกลัวอย่างจับจิตจับใจ

นางไม่ได้กลัวท่านยายที่เพิ่งสั่งฆ่าคนไปเมื่อคืนแต่ตอนนี้กลับสามารถยิ้มอย่างอ่อนโยนใจดี เพราะนางรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้านายในคฤหาสน์สกุลจย่าล้วนเป็นพวกเสแสร้งและตีสองหน้าเก่งกันทั้งนั้น

ถ้าจะเล่าเรื่องที่ทำให้นางรู้สึกกลัวคงต้องเล่าตั้งแต่เรื่องเมื่อเช้า

พอฟ้าสางหลินไต้อวี้ก็ได้ยินพวกสาวใช้พูดกันว่าฉินเข่อชิงกับสาวใช้รุ่นใหญ่ถูกไฟคลอกตายอยู่ที่ห้องเล็กทางตะวันออกของเรือนทิศเหนือ เมื่อสอบถามดูว่าเพราะเหตุใดพวกนางจึงมั่นใจเช่นนั้น พวกสาวใช้ก็บอกว่าเพราะฉินเข่อชิงชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงดอกท้อ และในที่เกิดเหตุก็พบเศษผ้าที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้…นี่เองคือสาเหตุที่จย่าเป่าอวี้ถอดเสื้อของฉินเข่อชิงออก

สวรรค์! คนเราใกล้หมึกเปรอะดำ จริงด้วย จย่าเป่าอวี้คลุกคลีอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจมานานทำให้เขาเริ่มกลายเป็นปีศาจเหมือนกันแล้ว เขาถึงอ่านสถานการณ์ได้ขาดเกินวัย แม้มันจะเป็นเรื่องที่หลินไต้อวี้เองก็สามารถทำความเข้าใจได้ แต่สมองกลับไม่ไวเท่าเขา

สรุปคือสิ่งที่นางกลัวจับใจในยามนี้คือกลัวว่าคนผู้นี้จะใช้เล่ห์อุบายอะไรมาทำให้ท่านยายยอมพยักหน้าอนุญาตให้เขาตามนางไปหยางโจว

ต้องบอกให้รู้ก่อนว่าเมื่อวานกว่าจะพาตัวฉินเข่อชิงปะปนกับผู้คนออกไปจากคฤหาสน์ได้ก็ไม่ง่ายแล้ว แต่การอยู่ที่บ้านมารดาของพี่สะใภ้ใหญ่ตลอดไม่ใช่ทางออกที่ดี มีแต่ต้องเดินทางกลับไปหยางโจวกับหลินไต้อวี้วันนี้เท่านั้นจึงจะหมดห่วงกันได้

“ไม่ได้ เจ้าเป็นเด็กอายุเท่าไร จะเดินทางกลับไปหยางโจวกับไต้อวี้ได้อย่างไร เรื่องนี้ยกให้พี่รองเหลียนของเจ้าจัดการเถิด ย่ามอบหมายให้เขาเรียบร้อยแล้ว”

เป็นอย่างที่หลินไต้อวี้คิดไว้คือฮูหยินผู้เฒ่าจย่าบอกปัดคำขอของจย่าเป่าอวี้อย่างไม่ต้องหยุดคิด

นางลอบมองจย่าเป่าอวี้แวบหนึ่ง เห็นเขามีสีหน้าเหมือนผู้ชนะและพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติว่า “ท่านย่า เจตนาของการเดินทางไปหยางโจวครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ข้าไม่ไปไม่ได้”

“เจตนาไม่เหมือนเดิมตรงที่ใด” ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าถามเสียงหนัก แม้แต่หวังฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างกายนางยังแสดงสีหน้าเย็นชาทำให้หลินไต้อวี้เผลอรู้สึกหนาวเยือก เพราะนางมีลางสังหรณ์ว่าตนกำลังจะกลายเป็นฉินเข่อชิงคนที่สอง ถ้ายังไม่ไปอีก น่ากลัวว่าคงต้องตายสถานเดียว

“ย่อมไม่เหมือนเดิมเพราะข้าไม่ได้จะเดินทางไปหยางโจวเพื่อคารวะท่านอาเขยอย่างเดียว แต่จะไปคารวะพ่อภรรยาด้วย”

อย่าว่าแต่นัยน์ตาของหลินไต้อวี้จะเบิกถลนจนแทบจะหลุดออกมาเลย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าและหวังฮูหยินยังมีสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริดกันไปด้วย ชั่วขณะต่อมาสายตาที่หวังฮูหยินกราดมองมาที่นางพลันกลายเป็นเหมือนคมมีดที่พร้อมจะเชือดเนื้อกัน ทำให้หลินไต้อวี้ต้องค่อยๆ ก้มหน้าลง

หลินไต้อวี้คิดในใจว่านางน่าจะฟังผิดไป มันคงไม่ได้มีความหมายเช่นนั้น…นางปลอบใจตนเองและบอกตนเองว่าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

“เป่าอวี้ ความหมายของเจ้าคือ…”

“ท่านย่า ข้าอยากแต่งผินผินเป็นภรรยา”

ร่างบอบบางประดุจต้นหยางหลิวของหลินไต้อวี้โงนเงน แต่เสวี่ยเยี่ยนที่อยู่ด้านหลังรีบรับเอาไว้ทำให้นางไม่ต้องล้มคะมำลงไปที่พื้น

“เจ้ากับไต้อวี้…”

“ท่านย่า หากข้าไม่ชอบผินผินจะวิ่งไปหานางทุกสองวันสามวันได้หรือ”

“เป่าอวี้ เจ้าอย่าคิดเอาเองสิ เคยได้ถามความเห็นของไต้อวี้แล้วหรือยัง” น้ำเสียงกังวานใสของหวังฮูหยินเป็นเหมือนคมมีดที่ตวัดใส่หลินไต้อวี้

จย่าเป่าอวี้ยิ้ม เขาหยิบถุงผ้าปักใบหนึ่งออกมาจากเสื้อ “ท่านย่า ท่านแม่ นี่เป็นถุงผ้าปักที่ผินผินมอบให้ข้าเองกับมือเมื่อวาน เราสองคนได้แลกเปลี่ยนคำมั่นต่อกันแล้ว”

หลินไต้อวี้จ้องถุงผ้าปักรูปน้ำเต้าสีม่วงขลิบริมทองปักลายหรูอี้ที่ห้อยอยู่ที่คอของเขา…นี่มันถุงผ้าปักที่นางมอบให้จย่าหวนไปเมื่อวานมิใช่หรือ

เหตุใดมันจึงมาอยู่ในมือของจย่าเป่าอวี้ได้…

นางถลึงตาใส่จย่าเป่าอวี้อย่างดุดันแต่กลับเห็นเขาปรายตามามองตนพลางยิ้มเขิน และตอนที่นางกำลังกำมือหลวมๆ อะไรบางอย่างก็ถูกยัดเข้ามาในมืออย่างแนบเนียน ทำให้หลินไต้อวี้ต้องคลายมือออกอีกครั้ง…มันคือป้ายหยกขาวมันวาวที่แกะเป็นรูปกิเลน

“ข้าได้มอบกิเลนของตนเองเป็นการให้คำมั่นแก่ผินผิน และตั้งใจจะมาบอกกล่าวให้ท่านแม่กับท่านย่าทราบในวันนี้”

หลินไต้อวี้พูดไม่ออก ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดึงมือกลับมาไม่ได้…ปีศาจ คนผู้นี้ต้องเป็นปีศาจแน่ๆ!

“ข้าไม่…”

“ไต้อวี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบบอกเรื่องนี้ให้ข้ารู้” ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าตัดบทวาจาโกรธเกรี้ยวของหวังฮูหยินแล้วลุกขึ้นเดินมาจับมือที่กำอยู่หลวมๆ ของหลินไต้อวี้อย่างรักใคร่ถนอม “นี่เป็นเรื่องดี หากเจ้ายอมแต่งงานกับเป่าอวี้ก็จะเท่ากับเป็นมงคลซ้อนมงคลและได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันอีกชั้นหนึ่ง”

หลินไต้อวี้อ้าปากค้าง นางอยากจะปฏิเสธ แต่นี่เป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้จย่าเป่าอวี้สามารถส่งตัวฉินเข่อชิงไปหยางโจว ถ้านางบอกปัด มิเป็นการทำให้เสียเรื่องหรือ แต่ถ้านางยอมรับ…นางก็กลัวว่าเรื่องเท็จจะกลายเป็นจริง

ต้องรู้กันก่อนว่าเพื่อถอยออกจากสมรภูมิสกุลจย่าแล้ว หลินไต้อวี้ถึงกับยอมตัดใจจากของอร่อยทั้งหมดด้วยความคิดว่าขอเพียงรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีได้ ใต้หล้าล้วนมีอาหารรสโอชาอยู่ทุกแห่ง ต่อให้ของกินในคฤหาสน์สกุลจย่าจะเป็นต้นตำรับมากเพียงใด นางก็ยังไม่อยากตายอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลใหญ่อยู่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูนี่สิ สายตาโกรธเกรี้ยวของท่านป้าสะใภ้รองและพี่สะใภ้รองเฟิ่งเหมือนไฟที่ไหม้โหมเมื่อคืนไม่มีผิด…นางไม่คิดจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่โครงกระดูกหรอกนะ

“ท่านย่า ผินผินเขินแย่แล้ว” จย่าเป่าอวี้กุมมืออีกข้างของนางเบาๆ และยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูนางว่า “ไม่ต้องกลัวนะ มีข้าอยู่ด้วย”

หลินไต้อวี้ถลึงตาใส่บุรุษผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มดุจปีศาจดอกท้อ เมื่อพบว่าตนดูเบาเขาเกินไป!

เขามันเป็นปีศาจมาตั้งแต่เกิด! ถึงได้เสแสร้งได้เก่งจนเหมือนเป็นเรื่องจริงเช่นนี้ เขาเคยคิดบ้างหรือไม่ว่ากระเพาะของนางจะทนรับความคิดน่าสะอิดสะเอียนของเขาไม่ไหว!

“ท่านย่า ขอท่านได้โปรดช่วยส่งเสริมพวกเราด้วย” เขากล่าวพลางดึงหลินไต้อวี้ให้คุกเข่าลงด้วยกัน

“ลุกขึ้นๆ เมื่อครู่ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเป็นมงคลซ้อนมงคลและได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันอีกชั้น ขอเพียงเป่าอวี้ต้องการ ไม่ว่าต้องทุ่มเทเท่าไรข้าก็จะเอามาให้เขาให้ได้ และนี่เจ้าแค่อยากแต่งงานกับไต้อวี้ เป็นเรื่องที่ดี ดีแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าจย่ายิ้มไม่หุบ นางดึงทั้งสองคนให้ลุกขึ้น

“ขอบคุณท่านย่า” จย่าเป่าอวี้รีบฉวยโอกาสทำตัวเป็นงูเลื้อยขึ้นตามท่อนไม้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงจำเป็นต้องเดินทางไปหยางโจวเพื่อเยี่ยมเยียนและแจ้งท่านอาเขยว่าข้ามีความตั้งใจที่จะสู่ขอผินผิน”

“แต่เจ้า…”

“ท่านย่าให้หลี่กุ้ยกับฉูเย่าตามข้าไปด้วยก็ได้ หลายปีมานี้หลี่กุ้ยติดตามพ่อบ้านคอยดูแลที่ดิน ถ้าให้เขาไปด้วย เขาจะได้มีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น” จย่าเป่าอวี้รีบเสนอบุตรของหมัวมัว ตนและคนรับใช้ที่เขาไว้วางใจมากที่สุด

“เรื่องนี้…”

“เป่าอวี้ แม่ไม่อนุญาตให้เจ้าออกไปไกลบ้านเด็ดขาด” หวังฮูหยินเห็นฮูหยินผู้เฒ่าจย่ามีท่าทีลังเลก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

“ท่านแม่ เมื่อวานในบ้านเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เรายังต้องช่วยพวกพี่เจินจัดงานศพ พี่สะใภ้รองยุ่งมาก พี่รองเหลียนต้องอยู่ช่วยนาง หากพี่รองเหลียนไม่อยู่บ้าน พี่สะใภ้รองมิต้องเหนื่อยหนักหรือ” จย่าเป่าอวี้ไม่ยอมถอยและพูดอย่างมีเหตุผล

ฮูหยินผู้เฒ่าจย่านิ่งไปพักหนึ่ง “เช่นนั้นก็ทำตามนี้แล้วกัน”

“ท่านแม่!” หวังฮูหยินไม่อยากเชื่อว่าฮูหยินผู้เฒ่าจย่าจะยอมอนุญาต

“ให้เป่าอวี้ออกไปเจออะไรข้างนอกบ้างจะได้มีประสบการณ์ อีกอย่างหรูไห่สุขภาพไม่ดี การที่เป่าอวี้ที่เป็นกึ่งเขยของไปช่วยดูแลถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าคิดคำนวณอยู่ในใจคือจะชั่วดีอย่างไร บิดาของหลานยายก็เป็นข้าหลวงตรวจการการค้าเกลือ มีผลประโยชน์มากมาย หากหลานชายทำให้เขาพอใจ สินเดิมมหาศาลของหลานยายย่อมทำให้หลานชายมีใช้จ่ายไปตลอดสามชาติก็ยังไม่หมด แม้สกุลจย่าจะไม่ได้ต้องการสินเดิมพวกนั้น แต่หากช่วยเสริมกำลังให้หลานชายได้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า “เอาไว้พวกเจ้าสองคนกลับมาจากหยางโจวแล้วค่อยจัดการเรื่องหมั้นหมายกันอีกที”

“ขอบคุณท่านย่า” จย่าเป่าอวี้ดีใจ เขาเข้าไปกอดและหอมแก้มฮูหยินผู้เฒ่าจย่า ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าต้องแสร้งทำหน้าดุแต่สุดท้ายกลับยิ้มอย่างเบิกบานสดใส

หลินไต้อวี้ได้แต่นิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ นางทำได้เพียงหันหน้าไปทางซ้ายทีขวาทีแล้วสุดท้ายจึงมาจบด้วยการจ้องปลายรองเท้าของตนเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นสายตาดุดันของหวังฮูหยิน

ขอร้องล่ะ นี่แค่การแสดงเท่านั้น อย่าถือเป็นจริงเป็นจังนักเลยได้หรือไม่…

ตอนแรกตั้งใจว่าจะออกเดินทางไปหยางโจวตอนเช้า แต่เพราะมีจย่าเป่าอวี้เข้ามาทำให้ต้องยืดเวลาออกไปเล็กน้อย จนใกล้เที่ยงถึงได้เร่งออกเดินทาง

เมื่อแน่ใจว่านั่งรถม้าออกมาทางตะวันตกของเมืองเรียบร้อย หลินไต้อวี้ก็ถามเสียงเบา “จย่าเป่าอวี้ นี่เรากำลังเล่นละครกันอยู่ใช่หรือไม่” แม้นางจะถามลอยๆ แต่นางรู้ว่าเขาจะต้องเข้าใจแน่นอน

“เล่นละครอะไร”

เห็นเขายิ้มเหมือนปีศาจเจ้าชู้แล้ว นางต้องคอยกำหมัดถี่ๆ “เรื่องแต่งงานที่ท่านว่า ความจริงเป็นแค่แผนขัดตาทัพ ที่ท่านพูดเช่นนั้นก็เพื่อหาทางมาส่งข้ากลับหยางโจวแทนพี่รองเหลียนใช่หรือไม่”

จย่าเป่าอวี้ยิ้มจนนัยน์ตาดอกท้อแพรวพราวยิบหยี ทว่าน้ำเสียงกลับจริงจัง “จะเป็นไปได้อย่างไร ที่ข้าบอกท่านย่าว่าจะแต่งงานนั้น ข้าพูดออกมาจากใจจริงทุกอย่าง”

ผึง! ทันทีที่เส้นสติขาด หลินไต้อวี้ก็คว้าคอเสื้อของจย่าเป่าอวี้หมับ “เจ้าตัวบัดซบ นี่คิดจะทำร้ายข้าใช่หรือไม่!”

“ผินผิน ทำร้ายอะไร ข้าแค่อยากแต่งเจ้าเป็นภรรยาเท่านั้น แล้วเรื่องนี้จะทำให้พวกเราได้รับประโยชน์กันมากขึ้นด้วย”

“ข้าได้ยินแต่ท่านผายลม!” เจ้าคนผู้นี้อยากจะวางแผนเล่นงานใครก็ทำไปสิ แต่นี่กลับขุดหลุมดักนางด้วย เขาคงเบื่อชีวิตจริงๆ ถึงได้ออกแรงลากนางไปเข้าแผน คอยให้ร่างกายของนางแข็งแรงดีเมื่อไร นางจะส่งเขาไปแดนสุขาวดีทันที อย่านึกว่านางมีนิสัยอ่อนโยนและยอมคนจริงๆ นะ เขายังไม่เคยเห็นนางระเบิดโทสะออกมาเองต่างหาก!

“เหตุใดเจ้าจึงพูดจาหยาบคายเช่นนี้ แต่ไม่เป็นไร ข้าได้ยินผู้เดียวและข้าก็ไม่ถือสาด้วย” เขาดึงมือนางออกอย่างนุ่มนวลและกุมมือนางแน่น “อย่างไรเสียพวกเราก็หมั้นกันและท่านย่าก็อนุญาตแล้ว อีกหน่อยย่อมต้องเป็นสามีภรรยา”

กล่าวจบเขาก็ไม่ลืมดึงของแทนใจออกมาให้นางดูด้วย

“นี่มันถุงผ้าปักที่ข้ามอบให้จย่าหวน” นางให้เสวี่ยเยี่ยนทำถุงผ้าปักออกมาหลายใบเพื่อมอบให้เป็นของขวัญอำลาก่อนออกเดินทาง แต่ผู้ใดจะรู้ว่าคนผู้นี้จะเจ้าเล่ห์ถึงขนาดไปแย่งชิงของของผู้อื่นมา

“เวลานี้มันเป็นของข้า” เขาแนบมันที่ตำแหน่งหัวใจเพื่อป้องกันไม่ให้นางใช้กำลังแย่งกลับไป

“ท่านช่างเป็นพี่ชายแสนดีจริงๆ ถึงขนาดแย่งถุงผ้าปักของน้องชาย!” เขาเพิ่งจะอายุไม่เท่าไร แต่กลับเป็นคนเจ้าอุบายมากแผนการไปเสียแล้ว

แต่ที่น่ากลัวมากยิ่งกว่าคือเรื่องเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่เขากลับคิดอ่านได้อย่างทะลุปรุโปร่งทั้งยังเตรียมแผนไว้พร้อมสรรพ ทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว

เรื่องเช่นนี้ผีน้อยอายุสิบสองปีที่ใดจะทำได้ เห็นชัดเลยว่าเจ้านี่กลายเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว!

“เปล่าสักหน่อย ข้าไม่ได้แย่ง” เขาพูดเสียงเนิบ

“ท่านไม่ได้แย่ง แล้วจย่าหวนให้ท่านเองหรือ”

“ก็ไม่ถึงกับให้ แค่มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน”

“หมายความว่าอะไร”

“ข้าบอกเขาว่าถ้ายกถุงผ้าปักนี้ให้ข้า ข้าจะหาวิธีให้เขาได้ไปเรียนหนังสือ”

หลินไต้อวี้เบิกตากว้างแล้วส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ ฟังสิฟัง! กระทั่งน้องแท้ๆ ของตนเองเจ้าคนผู้นี้ยังไปหลอกใช้เขาได้!

“เช่นนี้ไม่ดีหรือ เขาจะได้ไปเรียนหนังสือโดยที่ท่านย่าไปยุ่งไม่ได้” จย่าเป่าอวี้พูดเสียงเรียบพลางมองหน้านาง “ความรู้สึกที่เขามีต่อเจ้าบางเบาถึงเพียงนี้ รู้สึกผิดหวังหรือไม่”

“เอ๋?” พูดกันจริงๆ นางฟังในคำพูดช่วงหลังได้เข้าใจทุกคำ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรพอเอาพวกมันมารวมกันแล้วกลับรู้สึกงุนงงเหมือนคำปริศนาได้

“เลิกคิดได้แล้ว ห้ามเจ้าคิดอีก เจ้าเป็นได้แค่คนของข้าอย่างเดียว”

เห็นเขาหุบยิ้มและแผ่รังสีอันธพาลออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง ทำให้หลินไต้อวี้เข้าใจได้ทันที

“เด็ก”

“เจ้าว่าอะไรนะ”

“ข้าบอกว่าท่านมันลูกเศรษฐีแท้ๆ” เพราะมีแต่เด็กน้อยลูกเศรษฐีเท่านั้นที่จะเล่นอะไรเป็นเด็กๆ เช่นนี้

เห็นอยู่ว่าเขาขัดตาจย่าหวนเพราะนึกว่าจย่าหวนมีใจให้นาง ถึงได้อยากแย่งของรักของจย่าหวนมาพร้อมป้ายสีจย่าหวนด้วย เช่นนี้ถ้าไม่ใช่ ‘เด็ก’ แล้วจะเรียกว่าอะไร

“ลูกเศรษฐีแล้วอย่างไร”

“ไม่มีอะไรๆ ท่านพอใจก็ดีแล้ว เพราะถึงอย่างไรเมื่อไปถึงหยางโจว เราสองคนก็ต้องจบกัน” นางรู้ว่าในเรื่องบิดาของหลินไต้อวี้ในเรื่องจะต้องเสียชีวิต แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น นางก็ยังเป็นเจ้าบ้านและไม่มีความจำเป็นต้องกลับไปคฤหาสน์สกุลจย่าตามท้องเรื่องอย่างคนปัญญาทึบ

นางไม่ใช่คนโง่เขลา ถึงจะได้กลับไปเล่นศึกแย่งชิงในตระกูลใหญ่ ยิ่งหลินไต้อวี้ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องการฟาดฟันกับผู้ใดด้วยแล้ว หากพลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวก็อาจถูกเล่นงานจนไม่เหลือแม้แต่ศพ เช่นนั้นมันคุ้มแล้วหรือ

นางมาที่นี่เพื่อของอร่อย ไม่มีเวลาไปยุ่งกับคนบ้านนั้นหรอก

“อย่าโง่ไปหน่อยเลย หลังจากเยี่ยมบิดาเสร็จ เจ้าต้องตามข้ากลับไปคฤหาสน์สกุลจย่าดีๆ”

“ท่านพูดอย่างไรก็ต้องทำตามนั้นหรือ” นางไม่ได้เก็บเอาเรื่องสัญญาแต่งงานมาใส่ใจ เพราะขอเพียงนางไม่ยอมผงกศีรษะ ผู้ใดก็ไม่สามารถทำอะไรนางได้

ทว่าใบหน้ายิ้มแย้มน่าตบที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่ของจย่าเป่าอวี้กลับทำให้หลินไต้อวี้ตัวสั่นอย่างไม่มีเหตุผล หลินไต้อวี้เริ่มนึกสงสัยว่าตนกำลังมองทุกอย่างสวยงามเกินไป และนางอาจหนีไม่พ้นเงื้อมมือของปีศาจตนนี้…อย่าโง่ไปหน่อยเลย! นางเป็นเทพปีมะเส็งนะ แค่เจ้าเด็กผู้หนึ่งมีอะไรน่ากลัวกัน

เลิกคิดถึงเรื่องนี้แล้วหันรถอ้อมไปรับฉินเข่อชิงที่ได้สติเรียบร้อยที่บ้านมารดาของหลี่หวันก่อน จากนั้นก็เร่งลงแส้ม้าเพื่อออกเดินทางไปหยางโจว

“สรุปคือท่านก็ไม่รู้เรื่องหรือ” หลังสอบถามต้นสายปลายเหตุจากฉินเข่อชิง หลินไต้อวี้ก็รู้สึกปวดศีรษะ

ฉินเข่อชิงผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าเลื่อนลอย

หลินไต้อวี้ถอนหายใจแรงๆ “ช่างเถอะ ต่อไปท่านก็อยู่กับข้าที่หยางโจวแล้วกัน” จะชั่วดีอย่างไร หลินไต้อวี้ก็เป็นคนที่รู้จักคุณคน เมื่อได้รับน้ำใจหยดหนึ่งแล้วย่อมต้องทดแทนด้วยน้ำพุ

“ขอบคุณท่านอาหญิง”

“อย่าเรียกท่านอาหญิงเลย ในเมื่อท่านออกจากคฤหาสน์สกุลจย่ามาแล้วก็ถือเสียว่าตายจากสกุลจย่าตั้งแต่เมื่อวานและเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนี้ เปลี่ยนมาเรียกชื่อข้าเถอะ”

“ขอบคุณมาก”

หลินไต้อวี้โบกมือเป็นสัญญาณให้นางเลิกพูดขอบคุณแล้วเงยหน้าขึ้นมองจย่าเป่าอวี้ที่หลุบตาลง นิ่งเงียบคล้ายกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่าง

ไม่ว่าเจ้าคนผู้นี้จะคิดอย่างไร แต่อย่างน้อยเขาน่าจะเข้าใจแล้วว่าท่านยายมีด้านมืดอยู่ด้วย แล้วเขาจะหวังให้นางอยู่ในคฤหาสน์กินคนเช่นนั้นได้อีกหรือ นางจะไม่มีวันยอมกลับไปคฤหาสน์สกุลจย่าอีกเป็นอันขาด!

 

โปรติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

Jamsai Editor: