X
    Categories: ทดลองอ่านนิทานรักนักษัตรปีมะเส็งมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นิทานรักนักษัตรปีมะเส็ง บทที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 6

 “เจ้าตกลงแล้วมิใช่หรือ”

“นั่นมันเรื่องในอีกสี่ปีให้หลังมิใช่หรือ” หลินไต้อวี้เข้าใจว่าการกลับไปที่คฤหาสน์สกุลจย่าครั้งนี้คือการกลับไปคอยให้นางเข้าพิธีปักปิ่น* ก่อนแล้วค่อยแต่งงาน…มันต้องเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ

“เจ้านึกว่าข้าจะอดทนคอยเวลาอีกสี่ห้าปีได้หรือ” จย่าเป่าอวี้ใช้มือเท้าคางอย่างเหนื่อยใจ “เราแต่งงานกันก่อน คอยให้เจ้าปักปิ่นแล้วค่อยเข้าหอ”

หลินไต้อวี้ตาโต ชั่วขณะนั้นใบหน้าน้อยๆ ก็พลันร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

จย่าเป่าอวี้ตะลึงงัน เนตรดอกท้อแพรวพราวจ้องหน้านางตาไม่กะพริบ แต่พอเห็นหลินไต้อวี้ถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน จย่าเป่าอวี้ไม่เพียงไม่รู้สึกหงุดหงิดแต่กลับรู้สึกว่าหน้าดุๆ ของนางแลดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจยิ่งกว่าที่เคย

“ท่านมองอะไร!”

เจ้าเด็กหน้าเหม็นไร้ยางอาย อายุเพิ่งจะเท่าไรแต่กลับพูดคำว่า ‘เข้าหอ’ ออกมาได้

สมแล้วที่เป็นตัวบัดซบที่เป็นผลผลิตของสกุลจย่ามากราคะ บ้าตัณหาโดยเนื้อแท้!

“ยากนักที่เจ้าจะหน้าแดง ข้าเลยอยากมองให้นานหน่อย”

หลินไต้อวี้ด่าแบบไร้เสียงว่า ‘สารเลว’ นางเช็ดแก้มแรงๆ ทำหน้าเครียด “ถึงการคุยเรื่องเงื่อนไขตอนนี้ออกจะช้าไปสักหน่อย แต่ข้าว่ามันน่าจะยังทันนะ”

“เงื่อนไขอะไร”

“คอยให้ข้าปักปิ่นเมื่อไร ท่านต้องหย่าข้า”

“หย่าเจ้า?”

“ถูกต้อง ถึงอย่างไรตอนนั้นท่านก็น่าจะได้สิ่งที่ท่านต้องการแล้ว จะมีหรือไม่มีข้าย่อมไม่ต่างกัน” หลังจบเรื่องหลินไต้อวี้จะกลับคฤหาสน์สกุลหลินไปให้ท่านอาจี้เลี้ยง ถึงตอนนั้นค่อยดูอีกทีว่าจะอยู่ที่เมืองจินหลิงหรือหยางโจว

จย่าเป่าอวี้หรี่ตาลง “เจ้าไม่พอใจข้าตรงที่ใด”

ใต้หล้านี้มีสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานแต่กลับพูดเรื่องหย่าออกมาอย่างกำหนดเวลาชัดเจนด้วยหรือ…นางเห็นเรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานเป็นแค่การแสดงละคร หรือมองไม่เห็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงอย่างสกุลจย่าอยู่ในสายตากันแน่

“ท่านสมควรถามว่าท่านมีตรงใดให้ข้าพอใจมากกว่า” หลินไต้อวี้พูดพลางยิ้มหวาน

“เช่นนั้นเจ้าก็บอกมาสิว่าข้าต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะพอใจ” จย่าเป่าอวี้สูดลมหายใจเข้าปอดก่อนถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง

“คนมีสมองสักเล็กน้อยย่อมรู้ว่าต้องเอาใจข้าอย่างไร” นี่เป็นเรื่องจริง เพราะเขาไม่รู้จักใส่ใจเอง หาไม่การที่เขาตามไปกินนั่นนี่กับนางมาตั้งแต่เมืองหยางโจวก็น่าจะรู้ได้แล้วว่าของอร่อยคือสิ่งที่ทำให้นางหวั่นไหวได้ แต่เสียดายที่นางเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่เขาไม่คิดจะใส่ใจ

จย่าเป่าอวี้โกรธจนกลายเป็นขำ “ที่เจ้าชอบยั่วโทสะข้าเช่นนี้เพราะอยากให้ข้าสนใจเจ้าใช่หรือไม่”

“หยุดเลย เลิกคิดเหลวไหลได้แล้ว ข้าเป็นคนตรง พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องมาตีความความคิดของข้า เพราะข้าไม่ได้สนใจท่านสักนิด” แม้ทุกคนจะชอบคนหน้าตางดงาม แต่ปัญหาคือสิ่งที่หลินไต้อวี้ให้ความสนใจคือสิ่งที่กินได้ จย่าเป่าอวี้ซึ่งเป็นคนโง่เง่าที่กินไม่ได้และทำอาหารไม่เป็นจึงไม่ต่างอะไรกับก้อนหินสำหรับนาง

“แต่ยิ่งเจ้าไม่สนใจข้า ข้ายิ่งสนใจเจ้า” จย่าเป่าอวี้ยิ้มตาหยีโดยไร้ความจริงใจอย่างสิ้นเชิง “อีกสี่ปีให้หลังข้าจะไม่หย่าเจ้า ตรงกันข้ามข้าจะทำให้เจ้าไม่อาจไปจากข้าได้ เช่นนี้น่าตื่นเต้นดีใช่หรือไม่ ในเมื่อเจ้ากล้าท้าทายข้า ข้าย่อมตอบแทนเจ้าแน่นอน”

“นี่…” คนผู้นี้จะไม่ยอมเข้าใจอะไรโดยง่ายเลยหรือ

“จริงสิ หากเจ้าไม่อยากกลับคฤหาสน์สกุลจย่า เช่นนั้นข้าจะอยู่ที่นี่อีกสักระยะหนึ่งก็ได้ เอาไว้เจ้าตัดสินใจว่าจะกลับเมื่อไรข้าค่อยกลับ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ตั้งแต่ตอนนี้ว่าข้าเป็นคนรักภรรยา แล้วเจ้าก็คอยดูไว้เถอะว่าข้ารักได้มากเพียงใด” กล่าวจบจย่าเป่าอวี้ก็ก้าวยาวๆ ออกไป แต่จังหวะที่ก้าวออกนอกประตูเขาก็ยังหันมาส่งยิ้มสดใสราวดอกท้อกลางสายลมวสันต์ให้นาง รอยยิ้มนั้นเหมือนจะทำให้ความหนาวเหน็บที่ด้านนอกพลันสลายหายไป

หลินไต้อวี้ขนลุกกรูเกรียวขึ้นมาเป็นระลอกจนต้องถูแขนตนเองแรงๆ

น่าชังนัก! เจ้าปีศาจตนนี้ก้าวหน้ารวดเร็วเหลือเกิน ยิ่งโตยิ่งร้าย!

นางน่าจะเก็บปากเก็บคำหน่อย ไม่ใช่ไปพูดยั่วเขาทุกสองวันสามวันจนกลายเป็นภัยเข้าตัว เช่นนี้มันได้ไม่คุ้มเสียชัดๆ

เมื่อจย่าเป่าอวี้พูดออกไปแล้วย่อมต้องทำ เห็นอยู่ว่าคฤหาสน์สกุลหลินหลังใหม่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ในขณะที่คฤหาสน์สกุลจย่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เพียงนั่งรถม้าหนึ่งเค่อ* ก็ถึง แต่เขากลับไม่ยอมกลับบ้านตนเองและทำหน้าหนาอยู่ที่นี่ต่อไปโดยที่ไม่มีใครในบ้านกล้าไล่เขา ซ้ำเขายังวางท่าท่านเขยเที่ยวชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่อย่างถือวิสาสะ เหมือนคนเสเพลไม่มีผิด!

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ท่านอาจี้กลับชื่นชมจย่าเป่าอวี้ บอกว่านายหน้าที่หลี่กุ้ยหามาช่วยคัดบ่าวไพร่ให้ได้ดีมาก ทุกคนล้วนอยู่ในกฎระเบียบ อีกทั้งยังเล่าว่าหลี่กุ้ยหานายหน้าช่วยซื้อที่ดินและหาต้นกล้าข้าวมรกตมาให้ ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพราะความละเอียดรอบคอบของหลี่กุ้ย ต่อมาถึงได้รู้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะจย่าเป่าอวี้ให้หลี่กุ้ยใช้เส้นสายซื้อหามา

สิ่งสำคัญที่สุดคือหลี่กุ้ยสามารถเก็บงำเรื่องการย้ายบ้านมาที่เมืองจินหลิงของสกุลหลินได้เป็นอย่างดี ขอเพียงคุณชายของเขามีคำสั่ง รับรองว่าเรื่องของสกุลหลินไม่มีทางรู้ไปถึงสกุลจย่าเด็ดขาด

ท่านอาจี้บอกว่าจย่าเป่าอวี้เป็นคนฉลาดและมีความสุขุมรอบคอบ

ก็จริง เขาเป็นคนฉลาด…และเป็นตัวไร้ค่าที่เก่งเรื่องแกล้งคนด้วย!

ฮ่าๆ คิดจะใช้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้มาซื้อนางหรือ หนทางยังอีกไกลนัก เอาไว้วันใดจย่าเป่าอวี้สามารถทำอาหารโต๊ะหนึ่งออกมาได้ นางจะมอบชีวิตให้เขาเลย!

หลินไต้อวี้คร้านจะสนใจคนสองหน้า นางใช้ชีวิตอย่างแสนสุขอยู่ที่บ้าน คอยให้จี้เฟิ่งปาทำอาหารเลิศรสมาให้กินจนพุงกาง แม้อากาศข้างนอกจะหนาวจัดจนหิมะเกาะลูกเห็บตก แต่นางยังขดตัวอยู่ในห้องที่มีอ่างไฟได้ทุกวันและนอนหลับอย่างสบาย เพราะเรื่องจิปาถะในบ้านล้วนมีสกุลจี้ที่นางไว้วางใจที่สุดคอยช่วยดูแลแล้ว

นี่สิจึงจะเป็นชีวิตของคุณหนูผู้สูงศักดิ์! นี่สิจึงจะเป็นชีวิตอย่างที่นางตั้งใจไว้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสกุลจย่าที่ทำตัวประหลาด นอกบททำให้หลินไต้อวี้ต้องได้รับความลำบาก

นางอยากอยู่ที่นี่ เป็นคุณหนูของสกุลหลินไปชั่วนิรันดร์

แต่แน่นอนว่าได้แค่คิดเท่านั้น

เพราะหลินไต้อวี้รู้ดีว่าตนสามารถอยู่ที่นี่ได้แค่ชั่วคราว แต่เพราะอยู่ได้แค่ชั่วคราวนางจึงทะนุถนอมช่วงเวลาที่แสนสุขที่ได้มาไม่ง่ายนี้อย่างมาก

“เจ้าทำหน้าเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” ภายในรถม้าจย่าเป่าอวี้ถามเสียงเย็น

“ไม่มีอะไร” หลินไต้อวี้มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าโศกสลด รู้สึกเหมือนความสุขกำลังห่างจากตนเองออกไปทุกทีๆ แต่พอเหลียวไปมองจี้เฟิ่งปากับเสวี่ยเยี่ยนที่กำลังตามมาแล้วนางค่อยรู้สึกสบายใจขึ้น

ไม่ว่านางจะพยายามยืดเวลาออกไปอย่างไรก็ไม่มีทางยืดไปจนเลยปีใหม่ เพราะจย่าเป่าอวี้ต้องกลับไปฉลองปีใหม่ที่จวน ดังนั้นหลินไต้อวี้จึงถูกบังคับให้ขึ้นรถอย่างน่าสงสาร

“ทำหน้าเสียอกเสียใจไปด้วยเหตุใด หรืออยากให้พี่ชายโอ๋เจ้า?”

หลินไต้อวี้ได้สติ แต่จย่าเป่าอวี้มานั่งข้างกายนางแล้ว นางจึงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่เกรงใจ มือน้อยๆ ยกขึ้นยันหน้าอกเขา แม้นางจะอายุยังน้อยและตัวเล็กมาก แต่สีหน้าของนางในยามนี้แจ่มใสดี หากต้องเปรียบมวยกันรับรองว่านางไม่แพ้แน่ เพราะร่างเล็กๆ นี้เป็นถึงเทพปีมะเส็งเชียวนะ!

จย่าเป่าอวี้ไม่มีสีหน้าหวาดหวั่น เพียงจ้องมองนางอย่างสนอกสนใจพักใหญ่ “เทียบกับตอนอยู่คฤหาสน์สกุลจย่า ตัวเจ้าในตอนนี้ดูตรงไปตรงมากว่าเยอะเลย”

“พูดได้ดี คุณชายรองเป่าก็ไม่แพ้กันหรอก” ตอนแรกหลินไต้อวี้คิดจะพูดว่าพอเขาออกจากคฤหาสน์สกุลจย่ามาแล้วก็เหมือนหลุดออกจากการควบคุม ถึงได้สำแดงด้านที่ชั่วร้ายที่สุดของตนออกมา

“เวลานี้ข้ารู้สึกพอใจมากขึ้นทุกที” จย่าเป่าอวี้พูดอย่างไม่มีที่มาที่ไป

“พอใจอะไร” หลินไต้อวี้ชักเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดี

“เจ้าอย่างไรล่ะ ต่อไปเมื่อมีเจ้าแล้วต้องไม่เบื่อแน่ พี่ชายกำลังตั้งตารอจริงๆ”

“บ้า” นางถลึงตาใส่เขา พูดกันตามจริงนางก็ไม่รู้ว่ายุคนี้มันเป็นอย่างไรถึงได้บังคับให้เด็กผู้หญิงอายุสิบเอ็ดปีผู้หนึ่งต้องมอบกายถวายชีวิตให้เขา แม้จย่าเป่าอวี้จะบอกว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่หลินไต้อวี้ไม่เชื่อ

“ยกยอกันเกินไปแล้ว”

“ผู้ใดยกยอท่าน ข้ากำลังดูแคลนท่านอยู่ต่างหาก!”

“ขอเพียงเป็นสิ่งที่ผินผินเอ่ยมา ย่อมเป็นคำชมเสมอ”

จย่าเป่าอวี้ยิ้มอย่างรักใคร่แต่กลับทำให้หลินไต้อวี้โมโหจนแทบอยากผลักเขาให้ตกรถม้า เสียดายที่รถม้าหยุดก่อนเพราะถึงคฤหาสน์สกุลจย่าแล้ว

เมื่อเข้าไปด้านใน กองทัพที่ออกมาต้อนรับนั้นน่าตื่นตกใจอย่างมาก

ยังไม่ต้องพูดถึงบ่าวหญิงอาวุโสและสาวใช้รุ่นใหญ่จำนวนแปดคนที่คอยรับใช้จย่าเป่าอวี้ เพราะสาวใช้รุ่นใหญ่จำนวนแปดคนที่ติดตามอยู่ข้างกายป้าสะใภ้รองกับสาวใช้รุ่นใหญ่จำนวนหกคนที่ติดตามอยู่ข้างกายท่านยายต่างส่งเสียงกรีดร้องพลางร้องบอกกันให้ทั่วว่า “คุณชายรองเป่ากลับมาแล้ว”

หลินไต้อวี้ได้ยินเสียงดังอื้ออึงตั้งแต่เดินประตูไปจนถึงหน้าเรือนทิศเหนือของท่านยาย…ไม่รู้ว่าพวกนางจะคอแห้งกันหรือไม่

ทันทีที่เข้าไปในห้องโถง สาวใช้ประคองฮูหยินผู้เฒ่าจย่าให้ยืนขึ้น จย่าเป่าอวี้โถมตัวเข้าไปอยู่ที่ข้างขานางโดยไม่เอ่ยคำใด ได้แต่พูดฟ้องเหมือนจะร่ำไห้เสียงเบาว่า “ท่านย่า หลานคิดถึงท่านใจจะขาดอยู่แล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้ท่านย่าสบายดีหรือไม่ ปวดขาหรือไม่ คิดถึงหลานบ้างหรือไม่ขอรับ”

หลินไต้อวี้ขนลุกเกรียวขึ้นมาเป็นระลอกแต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา

จย่าเป่าอวี้เหมาะจะเกลือกกลิ้งอยู่ในดงบุปผาอย่างแท้จริง หากไม่ทำตัวเป็นคนเจ้าสำอางก็คงเสียทีที่มีใบหน้าดอกท้องามดุจหยกขาวแล้ว จริงๆ นะ นางรู้สึกเสียดายแทนเขาแล้วสิ

ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าทั้งฉิวทั้งขันแต่อดพิศดูเขาไม่ได้ “เหตุใดเป่าอวี้ผอมลงล่ะ อยู่ข้างนอกลำบากมากใช่หรือไม่ ผู้ใดใช้ให้เจ้าไม่ยอมอยู่จวนดีๆ แต่กลับออกไปหาเรื่องเอง!”

หลินไต้อวี้สูดหายใจเข้าปอด พูดไม่ออก มารดามันเถอะ! คำว่า ‘ลำบาก’ สองพยางค์นี้พูดกันเกินไปหรือไม่ เขาผอมลงตรงที่ใด ตอนกินหัวหมูหัน นางยังเคี้ยวไม่เสร็จ หัวหมูทั้งหัวก็ลงไปอยู่ในท้องเขาแล้ว ขนาดหลินไต้อวี้ยังมีเนื้อมีหนังมากขึ้น แล้วจย่าเป่าอวี้จะผอมลงได้หรือ

ถ้าจะให้นางแบกรับความผิดเช่นนี้ก็ไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว

“ลำบากที่ใดกัน เพียงแต่ตอนไปถึงหยางโจวแล้ว ได้ยินว่าท่านอาเขยล้มป่วยจนเสียชีวิต ข้ารู้สึกเสียใจมากเลยกินอาหารไม่ค่อยลง แต่พอนึกได้ว่าผินผินกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร ข้าก็ยิ่งเสียใจมากขึ้น”

หลินไต้อวี้หลับตาหนีเอาดื้อๆ พอเถอะ ย่าหลานน่ารังเกียจคู่นี้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันจบแล้วใช่หรือไม่ เวลานี้นางอยากพักผ่อนมากๆ และอยากออกไปจากฉากการสนทนาด้วยความรักใคร่จนน่าหมั่นไส้นี่แล้ว

แต่เห็นได้ว่าจย่าเป่าอวี้ไม่คิดจะปล่อยนางไป เพราะเขาฝืนดึงหลินไต้อวี้ไปตรงหน้าท่านยายเพื่อร่วมสวมเสื้อหลากสีทำให้บุพการีเพลิดเพลิน ทำให้นางต้องเค้นน้ำตาออกมาเพื่อแสดงถึงความคิดถึงและเสียใจ แต่สวรรค์รู้ดีว่าหลินไต้อวี้ไม่มีทักษะเรื่องการแสดงถึงเพียงนั้นจึงไม่อาจเลียนแบบจย่าเป่าอวี้ที่สั่งน้ำตาได้และกอดท่านย่าของเขาร่ำไห้จนคอเสื้อชื้น ความจริงใจระดับนี้ย่อมทำให้ท่านยายรับเขาเข้าไปไว้ในใจ ไหนเลยจะยอมปล่อยให้เขาไปที่ใดได้อีก

หลังจบฉากรำพันพิลาปปานพายุฝนถล่มทลายที่น่าสะอิดสะเอียนแล้ว ท่านยายก็ไม่ได้พูดเรื่องลำบากไม่ลำบากอีก แม้หลินไต้อวี้จะมีพี่จี้เพิ่มมาด้วยอีกคน ท่านผู้อาวุโสก็ตกปากอนุญาตทันที และให้หลินไต้อวี้กลับไปพักที่เรือนปี้ซาเหมือนเดิม ทั้งยังบอกว่าเย็นนี้จะมีงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อถือโอกาสกำหนดวันแต่งงานของทั้งสองคนด้วย

คอยจนหลินไต้อวี้กลับไปที่เรือนปี้ซาแล้ว นางถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่จย่าเป่าอวี้ลากนางไปร่วมแสดงละครด้วยก็เพื่อไม่ให้ท่านยายหงุดหงิดใส่นางเรื่องที่นางยึดตัวเขาไว้นาน และทำให้ผู้อาวุโสยินดีจัดการเรื่องแต่งงานของพวกนาง

ปีศาจ…นางตกอยู่ในอุ้งมือของปีศาจแน่แล้ว ต่อไปนางจะมิถูกเขาจับปั้นให้กลมหรือแบนตามใจชอบหรอกหรือ

แต่เมื่อท่อนไม้กลายเป็นเรือ* เสร็จสรรพ หลินไต้อวี้ยังจะมีสิทธิ์บอกว่าไม่อีกหรือ…แน่นอนว่าไม่มี

เย็นวันนั้นหลินไต้อวี้อาบน้ำแล้วให้เสวี่ยเยี่ยนแต่งหน้าให้นางนิดหน่อยเพื่อไปร่วมงานเลี้ยง แน่นอนว่าต้องมีคนของทั้งสองบ้านมาร่วมงาน และมีเซวียเป่าไชนั่งอยู่ข้างป้าสะใภ้รอง

ไม่เจอกันครึ่งปีเซวียเป่าไชดูจะค่อยๆ โตเป็นสาว รูปโฉมพิลาสพิไลดุจดอกโบตั๋นและสูงขึ้นเยอะ ท่าทางคล้ายดรุณีในห้องหอที่ถูกอบรมมาอย่างเข้มงวด มีความสวยสง่า ยามหัวเราะไม่เห็นฟัน สายตาไม่สอดส่าย ผ่องพรรณไร้ที่ติ…อืม เซวียเป่าไชอายุมากกว่าหลินไต้อวี้สามปี คอยให้นางอายุเท่านั้นเมื่อไร รับรองว่าต้องเฉิดฉายกว่าอีกฝ่ายแน่

ว่าแต่เหตุใดนางจึงต้องไปเปรียบเทียบตนเองกับเซวียเป่าไชด้วย เสียสติไปแล้วจริงๆ หรือ

แม้ความจริงหลินไต้อวี้จะรู้สึกเสียใจแทนเซวียเป่าไชนิดหน่อย เพราะเดิมเซวียเป่าไชคือว่าที่ภรรยาเอกของจย่าเป่าอวี้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าหลินไต้อวี้ถูกคนสองหน้าอย่างจย่าเป่าอวี้ทำให้ต้องตีกระบองแยกคู่ยวนยาง

ทว่าคิดเรื่องนี้มากไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเนื้อเรื่องที่หลุดกรอบจากต้นฉบับไปแล้ว หลินไต้อวี้จึงจำเป็นต้องล่วงเกินผู้อื่น ซึ่งคนผิดตัวจริงก็เป็นคนผู้นั้นนั่นแหละ

ทันทีที่เข้าไปในงานเลี้ยง หลินไต้อวี้ก็ถูกจย่าเป่าอวี้ดึงไปนั่งข้างเขา เหมือนนางเป็นหุ่นกระบอกที่ใครก็ชักเชิดได้ คนในงานคุยอะไรกันหลินไต้อวี้ไม่ได้จับความละเอียดนัก จนอาหารถูกนำขึ้นมาตั้งบนโต๊ะแล้ว สติของนางถึงพลันตื่นขึ้น

โจ๊กล่าปา เอ็นกวางสามสหาย ไก่ป่าผัดเกาลัด เป็ดนึ่งแช่เหล้า อกห่านแต้มชาด น้ำแกงลูกชิ้นกุ้งห่อหนังไก่…ง่ำๆๆ อาหารเลิศรสในฝันของนางรสโอชาเหลือเกิน กลิ่นก็หอมแตะจมูก เช่นนี้ยังจะต้องสนอีกไปไยว่าใครจะพูดว่าอะไร สนแต่เรื่องกินและให้สาวใช้คอยคีบอาหารให้ชิมไปทีละอย่างก็พอ

หลังดื่มชาลู่อัน ขนมหวานก็ตามมา หลินไต้อวี้รู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้น คล้ายกำลังเหยียบอยู่บนปุยเมฆ นางไม่กลัวว่าตนเองจะร่วง แต่อยากคว้าโอกาสนี้ชื่นชมให้สมใจมากกว่า

ขนมโก๋มันเทศไส้พุทรากวน ขนมแป้งเกาลัดเคลือบดอกกุ้ยเคี่ยวน้ำตาล ขนมโก๋อ่อนม้วน…ง่ำๆๆๆ นี่สิรสโอชาในโลกหล้า สวรรค์รู้ดีว่าตอนที่นางตรงดิ่งมาในนิทานโบราณ นางต้องเฝ้ามองของอร่อยน้ำลายไหลย้อยอยู่แค่ไกลๆ แต่วันนี้นางไม่ต้องน้ำลายไหลอีกแล้ว เพราะสามารถส่งผ่านรสอร่อยเข้าปากได้อย่างเต็มที่

แสนสุขใจหาใดเปรียบจริงๆ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจอีกต่อไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้คอยจนหลินไต้อวี้กินอิ่ม นางเพิ่งรู้สึกตัวว่าวันแต่งงานได้ถูกกำหนดเรียบร้อย เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณชายรองเป่าในปีหน้า นี่ทำให้นางกลายเป็นคู่หมั้นของเขาอย่างสมบูรณ์

หลินไต้อวี้ไม่รู้สึกแปลกใจ เพียงแต่รู้สึกงุนงงอยู่บ้างว่าที่แท้สกุลจย่าก็นิยมให้เด็กแต่งงานกันจริงๆ แต่นั่นอาจเป็นเพราะท่านยายมุ่งมั่นที่จะช่วยคุณชายรองเป่ารวบสินเดิมของนาง ยิ่งเวลานี้หลินไต้อวี้กำลังตกพุ่มกำพร้า ถ้าไม่ฉวยโอกาสแต่งนางตั้งแต่ตอนนี้ เกิดนางด่วนตัดช่องน้อยแต่พอตัวจากไป สมบัติทั้งหมดย่อมไม่ตกถึงมือเขา

หลังจบงานเลี้ยงที่ฉากหน้าดูดีแต่แอบมีคลื่นใต้น้ำโหมกระหน่ำ จย่าเป่าอวี้ก็ส่งหลินไต้อวี้กลับห้องท่ามกลางสายตาคมปลาบที่คอยเหลือบมองมาเป็นระยะ ดูเหมือนเขาจะใช้ใบหน้ายิ้มแย้มทั้งหมดของวันนี้ไปกับงานเลี้ยงเล็กๆ เรียบร้อยจึงเหลือแต่หน้าเหม็นๆ ที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ให้นาง ทำให้หลินไต้อวี้ต้องทอดถอนใจให้แก่ความสามารถในการเปลี่ยนสีหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่มีใครเทียบได้ของเขา นางหวังเหลือเกินว่าจย่าเป่าอวี้จะมีเวลาว่างเอาความสามารถอันนี้ไปหลอกหลอนผู้อื่นบ้าง

“ข้าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผินผินเป็นพวกตะกละ” ก่อนจากไปเขาทิ้งประโยคนี้เอาไว้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ชิ…ตะกละแล้วไปขวางทางท่านหรือไร” ตอนอยู่กับหญิงอื่นจย่าเป่าอวี้เป็นคนปากหวานช่างฉอเลาะ แต่เหตุใดพออยู่กับหลินไต้อวี้แล้ว เขากลับพูดจาจิกกัดได้ทุกคำ

“ครั้งหน้าถ้าเจ้ากล้าเมินข้าอีก ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด” กล่าวจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไป เสื้อคลุมสีแดงสดปักลายนกอินทรีต้องลมเย็นพัดแรงเสียงดังพึ่บพั่บ

“นิสัยไม่ดี!” หลินไต้อวี้บ่นอุบ เขานึกว่านางเป็นตุ๊กตากระดาษหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้นางได้กินอาหารอย่างมีความสุขมาก รับรองว่าไม่มีทางยอมจบกับเขาโดยง่ายแน่!

เวลากินอาหารต้องมีสมาธิ ใช้ใจซึมซาบความรู้สึกและซาบซึ้งในทุกคำที่สวรรค์ประทาน ไหนเลยนางจะมีเวลาไปสนใจพายุหิมะโหมกระหน่ำหรือดาบน้ำแข็งด้านนอก ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าใครที่นั่งอยู่ข้างๆ! เรื่องนี้มันสำคัญนักหรือ ไม่สำคัญเลยสักนิดต่างหาก เวลากินข้าวมีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่เป็นใหญ่ ผู้อื่นนั้นไซร้ เชิญไสศีรษะไปไกลๆ!

หลินไต้อวี้นึกฉุน แต่พอปรายตาไปมองกลับเห็นเสวี่ยเยี่ยนกับจี้เฟิ่งปาเหมือนจะกำลังเม้มปากกลั้นยิ้มกันอยู่

“พวกเจ้าทำท่าทางเช่นนี้หมายความว่าอะไร” สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน ทำท่าทางเหมือนกันไม่มีผิด!

“คุณชายรองเป่าได้ลิ้มรส แล้ว” จี้เฟิ่งปาช่วยชี้เป้าให้อย่างเจตนาดี

“ลิ้มรสอะไร”

“พี่ใหญ่ ข้าจะบอกให้นะว่าคุณหนูไม่เคยเปิดสมองรับรู้เรื่องอะไรเช่นนี้หรอก” เสวี่ยเยี่ยนระบายลมหายใจอย่างอ่อนใจ

หลินไต้อวี้ช้อนนัยน์ตาสุกใสขึ้นมอง “อยากให้ข้าช่วยเปิดสมองให้เจ้าบ้างหรือไม่”

จบคำค่อนแคะร่างบางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องไปอย่างคร้านจะสนใจผู้ใดอีก เพียงรำลึกถึงรสชาติอร่อยล้ำเมื่อตอนเย็น หลินไต้อวี้ก็รู้ว่านางคงคิดถึงอาหารรสเลิศนี้ไปอีกนานแสนนาน แต่ไม่เป็นไร นางยังมีพี่จี้อยู่ย่อมพอแก้อยากไปได้

ว่าแต่…ลิ้มรส? เจ้าคนผู้นั้นไปลิ้มรสที่ใดหรือได้ลิ้มรสเพราะใคร

ช่างพิลึกจริง!

แต่เรื่องพิลึกยิ่งกว่ากลับคอยอยู่ข้างหลัง กว่าปีนี้จะผ่านไปได้ก็ไม่ง่ายเลย คฤหาสน์สกุลจย่ามีงานฉลองปีใหม่กันอีกครั้ง หลินไต้อวี้ไปหาจย่าเป่าอวี้เพราะเข้าใจว่าเขาจะต้องมีของอร่อยเยอะแยะแน่ๆ แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะขี้งกถึงขนาดไม่ยอมให้นางดื่มน้ำชาเลยสักอึก ซ้ำยังไล่นางไปให้พ้นอีก เสียงหัวเราะเยาะจากพวกสาวใช้ในเรือนพักของเขา ทำให้หลินไต้อวี้โกรธจนเลิกสนใจเขา

จนถึงวันที่สามหลินไต้อวี้ไปหาพวกจย่าอิ๋งชุนเพื่อพูดคุยความในใจกับพี่น้องชุนทั้งสาม แล้วอยู่กินอาหารที่จย่าอิ๋งชุนทำจนประมาณเที่ยงก็มีข่าวบอกว่าจย่าเป่าอวี้ไม่สบาย

ได้ยินว่าเขาป่วยหนักมากจนกระอักเลือดและล้มฟุบลงไปบนพื้น ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าจย่าขวัญหายจนล้มป่วยไปอีกคน หวังฮูหยินมือเท้าลนลาน กลายเป็นหวังซีเฟิ่งที่รีบส่งคนรับใช้ให้ไปตามหมอ เมื่อตรวจดูอาการก็พบว่าเขาเป็น…

“เป็นโรคตรอมใจ อีกทั้งร่างกายต้องลม”

“นี่เป็นหนักมากเลยหรือ” หลังฟังข่าวจากจย่าทั่นชุนจบ หัวคิ้วของหลินไต้อวี้ก็ขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ไม่ได้หนักมากหรอก”

“ถ้าไม่หนักแล้วเพราะเหตุใดในบ้านจึงโกลาหลกันเช่นนี้” จู่ๆ คฤหาสน์สกุลจย่าก็มีนักพรตจำนวนมากเข้ามาและยังมีพระภิกษุเข้ามาสวดมนต์ด้วย ดูแล้วไม่เหมือนการรักษาโรค แต่เหมือนการประกอบพิธีปลงศพมากกว่า

“เพราะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ไม่ว่าจะกินยาชนิดใดพี่รองก็ไม่ดีขึ้น สีหน้าก็แย่ลงทุกที ท่านย่ากังวลกระทั่งนอนไม่หลับจนวันนี้ท่านแม่ต้องกึ่งบังคับกึ่งปลอบท่านให้กลับไปพักผ่อนก่อน” ท่านแม่ที่จย่าทั่นชุนพูดถึงคือหวังฮูหยิน แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุเอาไว้ แต่กฎของตระกูลใหญ่ระบุว่าบุตรของภรรยาเอกและอนุล้วนต้องถือว่าเป็นบุตรของภรรยาเอก ด้วยเหตุนี้จย่าทั่นชุนจึงชินกับการนับหวังฮูหยินเป็นมารดา และไม่ได้ให้ความสำคัญกับจ้าวอี๋เหนียงที่เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดสักเท่าใด

“เช่นนั้นหรือ…” หลินไต้อวี้ย่นหัวคิ้ว รู้สึกกระสับกระส่าย

เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร นางเพิ่งถูกคุณชายรองเป่าพาตัวกลับมาที่จวนแท้ๆ เกิดเขาเป็นอะไรไป หลินไต้อวี้ย่อมไร้ที่พึ่ง และในคฤหาสน์สกุลจย่ามีคนจำนวนมากที่สามารถบีบนางให้ตายได้ง่ายดาย

คิดมาคิดไป ในที่สุดหลินไต้อวี้ก็ตัดสินใจไปเยี่ยมเขา

จย่าเป่าอวี้พักอยู่ในเรือนข้างอีกหลังหนึ่งของสวนทิศเหนือ แค่เดินผ่านถนนเล็กสองสามสายกับข้ามสะพานจันทร์เสี้ยวไปก็ถึง

เพียงแต่ตอนที่นางกับพี่น้องชุนทั้งสามมาถึงที่หน้าห้องนอนก็ถูกพวกสาวใช้กันเอาไว้ หลินไต้อวี้มองพวกนางแล้วคิดว่าน่าจะเป็นสาวใช้รุ่นใหญ่ที่อยู่ข้างกายท่านป้าสะใภ้รอง คนหนึ่งคือจินช่วน อีกคนคืออวี้ช่วน นี่หมายความว่าป้าสะใภ้รองจะต้องอยู่ในห้อง ทำให้หลินไต้อวี้รู้สึกลังเลว่านางควรหันหลังกลับดีหรือไม่

เพราะป้าสะใภ้รอง…ตั้งแต่แรกเจอกันก็ไม่เคยมีสีหน้าดีให้นางเห็น มาวันนี้จย่าเป่าอวี้ล้มป่วย นางยิ่งต้องร้อนใจปานไฟผลาญ ถ้าเห็นหลินไต้อวี้แล้วต้องยิ่งชังน้ำหน้าแน่ๆ

“อืม เช่นนั้นพวกเจ้าช่วยเข้าไปดูสถานการณ์ให้ข้าหน่อยเถอะ” หลินไต้อวี้ดึงตัวพี่น้องชุนทั้งสามให้ก้าวลงบันไดไปพลางกล่าว

ในเมื่อพวกสาวใช้อาศัยบารมีนายไม่ยอมให้หลินไต้อวี้เข้าไป นางก็ไม่อยากจะวิ่งชนกำแพง ได้แต่ส่งพี่น้องชุนทั้งสามเข้าไปเยี่ยมดูอาการแทน

จย่าอิ๋งชุนทำหน้าปั้นยาก จย่าทั่นชุนรีบก้มหน้า ส่วนจย่าซีชุนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะแววตานิ่งๆ นั้นเหมือนนางไม่ได้ยินสิ่งที่หลินไต้อวี้พูดด้วยซ้ำ

เมื่อคิดทบทวนดู หลินไต้อวี้ก็พอจะเดาต้นสายปลายเหตุได้ว่าป้าสะใภ้รองคงมองเห็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาเป็นอากาศ ดูได้จากการที่นางทำเหมือนจย่าหวนไม่มีตัวตน ย่อมคิดภาพได้ว่าเพราะเหตุใดจย่าทั่นชุนผู้ร่าเริงสดใสใจกว้างถึงได้มีอาการก้าวเท้าไม่ออกเช่นนี้ เป็นเพราะในใจของนางมีเงาดำซ่อนอยู่ ส่วนจย่าซีชุนอายุยังน้อย นางจึงไม่ค่อยสนใจอะไรมาก ซ้ำยังนางยังเป็นคนของจวนหนิงกั๋วกง การที่สาวใช้มองไม่เห็นหัวนางจึงเป็นเรื่องธรรมดา

แต่จย่าอิ๋งชุนนั้นต่างออกไป เพราะนางเป็นคนของบ้านใหญ่ แม้จะเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาแต่ก็ถือว่าเป็นนายผู้หนึ่ง!

“พี่สาว ท่านช่วยเข้าไปดูให้ข้าสบายใจหน่อยเถอะนะ” หลินไต้อวี้ทำได้เพียงอ้อนวอนเสียงอ่อนเพราะอยากถือโอกาสนี้ช่วยรักษาความอ่อนแอขี้กลัวของอีกฝ่าย เนื่องจากยิ่งจย่าอิ๋งชุนทำหัวหด พวกคนรับใช้ยิ่งคิดว่าการไม่กลั่นแกล้งนางเท่ากับกลั่นแกล้งตนเอง กลายเป็นบ่าวรังแกนาย

จย่าอิ๋งชุนถูกบีบจนหมดทางเลือกได้แต่ฝืนทำหน้าตึงออกศึก แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก จินช่วนก็ชิงบอกอย่างไม่เกรงใจออกมาก่อนว่า “นายหญิงมีคำสั่งว่านอกจากพวกนายท่าน นายหญิงผู้เฒ่า และสะใภ้รองเฟิ่งแล้ว ห้ามคนไม่มีหน้าที่เข้าไป”

ท่าทียโสโอหังนั้นทำให้จย่าอิ๋งชุนต้องถอยหลังกรูด นางหันไปมองหลินไต้อวี้ด้วยใบหน้าซีดขาวอย่างน่าสงสาร

หลินไต้อวี้หลับตาลงอย่างนึกปลงว่านางไม่ได้อยากหาเรื่องใส่ตัว แต่ถ้ากล้ำกลืนโทสะนี้เอาไว้ จะมีคฤหาสน์ใดยอมให้สาวใช้ผู้หนึ่งทำเชิดหน้าพูดจากับคุณหนูเจ้าของบ้านเช่นนี้

หรือคำพูดของคุณหนูที่เกิดจากอนุภรรยาของบ้านใหญ่ไม่มีน้ำหนัก เช่นนั้นก็ดี เพราะนั่นแปลว่าคำพูดของหลินไต้อวี้ที่เป็นคู่หมั้นผู้เพียบพร้อมของคุณชายรองย่อมมีน้ำหนักมากกว่า

“เช่นนั้นเจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าคนแบบใดที่เรียกว่ามีหน้าที่และผู้ใดที่เป็นคนไม่มีหน้าที่” แม้หลินไต้อวี้จะอายุยังน้อยแต่นางกลับกล้าก้าวออกไปขวางหน้าจย่าอิ๋งชุนและถลึงตาใส่สาวใช้ที่ทำตัวเลียนแบบคุณหนูผู้นั้น

จินช่วนชะงักไปเล็กน้อยก่อนพูดอย่างเจ้าคารม “พวกข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ แต่นายหญิงสั่งว่ามีเพียงพวกนายท่าน นายหญิงผู้เฒ่า และสะใภ้รองเฟิ่งเท่านั้นที่เข้าไปได้ ส่วนคนที่เหลือล้วนจัดเป็นพวกไม่มีหน้าที่ทั้งสิ้น นายหญิงพูดเช่นนี้เอง มิใช่บ่าวเป็นคนพูด แม่นางหลินโปรดอย่าทำให้พวกเราลำบากใจเลย”

ชิ! ถือขนไก่เป็นลูกธนู โดยแท้ ทำเป็นพูดมีเหตุมีผล!

“ในจวนมีนายทั้งหมดกี่คน คุณหนูทั้งหมดกี่คน หรือพวกเจ้าเข้าจวนมานานถึงเพียงนี้แล้วยังไม่รู้ ไร้ระเบียบจริงๆ เช่นนี้คนเขามิหัวเราะเยาะกันหรือว่านายหญิงไม่ได้อบรมบ่าว ถึงได้ปล่อยให้พวกสาวใช้หยิบยกนายหญิงผู้เมตตามาข่มคุณหนู” หลินไต้อวี้แค่นเสียงหัวเราะ แต่ใบหน้าเยาว์วัยกลับมีรัศมีน่าเกรงขามที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองหน้านางได้ตรงๆ

“พี่อิ๋งชุน นายหญิงเป็นผู้มีเมตตา เช่นนั้นพวกเราไปหานายหญิงผู้เฒ่ากันดีกว่า ให้ท่านใช้กฎของตระกูลจัดการบ่าวชั่ว เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่มีใครยัดเยียดข้อหาให้นายหญิงได้”

จย่าอิ๋งชุนตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่าหลินไต้อวี้จะดึงตัวนางเดินไปจริงๆ หญิงสาวหันหน้าไปเพื่อจะพูดขอร้องแทนหลินไต้อวี้แต่กลับเห็นจินช่วนเลิกใช้เหตุผลและใช้มือผลักหลินไต้อวี้ ทำให้จย่าอิ๋งชุนต้องรีบดึงตัวหลินไต้อวี้เอาไว้จนตนเป็นฝ่ายเหยียบบันไดพลาดแล้วผงะหงายกลิ้งตกลงไปแทน

“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ทั้งที่คิดว่าต้องเจ็บแน่แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ ซ้ำยังมีเสียงทุ้มนุ่มของบุรุษดังขึ้นที่ข้างหูทำให้จย่าอิ๋งชุนต้องช้อนสายตาขึ้นมองจี้เฟิ่งปา นางตกใจ รีบลุกขึ้นจากอ้อมแขนของเขา ใบหน้างดงามแดงเรื่อด้วยความรู้สึกขัดเขินและพูดขอบคุณเขาเสียงตะกุกตะกัก

พอหลินไต้อวี้ทรงกายได้มั่น นางก็เตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปเอาเรื่องจินช่วน แต่ประตูกลับเปิดผางออกอย่างได้จังหวะ เผยให้เห็นใบหน้าของหวังฮูหยิน

“เอะอะอะไรกัน ไม่รู้หรือว่าคุณชายรองเป่ากำลังพักฟื้นอยู่ ไม่รู้จักกฎระเบียบของบ้านกันหรืออย่างไร” สายตาของนางจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าของหลินไต้อวี้เหมือนอยากจะแล่นางเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น

“ป้าสะใภ้รอง ไต้อวี้รู้ว่าพี่รองเป่าป่วยเลยมาเยี่ยมเขาพร้อมพวกพี่สาว แต่สาวใช้กลับบอกว่าพวกเราเป็นพวกว่างงาน ไต้อวี้จึงตั้งใจจะไปถามเรื่องนี้กับท่านยายให้ชัดเจนเจ้าค่ะ” เรื่องโกรธก็ส่วนโกรธ หลินไต้อวี้ไม่โง่ถึงขั้นโวยวายออกมาซึ่งหน้าทำให้ป้าสะใภ้รองเพิ่มโทษให้นางมากยิ่งขึ้น

“เจ้ากล้าไปหานายหญิงผู้เฒ่า? แต่ไหนแต่ไรสุขภาพของเป่าอวี้ดีมาตลอด แต่พอเขาตามเจ้าไปเมืองหยางโจวกลับมาได้แค่ไม่กี่วันก็ล้มป่วย ซ้ำยังป่วยหนัก…” หวังฮูหยินมองผ่านร่างของนางไปที่จี้เฟิ่งปาที่อยู่ด้านหลัง “ข้าไม่เข้าใจนายหญิงผู้เฒ่าเลยว่าเพราะเหตุใดท่านจึงอนุญาตให้เจ้ามีบ่าวชายอยู่ข้างกายได้…”

แม้จะไม่ได้ระบุชื่อแซ่ออกมาตรงๆ แต่สายตาและน้ำเสียงของนางก็ฟ้องเจตนาชัดว่า…ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้าพาบุรุษเข้าบ้านมาเพื่อสังหารคนชิงทรัพย์หรือไม่

ซื่อบื้อ! แค่ใช้สมองตรองหน่อยก็รู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้!

โทสะเต็มท้องของหลินไต้อวี้ใกล้จะระเบิด แต่นางกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างอ้อนแอ้นเดินออกมาจากด้านในห้องเสียก่อน เซวียเป่าไชยังคงมีท่วงท่างามสง่า พูดเสียงเบาอ่อนหวาน “ท่านป้าอย่าเข้าใจน้องหลินผิดสิเจ้าคะ หากมีใครคิดไม่ดีเอาเรื่องไม่มีมูลนี้พูดต่อๆ กันไป คนที่ต้องเสียหายก็คือสกุลจย่านะเจ้าคะ”

หลินไต้อวี้ปิดเปลือกตาลงอย่างหมดแรง แต่ต้องรีบสะกดความอยากกระอักเลือดของตนเองเอาไว้

ตอนแรกนางเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะพูดขอร้องแทน แต่ใครจะรู้ว่าเซวียเป่าไชกลับเทน้ำมันลงบนกองเพลิง แม้คำพูดประโยคนี้จะฟังดูเหมือนนางวางตัวเป็นกลาง แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่ามีการซ่อนความนัยบอกให้พวกสาวใช้ปากยาวเอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อๆ กันไป! หลินไต้อวี้ไม่ได้อยากมองคนในแง่ร้ายหรอกนะ แต่ปัญหาคือคนในคฤหาสน์สกุลจย่าล้วนเป็นภูตผีปีศาจทั้งสิ้น คงเป็นการยากที่เซวียเป่าไชซึ่งอยู่ในคฤหาสน์สกุลจย่ามานานจะไม่พลอยกลายเป็นปีศาจไปด้วย

หรือไม่หญิงสาวที่เกิดมาในสกุลเซวียที่เป็นตระกูลวาณิชหลวงก็ฝึกปรือวิชานี้มานาน ทำให้นางสามารถใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์สกุลจย่าได้อย่างสบาย

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเวลานี้หลินไต้อวี้ก็สามารถกำหนดบทบาทของเซวียเป่าไชได้แล้ว

“แม่นางเซวียวางใจได้ สกุลจย่านั้นนายรู้กฎ บ่าวรู้เกณฑ์ เสียงเล่าลือย่อมหยุดอยู่ที่ผู้มีปัญญา” จี้เฟิ่งปาพูดด้วยสีหน้าเป็นมิตร

เซวียเป่าไชปรายตามองเขาแวบหนึ่ง เหมือนกำลังมองดูสิ่งสกปรกแต่ไม่เอ่ยคำใด ผิดกับหวังฮูหยินที่อยู่ข้างๆ ซึ่งชิงระเบิดโทสะก่อน

“เป็นแค่คนรับใช้ผู้หนึ่งของสกุลหลิน ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเปิดปาก ยังไม่รีบพาคุณหนูของเจ้ากลับไปอีก อยู่ต่อก็รังแต่จะเป็นอัปมงคลต่อคุณชายรองเป่า!”

หลินไต้อวี้ลอบกำหมัดแน่น เขี้ยวขาวขบกันกรอดๆ ต่อให้ทนได้นางก็ไม่คิดจะทนอีก! ก่อนหน้านี้ที่หลินไต้อวี้ไม่ถือสาหาความพวกสาวใช้ เป็นเพราะนางเป็นแค่ผู้อาศัย แต่บัดนี้สถานภาพของนางไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังจะต้องถูกคนหัวเราะเยาะด่าว่าโดยไม่โต้ตอบอีกหรือ ดูสายตาที่เซวียเป่าไชมองกับฟังน้ำเสียงที่ท่านป้าสะใภ้รองพูดออกมาสิ ทำกับนางยังพอว่า แต่ทำกับคนของนาง…

“นายหญิงกล่าวถูกต้อง เวลานี้สิ่งที่คุณชายรองเป่าต้องการคือความสงบ” ยังไม่ทันที่หลินไต้อวี้จะได้ระเบิดโทสะ จี้เฟิ่งปาก็โค้งกายคำนับนางโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “คุณหนูขอรับ พวกเรากลับกันก่อนดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้คุณชายรองเป่าดีขึ้นแล้ว พวกเราค่อยมาเยี่ยมใหม่”

ตอนแรกหลินไต้อวี้จะไม่ยอม แต่พอเห็นชายหนุ่มแกว่งกล่องอาหารในมือ ต่อให้นางขุ่นใจมากกว่านี้ก็ยังต้องถูกต้อนให้กลับเรือนพักไปก่อนแล้วค่อยคุยกัน

พอกลับไปจี้เฟิ่งปาก็บอกว่าเขาจะลองไปสืบข่าวจากคนรับใช้ข้างกายจย่าเป่าอวี้ดู

หลินไต้อวี้รู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างมาก นางไม่อยากให้จี้เฟิ่งปาต้องออกไปให้คนด่าเพื่อนาง และยิ่งไม่อยากให้พี่น้องชุนทั้งสามต้องถูกมองเป็นสิ่งไร้ค่าเพื่อนาง!

อย่าให้นางได้เป็นนายหญิงเชียว นางจะ…นางจะ…น่าชังนัก นางจะทำอะไรได้ นางเป็นใคร นางเป็นถึงเทพปีมะเส็งแล้วจะไปถือสาหาความกับมนุษย์สามัญจนทำให้ตนเองต้องถูกลดระดับได้หรือ!

หนึ่งเดือนต่อมา อาการป่วยของจย่าเป่าอวี้ยังคงเดี๋ยวทรงเดี๋ยวทรุด ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจย่ามีท่าทีหมางเมินหลินไต้อวี้มากขึ้น และนี่ทำให้นางรู้ว่าสถานการณ์กำลังแย่ลงทุกขณะ

หลินไต้อวี้ยังคงทำตามความต้องการของจย่าเป่าอวี้ที่เคยบอกให้นางไปคารวะและคอยสังเกตดูสีหน้าท่านยายอย่างละเอียดทุกวัน พร้อมๆ กับคอยฟังว่ามีเสียงเล่าลือกันถึงเพียงใด หรือมีการแต่งเสริมเติมเนื้อหาไปกี่รูปแบบ

ช่วงนี้มีเสียงลือกันให้ทั่ว ประกอบกับมีพระภิกษุและนักพรตจำนวนหนึ่งเข้ามาในจวน ประเดี๋ยวทำพิธี ประเดี๋ยวสวดมนต์จนแทบไม่มีว่างเว้น ท่าทีร้อนรนของแต่ละคนทำให้เสียงลือยิ่งหนักขึ้นและมีการพูดต่อๆ กันไปในหลายแบบว่า ตายแน่ไม่ตายแน่ ทว่าทุกแบบล้วนพุ่งเป้าโจมตีมาที่หลินไต้อวี้มากกว่าใคร

แต่ไม่มีผู้ใดตายเพราะคำนินทา…เพราะนางยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!

“สบายใจเถอะขอรับคุณหนู เรื่องสุขภาพของคุณชายรองไม่ได้หนักมาก ข้าแอบไปต้มยาอีกที่หนึ่งและให้หลี่กุ้ยนำเข้าไปแล้ว แค่ไม่กี่วันรับรองว่าต้องดีขึ้นแน่”

ตอนได้ยินจี้เฟิ่งปาที่เพิ่งกลับมาเล่าให้ฟังเช่นนี้ ดวงตาของหลินไต้อวี้พลันเบิกกว้างและมีประกาย นางนึกสงสัยว่าตนฟังผิดไปหรือไม่จึงต้องแคะหูพลางถามด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่จี้ ท่านพูดเช่นนี้เหมือนจะบอกว่ายาของเขามีปัญหา…”

“อาหารก็มีด้วยขอรับ”

หลินไต้อวี้สูดลมหายใจเข้าลึก “จะเป็นไปได้อย่างไร เขาคือคุณชายรองเป่าแห่งสกุลจย่านะ จะมีผู้ใดวางยาเขาได้!” ทันทีที่หลุดปากพูดออกไป หลินไต้อวี้พลันฉุกคิดถึงคำพูดของฉินเข่อชิงขึ้นมาได้ว่า ‘เด็กผู้นั้นชะตาอาภัพ’ ทำให้นางตัวสั่นอย่างรุนแรง

คงไม่ใช่กระมัง แต่เรื่องนี้คงมีแต่คนในเท่านั้นที่รู้ หาไม่ฉินเข่อชิงจะเดาได้แม่นยำเช่นนี้หรือ แต่ต่อให้อยากจะวางยาพิษฆ่าเขา เหตุใดจึงเลือกลงมือเอาเวลานี้

จี้เฟิ่งปาเห็นหลินไต้อวี้เงียบไปก็เดาได้ว่านางกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ “อีกไม่กี่วันหวังฮูหยินกับนายหญิงผู้เฒ่าจะไม่อยู่ เราค่อยไปเยี่ยมคุณชายรองเป่ากันอีกทีนะขอรับ”

“อืม” หลินไต้อวี้รับคำอย่างเข้าใจ

สมดังคำของจี้เฟิ่งปา เพราะราวๆ ห้าหกวันให้หลังอาการป่วยของจย่าเป่าอวี้ก็ดีขึ้นมาก ฮูหยินผู้เฒ่าจย่าจึงไปเลี้ยงอาหารขอบคุณเหล่านักพรตและพระภิกษุ หวังฮูหยินย่อมต้องตามไปด้วย หลินไต้อวี้จึงฉวยโอกาสนี้เอาโจ๊กใสกับยาน้ำที่จี้เฟิ่งปาเตรียมไว้ไปเยี่ยมจย่าเป่าอวี้

ผู้ใดจะรู้ว่าสาวใช้ของสกุลจย่าจะเลียนแบบนายได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่ละคนล้วนกระเหี้ยนกระหือรือจะปีนขึ้นเตียงเจ้านายเพื่อจะได้ตำแหน่งนายหญิงมาสักครึ่งตัว ดังนั้นเมื่อเห็นหลินไต้อวี้มา พวกนางจึงทำหน้าทำตาถอดแบบป้าสะใภ้รองมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทำให้หลินไต้อวี้รู้สึกชื่นชมเสวี่ยเยี่ยนว่านางเป็นผู้มีเมตตาอารี ถึงได้ไม่เคยหัดนิสัยร้ายกาจเช่นนี้

“นายหญิงสั่งว่าห้าม…”

หลินไต้อวี้ยื่นมือออกไปตัดบททั้งที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ พอเถอะ นางเคยฟังคำพวกนี้มาแล้ว ถึงจะยังท่องไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร

“ข้าไม่ใช่พวกว่างงาน อยากไปให้นายหญิงผู้เฒ่ายืนยันหรือไม่” หลินไต้อวี้เก็บเขี้ยวเล็บ ทำให้ตนเองดูอ่อนหวานและมีความเป็นนายหญิงอย่างมาก

“แต่…”

“หากเอะอะจนเรื่องไปถึงนายหญิงผู้เฒ่า ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะตกที่นั่งแบบใด”

อ้อ คนพวกนี้นางรู้จัก คนที่วางท่ามากที่สุดชื่อสีเหริน แต่ก็เป็นธรรมดาเพราะนางได้ชื่อว่าเป็นสาวใช้ห้องข้างที่จย่าเป่าอวี้ยังไม่ได้รับไว้ เวลาพูดจาจึงเสียงดังกว่าใคร ส่วนคนอื่นๆ อย่างเซ่อเยวี่ย ฉี่เซี่ยน ชิวเหวิน ปี้เหิน ชุนเยี่ยน…กับคนที่นางจำชื่อไม่ได้ล้วนพ่นลมออกจมูก แต่สุดท้ายคนที่วางตัวได้เหมาะที่สุดกลับเป็นฉิงเหวินกับเสี่ยวหง

“ให้แม่นางหลินเข้าไปเถิด คุณชายรองที่อยู่ด้านในได้ยินเสียงข้างนอกนี้แล้ว” ฉิงเหวินมีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก แม้จะเป็นสาวใช้ แต่กลับมีท่าทางสง่าแช่มช้อยอย่างคุณหนูผู้มีสกุล

“ใช่แล้ว คุณชายรองต้องการพบแม่นางหลิน พวกเจ้าคนใดกล้าขวางก็ไปแก้ตัวกับคุณชายรองเองเถิด”

เสี่ยวหงเป็นแม่นางที่ดูวางท่าและพูดจาแบบไม่กลัวใคร แต่กลับถูกใจหลินไต้อวี้อย่างมาก

ในที่สุดพวกสาวใช้ก็ต้องยอมปล่อยเปิดทางให้อย่างไม่เต็มใจ หลินไต้อวี้สั่งให้จี้เฟิ่งปาคอยอยู่ข้างนอกระหว่างที่นางถือกล่องอาหารเข้าไปด้านใน

ทันทีที่เห็นจย่าเป่าอวี้ นางกลับต้องนิ่งค้าง

 

(ติดตามตอนไปวันที่ 26 ก.ค. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

Jamsai Editor: